เปิดเกมลงทุน Sport Complex โอกาสใหม่อสังหาฯ รับเศรษฐกิจกีฬา 2.38 แสนล้าน

- เศรษฐกิจกีฬาไทยเติบโตสูง คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 2.38 แสนล้านบาทในปี 2568 กลายเป็นโอกาสการลงทุนใหม่ของภาคอสังหาริมทรัพย์
- ผู้พัฒนาอสังหาฯ ใช้ Sport Complex เป็นจุดขายหลักเพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน สร้างรายได้ประจำ และเพิ่มมูลค่าโครงการ แทนที่จะเป็นเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกเสริม
- ปัจจุบันมีโครงการ Sport Complex ที่เปิดเผยมูลค่าการลงทุนแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวในทำเลชานเมืองกรุงเทพฯ
- แนวโน้มการลงทุนกำลังขยายไปสู่โครงการขนาดใหญ่อย่าง “Sports City” ที่ผสมผสานกีฬา การอยู่อาศัย สุขภาพ และธุรกิจบริการเข้าด้วยกัน
การเติบโตของเศรษฐกิจกีฬาและกระแสการดูแลสุขภาพกำลังเปิดตลาดใหม่ให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย เมื่อสนามกีฬาและพื้นที่ออกกำลังกายไม่ได้เป็นเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกประกอบโครงการอีกต่อไป แต่เริ่มถูกนำมาใช้เป็นหัวใจของการพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์และ Mixed-use เพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน สร้างรายได้ประจำ และเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินในระยะยาว
ซาวิลส์ (ประเทศไทย) ระบุว่า เศรษฐกิจกีฬาของไทยมีมูลค่าสูงถึง 238,782 ล้านบาทในปี 2568 คิดเป็น 1.26% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เป็นสัดส่วนสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา ขณะที่แนวโน้มระดับโลกก็ขยายตัวต่อเนื่อง โดย World Economic Forum ร่วมกับ Oliver Wyman ประเมินว่าเศรษฐกิจกีฬาทั่วโลกจะมีมูลค่าประมาณ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 และเพิ่มเป็น 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573
การเติบโตดังกล่าวไม่ได้มาจากธุรกิจการแข่งขันกีฬาเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงไปถึงอุปกรณ์กีฬา สถานออกกำลังกาย สนามกีฬา อาหารและเครื่องดื่ม โรงแรม การท่องเที่ยว ตลอดจนการเดินทางเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมกีฬา ทำให้ภาคกีฬากลายเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีธุรกิจเกี่ยวเนื่องหลายประเภท และเปิดช่องให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เข้ามาต่อยอดการลงทุนได้มากขึ้น
ข้อมูลจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า มูลค่าเศรษฐกิจกีฬาของไทยในปี 2568 แบ่งเป็นมูลค่าทางตรงประมาณ 176,000 ล้านบาท และมูลค่าทางอ้อมประมาณ 62,000 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของกีฬาในการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจอื่น ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค การท่องเที่ยว และบริการ
คนไทยออกกำลังกายเพิ่ม เปิดฐานลูกค้ากีฬาในหลายช่วงวัย
อีกปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของตลาดคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายและสุขภาพมากขึ้น โดยข้อมูลที่ซาวิลส์นำเสนอระบุว่า สัดส่วนประชากรไทยที่เข้าร่วมกิจกรรมทางกายเพิ่มจาก 87.26% ในปี 2567 เป็น 89.7% ในปี 2568 และ 91.7% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 หรือเพิ่มขึ้น 4.44 จุดเปอร์เซ็นต์ภายใน 2 ปี ขณะที่ประชากรที่ไม่ได้ออกกำลังกายลดลงเหลือ 8.3%
พฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการเล่นกีฬาในสนามหรือการออกกำลังกายในฟิตเนส แต่รวมถึงการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน และกิจกรรมนันทนาการกลางแจ้ง ส่งผลให้ความต้องการพื้นที่รองรับกิจกรรมทางกายมีความหลากหลายขึ้น ตั้งแต่ฟิตเนส สนามกีฬา สระว่ายน้ำ ลู่วิ่ง ไปจนถึงพื้นที่สีเขียวและพื้นที่กิจกรรมกลางแจ้งในโครงการที่อยู่อาศัย
ขณะเดียวกัน ฐานผู้บริโภคที่มีค่าใช้จ่ายด้านกีฬาสูงยังครอบคลุมหลายช่วงวัย ไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยกลุ่มอายุ 30-39 ปี มีค่าใช้จ่ายด้านกีฬาต่อคนเฉลี่ยสูงที่สุดประมาณ 7,700 บาท รองลงมาคือกลุ่มอายุ 40-49 ปี ประมาณ 7,600 บาท และกลุ่มอายุ 60-69 ปี ประมาณ 7,300 บาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดกีฬามีกำลังซื้อจากทั้งวัยทำงาน ครอบครัว และผู้สูงอายุ ซึ่งมีความต้องการแตกต่างกัน ตั้งแต่การเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพและความบันเทิง ไปจนถึงบริการฟื้นฟูร่างกายและ Wellness จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการออกแบบ Sport Complex ที่มีบริการหลากหลายและสร้างรายได้จากลูกค้าหลายกลุ่ม
เปิดพอร์ต Sport Complex ลงทุนแล้วกว่า 1 หมื่นล้าน
ซาวิลส์พบว่า ปัจจุบันมีโครงการ Sport Complex และโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ผสานองค์ประกอบด้านกีฬาอยู่ในแผนพัฒนา (Pipeline) ซึ่งเปิดเผยมูลค่าการลงทุนแล้วอย่างน้อย 6 โครงการ รวมกว่า 10,000 ล้านบาท โดยมีทั้งรูปแบบสปอร์ตคลับแบบสมาชิกที่เน้นกลุ่มลูกค้าระดับบนและครอบครัว ไปจนถึงศูนย์กีฬาที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าใช้บริการผ่านการจองสนามหรือสมัครเข้าร่วมกิจกรรม
ในกลุ่มสปอร์ตคลับแบบสมาชิก มีตัวอย่างสำคัญคือ Eden Country Club บนพื้นที่ 24 ไร่ บริเวณถนนบางนา-ตราด มูลค่าการลงทุนประมาณ 2,400 ล้านบาท ประกอบด้วยสนามเทนนิส พาเดล ศูนย์กีฬาแร็กเก็ต สระว่ายน้ำ และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพ ตั้งเป้าเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2571
อีกโครงการคือ Reignwood Sports and Performance Center มูลค่าการลงทุนประมาณ 1,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Reignwood Park โครงการขนาดใหญ่ที่ผสานสนามกอล์ฟระดับเอ็กซ์คลูซีฟ Robinswood Golf Club ที่พักอาศัย และโรงเรียนนานาชาติเข้าด้วยกัน สะท้อนแนวทางพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่นำกีฬาและการใช้ชีวิตมาเชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน
ส่วนกลุ่ม Sport Complex ที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าใช้บริการ มี The O2 Bangkok บริเวณบางอ้อ ใกล้สถานีรถไฟฟ้า MRT เป็นอาคารกีฬา 4 ชั้น พื้นที่ประมาณ 10,200 ตารางเมตร มูลค่าลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท ประกอบด้วยสนามแบดมินตัน บาสเกตบอล ฟุตบอล 5 คน ฟิตเนส และพื้นที่ฟื้นฟูร่างกาย
ขณะที่ Sterling Sport and Wellness ย่านสุขุมวิท 24 รวบรวมสนามเทนนิส พาเดล และพิคเคิลบอล พร้อมสตูดิโอออกกำลังกายและบริการกายภาพบำบัด ส่วน Theá Sports Club มีแผนพัฒนาในย่านพรานนก–กาญจนาภิเษก สะท้อนการขยายตัวของธุรกิจไปยังพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก
นอกจากผู้ประกอบการด้านกีฬาโดยตรงแล้ว ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังเริ่มนำกิจกรรมกีฬามาเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาโครงการมากขึ้น อาทิ พราว เรียลเอสเตท ซึ่งมีแผนพัฒนาที่ดินเดิมของบิ๊กซี บางใหญ่ ขนาดกว่า 27 ไร่ เป็นโครงการ Mixed-use ประกอบด้วย Arena, Sport Club และ Sport Complex เพื่อรองรับตลาด Sport Tourism & Wellness
ขณะที่ K.E. Group ผู้พัฒนา Crystal Sports ย่านเลียบด่วนรามอินทรา มีแผนพัฒนาคอมมูนิตี้เทนนิสระดับเวิลด์คลาส ประกอบด้วยสนามเทนนิสในร่ม 9 คอร์ต เพื่อยกระดับกีฬาเทนนิสสู่ Premium Lifestyle
อสังหาฯ ดึงกีฬาเป็นจุดขาย เพิ่ม Traffic และรายได้ประจำ
การลงทุนด้านกีฬาไม่ได้จำกัดอยู่ในโครงการ Sport Complex โดยเฉพาะ แต่เริ่มขยายเข้าไปเป็นองค์ประกอบของโครงการที่อยู่อาศัยและธุรกิจค้าปลีก เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มกิจกรรมให้กับพื้นที่ตลอดวัน
ตัวอย่างเช่น แสนสิริกำลังพัฒนา S QUARTER บนพื้นที่ 24 ไร่ ในย่านกรุงเทพกรีฑา ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท ประกอบด้วยสนามฟุตบอล เทนนิส พาเดล และพิคเคิลบอล สตูดิโอกิจกรรม และคาเฟ่ โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2569
ส่วนธุรกิจค้าปลีก Talent Sport Academy ณ The Walk ราชพฤกษ์ ซึ่งได้รับการลงทุนจาก Index Living Mall ประมาณ 80–100 ล้านบาท พัฒนาบนอาคารกีฬา 2 หลัง พื้นที่รวมประมาณ 7,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยสนามเทนนิส พิคเคิลบอล และบาสเกตบอล โดยมุ่งเน้นกลุ่มครอบครัวและนักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติในบริเวณใกล้เคียง
การนำกีฬาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจึงมีเป้าหมายมากกว่าการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก เพราะสามารถสร้างเหตุผลให้ผู้บริโภคเดินทางเข้ามาใช้พื้นที่ เพิ่มระยะเวลาการใช้บริการ และต่อยอดไปสู่รายได้จากกิจกรรมอื่น เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านค้า และบริการด้านสุขภาพ โดยเฉพาะโครงการ Mixed-use และศูนย์การค้าที่ต้องการเพิ่มความถี่ในการเข้ามาใช้บริการของลูกค้า
ทำเลชานเมืองมีพื้นที่รองรับ ต่อยอดสู่ Sports City
ซาวิลส์ระบุว่า โครงการ Sport Complex ส่วนใหญ่กระจุกตัวในพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ โดยเฉพาะบางนา-ตราดและกรุงเทพกรีฑาทางฝั่งตะวันออก รวมถึงราชพฤกษ์และพรานนก-กาญจนาภิเษกทางฝั่งตะวันตก และบางอ้อในพื้นที่ฝั่งธนบุรี
ทำเลเหล่านี้มีข้อได้เปรียบด้านขนาดที่ดินและต้นทุนการพัฒนาเมื่อเทียบกับพื้นที่ CBD อีกทั้งยังอยู่ใกล้แหล่งที่อยู่อาศัยของครอบครัวและโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญของธุรกิจ ขณะที่การพัฒนา Sport Complex ต้องใช้พื้นที่รองรับสนามกีฬาและกิจกรรมหลายประเภท จึงมีข้อจำกัดด้านที่ดินมากกว่าโครงการเชิงพาณิชย์ทั่วไป
แนวโน้มการลงทุนยังเริ่มขยายจาก Sport Complex ไปสู่แนวคิด Sports City ที่เชื่อมโยงกีฬา สุขภาพ การศึกษา ที่อยู่อาศัย และธุรกิจบริการเข้าด้วยกัน ตัวอย่างคือ AREA 340 โดย Woraluk Property ในอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บนพื้นที่ประมาณ 1,200 ไร่ ด้วยแผนการลงทุนมากกว่า 5,000 ล้านบาท ประกอบด้วยสนามกีฬา สนามกอล์ฟ ที่อยู่อาศัย สถานศึกษา สุขภาพ และพื้นที่ชุมชน
โครงการดังกล่าวมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการพัฒนาหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและการจัดการกีฬา และมีแผนแล้วเสร็จในปี 2572 สะท้อนแนวทางพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ไม่ได้มองกีฬาเป็นเพียงธุรกิจบริการ แต่เชื่อมโยงไปถึงการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตในพื้นที่เดียวกัน
สำหรับมูลค่าการลงทุนของโครงการที่เปิดเผยแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท ประกอบด้วย AREA 340 มากกว่า 5,000 ล้านบาท Eden Country Club ประมาณ 2,400 ล้านบาท Reignwood Sports and Performance Center ประมาณ 1,400 ล้านบาท The O2 Bangkok ประมาณ 200 ล้านบาท รวมถึง S QUARTER และ Talent Sport Academy ซึ่งมีมูลค่าลงทุนประมาณโครงการละ 100 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างแผนการพัฒนาแต่ยังไม่ได้เปิดเผยมูลค่าการลงทุน ได้แก่ Theá Sports Club, Crystal Sports และ Arena Bangkok Club โดยซาวิลส์มองว่าในปี 2570 จะมีการลงทุนใหม่เพิ่มเติม โดยเฉพาะในทำเลชานเมืองและเมืองเศรษฐกิจที่มีศักยภาพรองรับโครงการขนาดใหญ่
โอกาสเพิ่มมูลค่าที่ดิน แต่ต้องเลือกทำเลและโมเดลธุรกิจให้เหมาะ
ซาวิลส์ (ประเทศไทย) ยังมองว่า Sport Complex กำลังพัฒนาจากธุรกิจเฉพาะทางไปสู่หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ โดยเฉพาะโครงการที่สามารถผสมผสานกีฬา สุขภาพ การศึกษา การอยู่อาศัย และธุรกิจค้าปลีกเข้าด้วยกัน ซึ่งมีโอกาสสร้างความต้องการใช้พื้นที่จากผู้บริโภคหลายกลุ่ม
สำหรับเจ้าของที่ดินและนักลงทุน การนำกิจกรรมกีฬามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน แต่ยังมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่โดยรอบ ผ่านการดึงดูดประชากร ผู้ใช้งาน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเข้ามาในพื้นที่ ตลอดจนสร้างรายได้ประจำจากค่าสมาชิก ค่าเช่าสนาม และบริการด้านสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระแสความนิยมด้านกีฬาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินทำเลและกำลังซื้อของตลาด พื้นที่รับบริการ ประเภทกีฬาและสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนความสามารถของพันธมิตรในการบริหารจัดการ เพราะ Sport Complex เป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยทั้งเงินลงทุนและการดำเนินงานต่อเนื่อง
ในระยะยาว การเชื่อมโยงกีฬาเข้ากับที่อยู่อาศัย การศึกษา สุขภาพ และค้าปลีก อาจเป็นอีกแนวทางของการพัฒนา Mixed-use และ Sports City ที่ช่วยสร้างจุดหมายปลายทางใหม่ให้กับพื้นที่ ขณะที่มูลค่าการลงทุนที่ทยอยเปิดเผยแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นสัญญาณว่ากีฬาเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในสมการการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ไทย ไม่ใช่เพียงสิ่งอำนวยความสะดวกประกอบโครงการเหมือนที่ผ่านมา
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
สัมผัสผืนป่า “เดอะ ฟอเรสเทียส์” อาณาจักรสีเขียวเมืองมิกซ์ยูสแห่งเดียวในไทย

- เดอะ ฟอเรสเทียส์ คือโครงการมิกซ์ยูสของ MQDC บนถนนบางนา-ตราด ที่พัฒนาพื้นที่กว่า 398 ไร่ให้กลายเป็นอาณาจักรสีเขียว โดยมีหัวใจสำคัญคือผืนป่าขนาดใหญ่ใจกลางโครงการ
- จุดเด่นคือการสร้างผืนป่าขนาด 30 ไร่ ที่ใช้เวลาบ่มเพาะนาน 7 ปี จนเกิดเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์กว่า 714 ชนิด
- โครงการมุ่งสร้างสุขภาวะที่ดี (Wellgevity) ให้กับผู้อยู่อาศัยทุกวัย โดยผสานที่อยู่อาศัยเข้ากับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เพื่อให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าและสัตว์นานาชนิดได้
- ถือเป็นโครงการต้นแบบด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งเดียวในไทย ที่เน้นการสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ใครจะไปคาดคิดว่า จากบ่อปลา และทุ่งเลี้ยงวัวพื้นที่ 389 ไร่ ธรรมดาๆ ย่านบางนา-ตราด กม. 7 ในวันนั้น จะกลายเป็น“เดอะ ฟอเรสเทียส์”(The Forestias) อาณาจักร มิกซ์ยูส ที่ยิ่งใหญ่ท่ามกลางผืนป่าธรรมชาติ ภายใต้ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC โครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่สุดและนำไปสู่ความยั่งยืน ของตระกูลเจียรวนนท์ มูลค่ากว่า 1.25 แสนล้านบาท ที่เข้ามาเติมเต็มการใช้ชีวิตในทุกรูปแบบของคนทุกกลุ่มวัย รวมถึงการออกแบบรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการขยับตัวทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกแบบพอเหมาะพอดี

เบื้องหลังความสำเร็จ
ย้อนไปเบื้องหลังความสำเร็จของโครงการ “บี -ทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MQDC เธอ ได้มีโจทย์น่าสนแต่แฝงไว้ด้วยความท้าทายว่า “ความสุขที่แท้จริงคืออะไร” และ“ทำอย่างไรจะสร้างให้คนทุกคนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี” แนวคิดนี้จึงนำมาถ่ายทอดสู่การลงมือปฎิบัติจริง อย่างเข้มข้น ผ่านสนามการวิจัยในทุกมิติทั้งในประเทศไทยและระดับโลก ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ การฟื้นฟูดินให้เหมาะกับต้นไม้ทุกประเภท ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศเชื่อมโยงซึ่งกันและกันอย่างกลมกลืน ระหว่าง คน- ป่า- พืชและสัตว์

ป่าสร้างระบบนิเวศกลางใจเมือง
ดังนั้นจึงนำมาซึ่ง ประกาศความสำเร็จของโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ในการเปลี่ยนมาสเตอร์แพลนสู่จุดหมายปลายทางที่เกิดขึ้นจริง พิสูจน์ว่าผืนป่าความหลากหลายทางชีวภาพ ที่อยู่อาศัยลักชัวรีและพื้นที่เสริมสุขภาวะเชื่อมโยงเป็นระบบนิเวศที่ผู้คนอยู่อาศัยสัมผัสได้จริงรวมถึงสัตว์หลากหลายพันธุ์ ตามวิสัยทัศน์ “A Complete Ecosystem for Wellgevity Habitat” ตลอด 7 ปี บนที่ดิน 30 ไร่ แห่งการบ่มเพาะตามแนว“มิยาซากิ” ได้เกิดผืนป่าธรรมชาติ และระบบนิเวศขนาดใหญ่ใจกลางโครงการที่อยู่อาศัย ที่สัมผัสได้จริง จนกลายเป็นต้นแบบโครงการมิกซ์ยูสแห่งเดียวในไทยและแห่งแรกในเอเชีย ปัจจุบันมีพืชและสัตว์ 714 ชนิด ต้นไม้ใหญ่น้อยประมาณ กว่า 2แสนต้น หลอมรวมกันอยู่ที่นี่ และเมื่อมีป่าเกิดขึ้น แน่นอนว่าทั้ง ผีเสื้อสวยงาม แมลงหลากชนิด รวมถึง นกต่างถิ่น ก็ต่างพากันมาอยู่อาศัย
สัมผัสป่า-สายน้ำสัตว์นานาพันธุ์
เมื่อเดินลัดเลาะ ไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องลอดกระทบกิ่งไม้ เสียงร้องของนก แมลง สัมผัสได้ ถึงผืนป่าที่มีชีวิต ช่วยให้ผ่อนคลาย สร้างสุขภาวะให้ดียิ่งขึ้นทั้งจิตใจและสุขภาพกาย ที่เป็นไฮไลต์ รูปปั้นช้างขนาดใหญ่ เสมือนตัวแทนของป่า นอกจากความสูงใหญ่ น่าเกรงขามแล้วในทางกลับกันยังเป็นจุดของฮวงจุ้ยสร้างสีสันช่วยในเรื่องโชคลาภตามความเชื่อ หากใครได้ลอดผ่านหรือขอพร ที่โดดเด่นธารน้ำธรรมชาติ โครงการได้เก็บอนุรักษ์ไว้ในบางส่วน พบว่ามี ปลานิล ปลาสลิด ปลาช่อน และอีกหลายสายพันธุ์ ที่ยังมีโอกาสซ่อนตัวแหวกว่ายอยู่ ณ จุดเดิม แม้แต่เต่า กบ ก็ยังจัดทำพื้นที่เป็นโพรงดินให้อยู่อาศัย เรียกว่า การทำโครงการไม่ใช่เพื่อผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงสัตว์ตัวเล็กๆให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้บนที่ดินเดิม ที่น่าสนใจ น้ำตก(จำลอง) ไหลเอื่อยเป็นละอองฝอย โดยนำน้ำหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ซึ่งอยู่บริเวณใต้ดิน เพิ่มสีสันให้กับสระว่ายน้ำบริเวณด้านล่างเหมือนกับกำลังเล่นน้ำท่ามกลางผืนป่าและเสียงที่มาจากธรรมชาติ
กว่าจะถึงวันนี้ไม่ง่าย
จากการบอกเล่าของ “สุรินทร์ วราชุน” ผู้ช่วยผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่นิเวศวิทยา โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ (The Forestias by MQDC) ผู้เชี่ยวชาญ การปลูกป่า และพาเดินสำรวจเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระบุว่า กว่าจะมาเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ เริ่มจาก การใช้เวลาปรับหน้าดินแต่ละชั้น โดยชั้นหน้าดินจะใช้ปุ๋ยขี้ไก่เพื่อเพิ่มธาตุอาหาร อนุบาลกล้าไม้ เมล็ดพันธุ์ ส่วนชั้นสองพักไว้ และชั้นกลางเป็นดินเหนียว ที่ต้องใช้ส่วนผสมบำรุงดิน จนช่วยให้เมล็ดพันธุ์ และกล้าไม้เติบโต เป็นร่มไม้ใหญ่ที่แข็งแรง แตกกิ่งก้านใบ แข่งขันกันรับแสงแดด โดยบริเวณที่เดินจะเป็นโซนที่มีน้ำตก Evergreen Forest (ป่าไม่ผลัดใบ)ป่าที่มีเรือนยอดเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี เนื่องจากต้นไม้ในป่าประเภทนี้ไม่ได้ทิ้งใบพร้อมกันทั้งต้น โดย 1ตารางเมตร จะลงไม้ 4 ต้น เพื่อให้ต้นไม้แข่งกันโต มีไม้ยืนต้นเช่นต้นยางนาที่สูงเกิน 30 เมตร ไม้ใหญ่, ไม้พุ่ม และไม้ราบหรือไม้ล้มลุก เช่นสมุนไพร
สุรินทร์ เล่าว่า ใช้เวลา5ปี สำหรับโซนนี้ ตั้งแต่ยังเป็นบ่อปลาและมีต้นไม้ต่างถิ่น ที่อาจทำให้ระบบนิเวศเสียหาย เบียดบังต้นไม่อื่นไม่สามารถเติบโตได้ ต้องนำออกไปจากพื้นที่ เช่นต้นจามจุรี กระถิน ตะขบ และผักตบชวาอยู่ในแหล่งน้ำ ทำให้น้ำไม่มีออกซิเจน
ที่สะดุดตา คือ ต้นเลียบ หรือที่เรียกกันว่า ไทรเลียบ มีรากเลื้อยพันลำต้นของตนเอง สุรินทร์อธิบายเพิ่มเติมว่า ในกรุงเทพมหานคร ที่นิยมปลูก จะเป็น โพธิ์ -ไทร- ไกร- กร่าง เป็นกลุ่มพรรณไม้ขนาดใหญ่ในสกุลเดียวคือ สกุลโพธิ์-ไทร
อย่างไรก็ตามต้นไม้บางชนิด “ซินแส” ห้ามปลูก โดยเฉพาะต้น โพธิ์ และไทร เพราะเน้นปลูกตามวัดเป็นส่วนใหญ่ แต่ สุรินทร์ อธิบายกับซินแสว่า ทั้ง โพธิ์- ไทร จะเป็นระบบนิเวศที่ต้องการ และในที่สุด ก็ได้รับอนุญาต เฉพาะ “ไทร” ตามที่ได้เห็นต้นไทรเลียบดังกล่าว นอกจากนี้พันธุ์ไม้ที่หายาก คือ “พระเจ้า5พระองค์” ลักษณะลูกแข็งเปลือกเหมือนพระพุทธรูปห้าเหลี่ยม ซึ่งใบคล้ายกับสะเดา
ขณะบางโซนเป็นไม้ดอกไม้ประดับสำหรับกลุ่มที่อยู่อาศัยผู้สูงวัยนอกจากความสวยงามแล้วยังส่งกลิ่นหอมอบอวล ให้สามารถจำทางกลับที่พักได้ ส่วนอีกโซน เป็นจะเป็นต้นไม้สำหรับรับประทานได้ บนที่ดิน7ไร่ กว่า 100 ชนิด โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลลูกหม่อน หรือ มัลเบอร์รี และยังมีโซนสัตว์ที่พักอนุบาลอีกด้วย สุรินทร์เล่าว่า โครงการจะเน้นการปลูกป่าให้เห็นเป็นรูปธรรมก่อน การก่อสร้างอาคาร ส่งผลให้ พื้นที่บางส่วนที่ปลูกต้นไม้ไปแล้วอาจได้รับความเสียหายจากการขุดเจาะ แต่ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ ลูกบ้านได้เห็นป่า ที่เรียกว่า คนอยู่ได้สัตว์ก็อยู่ได้ และปัจจุบันป่าที่เห็น ได้ทำหน้าที่เสมือนเครื่องฟอกอากาศ ภายในโครงการ แม้ว่าจะ ไม่สามารถกำจัด PM 2.5 ได้ทั้งหมด แต่หากใครได้ยืนอยู่ ที่นี่ จะได้รับอากาศที่ดีเมื่อเทียบกับภายนอกโครงการ
ธรรมชาติกับความสุขและสุขภาพของมนุษย์
“กิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์” ผู้อำนวยการโครงการ “เดอะ ฟอเรสเทียส์”(The Forestias) อธิบายว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีพื้นที่สีเขียวรองรับไม่เพียงพอ วันหยุดมนุษย์เราอยากกลับคืนสู่ธรรมชาติอย่าง”เขาใหญ่” แต่รู้สึกลำบากและใช้เวลาเดินทาง ดังนั้น โครงการ จึงทำให้คนอยู่กับธรรมชาติตลอดเวลา ด้วยการสร้างป่าให้มาอยู่รอบตัวคน ซึ่งมองว่าหัวใจของมนุษย์มีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติสามารถช่วยฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจได้จริง แม้แต่การโอบกอดต้นไม้หรือใช้เวลาอยู่ในป่า ก็ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด และอาจส่งผลดีต่อสุขภาพ รวมถึงช่วยลดกระบวนการอักเสบในร่างกายได้
แนวคิดการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน
รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต ที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน RISC by MQDC กล่าวถึงแนวคิดการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มจากการเปลี่ยนมุมมองในการพัฒนาพื้นที่ จากเดิมที่เป็นพื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่เกษตรกรรม ให้กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบของการพัฒนาอย่างยั่งยืน พื้นที่ขนาดประมาณ 398 ไร่ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างต้นแบบการพัฒนาที่ดี หากไม่เริ่มปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการพัฒนาในวันนี้ ผลกระทบจากการใช้ทรัพยากรอย่างไม่เหมาะสมอาจส่งผลรุนแรงต่อโลกในอนาคต
ที่ผ่านมา การพัฒนาอาคารสีเขียวมักให้ความสำคัญกับมาตรฐานและข้อกำหนดต่าง ๆ เช่น LEED ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยส่งเสริมการออกแบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ต้องมองให้ลึกกว่านั้น คือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งภาวะโลกร้อน โลกแปรปรวน และโลกเดือด ดังนั้น การพัฒนาที่ยั่งยืนจึงต้องมีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญคือ การสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน โดยมุ่งเน้นการผลิตพลังงานใช้เองจากแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และพลังงานลม เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอกและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของแนวคิดการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไม่ควรหยุดอยู่แค่การสร้างอาคารสีเขียวหรือพื้นที่สวนสวยงาม แต่ต้องก้าวไปสู่การสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับโลกได้อย่างแท้จริง นี่คืออาณาจักร มิกซ์ยูส ท่ามกลางผืนป่า ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และพื้นที่เสริมสุขภาวะที่หาได้ยากยิ่ง สำหรับ “เดอะ ฟอเรสเทียส์”
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทวันนี้ (6 พ.ย. 69) เปิดตลาด 33.45 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด

ค่าเงินบาทวันนี้ (6 พ.ย. 69) เปิดตลาดที่ระดับ 33.45 บาทต่อดอลลาร์ โดยกรอบแนวรับอยู่ที่ 33.30 บาท แนวต้าน 33.55 บาทต่อดอลลาร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ระดับ 33.45 บาทต่อดอลลาร์ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.43 บาทต่อดอลลาร์
ทีทีบี เปิดเผยว่า สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าสภาคองเกรสภายใต้การนำของเดโมแครตอาจออกมาตรการควบคุมธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ด้านราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสงครามอิหร่าน หลังจากพรรครีพับลิกันของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประสบความพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งกลางเทอมที่ผ่านมา โดยตลาดกำลังประเมินว่าผลการเลือกตั้งจะส่งผลต่อแนวทางของทรัมป์ในการทำสงครามกับอิหร่านอย่างไร โดยขณะนี้ตลาดให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่สงครามจะยุติลงมากขึ้น
ขณะที่ราคาทองปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ ขานรับชัยชนะของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลง ขณะที่ราคาน้ำมันที่ดิ่งลงช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 80.9% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนธ.ค. นอกจากนี้ FedWatch Tool บ่งชี้ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปี 2570
นอกจากนี้ เมื่อวานนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) ของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติ 8-1 ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 4.00% สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปีหรือนับตั้งแต่เดือนส.ค.2566
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 5,823 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 39 ล้านบาท
โดยกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.55 บาทต่อดอลลาร์
ขอบคุณข้อมูลจาก prachachat.net
อัปเดตเทรนด์สุขภาพ เปิดโลกนวัตกรรม และสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืน ในงาน SX2026

เมื่อโลกเผชิญความเปลี่ยนแปลงรอบด้าน ทั้งความเสี่ยงด้านสุขภาพ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และความท้าทายด้านพลังงาน การเตรียมพร้อมและปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญของการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและอนาคตที่ยั่งยืน
Sustainability Expo 2026 (SX2026) ร่วมกับเครือข่ายความยั่งยืนระดับประเทศ ชวนทุกคนร่วมเรียนรู้ภายใต้แนวคิด “ปรับ รับ เปลี่ยน” (Resilience in Action) เพื่อรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง เปิดรับองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมเปลี่ยนความคิดให้เป็นการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม
ตลอด 10 วันเต็ม ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสนวัตกรรม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ด้านสุขภาพและความยั่งยืน ผ่านนิทรรศการจากองค์กรชั้นนำ ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา โดยมี 3 ไฮไลต์สำคัญที่สะท้อนการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต สังคม และเมืองแห่งอนาคต
เจาะลึก 3 ไฮไลต์นวัตกรรมและองค์ความรู้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน
1. รู้เท่าทันความเสี่ยงด้านสุขภาพ สร้างภูมิคุ้มกันให้ชีวิต โดยโรงพยาบาลเมดพาร์ค (MedPark Hospital)
ชวนสำรวจภัยเงียบใกล้ตัวอย่างภาวะเสียชีวิตกะทันหัน (Sudden Death) เรียนรู้ปัจจัยเสี่ยง สัญญาณเตือน การประเมินสุขภาพเฉพาะบุคคล ตลอดจนทักษะการช่วยเหลือฉุกเฉินอย่างถูกต้อง เพื่อให้ทุกคนสามารถดูแลและเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงด้านสุขภาพได้อย่างเหมาะสม โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิน อนุราษฎร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรู้เท่าทันความเสี่ยงด้านสุขภาพว่า “แนวคิด ‘ปรับ รับ เปลี่ยน’ ต้องเริ่มจากการรู้เท่าทันความเสี่ยงด้านสุขภาพที่อาจซ่อนอยู่ แม้จะแข็งแรงดีก็ไม่ควรมองข้าม การตรวจสุขภาพเชิงลึกถึงระดับพันธุกรรมจะช่วยให้เรารับมือได้ทันท่วงที เพราะสุขภาพที่ยั่งยืนคือพื้นฐานสำคัญของชีวิตและสังคมที่พร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลง”

2. ต่อยอดงานวิจัยสู่นวัตกรรมเพื่อสังคม โดยมหาวิทยาลัยมหิดล
เปิดมุมมององค์ความรู้และงานวิจัยที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาสังคมและนโยบายสาธารณะ ผ่านพันธกิจด้านการศึกษา การวิจัย และการสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมถ่ายทอดแนวทางการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์จริง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนว่า มหาวิทยาลัยมหิดลหวังเป็นอย่างยิ่งว่า องค์ความรู้ นวัตกรรม และแนวปฏิบัติที่เรานำมาร่วมแบ่งปันในงาน Sustainability Expo ครั้งนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ทุกภาคส่วนร่วม “ปรับ” มุมมองเพื่อเปลี่ยนวิกฤตความเสี่ยง “รับ” แพลตฟอร์มและนวัตกรรมไปขยายผลต่อยอด และ “เปลี่ยน” พฤติกรรมร่วมกันอย่างจริงจัง เพราะความยั่งยืนของโลกไม่ใช่ภารกิจของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือพันธกิจร่วมกันของพวกเราทุกคน
3. ขับเคลื่อนพลังงานอัจฉริยะ สร้างมหานครแห่งอนาคต โดยการไฟฟ้านครหลวง (MEA)
ทำความรู้จักแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแห่งอนาคต ภายใต้แนวคิด Smart Energy Utility ที่มุ่งยกระดับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการดำเนินงานตามหลัก ESG การยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน และการบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่มหานครที่เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ร่วมปรับตัว เปิดรับนวัตกรรม เปลี่ยนวันนี้เพื่ออนาคตที่ดีกว่า
ทั้ง 3 องค์กรสะท้อนให้เห็นว่า ความยั่งยืนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังครอบคลุมถึงสุขภาพของผู้คน การพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในอนาคตมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนครั้งสำคัญ เรียนรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง เปิดรับโอกาสใหม่ และนำความรู้ไปต่อยอดสู่การลงมือทำจริง ในงาน Sustainability Expo 2026 (SX2026) มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ภายใต้แนวคิด “ปรับ รับ เปลี่ยน” (Resilience in Action)
พบกันระหว่างวันที่ 6–15 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.00–20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของ SX ได้ทาง Facebook Page: Sustainability Expo เว็บไซต์ และ LINE Official Account: @sxofficial
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ส่งมอบงานเป็นภาษาอังกฤษ: สรุปงานค้างและผู้รับผิดชอบ พร้อมอีเมล Handover

ส่งมอบงานเป็นภาษาอังกฤษ พูดอย่างไร? ใช้ “I’d like to hand over this task to you.” เมื่อต้องการส่งงานให้อีกฝ่ายรับช่วง แล้วบอกให้ครบว่าเป็นงานอะไร ตอนนี้ถึงไหน ต้องทำอะไรต่อ ใครรับผิดชอบ และต้องเสร็จเมื่อไร ปิดด้วย “Could you confirm the next steps?” เพื่อเช็กว่าเข้าใจงานที่จะทำต่อตรงกัน ไม่ใช่เพียงส่งไฟล์แล้วจบ
คู่มือนี้สำหรับเซลล์ ผู้ประสานงาน และคนทำงานที่ต้องส่งต่อเรื่องลูกค้าให้เพื่อนร่วมงาน มีประโยคพร้อมคำแปล อีเมล Handover และแบบฝึกที่เปลี่ยนเป็นงานของคุณได้ ตัวอย่างชื่อ งาน และวันที่ทั้งหมดเป็นสถานการณ์สมมติสำหรับฝึกภาษา
ส่งข้อมูลไปแล้วแต่เพื่อนร่วมงานยังถามว่า “ต้องทำอะไรต่อ?” ปัญหาอาจอยู่ที่ข้อความมีแค่ประวัติงาน แต่ไม่มีขั้นตอนถัดไป ลองเริ่มจากประโยคสั้น ๆ ที่บอก สถานะ + งานที่ต้องทำ + ผู้รับผิดชอบ + กำหนดส่ง ก่อนเพิ่มรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง
Hand over, handover และ take over ใช้ต่างกันอย่างไร?
| คำ | เลือกใช้เมื่อ | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| hand over | เป็นผู้ส่งต่องานหรือความรับผิดชอบ | I’ll hand over the project to the operations team. |
| handover | พูดถึงการส่งมอบงาน ใช้เป็นคำนาม | Let’s arrange a handover meeting. |
| take over | เป็นผู้รับช่วงงานต่อ | I’ll take over the customer follow-up from here. |
จำง่าย ๆ: hand over = ส่งต่อ / take over = รับช่วง / handover = การส่งมอบ พจนานุกรม Merriam-Webster แยก hand over เป็นคำกริยา และ handover เป็นคำนาม จึงเขียน “I will hand over…” ไม่ใช่ “I will handover…”
ถ้าหมายถึงแค่ส่งเอกสาร โดยไม่ได้โอนความรับผิดชอบ ใช้ “I’ll send you the files.” จะตรงกว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ hand over ทุกครั้งที่ส่งอีเมล
ก่อนส่งงาน เตรียมข้อมูล 5 อย่างนี้
ใช้รายการนี้เป็นแบบฝึกจัดข้อมูล ไม่ใช่ข้อบังคับว่าทุกองค์กรต้องมีแบบฟอร์มเดียวกัน หากมีเอกสารส่งมอบงานของบริษัทอยู่แล้ว ให้ใช้ขั้นตอนของบริษัทเป็นหลัก

สรุปให้ผู้รับช่วงรู้ว่าต้องทำอะไรต่อ ไม่ใช่แค่รู้ว่าเคยทำอะไรมาแล้ว
- Task — งานอะไร: ระบุชื่องานหรือโครงการให้ตรงกัน เช่น Customer onboarding — การเริ่มดูแลลูกค้าใหม่
- Current status — ถึงไหนแล้ว: แยกส่วนที่เสร็จออกจากสิ่งที่ยังรอ
- Next action — ต้องทำอะไรต่อ: ใช้กริยาชัด ๆ เช่น confirm, review, send หรือ check
- Owner — ใครรับผิดชอบ: ระบุคนหรือทีมที่ตกลงกันแล้ว ไม่ใช้ “someone” ถ้าต้องการให้ลงมือทำจริง
- Due date — ภายในเมื่อไร: ระบุวันที่ เวลา และเขตเวลาเมื่อทำงานข้ามประเทศ หากยังไม่ตกลง ให้เขียนว่า proposed deadline — กำหนดที่เสนอ
ประโยคส่งต่องาน แจ้งงานค้าง และขอให้รับช่วง
เปิดเรื่องและบอกว่าจะส่งงานอะไร
I’d like to hand over the customer onboarding to your team.
อยากส่งต่องานเริ่มดูแลลูกค้าใหม่ให้ทีมของคุณครับ/ค่ะ
Let me walk you through the current status first.
ขออธิบายสถานะปัจจุบันให้ฟังก่อนนะครับ/คะ
The handover notes are in the shared folder.
บันทึกส่งมอบงานอยู่ในโฟลเดอร์ที่แชร์ไว้ครับ/ค่ะ
แยกสิ่งที่เสร็จแล้วออกจากสิ่งที่ยังรอ
The customer has confirmed the requirements.
ลูกค้ายืนยันความต้องการแล้ว
We’re still waiting for approval from the finance team.
เรายังรอการอนุมัติจากทีมการเงิน
The setup date has not been confirmed yet.
วันติดตั้งยังไม่ได้รับการยืนยัน
หลีกเลี่ยง “Everything is done.” ถ้ายังมีเรื่องค้าง การบอกตรง ๆ ว่าส่วนไหนเสร็จและส่วนไหนยังรอ ทำให้ผู้รับช่วงรู้ว่าต้องตรวจอะไรโดยไม่เข้าใจว่างานปิดแล้ว
ระบุขั้นตอนถัดไปพร้อมกำหนดเวลา
Could you confirm the setup date with the customer by 3 p.m. on 9 October, Bangkok time?
ช่วยยืนยันวันติดตั้งกับลูกค้าภายในบ่ายสามโมง วันที่ 9 ตุลาคม ตามเวลาไทยได้ไหมครับ/คะ?
Please let me know if that deadline is not feasible.
รบกวนแจ้งด้วยหากไม่สามารถทำได้ตามกำหนดนั้น
การถามว่า “Could you…?” ยังไม่เท่ากับอีกฝ่ายรับงานแล้ว รอคำตอบหรือยืนยันผู้รับผิดชอบตามขั้นตอนทีมก่อนแจ้งลูกค้าว่าตกลงเรียบร้อย
ตัวอย่างอีเมล Handover: เซลล์ส่งงานให้ทีมดำเนินงาน
สถานการณ์สมมติ: ลูกค้ายืนยันความต้องการแล้ว เซลล์ส่งบันทึกให้ทีม Operations ช่วยประสานวันติดตั้ง โดยยังไม่รับปากวันติดตั้งแทนทีม
เลือกคำขึ้นต้นและคำลงท้ายตามความสัมพันธ์กับผู้รับ British Council อธิบายการเริ่มและจบอีเมล โดยแยกระดับความเป็นทางการตามบริบทและความคุ้นเคย ตัวอย่างนี้ใช้น้ำเสียงสุภาพสำหรับเพื่อนร่วมงาน
Subject: Customer onboarding handover — Project A
Dear Operations Team,
I’d like to hand over the onboarding for Project A to your team.
Current status: The customer has confirmed the requirements. The setup date is still pending.
Next action: Could you contact the customer to agree on a suitable setup date by 3 p.m. on 9 October, Bangkok time? Please let me know if this deadline is not feasible.
Documents: The requirements summary and meeting notes are in the shared project folder.
Could you confirm who will be the main point of contact and whether you can access the files? I’m available to answer any questions about the customer’s requirements.
Best regards,
Narin
ใจความภาษาไทย: ขอส่งงาน Project A ให้ทีม ลูกค้ายืนยันความต้องการแล้ว แต่วันติดตั้งยังรอข้อสรุป ขอให้ติดต่อเพื่อตกลงวันติดตั้งภายในเวลาที่ระบุ แจ้งได้หากกำหนดไม่เหมาะ พร้อมขอชื่อผู้ประสานงานหลักและเช็กการเปิดไฟล์
จุดที่ควรระวัง: วันที่ 9 ตุลาคมในอีเมลคือกำหนดให้ประสานและตกลงวัน ไม่ใช่วันที่ต้องติดตั้งเสร็จ หากใช้กับงานจริง ให้เปลี่ยนชื่องาน ใส่ปีเมื่อจำเป็น และแนบลิงก์เอกสารที่ผู้รับมีสิทธิ์เข้าถึง อย่าส่งรหัสผ่านหรือข้อมูลลูกค้าที่ไม่จำเป็นในอีเมลส่งงาน
บทสนทนาสั้น ๆ เมื่อต้องส่งงานในที่ประชุม
ตัวอย่างฝึกต่อจากอีเมล: ฝ่ายรับช่วงยังสงสัยว่าใครต้องติดต่อใคร จึงถามให้ชัดก่อนเริ่มทำ
Sales: The requirements are confirmed, but the setup date is still pending.
เซลล์: ยืนยันความต้องการแล้ว แต่วันติดตั้งยังไม่ได้ข้อสรุป
Operations: Should I contact the customer directly?
ฝ่ายดำเนินงาน: ให้ฉันติดต่อลูกค้าโดยตรงเลยไหม?
Sales: Yes. Could you agree on a date with them by 9 October?
เซลล์: ใช่ ช่วยตกลงวันกับลูกค้าภายในวันที่ 9 ตุลาคมได้ไหม?
Operations: Yes, I’ll take over from here. I’ll confirm the date and update the project notes.
ฝ่ายดำเนินงาน: ได้ ฉันจะรับช่วงต่อ จะยืนยันวันและอัปเดตบันทึกโครงการ
Sales: Thanks. Please let me know if any requirements are unclear.
เซลล์: ขอบคุณ ถ้าความต้องการส่วนไหนไม่ชัด แจ้งมาได้เลย
แบบฝึก: เปลี่ยนข้อความคลุมเครือให้คนรับงานทำต่อได้
ข้อความตั้งต้น: “Please follow up on this. It’s urgent.” — ช่วยตามเรื่องนี้ด้วย ด่วน
ลองตอบให้ได้ก่อนว่า this หมายถึงงานอะไร ต้องตามกับใคร ต้องได้คำตอบเรื่องไหน และเมื่อไร จากนั้นเขียนใหม่ เช่น:
Could you check the delivery address with the customer by 10 a.m. tomorrow, Bangkok time, and update the order notes?
ช่วยตรวจสอบที่อยู่จัดส่งกับลูกค้าภายในสิบโมงเช้าวันพรุ่งนี้ตามเวลาไทย แล้วอัปเดตบันทึกคำสั่งซื้อได้ไหม?
- เลือกงานจริงหนึ่งงาน แต่แทนข้อมูลลูกค้าด้วยชื่อสมมติ
- เขียนสถานะและขั้นตอนถัดไปอย่างละหนึ่งประโยค
- ระบุผู้รับผิดชอบและกำหนดเวลาที่ต้องตกลง
- ให้คู่ฝึกถามหนึ่งคำถามที่คุณไม่ได้เตรียมไว้ เช่น “What if the customer doesn’t reply?”
- ตอบโดยไม่เดา เช่น “Please let me know, and we’ll agree on the next step.” — แจ้งฉัน แล้วเราจะตกลงขั้นตอนถัดไปกัน
เช็กหลังซ้อม: อีกฝ่ายบอกได้ไหมว่าต้องทำอะไรต่อ? แยกงานเสร็จกับงานค้างได้ไหม? รู้หรือไม่ว่าถ้ามีปัญหาต้องถามใคร? ถ้ายังตอบไม่ได้ ให้แก้ข้อมูลก่อนเพิ่มศัพท์ยาก
คำถามที่พบบ่อย
ส่งมอบงานใช้ handover หรือ hand over?
ถ้าเป็นคำกริยาใช้ hand over แยกสองคำ เช่น “I’ll hand over the task.” ถ้าเป็นคำนามใช้ handover เช่น “The handover is complete.” เลือกตามหน้าที่ในประโยค ไม่ใช่เปลี่ยนแทนกันได้ทุกตำแหน่ง
ถ้าจะบอกว่ารับช่วงงานต่อแล้ว พูดอย่างไร?
ใช้ “I’ll take over from here.” แล้วระบุสิ่งที่จะทำ เช่น “I’ll contact the customer and update the notes.” จะชัดกว่าตอบแค่ “Noted.” ซึ่งบอกว่ารับทราบ แต่ยังไม่ระบุการลงมือทำ
ส่งงานทั้งที่ยังมีเรื่องค้างได้ไหม ควรเขียนอย่างไร?
ขึ้นอยู่กับขั้นตอนของทีม ในด้านภาษาให้บอกสิ่งที่ค้างตรง ๆ เช่น “We’re still waiting for approval.” แล้วระบุว่าใครจะติดตามและเมื่อไร ไม่ใช้คำว่างานเสร็จหากยังมีเงื่อนไขที่ต้องจัดการต่อ
ควรเรียน Business English ไหมถ้าต้องส่งงานเป็นภาษาอังกฤษ?
ถ้าสื่อสารทั่วไปได้แต่ติดการอธิบายงาน ตอบคำถาม หรือประสานหลายฝ่าย การฝึก Business English ตามสถานการณ์งานจะตรงเป้าหมาย หากยังต้องเสริมประโยคพื้นฐาน ให้แจ้งระดับเริ่มต้นกับทีม Engduo เพื่อวางลำดับการฝึก ไม่จำเป็นต้องเลือกจากชื่อตำแหน่งอย่างเดียว
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
ชี้ 4 ตัวเต็งบอลน่าเชียร์ 6 พ.ย. 69 : ทีเด็ดบอลวันนี้ เอฟเวอร์ตัน-เลสเตอร์ มีลุ้นเฮ!

ทีเด็ดบอลวันนี้ 6 พฤศจิกายน 2569 คัด 4 คู่เด่นจากศึกเอฟเอ คัพ, ลีก เอิง, พรีเมียร์ลีก และลา ลีกา นำโดย เลสเตอร์ บุกเยือน อ็อกซ์ฟอร์ด ซิตี้, ตูลูส เปิดบ้านรับ สตราส์บูร์ก ขณะที่ เอฟเวอร์ตัน มีคิวดวล โคเวนทรี ส่วน เซบีย่า พบ อลาเบส พร้อมวิเคราะห์ฟอร์มล่าสุดและทรรศนะก่อนเกมครบทุกคู่
อ็อกซ์ฟอร์ด ซิตี้ พบ เลสเตอร์
เลสเตอร์ อาจมีผลงานที่น่าผิดหวังตลอด 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา แต่พวกเขายังคงมีศักยภาพเหนือกว่า อ็อกซ์ฟอร์ด ซิตี้ ทีมจากเนชันแนล ลีก นอร์ท หรือระดับดิวิชั่น 6 ในเกมเอฟเอ คัพ รอบแรก
ทัพจิ้งจอกสยามคว้าชัยได้ 3 จาก 5 นัดหลังสุด และน่าจะมีดีพอที่จะเอาชนะเจ้าถิ่น ซึ่งเพิ่งแพ้ เซาธ์ ชีลด์ส 1-3 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทรรศนะ : เลสเตอร์ เหนือกว่าอย่างชัดเจน
ตูลูส พบ สตราส์บูร์ก
สตราส์บูร์ก มีปัญหาในเกมรับอย่างชัดเจนในฤดูกาลนี้ และจุดอ่อนดังกล่าวอาจทำให้พวกเขาต้องพบกับความผิดหวังอีกครั้งในการบุกเยือน ตูลูส
โดยเฉพาะเมื่อทีมเยือนแพ้ถึง 4 จาก 5 นัดที่ลงเล่นนอกบ้าน อีกทั้งยังเสียไปแล้ว 19 ประตูจาก 9 นัดในลีก ทำให้เจ้าถิ่นมีโอกาสใช้ความได้เปรียบในบ้านคว้าชัยชนะ
ทรรศนะ : ตูลูส น่าคว้าชัยได้ในบ้าน
เอฟเวอร์ตัน พบ โคเวนทรี
เอฟเวอร์ตัน ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ หลังคว้าชัยเหนือ นิวคาสเซิ่ล 2 นัดติดต่อกัน และมีโอกาสเดินหน้าเก็บชัยชนะต่อเนื่องในเกมเปิดบ้านรับมือ โคเวนทรี
ทีมเยือนแพ้ถึง 3 จาก 4 เกมที่ลงเล่นนอกบ้านในฤดูกาลนี้ อีกทั้งยังอาจต้องเจองานยากในการเจาะแนวรับของ เอฟเวอร์ตัน ที่กำลังเล่นได้อย่างแข็งแกร่ง
ทรรศนะ : เอฟเวอร์ตัน น่าต่อยอดเฮอีกนัด
เซบีย่า พบ อลาเบส
อลาเบส ไม่ชนะใครตลอด 7 เกมลีกหลังสุด โดยแพ้ถึง 5 นัด และเสมออีก 2 นัด แถมเพิ่งถูก บาร์เซโลน่า ถล่ม 6-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
สถานการณ์ของทีมเยือนมีแนวโน้มย่ำแย่ลงไปอีก เมื่อต้องบุกเยือน เซบีย่า ซึ่งทำผลงานในบ้านได้อย่างแข็งแกร่ง และปัจจุบันรั้งอันดับ 6 ของตารางลา ลีกา ทำให้เจ้าถิ่นดูมีความได้เปรียบก่อนลงสนาม
ทรรศนะ : เซบีย่า ดูมีภาษีดีกว่า
ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th
คนไทยป่วย RSV พุ่ง 30% แพทย์ย้ำเสี่ยงทุกวัย ไม่ใช่แค่เด็กเล็ก

- สถานการณ์ผู้ป่วย RSV ในไทยปี 2569 เพิ่มสูงขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมักระบาดหนักช่วงฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว
- ไวรัส RSV ไม่ได้เป็นโรคเฉพาะในเด็กเล็ก แต่สามารถก่อให้เกิดอาการรุนแรงได้ในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว
- ผู้สูงอายุที่ติดเชื้อ RSV มีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าเด็กเล็กถึง 10 เท่า และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ปอดและหัวใจ
- ปัจจุบันยังไม่มียารักษาไวรัส RSV โดยตรง การป้องกันจึงสำคัญที่สุด โดยมีวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่และกลุ่มเสี่ยงเพื่อลดความรุนแรงของโรค
เนื่องในสัปดาห์รณรงค์ป้องกันโรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV (RSV Awareness Week 2026) ข้อมูลระบาดวิทยาชี้ชัดว่า RSV ยังคงเป็นโรคทางเดินหายใจที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในประเทศไทย แม้สังคมจะมองว่าเป็นโรคเฉพาะเด็กเล็ก แต่แท้จริงแล้วสามารถส่งผลกระทบรุนแรงถึงชีวิตในผู้สูงวัยและผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง
สถิติป่วย RSV ปี 2569 พุ่ง 30%
รายงานสถานการณ์จากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 15 ส.ค. 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ RSV (Respiratory Syncytial Virus) สะสมรวม 5,683 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 8.63 ต่อประชากรแสนคน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการแพร่กระจายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับปี 2568 พบว่าจำนวนผู้ป่วยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 30%
จากการวิเคราะห์แนวโน้มทางระบาดวิทยา การแพร่ระบาดของเชื้อ RSV ในประเทศไทยมีแบบแผนที่ชัดเจน โดยมักเริ่มพบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงฤดูฝนยาวไปจนถึงต้นฤดูหนาว ระหว่างเดือน ก.ค. – พ.ย. ของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศมีความชื้นสูงและเอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสผ่านทางระบบทางเดินหายใจ
กลุ่มผู้สูงวัย ส่งสัญญาณป่วยเพิ่มขึ้น
เมื่อพิจารณาจำแนกตามกลุ่มอายุ ข้อมูลระบุว่ากลุ่มเด็กเล็กอายุ 0-4 ปี ยังคงเป็นกลุ่มที่มีอัตราป่วยสูงสุด โดยมีอัตราป่วยอยู่ที่ 171.59 ต่อประชากรแสนคน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่น่าจับตาและถือเป็นประเด็นวิเคราะห์สำคัญในสัปดาห์รณรงค์ปีนี้ คืออัตราการป่วยในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่เริ่มส่งสัญญาณเพิ่มขึ้นตามลำดับ
นอกจากนี้ สถิติด้านการรักษาพยาบาลยังชี้ให้เห็นว่า เกือบ 40% ของผู้ป่วย RSV ทั้งหมด จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน (IPD) ของโรงพยาบาล สะท้อนว่า โรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV ไม่ได้เป็นเพียงอาการป่วยระดับปานกลางที่สามารถหายเองได้ง่าย แต่ก่อให้เกิดภาวะเจ็บป่วยรุนแรงในผู้ป่วยทุกช่วงวัย
โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงหลัก ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ซึ่งมักเกิดการติดเชื้อลุกลามลงสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง นำไปสู่ภาวะหลอดลมฝอยอักเสบและปอดอักเสบเฉียบพลัน
ผู้สูงอายุเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าเด็กเล็ก 10 เท่า
นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ กล่าวว่า ไวรัส RSV ไม่ใช่โรคที่จำกัดอยู่แค่ในเด็ก และไม่ใช่เพียงไข้หวัดธรรมดา แต่เป็นภัยคุกคามทางสุขภาพที่ร้ายแรงเมื่อเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคหอบหืด และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
การติดเชื้อในผู้สูงอายุสามารถพัฒนากระบวนการโรคได้อย่างรวดเร็ว ในช่วงแรกผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น มีไข้ ไอ และน้ำมูก แต่เมื่อเชื้อไวรัสลามลงสู่ปอด จะก่อให้เกิดภาวะปอดอักเสบ ส่งผลให้เกิดอาการหอบเหนื่อย หายใจลำบาก และระดับออกซิเจนในเลือดลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล บางรายมีอาการรุนแรงถึงขั้นต้องเข้ารับการดูแลในหน่วยดูแลผู้ป่วยหนัก (ICU) และต้องใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ
นพ.มนูญ ระบุว่า สถิติทางการแพทย์พบว่าผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการติดเชื้อ RSV สูงกว่าเด็กเล็กมากถึง 10 เท่า โดยจากประสบการณ์การรักษาจริง พบกรณีผู้ป่วยสูงอายุวัย 91 ปี ที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการไข้ น้ำมูก เหนื่อยหอบ และภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ ผู้ป่วยบางรายต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานถึง 2 สัปดาห์ หรือต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งไม่เพียงแต่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างรุนแรง แต่ยังก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง
นอกจากระบบทางเดินหายใจแล้ว เชื้อ RSV ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังระบบหมุนเวียนโลหิต โดยสามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจที่อันตรายถึงชีวิต เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ซึ่งเป็นการซ้ำเติมภาวะสุขภาพของผู้ป่วยให้วิกฤตยิ่งขึ้น

ย้ำยังไม่มียารักษาต้านไวรัสโดยเฉพาะ
ในปัจจุบัน ปัญหาสำคัญของการรับมือโรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV คือ ยังไม่มียารักษาต้านไวรัสโดยเฉพาะ การดูแลรักษาในโรงพยาบาลจึงทำได้เพียงการรักษาตามอาการและประคับประคองภาวะแทรกซ้อน ดังนั้น มาตรการป้องกันก่อนเกิดการติดเชื้อจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุด
แนวทางการป้องกันขั้นพื้นฐานยังคงเน้นการสุขอนามัยส่วนบุคคล ได้แก่ การล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างสม่ำเสมอ การสวมหน้ากากอนามัย การหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วยทางเดินหายใจ และการไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน
สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและกลุ่มผู้มีโรคประจำตัว นพ.มนูญ แนะนำให้เข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกัน RSV ซึ่งปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่และกลุ่มเสี่ยงให้บริการ 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดที่มีสารเสริมภูมิคุ้มกัน (Adjuvanted vaccine) และชนิดที่ไม่มีสารเสริมภูมิคุ้มกัน (Non-adjuvanted vaccine)
โดยวัคซีนทั้งสองชนิดสามารถครอบคลุมการป้องกันเชื้อไวรัส RSV ได้ทั้งสายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B การได้รับวัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรครุนแรงและการนอนโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี
ความเข้าใจผิดที่ว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบชนิดเดิมสามารถครอบคลุมการป้องกัน RSV ได้นั้น นพ.มนูญ ชี้แจงว่า วัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัส (Pneumococcal vaccine) เป็นวัคซีนที่ใช้ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย ในขณะที่วัคซีน RSV เป็นการป้องกันการติดเชื้อจากไวรัส RSV ซึ่งเป็นเชื้อคนละประเภทและไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ นอกจากนี้ เชื้อ RSV ยังเป็นไวรัสที่สามารถเกิดการติดเชื้อซ้ำได้หลายครั้งตลอดชีวิต
กลไกการแพร่ระบาดในครอบครัว
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคเน้นย้ำถึงรูปแบบการแพร่กระจายเชื้อภายในครัวเรือน โดยพบว่าเชื้อ RSV สามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูกและน้ำลาย ทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็วในสถานที่ที่มีการรวมตัวกันของคนจำนวนมาก เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน ตลอดจนภายในบ้านเรือน
กลไกการแพร่ระบาดมักเริ่มจากเด็กเล็กหรือวัยหนุ่มสาวที่ได้รับเชื้อและมีอาการเพียงเล็กน้อยคล้ายไข้หวัดธรรมดา นำเชื้อกลับมาแพร่สู่สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีภาวะภูมิคุ้มกันลดลงตามวัยหรือจากโรคประจำตัว ทำให้เกิดการติดเชื้อที่ลุกลามและรุนแรง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
1 สมุนไพรฉายา “ยาดีใกล้ตัว” ชงดื่มง่าย วิจัยชี้ลดไขมัน-น้ำตาลในเลือด!

น้ำขิงมีประโยชน์อะไรบ้าง? เปิด 7 เรื่องที่ควรรู้ ช่วยลดน้ำตาลในเลือดและลดน้ำหนักได้จริงไหม?
น้ำขิงมีประโยชน์อะไรบ้าง? ตรวจสอบงานวิจัยเรื่องขิงลดน้ำตาลในเลือด ลดน้ำหนัก บรรเทาปวดประจำเดือน พร้อมวิธีทำน้ำขิงและข้อควรระวังก่อนดื่ม
ในครัวของหลายบ้านมักมีสมุนไพรชนิดหนึ่งติดไว้เสมอ นั่นคือ ขิง พืชที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและรสเผ็ดร้อน นิยมนำมาใช้ประกอบอาหาร รวมถึงชงเป็นเครื่องดื่มอย่าง “น้ำขิง” หรือ “ชาขิง” ซึ่งดื่มได้ทั้งแบบอุ่นและเย็น
ขิงเป็นสมุนไพรที่ใช้กันมายาวนานในตำรับยาพื้นบ้านของหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ปัจจุบันยังได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากมีสารประกอบสำคัญ เช่น จินเจอรอล (Gingerols) และโชกาออล (Shogaols) ซึ่งมีคุณสมบัติทางชีวภาพหลายด้าน
หลายคนอาจเคยได้ยินว่า การดื่มน้ำขิงช่วยลดน้ำตาลในเลือด เร่งการเผาผลาญไขมัน ลดน้ำหนัก บำรุงผิว และชะลอวัย แต่ประโยชน์เหล่านี้ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์มากน้อยเพียงใด และการดื่มน้ำขิงทุกวันจะส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย?
สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจก่อนคือ งานวิจัยจำนวนมากใช้ขิงผงหรือสารสกัดขิงในปริมาณที่กำหนด ไม่ใช่น้ำขิงชงดื่มทั่วไป ดังนั้น ผลการศึกษาจึงไม่สามารถนำมาสรุปได้ว่าการดื่มน้ำขิงหนึ่งแก้วจะให้ผลเทียบเท่ากัน
น้ำขิงคืออะไร? ทำไมจึงได้รับความนิยม?
น้ำขิงเป็นเครื่องดื่มที่เตรียมจากเหง้าขิงสดหรือขิงแห้ง โดยนำมาหั่นเป็นชิ้นหรือทุบพอแตก แล้วแช่ในน้ำร้อนหรือต้มเพื่อให้กลิ่นและสารบางส่วนละลายออกมาในน้ำ
ขิงมีสารสำคัญหลายชนิด โดยเฉพาะจินเจอรอลซึ่งพบในขิงสด และโชกาออลที่อาจเพิ่มขึ้นเมื่อขิงผ่านกระบวนการให้ความร้อนหรือทำให้แห้ง สารเหล่านี้เป็นกลุ่มสารที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการอักเสบ
นอกจากนี้ น้ำขิงอุ่นยังเป็นเครื่องดื่มที่สามารถใช้ทดแทนเครื่องดื่มหวานได้ หากเลือกดื่มโดยไม่เติมน้ำตาลหรือเติมเพียงเล็กน้อย จึงอาจช่วยลดปริมาณน้ำตาลและพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน
7 ประโยชน์ของน้ำขิง มีอะไรบ้าง?
1. น้ำขิงอาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้
หนึ่งในประโยชน์ของขิงที่มีการศึกษาในมนุษย์มากที่สุดคือการบรรเทาอาการคลื่นไส้ โดยเฉพาะอาการคลื่นไส้ที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ระยะแรก
ศูนย์สุขภาพเสริมและบูรณาการแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NCCIH) ระบุว่า อาหารเสริมขิงอาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ระหว่างตั้งครรภ์ได้ในบางกรณี แต่ผลต่ออาการอาเจียนยังไม่ชัดเจนเท่ากัน
สำหรับอาการคลื่นไส้จากการเดินทาง การผ่าตัด หรือเคมีบำบัด หลักฐานยังไม่สอดคล้องกันทั้งหมด จึงไม่ควรใช้ขิงทดแทนยาที่แพทย์สั่ง
หากมีอาการคลื่นไส้เล็กน้อย การจิบน้ำขิงอุ่นอาจช่วยให้บางคนรู้สึกสบายขึ้น แต่หากมีอาการอาเจียนรุนแรง อาเจียนต่อเนื่อง หรือดื่มน้ำไม่ได้ ควรพบแพทย์
2. ขิงอาจมีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ข้อกล่าวอ้างที่ได้รับความสนใจมากคือการดื่มน้ำขิงเพื่อลดน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะน้ำตาลสูงหรือเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2
งานวิเคราะห์อภิมานที่ตีพิมพ์ในวารสาร Systematic Reviews เดือนมิถุนายน 2026 ได้รวบรวมการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม 13 ฉบับในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รวมผู้เข้าร่วมมากกว่า 800 คน
ผลการศึกษาพบว่า การได้รับขิงในรูปแบบอาหารเสริมมีความสัมพันธ์กับการลดระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารเฉลี่ยประมาณ 16.27 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และลดค่า HbA1c เฉลี่ยประมาณ 0.41 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม
อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยระบุว่าผลการศึกษามีความแตกต่างกันค่อนข้างมากระหว่างการทดลอง และความเชื่อมั่นของหลักฐานยังอยู่ในระดับจำกัด จึงยังไม่สามารถแนะนำให้ใช้ขิงเป็นวิธีรักษาเบาหวานหลักได้
ดื่มน้ำขิงตอนเช้าช่วยลดน้ำตาลได้ดีกว่าหรือไม่?
ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่หนักแน่นยืนยันว่าการดื่มน้ำขิงในตอนเช้าช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่าช่วงเวลาอื่น และยังไม่มีข้อสรุปว่าการชงขิงสดทั่วไปให้ผลเทียบเท่าขิงผงหรือสารสกัดที่ใช้ในการทดลอง
ผู้ที่เป็นเบาหวานจึงไม่ควรหยุดยาหรือปรับขนาดยาด้วยตัวเองเพื่อหันมาดื่มน้ำขิง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีขิงเข้มข้นร่วมกับยา
3. อาจช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน
ขิงเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีการศึกษาด้านการบรรเทาอาการปวดประจำเดือน โดยเฉพาะอาการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ ซึ่งเป็นอาการปวดที่ไม่ได้เกิดจากโรคทางนรีเวชอื่น
งานทบทวนอย่างเป็นระบบและวิเคราะห์อภิมานในปี 2024 พบว่าการใช้ขิงอาจช่วยลดทั้งความรุนแรงและระยะเวลาของอาการปวดประจำเดือนได้เมื่อเทียบกับยาหลอก
งานวิจัยดังกล่าวยังพบว่า ผลของขิงต่อระดับความปวดไม่ได้แตกต่างจากยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDs อย่างมีนัยสำคัญในข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ แต่ไม่ควรตีความว่าขิงมีประสิทธิภาพเทียบเท่ายาทุกชนิด เพราะการศึกษายังมีข้อจำกัดด้านคุณภาพหลักฐานและข้อมูลความปลอดภัย
ทั้งนี้ งานวิจัยส่วนใหญ่ศึกษาขิงในรูปแบบที่กำหนดปริมาณชัดเจน ไม่ได้ยืนยันว่าการดื่มน้ำขิงธรรมดาจะช่วยลดปวดประจำเดือนได้ในระดับเดียวกัน
4. อาจช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารและอาการไม่สบายท้องบางชนิด
ขิงถูกใช้ในตำรับยาพื้นบ้านเพื่อบรรเทาอาการแน่นท้อง ท้องอืด และคลื่นไส้มานาน โดยมีการศึกษาสารประกอบในขิงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและระบบทางเดินอาหาร
การศึกษาขนาดเล็กบางฉบับพบว่าขิงอาจช่วยให้กระเพาะอาหารเคลื่อนอาหารออกไปยังลำไส้ได้เร็วขึ้น แต่ยังมีข้อมูลจำกัดว่าผลนี้ช่วยให้อาการอาหารไม่ย่อยดีขึ้นอย่างชัดเจนในผู้ป่วยทุกกลุ่มหรือไม่
การดื่มน้ำขิงอุ่นในปริมาณพอเหมาะอาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่รู้สึกสบายท้องเมื่อดื่ม แต่ไม่ควรใช้แทนการรักษาหากมีอาการปวดท้องเรื้อรัง อาเจียนบ่อย หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย
ที่สำคัญ ขิงอาจทำให้บางคนมีอาการแสบร้อนกลางอกหรือกรดไหลย้อนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรับประทานในปริมาณมาก จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าขิงเหมาะกับผู้ป่วยกรดไหลย้อนทุกคน
5. ขิงมีสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ไม่ได้หมายความว่าป้องกันมะเร็งได้
สารประกอบในขิง เช่น จินเจอรอลและโชกาออล ได้รับความสนใจจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการ เนื่องจากมีคุณสมบัติด้านการต้านอนุมูลอิสระและเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบบางประเภท
งานวิจัยระดับเซลล์และสัตว์ทดลองบางส่วนยังศึกษาผลของสารสกัดขิงต่อกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง แต่ผลการศึกษาเหล่านี้ยังไม่สามารถนำมายืนยันว่าการดื่มน้ำขิงทุกวันช่วยป้องกันมะเร็งในมนุษย์ได้
ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างว่าการดื่มน้ำขิงช่วยป้องกันมะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งชนิดอื่น จึงยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอให้ใช้เป็นคำแนะนำด้านการป้องกันโรค
การลดความเสี่ยงมะเร็งควรให้ความสำคัญกับการไม่สูบบุหรี่ จำกัดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ควบคุมน้ำหนัก รับประทานอาหารที่สมดุล ออกกำลังกาย และเข้ารับการตรวจคัดกรองตามความเหมาะสม
6. น้ำขิงช่วยลดน้ำหนักและเผาผลาญไขมันได้จริงหรือ?
น้ำขิงมักถูกนำมาแนะนำเป็นเครื่องดื่มลดพุงหรือช่วยเร่งการเผาผลาญ เพราะมีสารประกอบที่ถูกศึกษาเกี่ยวกับระบบเผาผลาญพลังงานและไขมัน
อย่างไรก็ตาม งานวิเคราะห์อภิมานจากการทดลองแบบสุ่ม 36 ฉบับ ซึ่งเผยแพร่ในปี 2025 พบว่าการเสริมขิงไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักตัวหรือดัชนีมวลกาย (BMI) อย่างมีนัยสำคัญโดยรวม แม้จะพบการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในตัวชี้วัดบางอย่าง เช่น เส้นรอบเอวและเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย
ผลดังกล่าวสะท้อนว่า ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าการดื่มน้ำขิงช่วยเผาผลาญไขมันจนทำให้น้ำหนักลดได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้ปรับพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายร่วมด้วย
แต่หากเลือกดื่มน้ำขิงแบบไม่เติมน้ำตาลแทนชาเย็น น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มหวานอื่น ๆ ก็อาจช่วยลดพลังงานจากเครื่องดื่มในแต่ละวัน และเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมน้ำหนักได้
7. ขิงอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและระบบเผาผลาญบางด้าน
นอกจากระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังศึกษาผลของขิงต่อระดับไขมันในเลือดและความดันโลหิตด้วย
งานวิเคราะห์อภิมานปี 2026 ที่ศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าการเสริมขิงสัมพันธ์กับการลดระดับไตรกลีเซอไรด์เฉลี่ยประมาณ 17.10 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และลดความดันโลหิตตัวบนเฉลี่ยประมาณ 1.62 มิลลิเมตรปรอท
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเดียวกันไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในตัวชี้วัดบางประเภท เช่น คอเลสเตอรอลรวมและ LDL และผู้วิจัยระบุว่าผลที่พบยังมีความสำคัญทางคลินิกค่อนข้างจำกัด
จึงไม่ควรสรุปว่าการดื่มน้ำขิงสามารถป้องกันโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมองได้โดยตรง การดูแลสุขภาพหัวใจยังต้องอาศัยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การรักษาความดันโลหิต และการจัดการปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย
น้ำขิงช่วยบำรุงผิว ชะลอวัย และทำให้ผมดกดำจริงไหม?
นอกจากประโยชน์ด้านสุขภาพแล้ว บทความเกี่ยวกับขิงจำนวนมากยังกล่าวถึงการบำรุงผิวและเส้นผม เช่น ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส ลดริ้วรอย ลดสิว กระตุ้นการงอกของเส้นผม และรักษารังแค
แม้สารบางชนิดในขิงจะมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการ แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอว่าการดื่มน้ำขิงเป็นประจำจะทำให้ผิวขาวขึ้น ลดริ้วรอย หรือกระตุ้นให้เส้นผมงอกใหม่ได้จริง
นอกจากนี้ การนำขิงสดหรือสารสกัดขิงเข้มข้นมาทาบนใบหน้าและหนังศีรษะโดยตรงอาจทำให้เกิดการระคายเคือง โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย จึงไม่ควรใช้ขิงรักษาสิว ผิวไหม้แดด หรือปัญหาหนังศีรษะด้วยตนเองโดยไม่มีคำแนะนำที่เหมาะสม
สำหรับการดูแลผิวและเส้นผม ควรเน้นการรับประทานอาหารให้ครบถ้วน พักผ่อนอย่างเพียงพอ ป้องกันแสงแดด และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวมากกว่า
วิธีทำน้ำขิงสด ชงดื่มเองง่าย ๆ ที่บ้าน
การทำน้ำขิงไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบราคาแพง สามารถใช้ขิงสดที่ซื้อจากตลาดทั่วไป และปรับความเข้มข้นตามรสชาติที่ชอบได้
ส่วนผสม
- ขิงสดประมาณ 10-15 กรัม หรือขิงหั่นบาง 4-6 แว่น ขึ้นอยู่กับขนาด
- น้ำสะอาด 300-350 มิลลิลิตร
- น้ำผึ้งเล็กน้อยตามชอบ หรือไม่เติมเลยก็ได้
- มะนาวเล็กน้อยตามชอบ
วิธีทำ
- ล้างขิงให้สะอาด: ล้างดินและสิ่งสกปรกออกจากเหง้าขิง หากต้องการใช้ทั้งเปลือกควรขัดล้างให้ทั่วถึง หรือปอกเปลือกออกตามความสะดวก
- หั่นขิงเป็นแว่น: ใช้มีดหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ หรือทุบพอแตก เพื่อช่วยให้กลิ่นและรสชาติออกมาในน้ำ
- เติมน้ำร้อน: ใส่ขิงลงในแก้วหรือภาชนะทนความร้อน เติมน้ำร้อนประมาณ 300-350 มิลลิลิตร แล้วแช่ไว้ประมาณ 5-10 นาที
- เลือกวิธีต้มได้: หากต้องการรสเข้มข้นขึ้น สามารถนำขิงลงต้มกับน้ำประมาณ 3-5 นาที แล้วพักให้เย็นลงก่อนดื่ม
- ปรุงรสตามชอบ: อาจเติมน้ำผึ้งหรือมะนาวเล็กน้อย แต่หากต้องการควบคุมน้ำตาลและพลังงาน ควรเลือกดื่มแบบไม่เติมความหวาน
สูตรข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างการชงเครื่องดื่มเพื่อรับประทานทั่วไป ไม่ใช่สูตรรักษาโรคหรือปริมาณขิงที่ได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถลดน้ำตาลในเลือดหรือลดน้ำหนักได้
น้ำขิงควรดื่มตอนไหนดีที่สุด เช้าหรือก่อนนอน?
หลายคนเชื่อว่าการดื่มน้ำขิงตอนเช้าจะช่วยเร่งการเผาผลาญและลดน้ำตาลในเลือด ขณะที่การดื่มก่อนนอนอาจช่วยให้ผ่อนคลายและหลับสบายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการดื่มน้ำขิงช่วงเวลาใดให้ประโยชน์ด้านสุขภาพมากกว่ากัน จึงสามารถเลือกดื่มตามความสะดวกและการตอบสนองของร่างกายได้
ผู้ที่ดื่มขิงแล้วรู้สึกแสบท้องอาจเลือกดื่มหลังอาหารแทนขณะท้องว่าง ส่วนผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อนหรือแสบร้อนกลางอกเมื่อดื่มก่อนนอน ควรหลีกเลี่ยงการดื่มในช่วงดังกล่าว
สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก การเลือกดื่มน้ำขิงไม่หวานแทนเครื่องดื่มน้ำตาลสูงมีความสำคัญมากกว่าการกำหนดว่าต้องดื่มตอนเช้าหรือกลางคืน
ใครบ้างที่ควรระวังการดื่มน้ำขิง?
แม้ขิงจะเป็นวัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหารอย่างแพร่หลาย แต่การรับประทานขิงในปริมาณมากหรือการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากขิงอาจไม่เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาบางชนิด
1. ผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อนหรือแสบร้อนกลางอก
ขิงอาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก ระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือท้องเสียได้ในบางคน หากมีอาการหลังดื่มน้ำขิงควรลดปริมาณหรือหยุดดื่ม
2. ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด
ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ขิงในรูปแบบอาหารเสริมเข้มข้น เพราะอาจมีความเสี่ยงด้านปฏิกิริยาระหว่างยาและสมุนไพร แม้หลักฐานเกี่ยวกับผลต่อการเลือดยังมีข้อจำกัด
3. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและใช้ยาลดน้ำตาล
ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากขิงเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาลดน้ำตาลในเลือด เพราะจำเป็นต้องติดตามระดับน้ำตาลและพิจารณาความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
4. หญิงตั้งครรภ์
งานวิจัยบางส่วนพบว่าขิงอาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ระหว่างตั้งครรภ์ และการใช้ขิงในปริมาณที่ศึกษาบางรูปแบบดูเหมือนมีความปลอดภัย แต่หญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้ขิงเป็นอาหารเสริมเพื่อรักษาอาการ
ไม่ควรสรุปว่าหญิงตั้งครรภ์ทุกคนต้องห้ามรับประทานขิง โดยความเหมาะสมขึ้นอยู่กับปริมาณ รูปแบบที่ใช้ และภาวะสุขภาพของแต่ละคน
5. ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีหรือโรคประจำตัวสำคัญ
ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี หรือโรคประจำตัวที่ต้องรับประทานยาหลายชนิด ควรสอบถามแพทย์ก่อนใช้ขิงในปริมาณสูงหรือรูปแบบสารสกัดเข้มข้น ไม่ควรเหมารวมว่าการใช้ขิงเป็นเครื่องปรุงอาหารปกติมีความเสี่ยงเท่ากับอาหารเสริมทุกกรณี
ข้อควรรู้ก่อนดื่มน้ำขิงเป็นประจำ
- ไม่จำเป็นต้องดื่มเข้มข้น: น้ำขิงที่เผ็ดจัดหรือมีขิงปริมาณมากไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลดีต่อสุขภาพมากขึ้นเสมอไป
- ระวังน้ำตาลที่เติมเพิ่ม: น้ำขิงสำเร็จรูปบางชนิดมีน้ำตาลสูง ควรตรวจสอบฉลากก่อนซื้อ
- ไม่ควรดื่มร้อนจัด: ควรพักเครื่องดื่มให้อยู่ในอุณหภูมิที่ดื่มได้สบาย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการลวกช่องปากและหลอดอาหาร
- ใช้ขิงสดที่มีคุณภาพ: หลีกเลี่ยงขิงที่มีเชื้อรา กลิ่นผิดปกติ หรือเน่าเสีย
- ไม่ใช้แทนยา: น้ำขิงไม่สามารถใช้แทนยารักษาโรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือการรักษาโรคอื่นตามมาตรฐานได้
สรุป ดื่มน้ำขิงทุกวันดีจริงไหม?
น้ำขิงเป็นเครื่องดื่มจากสมุนไพรใกล้ตัวที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะเมื่อชงแบบไม่เติมน้ำตาล ขิงมีสารประกอบสำคัญอย่างจินเจอรอลและโชกาออล ซึ่งได้รับความสนใจจากการศึกษาด้านสุขภาพหลายประเภท
ประโยชน์ที่มีหลักฐานสนับสนุนบางส่วน ได้แก่ การบรรเทาอาการคลื่นไส้และอาการปวดประจำเดือน ส่วนผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและไขมันในเลือดนั้นมีงานวิจัยที่น่าสนใจ แต่ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาขิงในรูปแบบอาหารเสริม และยังไม่สามารถยืนยันผลที่เท่ากันจากน้ำขิงชงดื่มทั่วไป
สำหรับคำกล่าวอ้างว่าน้ำขิงสามารถเร่งการเผาผลาญไขมัน ลดน้ำหนัก ป้องกันมะเร็ง บำรุงผิว หรือกระตุ้นเส้นผมให้ยาวเร็ว ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันอย่างชัดเจน
ดังนั้น หากชอบดื่มน้ำขิงก็สามารถเลือกดื่มในปริมาณพอเหมาะตามสภาพร่างกาย โดยไม่จำเป็นต้องคาดหวังว่าจะเป็นเครื่องดื่มวิเศษที่รักษาโรคได้ทุกชนิด และควรดูแลสุขภาพร่วมกับการรับประทานอาหารที่สมดุล ออกกำลังกาย และพักผ่อนอย่างเพียงพอ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 6/11/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 63,950.00 | 64,150.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,134.00 | 62,671.44 | 64,950.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,720.60 | 56,404.30 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,307.20 | 50,137.15 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,860.30 | 28,202.15 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,446.90 | 21,935.00 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,283.94 | 64,944.53 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 6/11/2569
| ประเภทน้ำมัน | ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 39.84 | 39.84 | 40.34 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 39.47 | 39.47 | 39.97 | 39.47 | 39.47 | 39.47 | 39.47 | 39.47 | 39.47 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 31.80 | 31.80 | 32.00 | 31.80 | – | 31.80 | 31.80 | 31.80 | 31.80 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 30.63 | 30.63 | – | – | – | – | – | – | 30.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.05 | 48.55 | 51.84 | – | – | – | – | – | 47.05 |
| เบนซิน 95 | 49.33 | – | – | 49.31 | – | 49.83 | 49.48 | – | 49.33 |
| ดีเซล | 41.79 | 41.79 | 41.79 | 41.79 | 41.79 | 41.79 | 41.79 | 41.79 | 41.79 |
| ดีเซล B20 | 33.50 | 33.50 | 33.50 | 33.50 | – | 33.50 | 33.50 | 33.50 | 33.50 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 49.05 | 49.05 | 51.84 | 49.05 | – | – | – | – | 49.05 |
| แก๊ส NGV | 20.00 | – | – | – | – | – | – | – | 20.00 |






