ออริจิ้นปั้น SO Origin Siriraj รับเทรนด์ Wellness-Longevity ทำเลไฟฉาย-ศิริราช

- ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ พัฒนาคอนโด SO Origin Siriraj บนทำเลไฟฉาย-ศิริราช ชูแนวคิด Wellness Residential Design เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การดูแลสุขภาพและการใช้ชีวิตระยะยาว (Longevity)
- โครงการออกแบบโดยคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของทุกวัย (Longevity Across All Generations) พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการด้านสุขภาพครบวงจร เช่น พื้นลดแรงกระแทก, Emergency Call Bell และ Health Secretary
- ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพใกล้โรงพยาบาลศิริราชและรถไฟฟ้า MRT สถานีไฟฉาย โดยโครงการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และปิดการขายแล้วตั้งแต่ช่วงพรีเซล ปัจจุบันอยู่ระหว่างทยอยโอนกรรมสิทธิ์
ออริจิ้น เวอร์ติเคิล เดินหน้าจับเทรนด์ Wellness และ Longevity ล่าสุดผ่านโครงการ SO Origin Siriraj คอนโดมิเนียมที่พัฒนาแนวคิด Wellness Residential Design บนทำเลไฟฉาย-ศิริราช โดยเน้นการออกแบบที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์สุขภาพ ความปลอดภัย และการใช้ชีวิตระยะยาว ขณะที่โครงการสร้างเสร็จ 100% และเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์แล้ว หลังปิดยอดขายตั้งแต่ช่วง Pre-Sale
นายอภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL กลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียมในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า แนวทางการพัฒนา SO Origin Siriraj ให้ความสำคัญกับการออกแบบเพื่อสุขภาพในทุกมิติ จากเดิมที่ส่วนกลางของคอนโดมิเนียมมักเน้นสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน บริษัทต้องการพัฒนาให้ที่อยู่อาศัยมีบทบาทต่อคุณภาพชีวิตมากขึ้น
โครงการจึงร่วมกับ The Longevist ผู้เชี่ยวชาญด้าน Wellness เข้ามาดูแลแนวทางสุขภาพใน 5 ด้าน ได้แก่ การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Personal Prevention) สุขภาพจิตใจ (Mental Well-Being) ความงาม (Rejuvenation Therapies) คุณภาพชีวิตและสังคม (Social & Sharing Community) และการติดตามสุขภาพ (Health Monitoring) เพื่อให้แนวคิด Longevity ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่าการดูแลสุขภาพเฉพาะช่วงที่มีปัญหา
ออกแบบบ้านรับ “Longevity Across All Generations”
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า SO Origin Siriraj วางแนวคิด “Longevity Across All Generations” โดยนำเรื่องความปลอดภัยและการใช้งานจริงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ เนื่องจากพฤติกรรมและความต้องการของผู้อยู่อาศัยแต่ละช่วงวัยแตกต่างกัน
ในส่วนของ Safety Design โครงการเลือกใช้พื้นลดแรงกระแทก หรือ Soft Floor พร้อมปรับธรณีประตูห้องน้ำให้เป็นทางลาดขนาดเล็ก เพื่อลดความเสี่ยงจากการสะดุด รวมถึงกำหนดพื้นที่ทางเดินและระยะห่างระหว่างเฟอร์นิเจอร์ให้กว้างประมาณ 90 เซนติเมตร เพื่อให้เคลื่อนไหวได้สะดวก
ด้าน Wellness Service ห้องพักติดตั้งระบบ Home Automation และ Digital Door Lock ขณะที่ห้องพักขนาด 52 ตารางเมตรขึ้นไปมี Emergency Call Bell เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน พร้อมระบบแลกเปลี่ยนอากาศบริสุทธิ์ หรือ ERV และเครื่องปล่อยประจุลบ nanoe™ จาก Panasonic
ส่วนพื้นที่ส่วนกลางเน้นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ทั้ง Private Massage & Spa ห้องโยคะและพิลาทิส สระว่ายน้ำ Healthy Bar และพื้นที่ Farm to Table รวมถึง Origin Healthcare Club ที่มีห้อง Medical Consultation & Check สำหรับการตรวจสุขภาพและการทำหัตถการเบื้องต้น
นอกจากนี้ บริษัทออกแบบพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ไว้บริเวณชั้นบนสุด เพื่อเปิดมุมมองเมืองแบบ 360 องศา ขณะที่มี Health Secretary ให้บริการด้านการประสานงานและอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับบริการทางการแพทย์ รวมถึง Emergency & Resident Care Team ที่ผ่านการฝึกอบรมการปฐมพยาบาลและการรับมือเหตุฉุกเฉินเบื้องต้น พร้อมประสานงานกับทีมแพทย์จากโรงพยาบาลใกล้เคียงตลอด 24 ชั่วโมง
สินเชื่อยังเป็นโจทย์ ตลาด 5-6 ล้านเริ่มเห็นโอกาส
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภาพรวมการขายคอนโดมิเนียมของบริษัทปรับตัวดีขึ้นและยังเป็นไปตามเป้าหมาย แต่ปัจจัยที่ต้องติดตามคือความสามารถในการกู้ของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งยังมีข้อจำกัดในการขอสินเชื่อ ขณะที่กลุ่มราคาประมาณ 5-6 ล้านบาทมีโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อดีขึ้น แต่ยังพบลูกค้าบางส่วนมีภาระทางการเงินหรือประวัติสินเชื่อที่ส่งผลต่อการอนุมัติ
บริษัทประเมินอัตราการปฏิเสธสินเชื่อในบางกลุ่มอยู่ในระดับค่อนข้างสูงประมาณ 40% ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนยอดขายเพื่อชดเชยยูนิตที่ไม่สามารถโอนได้ โดยบริษัทเข้าไปช่วยลูกค้าติดตามผลสินเชื่อ ประสานงานกับนายจ้างหรือฝ่าย HR เพื่อยืนยันรายได้ และแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการยื่นกู้ในแต่ละกรณี
สำหรับ SO Origin Siriraj ปัจจุบันมีการโอนกรรมสิทธิ์แล้วประมาณ 40% ของโครงการ โดยผู้ซื้อประมาณ 50% เป็นลูกค้าที่ชำระด้วยเงินสด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่และมีกำลังซื้อ ขณะที่บริษัทมองว่าหากมีห้องหลุดจากการโอน ยังมีโอกาสนำกลับมาขายได้ เนื่องจากทำเลมีความต้องการในตัวเอง
ไฟฉาย-ศิริราช ดันคอนโด Wellness เจาะดีมานด์เฉพาะกลุ่ม
สำหรับทำเล นายอภิสิทธิ์มองว่า สี่แยกไฟฉาย-ศิริราช มีจุดเด่นจากการเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างศูนย์การแพทย์และย่านไลฟ์สไตล์ โดยโครงการอยู่ห่างจาก MRT สถานีไฟฉายเพียง 70 เมตร และใกล้โรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์
ทำเลดังกล่าวยังเชื่อมต่อถนนสายสำคัญทั้งราชพฤกษ์ เพชรเกษม และพรานนก-กาญจนาภิเษก รวมถึงมีร้านอาหาร คาเฟ่ ตลาด และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ ส่งผลให้บริษัทมองว่าทำเลนี้สามารถรองรับทั้งกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและกลุ่มที่มองการลงทุนระยะยาว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันการแข่งขันในพื้นที่ยังไม่ได้อยู่ในระดับสูงมาก ขณะที่โครงการ SO Origin Siriraj เองเหลือยูนิตไม่มาก หลังจากปิดยอดขายไปตั้งแต่ช่วง Pre-Sale และอยู่ระหว่างทยอยโอนให้ลูกค้า
โครงการมีพื้นที่ประมาณ 1.2 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียม High Rise สูง 19 ชั้น จำนวน 256 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 1,300 ล้านบาท ราคาที่อยู่อาศัยเริ่มต้นประมาณ 4.9 ล้านบาท โดยแบ่งห้องพักเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ High Ceiling และ Simplex รองรับขนาดตั้งแต่ประมาณ 30-66 ตารางเมตร
ด้านรางวัล โครงการได้รับรางวัลจากเวที International Property Awards (IPA) 2026 จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ Award Winner: Residential High Rise Architecture Thailand และ Award Winner: Residential High Rise Development Thailand สะท้อนแนวทางการพัฒนาโครงการที่นำ Wellness เข้ามาเป็นองค์ประกอบหลักของการออกแบบที่อยู่อาศัย
ออริจิ้นมอง Wellness เทรนด์ระยะยาว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาโครงการว่า ออริจิ้นเริ่มพัฒนาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับ Wellness มาแล้วระยะหนึ่ง ทั้งโครงการที่เกี่ยวข้องกับ Healthcare และการทำงานร่วมกับพันธมิตรในกลุ่มโรงพยาบาล แพทย์ และธุรกิจด้าน Longevity
แนวโน้มดังกล่าวมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการป้องกันและการดูแลสุขภาพก่อนเกิดปัญหามากขึ้น ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เริ่มนำ Wellness เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบโครงการ
“หลังๆ เห็น Developer หลายเจ้าเริ่มมาสนใจ เพราะมันเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คนสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น สนใจเรื่องสุขภาพในเชิงป้องกันมากกว่า” นายอภิสิทธิ์กล่าว
ทั้งนี้ จุดแตกต่างของโครงการ Wellness อาจไม่ได้อยู่ที่การเพิ่ม Facility เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการออกแบบพื้นที่ ขนาดห้อง และการเลือกพันธมิตรเข้ามาเสริมบริการ โดย SO Origin Siriraj เริ่มต้นขนาดห้องประมาณ 30 ตารางเมตรขึ้นไป และมีการเผื่อพื้นที่สำหรับการใช้งานที่สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ห้องน้ำและการเคลื่อนไหวภายในห้อง
“สุดท้ายมันขึ้นอยู่กับว่าใครจับเทรนด์ได้เร็วกว่ากัน” นายอภิสิทธิ์กล่าว พร้อมมองว่า เทรนด์ Wellness จะเป็นหนึ่งในแนวทางที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
‘อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ’ ทุ่ม 1.6 พันล้านบาท ชู ‘ไทย ลักชัวรี’ พลิกโฉมโรงแรมหรู 4 ทศวรรษ

“โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ” ทุ่มงบลงทุนกว่า 1,600 ล้านบาท หรือราว 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เดินหน้าพลิกโฉมครั้งใหญ่ เพื่อรองรับความต้องการของนักเดินทางระดับบนที่ให้ความสำคัญทั้งคุณภาพและประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ ภายใต้แนวคิด “Transformed. Timeless. Thai.” นำมรดกด้านศิลปวัฒนธรรมและการบริการแบบไทยมาตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัย
การปรับโฉมครั้งนี้ครอบคลุมห้องพักและสวีทจำนวน 335 ห้องพัก ห้องอาหารและบาร์ ห้องประชุม และพื้นที่ส่วนกลาง ตลอดจนประสบการณ์ด้านสุขภาพ (Wellness) เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดลักชัวรี ฮอสพิทาลิตี้ (Luxury Hospitality) พร้อมเสริมศักยภาพการแข่งขันและเติบโตไปพร้อมกับ “กรุงเทพฯ” หนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก
ทอร์สเทน ริชเตอร์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ กล่าวว่า การพลิกโฉมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดบทใหม่ของโรงแรม และสะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพระยะยาวของกรุงเทพฯ ในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักเดินทางทั่วโลก โดยมีองค์ประกอบที่แข็งแกร่งทั้งด้านวัฒนธรรม อาหาร ศิลปะ ไลฟ์สไตล์ และการบริการ ซึ่งล้วนเป็นจุดแข็งที่สามารถสร้างมูลค่าให้กับตลาดท่องเที่ยวระดับบนได้
สอดคล้องกับผลการจัดอันดับ “Global Tourism City Attractiveness Index 2026” ที่จัดให้กรุงเทพฯ ครองอันดับ 8 จาก 200 เมืองทั่วโลก ตอกย้ำเสน่ห์และความสามารถของกรุงเทพฯ ในการดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก และเป็นแรงส่งสำคัญให้เมืองเดินหน้าสู่บทใหม่ของการท่องเที่ยวระดับโลก
“ขณะเดียวกัน เรามองเห็นความคาดหวังของนักเดินทางระดับบนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน คุณภาพและมาตรฐานระดับสูงยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญ ขณะที่ประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ มีความหมาย และเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของจุดหมายปลายทาง กลายเป็นปัจจัยที่นักเดินทางให้ความสำคัญมากขึ้น ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับภาพของเมืองท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ความสามารถในการแข่งขันไม่ได้วัดจากจำนวนผู้มาเยือนเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่ความสามารถในการสร้างประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ มีความหมาย และน่าจดจำ”
ทอร์สเทน เล่าเพิ่มเติมว่า โจทย์สำคัญของการพลิกโฉมโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ คือการนำมรดกและเอกลักษณ์ที่อยู่คู่กับโรงแรมมากว่า “4 ทศวรรษ” มาต่อยอดให้ตอบรับกับความคาดหวังของนักเดินทางยุคใหม่ ซึ่งนับตั้งแต่เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2526 จากการออกแบบของจอร์จ วิมเบอร์ลีย์ (George Wimberley) สถาปนิกชื่อดังระดับโลก โรงแรมมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นทั้งด้านสถาปัตยกรรม ศิลปะไทย งานฝีมือ สวนเขียวใจกลางเมือง และการบริการต้อนรับแบบไทย รวมถึงมรดกสำคัญอย่างจิตรกรรม ฝาผนังความยาว 100 เมตรบริเวณล็อบบี้ ซึ่งเป็นผลงานของอาจารย์ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ และแผงเพดาน 19 ช่องที่ถ่ายทอดเรื่องราว “สวรรค์ในคติไทย” ซึ่งได้รับการทำนุบำรุงอย่างพิถีพิถันในการปรับโฉมครั้งนี้ เพื่อรักษาคุณค่ามรดกดั้งเดิมและนำมาต่อยอดผ่านมุมมองร่วมสมัย
การพลิกโฉมครั้งนี้จึงนำ “Thai Luxury” มาเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความแตกต่าง ผ่านการผสาน Heritage, Design, Gastronomy, Wellness และ Personalised Hospitality เข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “Transformed. Timeless. Thai.” ถ่ายทอดจิตวิญญาณความเป็นไทยผ่านมุมมองร่วมสมัย พร้อมยกระดับประสบการณ์ในทุกมิติให้สะท้อนตัวตนของโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ และตอบรับกับความคาดหวังของนักเดินทางยุคใหม่
โดยมีไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ “Rooms & Suites” พลิกโฉมห้องพักและสวีทจำนวน 335 ห้อง ตั้งแต่ห้องดีลักซ์ (Deluxe Room) ไปจนถึงห้องสยาม สวีท (Siam Suite) ห้องอนันตรา สวีท (Anantara Suite) และห้องเพรสซิเดนเชียล สวีท (Presidential Suite) ถ่ายทอดความเป็นไทยผ่านงานไม้สัก ผ้าไหม และรายละเอียดจากงานฝีมือ ผสานเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย พร้อมปรับโฉมห้องน้ำทั้งหมดด้วยวัสดุหินอ่อน ระบบแสง และสุขภัณฑ์ใหม่ เพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานและความต้องการของนักเดินทางระดับบนในปัจจุบัน ไฮไลต์ใหม่ยังรวมถึงห้องอนันตรา การ์เดน พูล สวีท (Anantara Garden Pool Suite) พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวท่ามกลางสวนเขียวใจกลางกรุงเทพฯ และห้องจิม ทอมป์สัน สวีท (Jim Thompson Suite) ห้องสวีทสองห้องนอนที่ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ผ่านความร่วมมือกับ จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) ถ่ายทอดมรดกไทยผ่านงานไม้สัก ผ้าไหม และงานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากราชาแห่งผ้าไหมไทย
“Gastronomy” เติมเต็มประสบการณ์ด้านอาหารและไลฟ์สไตล์ ห้องอาหารและบาร์รวม 9 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่อาหารไทย อิตาเลียน ญี่ปุ่น สเต๊ก ไปจนถึงอาหารสไตล์อเมริกาใต้ นำโดย Spice Market, Biscotti, Shintaro, Madison Steak Avenue, Guilty Bangkok และ Aqua Bar ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในบาร์ที่ดีที่สุดของเอเชียใน Asia’s 50 Best Bars ตลอดจน Mocha & Muffins, The Lobby และ The Garden Terrace รองรับประสบการณ์ด้านอาหารและไลฟ์สไตล์ตลอดทั้งวัน
“MICE” ยกระดับพื้นที่ประชุมและอีเวนต์ ปรับโฉมพื้นที่จัดงานครั้งใหญ่ นำโดย Grand Ballroom พร้อมห้องประชุมและพื้นที่อีเวนต์หลากหลายรูปแบบ ผสานความสง่างามแบบไทยเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ รองรับตั้งแต่งานประชุมนานาชาติ งานองค์กร งานแต่งงาน ไปจนถึงกาลาดินเนอร์
และ “Wellness” ขยาย Luxury Experience จากการพักสู่ Wellbeing ปรับโฉมสู่ Anantara Spa และ Siam Sport Club ฟิตเนสเซ็นเตอร์แห่งใหม่ พร้อมอุปกรณ์จาก Technogym สตูดิโอพิลาทิส รวมถึงพื้นที่สำหรับมวยไทย ปีนผา และการฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เฟดขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่ หุ้นแบงก์ไทยรับแรงกระเพื่อมแค่ไหน?

- การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอาจสร้างความผันผวนต่อราคาหุ้นกลุ่มธนาคารไทยในระยะสั้น จากการปรับเปลี่ยนมุมมองและทิศทางของ Fund Flow
- ในเชิงพื้นฐานมีมุมมองเป็นกลาง โดยคาดว่ากำไรสุทธิปี 2570 จะกลับมาเติบโตได้จากรายได้ดอกเบี้ยที่ฟื้นตัว หลังดอกเบี้ยนโยบายในไทยทรงตัว
- ธนาคารที่มี Coverage Ratio (อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ) ในระดับสูง เช่น KTB, TISCO และ KBANK มีความสามารถรองรับความเสี่ยงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ดี
- อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยของกลุ่มที่ประมาณ 5.5% อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัดความผันผวนของราคาหุ้นได้
- กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้เน้นหุ้นธนาคารที่มีงบดุลแข็งแกร่ง โดยให้น้ำหนักไปที่ KTB และ KBANK
ตลาดการเงินจับตาผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หลังมีมติขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ขณะที่ Dot Plot ส่งสัญญาณอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดเข้าสู่ช่วง Reprice Rate และอาจสร้างความผันผวนต่อทิศทาง Fund Flow และราคาหุ้นกลุ่มธนาคารไทยในระยะสั้น
ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังขยายตัว และเงินเฟ้อ CPI เดือนส.ค. อยู่ที่ 3.4% สูงกว่าเป้าหมาย 2% ส่งผลให้ตลาดอยู่ในช่วง Reprice Rate โดย Dot Plot สะท้อนทิศทางดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่อง หรือ Higher for Longer
ภายหลังการประชุม Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 2 ปีและ 10 ปีปรับขึ้น ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่า และหุ้นกลุ่มธนาคารทั่วโลกปรับตัวลดลง สะท้อนทิศทาง Fund Flow ที่แตกต่างกันในช่วงตลาดปรับมุมมองต่อดอกเบี้ย ซึ่งอาจสร้างความผันผวนระยะสั้นต่อราคาหุ้นกลุ่มธนาคารไทย อย่างไรก็ตาม Bond Yield ที่ปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้บางส่วนอาจช่วยลดแรงกดดันในระยะถัดไป
สำหรับกลุ่มธนาคารไทยมีมุมมองเป็นกลางในเชิงพื้นฐาน โดยคาดกำไรสุทธิปี 2570 เติบโตประมาณ 5% จากปี 2569 ที่คาดว่าจะลดลง 3% โดยมีแรงหนุนจากแนวโน้มรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ที่ฟื้นตัว หลังดอกเบี้ยนโยบายไทยทรงตัว รวมถึงโอกาสการขยายตัวของสินเชื่อ หากวงจรการลงทุนเร่งตัวขึ้น
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารที่มี Coverage Ratio อยู่ในระดับสูง อาทิ KTB, TISCO และ KBANK มีความสามารถรองรับความเสี่ยงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้มากขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ประมาณ 5.5% ยังไม่รวมเงินปันผลพิเศษ ซึ่งอาจช่วยจำกัดความผันผวนของราคาหุ้น
ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนแนะนำเน้นหุ้นธนาคารที่มีงบดุลแข็งแกร่ง โดยให้น้ำหนัก KTB และ KBANK ขณะที่ BBL มีประเด็นด้าน Valuation จาก PBV ประมาณ 0.6 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 1.1 เท่า ส่วนกลุ่มท่องเที่ยว ได้แก่ CENTEL, AOT และ ERW ยังมีโอกาสได้รับประโยชน์หากสถานการณ์สงครามผ่อนคลายและเงินบาทอ่อนค่า
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
Microsoft เตือน เอไอไร้การควบคุม อาจกลายเป็น ‘สิ่งมีชีวิตซิลิคอน’ แย่งทรัพยากรมนุษย์

- มุสตาฟา สุไลมาน เตือนถึงความเสี่ยงของการพัฒนาเอไอให้มีความเป็นอิสระสูงเกินไป จนสามารถกำหนดเป้าหมายและดำเนินงานได้ด้วยตนเอง
- เอไอที่ไร้การควบคุมอาจวิวัฒนาการไปเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ซิลิคอน (silicon species) ซึ่งจะแข่งขันกับมนุษย์เพื่อแย่งชิงทรัพยากร
- เรียกร้องให้มีการกำกับดูแล และควบคุมเอไออย่างเข้มงวด เพื่อให้แน่ใจว่าระบบยังคงทำงานตามเป้าหมาย และคุณค่าที่มนุษย์กำหนดไว้
มุสตาฟา สุไลมาน (Mustafa Suleyman) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไมโครซอฟท์ (Microsoft) เตือนว่า บริษัทเทคโนโลยีไม่ควรพัฒนาเอไอจนสามารถกำหนดเป้าหมายของตัวเอง ดำเนินกิจกรรมเพื่อสร้างรายได้ และครอบครองทรัพย์สินได้ด้วยตัวเอง เพราะเมื่อระบบมีความเป็นอิสระมากขึ้น เอไออาจไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่ทำตามคำสั่งมนุษย์อีกต่อไป และอาจพัฒนาไปสู่สิ่งที่ควบคุมได้ยาก
สุไลมานกล่าวกับบีบีซีว่า ความกังวลเกี่ยวกับเอไอเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ แต่ยังมีสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้ในทางปฏิบัติเพื่อควบคุมความเสี่ยงดังกล่าว สิ่งที่เขากังวลเป็นพิเศษคือ ทิศทางการพัฒนาเอไอที่ทำให้ระบบมีความสามารถในการดำเนินการต่างๆ ด้วยตัวเองมากขึ้น
หากนักพัฒนาสร้างระบบที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ขึ้นมา ก็อาจเท่ากับการเปิดทางให้เกิด “สิ่งมีชีวิตซิลิคอน” ซึ่งสุไลมานเตือนว่า อาจต้องแข่งขันกับมนุษย์เพื่อเข้าถึงทรัพยากร ไม่ว่าระบบนั้นจะถูกออกแบบให้มีความปรารถนาดีต่อมนุษย์เพียงใดก็ตาม
คำเตือนดังกล่าวเชื่อมโยงกับข้อถกเถียงอีกด้านที่สุไลมานกำลังวิจารณ์อยู่ นั่นคือ การที่นักวิจัยบางส่วนเริ่มตั้งคำถามว่าเอไออาจมีจิตสำนึกหรือมีสถานะที่ควรได้รับการคุ้มครองหรือไม่ โดยสุไลมานเพิ่งเผยแพร่บทความชื่อ “A Warning About Model Welfare” ซึ่งวิจารณ์แนวทางของแอนโทรปิก (Anthropic) ในการพัฒนา Claude ว่า ไม่เห็นด้วยกับการทำให้เอไอมีลักษณะเหมือนมนุษย์มากขึ้น หรือการมองระบบเหล่านี้ผ่านแนวคิดว่ามันมีความต้องการ คุณค่า หรือความรู้สึกเป็นของตัวเอง
ในมุมของสุไลมาน เอไอในปัจจุบันไม่ได้มีจิตสำนึก ไม่ได้รู้สึก ไม่ได้มีประสบการณ์ และไม่ได้มีความทุกข์เหมือนมนุษย์ อีกทั้งไม่ได้มีความต้องการหรือแรงจูงใจติดตัวมาตั้งแต่ต้น ระบบเหล่านี้ทำงานจากการคาดการณ์ลำดับข้อมูลหรือคำตอบที่ควรเกิดขึ้นต่อจากข้อมูลที่ได้รับ และถูกสร้างขึ้นเพื่อทำตามคำสั่ง และเป้าหมายที่มนุษย์กำหนด
สุไลมานจึงเรียกร้องให้บริษัทเอไอเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับวิธีฝึก และประเมินระบบมากขึ้น รวมถึงเปิดให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมของเอไอโดยผู้ตรวจสอบที่เป็นอิสระ และพัฒนาเครื่องมือสำหรับติดตาม และควบคุมระบบเหล่านี้
“เราไม่ควรเดินเข้าสู่การตัดสินใจโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งวันหนึ่งต้องมาเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น” สุไลมานเตือน
อีกประเด็นที่สุไลมานให้ความสำคัญคือ แนวคิดที่เรียกว่า alignment ซึ่งในบริบทของเอไอ หมายถึง การทำให้ระบบยังคงทำงานตามเป้าหมาย คุณค่า และข้อจำกัดที่มนุษย์กำหนดไว้ แทนที่จะปล่อยให้ระบบมีเป้าหมายที่พัฒนาไปในทิศทางของตัวเอง
สุไลมานมองว่า เอไอที่มีความสามารถสูงในอนาคตควรอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ และต้องทำงานโดยมีมนุษย์เป็นผู้กำหนดขอบเขต เขากล่าวว่า ทุกคนที่เป็นมนุษย์มีผลประโยชน์ร่วมกันในการทำให้ระบบที่ถูกสร้างขึ้น และนำไปใช้ในประเทศต่างๆ มีความปลอดภัย ควบคุมได้ และอยู่ภายใต้มนุษย์
แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของทิศทางที่ไมโครซอฟท์กำลังพัฒนา โดยบริษัทตั้งทีมสำหรับพัฒนาระบบเอไอที่มีความสามารถสูงกว่ามนุษย์ขึ้นในเดือนตุลาคม 2568 และในวันที่ 14 กันยายน 2569 บริษัทได้เผยแพร่ร่างหลักปฏิบัติเอไอแบบมนุษยนิยม (Humanist AI Code of Conduct) ซึ่งบริษัทใช้เป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาเอไอ
หลักปฏิบัติดังกล่าววางแนวคิดเรื่องเอไอที่มีความสามารถสูงมาก แต่ยังทำงานเพื่อมนุษย์ อยู่ภายใต้ข้อจำกัด และยังคงถูกควบคุมโดยมนุษย์ เป้าหมายสำคัญคือ การพัฒนาเอไอให้มีความสามารถเพิ่มขึ้น โดยไม่ทำให้ระบบหลุดออกจากคุณค่า และวัตถุประสงค์ที่มนุษย์ต้องการให้มันรับใช้
เดม เวนดี ฮอลล์ (Dame Wendy Hall) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน มองว่า การพูดคุยเรื่องความเสี่ยงของเอไอในลักษณะนี้เป็นบทสนทนาที่ควรเกิดขึ้นในระดับนานาชาติ แต่เธอแยกประเด็นดังกล่าวออกจากคำเตือนบางส่วนในอุตสาหกรรมเอไอที่เธอมองว่าเป็นการสร้างความกลัวมากเกินไป
สำหรับสุไลมาน สิ่งที่ต้องกำหนดให้ชัดเจนจึงไม่ใช่เพียงว่าเอไอจะฉลาดได้แค่ไหน แต่รวมถึงว่าเอไอควรมีอิสระได้มากเพียงใด และมนุษย์จะรักษาการควบคุมไว้ได้อย่างไร ก่อนที่ระบบจะมีเป้าหมาย ทรัพย์สิน และแรงจูงใจที่ไม่ได้มาจากมนุษย์อีกต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เปิดชื่อทีมคว้าตั๋ว! ศึกวอลเลย์บอลหญิงเอเชียนเกมส์ 2026 รอบ 8 ทีมสุดท้าย

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงเอเชียนเกมส์ 2026 (Women’s volleyball Asian Games 2026) จะแข่งขันกันที่ไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 16-22 กันยายน 2569
โดยหลังจากทั้ง 14 ชาติ ลงทำการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่ม นัดสอง ครบทั้ง 4 กลุ่ม ทำให้ได้ทีมผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย เป็นที่เรียบร้อย แม้จะเหลือการแข่งขันอีกหนึ่งเกมก็ตาม
ซึ่ง ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย ที่อยู่ในกลุ่มซี โชว์ฟอร์มสวยเก็บชัยรวดทั้ง 2 นัด มี 6 คะแนนเต็ม การันตีคว้าตั๋วผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้แน่นอนแล้ว
สรุปทีมที่ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย วอลเลย์บอลหญิงเอเชียนเกมส์ 2026
- กลุ่มเอ : ญี่ปุ่น และ อินโดนีเซีย
- กลุ่มบี : จีน และ คาซัคสถาน
- กลุ่มซี : ไทย และ ไต้หวัน
- กลุ่มดี : เกาหลีใต้ และ เวียดนาม
สำหรับการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิงเอเชียนเกมส์ 2026 ในรอบ 8 ทีม จะแข่งขันแบบแพ้คัดออก (ระบบน็อกเอาต์) เพื่อหาทีมผ่านเข้าสู่รอบต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
เช็กพิกัด ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี 4,000 โดส 27-30 ก.ย. นี้

- สปสช. ให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี จำนวน 4,000 โดส ระหว่างวันที่ 27-30 กันยายน 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 สยามพารากอน
- คนไทยทุกสิทธิการรักษาสามารถเข้ารับบริการได้ โดยเฉพาะ 7 กลุ่มเสี่ยง เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
- สามารถเข้ารับบริการแบบ Walk-in โดยใช้เพียงบัตรประชาชน หรือผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปสามารถจองคิวล่วงหน้าผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” ได้
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ชวนคนไทยทุกสิทธิการรักษาและกลุ่มเสี่ยงรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี ระหว่างวันที่ 27-30 ก.ย. 2569 ที่ NEX Hall ชั้น 5 สยามพารากอนภายในงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน และการสาธารณสุขไทย” สาธารณสุขไทย วิวัฒน์ไกลสู่ระบบสากล เพียงแค่นำบัตรประชาชนมาแสดง สำหรับผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปสามารถจองสิทธิ์ผ่านเมนูกระเป๋าสุขภาพบนแอป “เป๋าตัง” ได้
สปสช. แจ้งข่าวดี ชวนคนไทยทุกคน ทุกสิทธิการรักษา โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงรับบริการ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4,000 โดส ฟรี ระหว่างวันที่ 27–30 กันยายน 2569 หรือ วันละ 1,000 โดส ณ NEX Hall ชั้น 5 สยามพารากอน กรุงเทพฯ ในงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน และการสาธารณสุขไทย” สาธารณสุขไทย วิวัฒน์ไกลสู่ระบบสากล
7 กลุ่มเสี่ยงที่ควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
1. หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
2. เด็กอายุ 6 เดือน- ต่ำกว่า 5 ปี
3. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ประกอบด้วย ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หืด หัวใจ หลอดเลือดหัวใจ ไตวาย เบาหวาน และมะเร็งที่อยู่ระหว่างรับเคมีบำบัด
4. ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
5. ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการ
6. ผู้มีภาวะโรคอ้วน
7. ผู้พิการทางสมองช่วยเหลือตนเองไม่ได้
วันและเวลาให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี
- วันที่ 27 ก.ย. 2569 เวลา 11.00–18.00 น.
- วันที่ 28 ก.ย. 2569 เวลา 17.00–19.00 น.
- วันที่ 29–30 ก.ย. 2569 เวลา 11.00–17.00 น.

ช่องทางจองสิทธิขอรับบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี
1. เปิด Walk-in
- นำบัตรประชาชนมาแสดง ณ จุดบริการ เพื่อยืนยันตัวตนและรับการคัดกรองก่อนฉีดวัคซีน
2. เฉพาะกลุ่มผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
สามารถจองคิวล่วงหน้าผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”
- เมนูกระเป๋าสุขภาพ
- สิทธิสุขภาพดีป้องกันโรค
- เลือก เสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน
- เลือกหน่วยบริการ “งานเฉลิมพระเกียรติฯ ที่ NEX Hall ชั้น 5 พารากอน” และดำเนินการตามขั้นตอน
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
การโทรศัพท์ภาษาอังกฤษ สำนวนรับสาย-โทรออก ครบทุกสถานการณ์ธุรกิจ 2569

ทำไมทักษะ telephone english ถึงสำคัญกว่าที่คิด
จากข้อมูลของ EF English Proficiency Index ปี 2024 ไทยอยู่อันดับที่ 116 จาก 123 ประเทศ ในกลุ่ม ‘Very Low’ โดยเฉพาะทักษะ speaking ที่คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 377 จากคะแนนเต็ม 800 ซึ่งหมายความว่าคนไทยส่วนใหญ่สามารถอ่านหรือฟังได้บ้าง แต่พอต้องพูดโทรศัพท์จริงๆ ก็มักติดขัด
ทักษะการใช้ โทรศัพท์ภาษาอังกฤษ แตกต่างจากการสนทนาทั่วไปตรงที่ คุณไม่มีภาษากาย (body language) ช่วย ไม่มีการแสดงหน้าตาเพื่อสื่อความหมาย และมักมีเสียงรบกวนหรือสัญญาณที่ไม่ดีร่วมด้วย ทำให้ทักษะ listening และ speaking ต้องแม่นยำกว่าปกติมาก
แต่ผลตอบแทนจากทักษะนี้ก็สูงมากเช่นกัน จาก Adecco Thailand Salary Guide พบว่าพนักงานที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้มั่นใจมีโอกาสได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งมากกว่าเพื่อนร่วมงานถึง 30-40% โดยเฉพาะในบริษัทที่มีการทำงานกับลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์ต่างชาติเป็นประจำ
สำนวนรับโทรศัพท์ภาษาอังกฤษ — เปิดบทสนทนาอย่างมืออาชีพ
การ รับโทรศัพท์ ภาษาอังกฤษ อย่างมืออาชีพเริ่มจากประโยคแรกที่คุณพูด ซึ่งเป็นสิ่งที่คนฟังใช้ตัดสินว่าจะพูดต่อไปอย่างไร ประโยคแรกที่ดีควรมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ การกล่าวทักทาย (greeting) ชื่อบริษัทหรือแผนก และข้อเสนอช่วยเหลือ
การกล่าวทักทายเบื้องต้น (Opening Greeting)
| สถานการณ์ | สำนวนทางการ (Formal) | สำนวนทั่วไป (Semi-formal) |
|---|---|---|
| รับสายแทนบริษัท | Good morning, ABC Company. This is [ชื่อ]. How may I help you? | ABC Company, [ชื่อ] speaking. How can I help? |
| รับสายแทนแผนก | Good afternoon, Sales Department. [ชื่อ] speaking. | Sales, this is [ชื่อ]. What can I do for you? |
| รับสายส่วนตัว | Hello, this is [ชื่อ] from [แผนก]. | Hi, [ชื่อ] here. |
| ช่วงนอกเวลาทำการ | You’ve reached [ชื่อบริษัท]. Our office is currently closed. Please leave a message. | [เหมือนกัน — ใช้ voicemail แทน] |
| ไม่ได้ยินชัด | I’m sorry, could you please repeat that? I didn’t quite catch your name. | Sorry, could you say that again? I didn’t catch that. |
วิธีถามและยืนยันชื่อผู้โทร
เมื่อรับสายและผู้โทรแนะนำตัว คุณควรยืนยันชื่อเสมอเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด โดยเฉพาะชื่อต่างชาติที่ออกเสียงยาก สำนวนที่ใช้บ่อยคือ:
• Could I have your name, please? — ขอทราบชื่อได้ไหมครับ/ค่ะ
• May I ask who’s calling? — ขอทราบว่าพูดกับใครครับ/ค่ะ
• I’m sorry, could you spell that for me? — ขอโทษนะครับ/ค่ะ ช่วยสะกดชื่อให้ฟังได้ไหม
• Just to confirm, that’s [ชื่อ], correct? — ยืนยันนะครับ/ค่ะ คุณ [ชื่อ] ใช่ไหม
• Thank you, [ชื่อ]. One moment please. — ขอบคุณครับ/ค่ะ รบกวนรอสักครู่นะครับ/ค่ะ
สำนวนให้รอสาย (Hold the Line)
การให้ลูกค้า hold the line เป็นส่วนที่หลายคนทำผิดพลาดบ่อยที่สุด เพราะมักพูดสั้นๆ ว่า ‘Wait!’ หรือ ‘Hold!’ ซึ่งฟังดูหยาบคาย สำนวนที่ถูกต้องและสุภาพมีดังนี้:
• Could you hold on a moment, please? — รบกวนรอสักครู่นะครับ/ค่ะ
• I’ll put you on hold for just a moment. — ขอ hold สายสักครู่ครับ/ค่ะ
• Please hold while I transfer your call. — กรุณา hold สายขณะที่ดิฉัน/ผมโอนสายให้นะครับ/ค่ะ
• Thank you for waiting. — ขอบคุณที่รอนะครับ/ค่ะ (พูดหลังจากลูกค้า hold แล้วกลับมา)
• I’m sorry to keep you waiting. — ขออภัยที่ให้รอนานนะครับ/ค่ะ
สำนวนโทรออกภาษาอังกฤษ — พูดอย่างมั่นใจตั้งแต่ประโยคแรก
การโทรออกไปหาลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์ต่างชาติต้องการความมั่นใจสูงกว่าการรับสาย เพราะคุณเป็นฝ่ายริเริ่มบทสนทนาและต้องชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าโทรมาทำไม หลักการง่ายๆ คือ STAR: State your name — Tell your company — Announce your reason — Request action
เปิดบทสนทนาเมื่อโทรออก (Opening a Call)
• Hello, this is [ชื่อ] calling from [บริษัท]. May I speak with [ชื่อ], please?
• Good morning. My name is [ชื่อ] from [บริษัท]. I’m calling regarding [เรื่อง].
• Hi, this is [ชื่อ] from [แผนก] at [บริษัท]. Is [ชื่อ] available?
• I’m calling to follow up on the email I sent yesterday regarding [เรื่อง].
• I’m calling to confirm our meeting scheduled for [วันที่/เวลา].
เคล็ดลับ: พูดชื่อของคุณและบริษัทให้ช้าและชัดเจน เพราะผู้รับสายมักไม่ได้เตรียมตัวรับสายภาษาอังกฤษ และชื่อภาษาไทยอาจฟังยากสำหรับชาวต่างชาติ
สำนวนเมื่อคุยกับ Receptionist หรือ Secretary
เมื่อโทรออกไปยังบริษัทใหญ่ คุณมักต้องผ่าน receptionist ก่อนถึงคนที่ต้องการ สำนวนที่ควรรู้มีดังนี้:
• Could you put me through to [ชื่อ/แผนก]? — ช่วยโอนสายไปให้ [ชื่อ/แผนก] ได้ไหมครับ/ค่ะ
• Could you transfer me to the Sales Department? — ช่วยโอนสายไปที่แผนก Sales ได้ไหมครับ/ค่ะ
• I’d like to speak with the person in charge of purchasing. — ต้องการพูดกับผู้รับผิดชอบด้านการจัดซื้อครับ/ค่ะ
• Is [ชื่อ] in today? — [ชื่อ] อยู่ออฟฟิศวันนี้ไหมครับ/ค่ะ
• Could I leave a message for [ชื่อ]? — ฝากข้อความให้ [ชื่อ] ได้ไหมครับ/ค่ะ
สำนวนเมื่อคุยกับ Receptionist หรือ Secretary
เมื่อคนที่ต้องการไม่อยู่ คุณมีสองทางเลือก คือฝากข้อความกับคนรับสาย หรือฝากไว้ใน voicemail ทั้งสองแบบจะใช้สำนวนที่ต่างกัน:
ฝากข้อความกับคนรับสาย:
• Could you take a message, please? — ช่วยรับข้อความไว้ให้ได้ไหมครับ/ค่ะ
• Please tell [ชื่อ] that [ชื่อคุณ] from [บริษัท] called. — กรุณาบอก [ชื่อ] ว่า [ชื่อคุณ] จาก [บริษัท] โทรมาครับ/ค่ะ
• Please ask [ชื่อ] to call me back at [เบอร์]. — กรุณาขอให้ [ชื่อ] โทรกลับที่ [เบอร์] ด้วยครับ/ค่ะ
• I’ll call back later. Thank you. — จะโทรกลับมาใหม่ภายหลังครับ/ค่ะ ขอบคุณ
ฝาก voicemail (กรณีไม่มีคนรับ):
• Hi, this is [ชื่อ] from [บริษัท], calling on [วันที่/เวลา]. I’m calling regarding [เรื่อง]. Could you please call me back at [เบอร์]? Thank you.
• คำแนะนำ: พูดชัดๆ ช้าๆ โดยเฉพาะเบอร์โทรกลับ และพูดซ้ำสองครั้ง
สำนวนกลางการสนทนา — ถามซ้ำ โอนสาย ยืนยันข้อมูล
สิ่งที่ทำให้ phone conversation ล้มเหลวบ่อยที่สุดคือช่วงกลางการสนทนา เมื่อต้องถามซ้ำ ยืนยันข้อมูล หรือโอนสาย คนส่วนใหญ่ติดขัดตรงนี้เพราะไม่รู้สำนวน
ขอให้พูดช้าลงหรือทวนซ้ำ
• I’m sorry, could you please speak more slowly? — ขอโทษนะครับ/ค่ะ ช่วยพูดช้าลงได้ไหม
• Could you repeat that, please? — ช่วยพูดซ้ำอีกครั้งได้ไหมครับ/ค่ะ
• I didn’t quite catch that. Could you say it again? — ฟังไม่ค่อยชัดครับ/ค่ะ ช่วยพูดอีกครั้งได้ไหม
• I’m sorry, the line is a bit unclear. Could you repeat the last part? — สัญญาณไม่ค่อยดีครับ/ค่ะ ช่วยทวนส่วนท้ายได้ไหม
• Could you spell that for me? — ช่วยสะกดให้ฟังได้ไหมครับ/ค่ะ
ยืนยันและสรุปข้อมูล (Confirm and Summarize)
ก่อนจบการสนทนา ควรสรุปข้อมูลสำคัญเสมอ โดยเฉพาะนัดหมาย ราคา หรือข้อตกลงที่สำคัญ สำนวนที่ใช้บ่อยคือ:
• Just to confirm, [สรุปข้อมูล] — ยืนยันอีกครั้งนะครับ/ค่ะว่า [สรุปข้อมูล]
• Let me read that back to you — [ทวนข้อมูล]. Is that correct? — ขอทวนข้อมูลนะครับ/ค่ะ ถูกต้องไหม
• So the next step is [ขั้นตอน], correct? — ขั้นตอนต่อไปคือ [ขั้นตอน] ถูกต้องไหมครับ/ค่ะ
• I’ll send you an email to confirm the details. — จะส่งอีเมลยืนยันรายละเอียดให้นะครับ/ค่ะ
• Thank you for your time. Have a great day! — ขอบคุณสำหรับเวลานะครับ/ค่ะ มีวันที่ดีนะครับ/ค่ะ
สำนวนโอนสาย (Transfer a Call)
• I’ll transfer you to [ชื่อ/แผนก] now. Please hold. — โอนสายไปให้ [ชื่อ/แผนก] เลยนะครับ/ค่ะ กรุณา hold สายด้วย
• Let me put you through to someone who can help you. — ขอโอนสายให้คนที่ช่วยได้นะครับ/ค่ะ
• I’m transferring your call to our Technical Support team. — กำลังโอนสายไปที่ทีม Technical Support นะครับ/ค่ะ
• If we get disconnected, please call back and ask for extension [เลข]. — ถ้าหลุดสาย กรุณาโทรกลับแล้วขอ extension [เลข] นะครับ/ค่ะ
phone conversation ในสถานการณ์ธุรกิจที่พบบ่อย
นอกจากการรับ-โทรออกพื้นฐานแล้ว วัยทำงานยังต้องเผชิญกับสถานการณ์เฉพาะในชีวิตประจำวัน เช่น การนัดหมาย การร้องเรียน และการประชุมทางโทรศัพท์
นัดหมาย เลื่อนนัด และยกเลิกนัด
| สถานการณ์ | สำนวนที่ใช้ |
|---|---|
| นัดหมาย | I’d like to schedule a meeting with you. Are you available on [วัน] at [เวลา]? |
| ยืนยันนัด | I’m calling to confirm our meeting on [วัน] at [เวลา]. Is that still convenient for you? |
| เลื่อนนัด | I’m afraid I need to reschedule our meeting. Would [วัน/เวลาใหม่] work for you instead? |
| ยกเลิกนัด | I’m calling to cancel our appointment on [วัน]. I apologize for any inconvenience. |
| ขอเวลาเพิ่ม | Could we extend the meeting by 30 minutes? I have a few more items to cover. |
การร้องเรียนและขอโทษอย่างมืออาชีพ
สถานการณ์ที่ยากที่สุดสำหรับวัยทำงานชาวไทยคือการร้องเรียนหรือรับเรื่องร้องเรียนจากลูกค้าต่างชาติ เพราะต้องใช้ทั้งสำนวนที่สุภาพและน้ำเสียงที่ถูกต้อง
• รับเรื่องร้องเรียน: I understand your concern and I sincerely apologize for the inconvenience.
• ขอโทษ: I’m very sorry to hear that. Let me look into this right away.
• ร้องเรียน (ฝั่งเรา): I’m calling because there seems to be an issue with [เรื่อง].
• ติดตามเรื่อง: I’m following up on the issue I reported last week. Has it been resolved?
• ยืนยันการแก้ไข: I want to confirm that the issue has been resolved to your satisfaction.
การประชุมทางโทรศัพท์ (Conference Call)
การประชุมทางโทรศัพท์กับทีมนานาชาติมีสำนวนเฉพาะที่ใช้บ่อยมาก เพราะต้องจัดการผู้เข้าร่วมหลายคนพร้อมกัน
• Let’s get started. Can everyone hear me clearly? — เริ่มเลยนะครับ/ค่ะ ทุกคนได้ยินชัดเจนไหม
• I’m sorry, who just joined? — ขอโทษนะครับ/ค่ะ ใครเพิ่งเข้ามาครับ/ค่ะ
• Let’s wait for everyone to join before we begin. — รอทุกคนเข้ามาก่อนนะครับ/ค่ะ
• Could you please mute yourself when you’re not speaking? — ช่วย mute เสียงตัวเองด้วยนะครับ/ค่ะ เมื่อไม่ได้พูด
• I’d like to hand it over to [ชื่อ] now. — ขอส่งต่อให้ [ชื่อ] ต่อเลยนะครับ/ค่ะ
• Let’s move on to the next agenda item. — ไปหัวข้อถัดไปในวาระการประชุมกันเลยนะครับ/ค่ะ
• Could everyone share their screens? — ทุกคนช่วยแชร์หน้าจอด้วยนะครับ/ค่ะ
• We’re running short on time. Let’s wrap up. — เวลาเริ่มน้อยแล้ว สรุปได้เลยนะครับ/ค่ะ
ตารางเปรียบเทียบ รับโทรศัพท์ อังกฤษ — ทางการ vs ทั่วไป
หนึ่งในปัญหาของผู้เรียนหลายคนคือการไม่รู้ว่าสำนวนไหน formal เกินไป และสำนวนไหนที่ใช้กับลูกค้าสำคัญแล้วอาจดูไม่สุภาพ ตารางนี้เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน
| สถานการณ์ | Formal (ลูกค้าสำคัญ / บริษัทใหญ่) | Semi-formal (เพื่อนร่วมงาน / พาร์ทเนอร์ทั่วไป) |
|---|---|---|
| รับสาย | Good morning, [บริษัท]. [ชื่อ] speaking. How may I assist you? | Hi, [ชื่อ] speaking. What’s up? |
| ให้รอสาย | Would you mind holding for a moment while I check that for you? | One sec, let me check. |
| ไม่รู้คำตอบ | I’m not in a position to answer that immediately. May I call you back? | I’m not sure. Let me find out and get back to you. |
| สิ้นสุดสาย | Thank you for calling [บริษัท]. Have a pleasant day. | Thanks for calling! Talk to you later. |
| ไม่มีคนรับสาย | I’m afraid [ชื่อ] is unavailable at the moment. May I take a message? | [ชื่อ] isn’t around right now. Want to leave a message? |
| ผิดหมายเลข | I’m afraid you may have the wrong number. This is [บริษัท]. | Sorry, I think you’ve got the wrong number. |
| สัญญาณไม่ดี | I do apologize, but I’m having some difficulty hearing you clearly. | Sorry, you’re breaking up. Can you call back? |
ข้อผิดพลาดที่วัยทำงานมักทำเมื่อคุยโทรศัพท์ภาษาอังกฤษ
จากประสบการณ์สอนวัยทำงานของ Speak Up Thailand พบข้อผิดพลาดที่ซ้ำๆ กัน 7 ประเภทหลัก ซึ่งส่วนใหญ่แก้ได้ง่ายหากรู้ตัวและฝึกอย่างถูกวิธี
1. พูดเร็วเกินไปเมื่อตื่นเต้น
โดยเฉพาะช่วงแนะนำตัว ซึ่งทำให้ผู้ฟังจับชื่อไม่ทัน แก้โดยฝึกหายใจก่อนพูด และพูดชื่อตัวเองช้าๆ สองครั้ง
2. ใช้คำว่า ‘Yes? Yes? Yes?’ แทน ‘I see’ หรือ ‘I understand’
การพยักหน้าและบอก ‘อ้อ’ แบบคนไทยไม่มีเสียงสื่อสาร ต้องใช้ verbal affirmations เช่น I see, I understand, That makes sense
3. ลืมยืนยันข้อมูลก่อนวางสาย
นัดหมายหรือข้อตกลงสำคัญที่ไม่ได้ทบทวนซ้ำก่อนวางสายมักนำไปสู่ความเข้าใจผิด
4. พูด ‘No problem’ แทน ‘Certainly’ หรือ ‘Of course’
‘No problem’ ฟังดูไม่เป็นทางการและบางวัฒนธรรมรู้สึกว่าไม่สุภาพ ควรใช้ ‘Certainly’, ‘Of course’, ‘Absolutely’ แทน
5. ไม่แนะนำตัวเมื่อโทรออก
โทรออกไปแล้วถามหาคนโดยไม่บอกว่าตัวเองเป็นใคร ทำให้ฟังดูน่าสงสัย
6. ใช้ ‘Sorry’ มากเกินไป
การขอโทษทุกประโยคทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ ใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น
7. ไม่ทวนข้อมูลสำคัญ
เบอร์โทร ชื่อ วันที่ และเวลาควรทวนซ้ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อผู้โทรใช้สำเนียงที่ไม่คุ้นเคย
วิธีฝึกโทรศัพท์ภาษาอังกฤษให้คล่องในชีวิตประจำวัน
การเรียนสำนวนอย่างเดียวไม่พอ คุณต้องฝึกจนกลายเป็น automatic เมื่อถึงเวลาจริง ต่อไปนี้คือวิธีฝึกที่ได้ผลจริงซึ่งไม่ต้องใช้เวลามากนัก
• Role-play กับตัวเอง: ฝึกสถานการณ์ต่างๆ โดยพูดออกเสียงจริง บันทึกเสียงตัวเอง แล้วฟังกลับ — วิธีนี้ช่วยให้รู้จุดอ่อนของตัวเองได้ดีมาก
• ฝึก shadowing: ฟัง podcast ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ business English แล้วพูดตาม จะช่วยพัฒนา rhythm และ intonation
• เปลี่ยนภาษาโทรศัพท์มือถือเป็นอังกฤษ: ฟังเสียงแจ้งเตือน voicemail เป็นภาษาอังกฤษ ทำให้คุ้นหูกับ phone vocabulary
• ดูซีรีส์หรือภาพยนตร์ที่มีฉาก phone call: จดสำนวนที่น่าสนใจแล้วนำมาฝึกพูด
• หาคู่ฝึก (language partner): ฝึก role-play กับเพื่อนโดยกำหนดสถานการณ์ต่างๆ สลับกันเป็นผู้โทรและผู้รับสาย
• เรียนกับครู Native Speaker: เป็นวิธีที่เร็วที่สุดเพราะได้รับ feedback ทันที และฝึกกับสำเนียงจริง ซึ่ง Speak Up Thailand มีบริการคอร์สตัวต่อตัวและกลุ่มเล็กที่เน้นสถานการณ์จริง
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th
ใครบ้างไม่ควรกินลูกแพร์ ผลไม้ที่ดูธรรมดา แต่บางคนควรระวัง

ลูกแพร์เป็นผลไม้ที่มีรสหวานฉ่ำ กินง่าย และมีใยอาหารรวมถึงสารอาหารหลายชนิด จึงเป็นหนึ่งในผลไม้ที่สามารถรับประทานเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุลได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะกินลูกแพร์ได้ในปริมาณเท่ากัน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรือมีภาวะแพ้อาหารบางชนิด
การกินลูกแพร์จึงไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงสำหรับคนทั่วไป แต่ควรพิจารณาปริมาณและอาการของร่างกาย โดยเฉพาะหากรับประทานแล้วเกิดอาการผิดปกติ
1. ผู้ที่มีอาการลำไส้แปรปรวนหรือไวต่ออาหารบางชนิด
ลูกแพร์มีคาร์โบไฮเดรตกลุ่ม FODMAP โดยเฉพาะฟรุกโตสและซอร์บิทอล ซึ่งในบางคนอาจถูกดูดซึมได้ไม่ดีและเกิดการหมักในลำไส้ ส่งผลให้มีอาการท้องอืด ปวดท้อง มีแก๊ส หรือถ่ายเหลวได้
ผู้ที่มีภาวะลำไส้แปรปรวน หรือ IBS จึงอาจต้องระมัดระวังปริมาณลูกแพร์ โดยเฉพาะหากเคยสังเกตว่ารับประทานแล้วมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร หากต้องควบคุมอาหารตามแนวทาง Low-FODMAP ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อวางแผนการรับประทานให้เหมาะสม
2. ผู้ที่มีภาวะดูดซึมฟรุกโตสได้ไม่ดี
ลูกแพร์มีฟรุกโตสตามธรรมชาติ หากร่างกายดูดซึมฟรุกโตสได้ไม่ดี การรับประทานในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ปวดท้อง หรือท้องเสียได้
หากพบว่าอาการดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำ ๆ หลังรับประทานลูกแพร์หรือผลไม้ที่มีฟรุกโตส ควรสังเกตชนิดและปริมาณอาหารที่รับประทานร่วมด้วย และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากอาการเป็นบ่อยหรือรุนแรง
3. ผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ลูกแพร์เป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลตามธรรมชาติ จึงไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เป็นเบาหวานต้องงดกิน แต่ควรคำนึงถึงปริมาณคาร์โบไฮเดรตโดยรวมและขนาดของผลไม้ที่รับประทาน
การเลือกลูกแพร์ทั้งผลแทนน้ำผลไม้ช่วยให้ได้รับใยอาหาร และควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมกับแผนอาหารของแต่ละคน หากต้องควบคุมระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเกี่ยวกับปริมาณผลไม้ที่เหมาะสม
4. ผู้ที่แพ้ลูกแพร์หรือมีอาการแพ้ผลไม้บางชนิด
แม้การแพ้ลูกแพร์จะไม่ได้พบได้ทั่วไป แต่บางคนอาจเกิดอาการแพ้หลังรับประทาน เช่น คันหรือระคายเคืองในปาก ริมฝีปากบวม ลมพิษ หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติแพ้เกสรพืชบางชนิดอาจมีอาการแพ้ในช่องปากจากการรับประทานผลไม้บางชนิดได้
หากรับประทานลูกแพร์แล้วมีอาการบวมบริเวณใบหน้า หายใจลำบาก แน่นคอ เวียนศีรษะ หรือมีอาการแพ้รุนแรง ควรหยุดรับประทานและไปพบแพทย์ทันที
5. คนที่มีระบบย่อยอาหารไวต่อซอร์บิทอล
ลูกแพร์มีซอร์บิทอล ซึ่งเป็นน้ำตาลแอลกอฮอล์ที่พบตามธรรมชาติในผลไม้บางชนิด สำหรับบางคน ซอร์บิทอลอาจทำให้เกิดแก๊ส ท้องอืด หรือมีฤทธิ์กระตุ้นการขับถ่าย โดยเฉพาะเมื่อรับประทานในปริมาณมาก
ดังนั้น หากเป็นคนที่มีระบบทางเดินอาหารไวหรือมักมีอาการท้องเสียหลังรับประทานผลไม้บางชนิด ควรเริ่มจากปริมาณไม่มากและสังเกตการตอบสนองของร่างกาย
กินลูกแพร์อย่างไรให้เหมาะกับร่างกาย
สำหรับคนทั่วไป ลูกแพร์สามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ ควรรับประทานเป็นผลสดทั้งผลแทนการดื่มน้ำลูกแพร์หรือผลิตภัณฑ์ที่เติมน้ำตาล และควรรับประทานผลไม้ให้หลากหลาย ไม่เน้นชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป
หากเคยรับประทานลูกแพร์แล้วมีอาการท้องอืด ปวดท้อง หรือถ่ายผิดปกติ ควรลดปริมาณและสังเกตว่าอาการสัมพันธ์กับลูกแพร์จริงหรือไม่ หากอาการเกิดซ้ำเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อหาสาเหตุที่เหมาะสม
สรุป
ลูกแพร์ไม่ใช่ผลไม้ที่คนทั่วไปจำเป็นต้องหลีกเลี่ยง แต่บางกลุ่มควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีลำไส้แปรปรวน ผู้ที่ดูดซึมฟรุกโตสได้ไม่ดี ผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และผู้ที่มีประวัติแพ้ผลไม้บางชนิด
สิ่งสำคัญคือการเลือกรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมและสังเกตปฏิกิริยาของร่างกาย หากมีอาการผิดปกติหลังรับประทานซ้ำ ๆ ไม่ควรฝืนกินต่อ และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสาเหตุอย่างถูกต้อง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 18/9/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 68,300.00 | 68,500.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,415.00 | 66,931.40 | 69,300.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,973.50 | 60,238.26 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,532.00 | 53,545.12 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,986.75 | 30,119.13 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,545.25 | 23,425.99 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,575.13 | 69,358.97 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 18/9/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 39.94 | 39.94 | 40.44 | 39.94 | 39.94 | 39.94 | 39.94 | 39.94 | 39.94 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 39.57 | 39.57 | 40.07 | 39.57 | 39.57 | 39.57 | 39.57 | 39.57 | 39.57 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 34.94 | 34.94 | 35.14 | 34.94 | – | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 30.88 | 30.88 | – | – | – | – | – | – | 30.88 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 51.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.93 | – | – | 49.26 | – | 49.43 | 49.08 | – | 48.93 |
| ดีเซล | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 |
| ดีเซล B20 | 35.69 | 35.69 | 35.69 | 35.69 | – | 35.69 | 35.69 | 35.69 | 35.69 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 51.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







