สาระน่ารู้ประจำวันที่ 08 กุมภาพันธ์ 2567

เทรนด์อสังหาฯคอนโดยกชั้นมาแรง!สำนักงานทะลัก5แสนตร.ม.ส่อโอเวอร์ซัพพลาย

จับเทรนด์อสังหาฯ‘คอนโดยกชั้น’มาแรง!บ้านหรู ยังเป็นเป้าหมายของดีเวลลอปเปอร์สร้างรายได้ลดเสี่ยง ขณะที่สำนักงานทะลัก5แสนตร.ม.ส่อโอเวอร์ซัพพลายเอฟเฟกต์! ภูมิรัฐศาสตร์หนุนซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมทุบสถิติสูงสุดในรอบ5ปีดันคลังสินค้าและโลจิสติกส์ขาขึ้น

  • ปี 2567 ภาคอสังหาริมทรัพย์กลุ่มที่อยู่อาศัยยังต้องพึ่งพิงกำลังซื้อเศรษฐีไทยและต่างชาติ เกิดเทรนด์ one floor one unit หรือ คอนโดมิเนียมยกชั้นในตลาดลักชัวรี
  • ขณะที่ “บ้านเดี่ยว” ยังเป็นเป้าหมายของดีเวลลอปเปอร์
  • อาคารสำนักงาน (ออฟฟิศ) เสี่ยงเกิดโอเวอร์ซัพพลายหลังซัพพลายใหม่จ่อทะลักเข้ามาอีก 500,000 ตร.ม.
  • เอฟเฟกต์! ภูมิรัฐศาสตร์หนุนซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมทุบสถิติมากถึง 5,600 ไร่ ในรอบ 5 ปี ดันธุรกิจคลังสินค้าและโลจิสติกส์ขาขึ้นจากดีมานด์จากนักลงทุนย้ายฐานผลิต

ภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า  ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ปี 2566 ที่ผ่านมา ตลาดคอนโดตัวเลขซัพพลายอยู่ที่ 30,000 ยูนิต ต่ำกว่าคาดการณ์ ซึ่งประเมินไว้ที่ 40,000 ยูนิต เนื่องจากดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ชะลอเปิดโครงการ เซ็กเมนต์กลางบนยังคงดีอยู่ ส่วนราคาต่ำกว่าตร.ม.ละ 100,000 บาท “ทรงตัว” เพราะปัญหาถูกปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) สูง ทำให้ดีมานด์ช่วงปลายปี “ลดลง” แต่เรียลดีมานด์ในประเทศยังคงมีต่อเนื่อง เพราะเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัย

โดยส่วนแบ่งตลาด 70% มาจากดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ เพราะมีงบประมาณในการพัฒนาโครงการมากกว่ารายกลางและรายเล็ก เพราะสามารถออกหุ้นกู้ หรือทำโปรเจกต์โลนได้ง่ายกว่า เป็นแนวโน้มเดียวกับปี 2567 ที่ผู้ประกอบการรายใหญ่จะยังคงเป็นผู้นำตลาดจากความได้เปรียบดังกล่าว

“จากการที่มีการเลื่อนการเปิดตัวโครงการในปีที่ผ่านมาทำให้ไตรมาสแรกปี 2567 มีโครงการเปิดตัวจำนวนมากออกมาทำให้มีซัพพลายเพิ่มขึ้นสูงพร้อมกับการปรับราคาขึ้น”

แต่ที่น่าสนใจคือ เทรนด์ one floor one unit ในตลาดคอนโดลักชัวรี พบว่า อัตราการขายของคอนโดที่เสนอขายยูนิตที่มีขนาดใหญ่ จะมีอัตราการขายที่เร็ว ส่วนตลาดบ้านเดี่ยว ดีมานด์ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง มีอัตราการเติบโต 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

และทำเลบ้านลักชัวรีขยายตัวไปในโซนตะวันออก ส่วนตลาดทาวน์เฮ้าส์ ปรับตัว “ลดลง” เทียบจากไตรมาสก่อน โดยราคาขายปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาส 3 ดีมานด์ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับราคา 2 ล้านบาท

ส่วนตลาดบ้านเดียวระดับกลาง-บน ราคาตั้งแต่ 3 -10 ล้านบาทขึ้นไป กระจุกตัวอยู่ใน 3 เขตหลัก คลองสามวา มีสินค้ากลางบนค่อนข้างมาก และถึงแม้ว่าดีมานด์จากนักลงทุนจะลดลงแต่กลุ่มคนซื้อเพื่ออยู่อาศัยยังต้องการบ้านที่มีความคุ้มค่า(Value for Money) แต่การพัฒนาทาวน์เฮ้าส์ลดลงและกระจุกตัวอยู่ในทำเลสะพานสูง เพราะผู้ประกอบการหันไปพัฒนาบ้านเดี่ยวแทน

ส่วนของรีเทล มีซัพพลายขนาดใหญ่เข้ามาในปลายปีที่ผ่านมา คือ ศูนย์การค้าดิ เอ็มสเฟียร์ ย่านสุขุมวิท แนวโน้มรีเทล ในกรุงเทพฯ จะไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการหันไปพัฒนาโครงการนอกกรุงเทพฯ อาทิ นครปฐม นครสวรรค์ กระบี่ เป็นต้น

ตลาดอาคารสำนักงานในปี 2567 หากไม่มีการเลื่อนการเปิดตัวโครงการจะมีจำนวนซัพพลายเพิ่มขึ้นถึง 500,000 ตร.ม.!!  มาจาก “วัน แบงค็อก” (One Bangkok) อภิมหาโปรเจกต์มิกซ์ยูสบนพื้นที่ 104 ไร่ และดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค เป็นโครงการมิกซ์ยูสครอบคลุมพื้นที่กว่า 23 ไร่ ทำให้การแข่งขันสูงขึ้น เจ้าของพื้นที่พยายามดึงลูกค้า ด้วยการลดค่าเช่า ขณะเดียวกันตัวผู้เช่าพื้นที่ก็มองหาสำนักงานใหม่ ที่ตอบโจทย์การทำงานที่เปลี่ยนไปจากเดิม ที่มีขนาดเล็กลง

“อัตราค่าเช่าออฟฟิศเกรดเอขั้นต่ำ 1,000 บาท ต่อตร.ม.ต่อเดือน ทำให้ออฟฟิศใหม่ที่เกิดขึ้นระบุว่าออฟฟิศตนเองเป็นเกรดเอพลัส เพื่อสร้างความแตกต่างจากออฟฟิศเกรดเอที่เป็นอาคารเก่า โดยกำหนดราคาสูง 1,200-1,400 บาท ต่อตร.ม.ต่อเดือน”

แต่ที่น่าเป็นกังวลจากซัพพลายที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ ถึง 300,000 ตร.ม.รวมกับซัพพลายที่เลื่อนมาเปิดอีก 200,000 ตร.ม.รวมเป็น 500,000 ตร.ม. ขณะที่อัตราการดูดซับแค่ 180,000-200,000 ตร.ม. จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของตลาดอาคารสำนักงาน ราคาไม่สามารถปรับขึ้นได้ ขณะที่ดีมานด์เท่าเดิม เพียงแค่ย้ายจากที่เก่าไปยังที่ใหม่เท่านั้น

ภาคโรงแรม ในปี 2566 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเข้ามาถึง 28 ล้านคนมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปีที่ 75% สูงขึ้นกว่าก่อนโควิด-19 กลุ่มนักท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ มาเลเซีย จีน เกาหลี รัสเซีย และอินเดีย คาดการณ์ว่า ในปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวมากถึง 31 ล้านคน จะผลักดันให้อัตราการเข้าพักโรงแรมสูงถึง 80%

ขณะที่อสังหาฯ เพื่ออุตสาหกรรมในส่วนของคลังสินค้าและโลจิสติกส์ เป็นเทรนด์ขาขึ้น เนื่องจากมีดีมานด์จากนักลงทุนจากเอเชียอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดีเวลลอปเปอร์หลายรายทำลายสถิติในการซื้อขายคลังสินค้าและที่ดินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในไตรมาส 4 ปี 2566 เนื่องจากได้รับแรงผลักดันมาจากอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมอุปโภคบริโภคต่างๆ ในการขายที่ดินให้กับนักลงทุนจีน เกาหลี ญี่ปุ่น

“คาดว่าในปี 2567 จะมีกลุ่มนักลงทุนที่สนใจเข้ามาซื้ออย่างต่อเนื่อง รวมทั้งรายได้จากการเช่าคลังสินค้าและบริการโลจิสติกส์ ส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) จีน ไต้หวัน ทำให้มีการย้ายฐานการผลิต มายังประเทศไทยและเวียดนาม”

ในปีที่ผ่านมามีการซื้อขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมมากถึง 5,600 ไร่ ถือเป็นยอดขายมากที่สุดในรอบ 5 ปี ก่อนโควิด ซึ่งบางเดือนมียอดการซื้อขายเกิน 1,000 ไร่ ถือเป็นเซ็กเตอร์ที่น่าจับตามมอง เพราะมีดีมานด์จากนักลงทุนจีนและญี่ปุ่นเข้ามาสม่ำเสมอ

“แนวโน้มปี 2567 เป็นอีกปีที่นักพัฒนาอสังหาฯ ต้องเจอความท้าทาย ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ เพราะพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนแปลง มีความต้องการซับซ้อนมากขึ้น”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ราคาที่ดิน‘สยามสแควร์ -ชิดลม -เพลินจิต’ พุ่ง 9 เท่า ในรอบ 30 ปี

ราคาที่ดิน‘สยามสแควร์ ชิดลม เพลินจิต’พุ่ง 9 เท่า ในรอบ 30 ปี ( 2537-2566)  ขณะ ย่านเยาวราช -สีลมที่เคยเป็นแหล่งที่ดินที่แพงที่สุดในประเทศไทย ราคายังทะยานไม่สนโควิด-19 ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย ย้ำสยามสแควร์ เป็นย่านศูนย์การค้า -จุดตัดรถไฟฟ้า

ที่ดินใจกลางเมือง กรุงเทพมหานคร ยังคงมีความต้องการต่อเนื่องและนั่นหมายถึงราคาที่ดินจะขยับตามด้วยเช่นกัน ทั้งนี้มีการตั้งคำถามว่า ราคาที่ดินทำเลไหนแพงที่สุดกันแน่   แต่ที่สร้างความตะลึงและเห็นความเจริญมาอย่างยาวนาน  คือ ย่านสยามสแควร์- ชิดลม-เพลินจิต ราคาที่ดินปรับเพิ่มขึ้น 9 เท่าในรอบ 30 ปี  ( 2537-2566)  ขณะ ย่านเยาวราช -สีลมที่เคยเป็นแหล่งที่ดินที่แพงที่สุดในประเทศไทย ราคายังทะยานไม่สนใจโควิด-19

 นายโสภณ พรโชคชัย ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) เปิดเผยผลการสำรวจราคาที่ดินในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเกือบ 400 บริเวณเป็นรายปีตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบัน โดย อธิบายว่า ราคาที่ดินที่เคยแพงที่สุดของทางราชการอยู่ที่บางลำพูในช่วงปี 2530 แต่ต่อมามีผู้ทักท้วงว่าสีลมน่าจะแพงกว่าเพราะเป็นย่านธุรกิจ ดังนั้นทางราชการจึงเปลี่ยนให้สีลมแพงสุดจนถึงทุกวันนี้

                อย่างไรก็ตามบางคนอาจบอกว่าในปัจจุบันมีที่อื่นที่แพงกว่า เช่น ถนนวิทยุ เพราะมีอาคารชุดสร้างขายตารางเมตรละ 8-9แสน บาท แต่คงไม่ใช่ เพราะถนนวิทยุ ไม่มีรถไฟฟ้า ไม่มีแรงดึงดูดเท่าย่านอื่น และมีกระแสอีกว่า ทำเลย่าน หลังสวนลุมพินีราคาแพงที่สุดเพราะบริษัทแสนสิริจำกัด (มหาชน) เคยซื้อที่ดินในราคาตารางวาละ 3.9 ล้านบาท แต่กรณีนี้เป็นเพียงการซื้อขายที่ดินแปลงเดียว ไม่สามารถนำมาอ้างอิงได้

จากข้อมูลสำรวจตั้งแต่ปี 2537 พบว่าปัจจุบันอาจกล่าวย่านสยามสแควร์, ชิดลม และเพลินจิตมีที่ดินราคาแพงที่สุด เพราะเป็นจุดตัดรถไฟฟ้า และเป็นย่านการค้าปลีก ค่าเช่าพื้นที่ย่อมแพงกว่าย่านสำนักงาน เช่น แถวสีลม  โดยในช่วงปี 2537 ที่เริ่มสำรวจ นายโสภณ เล่าว่าบริเวณเยาวราชหรือไชน่าทาวน์ของกรุงเทพมหานครที่ดินเคยมีราคาแพงสุดถึง 7แสนบาทต่อตารางวา รองลงมาเป็นสีลม 4.5แสนบาทต่อตารางวา และสยามสแควร์ที่ 4แสนบาทต่อตารางวา ซึ่งช่วงนั้นยังไม่มีรถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา (รถไฟฟ้าสายสีเขียวหรือรถไฟฟ้าบีทีเอส)ที่แล้วเสร็จในปลายปี 2542 แต่เมื่อมีรถไฟฟ้าบีทีเอสแล้ว สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก

เยาวราชซึ่งมีรถไฟฟ้าช้ากว่าจึงมีการเปลี่ยนแปลงราคาที่ดินที่ค่อนข้างช้าเป็นพิเศษ ส่วนสีลมและสยามสแควร์มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน โดยเฉพาะสยามสแควร์ถือเป็น จุดตัดของรถไฟฟ้าสองสายจึงยิ่งมีการกระตุ้นราคาที่ดินมากขึ้น มีการพัฒนา TOD (Transit Oriented Development) คือ มีการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้าหรือระบบขนส่งมวลชน  ผลของการเกิดขึ้นของ บีทีเอส เมื่อปลายปี 2542 จึงทำให้ราคาที่ดินที่สยามสแควร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จนทำให้ราคาที่ดินเพิ่มเป็นตารางวาละ 3.6 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2566 (ตารางเมตรละ 9แสนบาท ตารางฟุตละ 83,613 บาท ตารางฟุตละ 2,364 เหรียญสหรัฐ)

  ในขณะที่ราคาที่ดินสยามสแควร์เพิ่มขึ้นถึง 9 เท่าในระยะเวลา 27 ปี  ราคาที่ดินที่สีลมซึ่งเป็น ศูนย์กลางธุรกิจหรือ CBD เพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกันแต่เป็นการเพิ่มขึ้นเกือบ 600% โดยเพิ่มจากที่ดินตารางวาละ 4.5แสนบาทในปี 2537 เป็นตารางวาละ 2.55 ล้านบาทในปี 2566 ส่วนที่เยาวราชราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 257% หรือเกือบสามเท่าในรอบ 27 ปีซึ่งไม่น้อยโดยเพิ่มจาก 7แสนบาทต่อตารางวาในปี 2537 เป็น 1.8 ล้านบาทต่อตารางวาในปี 2566

 โดยสรุปแล้วราคาที่ดินเยาวราชเพิ่มขึ้น 3.3% ต่อปีในระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาเพราะในช่วงเกือบ 24 ปีแรกยังไม่มีรถไฟฟ้าผ่านย่านนี้ ในขณะที่อัตราการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินที่สีลมในช่วงเวลาเดียวกันเป็น 6.2% ต่อปี  ส่วนทำเลที่ราคาที่ดินแพงที่สุดคือสยามสแควร์มีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินต่อปีสูงถึง 7.9% จะสังเกตได้ว่าราคาที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่นำผู้คนมาจับจ่ายในใจกลางเมืองโดยไม่ต้องมีโครงการพัฒนาอื่นใดอีกเลยในเขตใจกลางเมืองนี้

 โควิด-19 อาจทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะห้องชุดในใจกลางเมืองราคาลดตํ่าลงเพราะความต้องการซื้อและความสามารถในการซื้อลดลงอย่างต่อเนื่องแต่ โควิด-19 ไม่ทำให้ราคาที่ดินในใจกลางเมืองลดลงเพราะศักยภาพของที่ดินไม่ได้ตกตํ่าลงตามไปด้วยในทางตรงกันข้ามสำหรับโควิด-19 ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักผ่อนหรือที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง เช่น โรงแรม รีสอร์ต ตกตํ่าลงเป็นสำคัญเพราะขาดรายได้ไปประมาณ 2-3 ปีนั่นเอง

 ส่วนเศรษฐกิจในปี 2540 ทำให้ราคาที่ดินเริ่มตกในปี 2540 จนถึงสิ้นปี 2542 ราคาที่ดินตกตํ่าถึงจุดตํ่าสุด โดยในกรณีเยาวราช  ตกจากราคา 7แสน บาทต่อตารางวาในปี 2537 เหลือ 5 แสน บาท หรือลดลงไปถึง 29% ส่วนทำเลสีลมราคาตกตํ่าลงจาก 4.5แสน บาทต่อตารางวาเหลือ 4.2 แสนบาท หรือ ลดลงไป 7%  ส่วนที่สยามสแควร์ ราคาลดลงจาก 4 แสน บาทต่อตารางวาเหลือ 3.8แสนบาท หรือลดไป 5%  ราคาที่ดินในช่วงวิกฤตปี 2540 ส่งผลต่อราคาที่ดินในใจกลางเมืองหรือในเขตเมืองทั่วประเทศ ยกเว้นที่ดินชนบท และชายทะเล

ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทยยังรวบรวมราคาที่ดิน 10 ทำเลเด่น ณ สิ้นปี 2563 ตารางวาละ  ดังนี้ อันดับที่ 1 สยามสแควร์ราคา3.6 ล้านบาท เนื่องจากเป็นย่านศูนย์กลางการค้าปลีก (Retail Centre) ของไทยราคาที่ดินเปลี่ยนแปลงจาก 2565-2566  2.9%  อันดับที่ 2 ถนนวิทยุ2.95 ล้านบาท ซึ่งเป็นศูนย์รวมอาคารสำนักงานชั้นดีในประเทศไทย   เปลี่ยนแปลงจาก 2565-2566  2.4% อันดับที่ 3 สุขุมวิท ไทม์สแควร์2.8 ล้านบาท ศูนย์ผสมผสานระหว่างการพัฒนาเชิงพาณิชย์กับที่อยู่อาศัย เปลี่ยนแปลงจาก 2565-2566 2.6% อันดับที่4 สุขุมวิท 21 (อโศก)2.6 ล้านบาท ศูนย์รวมอาคารสำนักงานพร้อมแนวรถไฟฟ้าใจกลางเมือง เปลี่ยนแปลงจาก 2565-2566 2.8%

อันดับที่5 สีลม  2.55 ล้านบาท ศูนย์กลางธุรกิจการเงินของไทยเปลี่ยนแปลงจาก 2565-2566 2.0% อันดับที่6 สาทร2.15 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ธุรกิจ (Central Business District: CBD)เปลี่ยนแปลงจาก 2565-2566 2.3%

ขณะอันดับที่ 7สุขุมวิท เอกมัย1.85 ล้านบาท เป็นเขตที่อยู่อาศัยชั้นดีและส่วนต่อขยายของใจกลางเมืองเปลี่ยนแปลงจาก 2565-2566 3.4% อันดับที่ 8 เยาวราช1.8 ล้านบาท  ไชนาทาวน์ของไทย เป็น CBD ในอดีตเปลี่ยนแปลงจาก 2565-2566 2.9%อันดับที่ 9 พญาไท  1.75 ล้านบาท ส่วนต่อขยายของศูนย์กลางการค้าปลีกสยามสแควร์ เปลี่ยนแปลงจาก 2565-2566 2.9% และอันดับที่10 พหลโยธิน (ช่วงต้น) 1.7 ล้านบาท เขตที่อยู่อาศัยชั้นดีใจกลางเมืองเปลี่ยนแปลงจาก 2565-2566 9.7%

 นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงราคาที่ดินในย่านเยาวราช เมื่อเทียบปี 2537  ราคาตารางวาละ 7 แสนบาท  ปี 2566อยู่ที่ ตารางวาละ 1.8 ล้านบาท ขยับปีละ 3.3% สีลม ปี2537 ตารางวาละ 4.5 แสนบาท  ปี2566  ตารางวาละ 2.55 ล้านบาท ขยับขึ้นปีละ6.2% สยามสแควร์  ปี 2537  ตารางวาละ 4 แสนบาท ปี 2566 ตารางวาละ  3.6 ล้านบาท ขยับขึ้นปีละ 7.9%

โดยสรุป  วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ต่างหากที่ส่งผลร้ายแรงต่อราคาที่ดินมากกว่าโควิด-19 อย่างชัดเจน  ส่วนการที่เยาวราชมีการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินตํ่าสุดเนื่องจากเพิ่งมีรถไฟฟ้าและผังเมืองไม่อนุญาตให้สร้างตึกสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ เพราะมีพื้นที่จำกัดส่วนมากเป็นที่ดินแปลงเล็กๆ นั่นเอง  ส่วนทำเลสีลมเป็นเขตศูนย์กลางธุรกิจการเงิน (Financial District) จึงทำให้ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้นเป็นพิเศษ ส่วนราคาที่ดินที่สยามสแควร์เพิ่มสูงขึ้นเป็นอันดับหนึ่งเพราะการพัฒนาที่ผสมผสานโดยเฉพาะศูนย์การค้าซึ่งก่อให้เกิดรายได้จากค่าที่ดินเป็นอันมาก

 อนึ่งศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส เป็นศูนย์ข้อมูลแห่งแรกที่สำรวจอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2537 และยังสำรวจไปทั่วอาเซียนและประเทศอื่นๆ อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 8ก.พ. “ทรงตัว” ที่ระดับ 35.60 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทอาจผันผวนอ่อนค่าลง หลังนักวิเคราะห์ต่างชาติ ต่างปรับมุมมองว่า กนง. อาจเริ่มทยอยลดดอกเบี้ยได้ตั้งแต่การประชุมเดือนเมษายน ตลาดยังคงคาดหวังกนง.จะลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้งในปีนี้ แนะจับตาทิศทางตลาดการเงินจีน

ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 8ก.พ. ที่ระดับ  35.60 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว แทบไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดวันก่อนหน้า

นายพูน  พานิชพิบูลย์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทยระบุว่า  แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า ผลการประชุม กนง. ในวันก่อนหน้าที่ทำให้ บรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนักวิเคราะห์ต่างชาติ ต่างปรับมุมมองว่า กนง. อาจเริ่มทยอยลดดอกเบี้ยได้ตั้งแต่การประชุมเดือนเมษายน อาจเป็นปัจจัยที่กดดันให้ ในช่วงนี้ เงินบาทอาจผันผวนอ่อนค่าลงได้

 อย่างไรก็ดี เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทก็อาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ หากเงินดอลลาร์ไม่ได้แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องชัดเจน อีกทั้ง ผู้เล่นต่างชาติก็อาจประเมินว่า หาก กนง. ทยอยลดดอกเบี้ยได้จริง ก็อาจส่งผลดีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและทยอยกลับเข้าซื้อหุ้นไทยเพิ่มเติม โดยเราประเมินว่า โซนแนวต้านของเงินบาทในช่วงนี้ อาจอยู่ในโซน 35.70-35.75 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้ เรามองว่า ควรจับตาทิศทางตลาดการเงินจีน หลังในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนทยอยปรับตัวขึ้นสูง ท่ามกลางความหวังการฟื้นตัวเศรษฐกิจและการเข้าพยุงความเชื่อมั่นตลาดหุ้นโดยทางการจีน ซึ่งก็มีส่วนช่วยหนุนเงินหยวนจีน (CNY) ดังนั้น หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจีนในช่วงนี้ เช่น อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ออกมาดีกว่าคาด

สะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ดีขึ้น ก็อาจหนุนให้ เงินหยวนจีน แข็งค่าขึ้นบ้าง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสกุลเงินฝั่งเอเชียเช่นกัน ทว่า โดยรวมเงินบาทก็ยังขาดปัจจัยหนุนฝั่งแข็งค่าที่ชัดเจน อีกทั้งตลาดยังคงคาดหวังการลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ของ กนง. ในปีนี้

ทำให้เงินบาทก็อาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้น จนหลุดโซนแนวรับ 35.40-35.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้ง่ายนักในระยะสั้นนี้ ยกเว้นว่า เงินดอลลาร์จะมีการกลับทิศทางอ่อนค่าลงชัดเจน ซึ่งต้องรอลุ้นรายงานการปรับปรุง Seasonal Factor ของอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้

เราขอเน้นย้ำว่า ในช่วงนี้ ความผันผวนของเงินบาทนั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา (มองจากกรอบเงินบาทรายสัปดาห์) อย่างเห็นได้ชัด ทำให้เราคงคำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย

อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และนอกเหนือจากการใช้เครื่องมือดังกล่าว การเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ก็เป็นอีกแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.50-35.75 บาท/ดอลลาร์

โดยในช่วงคืนก่อนหน้า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ sideways (แกว่งตัวในช่วง 35.52-35.64 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่กดดันให้เงินดอลลาร์ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างก็รอลุ้นปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ในช่วงวันพฤหัสฯ ถึง วันศุกร์นี้ อาทิ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี และการปรับปรุง Seasonal Factor ของอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ 

บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) หนุนโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนในช่วงนี้ที่ยังคงสดใส ขณะเดียวกันบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ก็ยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้ นำโดย Meta +3.3%, Nvidia +2.8% ส่งผลให้ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.95% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.82%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ย่อตัวลง -0.23% กดดันความกังวลแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจยูโรโซน จากรายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของเยอรมนี เดือนธันวาคม ที่หดตัวต่อเนื่องแย่กว่าคาด นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจาก

ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ต่างย้ำจุดยืนไม่รีบลดดอกเบี้ย ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ สหรัฐฯ ก็ส่งผลดีต่อหุ้นเทคฯ ยุโรป เช่นกัน นำโดย ASML +1.9%, SAP +1.0% และการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคฯ ดังกล่าวก็ช่วยหนุนให้โดยรวมตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลงไม่มากนัก

ในฝั่งตลาดบอนด์ แม้ว่า ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี สหรัฐฯ จะสะท้อนความต้องการของผู้เล่นในตลาดที่ดีอยู่ ทว่า บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดซึ่งย้ำจุดยืนไม่รีบลดดอกเบี้ย ได้ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงแกว่งตัวใกล้ระดับ 4.12%

อนึ่งในระยะสั้น เราคาดว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ โดยเฉพาะ การปรับปรุง Seasonal Factor ของอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ โดยหากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจในระยะนี้ ยังคงออกมาดีกว่าคาด ก็จะยิ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยหลายครั้งของเฟด

ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีโอกาสผันผวนสูงขึ้นได้ ดังนั้น เราจึงขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเน้นกลยุทธ์ Buy on Dip เพื่อลดความเสี่ยงการขาดทุนเมื่อมองภาพผลตอบแทนโดยรวม หรือ Total Return ซึ่งหากบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สามารถปรับตัวขึ้น ทะลุระดับ 4.20% ไปได้ ก็จะมีความน่าสนใจในการทยอยเข้าซื้อเป็นอย่างมาก

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์โดยรวมเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ sideways ท่ามกลางบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง กดดันความต้องการถือเงินดอลลาร์ ทว่าเงินดอลลาร์ก็ยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง จากมุมมองของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดที่ย้ำจุดยืนไม่รีบลดดอกเบี้ย

ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวใกล้ระดับ 104 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 103.9-104.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ เนื่องจากตลาดการเงินยังขาดปัจจัยใหม่ๆ ทำให้โดยรวม ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย.) ยังคงแกว่งตัวในโซน 2,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ทั้งนี้ เราประเมินว่า หากราคาทองคำมีการรีบาวด์ขึ้นสู่โซนแนวต้านแถว 2,060-2,070 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจเริ่มทยอยขายทำกำไรการรีบาวด์จากโซนแนวรับของราคาทองคำออกมาบ้าง ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็จะช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ หรืออย่างน้อยก็อาจชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท ขณะที่โซน 2,030 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ดูเป็นแนวรับระยะสั้น ที่ผู้เล่นในตลาดต่างรอทยอยเข้าซื้อทองคำในช่วงนี้ และแรงซื้อทองคำในโซนแนวรับ ก็จะเป็นปัจจัยกดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าได้

สำหรับวันนี้ เราคาดว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนมกราคม

ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ตลาดจะรอจับตารายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และ ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ในช่วงนี้ได้ เนื่องจากการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ในครั้งนี้ มีปริมาณที่สูงพอสมควร ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างรอจับตาว่า ความต้องการซื้อบอนด์สหรัฐฯ 30 ปี จะออกมาอย่างไร

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


นักแกะสลักหิมะไทย โชว์บั้งไฟพญานาค คว้ารองแชมป์นานาชาติที่ญี่ปุ่น

นักแกะสลักหิมะไทย โชว์บั้งไฟพญานาค คว้ารองแชมป์นานาชาติที่ญี่ปุ่น

นักแกะสลักหิมะไทยพาผลงาน “The Naga Fireballs” คว้าที่ 2 จาก “Sapporo International Snow Sculpture ครั้งที่ 48” การแข่งขันระดับนานาชาติในเทศกาลหิมะที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น “Sapporo Snow Festival ครั้งที่ 74” ณ เมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 3 – 7 กุมภาพันธ์ 2567   

ทีมนักแกะสลักไทยนำเสนอ ตำนานบั้งไฟพญานาค  จ.หนองคาย พร้อมโชว์ความประณีตอ่อนช้อยของผลงานเชิงพุทธศิลป์แบบช่างศิลป์ไทยสู่สายตานานาชาติ บรรจงแกะสลักน้ำแข็งก้อนยักษ์ให้กลายเป็นพญานาคสูงสง่าอลังการ จนคว้ารองแชมป์มาจนสำเร็จ

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ได้ส่งทีมแกะสสักหิมะตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมแข่งขันในงาน “International Snow Sculpture ครั้งที่ 48” ซึ่งนับเป็นกิจกรรมไฮไลต์อย่างหนึ่งภายใต้เทศกาลหิมะ “Sapporo Snow Festival ครั้งที่ 74” ณ เมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 3 – 7 กุมภาพันธ์ 2567  โดยนับเป็นงานเทศกาลหิมะที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

ทีมตัวแทนประเทศไทยที่ ททท. สนับสนุนให้เข้าแข่งขันในปีนี้ คือทีมที่ได้สร้างชื่อเสียงมาแล้วหลายครั้ง ประกอบด้วย กุศล บุญกอบส่งเสริม จากโรงแรมแชง-กรีล่า  อำนวยศักดิ์ ศรีสุข นักแกะสลักอิสระ และ กฤษณะ วงศ์เทศ นักแกะสลักอิสระ โดยร่วมเข้าแข่งขันกับตัวแทนจากต่างประเทศต่างๆ รวม 9 ทีม ได้แก่ ฮาวาย (สหรัฐอเมริกา) อินโดนีเซีย โปแลนด์ สิงคโปร์ พอร์ทแลนด์ (สหรัฐอเมริกา)  ลิทัวเนีย มองโกเลีย เกาหลีใต้ และประเทศไทย 

ในการแข่งขันแกะสลักหิมะครั้งนี้ ทีมแกะสลักหิมะตัวแทนประเทศไทยได้นำเสนอผลงานที่ชื่อว่า “The Naga Fireballs” หรือ “บั้งไฟพญานาค” โดยสร้างสรรค์ขึ้นจากเรื่องราวและความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคในรูปแบบของคนไทย ผลงานนี้เล่าเรื่องราวของพญานาคในบริบทของความเชื่อทางพุทธศาสนาและถูกสืบสานผ่านตำนานบั้งไฟพญานาคที่คนท้องถิ่นในภาคอีสานเชื่อว่าพญานาคเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำโขงและพญานาคในแม่น้ำโขงเป็นผู้จุดบั้งไฟนี้เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าในวันออกพรรษานอกจากเรื่องความเชื่อและความศรัทธาแล้วพญานาคในผลงานชิ้นนี้จึงยังสะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างสายน้ำ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของคนไทย นอกจากนี้ ทีมช่างแกะสลักยังตั้งใจออกแบบและแกะสลักลวดลายให้ละเอียดอ่อนประณีต เพื่อนำเสนอความสวยงามของจิตรกรรมและประติมากรรมเชิงพุทธศิลป์แบบไทย

ส่วนผู้ชนะรางวัลครั้งนี้อันดับ 1 คือ มองโกเลีย อันดับ 2 ประเทศไทย และอันดับ 3 เกาหลีใต้

การส่งตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันแกะสลักหิมะ เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ ททท. สนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2534 โดยครั้งนี้นับเป็นการส่งตัวแทนเข้าแข่งขันครั้งที่ 21 โดยการที่ช่างแกะสลักตัวแทนประเทศไทยได้รับรางวัลชนะเลิศ (Champion) รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง และคว้ารางวัลชนะเลิศติดต่อกัน 3 ปีซ้อน (Grand Champion) จำนวนถึง 2 ครั้ง อย่างที่ไม่มีตัวแทนของประเทศอื่นสามารถทำได้มาก่อน ถือเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างชัดเจนถึงความสามารถของช่างศิลป์ไทย และเป็นการเผยแพร่เอกลักษณ์งานศิลป์แบบไทยที่เป็นภูมิปัญญาสืบทอดกันมาแต่ช้านานผ่านงานเทศกาลระดับโลก นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทีมตัวแทนประเทศไทยยังได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวญี่ปุ่นผู้ติดตามให้กำลังใจ ตลอดจนสื่อมวลชนของญี่ปุ่นและต่างประเทศ

โดยในปีนี้ สำนักข่าว NHK WORLD-JAPAN และ TV Asahi ได้เตรียมนำเสนอเนื้อหาพิเศษเกี่ยวกับทีมแกะสลักหิมะไทยเพื่อเผยแพร่ไปยังผู้ชมชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศ รวมถึงยังมีการนำเสนอผ่าน Hokkaido Newspaper ที่มียอดตีพิมพ์ 800,000 ฉบับต่อวัน ถือเป็นการสร้างชื่อเสียงและช่วยดึงดูดชาวญี่ปุ่นให้สนใจมาท่องเที่ยวประเทศไทยได้ในอนาคตด้วย

ทั้งนี้ ตลาดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นถือเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพของไทย โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางเข้าประเทศไทยกว่า 800,000 คน เติบโตร้อยละ 180 เมื่อเทียบกับปี 2565 ซึ่งติด 10 อันดับประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยสูงที่สุดในปี 2566

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ทำไมจึงไม่แนะนำให้นอนหลับระหว่างเครื่องบินขึ้นลง

ใครที่ต้องเดินทางตอนเช้า และรีบตื่นเพื่อไปสนามบิน โดยหวังว่าจะไปหลับต่อบนเครื่องบิน แต่เราอยากบอกว่าการนอนหลับบนเครื่องบินระหว่างเครื่องบินขึ้น และลงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่แนะนำให้ทำ จะเป็นเพราะสาเหตุใดเรามาทราบไปพร้อมๆ กัน

ผลกระทบต่อร่างกายหากเรานอนหลับระหว่างเครื่องบินขึ้นลง

1.อาการปวดหูบนเครื่องบิน เกิดจากความแตกต่างของความดันอากาศระหว่างสภาพแวดล้อมและหูชั้นในของคุณ ความไม่สมดุลนี้ทำให้แก้วหูของคุณโป่งพองอย่างเจ็บปวด (คล้ายกับอาการที่รู้สึกเมื่อว่ายน้ำจมไปก้นสระแล้วรู้สึกเจ็บหู แต่กรณีนี้เป็นความดันอากาศแทนความดันน้ำ)

ระหว่างการขึ้นและลงของเครื่องบิน จากความกดอากาศในห้องโดยสารเครื่องบินเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้แก้วหูของเราปรับตัวตามไม่ทัน นักเดินทางหลายคนประสบปัญหาปวดหูตอนอยู่บนเครื่องบิน ทำให้รู้สึกเจ็บหรืออึดอัดในหู นอกจากนี้อาจทำให้สูญเสียการได้ยินเล็กน้อยหรือ

วิธีปรับความดันอากาศในชั้นหู

โชคดีที่การปรับความดันภายในหูด้วยตัวเองนั้นทำได้ง่ายๆ เพียงแค่กลืนน้ำลาย หรือเคี้ยวอาหาร กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยเปิดท่ออากาศยูสตาเคียน (eustachian tube) ในหู ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความดันภายในหู บางคนสามารถควบคุมกล้ามเนื้อเยื่อเยื่อกระดูกขมับ (tensor tympani) ภายในหู ซึ่งมีหน้าที่เปิดท่ออากาศยูสตาเคียนได้ตามใจชอบ

สำหรับผู้ใหญ่ที่สุขภาพดีเทคนิคเหล่านี้มักจะได้ผล แต่ก็มีบางปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะการปวดหู เช่น อาการคัดจมูก นอกจากนี้ ผู้ที่มีท่ออากาศยูสตาเคียนขนาดเล็ก เช่น ทารกและเด็กเล็ก อาจมีปัญหาในการปรับความดันภายในหูเช่นกัน

นอกจากนี้การใช้  “EarPlanes” ที่อุดหูชนิดนี้ทำจากซิลิโคน มีตัวกรองเซรามิกขนาดเล็ก ช่วยปรับความดันภายในหูอย่างช้าๆ ลดโอกาสการเกิดภาวะการปวดหู

2.ความปลอดภัย

การงีบหลับระหว่างเครื่องขึ้นและลงจอด ยังส่งผลต่อความปลอดภัยด้วย ช่วงเครื่องขึ้นและลงเป็นช่วงวิกฤติของการบิน รายงานจาก Boeing และ Airbus ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ที่สุดในโลก ระบุว่า ช่วงเวลานี้มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุทางอากาศมากกว่าช่วงอื่นๆ “อีกเหตุผลสำคัญที่ไม่ควรนอนระหว่างเครื่องขึ้นและลงคือ การรับรู้สถานการณ์อย่างเต็มที่ กรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ผู้โดยสารและลูกเรือจำเป็นต้องอพยพออกจากเครื่องบิน” ดร.แดน บับ กล่าว หากคุณหลับอยู่ตอนเกิดเหตุ อาจใช้เวลานานกว่าจะตั้งสติและตอบสนองได้เหมาะสม ซึ่งนั่นอาจเป็นปัญหาได้

ดังนั้นการตื่นอยู่ระหว่างเครื่องขึ้นและลงจอดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่หากเหนื่อยล้ามากๆ วิธีแก้ไขคือ งีบสั้นๆ ระหว่างรอขึ้นเครื่อง จากนั้นตื่นก่อนเครื่องขึ้นเล็กน้อย หลังจากนั้นถึงจะงีบต่อยาวๆ จนใกล้ลงจอด

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ปวดท้องข้างซ้าย เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง พร้อมวิธีดูแลเบื้องต้น

เมื่อขึ้นชื่อว่ามีอาการปวดท้องแล้ว คงไม่มีครั้งไหนที่เราจะสามารถระบุชัดเจนได้ว่าอาการปวดที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร อนึ่ง เป็นเพราะว่าภายในช่องท้องนั้นประกอบด้วยอวัยวะหลายส่วน มีการทำงานและปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งแตกต่างกัน โดยอาการปวดอาจแบ่งออกได้เป็น 2 อย่าง ได้แก่ อาการปวดท้องข้างซ้าย และอาการปวดท้องข้างขวา ซึ่งอาการปวดเหล่านี้เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ จากหลายโรค ไม่ว่าจะเป็น โรคไต โรคมะเร็ง โรคลำไส้อักเสบ หรือแม้แต่ท้องผูก เป็นต้น

อาการปวดท้อง นั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ หากเป็นในสาวๆ แล้วละก็ อาการปวดท้องก็เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยๆ และมักจะหายไปเอง ซึ่งอาการ ปวดท้องข้างซ้าย หรือปวดท้องน้อยเป็นสัญญาณเตือนที่เกิดจากอาการผิดปกติทั่วไป เป็นเพียงไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็หายไปภายในวันนั้นโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ แต่อาการปวดท้องก็ยังมีโอกาสที่จะกลับมาหาเราได้บ่อยๆ จนกลายเป็นอาการเรื้อรังที่มีสาเหตุมาจากโรคภายในได้ ทางที่ดี ถ้าเกิดว่าเรากำลังเผชิญกับอาการ “ปวดท้องข้างซ้าย อยู่ แนะนำให้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการเกิดจะดีที่สุด จะได้หาทางรักษาได้ทันท่วงที

หากว่าเรารับรู้ได้ถึงอาการปวดท้องที่เกิดในแต่ละข้าง ก็จะยิ่งทำให้เรารู้ได้ถึงสาเหตุของอาการปวดนั้นชัดเจนขึ้น วันนี้ เราจะมาเรียนรู้อาการปวดท้องข้างซ้ายกันก่อน จะได้รู้ว่าอาการที่เกิดจะบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพอะไรได้บ้าง

ปวดท้องข้างซ้ายบน เสี่ยงเป็นโรค ดังนี้

ภายในช่องท้องบริเวณด้านซ้ายบนประกอบด้วยอวัยวะสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ม้าม ลำไส้ และไตซ้าย ที่สำคัญยังอยู่ใกล้กับหัวใจอีกด้วย ฉะนั้น คนที่มี อาการปวดท้องข้างซ้ายบน หรือ ปวดท้องข้างซ้ายบริเวณใต้ซี่โครง อาจเกิดได้จากสาเหตุเหล่านี้

  1. โรคหัวใจ
    อาจจะดูแปลกไปสักหน่อย เพราะว่าการเป็นโรคหัวใจอาจไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับอาการปวดท้องที่เกิดขึ้น แต่การปวดท้องข้างซ้ายบนก็นับเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สื่อถึงการเริ่มต้นที่จะเป็นโรคหัวใจได้ ซึ่งการปวดท้องเป็นเพียงขั้นแรกที่จะนำไปสู่การเป็นภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ประกอบกับอาการอื่นๆ ที่จะเกิดตามมา ไม่ว่าจะเป็น อาการปวดที่รอบสะดือ อาการปวดที่บริเวณลิ้นปี่ หรืออาการปวดที่บริเวณใต้ชายโครงและท้องน้อย โดยลักษณะของการปวดที่เป็นขั้นต้นนั้นจะเป็นการปวดแบบเสียดๆ หรือปวดตื้อๆ แล้วค่อยเพิ่มความรุนแรงของอาการปวดขึ้นจนทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ ไปจนถึงนอนไม่หลับ อาจมีอาการอาเจียนบ่อยครั้ง ถ้าหากมีทั้งสองอาการนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน 3 – 4 ครั้ง แนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียดจะดีที่สุด
  2. ท้องผูก
    เนื่องด้วยบริเวณช่องท้องส่วนบนเป็นที่อยู่ของอวัยวะสำคัญ อย่าง ลำไส้ใหญ่ จึงอาจทำให้ผู้มีอาการท้องผูกรู้สึกปวดท้องข้างซ้ายบนได้ โดยอาการท้องผูกนั้นเกิดขึ้นจากการที่อุจจาระตกค้างอยู่ภายในลำไส้ใหญ่ ไม่สามารถเคลื่อนตัวไปได้ตามปกติ ซึ่งผู้ที่มีอาการนี้อาจเกิดความรู้สึกอึดอัด อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดกลิ่นปาก และกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย
  3. แก๊สในกระเพาะอาหาร
    ในเครื่องดื่ม หรือในอาหารบางชนิด เมื่อเรารับประทานเข้าไปแล้วอาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้ บางกรณีอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องข้างซ้ายบน ไปจนถึงเกิดอาการจุกเสียด แน่นท้อง จนทำให้อึดอัด ซึ่งการรักษาก็ทำได้ด้วยการรับประทานยาลดกรด หรือยาขับลม
  4. กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ
    การรับประทานอาหารที่ไม่สดสะอาด หรือเป็นอาหารที่มีสารปนเปื้อน มีเชื้อไวรัส ตลอดจนเชื้อแบคทีเรียก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดโรคกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง มีอุจจาระร่วงแบบเฉียบพลัน ร่วมด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ไปจนกระทั่งถึงภาวะขาดน้ำด้วย ซึ่งการรักษาอาการอักเสบนี้ จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ร่วมกับการใช้ยาเพื่อรักษาตามอาการ อาทิ ยาช่วยย่อย หรือยาลดกรดในกระเพาะอาหาร
  5. ลำไส้แปรปรวน
    อาการปวดท้องข้างซ้ายบน อาจเกิดมาจากการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้ ซึ่งเป็นอาการเรื้อรังของโรคลำไส้แปรปรวน หรือโรคดังกล่าวนั้นอาจเกิดจากการติดเชื้อภายในลำไส้ ที่นอกจากจะเกิดอาการปวดท้องแล้ว ยังมีอาการท้องเสียเรื้อรัง รวมถึงมีอาการท้องผูกอยู่เป็นประจำ ต้องบอกเลยว่าโรคนี้เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมให้อยู่ภาวะที่เป็นปกติได้
  6. ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
    การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาจเป็นจุดกำเนิดของอาการตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน เพราะปริมาณแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่ร่างกายนั้นมีมากจนเกินไป ส่งผลให้มีอาการปวดท้องข้างซ้ายบน ซึ่งนอกจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว อาการตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันอาจเกิดได้จากการใช้ยาบางชนิด ตลอดจนได้รับการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ  ซึ่งอาการในระยะเริ่มต้นอื่นๆ ก็ยังมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย รวมถึงมีไข้ตามมาอีกด้วย
  7. อาหารเป็นพิษ
    อาการอาหารเป็นพิษ หรืออาจเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า ภาวะอาหารเป็นพิษ เกี่ยวข้องกับอาการปวดท้องข้างซ้ายบน เพราะเป็นหนึ่งในอาการของภาวะนี้ มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อที่มาจากอาหารอย่างเฉียบพลัน ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นอื่นๆ ได้แก่ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ อาเจียน ปวดเนื้อปวดตัว รวมถึงมีไข้สูง ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นภาวะอาหารเป็นพิษจะเริ่มแสดงอาการภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากการรับประทานที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ ต้องรีบไปปรึกษาแพทย์ หรือเข้ารับการตรวจในอย่างละเอียดและทำการรักษาในทันที
  8. อาการปอดบวม
    อีกหนึ่งอวัยวะที่แม้จะไม่ได้อยู่ในบริเวณช่องท้อง แต่ก็อาจส่งผลข้างเคียงต่ออาการปวดท้องได้เช่นกัน อย่าง ปอด หากมองไปที่อาการปอดบวมที่เกิดจากการติดเชื้อแล้ว ปอดนั้นจะขยายตัวและไปกดทับอวัยวะสำคัญที่อยู่ใกล้เคียงในบริเวณซีกซ้ายของร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องข้างซ้ายบนได้ ส่งผลให้การหายใจนั้นทำได้ลำบาก เจ็บหน้าอก มีไข้สูง ตัวหนาวสั้น รวมถึงมีอาการไออย่างรุนแรงเกิดขึ้นด้วย
  9. อาการม้ามโต
    อาการม้ามโต อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งในที่นี้อาจเกิดขึ้นจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส ไปจนกระทั่งผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากโรคตับแข็ง หรือโรคลูคีเมีย โดยอาการที่สังเกตเห็นได้ชัด คือ ม้ามจะขยายใหญ่ขึ้น และไปกดทับอวัยวะสำคัญต่างๆ ทำให้มีอาการปวดท้องข้างซ้ายบน อีกทั้งยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น อาการอึดอัด แน่นท้อง แขนขาอ่อนแรง หายใจไม่สะดวก ติดเชื้อง่าย เหนื่อยง่าย และเพื่อให้แน่ใจถ้าหากสงสัยว่าตัวเรา หรือคนใกล้ตัวอาจมีอาการม้ามโต ให้สังเกตอาการที่ขึ้นร่วมด้วย

ปวดท้องข้างซ้ายล่าง เสี่ยงเป็นโรค ดังนี้

  1. ไส้เลื่อน
    เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาการที่น่าวิตก เพราะอาการไส้เลื่อนนั้นเป็นอาการที่ลำไส้จะไหลผ่านผนังช่องท้องไปกระจุกรวมตัวกันอยู่ที่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเกิดขึ้นกับผู้ชายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาการนี้ยังอาจเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงเช่นกัน ซึ่งเมื่อเกิดอาการไส้เลื่อนแล้ว จะทำให้เกิดการปวดท้องอย่างรุนแรง และหากอาการนี้เกิดขึ้นบริเวณขาหนีบก็จะยิ่งอันตรายที่นอกเหนือจากอาการปวด ก็ยังทำให้สังเกตเห็นว่ามีก้อนตุงๆ อยู่ที่บริเวณหน้าท้อง อันเป็นเหตุมาจากไส้ที่เลื่อนออกมาอยู่ที่ผนังหน้าท้องนั่นเอง
  2. โรคไต
    เมื่อเกิดการติดเชื้อขึ้นที่บริเวณไต หรือเกิดมีนิ่วขึ้นในไต จะทำให้เกิดอาการปวดท้องข้างซ้ายล่าง ซึ่งสามารถแยกทั้ง 2 ได้จากอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น โดยอาการไตอักเสบ จะมาพร้อมกับอาการปวดท้องข้างซ้ายล่างแบบเฉียบพลัน ปวดปัสสาวะตลอดเวลา มีอาการปวดแสบปวดร้อนขณะที่ปัสสาวะ หรืออาจปัสสาวะเป็นเลือดร่วมด้วย ในขณะที่อาการนิ่วในไตนั้นจะมาพร้อมกับไข้สูง มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับอาการปวดหน่วงๆ ที่บริเวณต้นขา
  3. โรคถุงผนังลำไส้อีกเสบ
    โรคนี้เป็นโรคที่พบได้ในผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากว่าเมื่อเรามีอายุที่มากขึ้น เนื้อเยื่อที่บริเวณผนังลำไส้ก็จะเสื่อมไปตามลำดับ ซึ่งอาจทำให้เกิดความดันในบริเวณลำไส้ใหญ่ อีกทั้งยังทำให้ผนังลำไส้เกิดการโป่งพอง โดยในส่วนที่โป่งพองนี้ก็จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ทำให้เกิดการอักเสบในเวลาต่อมา ผู้ป่วยที่มีอาการนี้ก็จะปวดท้องข้างซ้ายล่าง หรือต่ำกว่าสะดือลงมา จะมีอาการปวดอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา อาจทำให้อุจจาระเป็นเลือด มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน รวมถึงเบื่ออาหารร่วมด้วย
  4. ท้องนอกมดลูก
    ในผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หากเกิดอาการปวดท้องข้างซ้ายล่าง นั่นอาจเป็นสัญญาณไม่ดีของสุขภาพที่กำลังจะบอกตัวเราอยู่ เพราะอาการปวดนี้นั้นบ่งบอกถึงภาวะการตั้งท้องนอกมดลูกที่จะส่งผลเสียและเป็นอันตรายต่อทั้งตัวแม่และเด็กที่อยู่ในครรภ์ ซึ่งหากคุณผู้หญิงคนไหนที่เกิดภาวะการท้องนอกมดลูก จะทำให้เกิดอาการปวดอันเนื่องมาจากเส้นเอ็นยึดมดลูก เกิดซีสต์ในรังไข่ อีกทั้ง การที่ปวดท้องข้างซ่ายล่างเป็นเพราะกระเพาะปัสสาวะมีการขยายตัว โดยหากเกิดอาการดังกล่าวก็ไม่ควรเพิกเฉย ต้องรีบไปพบแพทย์โดยทันที
  5. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
    อาการนี้อาจพบได้บ่อยในผู้หญิง โดยอาจทำให้เกิดการปวดประจำเดือนมากขึ้น อีกทั้งยังมีอาการปวดท้องข้างซ้ายล่างตามมา นอกจากนั้นก็ยังอาจเกิดอาการอื่นๆ ร่วมด้วย อาทิ ท้องเสีย ท้องผูก รู้สึกเจ็บเวลาที่ปัสสาวะ หรืออาจมีประจำเดือนที่มาผิดปกติ ที่แย่ไปกว่านั้น ยังอาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งรังไข่ได้อีกด้วย
  6. การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
    สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ รวมถึงกรวยไตอักเสบ อาจเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ที่ส่งผลให้เกิดการปวดท้องข้างซ้ายล่าง ปัสสาวะติดขัด รวมถึงเกิดความรู้สึกปวดท้องน้อยในขณะที่ปัสสาวะ ถ้าหากปล่อยไว้อาจทำให้เกิดการติดเชื้อลุกลามไปยังไตได้ และกลายเป็นโรคไตในที่สุด
  7. ซีสต์ในรังไข่
    การเกิดซีสต์ในรังไข่ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องข้างซ้ายล่างได้เช่นกัน โดยจะมีอาการปวดหน่วงๆ ทำให้ปัสสาวะบ่อย ประจำเดือนมาผิดปกติ โดยการเกิดซีสต์ในรังไข่นี้ไม่ใช่อาการที่ร้ายแรงถึงขนาดที่จะกลายไปเป็นมะเร็งรังไข่ได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงว่าจะเป็น หรือเป็นแล้วแต่ยังมีขนาดของซีสต์ที่ไม่ใหญ่มาก จำเป็นต้องทำการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด เพราะหากทิ้งเอาไว้ก็จะยิ่งทำให้อาการปวดท้องมีเพิ่มมากขึ้น

ปวดท้องข้างซ้าย จะต้องดูแลเบื้องต้นอย่างไร

หากมีอาการ “ปวดท้องข้างซ้าย ขึ้นโดยที่เรายังไม่แน่ใจว่ามาจากสาเหตุอะไร ก็ให้ดูแลในเบื้องต้นก่อนที่จะเดินทางไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย ให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อย่าง อาหารจำพวกทอดที่ต้องใช้น้ำมัน เนื้อสัตว์ที่ติดมัน อาหารที่มีรสจัด ไปจนกระทั่งถึงการรับประทานอาหารที่จะต้องแบ่งทานพอประมาณในแต่ละครั้ง อย่าทานให้อิ่มจนเกินไป เคี้ยวให้ละเอียดก่อนที่จะกลืน อย่าเร่งรีบ ทานช้าๆ ที่สำคัญ ! ต้องไม่รับประทานอาหารก่อนที่เข้านอนประมาณ 2 ชั่วโมง ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มจำพวกที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนผสม อาทิ กาแฟ ชา โอเลี้ยง ช็อกโกแลต โกโก้ และน้ำอัดลมอัดแก๊สต่างๆ แต่หากลองทำตามวิธีที่บอกแล้วยังไม่ทุเลาลง ก็ให้รีบเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาอาการในทันที

นอกจากโรคและอาการต่างๆ ที่กล่าวไปแล้ว อาการปวดท้องข้างซ้ายทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ก็ยังเป็นอาการเริ่มต้นและสัญญาณอันตรายที่บ่งชี้ว่าเราอาจจะกำลังเป็นโรคอีกหลายชนิดได้ ไม่ว่าจะเป็น โรคมะเร็งในช่องท้อง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคงูสวัส เกิดไส้ติ่งอักเสบ หรือแม้แต่ลำไส้ฉีกขาด เป็นต้น ทางที่ดี หากเกิดอาการปวดท้องข้างซ้าย กินยาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการที่เป็นอยู่ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด ไม่ควรปล่อยปละละเลย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


เปรียบเทียบโครงสร้าง V to Be VS Verb to Do แตกต่างยังไง ใช้แบบไหน มาดูกัน

หลายคนอาจจะเคยผ่านตากันมาบ้างแล้วสำหรับสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากในการใช้ภาษาอังกฤษก็คือ Helping Verbs หรือ “กริยาช่วย” นั่นเอง อย่างที่เราทราบกันดีแล้ว โดยหลักภาษาอังกฤษนั้น จะมีกริยาช่วย 3 รูปแบบด้วยกันคือ

  • verb to be
  • verb to do
  • verb to have

วันนี้เราจะชวนผู้อ่านมาทำความรู้จักกับ Verb to be และ Verb to do ซึ่งเป็นกริยาช่วยที่หลายคนมักสับสนและใช้ผิดกันมาบ้างไม่มากก็น้อย โดยเราจะเริ่มจากหลักการพื้นฐานที่ควรรู้ พร้อมการนำไปใช้และตัวอย่างประโยค อีกทั้งไขข้อสงสัยว่ากริยาช่วยทั้งสองชนิดนี้มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ซึ่งเราจะเปรียบเทียบกันให้เห็นชัดเจนในตารางท้ายบทความนี้ด้วย หากพร้อมแล้ว เรามาเริ่มกันเลย

  1. โครงสร้าง V to Be

หน้าที่ของ V to be

จะประกอบไปด้วย 2 หน้าที่หลักด้วยกัน ได้แก่

  • เป็นกริยาหลัก (Main verbs) จะประกอบไปด้วย 7 ตัวด้วยกัน คือ is, am, are, was, were, be และ been เมื่อแปลเป็นภาษาไทยจะแปลว่า “เป็น, อยู่, คือ” นั่นเอง
  • เป็นกริยาช่วย (Helping verbs) มีรูปเหมือน main verbs ทุกประการ ต่างกันแค่หลักการใช้ คือเมื่อ verb to be ทำหน้าที่เป็นกริยาช่วย เราจะไม่แปลความหมายว่า “เป็น, อยู่, คือ” เหมือนกริยาหลัก แต่ใช้เพื่อเสริมให้ประโยคหรือ Continuous tense สมบูรณ์ คือแปลว่า “กำลัง” ตามโครงสร้าง Subject + V to be + V-ing  หรือ  V to have + been

V to be สามารถแบ่งได้ตามกาลเวลา และประธาน ดังนี้

Present (ปัจจุบัน)

  • ประธาน เอกพจน์ >> is
  • ประธาน พหูพจน์ >> are
  • ประธาน I >> am

Past (อดีต)

  • ประธาน เอกพจน์ และ I >> was
  • ประธาน พหูพจน์ >> were

be และ been

  • be >> ใช้ตามหลัง To และ Modal verbs
  • been >> ใช้ตามหลัง Verb to have ในรูปของ Perfect tense

ตำแหน่งของ V to be เมื่อใช้เป็น กริยาหลัก

อยู่หลังประธาน, หน้า adjectives , prepositions, nouns, pronouns และ adverbs เช่น

  • She is a girl. (อยู่หน้านาม)
  • Tina and Tony are craver. (อยู่หน้าคุณศัพท์)
  • You are very tall. (อยู่หน้ากริยาวิเศษณ์)
  • The book is on the table. (อยู่หน้าบุพบท)
  • These roses are yours (อยู่หน้าสรรพนาม)

ตำแหน่งของ V to be เมื่อใช้เป็น กริยาช่วย

โครงสร้างคือ V to be +V-ing ในรูปของ Continuous tense

1)      ทำหน้าที่เป็น Adjective (แปลว่าน่า…)
ตัวอย่างเช่น It is an interesting show. (มันเป็นโชว์ที่น่าสนใจ)
2)      present continuous tense (is/am/are+V-ing) กำลังทำในปัจจุบัน
ตัวอย่างเช่น I am working now (ฉันกำลังทำงานอยู่ตอนนี้)

3)      past continuous tense (was/were+V-ing) กำลังทำในอดีต
ตัวอย่างเช่น She was singing at this time yesterday. (เมื่อวานในเวลานี้ หล่อนกำลังร้องเพลง)

4)      future continuous (will+be+V-ing) คาดการณ์ในอนาคต
ตัวอย่างเช่น Peter will be travelling around the world next year. (ในปีหน้า ปีเตอร์กำลังจะไปท่องเที่ยวรอบโลก)

5)      present perfect continuous (have/has +been +V-ing) กำลังทำต่อเนื่องในปัจจุบัน
ตัวอย่างเช่น I have been working homework since yesterday. (ฉันทำการบ้านมาตั้งแต่เมื่อวาน) – สื่อว่าปัจจุบันก็ยังทำอยู่ ยังไม่เสร็จ

6)      past perfect continuous (had+been+V-ing) กำลังทำต่อเนื่องในอดีต
ตัวอย่างเช่น Mom had been cooking when it started raining. (แม่กำลังทำอาหารอยู่เมื่อตอนที่ฝนตก)

7)      future perfect continuous (will+have+been+V-ing) กำลังทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่งในอนาคต
ตัวอย่างเช่น I will have been cleaning the room for an hour tomorrow morning (พรุ่งนี้เช้าฉันจะทำความสะอาดห้องอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ชั่วโมง)

8)      V to be + Past participle (V3 – กริยาช่อง 3) ทำหน้าที่เป็น Adjective (แปลว่ารู้สึก…)
ตัวอย่างเช่น I’m glad to meet you (ฉันรู้สึกดีใจที่ได้พบคุณ)

  1. โครงสร้าง Verb to do

หน้าที่ของ V to do

จะประกอบไปด้วย 2 หน้าที่หลัก ๆ ด้วยกัน ได้แก่

  • เป็นกริยาหลัก (Main verbs) จะประกอบไปด้วย 4 ตัวด้วยกัน คือ do, does, did และ done เมื่อแปลเป็นภาษาไทยจะแปลว่า “ทำ” นั่นเอง
  • เป็นกริยาช่วย (Helping verbs) มีรูปเหมือน main verbs ทุกประการ ต่างกันแค่หลักการใช้ คือเมื่อ verb to do ทำหน้าที่เป็นกริยาช่วย เราจะไม่แปล แต่หน้าที่คือมาเสริมให้ประโยคหรือ Simple forms สมบูรณ์ ความหมายคือ แสดงถึงการกระทำที่เป็นปกติ นิสัย หรือกิจวัตร

โดยปกติแล้วรูป Simple forms จะไม่มีกริยาช่วย จึงจำเป็นจะต้องใช้ V to do เข้ามาช่วยในการสร้างประโยคคำถาม, ประโยคปฏิเสธ และ ประโยคคำสั่ง ดังนี้

  • ประโยคคำถาม

โครงสร้างคือ

V to do + Subject + v1+?

โดยปกติจะเป็นคำถามประเภทเจาะจงคำตอบว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” (yes/no question) เช่น

  • Do you love me? (คุณรักฉันไหม?)
  • Does she go to school? (หล่อนไปโรงเรียนใช่ไหม?)

หรือใช้คู่กับ Question words (what / where / who / when / which / why และ how) เช่น

  • Where did he go? (เขาไปไหนมา)
  • ประโยคปฏิเสธ

โครงสร้างคือ

Subject + V to do + not + V1

เช่น

  • You do not love me. (คุณไม่ได้รักฉัน)
  • She does not go to school. (หล่อนไม่ได้ไปโรงเรียน)
  • He did not go home. (เขาไม่ได้กลับบ้าน)

ข้อสังเกต รูปย่อคือ

  • do not = don’t
  • does not = doesn’t
  • did not = didn’t
  • ประโยคคำสั่ง

โครงสร้างคือ

Do + not + V1

เช่น

  • Do not close the door. (อย่าปิดประตู)

หลักการใช้เพิ่มเติมที่ควรรู้

  1. ประโยคที่มี V to do ในประโยค กริยาแท้ในประโยคต้องเป็น V1 (Infinitive) เสมอ
  2. V to do สามารถแบ่งได้ตามกาลเวลา และประธาน ดังนี้

Present (ปัจจุบัน)

  • ประธาน เอกพจน์ >> Does
  • ประธาน พหูพจน์ >> Do

Past (อดีต)

ทั้งประธาน เอกพจน์และพหูพจน์ >> did

ตารางเปรียบเทียบระหว่าง V to be และ V to do
 V to beV to do
รูปทั้งหมดis/am/are/was/were/be/beendo/does/did
รูปปัจจุบันis/am/aredo/does
รูปอดีตwas/weredid
ประธานเอกพจน์is/wasdoes/did
ประธานพหูพจน์are/weredo/did
ใช้กับpresent continuous tense,past continuous tense,future continuous,present perfect continuous,past perfect continuous,future perfect continuousใช้ในการสร้างประโยคคำถาม, ประโยคปฏิเสธ และ ประโยคคำสั่ง ใน Simple Forms,Present Simple,Past Simple 
ตำแหน่งหลัง : ประธานหน้า: verbs, adjectives, prepositions, nouns, pronouns และ adverbs– หน้าประธานในประโยคคำถาม– หลังประธาน+not ในประโยคปฏิเสธ

สรุป

V to be และ V to do ทำหน้าที่เป็นได้ทั้งกริยาแท้และกริยาช่วย กล่าวคือมีหน้าที่ทางไวยากรณ์เหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือหลักการใช้และตำแหน่งในบางกรณี เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจ เพื่อความถูกต้องทางหลักภาษาและสามารถสื่อสารถึงผู้อ่านหรือผู้ฟังให้เข้าใจตรงกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


นับถอยหลัง 2 ปี ‘Deepfakes’ ป่วนโลกธุรกิจหนักยิ่งกว่าเดิม

“การ์ทเนอร์” คาดการณ์ “Deepfakes” ที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เป็นผู้สร้างขึ้นจะทำให้อีกสองปีการใช้โซลูชันการยืนยันและพิสูจน์ตัวตนแบบเดิมๆ ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป

  • Deepfakes ทำลายระบบการพิสูจน์ตัวตนด้วยไบโอเมตริกซ์
  • การโจมตีแบบ Deepfakes ที่สร้างโดยเอไอทำให้โซลูชันการยืนยันและพิสูจน์ตัวตนไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป
  • การปลอมแปลงข้อมูลอัตลักษณ์ทางกายภาพเป็นการโจมตีที่พบบ่อยที่สุด

การ์ทเนอร์ คาดการณ์ว่าในปี 2569 การโจมตีแบบ Deepfakes ที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์กับเทคโนโลยีระบุตัวตนบนใบหน้าหรือ Face Biometrics เป็นเหตุให้องค์กรประมาณ 30% มองว่าโซลูชันการยืนยันและพิสูจน์ตัวตนจะไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไปหากนำมาใช้แบบเอกเทศ

อากิฟ ข่าน รองประธานฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์ กล่าวว่า ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีจุดเปลี่ยนสำคัญด้านเอไอเกิดขึ้นหลายประการ ซึ่งนั่นทำให้เกิดการสร้างภาพสังเคราะห์ขึ้นได้

ภาพใบหน้าคนจริงๆ ที่สร้างขึ้นปลอมๆ เหล่านี้ หรือที่เรียกว่า “Deepfakes”นั้น เปิดโอกาสให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถนำมาใช้เพื่อทำลายระบบการพิสูจน์ทราบตัวตนด้วยไบโอเมตริกซ์หรือทำให้ระบบใช้การได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ

ผลที่ตามมาก็คือ องค์กรต่างๆ อาจเริ่มตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของโซลูชันการยืนยันและพิสูจน์ตัวตน เนื่องจากไม่สามารถบอกได้ว่าใบหน้าบุคคลที่ได้รับการยืนยันนั้นเป็นบุคคลที่มีชีวิตจริงหรือเป็นของปลอมกันแน่

‘เอไอ’ เพิ่มความยุ่งยาก ซับซ้อน

ข้อมูลระบุว่า กระบวนการยืนยันและพิสูจน์ตัวตนโดยใช้เทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์บนใบหน้าในวันนี้อาศัยการตรวจจับการโจมตีหลอก หรือ Presentation Attack Detection (PAD) เพื่อประเมินการมีชีวิตอยู่จริงของผู้ใช้

“มาตรฐานและกระบวนการทดสอบในปัจจุบันเพื่อกำหนดและประเมินกลไกของการตรวจจับการโจมตีหลอกนั้นไม่ครอบคลุมการโจมตีผ่านดิจิทัลหรือ Digital Injection Attacks ที่มาจาก Deepfakes ซึ่งสร้างโดยเอไอ ที่สามารถพัฒนาขึ้นได้แล้ววันนี้”

ผลการวิจัยโดยการ์ทเนอร์ชี้ว่า การโจมตีแบบ Presentation Attack ที่เป็นการปลอมแปลงข้อมูลอัตลักษณ์ทางกายภาพของบุคคลเป็นการโจมตีที่พบบ่อยที่สุด 

ทว่าการโจมตีแบบ Injection Attack ที่เป็นการแทรกโค้ดลงในโปรแกรมหรือแบบสอบถาม หรือมัลแวร์ในคอมพิวเตอร์เพื่อควบคุมคำสั่งผ่านระยะไกล ในปี 2566 มีอัตราเพิ่มขึ้นถึง 200%

ดังนั้นเพื่อป้องกันการโจมตีดังกล่าวองค์กรจะต้องใช้การตรวจจับการโจมตีแบบ Injection Attack Detection (IAD) และการตรวจสอบภาพ หรือ Image Inspection ร่วมด้วย

ต้องทำได้เหนือกว่ามาตรฐาน

อากิฟ แนะว่าเพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถปกป้องตนเองจากภัยคุกคาม Deepfakes ที่พัฒนาขึ้นโดยเอไอและมีความสามารถเหนือกว่าเทคโนโลยีที่ใช้ในการระบุตัวตนบนใบหน้า

ผู้บริหาร CISO และผู้นำจัดการความเสี่ยงต้องเลือกผู้ขายที่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าพวกเขามีความสามารถ มีแผนการจัดการที่เหนือกว่าคุณภาพมาตรฐาน รวมถึงมีระบบมอนิเตอร์ จัดหมวด และกำหนดปริมาณของภัยคุกคามเกิดใหม่นี้

โดยองค์กรควรเริ่มกำหนดบรรทัดฐานการควบคุมขั้นต่ำด้วยการทำงานร่วมกับผู้ขายที่มีการลงทุนโดยเฉพาะในด้านการลดผลกระทบจากภัยคุกคาม Deepfake ล่าสุด โดยใช้การตรวจจับการโจมตีแบบ Injection Attack Detection (IAD) ควบคู่ไปกับระบบการตรวจสอบภาพ Image Inspection

เมื่อกำหนดกลยุทธ์และบรรทัดฐานการควบคุมพื้นฐานแล้ว ผู้บริหาร CISO และผู้นำทีมการจัดการความเสี่ยงจะต้องรวบรวมความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเพิ่มเติมและตระหนักถึงสัญญาณที่เป็นภัย

อาทิ การระบุการใช้งานอุปกรณ์และการวิเคราะห์พฤติกรรม เพื่อเพิ่มโอกาสการตรวจจับการโจมตีในกระบวนการยืนยันตัวตน

นอกจากนี้ ผู้นำด้านความปลอดภัยและการบริหารความเสี่ยงยังมีบทบาทรับผิดชอบในด้านข้อมูลส่วนบุคคลและการจัดการการเข้าถึงควรมีขั้นตอนดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงการโจมตีแบบ Deepfake ที่ขับเคลื่อนจากเอไอ

โดยเลือกเทคโนโลยีที่สามารถพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงได้หรือนำมาตรการเพิ่มเติมมาใช้เพื่อป้องกันการเข้ายึดบัญชีใช้งาน 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


5 เหตุผลที่ทำให้คุณมี “กลิ่นตัวแรง” กว่าคนปกติ

เรื่องกลิ่นตัว เราเชื่อว่ามีกันทุกคน ยิ่งในอากาศร้อนๆ อย่างบ้านเรา แค่ก้าวขาออกมาจากห้องน้ำ บางทีก็เหงื่อซึมกลางหลังเรียบร้อยแล้ว แต่ในบรรดากลิ่นตัวก็จะมีแบ่งระดับออกไปอีก แบบที่ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายก็พอจะเอาอยู่ในระหว่างวันได้ กับแบบที่ใช้อะไรก็เอาไม่อยู่ เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมกลิ่นตัวของคุณรุนแรงกว่าคนรอบข้างที่อาจจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตลอดทั้งวัน หรือแม้กระทั่งอาจจะใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายเหมือนกัน แต่ผลลัพท์ที่ได้แตกต่างกัน

กลิ่นตัว มาจากไหน?

เหงื่อธรรมดาๆ โดยลำพังจากต่อมเหงื่อที่อยู่ตามแขนขา ลำตัว แผ่นหลัง จริงๆ แล้วไม่ได้มีกลิ่นนะคะ เป็นเหงื่อที่มาจากต่อมเหงื่อที่ชื่อว่า Eccrine sweat gland ที่อยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายทั่วไป ร้อนเมื่อไรก็มีเหงื่อออกมาช่วยปรับอุณหภูมิของร่างกายเมื่อนั้น แต่ที่เหงื่อมีกลิ่น มาจาก 2 สาเหตุใหญ่ๆ คือ

– เหงื่อที่ผสมกับจุลินทรีย์ และแบคทีเรียที่อยู่ตามผิวหนัง

– เหงื่อที่มาจากต่อมเหงื่อที่ชื่อว่า Apcocrine sweat gland ซึ่งมักเป็นเหงื่อที่มีลักษณะใสๆ เช่นกัน แต่มีความเหนียวเหนอะหนะมากกว่าเหงื่อปกติเล็กน้อย และมีกลิ่นที่รุนแรงกว่า โดยต่อมเหงื่อชนิดนี้จะอยู่บริเวณ รักแร้ ขาหนีบ ใต้ราวหน้าอก ใบหู เป็นต้น

5 เหตุผลที่ทำให้คุณมีกลิ่นตัวแรงกว่าคนปกติ

  1. อาหารรสจัด

ไม่ว่าจะเป็นเผ็ดจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด หรืออาหารที่มีส่วนผสมของเครื่องเทสเยอะๆ เครื่องเทศกลิ่นแรงอย่าง กระเทียม (ที่ทำให้ปากเหม็นไปด้วย) หัวหอม ข่า ตะไคร้ เครื่องแกะกะหรี่ พริก พริกไทย หรือผลไม้ที่มีสารกำมะถันอย่าง ทุเรียน สะตอ ชะอม ฯลฯ อาหารเหล่านี้มีส่วนเพิ่มดีกรีกลิ่นตัวให้มากกว่าคนที่ไม่ได้ทาน หรือคนที่ทานน้อยกว่า แถมรสชาติเผ็ดร้อนยังเป็นการขับเหงื่อออกมาเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก

  1. น้ำหนักเกินมาตรฐาน

ลองสังเกตดูว่าคนอ้วนมักมีกลิ่นตัวแรงกว่าคนที่ผอมกว่า เพราะนอกจากคนอ้วนจะมีโอกาสที่อวัยวะภายนอกมีส่วนอับชื้น สร้างกลิ่นไม่พึงประสงค์ตามรักแร้ ชั้นพุง ขาหนีบ ข้อพับต่างๆ มากกว่าคนผอมแล้ว ต่อมเหงื่อตามรักแร้ ขาหนีบ ยังผลิตเหงื่อออกมามากกว่าคนผอมอีกด้วย

  1. อาหารมัน อาหารทอด

อาหารมัน อาหารทอด เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามีน้ำหนักเกินมาตรฐาน (ว่าง่ายๆ ก็อ้วนนั่นแหละ) แถมยังกระตุ้นการทำงานของต่อมเหงื่อบริเวณรักแร้ ขาหนีบอีกด้วย

  1. เนื้อแดง

เนื้อแดงอย่างเนื้อวัว และเนื้อสัตว์ใหญ่อื่นๆ มีส่วนทำให้มีกลิ่นตัวแรงขึ้น เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ทานเนื้อแดง หรือเทียบกับช่วงที่ไม่ได้ทานเนื้อแดงในคนๆ เดียวกัน

  1. ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายที่ไม่เหมาะกับตัวเอง

ของแบบนี้ก็เหมือนเครื่องสำอางทั่วไปนะคะ หากใช้อันนี้ไม่โอเค ก็ลองเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอที่ใช่ แบบโรลออนไม่รอด ก็ลองแบบสเปรย์ แบบเทคโนโลยีล้ำๆ ไม่รอด ก็ลองสารส้มธรรมดาๆ ดูบ้าง อาจจะเหมาะกับเราสักอย่าง

เคล็ดลับช่วยลดกลิ่นตัวในแต่ละวัน

ระหว่างที่กำลังลดอาหารรสจัด อาหารมัน เนื้อแดง และลดน้ำหนักอยู่ อาจลองเคล็ดลับเหล่านี้ที่ช่วยลดกลิ่นตัวระหว่างวันได้

  1. สวมเสื้อผ้าที่มีความโปร่งสบาย ทั้งเนื้อผ้าที่มีการระบายอากาศได้ดี และการออกแบบที่ไม่คับแน่นจนเกินไป โดยเฉพาะคนที่มีน้ำหนักเกิน หรือคนอ้วน ที่อาจมีปัญหากับแขนเสื้อรั้งรักแร้ อาจยิ่งทำให้รักแร้อับชื้นผลิตเหงื่อออกมามากขึ้น รวมไปถึงกางเกงคับแน่นขาก็ควรหลีกเลี่ยงด้วย
  2. หากรู้สึกว่าเหงื่อออกบ่อยๆ ให้พกผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย พร้อมกระดาษทิชชู่เปียกติดตัวไว้ด้วย ระหว่างวันก็เช็ดทำความสะอาดร่างกายตามรักแร้ ขาหนีบ ราวหน้าอก แล้วใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายทับ ใครที่สะดวกอาบน้ำก็อาบน้ำได้เลย
  3. สครับผิวระหว่างอาบน้ำบ้าง เพื่อเป็นการขจัดขี้ไคล เซลล์ผิวที่ตายแล้ว รวมไปถึงกำจัดแบคทีเรียบางส่วนออกไปจากผิว โดยอาจขัดตัว 1-2 ครั้งต่ออาทิตย์ก็ได้
  4. อย่าใส่เสื้อผ้าตัวเดิมซ้ำๆ ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ทุกวัน ตอนซักผ้าก็ดูแลบริเวณรักแร้ คอเสื้อ ชุดชั้นใน เป้ากางเกงอย่าให้มีกลิ่นอับชื้นจากเหงื่อซ้ำๆ บางครั้งกลิ่นอาจมาจากเสื้อผ้าที่ซักไม่สะอาดพอ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 08/02/2567

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a34,250.0034,350.00
ทองรูปพรรณ 96.5%2,219.0033,640.0434,850.00
ทองรูปพรรณ 90%1,997.1030,276.04n/a
ทองรูปพรรณ 80%1,775.2026,912.03n/a
ทองรูปพรรณ 50%999.0015,144.84n/a
ทองรูปพรรณ 40%777.0011,779.32n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%2,299.0034,852.84n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 08/02/2567



ปตท.

บางจาก

เชลล์

เอสโซ่

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9537.5537.5537.8537.5537.5537.5537.5537.5537.5537.55
แก๊สโซฮอล์ 9135.7835.7836.2835.7835.7835.7835.7835.7835.7835.78
แก๊สโซฮอล์ E2035.4435.4435.9435.4435.4435.4435.4435.4435.44
แก๊สโซฮอล์ E8535.5935.5935.59
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม44.9449.5449.5449.5444.94
เบนซิน 9545.4446.6145.9445.5945.44
ดีเซล B729.9429.9430.2429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซล29.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซล B2029.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม41.5443.6444.8443.6443.6441.54
แก๊ส NGV19.5919.5919.59
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า