สาระน่ารู้ประจำวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569

‘ศุภาลัย’ปั้นอาณาจักร 165 ไร่แม่ริมปักหมุดTownshipหรูเชียงใหม่

  • ศุภาลัยลงทุนกว่า 3,800 ล้าน พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยครบวงจร (Township) บนพื้นที่ 165 ไร่ ในทำเลดอนแก้ว-แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
  • โครงการประกอบด้วยบ้าน 3 แบรนด์ที่ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม ตั้งแต่บ้านสำหรับครอบครัวเริ่มต้น บ้านเดี่ยวพรีเมียม ไปจนถึงคฤหาสน์หรู
  • มีไลฟ์สไตล์มอลล์ “เดอะ กาดฝรั่ง แม่ริม” บริเวณหน้าโครงการ เพื่อสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยที่สมบูรณ์และยกระดับทำเลสู่หมุดหมายการอยู่อาศัยระดับพรีเมียม
  • โครงการได้รับการตอบรับที่ดี โดยมียอดขาย 9 เดือนแรกอยู่ที่ 400 ล้านบาท หรือคิดเป็น 93% ของเป้าหมาย

เกมอสังหาฯ เชียงใหม่ขยับสู่การแข่งขันพัฒนาเมืองอยู่อาศัยครบวงจร เมื่อ “ศุภาลัย” เดินหน้าปั้นอาณาจักร 165 ไร่ บนทำเลดอนแก้ว-แม่ริม มูลค่ารวมกว่า 3,800 ล้านบาท ผนึก 3 โครงการครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ปิดยอดขาย 9 เดือนปี 2569 ได้แล้ว 400 ล้านบาท หรือ 93% ของเป้าหมาย พร้อมเติมเต็มศักยภาพทำเลด้วย “เดอะ กาดฝรั่ง แม่ริม” บูติกไลฟ์สไตล์มอลล์หน้าโครงการที่เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ ดันแม่ริมสู่หมุดหมายการอยู่อาศัยระดับพรีเมียม

ยุทธศาสตร์ปั้นเมืองอยู่อาศัย 3,800 ล้าน

การแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรอีกต่อไป แต่กำลังขยับสู่การสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยที่ผสานบ้าน ธุรกิจค้าปลีก และสิ่งอำนวยความสะดวกเข้าไว้ด้วยกัน

หนึ่งในภาพสะท้อนของทิศทางดังกล่าวคือยุทธศาสตร์ของ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ที่เลือกปักหมุดทำเลดอนแก้ว-แม่ริม พัฒนาอาณาจักรที่อยู่อาศัยบนพื้นที่ 165 ไร่ ภายใต้แนวคิด Township Master Plan มูลค่าโครงการรวมกว่า 3,800 ล้านบาท

สายชล ลืมขำ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงานโครงการภูมิภาค 4 บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทำเลดอนแก้ว-แม่ริมมีจุดแข็งจากการเป็นพื้นที่เชื่อมต่อศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ รายล้อมด้วยธรรมชาติและทัศนียภาพของดอยสุเทพ เหมาะทั้งสำหรับกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) และผู้ที่มองหาบ้านพักตากอากาศท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ

บริษัทจึงวางแผนพัฒนาโครงการให้ครอบคลุมความต้องการของตลาดที่แตกต่างกัน ตั้งแต่บ้านสำหรับครอบครัวเริ่มต้น บ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม ไปจนถึงคฤหาสน์หรูที่เน้นความเป็นส่วนตัว

ผลตอบรับสะท้อนผ่านยอดขายในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ซึ่งทำได้ประมาณ 400 ล้านบาท คิดเป็น 93% ของเป้าหมายยอดขายรวมทั้ง 3 โครงการ สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อศักยภาพทำเลและแนวทางการพัฒนาโครงการของบริษัท

3 โครงการ 3 เซกเมนต์ ปูพอร์ตบ้านตั้งแต่เริ่มต้นถึงลักชัวรี

หัวใจของการพัฒนา Township แห่งนี้ คือการออกแบบพอร์ตโครงการให้ตอบโจทย์กำลังซื้อและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย โดยประกอบด้วย 3 โครงการหลัก ได้แก่

1. ศุภาลัย เบลล่า ดอนแก้ว-แม่ริม เจาะตลาดครอบครัวเริ่มต้น

โครงการมูลค่า 865 ล้านบาท พัฒนาบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด 2 ชั้น สไตล์โมเดิร์น รวม 6 แบบบ้าน เน้นการออกแบบพื้นที่ใช้สอยให้สอดรับกับการใช้ชีวิตของครอบครัว   หนึ่งในแบบบ้านที่ได้รับความนิยมคือ “ศุภกวี” ราคาเริ่มต้น 4.1 ล้านบาท วางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ให้เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังแรกและครอบครัวที่ต้องการขยับขยายพื้นที่อยู่อาศัย

2. ศุภาลัย ทัสคานี ดอนแก้ว-แม่ริม บ้านหรูสไตล์อิตาลี

ขยับขึ้นสู่ตลาดบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมกับโครงการมูลค่า 2,300 ล้านบาท พัฒนาบ้านเดี่ยว 2-3 ชั้น ถ่ายทอดสถาปัตยกรรมกลิ่นอายคลาสสิกสไตล์อิตาลี รวม 9 แบบบ้าน

แบบบ้านยอดนิยม “Ricco” ราคาเริ่มต้น 5.53-16 ล้านบาท เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับกระแสตอบรับต่อเนื่อง สะท้อนความต้องการบ้านเดี่ยวที่ให้ทั้งพื้นที่ใช้สอย ความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม และบรรยากาศการพักผ่อนแบบรีสอร์ต

3. ศุภาลัย พรีมา วิลล่า ยกระดับตลาดคฤหาสน์หรู

สำหรับตลาดบน ศุภาลัยวางตำแหน่ง “ศุภาลัย พรีมา วิลล่า ดอนแก้ว-แม่ริม” เป็นโครงการ Flagship มูลค่า 720 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว พื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ และคุณภาพชีวิตเหนือระดับ

การจัดพอร์ตทั้ง 3 โครงการจึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มทางเลือกสินค้า แต่เป็นการสร้างฐานลูกค้าหลายระดับภายในทำเลเดียวกัน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับการพัฒนาอาณาจักรที่อยู่อาศัยในระยะยาว

ชูวิวพาโนรามาและความเป็นส่วนตัว

ไฮไลต์สำคัญของการพัฒนาครั้งนี้อยู่ที่ “ศุภาลัย พรีมา วิลล่า ดอนแก้ว-แม่ริม” ภายใต้แนวคิด “The Pride of Living in Timeless Treasure: อาณาจักรแห่งการพักผ่อน สถาปัตยกรรมเหนือกาลเวลา” ถ่ายทอดความหรูหราผ่านสถาปัตยกรรมซีรีส์ยุโรเปียน พร้อมจำกัดจำนวนเพียง 58 ครอบครัว เพื่อสร้างเอกสิทธิ์ด้านความเป็นส่วนตัว

โครงการนำเสนอคฤหาสน์หรู 5 แบบบ้าน พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 261-480 ตารางเมตร รองรับฟังก์ชัน 4-5 ห้องนอน 5-7 ห้องน้ำ และที่จอดรถ 2-3 คัน ราคาเริ่มต้น 9.27-19 ล้านบาท

จุดขายสำคัญอยู่ที่การออกแบบบ้านให้เปิดรับทัศนียภาพทิวเขาแบบพาโนรามา เชื่อมโยงบรรยากาศธรรมชาติเข้ากับพื้นที่พักอาศัย พร้อมเติมความสะดวกสบายด้วยเทคโนโลยีและระบบสาธารณูปโภคสมัยใหม่

ไม่ว่าจะเป็นระบบสายไฟฟ้าใต้ดินทั้งโครงการ Solar Rooftop และระบบ Home Automation & Security ที่ยกระดับทั้งความสะดวกและความปลอดภัย ขณะที่พื้นที่ส่วนกลางยังคงรักษาสมดุลระหว่างความเป็นส่วนตัวและการใช้ชีวิตร่วมกัน

ลูกบ้านสามารถใช้บริการ Clubhouse สไตล์ Forte Dei Marmi พร้อมสระว่ายน้ำและฟิตเนสร่วมกันได้ โดยแยกสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะของแต่ละโครงการควบคู่ไปด้วย

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โครงการมีความแตกต่าง คือการส่งมอบบ้านสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ ตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการเห็นสินค้าจริง สัมผัสบรรยากาศและทัศนียภาพก่อนตัดสินใจลงทุนในบ้านระดับลักชัวรี

 “เดอะ กาดฝรั่ง แม่ริม” จิ๊กซอว์ค้าปลีก เติมเต็ม Township

การสร้างเมืองอยู่อาศัยให้สมบูรณ์ไม่ได้จบลงที่ตัวบ้าน แต่ต้องมีองค์ประกอบด้านการใช้ชีวิตที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยเข้าถึงบริการและกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกการเปิดให้บริการเต็มรูปแบบของ “เดอะ กาดฝรั่ง แม่ริม” บูติกไลฟ์สไตล์มอลล์บริเวณด้านหน้าโครงการ จึงเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่เข้ามาเติมเต็มภาพ Township ของศุภาลัย

พื้นที่ดังกล่าวรวบรวมร้านค้าแบรนด์ชั้นนำ ร้านอาหาร คาเฟ่ ซูเปอร์มาร์เก็ต และบริการต่าง ๆ ไว้ในจุดเดียว รองรับทั้งลูกบ้านและประชาชนในพื้นที่ รวมถึงผู้สัญจรผ่านทำเลแม่ริมขณะเดียวกัน ทำเลยังรายล้อมด้วยสถานที่สำคัญ อาทิ แม็คโคร แม่ริม โรงพยาบาลนครพิงค์ โรงพยาบาลดารารัศมี ที่ว่าการอำเภอแม่ริม และศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่

การมีศูนย์การค้าและบริการอยู่บริเวณหน้าโครงการช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิต และสะท้อนแนวทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบรอบด้านมากกว่าการขายที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว

แม่ริม หมุดหมายใหม่ของตลาดบ้านระดับพรีเมียมเชียงใหม่

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่อยู่อาศัย การเลือกทำเลที่มีทั้งความสะดวกในการเดินทาง ศักยภาพทางเศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิต กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อบ้าน

ดอนแก้ว-แม่ริมจึงเป็นทำเลที่มีองค์ประกอบรองรับการอยู่อาศัยหลายมิติ ทั้งการเชื่อมต่อศูนย์ราชการ สถานพยาบาล แหล่งจับจ่ายใช้สอย และธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของเชียงใหม่

สำหรับศุภาลัย การพัฒนาอาณาจักร 165 ไร่ ไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จด้านยอดขายที่ทำได้แล้ว 93% ของเป้าหมายในช่วง 9 เดือน แต่ยังเป็นการวางรากฐานการเติบโตของทำเลผ่านการผสานโครงการที่อยู่อาศัยและพื้นที่พาณิชยกรรมเข้าด้วยกัน


จากโครงการบ้านสู่การสร้างชุมชนที่มีองค์ประกอบครบวงจร นี่คือทิศทางที่สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ ไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนยูนิตหรือราคาขาย แต่ยังอยู่ที่ความสามารถในการสร้างคุณค่าให้กับทำเลและคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ESTAR ชู‘ราคาเข้าถึงง่าย’นักลงทุนแห่จอง ดันคอนโดสตาร์วิว ติวานนท์ยอดทะลุ200 ล้าน

  • โครงการคอนโด “สตาร์วิว เอ็มอาร์ที ติวานนท์” ของ ESTAR ทำยอดขายสะสมทะลุ 200 ล้านบาท จากการขาย 80 ยูนิต
  • ชูจุดเด่นด้าน “ราคาเข้าถึงง่าย” เริ่มต้นที่ 1.79 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าคู่แข่งในทำเลใกล้เคียงประมาณ 15-20%
  • ได้รับความสนใจจากทั้งกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) และกลุ่มนักลงทุน โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานอายุ 30-49 ปี
  • ตั้งอยู่บนทำเลที่เดินทางสะดวก ห่างจาก MRT สถานีแยกติวานนท์เพียง 100 เมตร และมีพื้นที่ส่วนกลาง 6 ชั้นเพื่อเพิ่มมูลค่า

ท่ามกลางตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น การแข่งขันของตลาดคอนโดมิเนียมไม่ได้วัดกันเพียงความใกล้รถไฟฟ้าหรือจำนวนสิ่งอำนวยความสะดวกอีกต่อไป แต่ต้องตอบโจทย์สำคัญของผู้ซื้อให้ได้ว่า ราคาที่จ่ายไปคุ้มค่ากับทำเล คุณภาพโครงการ และโอกาสในการถือครองระยะยาวมากน้อยเพียงใด

ภาพสะท้อนดังกล่าวเกิดขึ้นกับโครงการ “สตาร์วิว เอ็มอาร์ที ติวานนท์” ของESTAR ซึ่งได้รับความสนใจจากตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถทำยอดขายสะสมกว่า 200 ล้านบาท จากการปิดการขายแล้วประมาณ 80 ยูนิต

นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ ESTAR เปิดเผยว่า โครงการได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคตั้งแต่เริ่มเปิดขาย โดยเตรียมจัดกิจกรรม PRESALE NEW FLOOR ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ย.2569 เพื่อเปิดขายชั้นเพิ่มเติม พร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมใกล้เมืองในระดับราคาที่เข้าถึงได้

ความน่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงยอดขาย แต่ยังอยู่ที่โครงสร้างลูกค้าที่สะท้อน Insight ของตลาดได้อย่างชัดเจน โดยข้อมูลผู้ซื้อระบุว่าเป็นกลุ่ม Real Demand 52.9% และนักลงทุน 38.2% แสดงให้เห็นว่าโครงการสามารถเข้าถึงทั้งผู้ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงและกลุ่มที่มองหาโอกาสลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือ โครงการได้รับความสนใจจากลูกค้าในจังหวัดนนทบุรีถึง 52.9% กรุงเทพฯ 23.5% และต่างจังหวัด 23.5% สะท้อนฐานกำลังซื้อที่มีความเชื่อมโยงกับทำเลและการเดินทางในพื้นที่กรุงเทพฯ ตอนเหนือและปริมณฑล

เจาะ Insight ผู้ซื้อ วัยทำงานกำลังซื้อหลัก

หากเจาะลึกโครงสร้างผู้ซื้อ จะพบว่ากลุ่มอายุ 30-49 ปี มีสัดส่วนรวมสูงถึง 58.9% ซึ่งถือเป็นกลุ่มวัยทำงานที่มีรายได้และกำลังซื้อค่อนข้างชัดเจน ขณะที่ผู้ซื้อส่วนใหญ่ 61.8% เป็นพนักงานบริษัทเอกชน ด้านรายได้พบว่า ลูกค้าที่มีรายได้มากกว่า 70,000 บาทต่อเดือนมีสัดส่วน 38.2% ส่วนกลุ่มรายได้ 50,000-70,000 บาทต่อเดือนอยู่ที่ 29.4% เมื่อรวมกันแล้วพบว่าลูกค้าที่มีรายได้ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไปมีสัดส่วนเกือบ 68%

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า แม้โครงการจะวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ในตลาดคอนโดระดับราคาที่เข้าถึงได้ แต่กลุ่มลูกค้าหลักไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ซื้อบ้านหลังแรกหรือคนทำงานอายุน้อยเท่านั้น ในทางกลับกัน กลุ่มวัยทำงานที่มีรายได้ประจำและกำลังซื้อสูงขึ้นกำลังมองหาทางเลือกในการอยู่อาศัยที่ให้ความคุ้มค่า ทั้งด้านราคา พื้นที่ส่วนกลาง และการเดินทาง โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายในระดับราคาคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง

ประเด็นนี้ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่อาจไม่ได้ยึดติดกับการอยู่อาศัยในย่านธุรกิจใจกลางเมือง แต่ให้ความสำคัญกับความสะดวกในการเดินทางและต้นทุนการถือครองมากขึ้น

ชูราคาเข้าถึงง่ายกว่าทำเลเมือง

อีกหนึ่งปัจจัยที่ ESTAR ใช้เป็นหัวหอกในการแข่งขันคือการเลือกทำเลที่เชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนได้สะดวก โดย STARVIEW MRT TIWANON เป็นคอนโดมิเนียม High-Rise สูง 36 ชั้น มูลค่าโครงการประมาณ 2,500 ล้านบาท ตั้งอยู่บนถนนกรุงเทพฯ-นนทบุรี ห่างจาก MRT สถานีแยกติวานนท์ ทางออก 1 เพียง 100 เมตร

ทำเลดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่สถานีเตาปูน เดินทางสู่บางซื่อและจตุจักร รวมถึงเชื่อมต่อถนนสายหลักและทางพิเศษศรีรัช รองรับกลุ่มคนทำงานที่ต้องเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ ชั้นใน

ด้านราคาเปิดตัวเริ่มต้น 1.79 ล้านบาท หรือประมาณ 77,900 บาทต่อตารางเมตร พร้อมเฟอร์นิเจอร์ครบชุด (Fully Furnished) ซึ่งบริษัทระบุว่าราคาต่ำกว่าโครงการคู่แข่งในบริเวณใกล้เคียงประมาณ 15-20% และต่ำกว่าทำเลห้าแยกลาดพร้าวประมาณ 40%

กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่เน้นความคุ้มค่า โดยอาศัยข้อได้เปรียบด้านราคาควบคู่กับการเชื่อมต่อรถไฟฟ้า เพื่อดึงดูดผู้ซื้อที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัย แต่ยังคงความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่เมือง

สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมในปัจจุบัน การสร้างสมดุลระหว่างราคาขายกับศักยภาพทำเลจึงเป็นโจทย์สำคัญ เพราะผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้นและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าตลอดอายุการถือครอง ไม่ใช่เพียงราคาซื้อเริ่มต้น

จัดเต็มส่วนกลาง 6 ชั้น สร้างมูลค่าเพิ่มแข่งคอนโดเมือง

นอกจากราคาและทำเลแล้ว ESTAR ยังใช้พื้นที่ส่วนกลางเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสร้างความแตกต่าง โดยพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิด “BETTER CONNECTED. BETTER LIVING.” มุ่งเชื่อมโยงการทำงาน การพักผ่อน และการออกกำลังกายเข้าด้วยกัน

จุดเด่นอยู่ที่พื้นที่ส่วนกลาง 6 ชั้น ซึ่งออกแบบให้รองรับการใช้ชีวิตหลากหลายรูปแบบ ประกอบด้วย

  • Co-working Space และ Working Pod รองรับการทำงานและประชุมในพื้นที่ส่วนกลาง
  • Sky Garden บริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ ESTAR พื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อนและหลีกหนีความวุ่นวาย
  • STAR LAB-POOL สระว่ายน้ำบนชั้นสูง เติมเต็มประสบการณ์การพักผ่อน
  • Fitness พื้นที่ออกกำลังกายสำหรับผู้อยู่อาศัย
  • Sky Lounge พื้นที่สังสรรค์และพักผ่อนพร้อมมุมมองเมือง
  • Rooftop Running Track ลู่วิ่งบนดาดฟ้าระยะทางประมาณ 150 เมตร
  • Lobby ขนาดใหญ่ที่รองรับผู้ใช้งานได้ประมาณ 140 คน เพิ่มพื้นที่ต้อนรับและสร้างประสบการณ์การใช้งานตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่โครงการ

การจัดสรรส่วนกลางหลายระดับชั้นเป็นกลยุทธ์เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในตลาดคอนโดมิเนียมที่ผู้บริโภคเปรียบเทียบสิ่งอำนวยความสะดวกและคุณภาพชีวิตต่อราคาที่จ่ายอย่างละเอียด

สำหรับผู้ซื้อวัยทำงาน พื้นที่ทำงานส่วนกลางอาจช่วยลดข้อจำกัดของพื้นที่ภายในห้อง ขณะที่พื้นที่ออกกำลังกายและพักผ่อนช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

 เปิดขายชั้นใหม่  ชู Fully Furnished พร้อมส่วนลด 

จากกระแสตอบรับในช่วงที่ผ่านมา ESTAR เตรียมจัดกิจกรรม PRESALE NEW FLOOR ระหว่างวันที่ 7-8 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเปิดขายห้องชุดในชั้นเพิ่มเติม พร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้า

โครงการ STARVIEW MRT TIWANON นำเสนอห้องพักหลายรูปแบบ ได้แก่ Studio, 1 Bedroom, 1 Bedroom Plus และ 2 Bedroom รองรับทั้งกลุ่มคนทำงานที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง ครอบครัวขนาดเล็ก ตลอดจนผู้ซื้อที่มองหาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนราคาเริ่มต้น 1.79 ล้านบาท พร้อมเฟอร์นิเจอร์ครบชุด และส่วนลดพิเศษ 50,000 บาทในช่วงกิจกรรม PRESALE NEW FLOOR

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 2พ.ย.69 ‘อ่อนค่า’ ช่วงเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ความเสี่ยงสูง

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าอ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 33.77 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทคือความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางและผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ
  • ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและกดดันราคาทองคำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเงินบาท
  • แนวโน้มค่าเงินบาทยังคงมีความผันผวนสูงและเคลื่อนไหวได้สองทิศทาง (Two-way risk) โดยมีความเสี่ยงอ่อนค่าทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.77 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  33.69 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.30-34.25 บาทต่อดอลลาร์ ประเมินกรอบเงินบาทวันนี้ 33.65-33.85 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงเล็กน้อยในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 33.67-33.80 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทเผชิญแรงกดดันจากทั้งสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงหลังการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ 

นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน จากทั้งประเด็นสถานการณ์ในตะวันออกกลางและความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI ยังได้สร้างแรงกดดันต่อเงินบาทเพิ่มเติม ผ่านการหนุนเงินดอลลาร์ พร้อมกับสร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (XAUUSD) ตามการปรับลดสถานะถือครองทองคำของผู้เล่นในตลาด เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมและเสริมสภาพคล่อง (รวมถึงอาจมีแรงขายจากปัจจัยเชิงเทคนิคัล หลังราคาทองคำปรับตัวลงทะลุโซนแนวรับ) โดยราคาทองคำ ได้ปรับตัวลงหนักหลุดโซนแนวรับ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นบ้าง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ท่ามกลางแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน

สัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาธนาคารกลางหลักต่างเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรอรับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมและรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินเฟ้อได้

สัปดาห์นี้ ควรจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงาน รวมถึง รายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน

ตลาดการเงินเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและผลการเลือกตั้ง Midterms สหรัฐฯ โดย แม้เงินดอลลาร์อาจได้แรงหนุน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ทว่า เงินดอลลาร์อาจถูกกดดันได้ ประเด็นดังกล่าว ร่วมกับความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI ทำให้ผู้เล่นในตลาดกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบ/ทะลุโซน 34 บาทต่อดอลลาร์ หากสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมารบกันอีกครั้ง ทว่า เงินบาทยังคงเผชิญ Two-way risk พร้อมเคลื่อนไหวสองทิศทาง บนความผันผวนที่สูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้า ขึ้นกับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ บรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงทิศทางราคาทองคำ

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้น กอปรกับผู้เล่นในตลาดจะรับรู้ ทั้ง ผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ รายงานตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึงรับรู้ รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ทำให้ตลาดการเงินเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงก่อนหน้า โดยเงินบาท (USDTHB) ยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง

หากประเมินจากสถิติผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2000 จะพบว่า เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้น หากการครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสมีการปรับเปลี่ยนพรรคและ FED อยู่ในช่วงท้ายของรอบการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งใกล้เคียงกับผลโพลล่าสุด รวมถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่อาจใกล้สิ้นสุดลง (ในกรณีฐานที่เราประเมินและ Dot Plot ล่าสุดของ FED) แต่หาก ผลการเลือกตั้งสะท้อนว่า พรรค Republicans จะยังคงครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา สวนทางกับผลโพล อาจหนุนให้ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก อย่างไรก็ดี เรามองว่า ควรรอติดตาม หากสหรัฐฯ กับอิหร่านกับมารบกันอีกครั้ง อาจหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะขึ้นกับความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั่วตะวันออกกลาง ซึ่งในกรณีเลวร้ายนั้น อาจเห็นราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอีกราว 20-30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในวงกว้าง ทำให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก และอาจทำให้เราต้องปรับสมมติฐานต่อแนวโน้มนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางใหม่

ในเชิงเทคนิคัล เรามองว่า เงินบาทมีโซนแนวรับ 33.50บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านแรกจะอยู่ในโซน 33.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป โซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์) ทั้งนี้ หากเงินบาทสามารถแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเพิ่มโอกาสเงินบาทกลับสู่แนวโน้มการแข็งค่าได้อีกครั้ง ตามการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following บน Time Frame รายวัน

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ การเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ของสหรัฐฯ รวมถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ในช่วงหลังการเลือกตั้งดังกล่าว หลังมีกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิสราเอล เตรียมเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ส่วนอิหร่านได้เตรียมการโจมตีตอบโต้กลับที่รุนแรงและขยายวงกว้างจากช่วงที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในส่วนของผลโพลการเลือกตั้ง Midterms ล่าสุด ที่รวบรวมโดยทาง NBC News สะท้อนว่า พรรค Democrats มีโอกาส 52% ที่จะครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส (คุมเสียงข้างมากในในส่วนของสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา) ส่วนผู้เล่นในตลาดพนัน อย่าง Polymarket ให้โอกาสเกิดกรณีดังกล่าว หรือ Blue Sweep ถึง 71% อนึ่ง หากประเมินจากสถิติผลการเลือกตั้ง Midterms ตั้งแต่ปี 2000 พบว่า เงินบาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในกรณีที่ เสียงข้างมากในสภาคองเกรสมีการปรับเปลี่ยนพรรค แม้จะเพียงบางส่วน (Partial Change) และ FED อยู่ในช่วงท้ายของการปรับขึ้นดอกเบี้ย ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment) อัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) รวมถึง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED อย่างใกล้ชิด 

▪ ฝั่งยุโรป – บรรดานักวิเคราะห์และเรา ต่างคาดว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) อาจมีมติ “ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย” +25bps สู่ระดับ 4.00% เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ หลังอัตราเงินเฟ้อเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นทดสอบ/ทะลุระดับ 4% และอาจอยู่ในระดับสูงได้นานกว่าที่ BOE ประเมินไว้ก่อนหน้า จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ตามปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกราว 3-4 ครั้ง ในปีหน้า ขณะที่เรามองว่า BOE อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียง 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้ง BOE และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนตุลาคม และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกันยายน ของยูโรโซน  

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการของจีน (RatingDog Manufacturing & Services PMIs) เดือนตุลาคม เพื่อประเมินภาพเศรษฐกิจจีนโดยรวม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้างญี่ปุ่น เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาสราว 77% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในการประชุมเดือนธันวาคม และมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง ในปีหน้า ในส่วนผลการประชุมธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) นั้น บรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า RBA อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 4.85% เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ขณะที่ ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) อาจยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.75% 

▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนตุลาคม ที่เราคาดว่า อาจเร่งสูงขึ้นสู่ระดับ 3.31% (+0.37%m/m) ตามราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและผลของสภาพอากาศที่แปรปรวนต่อราคาอาหารสด รวมถึงราคาอาหารสำเร็จรูป พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิต และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) ในเดือนตุลาคม

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


การ์ทเนอร์ เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีปี 2570 จับตา AI อัตโนมัติเปลี่ยนเกมธุรกิจ

  • การ์ทเนอร์คาดการณ์ 10 เทรนด์เทคโนโลยีปี 2570 โดยชี้ว่า AI จะเปลี่ยนบทบาทจากการเพิ่มประสิทธิภาพไปสู่การทำงานและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง (Autonomous AI)
  • แนวโน้มสำคัญคือการขยายขีดความสามารถของ AI ให้ทำงานกับข้อมูลที่หลากหลายขึ้น เช่น ตัวเลข (Large Quantitative Models) และเสียง (Speech Reasoning Models) ควบคู่กับการสร้างกลไกกำกับดูแลและความปลอดภัยสำหรับ AI Agent
  • เทรนด์ยังมุ่งเน้นการสร้างความยืดหยุ่นให้องค์กรในระยะยาว ผ่านเทคโนโลยีเพื่ออธิปไตยดิจิทัล (SovereignTech) เพื่อลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และการสำรวจเทคโนโลยีใหม่ เช่น การประมวลผลด้วยระบบชีวภาพ (Wetware as a Service)

การ์ทเนอร์ (Gartner) เปิดเผย 10 แนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ประจำปี 2570 หรือ “Top 10 Strategic Technology Trends for 2027” สะท้อนทิศทางเทคโนโลยีองค์กรที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI ทำงานได้ด้วยตนเองมากขึ้น โดยโจทย์สำคัญของภาคธุรกิจจะขยายจากการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพ ไปสู่การควบคุมการตัดสินใจ ความปลอดภัย และความต่อเนื่องในการดำเนินงาน

จีน อัลวาเรซ (Gene Alvarez) นักวิเคราะห์ระดับรองประธานผู้ทรงคุณวุฒิของการ์ทเนอร์ ระบุภายในงาน Gartner IT Symposium/Xpo 2026 ว่า ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ CIO กำลังเผชิญภารกิจในการขยายการใช้งานระบบอัตโนมัติอย่างปลอดภัย พร้อมวางกลไกกำกับพฤติกรรมของระบบ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเกิดขึ้นหลังองค์กรใช้เวลาหลายปีทดลอง AI และนำเอเจนต์เข้ามาช่วยทำงาน เมื่อระบบเหล่านี้เริ่มสร้างซอฟต์แวร์ ปฏิบัติงาน และตัดสินใจได้เอง บทบาทของ CIO จึงต้องครอบคลุมทั้งการบริหารเทคโนโลยีและการกำกับสิ่งที่เทคโนโลยีลงมือทำ

โดยการ์ทเนอร์แบ่งแนวโน้มทั้ง 10 ด้านออกเป็น 3 กลุ่มหลัก

AI ก้าวพ้นข้อความ รุกงานตัวเลข–เสียง–จำลองโลก

กลุ่มแรกเป็นการขยายขีดความสามารถของ AI ให้ทำงานกับข้อมูลที่หลากหลายขึ้น ครอบคลุม 3 เทคโนโลยี ได้แก่

1. Large Quantitative Models หรือโมเดลเชิงปริมาณขนาดใหญ่ เน้นประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลตัวเลข เพื่อสนับสนุนงานพยากรณ์และสร้างแบบจำลองการดำเนินธุรกิจ การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2573 โมเดลประเภทนี้จะเข้ามาแทนที่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือ LLM ในงานพยากรณ์เชิงกลยุทธ์และงานสร้างแบบจำลองการดำเนินงาน 25%

2. Speech Reasoning Models หรือโมเดลการให้เหตุผลผ่านเสียงพูด ยกระดับ AI ด้านเสียงให้เข้าใจบริบทและเจตนาของการสนทนา เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจและดำเนินงาน โดยคาดว่า ภายในปี 2573 การโต้ตอบด้วยเสียงขององค์กรกว่า 70% จะได้รับการจัดการโดยอัตโนมัติผ่านโมเดลประเภทนี้

3. World Models หรือโมเดลจำลองโลก ช่วยให้ระบบเข้าใจสภาพแวดล้อมทางกายภาพและจำลองผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นก่อนลงมือทำ เปิดโอกาสให้องค์กรใช้ AI สนับสนุนการวางแผนและประเมินทางเลือกได้มากขึ้น

วางระบบคุม AI Agent รับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

กลุ่มที่ 2 มุ่งสร้างกลไกกำกับเอเจนต์ AI ซึ่งจะมีบทบาทเป็นผู้ปฏิบัติงานดิจิทัลขององค์กร ครอบคลุมอีก 4 เทคโนโลยี

4. AI Context Platforms หรือแพลตฟอร์มบริบทสำหรับ AI ช่วยให้ AI เข้าใจความหมายและความสัมพันธ์ของข้อมูลที่นำมาใช้ การ์ทเนอร์คาดว่า องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการจัดเตรียมข้อมูลด้านนี้ จะเพิ่มความแม่นยำของ AI แบบเอเจนต์ได้สูงสุด 80% และลดต้นทุนได้สูงสุด 60%

5. AI Coding Agent Harness หรือกรอบควบคุมเอเจนต์ AI เขียนโค้ด ทำหน้าที่กำกับซอฟต์แวร์ที่ AI สร้างขึ้น เพื่อรักษาคุณภาพ การปฏิบัติตามข้อกำหนด และความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้

6. AI Agent Identity หรือระบบจัดการตัวตนของเอเจนต์ AI เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดและควบคุมสิทธิ์ของเอเจนต์ โดยการ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2571 เหตุละเมิดความปลอดภัยขององค์กร 25% จะเชื่อมโยงกับการใช้เอเจนต์ AI ในทางที่ผิด

7. Autonomous Exposure Remediation หรือการแก้ไขจุดเสี่ยงด้านความปลอดภัยแบบอัตโนมัติ ช่วยตรวจจับช่องโหว่และตอบสนองต่อความเสี่ยง ลดโอกาสที่จุดอ่อนในระบบจะถูกใช้โจมตี

แนวโน้มกลุ่มนี้สะท้อนว่า การเพิ่มจำนวนเอเจนต์ AI ในองค์กรจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับระบบควบคุม ทั้งข้อมูลที่เอเจนต์เข้าถึง สิทธิ์ในการปฏิบัติงาน และการตรวจสอบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

อธิปไตยดิจิทัล–แอปอายุสั้น –คอมพิวเตอร์ชีวภาพ

กลุ่มสุดท้ายมุ่งสร้างความยืดหยุ่นระยะยาว เพื่อรับมือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ประกอบด้วย

8. SovereignTech หรือเทคโนโลยีเพื่ออธิปไตยดิจิทัล ครอบคลุมฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล และโมเดล AI ที่เอื้อให้องค์กรมีทางเลือกในการเปลี่ยนผู้ให้บริการสำคัญ ลดการผูกติดกับผู้ขายรายเดียว และรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงาน

การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2573 องค์กรที่มีฐานอยู่นอกสหรัฐอเมริกามากกว่า 75% จะนำกลยุทธ์อธิปไตยดิจิทัลมาใช้ เพื่อลดความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และการพึ่งพาผู้ให้บริการ

9. Disposable Applications หรือแอปพลิเคชันที่ออกแบบให้ปรับเปลี่ยนและเลิกใช้ได้ตามภารกิจ เป็นแนวทางบริหารซอฟต์แวร์ให้สอดคล้องกับความต้องการธุรกิจที่เปลี่ยนไป โดยวางแผนทั้งการพัฒนา การปรับปรุง และการยุติใช้งานตั้งแต่ต้น

10. Wetware as a Service หรือบริการประมวลผลด้วยระบบชีวภาพ เป็นรูปแบบบริการเกิดใหม่ที่เปิดให้เข้าถึงระบบชีวภาพที่มีชีวิตหรือระบบชีวภาพสังเคราะห์ผ่านคลาวด์เพื่อใช้ประมวลผล โดยอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีที่ต้องจับตาในฐานะทางเลือกต่อข้อจำกัดด้านพลังงานและกำลังประมวลผลในอนาคต

เมื่อพิจารณาทั้ง 10 แนวโน้มร่วมกัน ทิศทางที่ชัดเจนคือ องค์กรต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและกติกาการใช้งานให้ทันกับความสามารถของ AI ที่เพิ่มขึ้น การตัดสินใจลงทุนจึงต้องประเมินทั้งประโยชน์ทางธุรกิจ ต้นทุน ความปลอดภัย และความสามารถในการเปลี่ยนเทคโนโลยีเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยนไป ซึ่งจะเป็นโจทย์สำคัญของผู้บริหารในปี 2570

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


พรีเซนต์สินค้าเป็นภาษาอังกฤษ: อธิบายประโยชน์และตอบคำถามลูกค้า

พรีเซนต์สินค้าเป็นภาษาอังกฤษให้ลูกค้าเข้าใจ เริ่มจากถามว่าลูกค้าต้องการแก้ปัญหาอะไร แล้วเลือกอธิบายคุณสมบัติที่เกี่ยวข้อง แสดงวิธีใช้ รับคำถาม และตกลงขั้นตอนถัดไป ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยสคริปต์ยาวหรือคำศัพท์ยากทั้งหน้า

ก่อนพรีเซนต์: เตรียมข้อมูลให้ตอบได้ ไม่ใช่แค่เตรียมคำพูด

ลองจดสามเรื่องนี้ก่อนเขียนภาษาอังกฤษ: ลูกค้าติดปัญหาอะไร สินค้าช่วยตรงไหน และมีเรื่องใดที่ยังต้องเช็ก เมื่อรู้สามข้อนี้ คุณจะเลือกประโยคที่จำเป็นได้ง่ายกว่าการแปลแค็ตตาล็อกทุกบรรทัด

  • ความต้องการ: เช่น ทีมต้องโทรเตือนนัดทีละคน หรือพนักงานต้องพกอุปกรณ์ไปหลายสาขา
  • คุณสมบัติที่เกี่ยวข้อง: เช่น ส่งข้อความเตือนนัดได้ หรือพับเก็บอุปกรณ์ได้ โดยต้องเป็นคุณสมบัติจริงของสินค้าที่เสนอ
  • ข้อมูลรอยืนยัน: ราคา ขอบเขตแพ็กเกจ การเชื่อมต่อระบบ การจัดส่ง หรือการรับประกัน อย่าใส่คำตอบลงสคริปต์ถ้ายังไม่ทราบ

ถ้าใช้เอกสารงานจริงในการฝึก ให้ลบชื่อและข้อมูลติดต่อลูกค้า ราคาภายใน หรือข้อมูลที่บริษัทไม่อนุญาตให้เปิดเผยก่อน คุณสามารถใช้สินค้าสมมติแทนเพื่อฝึกโครงภาษาได้

5 ช่วงของการพรีเซนต์สินค้า พร้อมประโยคเริ่มต้น

ตารางนี้เป็นโครงฝึกที่เสนอให้ลองใช้ ไม่ใช่สูตรรับประกันยอดขาย เลือกใช้เฉพาะช่วงที่เหมาะกับการคุยครั้งนั้น

ตารางนี้เลื่อนซ้าย–ขวาได้บนมือถือ ↔

ช่วงประโยคภาษาอังกฤษความหมายและวิธีใช้
1. ถามความต้องการWhat would you like to improve about your current process?คุณอยากปรับปรุงส่วนไหนของขั้นตอนปัจจุบัน? ใช้ถามก่อนเลือกสิ่งที่จะสาธิต
2. เชื่อมประโยชน์This feature lets your team…คุณสมบัตินี้ช่วยให้ทีมคุณทำ…ได้ เติมการใช้งานที่พิสูจน์ได้ ไม่เติมผลลัพธ์ที่รับรองไม่ได้
3. สาธิตLet me show you how it works.ขอแสดงวิธีทำงานให้ดูนะครับ/คะ แล้วพาไปดูการใช้งานจริง
4. รับคำถามCould you tell me a little more about what you need?ช่วยเล่าความต้องการเพิ่มอีกนิดได้ไหม? ใช้เมื่อยังไม่ชัดว่าลูกค้าถามถึงงานแบบไหน
5. ตกลงขั้นตอนถัดไปWould you like me to send a summary of what we discussed?ต้องการให้ส่งสรุปสิ่งที่เราคุยกันไหม? ไม่สรุปแทนว่าลูกค้าพร้อมซื้อแล้ว

เปลี่ยนจากบอกคุณสมบัติ เป็นอธิบายว่าลูกค้าเอาไปใช้ทำอะไร

คำว่า feature คือคุณสมบัติของสินค้า ส่วน benefit ในบริบทนี้คือประโยชน์ต่อการใช้งาน อย่าหยุดเพียง “Our system has reminders.” ลองต่อว่าข้อความเตือนนั้นเกี่ยวกับงานที่ลูกค้าบอกอย่างไร

ตัวอย่างสมมติ: ระบบนัดหมายที่มีฟังก์ชันส่งข้อความเตือน

You mentioned that your team calls customers one by one. This feature lets you schedule reminder messages, so your team can send reminders without making each call manually.

“คุณบอกว่าทีมต้องโทรหาลูกค้าทีละคน ฟังก์ชันนี้ให้ตั้งเวลาส่งข้อความเตือนได้ ทีมจึงส่งข้อความเตือนโดยไม่ต้องโทรแจ้งแต่ละนัดด้วยตัวเอง”

ประโยคนี้อธิบายวิธีใช้ ไม่ได้อ้างว่าลูกค้าจะมาตามนัดทุกคนหรือประหยัดเวลาได้กี่เปอร์เซ็นต์ หากระบบจริงส่งข้อความอัตโนมัติไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนตัวอย่างให้ตรงความสามารถจริง

ตัวอย่างสมมติ: ขาตั้งแท็บเล็ตแบบพับได้

This stand folds flat, so you can pack it in your bag when you visit different branches.

“ขาตั้งนี้พับแบนได้ คุณจึงเก็บในกระเป๋าเวลาต้องไปหลายสาขาได้” ก่อนใช้จริงควรตรวจขนาด น้ำหนัก และขนาดกระเป๋าที่กล่าวถึง ไม่เปลี่ยนประโยคเป็น “ใช้ได้กับทุกกระเป๋า”

โครงประโยคที่เปลี่ยนเป็นสินค้าของคุณได้

You mentioned [ความต้องการ]. This [สินค้า/คุณสมบัติ] lets you [การใช้งาน]. Let me show you [สิ่งที่จะสาธิต].

ลองเติมทีละส่วนด้วยประโยคสั้น หากยังพูดต่อเนื่องไม่สะดวก ให้แยกเป็นสามประโยคแล้วเว้นจังหวะ ไม่จำเป็นต้องเชื่อมทุกอย่างเป็นประโยคเดียว

ตัวอย่างบทสนทนา: สาธิตบริการ แล้วลูกค้าถามนอกสคริปต์

สถานการณ์สมมติเพื่อฝึกภาษา: เซลล์กำลังสาธิตระบบนัดหมายให้ผู้ดูแลธุรกิจ คุณสมบัติของระบบต่อไปนี้เป็นรายละเอียดสมมติ ไม่ใช่บริการของ Engduo หรือกรณีศึกษาลูกค้าจริง

Sales: Before I show you the system, how does your team currently remind customers about their appointments?

ก่อนแสดงระบบ ขอถามว่าตอนนี้ทีมเตือนนัดลูกค้าอย่างไรครับ/คะ

Customer: We call them one by one. It takes a lot of work.

เราโทรหาทีละคน ใช้แรงงานค่อนข้างมาก

Sales: I see. This feature lets you schedule reminder messages before each appointment. Let me show you how to set one up.

เข้าใจแล้วครับ/ค่ะ ฟังก์ชันนี้ให้ตั้งเวลาส่งข้อความเตือนก่อนแต่ละนัดได้ ขอแสดงวิธีตั้งค่าหนึ่งข้อความให้ดูนะครับ/คะ

Customer: Can we change the message for different services?

เราเปลี่ยนข้อความให้ต่างกันตามบริการได้ไหม

Sales: Yes. In this demo, you can edit the message here. What information would you want to include?

ได้ครับ/ค่ะ ในระบบสาธิตนี้แก้ข้อความตรงนี้ได้ คุณอยากใส่ข้อมูลอะไรบ้างครับ/คะ

Customer: The location and anything the customer needs to prepare. Does it also work with our existing system?

สถานที่และสิ่งที่ลูกค้าต้องเตรียม แล้วเชื่อมกับระบบที่เรามีอยู่ได้ด้วยไหม

Sales: Which system are you using? Let me confirm compatibility with our technical team before I give you an answer.

ใช้ระบบอะไรอยู่ครับ/คะ ขอเช็กความเข้ากันได้กับทีมเทคนิคก่อนให้คำตอบนะครับ/คะ

Customer: I’ll send you the details.

เดี๋ยวส่งรายละเอียดให้นะ

Sales: Thank you. I’ll check those details and confirm when I can get back to you. Would you like a summary of the reminder feature as well?

ขอบคุณครับ/ค่ะ จะเช็กรายละเอียดและยืนยันว่าจะตอบกลับได้เมื่อไร ต้องการสรุปฟังก์ชันเตือนนัดด้วยไหมครับ/คะ

จุดที่ควรฝึก: ไม่ใช่จำคำตอบ “Yes” ให้คล่อง แต่ฝึกฟังว่าลูกค้าถามถึงการแก้ข้อความหรือการเชื่อมระบบ หากยังไม่รู้ข้อเท็จจริง ให้ถามรายละเอียดและนัดยืนยันข้อมูลแทน

ตอบคำถามเรื่องราคา เงื่อนไข หรือสิ่งที่ยังไม่รู้อย่างไร

ตารางนี้เลื่อนซ้าย–ขวาได้บนมือถือ ↔

สถานการณ์ประโยคที่ลองใช้ข้อควรระวัง
ลูกค้าถามราคาก่อนบอกขอบเขตHow many users would need access? I can then check the relevant pricing.
ต้องมีผู้ใช้งานกี่คนครับ/คะ จะได้ตรวจราคาที่ตรงกับการใช้งาน
ถ้าราคาของสินค้าคุณไม่ได้ขึ้นกับจำนวนผู้ใช้ ให้ถามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องจริงแทน
ลูกค้าบอกว่าแพงWhich part of the proposal would you like us to review?
อยากให้เราทบทวนส่วนไหนของข้อเสนอครับ/คะ
ไม่รับปากส่วนลดหรือเพิ่มบริการเองหากไม่มีอำนาจอนุมัติ
ฟังช่วงท้ายไม่ทันCould you repeat the last part, please?
รบกวนพูดช่วงท้ายอีกครั้งได้ไหมครับ/คะ
ถามให้ชัด ไม่ตอบเดาเพราะกลัวบทสนทนาหยุด
ไม่แน่ใจว่าลูกค้าหมายถึงอะไรDo you mean the setup process or the day-to-day use?
หมายถึงขั้นตอนตั้งค่า หรือการใช้ประจำวันครับ/คะ
เปลี่ยนตัวเลือกให้ตรงคำถามที่ได้ยิน
ยังไม่รู้คำตอบด้านเทคนิคLet me confirm that with our technical team.
ขอยืนยันเรื่องนี้กับทีมเทคนิคก่อนครับ/ค่ะ
ติดตามข้อมูลจริง และยืนยันเวลาตอบกลับที่ทำได้

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


ถอด Insight โรคจอตาเสื่อม! ชู HealthTech ลดความสูญเสียเศรษฐกิจ 6.8 หมื่นล้าน

เผยผู้ป่วยจริงโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดเปียก (nAMD) เนื่องในวันสายตาโลก: ก้าวข้าม “ความกลัวเข็ม-ข้อจำกัดการใช้ชีวิต” ผลักดัน HealthTech ชะลอความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 6.8 หมื่นล้านบาท

กรุงเทพฯ –  เนื่องในวันสายตาโลก 2569  ปัญหาสุขภาพสายตาและโรคจอประสาทตาเรื้อรังได้กลายเป็นภัยเงียบสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ครอบครัว และเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะ โรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดเปียก (neovascular Age-related Macular Degeneration: nAMD) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นถาวรในผู้สูงอายุ การเปิดใจจากมุมมองผู้ป่วยจริงประกอบกับความก้าวหน้าทางนวัตกรรมการรักษา จึงเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องสายตาและคืนคุณภาพชีวิตให้แก่คนไทยอย่างยั่งยืน

เสียงสะท้อนผู้ป่วย  ก้าวข้ามความกลัวและข้อจำกัดการใช้ชีวิต

กุลเวช เจนวัฒนวิทย์ กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย – Thai IOD และผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ nAMD กล่าวว่าในฐานะผู้บริหารองค์กร สายตาคือหัวใจสำคัญในการอ่านข้อมูล วิเคราะห์รายงาน และนำทัพองค์กร เมื่อเริ่มเห็นภาพเบี้ยวตรงกลางภาพ ยอมรับว่าส่งผลต่อความมั่นใจอย่างมาก และโดยส่วนตัวเป็นคนที่กลัวเข็มฉีดยา และกลัวเรื่องดวงตาเป็นพิเศษ พอได้ยินคุณหมอบอกครั้งแรกว่าต้องรับการรักษาด้วย “การฉีดยาเข้าลูกตา” ยอมรับว่าเข่าอ่อนและมีความกังวลสูงมาก เวลาเข้ารับการฉีดตาจะเกิดความเกร็งโดยไม่ตั้งใจจนตาบีบสู้กับเครื่องมือถ่างตา

นอกจากความกลัวแล้ว ข้อจำกัดสำคัญของการฉีดยาเข้าตาแบบเดิมที่ต้องฉีดสม่ำเสมอทุก 1-2 เดือน คือข้อห้ามหลังฉีดว่า ห้ามล้างหน้าและห้ามออกกำลังกายเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ซึ่งกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันอย่างมาก เพราะตนเองเป็นคนที่ออกกำลังกายทุกวัน เท่ากับว่าในทุกๆ 2 เดือน จะมี 1 สัปดาห์ที่ล้างหน้าไม่ได้และไม่ได้ออกกำลังกาย

“การได้รับการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก และตัดสินใจเข้ารับนวัตกรรมการรักษาแบบกระเปาะปล่อยยาต่อเนื่องในตาที่ผ่าตัดฝังและเติมยาครั้งแรกอยู่ได้ยาวนานถึง 8 เดือนก่อนจะมาเติมยาครั้งถัดไป ช่วยปลดล็อกทั้งความกลัวจากการต้องถูกฉีดยาเข้าตาบ่อยๆ และปลดล็อกข้อจำกัดเรื่องการเว้นล้างหน้าและการออกกำลังกาย ทำให้ผมสามารถกลับมาใช้ชีวิต ออกกำลังกาย ทำงานบริหารองค์กร และใช้เวลากับครอบครัวได้อย่างเต็มที่และมั่นใจอีกครั้ง”

เทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ AI & นวัตกรรมลดภาระการมารักษา

ในแง่มุมมองจักษุแพทย์: เทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ AI & นวัตกรรมลดภาระการมารักษาการก้าวข้ามข้อจำกัดของการรักษาแบบเดิม สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน

โดย นพ.ธนาพงษ์ สมกิจรุ่งโรจน์ หัวหน้าหน่วยจักษุวิทยาภูมิคุ้มกันและการอักเสบ และอาจารย์ประจำภาควิชาจักษุวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้อธิบายถึงธรรมชาติของโรคและเทคโนโลยีทางการแพทย์ว่า “โรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดเปียก (neovascular Age-related Macular Degeneration: nAMD) เกิดจากมีเส้นเลือดผิดปกติงอกขึ้นและมีเลือดหรือน้ำเหลืองรั่วซึมใต้จุดรับภาพชัด ที่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา เซลล์ประสาทตาจะสูญเสียถาวร ในอดีตผู้ป่วยมักสูญเสียการมองเห็นอย่างน่าเสียดาย แต่ปัจจุบันเรามี เทคโนโลยี AI ช่วยคัดกรองภาพถ่ายจอตา และ เครื่องสแกน OCT ความละเอียดสูง ที่ช่วยให้ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม

“ในการรักษา ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องมารับการฉีดยาเข้าตาเป็นประจำ แต่พบว่ามีผู้ป่วยประมาณร้อยละ 20 ที่ยืดระยะเวลาฉีดยาแบบเดิมไม่ได้ และจำเป็นต้องมาฉีดยาถี่ทุก 1-2 เดือน ซึ่งสร้างภาระอย่างมากทั้งต่อตัวผู้ป่วยและครอบครัวที่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาล การมีนวัตกรรมการรักษาแบบปล่อยตัวยาอย่างต่อเนื่อง หรือ Continuous Delivery System ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกระเปาะเก็บยาที่ค่อยๆ ปล่อยระดับยาในตาอย่างสม่ำเสมอนาน 6 เดือนหรือมากกว่า จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ลดความถี่ในการเดินทางมาโรงพยาบาล และลดภาระของผู้ดูแลได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือโรคจอตาเป็นภาวะเสื่อมที่ไม่หายขาด แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว ผู้ป่วยก็ยังคงต้องมารับยาหรือติดตามอาการตามนัดอย่างสม่ำเสมอเพื่อคงสภาวะการมองเห็นไว้”

ทั้งนี้ นพ.ธนาพงษ์ ได้เน้นย้ำเพิ่มเติมว่า แนวทางการรักษาและเลือกใช้นวัตกรรมทางการแพทย์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะโรคและเงื่อนไขทางร่างกายของผู้ป่วยแต่ละบุคคล ซึ่งมีความแตกต่างกันออกไป อาจมีความเหมาะสมหรือไม่เหมาะกับคนไข้ทุกคน ดังนั้น ผู้ป่วยควรรับการตรวจประเมินและขอคำปรึกษาจากจักษุแพทย์ประจำตัวเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

มุมมองผู้บริหาร: เปลี่ยนงบสุขภาพเป็นการลงทุน “Health-to-Wealth” สร้าง ROI 28 เท่า ความเสี่ยงของการสูญเสียการมองเห็นไม่เพียงส่งผลต่อตัวผู้ป่วยและครอบครัวเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

โดย ดร.แมทธิว โคทส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ได้นำเสนอผลการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขโดย สถาบันวิจัย WifOR  รายงานของ WifOR ระบุว่า โรคจอตาเรื้อรัง (โรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดเปียก: nAMD ในผู้สูงอายุ และ DME ในวัยทำงาน) สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศไทยสูงถึง 6.8 หมื่นล้านบาท (1.90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ระหว่างปี พ.ศ. 2560–2570 หรือคิดเป็นปีสุขภาวะที่สูญเสียไป (DALYs) รวมกว่า 235,539 ปี ที่น่าสนใจคือ สัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 44 ของผลกระทบเกิดจากภาระงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนและการดูแลของครอบครัว (Unpaid Caregiver Burden) เมื่อสมาชิกในวัยทำงานต้องลดชั่วโมงทำงานหรือหยุดงานเพื่อมาดูแลผู้ป่วยที่สูญเสียการมองเห็น [1]  

“ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะร่วมกันปรับกระบวนทัศน์จากการมองสาธารณสุขเป็น ‘ภาระค่าใช้จ่าย’ มาเป็นการ ‘ลงทุนในทุนมนุษย์’ (Health-to-Wealth) ซึ่งข้อมูลบรรทัดฐานสากลจาก IAPB และ WifOR ยืนยันว่า การลงทุนในสุขภาพตาทุกๆ 35.7 บาท (1 ดอลลาร์สหรัฐ) สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกลับคืนมาได้สูงถึงประมาณ 1,000 บาท (28 ดอลลาร์สหรัฐ) โรช ไทยแลนด์ พร้อมจับมือกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” 

“ขณะเดียวกัน ข้อมูลการคัดกรองผู้สูงอายุ 7.7 ล้านคน โดย กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2567 ยืนยันว่า ‘ปัญหาสายตาและการมองเห็น’ ครองอันดับ 1 ภาวะความเสื่อมถอยที่พบมากที่สุดในผู้สูงอายุไทย สูงถึงร้อยละ 27 นำหน้าสุขภาพช่องปาก ร้อยละ 25 และความเสี่ยงต่อการหกล้ม ร้อยละ 17 [3]”

เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว วิทยากรทุกท่านได้ร่วมเสนอแนะยุทธศาสตร์เชิงนโยบายครอบคลุมมิติสำคัญ เริ่มจากการขยายโครงสร้างพื้นฐาน HealthTech และระบบ AI คัดกรองภาพถ่ายจอตาตั้งแต่ระดับปฐมภูมิในชุมชนจนถึงโรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศ เพื่อให้ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาทางการแพทย์ เพื่อรักษาสภาวะจอตาให้เสถียร ลดความถี่ในการมาโรงพยาบาล และปลดล็อกภาระของสมาชิกในครอบครัววัยทำงานให้สามารถกลับไปทำงานสร้างรายได้ได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ยังต้องปรับกระบวนทัศน์เชิงนโยบายสู่แนวคิด Health-to-Wealth โดยเปลี่ยนมุมมองว่างบประมาณด้านสุขภาพตาคือการลงทุนในทุนมนุษย์ที่คืนผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงถึง 28 เท่า และสุดท้ายคือการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพตา (Health Literacy) เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเข้ารับการตรวจคัดกรองสายตาเป็นประจำทุกปีและมีวินัยในการรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปกป้องการมองเห็นอย่างยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ดูบอลสด ลิเวอร์พูล พบ อาร์เซนอล ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนนี้ เวลา 23.30 น.

ห้ามพลาด! LIVE ถ่ายทอดสด ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่ระหว่าง ลิเวอร์พูล พบ อาร์เซนอล เวลา 23.30 น. รวมลิ้งดูบอลสด ดูบอลสดออนไลน์ ดูบอลสดวันนี้ ผลบอลสด สามารถดูสดได้ช่องทางไหนบ้าง

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ดูบอลสด ลิเวอร์พูล พบ อาร์เซนอล ชมการถ่ายทอดสดส่งตรงจากสนาม แอนฟิลด์ คืนวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เวลา 23.30 น.

รับชม LIVE โปรแกรมถ่ายทอดสด ลิเวอร์พูล พบ อาร์เซนอล

รายชื่อผู้เล่น ที่คาดว่าจะลงสนาม

ลิเวอร์พูล (4-2-3-1) : อลิสซอน เบ็คเกอร์ – โรนัลด์ อเราโฮ, เฌเรมี่ ฌักเกต์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, มิลอช เคอร์เคซ – ไรอัน กราเฟนแบร์ค, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ – ริโอ เอ็นกูโมอา, โฟลเรียน เวียร์ตซ์, แบรดลีย์ บาร์กโกล่า – อเล็กซานเดอร์ อิซัก

อาร์เซนอล (4-2-3-1) : ดาบิด ราย่า – เจอร์เรียน ทิมเบอร์, เอซรี่ คอนซ่า, กาเบรียล มากัลเญส, ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี่ – บรูโน่ กีมาไรส์, เดแคลน ไรซ์ – บูกาโย่ ซาก้า, มาร์ติน โอเดอการ์ด, โนนี่ มาดูเอเก้ – ไค ฮาแวร์ตซ์

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


กินผักนี้สิช่วยได้! 5 ผักลดไขมันในเลือด หาซื้อง่ายในตลาด

โรคไขมันในเลือดสูงถือเป็น “ภัยเงียบ” ที่น่ากลัวของคนยุคใหม่ เพราะมักจะไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า แต่หากปล่อยทิ้งไว้สะสมเป็นเวลานาน ไขมันส่วนเกินเหล่านี้จะไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบและแข็งตัว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคความดันโลหิตสูง

“ผักลดไขมันในเลือด” ที่อุดมไปด้วยใยอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยดักจับไขมัน คอเลสเตอรอล และช่วยล้างทำความสะอาดหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

5 ผักลดไขมันในเลือดสูง

1. กระเทียม

  • สรรพคุณเด่น: กระเทียมมีสารสำคัญที่เรียกว่า “อัลลิซิน” (Allicin) ซึ่งมีงานวิจัยรองรับชัดเจนว่าช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลรวมและไขมันเลว (LDL) ในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมช่วยลดความดันโลหิตและป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน
  • วิธีทาน: ทานสดๆ หรือใส่ในอาหารผัด แกง เป็นประจำทุกวัน

2. กระเจี๊ยบเขียว

  • สรรพคุณเด่น: เมือกเหนียวๆ ใสๆ ในกระเจี๊ยบเขียวอุดมไปด้วยเพกทิน (Pectin) และเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำสูงมาก เมือกนี้ทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำคอยดักจับไขมันและน้ำตาลในลำไส้ ขับถ่ายออกนอกร่างกาย และช่วยชะลอการดูดซึมไขมันเข้าสู่กระแสเลือด
  • วิธีทาน: ลวกจิ้มน้ำพริก หรือใส่ในแกงส้ม

3. มะระจีน

  • สรรพคุณเด่น: แม้จะมีรสชาติขม แต่เสบียงจากธรรมชาติชนิดนี้อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญน้ำตาลและไขมันในเลือด ช่วยลดระดับไตรглиเซอไรด์และไขมันสะสมในหลอดเลือดได้อย่างยอดเยี่ยม
  • วิธีทาน: ทำเมนูต้มจืดมะระยัดไส้หมูสับ (ลดความมัน) หรือผัดไข่

4. หัวหอมใหญ่

  • สรรพคุณเด่น: หัวหอมใหญ่มีสาร “เควอซิติน” (Quercetin) และสารกำมะถันสูง ซึ่งทำหน้าที่ช่วยเพิ่มระดับไขมันดี (HDL) ในร่างกาย พร้อมทั้งช่วยสลายลิ่มเลือดและป้องกันหลอดเลือดแดงแข็งตัว
  • วิธีทาน: ใส่ในสลัดผัก ผัดไข่ หรือทำซุปหัวหอม

5. คะน้าและผักใบเขียวเข้ม

  • สรรพคุณเด่น: ผักใบเขียว เช่น คะน้า บร็อคโคลี และตำลึง อุดมด้วยลูทีน เบต้าแคโรทีน และไฟเบอร์หนาแน่น ช่วยขัดล้างระบบทางเดินอาหารและป้องกันการสะสมตัวของไขมันส่วนเกินในหลอดเลือด
  • วิธีทาน: ผัดไฟแรงใส่น้ำมันน้อยๆ หรือทำแกงเลียง

สรุปทั้ง 5 ชนิดนี้เป็นประจำ ควบคู่กับการลดอาหารประเภทของทอด ของมัน แป้งขัดขาว และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเคลียร์ไขมันส่วนเกิน คืนความยืดหยุ่นให้หลอดเลือด และลดความเสี่ยงโรคร้ายแรงได้อย่างยั่งยืน เริ่มต้นปรับเปลี่ยนมื้ออาหารตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพหัวใจที่แข็งแรง

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 2/11/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a62,350.0062,550.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,031.0061,109.9663,350.00
ทองรูปพรรณ 90%3,627.9054,998.96n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,224.8048,887.97n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,813.9527,499.48n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,410.8521,388.49n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,177.2063,326.35n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 2/11/2569

ประเภทน้ำมันปตท.
ปตท.
บางจาก
บางจาก
เชลล์
เชลล์
คาลเท็กซ์
คาลเท็กซ์
ไออาร์พีซี
ไออาร์พีซี
พีที
พีที
ซัสโก้
ซัสโก้
เพียว
เพียว
ราคาน้ำมันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9541.5441.5442.0441.5441.5441.5441.5441.5441.54
แก๊สโซฮอล์ 9141.1741.1741.6741.1741.1741.1741.1741.1741.17
แก๊สโซฮอล์ E2033.5033.5033.7033.50–33.5033.5033.5033.50
แก๊สโซฮอล์ E8531.6331.63––––––31.63
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.0548.5551.84–––––47.05
เบนซิน 9551.03––50.61–51.5351.18–51.03
ดีเซล42.5442.5442.5442.5442.5442.5442.5442.5442.54
ดีเซล B2033.5033.5033.5033.50–33.5033.5033.5033.50
ดีเซลพรีเมี่ยม49.0549.0551.8449.05––––49.05
แก๊ส NGV20.00–––––––20.00
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า