บลจ.วรรณ เผย ออร์คิด ฮอสพิแทลลิที เสนอซื้อ โรงแรม รอยัล ออคิด เชอราตัน 5,300 ล้านบาท

- บลจ.วรรณ เตรียมจัดประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์ GROREIT วันที่ 28 ต.ค. เพื่อลงมติเรื่องการขายทรัพย์สินหลักคือโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน
- เสนอ 3 ทางเลือกให้ผู้ถือหน่วยพิจารณา ได้แก่ ขายให้ ROH ราคา 4,873 ล้านบาท, ขายให้บริษัท ออร์คิด ฮอสพิแทลลิที ราคา 5,300 ล้านบาท หรือนำไปเปิดประมูลหากสองทางเลือกแรกไม่สำเร็จ
- หลังจากจำหน่ายทรัพย์สินได้สำเร็จ กองทรัสต์จะดำเนินการชำระบัญชีเพื่อเลิกกองทรัสต์ต่อไป
บลจ.วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ GROREIT เตรียมประชุมผู้ถือหน่วยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์วันที่ 28 ต.ค. 2569 เพื่อโหวตขายโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โดยมีข้อเสนอจาก ROH ราคา 4,873 ล้านบาท และออร์คิด ฮอสพิแทลลิที 5,300 ล้านบาท พร้อมเปิดประมูลหากทั้งสองทางเลือกไม่สำเร็จ หลัง ROH พลาดกำหนดซื้อคืนเดิม ก่อนนำเงินไปชำระบัญชีและเลิกกองทรัสต์ต่อไป
นายอลงกรณ์ ประธานราษฎร์นิกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เรื่อง การจำหน่ายทรัพย์สินหลักของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพีทาลิตี้ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน และแจ้งวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหน่วยทรัสต์ที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์ ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพีทาลิตี้ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน ครั้งที่ 1/2569 เพื่อพิจารณาการจำหน่ายทรัพย์สินหลักของทรัสต์และการเลิกกองทรัสต์
โดยระบุรายละเอียดว่า ด้วยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด (“บลจ. วรรณ”) ในฐานะผู้จัดการ กองทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออร์คิด โฮสพีทาลิตี้ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน (“GROREIT”) ครั้งที่ 5/2569 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ได้มีมติอนุมัติการจำหน่าย “ทรัพย์สินหลัก” หรือ”ทรัพย์สินโครงการ” (โครงการ โรงแรม รอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส) ของ GROREIT โดย สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
ตามที่ บลจ. วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ GROREIT ได้แจ้งเรื่องบริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศ ไทย) จำกัด (มหาชน) (“ROH”) ไม่ดำเนินการซื้อคืนทรัพย์สินโครงการเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการเช่า (คือ วันที่ 14 กรกฎาคม 2569) ตามข้อตกลงที่กำหนดในสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ (โครงการโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส) (“สัญญาจะซื้อจะขาย”) ซึ่ง บลจ. วรรณ ได้แจ้งข้อมูลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“แจ้งข่าวตลาดหลักทรัพย์ฯ”) ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 แล้วนั้น
ที่ประชุมคณะกรรมการ บลจ. วรรณ ครั้งที่ 5/2569 ได้มีมติอนุมัติให้เรียกประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์ของ GROREIT ครั้งที่ 1/2569 โดยเป็นการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในวันที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อพิจารณาอนุมัติการจำหน่ายทรัพย์สินโครงการของ GROREIT ตามวาระการประชุม ดังนี้
วาระที่ 1 : พิจารณาอนุมัติการจำหน่ายทรัพย์สินหลักให้แก่บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในราคา 4,873 ล้านบาท ภายใน 14 วันนับจากวันที่ได้รับมติอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์
ที่มาและเหตุผล เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ROH ได้มีหนังสือถึง GROREIT แจ้งยืนยันสิทธิและความ พร้อมในการขอซื้อคืนทรัพย์สินหลัก ในราคา 4,873 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากผู้ให้การสนับสนุนเงินลงทุน แต่การสนับสนุนเงินลงทุนขึ้นอยู่กับผลการทำ Due Diligence, ขั้นตอนการอนุมัติภายใน และการดำเนินการเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องของผู้สนับสนุนเงินลงทุน
และ ROH ขอให้ GROREIT ปฏิบัติตามข้อตกลงที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน และขอให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) (“MFC”) ในฐานะทรัสตีของ GROREIT และ บลจ. วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ ประสานงานกับ ROH อย่างรวดเร็วเพื่อดำเนินการที่จำเป็นเพื่อให้การขายและโอนทรัพย์สินโครงการ เสร็จสิ้น
ถึงแม้ว่าผู้จัดการกองทรัสต์และทรัสตีมีความเห็นร่วมกันว่า สิทธิซื้อคืนทรัพย์สินหลักของ ROH ตามสัญญาจะซื้อจะขายได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่เพื่อให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์ได้มีโอกาสพิจารณาการจำหน่ายทรัพย์สินหลักในทุกทางเลือกที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทของ บลจ. วรรณ จึงเห็นควรนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์พิจารณาวาระนี้ตามที่ ROH ได้แจ้งมาภายในกรอบเวลาที่เหมาะสม
วาระที่ 2 : พิจารณาอนุมัติการจำหน่ายทรัพย์สินหลักให้แก่บริษัท ออร์คิด ฮอสพิแทลลิที จำกัด ในราคา 5,300 ล้านบาท ภายใน 14 วันนับแต่ได้รับมติอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์ หรือนับแต่ ROH ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขและเวลาที่กำหนด ในกรณีที่ประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์มีมติอนุมัติวาระที่ 1 แล้วแต่เหตุการณ์ใดจะเกิดหลังสุด
ที่มาและเหตุผล เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 บริษัท ออร์คิด ฮอสพิแทลลิที จำกัด ได้ทำหนังสือข้อเสนอซื้อ
อสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ของโครงการ โรงแรม รอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส ในราคา 5,300 ล้านบาท ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทของ บลจ. วรรณ จึงเห็นควรนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์พิจารณาในวาระนี้
ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการจำหน่ายทรัพย์สินหลักเพื่อให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์พิจารณาในกรณีที่ที่ประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์มีมติไม่อนุมัติวาระที่ 1 หรือในกรณีที่ ROH ไม่ สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขและเวลาที่กำหนด ในกรณีที่ประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์มีมติอนุมัติวาระที่ 1 แล้วแต่เหตุการณ์ใดจะเกิดหลังสุด
วาระที่ 3 : พิจารณาอนุมัติการจำหน่ายทรัพย์สินหลักของ GROREIT โดยวิธีการเปิดประมูล โดยมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate) ให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัดในฐานะ ผู้จัดการกองทรัสต์ เป็นผู้ดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามมติที่ประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์ ไม่ว่ากรณีที่ วาระที่ 1 และ/หรือ 2 ไม่ได้รับมติอนุมัติ หรือได้รับมติอนุมัติแต่ไม่สามารถดำเนินการได้
ที่มาและเหตุผล ในกรณีที่วาระที่ 1 และ/หรือ 2 ไม่ได้รับการพิจารณาลงมติอนุมัติจากผู้ถือหน่วยทรัสต์ หรือได้รับมติอนุมัติแต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทของ บลจ. วรรณ จึงเห็นควร นำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์พิจารณาตามในวาระนี้ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการจำหน่าย ทรัพย์สินหลักเพื่อให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์พิจารณา ไม่ว่ากรณีที่วาระที่ 1 และ/หรือ 2 ไม่ได้รับมติอนุมัติ หรือได้รับมติอนุมัติแต่ไม่สามารถดำเนินการได้
* โดยรายละเอียดและเงื่อนไขของการจำหน่ายทรัพย์สินหลัก ตามวาระที่ 1 ถึง 3 จะระบุไว้ในหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์ ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งจะนำส่งให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ล่วงหน้าอย่างน้อย 14 วันก่อน วันประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์
วาระที่ 4 : พิจารณาอนุมัติการเลิกกองทรัสต์ การชำระบัญชี และการแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี
ที่มาและเหตุผล ในกรณีที่ GROREIT ได้จำหน่ายทรัพย์สินหลักตามที่ได้รับมติอนุมัติจากผู้ถือหน่วยทรัสต์ในกรณีใดกรณีหนึ่งเรียบร้อยแล้ว ผู้จัดการกองทรัสต์จะดำเนินการเลิกกองทรัสต์ โดยกันเงิน สำหรับการดำเนินการต่างๆ เพื่อใช้ในระหว่างขั้นตอนการชำระบัญชี ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการ ดำเนินคดีต่างๆ (หากมี) การชำระบัญชี และการแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน สัญญาก่อตั้งทรัสต์และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป
วาระที่ 5 : อื่นๆ (ถ้ามี)
ทั้งนี้ บลจ. วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์จะกำหนดรายชื่อผู้ถือหน่วยทรัสต์ที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุม ผู้ถือหน่วยทรัสต์ ครั้งที่ 1/2569 ของ GROREIT ในวันที่ 29 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นวันให้สิทธิผู้ถือหน่วยทรัสต์ (Record Date) และจะจัดส่งหนังสือเชิญประชุมให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์ต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
SC ชี้อสังหาฯ ผ่านจุดต่ำสุด โค้งสุดท้ายปลายปี เร่งเปิด 19 โครงการแนวราบ 1.7 หมื่นล้าน

SC มองตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบผ่านจุดต่ำสุดในครึ่งปีแรก คาดไตรมาส 4/2569 กลับมาเร่งตัว รับแผนเปิดโครงการใหม่ 19 โครงการ มูลค่ารวม 17,000 ล้านบาท พร้อมเร่งเครื่อง 4 เดือนสุดท้าย เปิดบ้าน 8 ซีรีส์ใหม่ 19 ทำเล ภายใต้แนวคิด “Live and Learn Home” ตั้งเป้ายอดขายแนวราบใกล้ 27,000 ล้านบาท ยอดโอน 16,000 ล้านบาท และปิดการขายบ้าน 19 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 25,600 ล้านบาทภายในสิ้นปี
นายมงกุฎ เตโชฬาร กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพัฒนาทรัพย์สินแนวราบและการตลาด บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบในปี 2569 ผ่านจุดต่ำสุด หรือ “ท้องช้าง” ในช่วงครึ่งปีแรกมาแล้ว โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคบางส่วนเร่งตัดสินใจโอนกรรมสิทธิ์
อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 3/2569 ตลาดอาจชะลอตัวลงเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเร่งตัวในไตรมาส 4/2569 ซึ่ง SC ประเมินว่าจะเป็นช่วงสำคัญในการสร้างผลงาน หรือ Peak Performance จากการเปิดตัวโครงการใหม่และการทำตลาดในช่วงโค้งสุดท้ายของปี
“ตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบได้ผ่านจุดต่ำสุดในช่วงครึ่งปีแรกมาแล้ว และคาดว่าไตรมาส 4/2569 จะเป็นช่วงสร้างผลงานสำคัญ จากการเปิดตัวโครงการใหม่และแผนการรุกตลาดในครึ่งปีหลัง ซึ่งจะช่วยให้ภาพรวมผลประกอบการของ SC ยังคงเป็นบวกและเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน”นายมงกุฎกล่าว
คงเป้ายอดแนวราบ 2.7 หมื่นล้าน
สำหรับแผนดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง SC เตรียมเปิดโครงการใหม่รวม 19 โครงการ มูลค่าโครงการประมาณ 17,000 ล้านบาท โดยเฉพาะช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี ตั้งแต่เดือนก.ย.-ธ.ค. เพื่อสร้างแรงส่งต่อยอดขายในช่วงปลายปี
จากแผนดังกล่าว บริษัทคงเป้าหมายยอดขาย (พรีเซล) โครงการแนวราบปี 2569 ไว้ใกล้เคียง 27,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมียอดโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 16,000 ล้านบาท โดยเชื่อว่าการเปิดตัวสินค้าใหม่ รวมถึงกิจกรรมการตลาดในช่วงโค้งสุดท้าย จะช่วยกระตุ้นกลุ่มลูกค้าที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจให้กลับเข้าสู่ตลาด
เร่ง Sold Out 19 โครงการ 2.56 หมื่นล้าน
ขณะเดียวกัน SC เดินหน้าเร่งระบายโครงการที่มีอยู่ โดยตั้งเป้าปิดการขายบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมรวม 19 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 25,600 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2569
ปัจจุบันสามารถปิดการขายแล้ว 4 โครงการ ได้แก่ คอนนาเซอร์ พัฒนาการ, แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า, วี คอมพาวด์ ติวานนท์-รังสิต และเวิร์คเพลส รามอินทรา-พระยาสุเรนทร์ ขณะที่อีก 15 โครงการอยู่ในกลุ่มใกล้ปิดการขาย อาทิ แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด สุขสวัสดิ์-พระราม 3, แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด กรุงเทพกรีฑา และบางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์ เวสต์เกต
ทั้งนี้นายมงกุฎ ระบุว่า สินค้าเหลือขาย (Inventory) ในกลุ่มโครงการดังกล่าวมีมูลค่ารวมไม่เกิน 1,000 ล้านบาท โดยแต่ละโครงการเหลือขายเพียงประมาณ 1-2 หลัง สะท้อนโอกาสในการเร่งปิดการขายในช่วงปลายปี
ขณะที่นายณัฏฐกิตติ์ ศิริรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและนวัตกรรม SC กล่าวถึงกลยุทธ์สำคัญของ SC ในการสร้างยอดขายและความแตกต่างของสินค้า คือการต่อยอดแนวคิด “Live and Learn Home บ้านที่สร้างจากชีวิตจริง” โดยมุ่งให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นแบบ Individual-Centric หรือเริ่มจากความต้องการของผู้อยู่อาศัยจริง ก่อนนำมาพัฒนาเป็นแบบบ้าน ฟังก์ชัน และพื้นที่ใช้สอย
บริษัทดำเนินการทั้งการสำรวจวิจัยประสบการณ์ของลูกบ้าน การให้ผู้บริหารลงพื้นที่เยี่ยมชมความเป็นอยู่จริง รวมถึงรับฟังคำติชมจาก Call Center เพื่อนำข้อมูลมาแปลงเป็นโซลูชันใหม่ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไป
นายณัฏฐกิตติ์กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวถูกนำไปพัฒนาเป็นแบบบ้านใน 19 โครงการ ครอบคลุม 5 แบรนด์ ได้แก่ แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด, บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์, บางกอก บูเลอวาร์ด, เวนิว ไอดี และเดอะ พาวิลเลียน…
ฟังก์ชันที่พัฒนาขึ้นจาก Insight ได้แก่ Double Living ซึ่งปรับเปลี่ยนการใช้งานได้, Equitable Bedroom ห้องนอนพี่น้องที่มีขนาดเท่ากัน, Secondary Pantry พื้นที่อเนกประสงค์ชั้น 2, His & Her Walk-in Closet รวมถึง Cinematic Space และ Open Space Living ที่เพิ่มความโปร่ง เชื่อมต่อพื้นที่ภายในกับธรรมชาติ และเปิดให้สมาชิกครอบครัวสามารถทำกิจกรรมแตกต่างกันในพื้นที่เดียวกันได้
8 ซีรีส์ใหม่ 19 ทำเล รับกำลังซื้อโค้งท้าย
สำหรับแคมเปญ “Live and Learn Home” ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี SC เตรียมเปิดตัวบ้าน 8 ซีรีส์ใหม่ใน 19 ทำเล ครอบคลุมแบรนด์ แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด, บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์, บางกอก บูเลอวาร์ด และ เวนิว โดยปัจจุบันเปิดตัวแล้ว 4 ซีรีส์ ได้แก่ Cape Dutch Revival, Modern Tropical, Pause Series และ Mid-Century Modern
แนวทางดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนจากการพัฒนาแบบบ้านที่ใช้ซ้ำในหลายโครงการ มาเป็นการออกแบบที่คำนึงถึงพฤติกรรมของลูกค้าและบริบทของแต่ละทำเล เพื่อให้บ้านสามารถปรับเปลี่ยนตามรูปแบบชีวิตที่เปลี่ยนไป
หนึ่งในตัวอย่างคือบ้านแฝดในย่านราชพฤกษ์ ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมาและทำยอดขายได้ประมาณ 450 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย ขณะที่ช่วงปลายปียังมีการเปิดตัวแบบบ้านและโครงการใหม่ในทำเลสำคัญ เช่น บางนา รามอินทรา วิภาวดี-สะพานใหม่ มอเตอร์เวย์พระราม 9 และถนนวิทยุ
ใช้การตลาด กระตุ้นลูกค้าตัดสินใจ
นอกจากการพัฒนาสินค้า SC ยังวางแผนจัดกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่องในช่วง 4 เดือนสุดท้าย เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้กับลูกค้าที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจซื้อ โดยเชื่อมการสื่อสารแบรนด์เข้ากับแนวคิด Live and Learn Home ผ่าน Music Marketing และเพลง “Live & Learn”
แกนหลักของการสื่อสารคือการสะท้อนว่า “ชีวิตเปลี่ยน บ้านก็ต้องเปลี่ยนตาม” จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของแต่ละครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการทำงานจากบ้าน การเลี้ยงลูก การใช้พื้นที่ร่วมกัน หรือการเปลี่ยนแปลงของสมาชิกในครอบครัว
SC จึงวาง Live and Learn Home ไม่ใช่เพียงแคมเปญการตลาด แต่เป็นแนวทางที่เชื่อมตั้งแต่การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค การออกแบบสินค้าและ Space Design ไปจนถึงประสบการณ์การอยู่อาศัย โดยหวังสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการผลักดันยอดขายและการปิดโครงการ
ขอบคุณข้อมูลจาก khaosod.co.th
หุ้นไทยเช้าร่วง 9 จุด แตะ 1,582.01 จุด DELTA ฉุดดัชนี จับตาบอนด์ยีลด์สหรัฐเร่งตัว

- ดัชนีหุ้นไทยภาคเช้าร่วงลงกว่า 9 จุด มาอยู่ที่ระดับ 1,582.01 จุด
- หุ้น DELTA เป็นตัวฉุดดัชนีหลัก โดยราคาปรับตัวลดลงเกือบ 6% จากความกังวลเรื่องการลงทุน AI ที่ชะลอตัว
- ตลาดเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หุ้นไทยเปิดร่วง 9.06 จุด หลุด 1,590 จุด หลัง DELTA ดิ่งเกือบ 6% รับกังวลลงทุน AI ชะลอ–บอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่ง โบรกฯ แนะหลบหุ้นเทค เน้นแบงก์และหุ้น Value
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยวันนี้ 15 กันยายน 2569 ดัชนี SET Index เปิดการซื้อขายภาคเช้า ณ เวลา 10:38 น. ที่ระดับ 1,582.01 จุด ลดลง 9.06 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 0.57% จากปิดตลาดก่อนหน้า ในช่วงระหว่างเปิดการซื้อขายภาคเช้าดัชนีแกว่งตัวในกรอบ 1,592.28-1,578.71 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 27,127.41 ล้านบาท
5 หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด
- DELTA ราคา 237.00 บาท ลดลง 15.00 บาท หรือ 5.95% มูลค่าซื้อขาย 8,306,89 ล้านบาท
- TRUE ราคา 13.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือ 0.78% มูลค่าซื้อขาย 1,298,99 ล้านบาท
- PTT ราคา 42.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.19% มูลค่าซื้อขาย 1,251,21 ล้านบาท
- TTB ราคา 3.06 บาท เพิ่มขึ้น 0.04 บาท หรือ 1.32% มูลค่าซื้อขาย 826,11 ล้านบาท
- KBANK ราคา 251.00 บาท ราคาทรงตัวใกล้เคียงจากปิดตลาดก่อนหน้า มูลค่าซื้อขาย 805,45 ล้านบาท
บอนด์ยีลด์เร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองต่อตลาดหุ้นโลกและไทยวันนี้ (15 ก.ย. 69) ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังผันผวนเพราะทางผู้นำ AI ส่งสัญญาณชะลอลงทุนกดดันหุ้น SEMI และขณะเดียวกัน Yield สหรัฐฯ ยังคงเร่งขึ้นต่อเนื่อง ตลาดกำลังเรียกร้องดอกเบี้ยที่สูงจากเงินเฟ้อและปัญหาหนี้สหรัฐฯ ทำให้ Value Stock ยังมีแนวโน้ม Outperform (Bank Health ICT) แต่ระมัดระวัง TECH
โดยดัชนี S&P 500 ลดลง -0.48% และ Nasdaq -0.56% หลังนักลงทุนกังวลเรื่อง AI Slowdown จากข้อเสนอของ CEO Anthropic ที่เรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI ส่งผลให้หุ้นกลุ่มชิปและดาต้าเซ็นเตอร์ถูกขาย ด้านราคาน้ำมัน WTI ปิดเหนือ 100 $ / BBL หลังซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ราคาหุ้นปรับขึ้นเด่นได้แก่ GOOGL +3.2% MSFT +2% META +2.7%
ขณะที่ Bond Yield สหรัฐฯ เดินหน้าปรับขึ้นต่อเนื่องในทุกๆ รุ่นอายุ เป็นไปได้ว่ามาจากความกังวลเงินเฟ้อและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ลดลงจนกระทั่งทรัมป์ต้องออกมาระบุใน Social Media ใน Truth Social ว่าอิหร่านกำลังประสบปัญหาและต้องการทำข้อตกลงเร่งด่วนโดยสหรัฐฯ ก็อาจรับพิจารณาช่วยชะลอการปรับขึ้นของราคาน้ำมันแต่ก็ยังมิได้มากนัก
แต่ทั้งนี้ก็เชื่อว่าทางสหรัฐฯ ไม่สามารถปล่อยให้ Bond Yield ปรับขึ้นมากกว่านี้ได้ เพราะจะกดดันทั้งเศรษฐกิจและหนี้ภาครัฐ ด้าน CME FED Watch ล่าสุดให้น้ำหนัก 92% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมที่จะถึงนี้เท่ากับว่าตลาดได้ Price In ไปแล้วแต่จุดที่น่าสนใจนั้นก็คือทิศทางถัดไปของดอกเบี้ย
ฮั้ว สว. ไม่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน
ประเด็นการพิจารณาฮั้ว สว. ในประเทศมิได้มีอะไรน่ากังวล จากนี้นักลงทุนจะไปให้น้ำหนักกับเศรษฐกิจและกำไรบริษัทฯ เมื่อวานนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติพบว่า -3.4% (YTD) แต่หลังจากนี้มีแนวโน้มเร่งขึ้นจาก ช่วง Golden Week ของจีน
วันนี้ประเมิน SET Index 1,580-1,605 จุด เช้านี้พบ KOSPI -0.6% อาจกดดัน Tech DELTA HANA ในเชิง กลยุทธ์เน้นที่ Value Stock อย่างธนาคาร (BBL KBANK KTB SCB) โรงพยาบาล (BDMS BH BCH PR9) ค้าปลีก (CPALL CPN HMPRO) กลุ่มส่งออก (ITC TU) ได้ประโยชน์จากอ่อนค่าของเงินบาท
หุ้นแนะนำ
- KTB : มองบวกมากขึ้นต่องบดุลแข็งแกร่ง ทำให้มีความยืดหยุ่นในการบริหารสำรองหนี้ฯ รักษาความสามารถทำกำไรสูง (ซื้อ: ราคาเป้าหมาย 45 บาท)
- TU : ปัจจัยบวกจากผลประกอบการงวดในไตรมาส 2/2569 ที่ดีกว่าตลาดคาดไว้โดยมีกำไรปกติสูงถึง 1,361 ล้านบาท จากผลดีของอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงเป็นสถิติใหม่รายไตรมาส (ซื้อ : ราคาเป้าหมาย 15.4 บาท)
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ได้แชมป์ครบ 5 ทวีป! สรุปทีมได้สิทธิ์ลุย “วอลเลย์บอลหญิง โอลิมปิกเกมส์ 2028”

การแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง โอลิมปิกเกมส์ 2028 (Volleyball Olympics 2028) ที่นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา จะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 15-30 กรกฎาคม 2028
ซึ่งจากการที่ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎการคัดเลือกหาทีมเข้าแข่งขันในรอบสุดท้าย โดยให้สิทธิ์ทีมที่เป็นแชมป์ทวีปได้สิทธิ์อัตโนมัติ 5 ทีม (ทวีปอเมริกาเหนือ, ทวีปเอเชีย, ทวีปแอฟริกา, ทวีปยุโรป และ ทวีปอเมริกาใต้)
ล่าสุดได้ทีมที่สามารถคว้าตั๋วผ่านเข้าเล่นในโอลิมปิกเกมส์ 2028 จากการเป็นแชมป์ทวีปครบแล้วทั้ง 5 โซนเรียบร้อย บวกกับ “เจ้าภาพ” สหรัฐอเมริกา ทำให้ได้แล้ว 6 ชาติ และยังเหลือโควตาอีก 6 ที่นั่งในรอบสุดท้าย
สรุป 6 ชาติ คว้าตั๋วเข้าแข่งโอลิมปิก 2028
- สหรัฐอเมริกา (เจ้าภาพ)
- แคนาดา (แชมป์นอร์เซกา)
- ไทย (แชมป์เอเชีย)
- อียิปต์ (แชมป์แอฟริกา)
- ตุรกี (แชมป์ยุโรป)
- บราซิล (แชมป์อเมริกาใต้)
สำหรับโควตาอีก 6 ชาติ จะให้สิทธิ์ทีมอันดับ 1-3 ในศึกชิงแชมป์โลก 2027 บวกกับ ทีมที่มีอันดับโลกดีที่สุด (FIVB World Ranking) และยังไม่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก อีก 3 ทีม รวมทั้งหมด 12 ทีม
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
หูอื้อ-บ้านหมุนบ่อย ระวัง “โรคมีเนีย” อาจสูญเสียการได้ยินถาวร

- “โรคมีเนีย” ความผิดปกติของหูชั้นใน ทำให้เกิดอาการบ้านหมุนรุนแรง หูอื้อ มีเสียงในหู และการได้ยินลดลง ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียการได้ยินอย่างถาวร
- อาการเด่นคือบ้านหมุนที่เกิดขึ้นเป็นช่วงๆ แต่ละครั้งอาจนาน 20 นาทีถึงหลายชั่วโมง มักเกิดร่วมกับความรู้สึกแน่นในหูหรือการได้ยินที่แย่ลง
- สาเหตุของโรคสัมพันธ์กับความผิดปกติของของเหลวในหูชั้นใน ผู้ที่มีอาการบ้านหมุนร่วมกับอาการทางหูซ้ำๆ ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่นๆ
หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง ระวัง “โรคมีเนีย” (Meniere’s Disease) เป็นความผิดปกติของหูชั้นในที่กระทบทั้งระบบการทรงตัวและการได้ยิน ผู้ป่วยบางรายอาจทำให้การได้ยินเสื่อมลงจนเกิดการสูญเสียการได้ยินถาวร
นพ.พงศธร โตวิวัฒน์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า โรคมีเนียมีความสัมพันธ์กับภาวะของเหลวในหูชั้นในผิดปกติ หรือ Endolymphatic Hydrops อาจทำให้แรงดันภายในหูชั้นในเปลี่ยนแปลงและรบกวนการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการรับเสียงและการทรงตัว ส่งผลให้ผู้ป่วยมีทั้งอาการบ้านหมุนและความผิดปกติของการได้ยิน โดยอาการมักเกิดเป็นช่วง ๆ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้
ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญคือ
- การได้ยิน หากอาการบ้านหมุนทุเลาลง ผู้ป่วยอาจเข้าใจว่าอาการผิดปกติหายไปแล้ว ทั้งที่ความผิดปกติของหูชั้นในอาจยังส่งผลต่อการได้ยิน
- หากมีอาการบ้านหมุนร่วมกับหูอื้อ มีเสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือรู้สึกว่าได้ยินลดลง โดยเฉพาะเมื่ออาการเกิดซ้ำ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุและประเมินการได้ยินตั้งแต่ระยะแรก
ลักษณะสำคัญของโรคมีเนียคือ
- อาการมักเกิดเป็นช่วงหรือเป็นรอบ (Episodes)
- ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มจากความรู้สึกแน่นหรือเต็มในหู
- มีเสียงหึ่งหรือเสียงรบกวนในหู
- หูอื้อ หรือรู้สึกว่าการได้ยินลดลง
- เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน
ทั้งนี้ บางรายอาจรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวหมุนอย่างรุนแรงจนยืนหรือเดินลำบาก และอาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย ซึ่งอาการบ้านหมุนแต่ละครั้งโดยทั่วไปอาจนานประมาณ 20 นาทีถึง 12 ชั่วโมง
ส่วนอากาา “บ้านหมุน” เป็นอาการ ไม่ใช่ชื่อโรค และผู้ที่มีอาการบ้านหมุนไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคมีเนียทุกคน เนื่องจากยังมีโรคและความผิดปกติอีกหลายชนิดที่ทำให้เกิดอาการลักษณะเดียวกัน
ภาวะที่พบบ่อยคล้ายกับโรคมีเนีย
คือ “โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด” หรือ BPPV (Benign Paroxysmal Positional Vertigo) มักเกิดอาการบ้านหมุนเมื่อมีการเปลี่ยนท่าศีรษะ เช่น พลิกตัวบนเตียง ลุกจากที่นอน ก้ม หรือเงยหน้า อาการมักเกิดขึ้นในช่วงสั้น ๆ และโดยทั่วไปไม่มีการสูญเสียการได้ยินร่วมด้วย
ดังนั้น ข้อมูลที่ควรสังเกตคือ “หมุนตอนไหน–หมุนนานแค่ไหน–มีอาการทางหูร่วมด้วยหรือไม่” ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการประเมินสาเหตุ แต่การวินิจฉัยควรทำโดยแพทย์ ไม่ควรสรุปว่าเป็นโรคมีเนียจากอาการเพียงอย่างเดียว
การวินิจฉัย-ประเมินอาการ เพื่อหาสาเหตุ
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคมีเนียอย่างแน่ชัด แต่มีหลายสมมติฐานเกี่ยวกับปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น
- ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
- การควบคุมของเหลวภายในหูชั้นใน
- การติดเชื้อบางชนิด
- รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรมในผู้ป่วยบางกลุ่ม
โรคสามารถเกิดได้ในหลายช่วงอายุ แต่พบได้บ่อยในวัยผู้ใหญ่และวัยกลางคน และสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย
การวินิจฉัย แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งลักษณะ ระยะเวลา และความถี่ของอาการ รวมถึงอาการหูอื้อ เสียงรบกวนในหู ความรู้สึกแน่นหู และการเปลี่ยนแปลงของการได้ยิน จากนั้นจึงตรวจร่างกายและประเมินระบบการทรงตัว
หนึ่งในการตรวจสำคัญคือ การตรวจวัดระดับการได้ยิน (Audiometry) เพื่อประเมินว่ามีการสูญเสียการได้ยินชนิดประสาทรับเสียงหรือไม่ และรูปแบบของการสูญเสียการได้ยินสอดคล้องกับโรคมีเนียหรือไม่ ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจต้องตรวจระบบการทรงตัวหรือได้รับการตรวจเพิ่มเติม เพื่อแยกโรคหรือภาวะอื่นที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกัน
รักษาเน้นควบคุมอาการและรักษาการได้ยิน
นพ.พงศธร กล่าวว่า เป้าหมายของการรักษาคือควบคุมอาการบ้านหมุน ลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบ ดูแลการได้ยิน และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
ในช่วงที่มีอาการเฉียบพลัน แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน ส่วนการรักษาระยะยาวจะพิจารณาตามอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละราย หากการรักษาเบื้องต้นยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ อาจพิจารณาการให้ยาผ่านหูชั้นกลางหรือแนวทางอื่นตามความเหมาะสม
สำหรับผู้ป่วยบางราย อาจมีการพิจารณาหัตถการหรือการผ่าตัดเป็นทางเลือก โดยต้องประเมินทั้งประโยชน์ ความเสี่ยง และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการได้ยินเป็นสำคัญ
นอกจากการรักษาทางการแพทย์ การปรับพฤติกรรมเป็นอีกส่วนหนึ่งของการดูแล
- ผู้ป่วยอาจพิจารณาลดอาหารเค็มและควบคุมปริมาณโซเดียม
- ลดอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารหมักดอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
- ลดขนมขบเคี้ยว และเครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูง
ขณะเดียวกันควรพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอดนอน ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จัดการความเครียด และสังเกตปัจจัยที่อาจสัมพันธ์กับการกำเริบของอาการในแต่ละบุคคล
สิ่งสำคัญคือ หากอาการบ้านหมุนเกิดซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อมี หูอื้อ แน่นหู เสียงรบกวนในหู หรือการได้ยินลดลง ไม่ควรรอให้อาการหายเองทุกครั้ง เพราะการประเมินสาเหตุและตรวจการได้ยินตั้งแต่ระยะแรก มีส่วนช่วยให้แพทย์วางแนวทางดูแลได้เหมาะสม และติดตามการเปลี่ยนแปลงของการได้ยินได้ต่อเนื่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
สรุป 20 แกรมม่าที่ใช้ผิดบ่อยในที่ทำงาน รู้ไว้ก่อนโป๊ะ เขียนอีเมลเป๊ะชัวร์!

20 แกรมม่าที่ใช้ผิดบ่อย
| จุดที่มักใช้ผิด | มักเขียน/พูดผิดเป็น | วิธีใช้ที่ถูกต้อง | กฎการจำง่ายๆ |
|---|---|---|---|
| 1. นามนับไม่ได้ | We need more informations. | We need more information. | คำว่า Information, Knowledge, Advice, Feedback ห้ามเติม -s เด็ดขาด |
| 2. คำว่า “บุคลากร” | We have 10 staffs. | We have 10 staff members. | Staff เป็นคำนามรวมหมู่ (หากระบุจำนวนคนให้ใช้ staff members) |
| 3. หนึ่งใน… | One of my colleague. | One of my colleagues. | โครงสร้าง One of the… ต้องตามด้วยคำนามพหูพจน์ (เติม -s) เสมอ |
| 4. ความรู้สึก | I am very boring. | I am very bored. | -ed แปลว่า “รู้สึก…” ส่วน -ing แปลว่า “น่า…” (I am bored = ฉันรู้สึกเบื่อ) |
| 5. Preposition ของสื่อ | The article is in the website. | The article is on the website. | สื่อออนไลน์ แพลตฟอร์ม หน้าจอ หรือเว็บไซต์ ต้องใช้บุพบท on เสมอ |
| 6. Preposition เวลา | The meeting is in Monday. | The meeting is on Monday. | วันในสัปดาห์ (จันทร์-อาทิตย์) หรือวันที่ระบุเจาะจง ต้องใช้ on เสมอ |
| 7. ขึ้นอยู่กับ | It depends from the data. | It depends on the data. | Depend ต้องใช้คู่กับ preposition “on” เสมอ |
| 8. ไปถึงสถานที่ | We arrived to the office. | We arrived at the office. | Arrive ใช้คู่กับ at (สถานที่เจาะจง) หรือ in (เมือง/ประเทศ) ห้ามใช้ to |
| 9. เหมือนกับ | Your idea is same with mine. | Your idea is the same as mine. | สำนวน “เหมือนกับ” ต้องใช้โครงสร้าง the same as เสมอ |
| 10. การขัดแย้ง | Although it rained, but… | Although it rained, we… | ห้ามใช้ Although (แม้ว่า) และ But (แต่) ในประโยคเดียวกัน |
| 11. ซ้ำซ้อน (Discuss) | Let’s discuss about the plan. | Let’s discuss the plan. | Discuss แปลว่า “พูดคุยเกี่ยวกับ…” อยู่แล้ว จึงไม่ต้องมี about ตามหลัง |
| 12. ซ้ำซ้อน (Reply) | Please reply back to me. | Please reply to me. | Reply แปลว่า “ตอบกลับ” อยู่แล้ว ไม่ต้องใช้คำว่า back ซ้ำ |
| 13. การเน้นย้ำ | We must emphasize on quality. | We must emphasize quality. | Emphasize เป็นกริยาที่ต้องการกรรมมารองรับได้ทันที ไม่ต้องมี on คั่น |
| 14. การตั้งคำถาม | Are you agree with me? | Do you agree with me? | Agree เป็นกริยาแท้ การทำเป็นประโยคคำถามต้องใช้ Do/Does เข้ามาช่วย |
| 15. การแนะนำ | He suggested me to go. | He suggested that I go. | โครงสร้างคือ suggest that + ประธาน + กริยาช่อง 1 เสมอ |
| 16. การอธิบาย | Please explain me the brief. | Please explain the brief to me. | Explain ต้องตามด้วย “สิ่งที่จะอธิบาย” แล้วค่อยตามด้วย to + บุคคล |
| 17. อดีตกาล | We didn’t received the file. | We didn’t receive the file. | เมื่อมี did หรือ didn’t ในประโยค กริยาแท้จะต้องกลับไปเป็นช่อง 1 ไม่เติม -ed |
| 18. การรอคอย | I look forward to hear from you. | I look forward to hearing from you. | สำนวน look forward to ต้องตามด้วยคำนาม หรือ กริยาเติม -ing (Gerund) เสมอ |
| 19. ความเคยชิน | I am used to work late. | I am used to working late. | Be used to (คุ้นเคยกับ) ต้องตามด้วยกริยาเติม -ing |
| 20. การละประธาน | Have a meeting at 2 PM. | There is a meeting at 2 PM. | ภาษาอังกฤษต้องมีประธานเสมอ หากจะบอกว่า “มี…” ให้ใช้ There is / There are |
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th
สแกมเมอร์ใช้ AI ล่าเหยื่อ ‘แคสเปอร์สกี้’ เตือนโมบายมัลแวร์พุ่ง 49%

- แคสเปอร์สกี้เผยภัยคุกคามบนมือถือในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกพุ่งสูงขึ้นถึง 49% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี
- อาชญากรไซเบอร์เปลี่ยนกลยุทธ์เน้นการโจมตีแบบต่อเนื่องและเจาะจงรายบุคคลมากขึ้น
- ประเทศไทยมีการโจมตีที่กระจุกตัวสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- สแกมเมอร์นำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อสร้างข้อความ, ปลอมแปลงเสียง และวิดีโอดีปเฟก ทำให้กลโกงมีความแนบเนียนและตรวจจับได้ยากยิ่งขึ้น
รายงานข้อมูลล่าสุดจากแคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) ระบุว่า การโจมตีทางไซเบอร์บนอุปกรณ์โมบายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเริ่มมีความกระจุกตัวมากขึ้น
อาชญากรไซเบอร์มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ใช้งานขนาดเล็กลง เน้นโจมตีผู้ใช้แต่ละรายอย่างต่อเนื่องและเจาะจงยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้ใช้ในท้องถิ่น บริการดิจิทัลยอดนิยม และสอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เน้นการใช้งานบนมือถือเป็นหลัก (Mobile-First)
จากข้อมูลของตลาด 8 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 จำนวนการตรวจพบภัยคุกคามบนมือถือเฉลี่ยต่อผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบ พุ่งสูงขึ้นถึง 49% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี เพิ่มขึ้นจาก 4.9 ครั้ง เป็น 7.3 ครั้งต่อคน ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้ปรากฏในทุกๆ ตลาดที่ทำการวิเคราะห์ แม้ว่าจำนวนผู้ใช้งานรวมทั้งหมดที่พบเจอกับภัยคุกคามบนมือถือจะมีแนวโน้มลดลงก็ตาม

ไฮไลต์ไตรมาสแรกของปี 2569
- จำนวนการตรวจพบภัยคุกคามต่อผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นในตลาดทั้ง 8 ประเทศที่ทำการวิเคราะห์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการมุ่งเป้าโจมตีผู้ใช้รายบุคคลอย่างต่อเนื่องยิ่งขึ้น
- ประเทศไทยบันทึกความกระจุกตัวของการโจมตีสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยยอดการตรวจพบพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าเป็น 2,494 ครั้ง ในขณะที่จำนวนผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบลดลง ทำให้ตัวเลขการตรวจพบต่อผู้ใช้เพิ่มขึ้นจาก 3.0 เป็น 11.9 ครั้ง
- ศรีลังกามีการตรวจพบ 922 ครั้ง เพิ่มขึ้น 132% โดยการตรวจพบต่อผู้ใช้เพิ่มขึ้นจาก 5.5 เป็น 17.4 ครั้ง
- การตรวจพบในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น 28% เป็น 2,011 ครั้ง และบังกลาเทศเพิ่มขึ้น 108% เป็น 1,859 ครั้ง
- จีนบันทึกการตรวจพบ 6,797 ครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568
- จีนและบังกลาเทศเป็นเพียงสองประเทศที่มีทั้งจำนวนการตรวจพบและจำนวนผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น
- อินเดียและอินโดนีเซียมีปริมาณการตรวจพบสูงที่สุดในภูมิภาค โดยมีจำนวนอยู่ที่ 18,187 และ 15,163 ครั้งตามลำดับ
นักวิจัยยังพบการเติบโตของกลโกงสแกมบนมือถือที่หลอกลวงผ่านโปรโมชันปลอม หน้าเว็บฟิชชิง โฆษณาแฝงมัลแวร์ แบบสำรวจหลอกลวง และเทคนิควิศวกรรมสังคมอื่นๆ ที่ออกแบบมาเพื่อหลอกให้ผู้ใช้เปิดเผยข้อมูลเข้าสู่ระบบหรือข้อมูลส่วนบุคคล
โดยลิงก์ฟิชชิงยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่พบบ่อยที่สุดในการล่อลวงผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ปลอม ผ่านโดเมนปลอม การสะกดชื่อเว็บใกล้เคียง (Typosquatting) และการเลียนแบบแบรนด์ที่น่าเชื่อถือได้อย่างแนบเนียน
ปัจจุบันลิงก์อันตรายเหล่านี้แพร่กระจายไปไกลกว่าอีเมล โดยส่งผ่าน SMS แอปส่งข้อความ โซเชียลมีเดีย การรับสมัครงานปลอม กิจกรรมแจกคริปโทเคอร์เรนซี และโปรโมชันดิจิทัล แพลตฟอร์มรับส่งข้อความกลายเป็นเป้าหมายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จากสถิติบัญชีที่ถูกแฮกมักถูกนำไปใช้ส่งลิงก์อันตรายที่ดูเหมือนมาจากผู้ติดต่อที่ไว้วางใจ ทั้งนี้ ข้อมูลเข้าสู่ระบบของแอปส่งข้อความและพอร์ทัลบริการภาครัฐถือเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงเป็นพิเศษ เนื่องจากสิทธิ์การเข้าถึงสามารถนำไปสู่การขโมยอัตลักษณ์ การฉ้อโกง และการเข้าถึงชีวิตดิจิทัลของเหยื่อในวงกว้าง
ส่วนของเทคนิคการโจมตีมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ผู้ใช้บางรายตกเป็นเหยื่อเนื้อหาอันตรายเพียงแค่เข้าชมเว็บไซต์ที่ถูกแฮก โดยแทบไม่ต้องกดหรือปฏิสัมพันธ์ใดๆ นอกจากนี้ ห่วงโซ่การโจมตีแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage attack chains) ซึ่งเริ่มต้นจากไฟล์ ลิงก์ หรือข้อความที่ดูเหมือนไม่มีอันตราย ก็ยิ่งทำให้การตรวจจับและบล็อกภัยคุกคามทำได้ยากขึ้น
ขณะที่ตระกูลมัลแวร์ต่างๆ ยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้ โดยอินเดียยังคงเผชิญกับมัลแวร์โทรจัน Rewardsteal ที่ปลอมตัวเป็นแอปแจกรางวัลหรือของขวัญเพื่อขโมยข้อมูลสำคัญ ควบคู่ไปกับการกลับมาของโทรจัน Thamera ที่เข้ายึดครองอุปกรณ์เพื่อสร้างบัญชีโซเชียลมีเดียปลอมจำนวนมาก
AI กำลังทำให้กลโกงบนมือถือมีความแนบเนียนและตรวจจับได้ยากยิ่งขึ้น ผลการศึกษาวิจัยผู้บริโภคระดับโลกของแคสเปอร์สกี้เกี่ยวกับการฉ้อโกงผ่านแอปส่งข้อความในชื่อ “The Great Messaging Heist” พบว่าเหยื่อจำนวน 2 ใน 3 ราย (66%) เชื่อว่า AI ถูกนำมาใช้โจมตี โดยส่วนใหญ่เป็นข้อความที่เขียนโดย AI (42%) รองลงมาคือการสร้างหรือปลอมแปลงเสียง (31%) และภาพหรือวิดีโอดีปเฟก (25%)
สแกมเมอร์ใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อแอบอ้างเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ รวมถึงสมาชิกในครอบครัว เพื่อกดดันให้เหยื่อรีบโอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลเข้าสู่ระบบอย่างเร่งด่วน ผลการวิจัยเดียวกันยังพบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของกลโกงที่ประสบความสำเร็จ (52%) ใช้เวลาเบ็ดเสร็จไม่ถึง 30 นาที นับตั้งแต่นาทีแรกที่ติดต่อจนถึงช่วงที่มีการโอนเงินหรือส่งมอบข้อมูลส่วนตัว
ชุน ฮอง ชี หัวหน้าฝ่ายช่องทางจำหน่ายสำหรับผู้บริโภค ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า ภัยคุกคามบนมือถือทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเริ่มซับซ้อนยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ โดยอาชญากรไซเบอร์ได้รวมเอาเทคนิคการโจมตีแบบหลบเลี่ยง มัลแวร์ที่ฝังตัวแน่น และการล่อลวงด้วยพลัง AI มาใช้มุ่งเป้าโจมตีผู้บริโภค และเมื่อกลโกงเนียนขึ้นจนสังเกตได้ยาก การดูแลความปลอดภัยจึงจำเป็นต้องมีระบบที่สามารถตรวจจับภัยคุกคามได้เชิงรุก ตั้งแต่ก่อนที่ผู้ใช้จะรู้ตัวว่ากำลังถูกโจมตี
คำแนะนำจากแคสเปอร์สกี้เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้
- ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแอปพลิเคชัน ก่อนทำการดาวน์โหลดทุกครั้ง
- ระมัดระวังข้อเสนอประเภทรางวัลฟรีหรือเงินคืน (Cashback)
- ตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงของแอปอย่างละเอียด
- เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication) ในทุกบริการที่ทำได้
- ตรวจสอบลิงก์ที่ได้รับอย่างถี่ถ้วน ไม่ว่าจะมาจากข้อความ อีเมล หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
- อัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชันให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ
- ใช้โซลูชันความปลอดภัยไซเบอร์บนมือถือที่น่าเชื่อถือเพื่อการปกป้องอย่างต่อเนื่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
รู้จักแก้วมังกร 4 สี กินสีไหนได้ประโยชน์อะไร? เลือกให้ถูก ดีต่อสุขภาพ

แก้วมังกร เป็นผลไม้ที่หลายคนคุ้นเคยและมักถูกเลือกเป็นเมนูสุขภาพ เพราะมีน้ำและใยอาหาร อีกทั้งยังให้วิตามินและสารประกอบจากพืชที่แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ โดยเฉพาะ “สีของเนื้อ” ที่มีตั้งแต่สีขาว สีแดง ไปจนถึงสีที่พบเห็นไม่บ่อยอย่างสีเหลืองและสีชมพู
แต่เคยสงสัยไหมว่า แก้วมังกรแต่ละสีแตกต่างกันอย่างไร และสีไหนมีสารอาหารเด่นเรื่องใด?
จริง ๆ แล้วแก้วมังกรไม่ได้มีเพียงสีเดียว และการเลือกกินแต่ละสีก็อาจทำให้เราได้รับสารอาหารและสารพฤกษเคมีที่แตกต่างกัน
แก้วมังกร 4 สี มีอะไรบ้าง?
โดยทั่วไปแก้วมังกรที่พบในท้องตลาดสามารถแบ่งตามลักษณะสีของเปลือกและเนื้อได้หลายแบบ แต่หากพูดถึงกลุ่มที่คนมักนำมาเปรียบเทียบกัน สามารถพบได้ 4 สีหลัก ๆ ได้แก่
- แก้วมังกรเนื้อขาว – รสชาติค่อนข้างสดชื่น เนื้อมีเมล็ดสีดำขนาดเล็กจำนวนมาก
- แก้วมังกรเนื้อแดงหรือม่วงแดง – สีเข้มจากสารสีตามธรรมชาติ มีรสหวานและกลิ่นหอมเฉพาะตัว
- แก้วมังกรเนื้อชมพู – สีอยู่ระหว่างเนื้อขาวและเนื้อแดง ความเข้มของสีแตกต่างกันตามสายพันธุ์
- แก้วมังกรเปลือกเหลือง เนื้อขาว – ผลมักมีขนาดเล็กกว่าแก้วมังกรบางสายพันธุ์ รสชาติหวานและหอม
ทั้ง 4 แบบมีจุดเด่นทางโภชนาการที่คล้ายกันหลายอย่าง แต่ก็มีรายละเอียดบางส่วนที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะสารสีตามธรรมชาติ
1. แก้วมังกรเนื้อขาว มีใยอาหารและน้ำสูง
แก้วมังกรเนื้อขาวเป็นชนิดที่พบได้ทั่วไปและเป็นตัวเลือกที่กินง่าย รสชาติไม่จัดจนเกินไป จึงเหมาะสำหรับนำมารับประทานเป็นผลไม้สด
จุดเด่นสำคัญคือ ใยอาหารและน้ำ ซึ่งมีส่วนช่วยให้มื้ออาหารมีความสมดุลมากขึ้น และใยอาหารยังมีบทบาทต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหาร
เมล็ดสีดำเล็ก ๆ ที่อยู่ในเนื้อแก้วมังกรก็สามารถรับประทานได้ โดยเมล็ดมีไขมันชนิดไม่อิ่มตัวอยู่ด้วย
เหมาะกับ: คนที่ต้องการเพิ่มผลไม้และใยอาหารในมื้ออาหาร โดยไม่ต้องเลือกรสชาติหวานจัด
2. แก้วมังกรเนื้อแดง สีสวยจากสารสีธรรมชาติ
แก้วมังกรเนื้อแดงหรือม่วงแดงเป็นอีกชนิดที่ได้รับความนิยม เพราะมีสีโดดเด่นและรสชาติค่อนข้างหวาน
สีแดงเข้มของเนื้อเกี่ยวข้องกับ เบตาเลน (betalains) ซึ่งเป็นกลุ่มสารสีธรรมชาติที่พบในพืชบางชนิด และเป็นสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ
จึงไม่น่าแปลกที่แก้วมังกรเนื้อแดงมักถูกพูดถึงในแง่ของสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าแก้วมังกรเนื้อสีอ่อน
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าการกินแก้วมังกรสีแดงสามารถป้องกันหรือรักษาโรคได้โดยตรง เพราะอาหารเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมด้านสุขภาพ
เหมาะกับ: คนที่อยากเพิ่มความหลากหลายของผลไม้และสารประกอบจากพืชในอาหารประจำวัน
3. แก้วมังกรเนื้อชมพู สีสวย รสชาติอยู่ตรงกลาง
แก้วมังกรเนื้อชมพูเป็นลักษณะที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเนื้อขาวและเนื้อแดง โดยความเข้มของสีอาจแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์
ยิ่งเนื้อมีสีเข้ม ก็ยิ่งสะท้อนว่ามีสารสีจากธรรมชาติบางกลุ่มมากขึ้น แต่ไม่ควรใช้ “ความเข้มของสี” เป็นตัวตัดสินว่าแก้วมังกรชนิดนั้นมีประโยชน์มากที่สุดเสมอไป
นอกจากสารสีแล้ว แก้วมังกรยังให้ใยอาหาร น้ำ และสารอาหารอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุล
เหมาะกับ: คนที่อยากลองแก้วมังกรที่มีรสชาติและสีสันแตกต่างจากแบบเนื้อขาว
4. แก้วมังกรเปลือกเหลือง เนื้อขาว หวานหอม
แก้วมังกรเปลือกเหลืองเป็นชนิดที่หลายคนอาจไม่ค่อยคุ้นเคยเมื่อเทียบกับแก้วมังกรเปลือกแดง
ลักษณะเด่นคือ เปลือกสีเหลืองและเนื้อด้านในสีขาว โดยทั่วไปมีรสชาติหวานและมีกลิ่นหอม จึงเหมาะกับคนที่ชอบผลไม้รสหวาน
แม้สีของเปลือกจะแตกต่างจากแก้วมังกรชนิดอื่น แต่เมื่อรับประทานควรพิจารณาปริมาณโดยรวมเช่นเดียวกับผลไม้ชนิดอื่น โดยเฉพาะคนที่ต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตในอาหาร
เหมาะกับ: คนที่ชอบผลไม้รสหวานและต้องการลองแก้วมังกรสายพันธุ์ที่แตกต่าง
แก้วมังกรสีไหนมีสารต้านอนุมูลอิสระมากที่สุด?
คำถามนี้ไม่มีคำตอบแบบง่าย ๆ ว่า “สีไหนดีที่สุด” เพราะคุณค่าทางโภชนาการขึ้นอยู่กับ สายพันธุ์ ความสุก สภาพการปลูก และปัจจัยอื่น ๆ
แต่โดยทั่วไป แก้วมังกรที่มีเนื้อสีแดงหรือสีม่วงแดงจะมีสารสีในกลุ่มเบตาเลน ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้แก้วมังกรเนื้อสีเข้มได้รับความสนใจ
อย่างไรก็ตาม การกินผลไม้หลายชนิดสลับกัน ย่อมช่วยให้เราได้รับสารอาหารและสารประกอบจากพืชที่หลากหลายกว่าเลือกกินผลไม้เพียงชนิดเดียว
แก้วมังกรสีไหนหวานที่สุด?
ความหวานไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีเพียงอย่างเดียว เพราะแก้วมังกรแต่ละสายพันธุ์มีปริมาณน้ำตาลและลักษณะรสชาติแตกต่างกัน
นอกจากนี้ ระดับความสุก ก็มีผลต่อรสชาติด้วย แก้วมังกรที่สุกมากมักให้รสหวานชัดเจนขึ้น
ดังนั้น หากกำลังควบคุมน้ำตาลหรือพลังงาน ไม่ควรเลือกจากสีเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงปริมาณที่รับประทานด้วย
คนลดน้ำหนักกินแก้วมังกรได้ไหม?
กินได้ค่ะ เพราะแก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีน้ำและใยอาหาร และสามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของอาหารว่างแทนขนมหวานบางชนิดได้
แต่คำว่า “ผลไม้เพื่อสุขภาพ” ไม่ได้หมายความว่าสามารถกินได้ไม่จำกัด หากรับประทานในปริมาณมากก็ยังได้รับพลังงานและคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้น
เคล็ดลับง่าย ๆ คือ กินเป็นผลไม้สด ไม่เติมน้ำเชื่อม น้ำตาล หรือนมข้นหวาน และควรกินในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการพลังงานของแต่ละคน
กินแก้วมังกรอย่างไรให้ได้ประโยชน์?
วิธีกินที่ง่ายที่สุดคือรับประทานเป็นผลไม้สด โดยไม่เติมส่วนผสมที่เพิ่มน้ำตาล
สามารถนำไปทำเมนูต่าง ๆ ได้ เช่น
- หั่นกินเป็นของว่าง
- ใส่ในสลัดผลไม้
- กินคู่กับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ
- ใส่ในสมูทตี้โดยไม่เติมน้ำตาล
- หั่นแช่เย็นเพื่อเพิ่มความสดชื่น
หากต้องการควบคุมพลังงาน ควรระวังเมนูแก้วมังกรที่เติมน้ำเชื่อม น้ำตาล หรือส่วนผสมหวานอื่น ๆ เพราะอาจทำให้เมนูที่ดูสุขภาพดีมีน้ำตาลเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
กินแก้วมังกรพร้อมเมล็ดได้ไหม?
ได้ เมล็ดสีดำเล็ก ๆ ที่อยู่ในเนื้อแก้วมังกรสามารถรับประทานได้ และเป็นส่วนหนึ่งของผลไม้ตามธรรมชาติ
เมล็ดเหล่านี้มีไขมันไม่อิ่มตัวบางชนิด รวมถึงใยอาหาร จึงไม่จำเป็นต้องเขี่ยทิ้งก่อนรับประทาน
คนเป็นเบาหวานกินแก้วมังกรได้ไหม?
ผู้ที่เป็นเบาหวานสามารถรับประทานผลไม้ได้ แต่ควรให้ความสำคัญกับ ปริมาณและคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดที่รับประทาน มากกว่าการมองว่าแก้วมังกรสีใด “กินได้” หรือ “กินไม่ได้”
ควรรับประทานเป็นผลไม้สดในปริมาณพอเหมาะ และหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อม
หากต้องควบคุมระดับน้ำตาลอย่างเคร่งครัด การวางปริมาณผลไม้ให้เหมาะกับแผนอาหารส่วนตัวจะเป็นเรื่องสำคัญกว่าการเลือกสีของแก้วมังกร
กินแก้วมังกรวันละเท่าไรดี?
ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกคน เพราะปริมาณผลไม้ที่ควรกินขึ้นอยู่กับอายุ เพศ ระดับกิจกรรม และพลังงานที่ร่างกายต้องการ
หลักง่าย ๆ คือ กินผลไม้ให้หลากหลายและแบ่งปริมาณตลอดทั้งวัน แทนการกินผลไม้ชนิดเดียวในปริมาณมาก
สำหรับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนักหรือน้ำตาล ควรให้ความสำคัญกับขนาดของ portion และหลีกเลี่ยงการเติมส่วนผสมที่มีน้ำตาลเพิ่ม
เลือกแก้วมังกรอย่างไรให้อร่อย?
นอกจากสีแล้ว ควรสังเกตสภาพของผลก่อนซื้อ โดยเลือกผลที่ดูสด เปลือกไม่ช้ำมาก ไม่มีรอยเน่าหรือเชื้อรา และไม่มีกลิ่นผิดปกติ
แก้วมังกรที่สุกกำลังดีควรมีลักษณะเนื้อและรสชาติเหมาะกับสายพันธุ์นั้น ๆ หากซื้อมาแล้วยังไม่พร้อมรับประทาน สามารถเก็บไว้ตามวิธีที่เหมาะสมเพื่อรอให้สุกได้
สรุป แก้วมังกร 4 สี เลือกสีไหนดี?
แก้วมังกรทั้ง 4 แบบมีจุดเด่นแตกต่างกัน แต่ ไม่มีสีไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
- เนื้อขาว: กินง่าย มีน้ำและใยอาหาร
- เนื้อแดง/ม่วงแดง: มีสารสีธรรมชาติกลุ่มเบตาเลนที่น่าสนใจ
- เนื้อชมพู: สีสวย รสชาติและองค์ประกอบแตกต่างตามสายพันธุ์
- เปลือกเหลือง เนื้อขาว: รสหวานและมีกลิ่นหอม เป็นอีกสายพันธุ์ที่น่าลอง
สิ่งสำคัญกว่าการเลือก “สีที่ดีที่สุด” คือ กินผลไม้ให้หลากหลาย รับประทานในปริมาณเหมาะสม และไม่เติมน้ำตาลเพิ่ม
ดังนั้น ครั้งต่อไปที่เลือกแก้วมังกร ไม่จำเป็นต้องมองแค่ว่า “สีไหนมีประโยชน์ที่สุด” แต่ควรเลือกตามรสชาติที่ชอบและรับประทานให้พอดี เพราะการกินอาหารอย่างหลากหลายและสมดุลยังเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลสุขภาพในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 15/9/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 67,600.00 | 67,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,370.00 | 66,249.20 | 68,600.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,933.00 | 59,624.28 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,496.00 | 52,999.36 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,966.50 | 29,812.14 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,529.50 | 23,187.22 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,528.50 | 68,652.06 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 15/9/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 39.09 | 39.09 | 39.59 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 38.72 | 38.72 | 39.22 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 34.09 | 34.09 | 34.29 | 34.09 | – | 34.09 | 34.29 | 34.09 | 34.09 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 30.03 | 30.03 | – | – | – | – | – | – | 30.03 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.08 | – | – | 49.26 | – | 48.58 | 48.23 | – | 48.08 |
| ดีเซล | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 |
| ดีเซล B20 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | – | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







