สาระน่ารู้ประจำวันที่ 29 กันยายน 2569

น้ำท่วมเขย่าอสังหาฯ ทุบซ้ำกำลังซื้อเปราะบาง จ่อแก้โจทย์ใหญ่ ‘เมืองต้องอยู่กับน้ำ’

  • สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบระยะสั้นต่อความเชื่อมั่น และซ้ำเติมกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เปราะบางอยู่แล้ว แต่ปัจจัยหลักที่กระทบตลาดยังเป็นเรื่องรายได้ และหนี้สินครัวเรือน
  • ผู้ซื้อบ้านเริ่มให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ (Climate Risk) มากขึ้น โดยพิจารณาความสามารถในการรับมือน้ำท่วมของโครงการเป็นปัจจัยใหม่ในการตัดสินใจ
  • โจทย์ใหญ่ในอนาคตคือ การออกแบบเมือง และโครงการอสังหาฯ ให้สามารถ “อยู่กับน้ำ” ได้อย่างปลอดภัย ผ่านแนวคิดบ้านทนทานต่อน้ำท่วม (Flood Resilience) และการจัดการน้ำอัจฉริยะ

น้ำท่วม 3-4 วัน อาจยังไม่ใช่แรงกระแทกที่พลิกทิศตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั้งปี แต่กำลังส่งสัญญาณใหม่ให้ดีเวลลอปเปอร์ต้องคิดไกลกว่าราคา และทำเล เมื่อ “Climate Risk” เป็นปัจจัยตัดสินใจซื้อ และโจทย์ใหญ่ของเมืองจากนี้คือ การออกแบบให้คน “อยู่กับน้ำ” ได้อย่างปลอดภัย

ฝนตกหนักเพียงไม่กี่วันทำให้ถนนกลายเป็นคลอง การเดินทางสะดุด รถยนต์จอดนิ่งกลางน้ำ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงชั่วขณะ สำหรับตลาดอสังหาฯ ผลกระทบอาจไม่ได้สะท้อนออกมาเป็นยอดขายที่หายไปทันที แต่กำลังส่งผลต่อ “ความมั่นใจ” ของผู้ซื้อ และทำให้คำถามเดิมอย่าง ทำเลดีไหม ราคาเท่าไร ถูกเติมด้วยคำถามใหม่ว่า ถ้าน้ำมา บ้านหลังนี้รับมือได้แค่ไหน?

สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร มองว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ช่วง 3-4 วันนี้ ส่งผลต่อตลาดในระยะสั้นอย่างชัดเจน ทั้งการเดินทาง การเข้าชมโครงการ และการตัดสินใจซื้อ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นปัจจัยเดียวที่จะเปลี่ยนทิศทางตลาดอสังหาฯ ทั้งปี เพราะโจทย์ของตลาดเวลานี้ไม่ได้มีเพียง “น้ำ” หากยังประกอบด้วยรายได้ของครัวเรือน ภาระหนี้ ความสามารถในการขอสินเชื่อ และกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง

น้ำท่วมเพิ่มแรงกดดันตลาดเปราะบาง

ตลาดที่อยู่อาศัย ไตรมาส 4 มีโอกาสเดินหน้าต่อ แต่ไม่ใช่การฟื้นตัวแบบพร้อมกันทั้งตลาด แต่เป็นการ “ฟื้นตัวแบบเลือก” ทั้งทำเล ประเภทสินค้า ระดับราคา และกลุ่มลูกค้า ข้อมูล REIC ช่วงครึ่งแรกปี 2569 สะท้อนภาพดังกล่าว โดยจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มขึ้น 20.8% มูลค่าเพิ่มขึ้น 7.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

ขณะที่จำนวนหน่วยเปิดขายโครงการใหม่ลดลง 20.9% มูลค่าโครงการลดลง 18.0% สะท้อนว่าตลาดมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ แต่ฝั่งผู้ประกอบการยังระมัดระวังการเปิดโครงการใหม่ จึงยังไม่อาจตีความได้ว่ากำลังซื้อกลับมาแข็งแรงเต็มที่

“ตลาดมีแรงพยุง แต่กำลังซื้อยังเปราะบางจึงอาจเป็นภาพที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์มากกว่าคำว่า ตลาดกลับมาแล้ว”

โดย “น้ำท่วม” เป็นแรงกดดันเพิ่มเติม โดยเฉพาะโครงการในพื้นที่ลุ่ม หรือทำเลที่มีประวัติน้ำท่วมซ้ำซาก ขณะที่โครงการซึ่งมีระบบระบายน้ำดี อยู่ในพื้นที่ความเสี่ยงต่ำ และมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ย่อมได้รับผลกระทบแตกต่างกัน

ติดกับดักรายได้-หนี้ มากกว่าน้ำท่วม

สุนทร ระบุว่า แม้น้ำท่วมทำให้ครัวเรือนชะลอการซื้อบ้าน แต่ปัจจัยหลักที่กำหนดกำลังซื้อยังคงเป็น “รายได้ และความสามารถในการกู้” หากเกิดน้ำท่วม ครัวเรือนอาจต้องนำเงินไปซ่อมแซมบ้าน รถยนต์ หรือทรัพย์สิน ขณะที่ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้แผนซื้อบ้านถูกเลื่อนออกไป อย่างไรก็ตาม ปัญหาเชิงโครงสร้างยังอยู่ที่ภาระหนี้ครัวเรือน DSR และเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน มาตรการลดค่าธรรมเนียมโอน และจดจำนอง รวมถึงการผ่อนคลาย LTV จึงทำหน้าที่เป็นแรงพยุงตลาด แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคทุกกลุ่มจะกลับมามีความสามารถในการกู้ซื้อบ้านได้ทันที

  “ไตรมาส 4 เป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย ผู้ประกอบการต้องบริหารความเสี่ยงอย่างละเอียด ผู้ซื้อเองมีแนวโน้มใช้เวลาตัดสินใจมากขึ้น”

จากทำเลดีสู่ ทำเลเสี่ยงน้ำแค่ไหน

สิ่งที่น่าสนใจกว่าผลกระทบระยะสั้นคือ น้ำท่วมกำลังเปลี่ยนวิธีคิดของผู้ซื้อบ้าน ในอดีต ปัจจัยหลักที่ใช้เลือกบ้านมักเป็นราคา การเดินทาง โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า และสิ่งอำนวยความสะดวก แต่เมื่อสภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นถี่ขึ้น คำว่า Climate Risk เข้ามาอยู่ในสมการซื้อที่อยู่อาศัย 

ผู้ซื้ออาจต้องการรู้ว่า โครงการเคยน้ำท่วมหรือไม่ ระดับถนน และระดับบ้านสูงเพียงใด ระบบระบายน้ำรองรับฝนหนักได้แค่ไหน มีพื้นที่กักเก็บน้ำหรือไม่ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ระบบไฟฟ้า และการสื่อสารยังทำงานได้หรือไม่ ทำให้ความสามารถในการรับมือกับสภาพอากาศ หรือ Climate Resilience เป็นคุณสมบัติสำคัญของโครงการในอนาคต

Flood Resilience มาตรฐานบ้านยุคต่อไป

วงการอสังหาฯ ควรพัฒนาแนวคิด “Flood Resilience Standard” สำหรับโครงการจัดสรรยุคใหม่ เพื่อยกระดับจากการสร้างบ้านที่สวย และตอบโจทย์การใช้ชีวิต ไปสู่บ้านที่รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศได้ องค์ประกอบอาจครอบคลุมตั้งแต่สัดส่วนพื้นที่ซึมน้ำ พื้นที่หน่วงน้ำ การกำหนดระดับพื้นบ้าน และถนน ระบบระบายน้ำ และสูบน้ำ ระบบสำรองไฟฟ้า ไปจนถึง Sensor และ Early Warning สำหรับตรวจวัดระดับน้ำ และปริมาณฝน พื้นที่สีเขียวเองก็ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงองค์ประกอบเพื่อความสวยงาม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการน้ำได้

“แนวคิดนี้ต่อยอดจาก Green DNA, Green Building, Smart Home และ Smart Building ไปสู่ Climate-Resilient Housing หรือที่อยู่อาศัยที่ออกแบบให้สามารถรับมือ และฟื้นตัวจากภัยธรรมชาติได้ดีขึ้น”

สวนหมู่บ้าน “แก้มลิง” ขนาดเล็ก

 ในระดับโครงการ แนวคิดการจัดการน้ำเริ่มได้ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่ สวนสาธารณะภายในหมู่บ้านทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำชั่วคราว ขณะที่ Rain Garden พื้นที่สีเขียวที่ต่ำกว่าพื้นที่โดยรอบเล็กน้อย บ่อหน่วงน้ำใต้ดิน และพื้นผิวแบบ Permeable Pavement ช่วยชะลอน้ำก่อนเข้าสู่ระบบระบายน้ำของเมือง 

หัวใจสำคัญคือ การกระจายภาระ ไม่ใช่รอให้ระบบระบายน้ำของเมืองรับน้ำทั้งหมดในเวลาเดียวกัน ในระดับครัวเรือนเอง การลดการเปลี่ยนพื้นที่ Softscape เช่น สนามหญ้า และพื้นที่ดินให้กลายเป็น Hardscape อย่างคอนกรีตหรือกระเบื้องทั้งหมด ก็เป็นอีกทางหนึ่งในการเพิ่มพื้นที่ซึมน้ำ แนวคิดจึงเปลี่ยนจาก “รีบระบายน้ำออก” เป็น “เก็บ-ชะลอ-ซึม-ระบาย” อย่างเป็นระบบ

 “ความเสี่ยงน้ำ” ควบคู่ศักยภาพทำเล

โจทย์นี้ไม่ได้จบอยู่ที่รั้วโครงการ เพราะเมื่อเมืองขยายตัว ความเสี่ยงจากน้ำก็เชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ พื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม และความเสี่ยงต่ำ อาจรองรับความหนาแน่นได้มากกว่า ขณะที่พื้นที่ลุ่ม พื้นที่รับน้ำ หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง จำเป็นต้องกำหนดรูปแบบ และระดับการพัฒนาให้สอดคล้องกับข้อจำกัดของพื้นที่

ดังนั้น “Flood Risk Map” จึงควรเป็นข้อมูลสำคัญในการวางทิศทางเมือง ไม่ต่างจากข้อมูลระบบคมนาคม และสาธารณูปโภค เมืองไม่จำเป็นต้องหยุดพัฒนา แต่ต้องพัฒนาให้ถูกที่ ถูกประเภท และถูกความเสี่ยง

จาก Smart City สู่ Smart Water

อีกโจทย์สำคัญคือ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการน้ำแนวคิด Smart City ในอนาคตอาจไม่ได้หมายถึงเพียง Smart Traffic หรือระบบขนส่งอัจฉริยะ แต่ต้องมี Smart Drainage และ Early Warning เป็นองค์ประกอบสำคัญ 

Sensor ใช้ตรวจวัดระดับน้ำ ปริมาณฝน และสถานะคลองหรือท่อระบายน้ำแบบเรียลไทม์ ก่อนเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ศูนย์กลางเพื่อบริหารประตูระบายน้ำ และเครื่องสูบน้ำ ขณะเดียวกัน ระบบเตือนภัยล่วงหน้าจะช่วยเพิ่มเวลาสำหรับประชาชนในการย้ายรถ ป้องกันทรัพย์สิน หรือเตรียมอพยพหากสถานการณ์รุนแรง เพราะเทคโนโลยีจะมีความหมายก็ต่อเมื่อข้อมูลสามารถเปลี่ยนเป็น “การตัดสินใจที่ทันเวลา”

 กรุงเทพฯ บริหารน้ำตั้งแต่ต้นทางถึงทะเล

ในระยะยาว การแก้ปัญหาน้ำของกรุงเทพฯ และภาคกลางจำเป็นต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่น้ำเหนือ น้ำฝน แม่น้ำเจ้าพระยา น้ำทะเลหนุน การทรุดตัวของพื้นที่ ไปจนถึงการกัดเซาะชายฝั่ง และบริเวณปากแม่น้ำ ตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น Maeslantkering ของเนเธอร์แลนด์ หรือระบบ MOSE ของเวนิส สะท้อนแนวคิดการใช้โครงสร้างขนาดใหญ่เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากน้ำในช่วงเวลาจำเป็น

“สิ่งที่ไทยควรศึกษาไม่จำเป็นต้องสร้างระบบเดียวกัน แต่อยู่ใต้หลักคิดว่า เมืองออกแบบโครงสร้างป้องกันน้ำที่ทำงานเมื่อมีความเสี่ยง และลดผลกระทบต่อวิถีชีวิตในช่วงเวลาปกติได้อย่างไร การฟื้นฟูชายฝั่ง และการจัดการตะกอน โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จำเป็นต้องมองทั้งระบบ ทั้งกระแสน้ำ ระบบนิเวศ การเดินเรือ การตกตะกอน และการกัดเซาะ ไม่ใช่แก้เฉพาะจุดเมื่อเกิดปัญหาแล้ว”

 ลุ้นไตรมาส 4 กำลังซื้อยังเป็นตัวแปรหลัก

อิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้า กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ออกแบบ และก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลครั้งนี้ คาดใช้เวลาไม่นาน และรุนแรงไม่เท่ามหาอุทกภัยปี 2554 

“ผลกระทบต่อภาคอสังหาฯ ยังอยู่ในวงจำกัด น้ำท่วมปี 2554 มีลักษณะน้ำบ่าเข้าท่วมเป็นวงกว้างจนกระทบโครงการอสังหาฯ จำนวนมาก แต่ครั้งนี้เป็นการท่วมแบบจำกัดพื้นที่ โดยเฉพาะโซนกรุงเทพฯ และปริมณฑลฝั่งตะวันออก ส่วนพื้นที่ฝั่งธนบุรี และสมุทรสาครไม่ได้รับผลกระทบ”

สำหรับผลกระทบต่อตลาดอสังหาฯ ไตรมาส 4 ประเมินว่าไม่รุนแรงมากนัก ปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อทิศทางตลาดมากกว่าสถานการณ์น้ำท่วมคือ กำลังซื้อผู้บริโภค และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม โดยไตรมาส 3 เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้น ทั้งยอดขาย การโอน และอัตราดูดซับ ขณะที่ผลกระทบจากน้ำท่วมเกิดขึ้นรายทำเล และรายโครงการมากกว่ากระทบตลาดในภาพรวม

อย่างไรก็ดี “น้ำท่วม” ไม่ได้หมายความว่าราคาที่ดิน และราคาบ้านจะปรับตัวลดลงโดยอัตโนมัติ ปัจจัยที่ทำให้ราคาชะลอตัวหรือลดลงยังมีความเชื่อมโยงกับภาวะเศรษฐกิจ และกำลังซื้อเป็นสำคัญ ซึ่งพื้นที่หาดใหญ่ และสงขลา อาจใช้เป็นกรณีศึกษาเพื่อพิจารณาผลกระทบจากน้ำท่วมต่ออสังหาฯ แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่าทุกพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมจะต้องเผชิญกับราคาที่ดิน และบ้านที่ลดลงในลักษณะเดียวกัน

“Compact City” รับระบบระบายน้ำ

อีกประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ แนวคิดการพัฒนาเมืองแบบ Compact City หรือ การเพิ่มความหนาแน่นของเมือง ซึ่งหลายประเทศนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้โครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม กรุงเทพฯ มีบริบทด้านระบบระบายน้ำแตกต่างจากหลายเมือง แม้ระบบไฟฟ้า และประปาจะรองรับความหนาแน่นที่เพิ่มขึ้นได้ แต่ระบบระบายน้ำอาจมีข้อจำกัด หากพื้นที่เมืองมีความหนาแน่นสูงขึ้น ขณะที่พื้นที่รองรับ และซึมน้ำลดลง

 “การเพิ่มความหนาแน่นของเมืองต้องพิจารณาควบคู่กับศักยภาพของระบบระบายน้ำ ไม่เช่นนั้นการขยายตัวของเมืองอาจเพิ่มภาระให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมากขึ้น”

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้จึงอาจกระทบตลาดในลักษณะ “เฉพาะพื้นที่” มากกว่าเป็นแรงกระแทกต่อตลาดอสังหาฯ ทั้งระบบ ขณะที่โจทย์ระยะยาวยังอยู่ที่การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานให้สอดรับทิศทางการเติบโต และความหนาแน่นของกรุงเทพฯ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ตลาดอสังหาฯ เหนือเข้าสู่ยุคปรับสมดุลสต็อก เชียงใหม่คอนโดฟื้นแรงโต 50%

  • ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ภาคเหนือเข้าสู่ยุค “บริหารจัดการสต็อก” โดยผู้ประกอบการชะลอการเปิดโครงการใหม่เพื่อเน้นระบายยูนิตคงค้าง
  • ตลาดคอนโดมิเนียมในเชียงใหม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยยอดโอนกรรมสิทธิ์หน่วยใหม่ช่วงครึ่งปีแรกเติบโตเกือบ 50% จากกำลังซื้อของชาวต่างชาติและผู้ที่ต้องการอาศัยในเมือง
  • ขณะที่ตลาดบ้านแนวราบและพูลวิลล่าในเชียงใหม่ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีอุปทานสะสมในระดับสูงสวนทางกับยอดขายที่ลดลง
  • แม้ตลาดจะเริ่มฟื้นตัว แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่สูงและมาตรฐานสินเชื่อที่เข้มงวด ทำให้การดูดซับอุปทานโดยรวมยังต้องใช้เวลา

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) เปิดเผยสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่ภาคเหนือ 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พิษณุโลก และนครสวรรค์ ช่วงครึ่งแรกปี 2569 พบว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากการขยายตัวสู่การบริหารจัดการสต็อก โดยผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนอุปทานที่มีอยู่ให้เป็นกระแสเงินสดมากขึ้น

ดร.มานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดที่อยู่อาศัยภาคเหนือกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ “ยุคการบริหารจัดการสต็อก” สะท้อนจากโครงการเปิดใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปีลดลงประมาณ 9% แสดงถึงความระมัดระวังของผู้ประกอบการ หลังตลาดผ่านจุดต่ำสุดและเริ่มทยอยฟื้นตัว โดยมีมาตรการภาครัฐเข้ามาช่วยพยุงตลาด

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกดดันสำคัญยังมาจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังเข้มงวด ทำให้การดูดซับอุปทานสะสมยังต้องใช้เวลา แม้ยอดขายในบางพื้นที่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนขึ้น

เชียงใหม่คอนโดฟื้น แต่บ้านชานเมืองสต็อกสูง

สำหรับเชียงใหม่ ซึ่งเป็นตลาดหลักของภาคเหนือ แม้ช่วงครึ่งแรกปี 2569 ยอดขายใหม่เริ่มสูงกว่าจำนวนเปิดโครงการใหม่และทำให้สต็อกลดลงบางส่วน แต่ระดับอุปทานสะสมยังอยู่ในระดับสูง โดย REIC ประเมินว่าต้องใช้เวลาประมาณ 4 ปีเศษในการระบายอุปทานคงเหลือทั้งหมด

ขณะที่ตลาดอาคารชุดมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยยอดโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดใหม่เพิ่มขึ้นเกือบ 50% ในเชิงจำนวนหน่วย และเกือบ 80% ในเชิงมูลค่า ได้แรงหนุนจากความต้องการของชาวต่างชาติและกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการใช้ชีวิตในเมือง

ตรงกันข้ามกับตลาดบ้านแนวราบและพูลวิลล่าระดับบนที่ยังต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากมีอุปทานใหม่เพิ่มขึ้นมาก ขณะที่ยอดขายลดลง ส่งผลให้สต็อกสะสมอยู่ในระดับสูง ผู้ประกอบการจึงต้องเน้นการบริหารสินค้าที่มีอยู่มากกว่าการเร่งเปิดโครงการใหม่

REIC มองว่าเชียงใหม่กำลังขยายตัวในรูปแบบ Network City หรือเมืองหลายศูนย์กลาง กระจายตัวไปยังพื้นที่รอบนอก เช่น สันทราย สันกำแพง และหางดง ซึ่งเริ่มเกิดย่านที่อยู่อาศัยใหม่ที่มีบริการรองรับ ขณะที่เชียงใหม่รอบนอกและลำพูนยังมีโอกาสเติบโตตามทิศทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

สิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จากผลสำรวจภาคสนาม จังหวัดเชียงใหม่มีอุปทานที่อยู่อาศัยรวม 12,715 หน่วย เพิ่มขึ้น 12.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 60,091 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.3% ขณะที่ New Supply เพิ่มขึ้น 189.4% และ New Sales เพิ่มขึ้น 18.5% คิดเป็นมูลค่า 5,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.4%

ในจำนวนนี้ ยอดขายอาคารชุดเพิ่มขึ้น 49.4% และบ้านจัดสรรเพิ่มขึ้น 9.0% ขณะที่ Remaining Supply อยู่ที่ 11,353 หน่วย เพิ่มขึ้น 12.0% มีอัตราดูดซับเฉลี่ย 1.8% ต่อเดือน และคาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 50 เดือน แบ่งเป็นอาคารชุด 39 เดือน และบ้านจัดสรร 55 เดือน

สิทธิเพ็ญระบุว่า ทำเลเด่นของเชียงใหม่ ได้แก่ อาคารชุดโซนในเมืองเชียงใหม่และสุเทพ-แม่เหียะ ซึ่งมียอดขาย New Supply รวม 500 หน่วย ส่วนบ้านจัดสรรโซนสันทรายมียอดขายเพิ่มขึ้น 62.4% มีอัตราดูดซับ 2.3% ต่อเดือน และคาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 38 เดือน

ขณะที่พื้นที่พึงระวัง ได้แก่ บ้านจัดสรรโซนในเมืองเชียงใหม่และโซนมหาวิทยาลัยพายัพ ซึ่งมีสต็อกสะสมสูง โดยคาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 163–380 เดือน

เชียงรายเปิดใหม่ลด 43% สต็อกยังใช้เวลาระบาย 8 ปี

สำหรับจังหวัดเชียงราย คุณสิทธิเพ็ญระบุว่า มี Total Supply 3,020 หน่วย เพิ่มขึ้น 8.6% จากปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 11,772 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% โดยผู้ประกอบการชะลอการเปิดโครงการใหม่ ทำให้ New Supply ลดลง 43.3% เหลือเพียง 68 หน่วย และทั้งหมดเป็นบ้านจัดสรร

ด้าน New Sales เพิ่มขึ้น 22.9% ส่วนใหญ่เป็นการขายบ้านจัดสรร ขณะที่ Remaining Supply เพิ่มขึ้น 7.8% อยู่ที่ 2,843 หน่วย มีอัตราดูดซับเฉลี่ย 1.0% ต่อเดือน และคาดว่าจะใช้เวลาระบายสต็อกประมาณ 96 เดือน

ทำเลเด่น ได้แก่ บ้านจัดสรรโซนในเมืองเชียงราย ซึ่งมียอดขาย New Sales 87 หน่วย และโซนแม่สายที่มีอัตราดูดซับเพิ่มขึ้นเป็น 2.3% ต่อเดือน คาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 37 เดือน ส่วนพื้นที่พึงระวังคือโซนสนามบิน-มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง แม้มียอดขายสม่ำเสมอ แต่มีสต็อกเหลือขายสูง ทำให้อัตราดูดซับอยู่ที่ 0.8% และคาดว่าจะใช้เวลาระบายประมาณ 120 เดือน

พิษณุโลกยอดขายพุ่ง 61% แต่สต็อกยังสูง

สำหรับจังหวัดพิษณุโลก คุณสิทธิเพ็ญระบุว่า มี Total Supply 3,577 หน่วย เพิ่มขึ้น 8.7% จากปีก่อน มูลค่า 14,592 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.1% ขณะที่ New Supply ลดลงถึง 91.4% สะท้อนการชะลอเปิดโครงการของผู้ประกอบการ

อย่างไรก็ตาม New Sales เพิ่มขึ้น 61.4% จากปีก่อน ส่งผลให้อัตราดูดซับเฉลี่ยขยับขึ้นเป็น 1.2% ต่อเดือน และคาดว่าจะใช้เวลาระบายสต็อก 78 เดือน จากเดิม 119 เดือน แม้ Remaining Supply ยังคงเพิ่มขึ้น 6.0%

ทำเลในเมืองพิษณุโลกเป็นพื้นที่ที่มียอดขายโดดเด่น โดยบ้านจัดสรรมีจำนวนขายเพิ่มขึ้น 405.9% อยู่ที่ 86 หน่วย มีอัตราดูดซับ 3.8% ต่อเดือน และคาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 20 เดือน

ส่วนพื้นที่ที่ต้องจับตา ได้แก่ บ้านจัดสรรโซนบึงพระ และโซนมหาวิทยาลัยนเรศวร-ท่าทอง ซึ่งมีอัตราดูดซับเพียง 0.2-0.3% ต่อเดือน ทำให้ต้องใช้เวลาระบายสต็อกยาวนานถึง 367-452 เดือน

นครสวรรค์หดตัว ไร้โครงการเปิดใหม่

ด้านจังหวัดนครสวรรค์ สิทธิเพ็ญยังระบุว่า มี Total Supply รวม 1,347 หน่วย ลดลง 22.6% จากปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 6,858 ล้านบาท โดยช่วงสำรวจไม่มี New Supply ขณะที่ New Sales ลดลง 77.0% จากปีก่อน สะท้อนกำลังซื้อในพื้นที่ที่ยังไม่ฟื้นตัว

Remaining Supply ลดลง 2.5% เหลือ 1,239 หน่วย อัตราดูดซับเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 1.3% ต่อเดือน และคาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 69 เดือน

ทำเลที่มียอดขายดีที่สุดคือบ้านจัดสรรโซนท่าทอง ขณะที่พื้นที่พึงระวังคือบ้านจัดสรรโซนดรีมแลนด์ ซึ่งมียอดขายชะลอตัวลง 86.2% ส่งผลให้อัตราดูดซับอยู่ที่เพียง 0.7% และคาดว่าจะใช้เวลาระบายสต็อกประมาณ 139 เดือน

ลำพูนสต็อกลด อัตราดูดซับสูง

ส่วนจังหวัดลำพูน สิทธิเพ็ญเปิดเผยว่า มี Total Supply 979 หน่วย ลดลง 17.7% จากปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 2,550 ล้านบาท โดย New Supply ลดลง 73.0% และ New Sales ลดลง 22.4%

ขณะที่ Remaining Supply ลดลง 16.5% เหลือ 795 หน่วย ภาพรวมตลาดมีอัตราดูดซับเฉลี่ย 3.1% ต่อเดือน และคาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 26 เดือน

ทำเลเด่นคือโซนนิคมอุตสาหกรรมลำพูน-บ้านม้า ซึ่งมีอัตราดูดซับสูงถึง 4.0% ต่อเดือน และคาดว่าจะใช้เวลาระบายสต็อกประมาณ 19 เดือน

บ้าน 2-3 ล้านยังมีดีมานด์ แต่ติดสินเชื่อ

ในภาพรวม ดร.มานะกล่าวว่า กลุ่มบ้านราคา 2-3 ล้านบาทยังเป็นตลาดที่ผู้ซื้อมีความต้องการ แต่ข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่มาตรฐานสินเชื่อที่เข้มงวด ผู้ประกอบการจึงควรสร้างความร่วมมือกับธนาคารในการคัดกรองลูกค้าและทำ Pre-approval ตั้งแต่ต้นทาง ก่อนรับจองหรือพัฒนาสินค้าในระดับราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อ

นอกจากนี้ ตลาดบ้านมือสองมีการเติบโตสูงกว่าบ้านใหม่ประมาณ 4 เท่า เนื่องจากระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ทำให้บ้านมือสองเป็นทางเลือกสำคัญของผู้บริโภค และเป็นปัจจัยที่ผู้พัฒนาบ้านใหม่ต้องนำมาพิจารณาในการกำหนดสินค้าและกลยุทธ์การขาย

ดร.มานะยังกล่าวว่า แม้ตลาดที่อยู่อาศัยภาคเหนือกำลังทยอยฟื้นตัว แต่ผู้ประกอบการยังต้องแข่งขันกับตลาดบ้านมือสองที่ผู้บริโภคให้ความสนใจจากปัจจัยด้านความคุ้มค่าและระดับราคา โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กจำเป็นต้องมุ่งสร้างมูลค่าและชูความคุ้มค่าของโครงการใหม่ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในช่วงที่ตลาดอยู่ระหว่างการปรับสมดุล

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 29 ก.ย.69 ‘อ่อนค่า’ ตะวันออกกลางยังไม่แน่นอน

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าอ่อนค่าลงที่ระดับ 33.46 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 33.34 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทคือความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
  • นักวิเคราะห์ประเมินกรอบเงินบาทในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 33.00-33.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง
  • ปัจจัยที่ต้องจับตาเพิ่มเติมคือทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.46 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  33.34 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.00-33.85 บาทต่อดอลลาร์ และประเมิน กรอบเงินบาทวันนี้ 33.35-33.60 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวน แต่โดยรวมอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.30-33.47 บาทต่อดอลลาร์) หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ตามท่าทีของประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ที่ปฎิเสธเงื่อนไขการเจรจาหยุดยิงและเปิดช่องแคบ Hormuz ของฝั่งอิหร่าน ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อทั้ง ราคาทองคำ (XAUUSD) และเงินบาท พร้อมกับหนุนการทยอยรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ (ซึ่งได้อานิสงส์จากการกลับมาอ่อนค่าลงบ้างของเงินเยนญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน) โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย 

เงินดอลลาร์ยังคงเคลื่อนไหวตามมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ที่จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ทั้งนี้ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เสี่ยงผันผวนสูงและอาจมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างระมัดระวังต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ช่วยชะลอโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ ในส่วนของค่าเงินบาท

เราประเมินว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และโซน 33.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ตราบใดที่ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง/ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ ควรจับตา ทิศทางราคาทองคำ และฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ รวมถึง การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่นที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินบาทได้เช่นกัน 

สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด กอปรกับถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ที่ส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้

จับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ และรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก

แนวโน้มค่าเงินบาท 

เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) ยังมีกำลังอยู่ เปิดความเสี่ยงเงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และโซนแนวต้านถัดไป 33.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยหากเราประเมินจากสถิติการเคลื่อนไหวของเงินบาทหลังรับรู้บรรดาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในสัปดาห์นี้ พบว่า กรอบการเคลื่อนไหวระดับ +/- 1 SD ของเงินบาท อาจกว้างถึง 32.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ทว่าในเบื้องต้นเรามองว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าไปมากนัก ตามโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ช่วงปลายเดือน ส่วนในฝั่งอ่อนค่า บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ แถวโซนแนวต้านอยู่ 

สถานการณ์ตะวันออกกลาง ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางเงินบาทได้ ผ่านการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยบรรดาธนาคารกลางหลัก และยังส่งผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจไทย ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ดังนั้น ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง

ในระยะสั้น เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงต่อได้ หากผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนตุลาคมนี้ ซึ่งขึ้นกับ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ PCE รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงาน ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจชะลอลงบ้าง หากผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทั้งนี้ เงินบาทยังคงมีโซนแนวรับ 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.85 บาทต่อดอลลาร์) 

อนึ่ง ควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เคลื่อนไหวผันผวนสูงพอควรในช่วงที่ผ่านมา และมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเป็นระยะๆ ช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้เงินบาทไม่ได้อ่อนค่าลงต่อเนื่องไปมาก นอกจากนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงต้องติดตาม การเคลื่อนไหวของราคาทองคำที่ส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้พอสมควรเช่นกัน 

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

▪    ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ พอสมควร ทั้งในส่วนข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนสิงหาคม ที่อาจเห็นการปรับลดลงของข้อมูลในช่วงก่อนหน้าราว 0.15-0.20pct หลังทางการสหรัฐฯ ได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณราคาสินค้าและบริการในบางหมวด โดยเฉพาะ Portfolio Management and Investment Advice, Computer Software and Accessories และ Legal Services รวมถึงข้อมูลที่จะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมการผลิต (ISM Manufacturing PMI) และข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ในเดือนกันยายน เป็นต้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ที่ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า FED มีโอกาสราว 48% จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปี 2027 นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยมีทั้งกระแสข่าวที่ทั้งฝั่งอิหร่านกับสหรัฐฯ ยังมีความพยายามในการเจรจาหยุดยิง รวมถึงกระแสข่าวการโจมตีเป้าหมายในพื้นที่ตะวันออกกลางจากฝั่งอิหร่านและพันธมิตร Axis of Resistance อย่าง กลุ่ม Houthi 

▪    ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ ECB และ BOE โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ECB และ BOE อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ พร้อมกับเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2-3 ครั้ง ในปีหน้า (โดยเฉพาะ BOE หลัง ECB ได้ทยอยขึ้นดอกเบี้ยมาบ้างแล้ว) ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจอังกฤษในไตรมาสที่ 2 พร้อมรอติดตาม ผลสำรวจภาคธุรกิจ (Decision Maker Panel survey) โดยเฉพาะในส่วนของการประเมินแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า สำหรับฝั่งยูโรโซน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนกันยายน ที่จะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินของ ECB ได้   

▪    ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนกันยายน ทั้งในส่วนของข้อมูลดัชนี PMI ที่สำรวจโดยทางการจีน ซึ่งจะเน้นภาคธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ และรัฐวิสหากิจของจีน รวมถึง ดัชนี RatingDog PMI ที่จะเน้นภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง เป็นหลัก ส่วนทางฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลสำรวจภาคธุรกิจ โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ Tankan Survey) ประจำไตรมาสที่ 3 รวมถึง รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่น และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปีนี้ และเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2-3 ครั้ง ในปีหน้า ทางฝั่งธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) นั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า RBA อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย +25bps สู่ระดับ 4.60% หลังอัตราเงินเฟ้อของออสเตรเลียยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจออสเตรเลียยังพอรองรับการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยก่อนหน้าและการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ หลังเศรษฐกิจออสเตรเลียได้รับอานิสงส์จากทั้ง AI & Green Boom และการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน 

▪    ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม เดือนกันยายน และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนสิงหาคม พร้อมรอติดตาม ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) เดือนกันยายน โดยข้อมูลดังกล่าวอาจสะท้อนผลของ AI Boom ต่อภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจของไทยที่ไม่ทั่วถึง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ไทย ซีคอม เปิด Smart Security Premium รุกตลาดธุรกิจ-บ้าน รับโลกไม่แน่นอน

  • ไทย ซีคอม เปิดตัวบริการใหม่ “Smart Security Premium” สำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจและบ้านพักอาศัย เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในปัจจุบัน
  • ชูแนวคิดการรักษาความปลอดภัยเชิงรุก โดยยกระดับบริการด้วย 3 เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ การตรวจสอบผ่านวิดีโอบนคลาวด์, การตอบสนองเหตุฉุกเฉินทั่วประเทศ และการดูแลระบบครบวงจร
  • เจาะกลุ่มลูกค้าตั้งแต่ธุรกิจ SME ร้านค้า ไปจนถึงบ้านพักอาศัยยุคใหม่ เพื่อสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจและเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิต

นายเอกรัฐ วิภาณุรัตน์ กรรมการ บริษัท รักษาความปลอดภัย ไทยซีคอม จำกัด หรือ ไทย ซีคอม เปิดเผยว่า โลกในปัจจุบันเผชิญความไม่แน่นอนในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการใช้ชีวิตที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ส่งผลให้แนวคิดและพฤติกรรมการบริโภคด้านความปลอดภัยเปลี่ยนจากการเฝ้าระวังแบบตั้งรับ ไปสู่การเตรียมพร้อมเชิงรุกก่อนเกิดเหตุ เพื่อสร้างความมั่นคงและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) รวมถึงการคุ้มครองภาคครัวเรือน

“เราเชื่อว่าความปลอดภัยที่แท้จริงไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว แต่เริ่มต้นจากการเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ ไทย ซีคอม มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจและผู้บริโภคไทยสามารถดำเนินชีวิตและขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างมั่นใจ ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน” นายเอกรัฐ กล่าว

เปิด 2 โซลูชัน Smart Security Premium

เพื่อรองรับแนวโน้มดังกล่าว ไทย ซีคอม เปิดตัวระบบรักษาความปลอดภัย SECOM Smart Security Premium สำหรับภาคธุรกิจ (B2B) และ ไทย ซีคอม Smart Security Premium Home สำหรับบ้านพักอาศัย (B2C) โดยเป็นการยกระดับจากแพ็กเกจมาตรฐานเดิม เพื่อให้บริการรักษาความปลอดภัยที่เข้าถึงง่าย ยืดหยุ่น และครอบคลุมมากขึ้น

บริการใหม่ประกอบด้วย 3 เทคโนโลยีและบริการหลัก ได้แก่ Cloud-based Video Verification, Nationwide Emergency Response และ Seamless Premium Protection ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบเหตุการณ์ การรับมือเหตุฉุกเฉิน และการดูแลระบบรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจร

Cloud Video ตรวจสอบเหตุการณ์ผ่านแอปแบบเรียลไทม์

Cloud-based Video Verification เชื่อมโยงสัญญาณเตือนภัยเข้ากับระบบ Cloud Video ทำให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบภาพเหตุการณ์ผ่านแอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์เมื่อเกิดสัญญาณเตือน ขณะที่ศูนย์ควบคุม SECOM  (Control Center) สามารถใช้ภาพเหตุการณ์ที่ได้รับประกอบการตรวจสอบสถานการณ์และประสานงานได้รวดเร็วขึ้น

ทั้งนี้ การเข้าถึงภาพวิดีโอจะดำเนินการได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกค้า และเป็นไปตามเงื่อนไขการให้บริการที่ตกลงกันไว้

ศูนย์บริการกว่า 50 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉินทั่วประเทศ

สำหรับ Nationwide Emergency Response ไทย ซีคอม ระบุว่า มีเครือข่ายศูนย์บริการครอบคลุมกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ พร้อมจัดส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ หลังจากศูนย์ควบคุม SECOM Control Center ซึ่งให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ประเมินสถานการณ์แล้ว

บริการดังกล่าวช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือเหตุฉุกเฉินจากระบบรักษาความปลอดภัยทั่วไปที่ผู้ใช้งานต้องดำเนินการด้วยตัวเอง โดยมีศูนย์ควบคุมและเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยประสานการรับมือเหตุการณ์

รวมระบบรักษาความปลอดภัยและบริการไว้ในแพ็กเกจเดียว

ด้าน Seamless Premium Protection เป็นบริการรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจร ครอบคลุมการบำรุงรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญ บริการช่วยเหลือทางเทคนิค และโปรแกรมความคุ้มครอง ภายใต้ผู้ให้บริการรายเดียว เพื่อให้การดูแลระบบมีความต่อเนื่องในระยะยาว ทั้งสำหรับองค์กรธุรกิจและบ้านพักอาศัย

สำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจ ระบบยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ทำให้สามารถเฝ้าระวังทั้งเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยและอัคคีภัยผ่านแพลตฟอร์มเดียว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพื้นที่

ส่วนลูกค้าบ้านพักอาศัย Smart Security Premium Home เป็นระบบรักษาความปลอดภัยแบบไร้สาย ติดตั้งง่ายและยืดหยุ่น สามารถผสานเข้ากับการใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่กระทบต่อโครงสร้างหรือการตกแต่งภายในบ้าน

เจาะตั้งแต่ SME ร้านค้า อาคารสำนักงานถึงบ้านยุคใหม่

ไทย ซีคอม ระบุว่า โซลูชันดังกล่าวรองรับการใช้งานตั้งแต่ร้านค้าปลีก ธุรกิจ SME อาคารสำนักงาน องค์กรที่มีหลายสาขา ไปจนถึงที่พักอาศัยยุคใหม่ โดยมุ่งเพิ่มระดับความปลอดภัย พร้อมสนับสนุนความต่อเนื่องทางธุรกิจให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง และเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตของครัวเรือน

การขยายบริการครอบคลุมทั้งลูกค้าธุรกิจและบ้านพักอาศัยครั้งนี้ ไทย ซีคอมมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับบริการรักษาความปลอดภัยเข้าสู่ยุคดิจิทัล และสนับสนุนการพัฒนา Smart Safety Society หรือสังคมปลอดภัยอัจฉริยะที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี ระบบรักษาความปลอดภัย และการให้บริการเข้าด้วยกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


หลักการใช้ Conjunction ภาษาอังกฤษ เชื่อมประโยคให้โปรเหมือนเนทีฟสปีคเกอร์ 

Coordinating Conjunctions (ตัวเชื่อมประโยคที่น้ำหนักเท่ากัน) 

กลุ่มนี้เป็น Conjunction ที่เจอบ่อยที่สุด ใช้เชื่อมประโยคหรือกลุ่มคำที่มีความสำคัญระดับเดียวกัน เช่น ประโยคสมบูรณ์เชื่อมกับประโยคสมบูรณ์ มีเทคนิคการจำง่ายๆ คือ FANBOYS 

  • F – For (เพราะว่า): ใช้บอกเหตุผล 
  • A – And (และ): ใช้เชื่อมข้อมูลที่คล้อยตามกัน 
  • N – Nor (และไม่): ใช้เชื่อมประโยคปฏิเสธสองประโยค 
  • B – But (แต่): ใช้เชื่อมประโยคที่ขัดแย้งกัน 
  • O – Or (หรือ): ใช้เสนอทางเลือก 
  • Y – Yet (แต่กระนั้น): ใช้แสดงความขัดแย้ง (คล้าย But แต่มักใช้ในบริบทที่น่าประหลาดใจกว่า) 
  • S – So (ดังนั้น): ใช้บอกผลลัพธ์ 

ตัวอย่างการใช้ในการทำงาน: 

  • We analyzed the GA4 data, but we still need to review the Search Console report. (เราวิเคราะห์ข้อมูล GA4 แล้ว แต่เรายังต้องตรวจดูรีพอร์ต Search Console ด้วย) 
  • The budget is fully approved, so we can start the campaign next Monday. (งบประมาณได้รับการอนุมัติทั้งหมดแล้ว ดังนั้นเราจึงเริ่มแคมเปญได้ในวันจันทร์หน้า) 

Subordinating Conjunctions (ตัวเชื่อมประโยคหลักและประโยคย่อย) 

ใช้เชื่อมประโยคหลัก เข้ากับประโยคย่อย ที่ไม่สามารถอยู่เดี่ยวๆ ได้ กลุ่มนี้มีความสำคัญมากในการอธิบายเหตุผลหรือเงื่อนไขทางธุรกิจ คำที่พบบ่อยได้แก่ Because, Since, Although, Even though, If, Unless, While 

ตัวอย่างการใช้ในการทำงาน: 

  • Although the deadline is tight, the marketing team will manage to deliver the assets. (แม้ว่ากำหนดส่งงานจะกระชั้นชิด แต่ทีมการตลาดก็จะจัดการส่งมอบชิ้นงานได้) 
  • We cannot launch the new landing page unless the QA testing is 100% completed. (เราไม่สามารถเปิดตัวหน้าแลนดิ้งเพจใหม่ได้ เว้นแต่ว่าการทดสอบ QA จะเสร็จสมบูรณ์ 100%) 

Correlative Conjunctions (ตัวเชื่อมที่มาเป็นคู่) 

ตัวเชื่อมประเภทนี้ต้องใช้คู่กันเสมอ ห้ามแยกจากกัน ใช้เพื่อเน้นย้ำความสัมพันธ์ของข้อมูลสองชุดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คำที่พบบ่อยในที่ทำงาน ได้แก่ Either…or (ไม่…ก็…), Neither…nor (ไม่ทั้งสองอย่าง), Not only…but also (ไม่เพียงแต่…แต่อีกด้วย), Both…and (ทั้ง…และ…) 

ตัวอย่างการใช้ในการทำงาน: 

  • This SEO strategy is not only cost-effective but also highly engaging for our target audience. (กลยุทธ์ SEO นี้ไม่เพียงแต่คุ้มค่าใช้จ่าย แต่ยังดึงดูดกลุ่มเป้าหมายของเราได้อย่างมากอีกด้วย) 
  • We can either increase the ad spend or optimize the current keywords. (เราสามารถเลือกได้ว่าจะเพิ่มงบโฆษณา หรือ ปรับปรุงคีย์เวิร์ดที่มีอยู่ปัจจุบัน) 

ข้อควรระวังในการใช้ Conjunction เขียนอีเมลธุรกิจ 

หลีกเลี่ยงการขึ้นต้นประโยคทางการด้วย And, But, หรือ So หากคุณต้องการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประโยคหนึ่งกับอีกประโยคหนึ่งที่จบจุด Full Stop ไปแล้ว แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้กลุ่มคำเชื่อมที่เป็นทางการ (Conjunctive Adverbs) แทน เช่น 

  • เปลี่ยน But เป็น However, (อย่างไรก็ตาม) 
  • เปลี่ยน And เป็น Additionally, / Furthermore, (นอกจากนี้) 
  • เปลี่ยน So เป็น Therefore, / As a result, (ดังนั้น) 

การจำโครงสร้างไวยากรณ์ได้แม่นยำเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเขียนรีพอร์ตหรืออีเมล แต่ความท้าทายของคนวัยทำงานคือการดึงคำเชื่อมเหล่านี้มาใช้พูดโต้ตอบในห้องประชุมได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องหยุดคิด สถาบันสอนภาษาอังกฤษ Speakup มีหลักสูตรที่เน้นการนำไวยากรณ์มาประยุกต์ใช้ในการจำลองสถานการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาต่อรอง หรือการพรีเซนต์แผนงาน เพื่อให้คุณสามารถเชื่อมโยงไอเดียที่ซับซ้อนออกมาเป็นคำพูดภาษาอังกฤษที่ลื่นไหล ทรงพลัง และสร้างอิมแพคต่อการเติบโตในสายอาชีพได้อย่างแท้จริง 

ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th


ช่องทางถ่ายทอดสด “วิว กุลวุฒิ VS โลห์ เคียนยิว” แบดมินตันชาย เอเชียนเกมส์ 2026

การแข่งขัน แบดมินตัน เอเชียนเกมส์ 2026 (Badminton Asian Games 2026) ประเภทชายเดี่ยว รอบชิงฯ ที่จะแข่งขันกันที่จังหวัดไอจิ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น วันที่ 29 กันยายน 2569

วันนี้ “ทัพนักตบลูกขนไก่ไทย” ลุ้นเหรียญทองประวัติศาสตร์ที่ยังไม่เคยมีใครทำได้จาก “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ที่จะพบกับ โลห์ เคียนยิว คู่แข่งชาวสิงคโปร์ ในเวลา : 14:30 น.

แฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทางช่อง ONE31 แบบฟรีๆ รวมถึงบนแอปพลิเคชัน AIS PLAY ที่จะต้องสมัครเป็นสมาชิกแบบชำระเงิน ถึงจะสามารถรับชมได้

ถ่ายทอดสด แบดมินตันไทย เอเชียนเกมส์ 2026 รับชมช่องทางไหนได้บ้าง

โดยแฟนกีฬาชาวไทย สามารถรับชมแบบฟรีๆ ได้เฉพาะคู่ที่ถ่ายทอดสดทาง ONE31 ขณะที่แอปพลิเคชัน AIS PLAY จะต้องสมัครเป็นสมาชิกแบบชำระเงิน ถึงจะสามารถรับชมได้

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ผู้สูงอายุก็เสี่ยง โรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV

โรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยในเด็ก แต่แพทย์เตือนว่า โรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV ไม่ใช่โรคที่ผู้สูงอายุควรมองข้าม

โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากและผู้ที่มีโรคประจำตัว เนื่องจากการติดเชื้ออาจเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ก่อนลุกลามลงสู่ปอดจนเกิดปอดอักเสบรุนแรงในผู้ป่วยบางราย ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือ ICU และอาจเสียชีวิตได้

ไวรัส RSV ไม่ได้เป็นโรคที่พบเฉพาะในเด็ก

ความเข้าใจผิดว่า โรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV เป็นโรคที่พบเฉพาะในเด็ก เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุและครอบครัวอาจมองข้ามความเสี่ยงของโรคนี้ ทั้งที่ปัจจุบันพบว่าผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคหัวใจ เบาหวาน โรคตับ และโรคไตเรื้อรัง มีความเสี่ยงที่จะเกิดปอดอักเสบจากไวรัส RSV ที่รุนแรงได้ ซึ่งในการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปี เสียชีวิตมากกว่าในกลุ่มเด็กเล็กอายุ 2-5 ปี ถึง 10 เท่า

ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคปอดอักเสบจาก RSV รุนแรง และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ โดยพบว่าการติดเชื้อ RSV สามารถกระตุ้นโรคปอดเดิม เช่น โรคหืดหรือถุงลมโป่งพอง ให้กำเริบรุนแรงขึ้น ขณะที่บางรายเกิดปอดอักเสบจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจและเข้ารับการรักษาใน ICU รวมถึงอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรือกระตุ้นโรคหัวใจให้กำเริบได้

นอกจากความเสี่ยงในช่วงเจ็บป่วยรุนแรงแล้ว ผู้สูงอายุบางรายอาจสูญเสียสมรรถภาพทางร่างกายหลังผ่านพ้นภาวะวิกฤต จากเดิมที่สามารถเดินและช่วยเหลือตัวเองได้ อาจต้องใช้รถเข็น ติดเตียง หรือพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

โรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV ไม่แตกต่างจากไข้หวัด

สำหรับอาการในระยะแรก โรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV อาจมีอาการไม่แตกต่างจากไข้หวัดทั่วไป เช่น น้ำมูก ไอ ไข้ต่ำ หรืออาการทางเดินหายใจอื่น ๆ ทำให้ผู้ป่วยหรือครอบครัวอาจไม่ได้ตระหนักถึงความรุนแรงของโรค อย่างไรก็ตาม หากเชื้อลุกลามลงสู่ปอด ผู้ป่วยอาจมีอาการหอบเหนื่อย ปอดอักเสบ หรือทำให้โรคประจำตัวเดิมกำเริบ เช่น มีเสียงหายใจหวีดในผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจในผู้ที่มีโรคหัวใจ

ไวรัส RSV สามารถติดต่อผ่านระบบทางเดินหายใจและแพร่เชื้อได้ง่ายคล้ายไข้หวัด การป้องกันในครอบครัวจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เนื่องจากเด็กและคนหนุ่มสาวที่ติดเชื้ออาจมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่ยังสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้สูงอายุหรือผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้อาจทำให้ผู้สูงอายุมีอาการหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลหรือ ICU ได้

รู้จักวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV

สำหรับวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV มี 2 ชนิด ชนิดที่มีสารเสริมภูมิซึ่งจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้กับผู้สูงอายุได้ดี กับชนิดที่ไม่มีสารเสริมภูมิ ซึ่งทั้งสองชนิดสามารถป้องกันได้ทั้งสองสายพันธุ์ ทั้งสายพันธุ์เอและสายพันธุ์บี

ปัจจุบัน โรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV ยังไม่มีวิธีรักษาเฉพาะ โดยการรักษาหลักเป็นการรักษาตามอาการ ดังนั้นการป้องกันจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 75 ปีขึ้นไป ไม่ว่าจะมีโรคประจำตัวหรือไม่ รวมถึงผู้ที่มีอายุ 50–74 ปีและมีโรคประจำตัวหรือโรคร่วม

เช่น โรคปอด โรคหัวใจ เบาหวาน โรคตับ และโรคไตเรื้อรัง กลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่มีคนในครอบครัวอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการป้องกัน รวมทั้งวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจาก RSV”

การป้องกันและลดความเสี่ยงจากโรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV ควรหมั่นล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างจากผู้ที่มีอาการป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทั้งนี้ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อประเมินแนวทางการป้องกันที่เหมาะสม

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


กินไข่ต้มเวลาไหนดีที่สุด? เช้า กลางวัน หรือก่อนนอน รู้ไว้กินให้เหมาะกับร่างกาย

ไข่ต้มเป็นหนึ่งในอาหารที่หลายคนเลือกกินเป็นประจำ เพราะเตรียมง่าย อิ่มท้อง และเป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพ แต่คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ไข่ต้มควรกินเวลาไหน” จึงจะได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะบางคนเลือกกินตอนเช้า ขณะที่บางคนกินเป็นของว่างช่วงบ่ายหรือกินหลังออกกำลังกาย

จริง ๆ แล้วไม่ได้มีช่วงเวลาเดียวที่เหมาะกับทุกคน การเลือกเวลากินไข่ต้มควรดูจากเป้าหมายและรูปแบบการกินในแต่ละวันเป็นหลัก เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เวลา แต่รวมถึงปริมาณอาหารและสารอาหารที่ได้รับตลอดทั้งวันด้วย

กินไข่ต้มตอนเช้า ดีอย่างไร?

ช่วงเช้าเป็นเวลาที่หลายคนต้องการอาหารที่ช่วยให้อิ่มท้องและได้รับโปรตีนเพียงพอ ไข่ต้มจึงสามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งของมื้อเช้าได้ โดยกินคู่กับอาหารอื่น เช่น ผัก ขนมปังโฮลวีต หรือธัญพืช เพื่อให้มื้ออาหารมีความหลากหลายมากขึ้น

การเพิ่มแหล่งโปรตีนในมื้อเช้าอาจช่วยให้อิ่มได้นานขึ้นเมื่อเทียบกับมื้อที่มีโปรตีนน้อย จึงเหมาะกับคนที่มักหิวระหว่างวันหรือไม่อยากกินจุบจิบมากเกินไป

กินไข่ต้มช่วงกลางวัน เหมาะกับใคร?

สำหรับคนที่มื้อกลางวันมีโปรตีนน้อย การเพิ่มไข่ต้มเข้าไปเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำได้ง่าย โดยสามารถกินร่วมกับข้าวและผัก หรือใส่ในสลัดเพื่อเพิ่มโปรตีนให้มื้ออาหาร

คนที่ต้องทำงานหรือเรียนตลอดวันก็สามารถเตรียมไข่ต้มไว้ล่วงหน้าได้ แต่ควรเก็บรักษาอย่างเหมาะสมและไม่ปล่อยอาหารไว้ในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานาน

กินไข่ต้มหลังออกกำลังกายได้ไหม?

หลังออกกำลังกาย ร่างกายต้องการสารอาหารเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว โดยเฉพาะโปรตีน ไข่ต้มจึงสามารถเป็นหนึ่งในอาหารที่ช่วยเพิ่มโปรตีนหลังออกกำลังกายได้

อย่างไรก็ตาม หากออกกำลังกายหนักหรือเป็นนักกีฬา การกินไข่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการสารอาหารทั้งหมด ควรกินร่วมกับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและสารอาหารอื่น ๆ ตามความเหมาะสม

กินไข่ต้มตอนเย็นหรือก่อนนอนได้ไหม?

หลายคนอาจเข้าใจว่าการกินไข่ต้มช่วงกลางคืนจะทำให้อ้วน แต่จริง ๆ แล้วน้ำหนักตัวไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาอาหารเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือปริมาณพลังงานและอาหารทั้งหมดที่ได้รับตลอดทั้งวัน

หากหิวช่วงเย็นหรือก่อนนอน ไข่ต้มสามารถเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่มีโปรตีนและช่วยให้อิ่มได้ แต่ควรคำนึงถึงปริมาณและอาหารอื่นที่กินร่วมกัน โดยเฉพาะคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก

ถ้าอยากลดน้ำหนัก ควรกินไข่ต้มเวลาไหน?

สำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ไม่มีหลักฐานว่าการกินไข่ต้มในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งจะทำให้น้ำหนักลดได้โดยตรง สิ่งที่สำคัญกว่าคือการควบคุมปริมาณพลังงานโดยรวม เลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และจัดมื้ออาหารให้เหมาะกับความต้องการของร่างกาย

ไข่ต้มสามารถนำมาใช้เพิ่มโปรตีนในมื้ออาหารได้ โดยควรกินคู่กับผักและอาหารอื่นที่มีประโยชน์ แทนการกินไข่เพียงอย่างเดียวหรือใช้ไข่แทนอาหารทุกมื้อ

กินไข่ต้มให้ได้ประโยชน์ ควรจับคู่กับอะไร?

เพื่อให้มื้ออาหารมีความสมดุลมากขึ้น ลองจับคู่ไข่ต้มกับผักหลากหลายชนิดและแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหาร เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต หรือธัญพืช การกินอาหารให้หลากหลายจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่แตกต่างกัน

หากต้องการลดพลังงานจากมื้ออาหาร ควรระวังอาหารที่กินคู่กับไข่ เช่น ซอส น้ำสลัด หรืออาหารแปรรูปบางชนิด เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเพิ่มน้ำตาล โซเดียม หรือพลังงานให้กับมื้ออาหารโดยไม่รู้ตัว

สรุป กินไข่ต้มเวลาไหนดีที่สุด?

ไม่มีเวลาเดียวที่เรียกว่า “ดีที่สุด” สำหรับทุกคน ไข่ต้มสามารถกินได้ทั้งช่วงเช้า กลางวัน หลังออกกำลังกาย หรือช่วงเย็น โดยเลือกเวลาให้เหมาะกับความหิว กิจกรรม และรูปแบบการกินของแต่ละคน

หากต้องการดูแลสุขภาพ สิ่งสำคัญกว่าการจับเวลาในการกินไข่ คือการกินอาหารให้หลากหลาย ได้รับโปรตีนในปริมาณเหมาะสม และควบคุมภาพรวมของอาหารตลอดทั้งวัน ไข่ต้มจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารที่สมดุล มากกว่าการมองว่าเป็นอาหารที่ต้องกินในเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 29/9/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a65,800.0066,000.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,254.0064,490.6466,800.00
ทองรูปพรรณ 90%3,828.6058,041.58n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,403.2051,592.51n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,914.3029,020.79n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,488.9022,571.72n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,408.2966,829.68n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 29/9/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9539.9439.9440.4439.9439.9439.9439.9439.9439.94
แก๊สโซฮอล์ 9139.5739.5740.0739.5739.5739.5739.5739.5739.57
แก๊สโซฮอล์ E2034.9434.9435.1434.94–34.9434.9434.9434.94
แก๊สโซฮอล์ E8530.8830.88––––––30.88
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7949.2951.84–––––47.79
เบนซิน 9548.93––49.26–49.4349.08–48.93
ดีเซล41.4441.4441.4441.4441.4441.4441.4441.4441.44
ดีเซล B2036.4436.4436.4436.44–36.4436.4436.4436.44
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0550.0551.8450.05––––50.05
แก๊ส NGV16.66–––––––16.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า