สาระน่ารู้ประจำวันที่ 13 มีนาคม 2567

5 ทำเลภาคเหนือที่มียอดขายและหน่วยเหลือขายสูงสุด

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ เปิด5 ทำเลภาคเหนือที่มียอดขายสูง “สันทราย” ยืนหนึ่ง และหน่วยเหลือขายสูงสุดคือตัวเมืองเชียงรายมูลค่า 6,418 ล้านบาท

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) รายงานสถานการณ์ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัย ที่ยังอยู่ระหว่างขายในช่วงครึ่งหลังปี  2566 ของจังหวัดในภาคเหนือ

สรุปภาพรวมพบว่ามีจำนวนหน่วยทั้งสิ้น 10,540 หน่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 มีมูลค่า 45,366 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.1

โครงการบ้านจัดสรร 8,843 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 มูลค่า 40,210 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.4

โครงการอาคารชุด 1,697 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.8 มูลค่า 5,156 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.9

โครงการเปิดขายใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวน 1,137 หน่วย มูลค่า 4,809 ล้านบาท

โครงการบ้านจัดสรร 632 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 136.7 มูลค่า 3,389 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นร้อยละ 181.2

โครงการอาคารชุด 505 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 631.9 มูลค่า 1,420 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นร้อยละ 1,135.8
 

ที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังจำนวน 949 หน่วย  ลดลงร้อยละ -12.4 มูลค่า 3,736 ล้านบาท  ลดลงร้อยละ -6.9 เป็นโครงการบ้านจัดสรร 698 หน่วย ลดลงร้อยละ -10.3 มูลค่า 3,027 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -5.8 เป็นโครงการอาคารชุด 251 หน่วยลดลงร้อยละ -17.7 มูลค่า 708 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -11.5

โดยมียอดที่อยู่อาศัยเหลือขายทั้งสิ้น 9,591 หน่วย  เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.6 มูลค่า 41,631 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 เป็นโครงการบ้านจัดสรร 8,145 หน่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 มูลค่า 37,183 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.6 โครงการอาคารชุด 1,446 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.2 มูลค่า 4,448 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565

อย่างไรก็ตามจากการสำรวจพื้นที่ภาคสนาม มีข้อสังเกตว่าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่จะมีการแข่งขันในด้านการลดราคาในส่วนของโครงการบ้านจัดสรรเป็นหลัก ซึ่งโครงการที่ขายดีจะเป็นในกลุ่มของโครงการบ้านเดี่ยวที่ออกแบบทันสมัย มีบริการหลังการขายที่ดี และเสนอขายอยู่ในระดับราคา 3– 5ล้านบาท

ขณะที่โครงการอาคารชุดใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการขายในลักษณะของแถมมากกว่าการลดราคา พบว่าโครงการที่ขายดีส่วนใหญ่กระจายอยู่ในกลุ่มระดับราคา 2-  3ล้านบาทมากที่สุด และหากแยกตามประเภทห้อง พบว่า ประเภท 1 ห้องนอนและมีพื้นที่ใช้สอยส่วนกลางขายดีมากที่สุด อยู่ในระดับราคา 2-  3ล้านบาท

ทั้งนี้ ประเมินว่าในอนาคตทำเลที่มีการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรใหม่ในจังหวัดเชียงใหม่ จะกระจายไปตามวงแหวนเชื่อมต่อระหว่างอำเภอรอบนอก เช่น อำเภอแม่ริม อำเภอสันทราย อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอสันกำแพง อำเภอสารภี และอำเภอหางดง โดยจะอยู่ห่างจากศูนย์กลางเมืองเชียงใหม่ประมาณ 10-15 กิโลเมตรเท่านั้น ในขณะที่ในพื้นที่เมืองชั้นในมีแนวโน้มว่าจะมีการเปิดตัวโครงการอาคารชุดมากขึ้น

โดยภาพรวมในพื้นที่ภาคเหนือมีทำเลที่มีศักยภาพในช่วงครึ่งปีหลัง2566 

5 ทำเลที่มียอดขายสูงสุด

อันดับ 1 ทำเลสันทรายจำนวน 175 หน่วย มูลค่า 573.6 ล้านบาท

อันดับ 2 ทำเลในเมืองเชียงรายจำนวน 131  หน่วย มูลค่ามูลค่า 488.4 ล้านบาท

อันดับ 3 ทำเลแม่โจ้จำนวน 130 หน่วย มูลค่า 349.4 ล้านบาท

อันดับ 4 ทำเลม.พายัพจำนวน 117 หน่วย มูลค่า 565.6 ล้านบาท

อันดับ 5 ทำเลสารภีจำนวน 115 หน่วยมูลค่า 399.4 ล้านบาท

5 ทำเลที่มีหน่วยเหลือขายสูงสุด 

อันดับ 1 ทำเลในเมืองเชียงรายจำนวน 1,468 หน่วย มูลค่า 6,418 ล้านบาท

อันดับ 2 ทำเลสันทราย จำนวน 1,339 หน่วย มูลค่า 4,434 ล้านบาท

อันดับ 3 ทำเลบ่อสร้าง-ดอยสะเก็ด จำนวน 1,279 หน่วย มูลค่า 6,136 ล้านบาท

อันดับ 4 ทำเลม.พายัพ จำนวน 1,209 หน่วย มูลค่า 5,810 ล้านบาท

อันดับ 5 ทำเลสนามบิน-ม.แม่ฟ้าหลวง จำนวน 1,169 หน่วย มูลค่า 4,167 ล้านบาท

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เจาะปัจจัยหนุนธุรกิจรับเหมาก่อสร้างปี 67-69

วิจัยกรุงศรี เผยบทวิเคราะห์”ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง” ปี 67-69 แนวโน้มเติบโต เช็คปัจจัยหนุนธุรกิจและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังที่นี่

วิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง แนวโน้มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างปี 2567-2569 โดยสรุปข้อมูลว่า ธุรกิจนี้มีแนวโน้มเติบโตตามมูลค่าการลงทุนก่อสร้างโดยรวมที่คาดว่าจะขยายตัว 3.0-4.0% ต่อปี โดยมูลค่าก่อสร้างภาครัฐจะขยายตัว 3.5-4.0% ต่อปี ด้วยปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญ ได้แก่ การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridors: EEC) ภายใต้การเร่งดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2566-2570 

ขณะที่มูลค่าการลงทุนก่อสร้างภาคเอกชนทั้งที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ มีแนวโน้มทยอยฟื้นตัว โดยจะขยายตัว 3.0-3.5% ตามกำลังซื้อที่น่าจะปรับตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่คืบหน้ามากขึ้น โดยปัจจัยที่อาจจำกัดการเติบโตส่วนใหญ่มาจากต้นทุนก่อสร้างทั้งวัสดุก่อสร้างและค่าแรง รวมถึงค่าขนส่งที่จะยังทรงตัวสูงตามทิศทางราคาพลังงาน

ขณะที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Climate change and the race to Net Zero) จะเป็นปัจจัยท้าทายให้ผู้ประกอบการฯ ต้องเร่งปรับตัวในการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อลดการใช้วัสดุก่อสร้างที่สิ้นเปลือง

มุมมองวิจัยกรุงศรี ได้เผยรายละเอียดบทวิเคราะห์ แนวโน้มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างปี 2567-2569 โดยระบุว่า ในปี 2567-2569 รายได้ของกลุ่มผู้รับเหมาที่เน้นโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามการลงทุนก่อสร้างภาครัฐ ขณะที่รายได้ของกลุ่มที่เน้นโครงการภาคเอกชนจะทยอยปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ผู้รับเหมางานก่อสร้างรายใหญ่

  •  คาดว่ารายได้จะขยายตัวต่อเนื่องตามการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ  เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมในการประมูลรับงานและมีศักยภาพในการบริหารงานก่อสร้างขนาดใหญ่ ทั้งโครงการลงทุนต่อเนื่องของภาครัฐ อาทิ รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่   มอเตอร์เวย์ และโครงข่ายคมนาคมขนาดใหญ่ (Megaprojects) ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ EEC รวมทั้งโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศที่ยังมีการดำเนินงานต่อเนื่อง  ตลอดจนงานก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาคเอกชน ทั้งด้านที่อยู่อาศัย กลุ่มอาคารสูง และอาคารขนาดใหญ่ ทำให้มีแนวโน้มที่ปริมาณงานที่รอดำเนินการ (Backlog) จะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ผู้รับเหมางานก่อสร้างรายกลาง-เล็ก (SMEs)

  • รายได้มีแนวโน้มทรงตัวในปี2567 และจะทยอยฟื้นตัวในปี 2568-2569 โดยได้แรงหนุนจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ทยอยฟื้นตัว โดยเฉพาะรายกลางที่มีโอกาสรับงานจากรายใหญ่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางปัจจัยที่ยังเหนี่ยวรั้งผลประกอบการจากต้นทุนดำเนินงาน และการขาดแคลนแรงงาน ที่อาจส่งผลให้ผู้รับเหมากลุ่มนี้ยังมีความเสี่ยงด้านปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 13มี.ค. “อ่อนค่า” ที่ระดับ 35.73 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทผันผวนอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ตามการพลิกกลับมาปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาดรวมทั้งเงินเฟ้อพื้นฐาน

ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 13มี.ค. 2567 ที่ระดับ  35.73 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ  35.57 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน  พานิชพิบูลย์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน  ธนาคารกรุงไทยระบุว่า  แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทอาจแกว่งตัว sideways หลังพลิกกลับมาอ่อนค่าเร็วและแรง จากช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ เนื่องจากส่วนหนึ่ง ผู้เล่นในตลาดบางส่วน

อาทิ ฝั่งผู้ส่งออกอาจรอจังหวะเงินบาทผันผวนอ่อนค่าลงบ้าง ในการทยอยขายเงินดอลลาร์และสกุลเงินต่างประเทศอื่นๆ อาทิ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลัง JPYTHB ได้ปรับตัวขึ้นเข้าสู่โซน 24 บาท/100 เยน

นอกจากนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจรอจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อื่นๆ ในช่วงปลายสัปดาห์ ทำให้เงินดอลลาร์ รวมถึงราคาทองคำก็อาจยังคงแกว่งตัวในกรอบ หลังมีการเคลื่อนไหวพอสมควรในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ ควรจับตาฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง

ส่วนตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้นฮ่องกง ก็เริ่มกลับมาอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นเอเชียอาจอยู่ในบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงได้เช่นกัน ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติทยอยเข้าซื้อหุ้นไทยได้บ้าง ทำให้โดยรวมเรายังมองว่า เงินบาทอาจไม่ได้อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 35.80 บาทต่อดอลลาร์ ที่เราประเมินไว้

ทั้งนี้ เงินบาทก็อาจยังไม่สามารถกลับมาแข็งค่าไปได้มาก เนื่องจากยังขาดปัจจัยสนับสนุนที่ชัดเจน ทำให้โซนแนวรับอาจยังอยู่ในช่วง 35.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 35.30 บาทต่อดอลลาร์)

เรายังขอเน้นย้ำว่า ในช่วงนี้ ความผันผวนของเงินบาทนั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา (มองจากกรอบเงินบาทรายสัปดาห์) อย่างเห็นได้ชัด ทำให้เราคงคำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และนอกเหนือจากการใช้เครื่องมือดังกล่าว การเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ก็เป็นอีกแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.55-35.80 บาท/ดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนก่อนหน้า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนสูงในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ตามที่เราได้ประเมินไว้ (แกว่งตัวในช่วง 35.51-35.80 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทได้ผันผวนอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ตามการพลิกกลับมาปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ที่ออกมา 3.2% สูงกว่าคาดเล็กน้อย (ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ชะลอลงสู่ระดับ 3.8% แต่สูงกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อย) ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า เฟดจะยิ่งไม่รีบปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงและเฟดอาจลดดอกเบี้ยเพียงราว 3 ครั้งในปีนี้ (ก่อนรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ผู้เล่นในตลาดเริ่มมองว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้มากกว่า 3 ครั้ง)

นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังได้กดดันเงินบาทเพิ่มเติม ผ่านการปรับตัวลดลงแรงราว -20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ของราคาทองคำ ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนทยอยเข้าซื้อทองคำในช่วงปรับฐานลงมาบ้าง ทั้งนี้ เงินบาทยังไม่ได้อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านที่เราประเมินไว้ ตามแรงขายเงินดอลลาร์และสกุลเงินต่างประเทศของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ส่วนเงินดอลลาร์ก็ย่อตัวลงบ้าง หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On)

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดมองว่า อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อได้ ทำให้เฟดยังสามารถทยอยลดดอกเบี้ยลงได้ (แม้ว่าจังหวะในการลดดอกเบี้ยยังมีความไม่แน่นอน) ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมาเข้าซื้อหุ้นเทคฯ ใหญ่ ที่ปรับตัวลดลงในช่วงก่อนหน้า อาทิ Nvidia +7.2%, Meta +3.3% ส่งผลให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq รีบาวด์ขึ้นแรงกว่า +1.54% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.12%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นแรงกว่า +1.00% หนุนโดยแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร หุ้นกลุ่มยานยนต์และหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม อาทิ HSBC +2.9%, BMW +2.7%, LVMH +1.0% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากทั้งความหวังการทยอยลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก และความหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มยานยนต์และกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม

ในฝั่งตลาดบอนด์ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมาเชื่อว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ราว 3 ครั้งในปีนี้ ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้น ใกล้ระดับ 4.20% อีกครั้ง สอดคล้องกับคำเตือนของเราว่า “ควรระวังความผันผวนของบอนด์ยีลด์ ที่อาจพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นได้ หากอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ไม่ได้ชะลอตัวลงตามที่ตลาดคาดหวัง” ซึ่งเราก็ยังคงคำเตือนดังกล่าวไว้

เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่ได้ส่งสัญญาณชะลอตัวที่ชัดเจน จนทำให้เฟดต้องรีบลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี Risk-Reward ของการเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวก็ยังคุ้มค่าอยู่ ทำให้เราคงมองว่า นักลงทุนสามารถทยอยเพิ่มสถานะการลงทุนได้ หรือนักลงทุนอาจรอจังหวะ Buy on Dip ก็ได้เช่นกัน (อาจเน้นทยอยเข้าซื้อในโซน บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เหนือระดับ 4.20%)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็วและแรง จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาดเล็กน้อย ทว่าผู้เล่นในตลาดยังคงทยอย Sell on Rally เงินดอลลาร์ ท่ามกลางบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังเชื่อมั่นว่า เฟดจะสามารถทยอยลดดอกเบี้ยได้ในปีนี้ ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 102.9 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 102.7-103.2 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ การปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทำให้ผู้เล่นในตลาดเร่งเทขายทองคำออกมา กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย.) ปรับตัวลงแรงสู่โซน 2,160 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งผู้เล่นบางส่วนอาจทยอยเข้าซื้อทองคำในจังหวะปรับฐาน และโฟลว์ธุรกรรมซื้อทองคำในย่อตัว ก็มีส่วนกดดันให้เงินบาทผันผวนอ่อนค่าลง

สำหรับวันนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าลุ้นอาจมีไม่มากนัก ทำให้การเคลื่อนไหวของตลาดการเงินอาจทรงตัว ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากส่วนหนึ่งผู้เล่นในตลาดต่างก็รอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ในช่วงปลายสัปดาห์ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินของ ECB

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าเงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 35.70-35.72 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.07 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 35.57 บาทต่อดอลลาร์ฯ

ทั้งนี้ เงินบาทอ่อนค่าลงสอดคล้องกับสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้นตามจังหวะการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ หลังดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด (US CPI +3.2% YoY ในเดือนก.พ. สูงกว่าตลาดคาดที่ 3.1% YoY ขณะที่ Core CPI +3.8% YoY ในเดือนก.พ. สูงกว่าตลาดคาดที่ 3.7% YoY) โดยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ลดทอนโอกาสความเป็นไปได้ที่จะเห็นเฟดทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยยายในรอบการประชุมใกล้ๆ นี้ 

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 35.60-35.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามจะอยู่ที่ทิศทางเงินลงทุนต่างชาติ สถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลก และการตอบรับของตลาดต่อตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนม.ค. ของยูโรโซน 

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


“โนแอล กรองด์ชอง” พร้อมใส่เดี่ยวทุกกติกา หมายตาเข็มขัด “แสตมป์”

“โนแอล กรองด์ชอง” สุดปลื้ม หลังคว้าชัยกู้ศรัทธาต่อหน้าแฟนกีฬาชาวไทย เผยรู้สึกดีใจที่ได้เห็นคนไทยส่งเสียงเชียร์ลั่นสนาม หลังจากนี้พร้อมลุยทุกกติกาเมื่อโอกาสมาถึง โดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่เข็มขัดแชมป์โลก MMA ซึ่งปัจจุบันมี “แสตมป์ แฟร์เท็กซ์” นั่งครองอยู่

“โนแอล กรองด์ชอง” นักสู้สาวลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส วัย 27 ปี กลับมาสู่เส้นทางแห่งชัยชนะอีกครั้ง หลังโชว์ชั้นเชิงเกมยืนสุดแกร่งแซงเอาชนะคะแนนเอกฉันท์เหนือ “วิกตอเรีย ซูซา” สาวแกร่ง วัย 26 ปี จากบราซิล ในศึก ONE Fight Night 20 ณ สนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา) เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา

ครั้งนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งไฟต์สำคัญที่ “โนแอล” ต้องการพิสูจน์ตัวเอง เพื่อเรียกศรัทธาจากแฟนกีฬาต่อสู้ชาวไทยกลับคืนมาให้ได้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เธอต้องพบกับความพ่ายแพ้ครั้งแรกบนสมรภูมิ ONE ซึ่งการปราชัยในครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ก่อนจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้เธอได้สัมผัสกับคำว่าชัยชนะอีกครั้ง ด้วยพลังงานบวกที่มีในตัวอย่างเหลือล้น

สำหรับเกมการแข่งขันในไฟต์นี้ “โนแอล” สามารถเรียกฟอร์มเก่งของตัวเองกลับมาได้อีกครั้ง โดยเฉพาะในศาสตร์ของเกมยืนที่เธอเดินหน้าออกหมัดได้อย่างหนักหน่วงและแม่นยำ จนเกือบปิดเกมเร็ว “วิกตอเรีย” ได้ตั้งแต่ยกแรก และด้วยประสบการณ์บวกกับความไม่ประมาท เธอจึงปรับสไตล์การต่อสู้อย่างชาญฉลาดจนนำมาซึ่งชัยชนะในครั้งนี้

ชัยชนะในครั้งนี้นอกจากการฝึกฝนที่หนักหน่วงแล้ว อีกสิ่งสำคัญที่จะอดพูดถึงไม่ได้นั่นคือกำลังแรงใจจากคนไทยที่คอยส่งเสียงเชียร์เธอดังกระหึ่มไปทั่วสนามอย่างไม่ขาดสาย เธอจึงขอมอบชัยชนะในครั้งนี้ให้กับคนไทยทั่วทั้งประเทศ

“ที่สนามในวันนั้น หนูได้เห็นคนไทยตะโกนส่งเสียงเชียร์ลงมาอย่างไม่ขาดสายซึ่งเป็นอะไรที่สุดยอดมากค่ะ หนูอยากขอบคุณคนไทยที่เข้ามาเชียร์ และขอมอบชัยชนะครั้งนี้ให้กับพวกเขาค่ะ”

ส่วนเป้าหมายต่อไป “โนแอล” ยังคงมุ่งหวังสานต่อชัยชนะเพื่อให้เข้าใกล้กับโอกาสท้าชิงบัลลังก์ที่ “แสตมป์ แฟร์เท็กซ์” ครอบครองอยู่ ขณะเดียวกันเธอก็ไม่หวั่นหากได้รับข้อเสนอให้ขึ้นสู้ในกติกาอื่นๆ

“หนูนับถือ แสตมป์ นะคะ แต่หนูอยากได้เข็มขัดแชมป์เส้นนั้น หลังจากนี้มาดูกันว่าเขาจะส่งใครมาเป็นคู่ต่อสู้คนต่อไปเพื่อที่หนูจะได้เข้าใกล้กับการชิงเข็มขัดมากขึ้น และหนูก็ไม่มีปัญหาถ้าจะให้ลงแข่งขันในกติกาปล้ำจับล็อก หรือ มวยสากล บางทีหนูอาจจะได้ครองเข็มขัดสามเส้นในอนาคตก็ได้ค่ะ”

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


7 พฤติกรรมทำร้าย “ไต” ทั้งที่ไม่ได้กินเค็มก็เป็นโรคไตได้

หากพูดถึง “โรคไต” หลายคนคงคิดออกตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินว่า “เพราะทานเค็มมากเกินไป” แต่ Sanook Health จะมาบอกว่า ไม่ใช่อาหารรสเค็มเท่านั้นที่เป็นสาเหตุของโรคไต คุณอาจยังไม่ทราบ และเผลอทำร้ายไตของตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว!

โรคไต เป็นชื่อที่เรียกรวมอาการ และ/หรือความผิดปกติที่เรียกว่าพยาธิสภาพ ที่เกิดขึ้นบริเวณไตที่ทำให้การทำงานเพื่อขับของเสียออกจากร่างกายและการรักษาความสมดุลของเกลือ รวมถึงน้ำในร่างกายมนุษย์เกิดภาวะขัดข้อง ซึ่งโรคที่เกิดขึ้นกับไตมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ได้แก่

  • โรคไตวายฉับพลัน
  • โรคไตวายเรื้อรัง ที่เกิดขึ้นตามหลังจากการเกิดโรคเบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูง
  • โรคไตอักเสบเนโฟรติก
  • โรคไตอักเสบจากภาวะภูมิคุ้มกันสับสน
  • โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
  • โรคถุงน้ำที่ไต

สาเหตุของการเกิดโรคไต

  • ผู้ป่วยเป็นมาตั้งแต่กำเนิด อาทิ มีไตข้างเดียว หรือไตนั้นมีขนาดไม่เท่ากัน หรืออาจเป็นโรคไตเป็นถุงน้ำ โดยโรคเหล่านี้สามารถสืบต่อกันได้ทางกรรมพันธุ์ด้วย
  • เกิดจากการอักเสบ อาทิ โรคของกลุ่มเลือดฝอยในไตอักเสบ
  • เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งเกิดการติดเชื้อจากแบคทีเรียเป็นส่วนใหญ่ อาทิ กรวยไตอักเสบ ไตเป็นหนอง หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
  • เกิดจากการอุดตัน อาทิ จากนิ่ว ต่อมลูกหมากโต หรือมะเร็งมดลูกไปกดท่อไต
  • เกิดเนื้องอกขึ้นที่ไต ซึ่งมีอยู่หลายชนิด

โรคไต มีอาการอย่างไร

ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเฉียบพลันนั้น จะมีอาการสำคัญอยู่ 2 อย่างที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน คือ ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ หรืออาจไม่มีปัสสาวะ

ส่วนในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรังเมื่อเริ่มเป็นนั้น จะไม่มีอาการแสดงออกที่ชัดเจน แต่จะมีอาการก็ต่อเมื่อเป็นโรคมากแล้ว จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมผู้ป่วยที่เดินทางมาพบแพทย์ส่วนใหญ่ด้วยอาการของโรคไตนั้นป่วยเป็นไปโรคไตเรื้อรังระยะที่รุนแรง อาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีอยู่ด้วยกันหลายอาการดังนี้ …

  • มีอาการปัสสาวะผิดปกติ อาจมีปัสสาวะมาก ปัสสาวะน้อย ไปจนถึงไม่มีปัสสาวะเลย โดยที่ปัสสาวะนั้นอาจขุ่น หรือใสเหมือนน้ำ อาจมีสีเข้ม เป็นฟองตลอดเวลา ในบางคราวก็อาจมีเลือดปน และ/หรือมีกลิ่นที่ผิดปกติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค
  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
  • รู้สึกเบื่ออาหาร หรืออาหารที่รับประทานเข้าไปมีรสชาติแปลก ทั้งนี้ก็อาจเกิดโดยผลจากของเสียที่สะสมในร่างกาย
  • รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งเกิดมาจากการสะสมของของเสียในร่างกาย
  • มีอาการคันที่เกิดจากการระคายเคืองบริเวณผิวหนังจากของเสียต่างๆ
  • ตัวซีด ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ปกติแล้ว ไต จะสร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงของไขกระดูก เมื่อเซลล์ไตเสียไป ฮอร์โมนชนิดนี้ก็จะถูกสร้างน้อยลงไปด้วย ส่งผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงของไขกระดูก
  • มีน้ำในร่างกายมาก เนื่องจากไตไม่สามารถขับน้ำเหล่านั้นออกจากร่างกายได้ ทำให้เกิดอาการตัวบวม โดยมักเริ่มที่เท้าและรอบดวงตาก่อน
  • เมื่อโรคเริ่มเป็นมากขึ้น อาจทำให้เกิดอาการของไตวาย โดยมีอาการ เช่น สับสน โคม่า จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตในที่สุด

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต ?

โดยทั่วไปแล้วอาการของผู้ป่วยที่เป็นโรคไตจะไม่แสดงอาการล่วงหน้าให้เรารู้ จึงว่ากันว่า โรคไต นั้นเป็นโรคที่น่ากลัว เป็นดั่งเพชฌฆาตมืดที่คอยคุกคามชีวิตผู้คนไปนับไม่ถ้วน เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นที่หน่วยกรองไตทีละเล็กละน้อย ผู้ป่วยจะยังไม่รู้สึกอะไร ต่อเมื่อความเสียหายนั้นมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หรือเสียหายมากๆ อย่างฉับพลันจึงจะปรากฏอาการให้เห็น เมื่อถึงตอนนั้นเราก็แก้ไขอะไรไม่ทันเสียแล้ว

เมื่อหน่วยกรองไตเกิดความเสียหาย ต่อให้เราเดินทางไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาก็ไม่อาจทำให้สภาพของหน่วยกรองไตกลับฟื้นมาอยู่ในสภาพเดิมได้ เพราะไตไม่ได้มีคุณสมบัติที่สามารถรักษาตัวเองได้เหมือนกับบางอวัยวะในร่างกาย ยกตัวอย่าง ระบบประสาท เมื่อเกิดความเสียหาย ก็ไม่สามารถทำการซ่อมแซมให้กลับมาเป็นปกติได้ ฉะนั้น การป้องกันไม่ให้โรคไตเข้ามาคุกคามเราจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากว่าเราสังเกตเห็นได้ว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นโรคไตในระยะเริ่มต้น ตรวจเช็คร่างกายเป็นประจำ เดินทางไปพบแพทย์ได้ทันกับที่พบอาการ ก็เท่ากับเราสามารถชะลอความเสียหายของหน่วยกรองไตให้ช้าลงคล้ายกับการติดเบรค

นอกจากนั้นแล้ว พฤติกรรมการใช้ชีวิตก็เป็นสิ่งสำคัญที่อาจทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอาหารการกิน การใช้ชีวิต การทำงาน หรือแม้แต่การต้องทนอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน ฉะนั้น ลองมาดูกันดีกว่าว่า 7 พฤติกรรมแบบไหนที่อาจทำร้าย “ไต” ของเราได้

7 พฤติกรรมแบบไหนที่อาจทำร้าย “ไต” 

  1. ทานอาหารรสจัด

    ไม่ใช่แค่รสเค็มจัด แต่อาหารรสจัดรวมไปถึง อาหารหวานจัด เผ็ดจัด หรือแม้กระทั่งมันจัด อาหารรสจัดทำให้ไตทำงานหนักขึ้น จึงมีส่วนทำให้เป็นโรคไตได้เช่นเดียวกันกับอาหารรสเค็ม
  2. ไม่ออกกำลังกาย

    การไม่ออกกำลังกายเป็นสาเหตุของหลายๆ โรค ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน ไขมันอุดตันเส้นเลือด ไขมันพอกตับ เส้นเลือดอุดตัน โรคหัวใจ และอื่นๆ รวมไปถึงโรคไตด้วยเช่นกัน
  3. ดื่มน้ำน้อย หรือมากเกินไป

    การดื่มน้ำน้อยเป็นสาเหตุของหลายๆ โรคเช่นกัน (อ่าน 6 โรคร้ายถามหา ถ้า “ดื่มน้ำน้อย”) รวมไปถึงโรคไตด้วย เพราะไตฟอกของเสียในร่างกาย และต้องใช้น้ำเป็นตัวพาไปสู่การกรองของไตจนกลายเป็นปัสสาวะ หากดื่มน้ำมากเกินไป ไตก็จะทำงานหนักเกินไป แต่หากดื่มน้ำน้อยมากเกินไป (ซึ่งมีโอกาสมากกว่า) ก็จะทำให้ปัสสาวะมีสีเข้ม ซึ่งไม่ดีต่อไต และกระเพาะปัสสาวะด้วย
  4. ทำงานหนักเกินไป

    เชื่อหรือไม่ว่าการทำงานหนักก็เป็นสาเหตุของโรคไตด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อร่างกายขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ อวัยวะภายในร่างกายก็จะไม่ได้รับการฟื้นฟู และซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่ด้วยเช่นเดียวกัน เมื่ออวัยวะที่คอยฟอกของเสียในร่างกายอย่างไตไม่ได้หยุดทำงาน ก็อาจทำให้ไตเสื่อมสภาพลงได้ง่าย
  5. ความเครียด

    ความเครียดมักมาพร้อมกับการทำงานหนัก หากเครียดมากๆ ร่างกายก็จะพักผ่อนได้ไม่เต็มที่เช่นเดียวกัน นอกจากนี้เมื่อเราเครียด เราจะหายใจเอาออกซิเจนเข้าร่างกาย เพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ไม่เต็มที่ และไตก็เป็นอวัยวะที่ได้รับผลกระทบจากความเครียดด้วยเช่นกัน
  6. ทานอาหารสำเร็จรูป

    แม้ว่าคุณอาจจะบอกว่าไม่ใช่คนทานเค็ม แต่หากคุณใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้อ อาหารกระป๋องต่างๆ หรือแม้กระทั่งน้ำอัดลม โซดา และเครื่องดื่มบางประเภท คุณจะได้รับโซเดียมเข้าไปในร่างกายในปริมาณสูงโดยที่คุณไม่รู้ตัว ดังนั้นทานให้น้อยลงหน่อยนะ
  7. ความดันโลหิตสูง

    หากใครมีอาการความดันโลหิตสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งมีโอกาสที่จะเป็นโรคไตตามมาด้วย เพราะหากปล่อยให้เป็นความดันสูงต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่รีบรักษา ความดันโลหิตสูงนี้จะทำลายเส้นเลือดที่ไต ทำให้ไตถูกทำลาย หรืออาจเรียกว่าเป็น “ไตวายชั่วคราว” 

รู้อย่างนี้แล้ว ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังกล่าว ก่อนที่จะเป็นโรคไตแล้วต้องไปฟอกไตทุกวันนะคะ ขอบอกเลยว่าไม่สนุกแน่ๆ

กินหวาน + กินมัน + กินเค็ม + ความดัน เสี่ยงไตพัง

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจกันว่าสาเหตุของการเกิด ‘โรคไต’ นั้นมาจาการกินอาหารที่มีรสเค็มจัดเพียงอย่างเดียว แต่รู้หรือไม่ว่าการกินอาหารที่มีรสหวาน หรืออาหารมัน บวกเข้ากับพฤติกรรมของคนโดยเฉพาะคนเมืองที่ทำงานหนัก มีความเครียด ซ้ำยังไม่ชอบออกกำลังกาย มักกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตมาก ทำงานหนัก นอนดึกตื่นเช้า ส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูงที่เป็นตัวตั้งต้นของโรคไต

ส่วนโรคเบาหวานนั้นมักมาพร้อมกับภาวะความดันโลหิตสูงและโรคอ้วน ซึ่งในช่วงหลังๆ นี้พบบ่อยและมากขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของการพบโรคไตไปโดยปริมาณ หากอธิบายให้เข้าใจ ‘โรคเบาหวาน’ นั้นเป็นโรคที่เกิดจากการมีน้ำตาลในเลือดสูง สะสมไว้ไม่ควบคุมนานๆ 10 – 20 ปีขึ้นก็อาจทำให้เกิดการเส้นเลือดตีบ หากมีเส้นเลือดตีบในไตก็จะเป็นไตวายในที่สุด ส่วนการมีภาวะความดันโลหิตสูงถ้าปล่อยไว้นานๆ  เส้นเลือดภายในไตก็จะถูกทำลาย แต่ก็มีความแตกต่างจาก ‘อาการไตวายเฉียบพลัน’ ที่โดยส่วนใหญ่จะทำให้เสียเลือดมาจนช็อก พอไม่มีเลือดไปเลี้ยงไต ไตก็จะหยุดทำงาน เรียกว่า ‘ไตวายชั่วคราว’ ถ้าได้รับการรักษาภายใน 1 – 2 สัปดาห์ ก็ยังมีโอกาสที่ไตจะสามารถฟื้นตัวกลับมาทำงานได้ตามปกติ

‘โรคไต’ รักษาได้อย่างไร ?

ในทางการแพทย์มีแนวทางการรักษาโรคไตได้ด้วย 4 วิธีหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่ ..

  1. การตรวจและการวินิจฉัยโรคไตที่เหมาะสม : เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็ว แพทย์จะต้องมีความชำนาญในการตรวจและวินิจฉัยผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไตให้ถูกต้องตั้งแต่ระยะต้นๆ จึงจะมีโอกาสที่จะทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดีกว่า แต่หากยังไม่แน่ใจว่าเป็นโรคนี้ เพียงแต่มีความสงสัย แนะนำว่าให้เกิดทางมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจและวินิจฉัยอยู่เป็นประจำ
  2. การรักษาโดยมองจากสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคไต : เมื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคได้ แพทย์อาจจะเริ่มรักษานิ่วในไต , การหยุดยาที่เป็นพิษต่อไต , การควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งการทำเช่นนี้ผู้ป่วยจะต้องให้ความร่วมมือกับแพทย์ผู้รักษาอย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับการให้ยาที่เหมาะสมกับโรคเนื้อไตอักเสบแต่ละชนิด จึงจะทำให้การรักษาได้ผลอย่างดีที่สุด
  3. การรักษาช่วยชะลอความเสื่อมของไต : ถึงแม้ว่าแพทย์จะทำการรักษาโดยมองจากสาเหตุของการเกิดโรคไตเป็นสำคัญแล้ว แต่ในผู้ป่วยบางราย หรืออาจนับเป็นจำนวนมากที่ไตมีการทำงานเสื่อมลงมากกว่าปกติ เนื่องจากเนื้อไตบางส่วนอาจถูกทำลาย เนื้อไตส่วนดีที่เหลืออยู่จึงต้องทำงานหนักกว่าปกติ จึงเป็นเหตุให้ไตเสื่อมได้ง่ายมากขึ้นตามระยะเวลาและอาจเกิดไตวายในที่สุด ฉะนั้น การชะลอการเสื่อมของไต แพทย์อาจแนะนำให้ควบคุมอาหารให้เหมาะสมกับการทำงานของไตที่เหลืออยู่ , การใช้ยาเพื่อช่วยปรับสารต่างๆ ที่เป็นพิษต่อไต , การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่ดีขึ้น

แพทย์รู้ได้อย่างไรว่าเป็น ‘โรคไต’

การเดินทางเพื่อไปตรวจหาและรักษาโรคไตกันตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยยับยั้งความเสื่อมของไตไม่ให้เข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายได้ อีกทั้งยังเป็นการลดปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมาได้อีกด้วย การที่แพทย์จะทราบว่าเราเป็น ‘โรคไต’ หรือ ‘โรคไตวายเรื้อรัง’ หรือไม่ และอยู่ในระยะใดนั้น สามารถทำได้โดยเข้าตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจปัสสาวะเพื่อดูปริมาณโปรตีนและจำนวนเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ ตรวจเลือดเพื่อวัดระดับสารครีอะตินีนที่ปกติจะถูกไตกำจัดออกไปทางปัสสาวะ ซึ่งจะถูกนำมาใช้คำนวณอัตราการกรองของไต นอกจากนั้น ในผู้ป่วยบางรายก็จะได้รับการเอกซเรย์ระบบทางเดินปัสสาวะและตรวจชิ้นเนื้อไตเพิ่มเติมด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


Phrasal Verb คืออะไร แปลตรงตัวความหมายเปลี่ยน

ฝึกพูดภาษาอังกฤษให้เหมือนเจ้าของภาษา ด้วยเคล็ดลับการใช้ Phrasal verb หรือสำนวนภาษาอังกฤษที่เจ้าของภาษามักใช้กัน ช่วยทำให้การพูดภาษาอังกฤษดูเป็นธรรมชาติ และเป็นกันเองมากขึ้น มาเริ่มทำความเข้าใจก่อนว่า Phrasal verb คืออะไร ทำไมแปลตรงตัวแล้ว ความหมายเปลี่ยนในบทความนี้กันเลย

Phrasal verb คืออะไร ทำไมแปลตรงตัว ความหมายเปลี่ยน

คำกริยาภาษาอังกฤษที่มีสองคำขึ้นไป ประกอบด้วยคำกริยา (Verb) และคำบุพบท (Preposition/ Adverb) รวมกัน เรียกว่า Phrasal verb ทำให้เกิดความหมายใหม่ขึ้น ซึ่งน้อง ๆ อาจเคยเจอมาบ้างแล้ว แต่รู่หรือไม่ว่าคำเหล่านั้นเป็น Phrasal verb เช่น account for, look out, put down, clean up, hand in, take after และ keep off

โครงสร้าง Phrasal verb ประกอบด้วยอะไรบ้าง

Phrasal verb เป็นคำวลีที่นิยมใช้พูดคุยกันแบบไม่เป็นทางการ เมื่อคุณได้เข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ เรียนต่างประเทศ หรือท่องเที่ยวต่างประเทศ ก็จะพบว่ามีเจ้าของภาษามักใช้ Phrasal verb กันบ่อยในชีวิตประจำวัน โดยมีโครงสร้างง่าย ๆ ดังนี้

Verb + Adverb = Phrasal verb
ตัวอย่าง Catch (Verb) + on (Adverb) แปลว่า ทำความเข้าใจ
Pay (Verb) + for (Adverb) แปลว่า ชำระเงิน, ชดเชยสำหรับบางสิ่งบางอย่าง

Verb + Preposition = Phrasal verb
ตัวอย่าง Ask (Verb) + around (Preposition) แปลว่า ถามคำถามเดียวกันกับหลาย ๆ คน
Bring (Verb) + somebody + down (Preposition) แปลว่า ทำให้เสียใจ

Verb + Preposition + Preposition = Phrasal verb
ตัวอย่าง Add (Verb) + up (Prepositon) + to (Preposition) แปลว่า มีค่าเท่ากับ, ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่ากับ
Do (Verb) + away (Preposition) + with (Preposition) แปลว่า

ตัวอย่างประโยค Phrasal verb ที่ใช้แล้วดูเก่งอังกฤษ

1. Do your coat up before you go outside. It’s snowing!
หิมะกำลังตก! คุณต้องแต่งตัวให้มิดชิดก่อนออกไปข้างนอก

2. It’s a fancy restaurant so we have to dress up.

นั่นเป็นภัตตาคารหรู ดังนั้นพวกเราควรแต่งตัวให้ดูดี

3. It’s time to do away with all of these old tax records.
ถึงเวลาที่จะต้องทิ้งบัญชีภาษีเก่า ๆ พวกนี้แล้วล่ะ

4. I am counting on you to make dinner while I am out.
ฉันรอคุณทำอาหารเย็นให้เสร็จ ระหว่างที่ฉันออกไปข้างนอก

5. The money must have fallen out of my pocket.
เงินของฉันต้องร่วงหล่นออกจากกระเป๋าสตางค์ของฉันแน่ ๆ

6. We don’t know where he lives. How can we find out?
พวกเราไม่รู้ว่าเขาอาศัยอยู่ที่ไหน แล้วเราจะหาเขาเจอได้ยังไง?

7. Jason always gets away with cheating in his maths tests.
เจสันมักรอดจากการโกงข้อสอบวิชาคณิตได้ทุกครั้ง

8. My father gave me away at my wedding.
พ่อเป็นคนพาฉันเดินเข้าไปในแต่งงานของฉัน

9. When I was young, we went without winter boots.
เมื่อตอนฉันยังเด็ก พวกเราออกไปข้างนอกโดยไม่ใส่รองเท้าบูทในช่วงหน้าหนาว

10. If you keep those results up you will get into a great college.
ถ้าคุณพยายามทำคะแนนให้ได้สูง ๆ คุณจะสามารถสอบเข้าวิทยาลัยดี ๆ ได้

สรุปการใช้ Phrasal verb

อยากพูดภาษาอังกฤษเก่ง ไม่ยากอย่างที่คิดใช่ไหมล่ะ? เพียงเท่านี้คุณก็เข้าใจที่มา และโครงสร้างของ Phrasal verb มากขึ้นว่า ซึ่งมีหลักการง่าย ๆ แค่ 3 โครงสร้างเท่านั้น ได้แก่ Verb + Adverb, Verb + Preposition และ Verb + Preposition + Preposition ก็จะได้คำที่มีความหมายใหม่ เอาไว้ใช้พูดกับเพื่อน ๆ และชาวต่างชาติได้อย่างมั่นใจแล้ว

นอกจากนี้ อย่าลืมเลือกใช้ Phrasal verb ให้เหมาะสมกับสถาณการณ์ เพื่อให้ตรงบกับความหมายที่คุณอยากสื่อออกไปด้วยล่ะ จะได้พูดคุยกันได้สนุก และอาจได้เพื่อนใหม่เพิ่มด้วย เราขอแนะนำให้คุณฝึกพูดบ่อย ๆ จะได้ไม่เขิน และใช้ Phrasal verb ได้อย่างคล่องแคล่ว คุณสามารถเข้าร่วมกิจกรรม Social Club ซึ่งไม่จำเป็นว่า ต้องเป็นนักเรียนของเรา ก็เข้ามาฝึกภาษาอังกฤษในหัวข้อที่สนใจได้ ฟรี!

เรียนรู้เคล็ดลับการใช้ Phrasal verb ช่วยพัฒนาการพูดภาษาอังกฤษให้เก่งขึ้น

ทดลองเรียนภาษาอังกฤษกับ วอลล์สตรีท อิงลิช สถาบันสอนภาษาอันดับ 1 ที่สาขาใกล้บ้านคุณได้เล้ยย เรามีอาจารย์เจ้าของภาษาผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำทั้งแบบ Face to face และออนไลน์ในคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ All Access ที่พร้อมช่วยคุณพัฒนาทักษะฟัง พูด อ่าน เขียนให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


เฉลยแล้ว “Safe Mode” ในมือถือ Android คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร จะเปิด หรือ ปิดได้ยังไง

สำหรับคนที่ใช้มือถือ Android อยู่ดีๆ เวลาใช้งานพบว่าเจอปัญหา “Safe Mode” หรือโหมดความปลอดภัย อยู่ดีๆ ก็ขึ้นมา เราจะมีวิธีเปิดฟีเจอร์อย่างไรวันนี้ Sanook Hitech เรามีคำตอบครับ

Safe Mode คืออะไร

โหมดปลอดภัย (Safe mode) คือ เครื่องมือหรือฟังก์ชัน ที่มีคุณสมบัติช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน สามารถทราบสาเหตุปัญหาของอุปกรณ์ รวมไปถึงการทำงานที่ผิดปกติของแอปพลิเคชันที่ดาวน์โหลดมา

หากเข้าโมหดนี้สามารถแก้ไขไฟล์ที่เกิดจาก Apps ภายนอกท ทำให้ตัวมือถือขัดข่องและสามารรถลบออกได้ คิดซะเหมือนกับคอมพิวเตอร์ที่มี Safe Mode เช่นเดียวกัน

วิธีการเปิด Safe Mode

โดยมากแล้วจะใช้วิธีคือปิดเครื่องไปก่อน จากนั้นกดปุ่ม Power และลดระดับเสียงพร้อมกัน ก็สามารถทำได้แต่ก็ยังมีขั้นตอนที่ต้องรู้เช่น

  • กดปุ่ม Power และปุ่มลดระดับเสียง ค้างไว้พร้อมกัน หรือสามารถทำได้ด้วยการปัด Notification Bar หรือแถบการแจ้งเตือนลงมา > เลือกที่ไอคอน Power
  • จากนั้นที่หน้าจอจะปรากฏ ปุ่มปิดเครื่อง ขึ้น > กดค้างไว้
  • จากนั้นปรากฏไอคอน “โหมดปลอดภัย” ขึ้น > กดไปที่ไอคอน เพื่อเปิด

วิธีออกจาก Safe Mode

  1. กดปุ่ม Power และปุ่มลดเสียงพร้อมกันค้างไว้ประมาณ 5 วินาทีเพื่อบังคับให้โทรศัพท์ของคุณรีสตาร์ท
    2. กดปุ่ม Power ค้างไว้ > เลือก รีสตาร์ทเครื่อง บนหน้าจอ
    3. ปัดแถบ Notification bar หรือแผงการแจ้งเตือน ที่อยู่บนหน้าจอลงมา > เลือกการแจ้งเตือนโหมดความปลอดภัยที่เปิดอยู่ > แตะที่ข้อความแจ้งเตือนเพื่อปิด

ข้อควรระวังของ Safe Mode

หากเปิดแล้วมือถือจะปิดการทำงานจาก Application เหลือเพียงแต่ของภายในเครื่อง บางรายการเท่านั้น

โหมดความปลอดภัยจะทำงานเพื่อให้คุณจัดการกับ Application ที่มีปัญหา และลบออกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเมื่อเข้าสู่โหมดปกติ

ดังนั้นโหมดความปลอดภัย หรือ Safe Mode ไม่ได้เป็นโหมดที่ใช้งานเล่นๆ การเข้านั้นก็จะมีขั้นตอนพอๆ กับการกดออกเช่นเดียวกัน ดังนั้นโหมดนี้จะต้องมีเหตุจำเป็นถึงจะเข้ามา หรือ เครื่องไม่สามารถทำงานตามปกติจะเข้าเองโดยอัตโนมัติครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


“ไฟเบอร์ละลายน้ำ” กับ “ไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ” ต่างกันอย่างไร มีอยู่ในอาหารแบบไหน จำเป็นต่อร่างกายไหม

ไฟเบอร์ หรือเส้นใยอาหารคือส่วนประกอบของอาหารจากพืชที่ผ่านระบบย่อยอาหารของเราโดยไม่ได้ถูกย่อยสลายไปเสียทั้งหมด เส้นใยอาหารหรือไฟเบอร์แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ไฟเบอร์ละลายน้ำ และไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ แต่ทราบหรือไม่ว่าไฟเบอร์ทั้ง 2 ชนิดต่างกันอย่างไร มีในอาหารประเภทไหน และจำเป็นต่อร่างกายหรือเปล่า

ความแตกต่างระหว่างไฟเบอร์ละลายน้ำ และไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ

ไฟเบอร์ละลายน้ำคืออะไร ไฟเบอร์ละลายน้ำคือไฟเบอร์ที่สามารถผ่านระบบทางเดินอาหารได้ง่ายกว่าเนื่องจากไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อยของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กแต่ผ่านไปถึงลำไส้ใหญ่ได้เลย กากใยชนิดนี้จะละลายเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สำหรับไฟเบอร์ชนิดนี้จะกลายเป็นเจล ช่วยปรับระบบย่อยอาหารให้ทำงานดีขึ้นในหลายด้าน เส้นใยประเภทนี้ยังช่วยลดคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด เสริมสร้างการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งส่งผลต่อการลดความเสี่ยงเป็นโรเบาหวาน

แหล่งของไฟเบอร์ละลายน้ำ

อาหารที่มีไฟเบอร์ละลายน้ำสูงได้แก่

  • ข้าวโอ๊ต
  • ถั่วลันเตา
  • ถั่วต่างๆ
  • แอปเปิ้ล
  • ผลไม้รสเปรี้ยว
  • แครอท
  • บาร์เลย์

วิธีเพิ่มไฟเบอร์ละลายน้ำในอาหาร

  • ต้มซุปกับถั่วต่างๆ
  • ทานแอปเปิ้ล ส้ม หรือเกรปฟรุต
  • ลองทำผลไม้แห้ง ทานเอง

ไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ คือไฟเบอร์ที่มีความสามารถในการละลายน้ำได้ต่ำหรือไม่ละลายเลย ไฟเบอร์ หรือกากใยอาหารประเภทนี้สามารถสังเกตได้ง่ายด้วยตาเปล่า เช่น เวลาที่เราคั้นน้ำส้ม หรือน้ำผักที่มาพร้อมกาก ไฟเบอร์ประเภทนี้จะดึงดูดน้ำเข้าสู่กากอาหาร ช่วยให้ขับถ่ายง่ายขึ้น ลดอาการท้องผูก เสริมสร้างสุขภาพลำไส้และการขับถ่ายให้เป็นปกติ นอกจากนี้ไฟเบอร์ชนิดนี้ยังส่งเสริมการตอบสนองต่ออินซูลิน และอาจช่วยลดความเสี่ยงเป็นเบาหวานได้เช่นเดียวกับไฟเบอร์ละลายน้ำ

แหล่งของไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ

อาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำได้แก่

  • ข้าวสาลี
  • ข้าวโพด
  • ผักต่างๆ
  • ถั่วเปลือกแข็ง
  • เผือก
  • มัน
  • และขนมปังโฮลวีท

วิธีเพิ่มไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำในอาหาร

  • เริ่มต้นวันของคุณด้วยขนมปังโฮลวีท ข้าวโอ๊ต หรือซีเรียลที่มีกากใยอาหารสูงเป็นอาหารเช้า
  • เวลาอบขนม ลองแทนที่แป้งบางส่วนหรือทั้งหมดด้วยแป้งสาลีโฮลวีท
  • มีถั่วติดบ้านไว้เป็นของขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ
  • เลือกซื้อกะหล่ำดอกและถั่วเขียวสดจากร้านค้า ล้าง หั่น เตรียมไว้หลังจากกลับบ้าน สามารถนำไปนึ่งหรือทานสดเป็นของว่างหรือเครื่องเคียงได้

ประโยชน์ของไฟเบอร์ หรือเส้นใยอาหาร

ไฟเบอร์มีประโยชน์ต่อสุขภาพลำไส้มากมาย ซึ่งงานวิจัยปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าส่งผลต่อระบบต่างๆ ทั่วร่างกายด้วย การได้รับไฟเบอร์ในปริมาณที่เหมาะสมสามารถช่วย:

  • ควบคุมน้ำหนัก
  • ควบคุมความดันโลหิตสูงได้
  • ช่วยปรับสมดุลของคอเลสเตอรอลในเลือด
  • ช่วยระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติและป้องกันอาการริดสีดวงทวาร
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ควบคุมสัญญาณความอิ่มของร่างกาย ช่วยให้รู้จักหยุดทานเมื่ออิ่ม
  • ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม
  • ลดความเสี่ยงเบาหวาน
  • ต้องใช้เวลากับการเคี้ยวมากขึ้น ช่วยให้ทานอาหารช้าลง ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร

ความเสี่ยงจากการทานไฟเบอร์มากเกินไป

การทานไฟเบอร์มากเกินไปอาจส่งผลข้างเคียง เช่น ท้องอืด แน่นท้อง และปวดท้อง อย่างไรก็ตาม สถิติส่วนใหญ่พบว่า ผู้คนมักได้รับไฟเบอร์น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ มากกว่าการได้รับมากเกินไป หากคุณต้องการเพิ่มปริมาณไฟเบอร์ หรือเส้นใยอาหาร ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพิ่มทีละน้อย เพื่อให้ร่างกายมีเวลาปรับตัว และเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากไฟเบอร์ สิ่งสำคัญคือต้องดื่มน้ำให้เพียงพอในทุกๆ วัน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 13/03/2567

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a36,450.0036,550.00
ทองรูปพรรณ 96.5%2,361.0035,792.7637,050.00
ทองรูปพรรณ 90%2,124.9032,213.48n/a
ทองรูปพรรณ 80%1,888.8028,634.21n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,062.0016,099.92n/a
ทองรูปพรรณ 40%826.0012,522.16n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%2,447.0037,096.52n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 13/03/2567


ปตท.

บางจาก

เชลล์

เอสโซ่

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9537.8537.8538.3537.8537.8537.8537.8537.8537.8537.85
แก๊สโซฮอล์ 9136.3836.3836.8836.3836.3836.3836.3836.3836.3836.38
แก๊สโซฮอล์ E2035.7435.7436.2835.7435.7435.7435.7435.7435.74
แก๊สโซฮอล์ E8535.4935.4935.49
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม45.5449.4449.4449.4445.54
เบนซิน 9545.7446.9146.2445.8945.74
ดีเซล B729.9429.9430.4429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซล29.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซล B2029.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม41.5443.6444.8443.6443.6441.54
แก๊ส NGV19.5919.5919.59
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า