สาระน่ารู้ประจำวันที่ 16 กรกฎาคม 2569

เปิดพิกัดทำเลฮอตครึ่งปี 69 ผู้ซื้อจริง-ผู้เช่ายังหนุนตลาดอสังหาฯ

  • ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ครึ่งแรกปี 2569 ชะลอตัว แต่ยังคงได้รับแรงหนุนจากกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) และตลาดเช่า
  • ทำเลยอดนิยมสำหรับผู้ซื้อกระจุกตัวในกรุงเทพฯ และปริมณฑลตามแนวรถไฟฟ้า โดยเฉพาะย่านบางจาก สวนหลวง บางนา และจอมพล ในกลุ่มราคา 1-5 ล้านบาท
  • ตลาดเช่าได้รับความนิยมสูงในทำเลใจกลางเมืองและใกล้แหล่งงาน เช่น จอมพล พระโขนง คลองเตย และลุมพินี ในหลากหลายระดับราคาค่าเช่า

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ในเครือ PropertyGuru Group เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ยังคงชะลอตัวจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ทั้งปัจจัยภายในประเทศและความไม่แน่นอนจากต่างประเทศที่กระทบความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากพฤติกรรมผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มสะท้อนว่า ความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) และตลาดเช่าที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่าน

รายงานระบุว่า ในภาวะที่ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับกำลังซื้อที่เปลี่ยนแปลง ทั้งการชะลอเปิดตัวโครงการใหม่ การบริหารสภาพคล่อง และการใช้แคมเปญส่งเสริมการขายเพื่อเร่งระบายสต็อกที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในช่วงที่ภาครัฐออกมาตรการสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้มากขึ้น

นอกจากนี้ DDproperty มองว่า ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็วจะได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะยังมีความต้องการซื้อจากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการอยู่อาศัยจริง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังคงเคลื่อนไหวต่อเนื่อง แม้ตลาดโดยรวมจะชะลอตัวก็ตาม

ในด้านตัวกลางซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ บริษัทประเมินว่า เอเจนต์อสังหาริมทรัพย์ ยังคงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงอุปสงค์และอุปทานของตลาด เนื่องจากความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูล การประเมินทำเล และทักษะการเจรจาต่อรอง ยังเป็นสิ่งที่เทคโนโลยี AI ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด โดยเฉพาะการให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของผู้ซื้อและผู้ขาย

เปิด 5 ทำเลยอดนิยม ครึ่งแรกปี 2569

ข้อมูลจากผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ DDproperty ระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 พบว่า ความต้องการซื้อและเช่าที่อยู่อาศัยยังคงกระจุกตัวในกรุงเทพฯ และพื้นที่เชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน โดยเฉพาะทำเลที่มีประชากรวัยทำงานและนักศึกษาอาศัยอยู่จำนวนมาก

ในส่วนของตลาดซื้อ แยกตามระดับราคา พบว่า

  • ระดับราคา 1-3 ล้านบาท ทำเลยอดนิยม ได้แก่ บางจาก (พระโขนง), สวนหลวง, บางนา, หัวหมาก และสำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ
  • ระดับราคา 3-5 ล้านบาท ได้แก่ สวนหลวง, จอมพล (จตุจักร), บางจาก, สามเสนใน และดินแดง/มักกะสัน
  • ระดับราคา 5-10 ล้านบาท ความต้องการกระจุกตัวใน ลุมพินี (ปทุมวัน), บางจาก, จอมพล, สามเสนใน และคลองเตย

ตลาดเช่ายังคงได้รับความนิยมในพื้นที่ใจกลางเมืองและแนวรถไฟฟ้า 

  • ค่าเช่า 10,000-20,000 บาทต่อเดือน ทำเลยอดนิยมคือ จอมพล, พระโขนง, พระโขนงเหนือ, บางจาก และบางนา
  • ค่าเช่า 20,001-30,000 บาทต่อเดือน ได้แก่ บางกะปิ, คลองเตย, วัฒนา และลุมพินี
  • ค่าเช่า 40,001-60,000 บาทต่อเดือน ความต้องการสูงสุดอยู่ที่ ทุ่งมหาเมฆ (สาทร) ตามด้วยคลองเตย คลองตัน พระโขนง และลุมพินี

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ภาวะเศรษฐกิจจะกดดันตลาดโดยรวม แต่ทำเลที่เชื่อมต่อระบบคมนาคมและแหล่งงานยังคงได้รับความสนใจจากทั้งผู้ซื้อและผู้เช่าอย่างต่อเนื่อง

DDproperty ระบุเพิ่มเติมว่า บริษัทยังได้เดินหน้าสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ผ่านการเผยแพร่ข้อมูลเชิงลึก การอบรมพัฒนาทักษะ รวมถึงโครงการยืนยันตัวตนเอเจนต์ (Agent Verification) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค

พร้อมเตรียมจัดงาน DDproperty Agent Awards 2026 ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเชิดชูนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่มีผลงานโดดเด่น และส่งเสริมมาตรฐานของวงการอสังหาริมทรัพย์ระยะยาวต่อไปในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


วิกฤติอสังหาฯซ่อนโอกาสวัดพลัง‘บิ๊กดาต้า’เจาะผู้ซื้อกุมอำนาจตลาด

  • วิกฤติอสังหาฯ ทำให้อำนาจต่อรองย้ายมาอยู่ในมือผู้ซื้อ โดยข้อมูล Big Data ชี้ว่าแม้คนดูบ้านจะลดลง แต่กลุ่มผู้ซื้อตัวจริงที่มีความพร้อมกลับมีสัดส่วนสูงขึ้น
  • ผู้ประกอบการชะลอการเปิดโครงการใหม่ และหันมาเน้นระบายสต็อกคงค้างผ่านการจัดโปรโมชั่นและลดราคา เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน
  • ตลาดบ้านมือสองและตลาดเช่าเติบโตสวนกระแส เนื่องจากผู้บริโภคยุคใหม่มองหาความคุ้มค่าและความยืดหยุ่นทางการเงินมากกว่าการก่อหนี้ระยะยาว

ในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เต็มไปด้วยข่าวร้าย ยอดเปิดโครงการใหม่หดตัว และกำลังซื้อยังไม่ฟื้นเต็มที่! ข้อมูลจากผู้ใช้งานหลายล้านคนบนแพลตฟอร์ม DDproperty และ Think of Living กลับสะท้อนภาพอีกด้าน เมื่อ “คนดูบ้าน” ลดลง แต่ “คนพร้อมซื้อ” ไม่ได้หายไป 

วิกฤติจึงไม่ใช่จุดจบของตลาด หากเป็นจุดเปลี่ยนที่เกมอสังหาริมทรัพย์เข้าสู่ยุคของผู้ซื้อ บ้านมือสอง และการแข่งขันด้วย “พลังข้อมูล” มากกว่ากำลังเงิน

หากวัดอุณหภูมิตลาดอสังหาริมทรัพย์จากจำนวนผู้เข้าเว็บไซต์ หลายคนอาจสรุปทันทีว่าตลาดกำลังซบเซา เพราะทราฟิกบนแพลตฟอร์มลดลงราว 30% จากปีก่อนแต่เมื่อเจาะลึกลงไปในข้อมูล กลับพบข้อเท็จจริงที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

 “คนดูบ้านลด” แต่คนพร้อมซื้อกลับเพิ่ม

วิทยา อภิรักษ์วิริยะ ผู้จัดการประจำประเทศไทย DDproperty และ Think of Living ระบุว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่ “กำลังซื้อ” แต่คือ “พฤติกรรมผู้ซื้อ” ผู้บริโภคจำนวนมากเลิกเข้ามาเพียงเพื่อเดินชมโครงการแบบ Window Shopping แต่เป็นกลุ่มที่มีเป้าหมายชัดเจน มีเงินในมือ และรอจังหวะเหมาะสมในการตัดสินใจซื้อ

ตัวเลขสะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจน อัตราการเปลี่ยนจากผู้เข้าชมเว็บไซต์เป็นผู้ติดต่อเอเจนท์ในตลาดซื้อเพิ่มจาก 2.8% เป็น 5% ขณะที่ตลาดเช่าพุ่งขึ้นแตะ 15% แสดงให้เห็นว่า แม้จำนวนคนจะลดลง แต่ “คุณภาพของดีมานด์” กลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ซื้อในวันนี้ไม่ได้รีบ แต่กำลังรอ “ราคาที่ใช่”

เกมเปลี่ยนจากตลาดผู้ขายสู่ยุคผู้ซื้อเต็มตัว

ข้อมูลบิ๊กดาต้ากำลังส่งสัญญาณว่า “อำนาจต่อรอง” เริ่มย้ายจากฝั่งผู้ประกอบการมาสู่ผู้บริโภคในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดีเวลลอปเปอร์เคยเป็นผู้กำหนดราคาและจังหวะของตลาด แต่ภายใต้เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ เกมได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ผู้ซื้อสามารถเลือก เปรียบเทียบ และรอโปรโมชั่น ได้มากกว่าที่เคยขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องยอมลดราคา แลกกับการเปลี่ยน “คอนกรีตให้กลายเป็นเงินสด”

ภารกิจใหญ่ “เปลี่ยนอิฐเป็นเงินสด”

ปี 2569 จึงเป็นปีแห่งการ “เหยียบเบรก” ข้อมูลระบุว่า ช่วง 5 เดือนแรก จำนวนโครงการเปิดใหม่ลดลงราว 10% แต่จำนวนยูนิตใหม่หายไปถึง 30% สะท้อนว่าผู้ประกอบการไม่ได้ชะลอเพียงการลงทุน แต่กำลังบริหารความเสี่ยงอย่างจริงจัง

เป้าหมายสำคัญคือการเร่งระบาย“สต็อก” เพื่อนำเงินสดกลับเข้าสู่ธุรกิจ ลดภาระต้นทุนทางการเงิน และรักษาสภาพคล่อง ผลลัพธ์คือสงครามโปรโมชั่นที่รุนแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา ทั้งส่วนลด เงินคืน ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน หรือ แพ็กเกจดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับผู้ซื้อ นี่คือช่วงเวลาที่อำนาจการต่อรองสูงที่สุดในรอบหลายปี

ตลาดเงียบ…แต่ยอดขายเริ่มฟื้น

แม้ภาพรวมดูซบเซา แต่ตัวเลขอีกด้านกลับส่งสัญญาณเชิงบวก อัตราการดูดซับสินค้า (Absorption Rate) ในหลายเซกเมนต์เริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะโครงการแนวราบในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระยะเวลาขายเฉลี่ยลดลงเหลือราว 3 ปี จากเดิมใช้เวลา 4-5 ปี

นั่นหมายความว่า สินค้าที่ยังเหลือในตลาดเริ่มเคลื่อนตัวได้ดีขึ้น แม้จะไม่หวือหวา แต่เป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป

“ต่างจากเมื่อสิบปีก่อน หลายคนไม่ได้คาดหวังว่าราคาที่ดินจะพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดอีกแล้ว จึงพร้อมลดราคาเพื่อปิดการขาย หรือเปลี่ยนเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า เช่น หุ้นต่างประเทศ”

เศรษฐกิจยิ่งแผ่ว…ตลาดเช่ายิ่งโต

อีกตลาดที่เติบโตสวนกระแส คือ “ตลาดเช่า” ทุกครั้งที่เศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคมักเลือกความยืดหยุ่นมากกว่าภาระหนี้ระยะยาว คนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกเช่าบ้านหรือคอนโดแทนการซื้อ เพื่อรักษาสภาพคล่อง และรอความชัดเจนของเศรษฐกิจ 

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มพบว่า สัดส่วนการค้นหาที่อยู่อาศัยเพื่อเช่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังโควิด-19 และมีแนวโน้มจะอยู่ในระดับสูงต่อไปอย่างน้อยอีก 1-2 ปี สะท้อนว่าตลาดเช่ากำลังกลายเป็นอีกหนึ่งแกนหลักของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย

 เอเจนท์ยุคใหม่…ขายบ้านด้วยข้อมูล

การเปลี่ยนแปลงของตลาดยังส่งผลต่อบทบาทของเอเจนท์อสังหาริมทรัพย์เดิมที่ดีเวลลอปเปอร์มักพึ่งพาทีมขายภายในโครงการเป็นหลัก แต่วันนี้หลายบริษัทเริ่มเปิดกว้างให้เอเจนท์ภายนอกเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเหตุผลสำคัญคือ เอเจนท์สามารถเสนอสินค้าหลายแบรนด์ เปรียบเทียบหลายทำเล และตอบโจทย์ลูกค้าได้มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในยุคนี้ไม่ได้วัดกันที่จำนวนรายชื่อโครงการ แต่ขึ้นอยู่กับความเร็วในการตอบลูกค้า การใช้ระบบบริหาร Lead การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก รวมถึงการสร้างแบรนด์ส่วนตัวให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่หรือเซ็กเมนต์ที่ดูแลข้อมูลกำลังกลายเป็นอาวุธสำคัญที่สร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่ง

ผู้แข็งแรงเท่านั้นที่จะอยู่รอด

แม้ตลาดจะยังไม่กลับมาร้อนแรง แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายแห่งเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวจากผลประกอบการไตรมาสแรกที่ดีขึ้น ในอีกด้าน วิกฤติกำลังทำหน้าที่คัดกรองผู้เล่นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง จะสามารถผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ พร้อมสะสมที่ดินและเตรียมโครงการใหม่สำหรับวัฏจักรขาขึ้นรอบต่อไป

ส่วนผู้ประกอบการที่อ่อนแอ อาจต้องถอนตัวจากตลาดสำหรับผู้บริโภค นี่คือปัจจัยที่สร้างความเชื่อมั่น เพราะโครงการของบริษัทที่แข็งแรงมีโอกาสส่งมอบได้ตามแผนมากกว่า

ภาพอนาคตที่ DDproperty และ Think of Living ประเมิน คือ ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะยังไม่กลับไปสู่ภาวะร้อนแรงในเวลาอันสั้นราคาจะทยอยปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าจะพุ่งแบบก้าวกระโดด

“ผู้บริโภค” จะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน กลุ่มแรก เลือก “ความยืดหยุ่น” ผ่านตลาดเช่า อีกกลุ่ม เลือก “ความคุ้มค่า” ผ่านบ้านมือสอง หรือบ้านมือหนึ่ง ที่ผู้ประกอบการจัดโปรโมชั่นลดราคาเพื่อเร่งระบายสต็อก

ในวันที่หลายคนมองเห็นแต่ข่าวร้าย ข้อมูลบอกอีกเรื่องหนึ่งว่า วิกฤติครั้งนี้กำลังสร้างสมดุลใหม่ให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย และผู้ที่มีข้อมูล มีเงินพร้อม กล้าตัดสินใจในจังหวะที่เหมาะสม นี่อาจไม่ใช่ช่วงเวลาของความหวาดกลัว แต่คือ “หน้าต่างแห่งโอกาส” ที่อาจไม่ได้เปิดอยู่นานนัก

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทวันนี้ 16 ก.ค.69 เงินบาทเปิด 33.56 บาท แข็งค่ารับดอลลาร์อ่อน

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้าแข็งค่าขึ้นที่ 33.56 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังตัวเลขเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิต (PPI) ชะลอตัวลงกว่าที่คาด
  • Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวที่ 33.45-33.70 บาท และเตือนให้จับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ 33.56 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากวันก่อนหน้า หลังดอลลาร์อ่อนค่าตามตัวเลขเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวเกินคาด หนุนราคาทองคำฟื้นตัว ขณะที่ Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินเงินบาทยังเคลื่อนไหวแบบ Two-way Risk ในกรอบ 33.45-33.70 บาทต่อดอลลาร์ พร้อมเตือนจับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะกำหนดทิศทางดอกเบี้ยเฟด

ดอลลาร์อ่อนหนุนเงินบาท-ทองคำ ตลาดหุ้นโลกรับข่าวบวกเงินเฟ้อ

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ระดับ 33.56 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดวันก่อนที่ 33.63 บาทต่อดอลลาร์ โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ หลังดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงมากกว่าที่ตลาดคาด

ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อ และปรับลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเป็นบวก โดยหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้น ขณะที่ดัชนี Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq ปิดในแดนบวก อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ยังเผชิญแรงขาย ขณะที่ตลาดยุโรปเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับลดลงสู่ระดับ 4.55% ตามการลดลงของคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด แต่ยังได้รับแรงพยุงจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

จับตายอดค้าปลีกสหรัฐฯ กำหนดทิศทางเฟดและค่าเงินบาท

Krungthai GLOBAL MARKETS ระบุว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า นักลงทุนจะติดตามตัวเลข ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของสหรัฐฯ รายงานผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ เช่น TSMC และ Netflix

เงินบาทยังผันผวน เตือนเสี่ยงอ่อนแตะ 34 บาท หากความขัดแย้งรุนแรง

Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวแบบ Two-way Risk โดยหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่รุนแรงขึ้น เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวต้านที่ 33.70 บาท และแนวรับที่ 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงจนดันราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้นักลงทุนกลับมาคาดการณ์ว่าเฟดจะใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่า และเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


อัปเดตล่าสุด! อันดับโลก “นักแบดมินตันชายไทย” จาก สหพันธ์แบดมินตันโลก

“วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันขวัญใจชาวไทย ยังคงรั้งมือ 2 โลก จากการประกาศอันดับคะแนนใหม่ของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) สัปดาห์ที่ 29 เมื่อวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

โดย นักตบลูกขนไก่วัย 25 ปี ที่แม้จะไม่ได้เข้าร่วมแข่งขันในรายการใดๆ เลย นับตั้งแต่รายการ อินโดนีเซีย โอเพ่น 2026 เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีคะแนนสะสมเพียงพอที่จะยึดอันดับได้อย่างเหนียวแน่น

ขณที่ “อิคคิว” พณิชพล ธีระรัตน์สกุล รั้งอันดับ 18 โลกตามเดิมด้วยการมี 56,485 คะแนน ส่วน “กัน” กันตภณ หวังเจริญ อีกหนึ่งนักตบลูกขนไก่ชาวไทย อยู่อันดับ 61 ของโลก มี 28,388 คะแนน

อันดับโลกของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประเภทชายเดี่ยว

1. ฉี ยู่ฉี (จีน) 105,305 คะแนน
2. กุลวุฒิ วิทิตศานต์ (ไทย) 92,565 คะแนน
3. แอนเดอร์ส แอนทอนเซ่น (เดนมาร์ก) 91,155 คะแนน
4. โจนาธาน คริสตี้ (อินโดนีเซีย) 88,431 คะแนน
5. คริสโต โปปอฟ (ฝรั่งเศส) 84,682 คะแนน
6. โจว เทียน เฉิน (ไต้หวัน) 80,280 คะแนน
7. อเล็กซ์ ลาเนียร์ (ฝรั่งเศส) 74,525 คะแนน
8. หลี่ ชื่อเฟิง (จีน) 73,083 คะแนน
9. วิคเตอร์ ไล (แคนาดา) 71,865 คะแนน
10. อัลวี ฟาร์ฮาน (อินโดนีเซีย) 68,409 คะแนน
18. พณิชพล ธีระรัตน์สกุล (ไทย) 56,485 คะแนน
61. กันตภณ หวังเจริญ (ไทย) 28,388 คะแนน

สำหรับ “ทัพนักแบดมินตันไทย” ในสัปดาห์นี้กำลังเข้าร่วมการแข่งขันรายการ เจแปน โอเพ่น 2026 เวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 750 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


“โลหิตจาง” ภัยเงียบทำให้ IQ เด็กลดลง กระทบการเรียนรู้ระยะยาว

  • ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเป็นภัยเงียบในเด็กปฐมวัย ส่งผลกระทบถาวรต่อพัฒนาการทางสมอง อาจทำให้ระดับสติปัญญา (IQ) ลดลง 5-10 จุด
  • สถิติชี้ว่าเด็กไทยอายุ 6-11 เดือน มีภาวะโลหิตจางสูงถึง 56.6% และเด็กวัย 1–3.9 ปี พบ 35.2% โดยสาเหตุหลักมาจากการขาดธาตุเหล็ก
  • แพทย์แนะนำให้ป้องกันโดยให้เด็กทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เนื้อแดง ควบคู่วิตามินซี และเข้ารับการตรวจคัดกรองตามช่วงวัยที่กำหนด

เด็กปฐมวัยเป็นวัย นับได้ว่าเป็นวัยที่เจริญเติบโตรวดเร็วที่สุด ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา ฯลฯ แต่ใครจะรู้ว่าอาจมี “ภัยเงียบ” อย่างหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ และคอยกัดกินศักยภาพอย่างไม่รู้ตัว นั่นคือ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia: IDA)

เรื่องนี้เปรียบเสมือนกำแพงล่องหนที่ขวางกั้นพัฒนาการทั้งทางร่างกายและสมอง โดยที่เด็กส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการชัดเจนในช่วงแรกเริ่ม และภาวะนี้ได้กลายเป็นภารกิจสำคัญที่หน่วยงานสาธารณสุขและภาคเอกชน ที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อปกป้องอนาคตของชาติ

“ดานอน” ประเทศไทย ในฐานะภาคเอกชน และกรมอนามัย จึงจัดงานวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 18 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญบนเวทีคือ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia: IDA) ในเด็กปฐมวัย

ระวังเด็กวัย 5 ขวบ กับพัฒนาการทางสมอง

ข้อมูลในเวทีเสวนาหัวข้อ “ซีดในเด็กปฐมวัย โลหิตจางในวัยเยาว์ โลกไม่เศร้า เราช่วยได้” ระบุว่า ภาวะ IDA เป็นภาวะขาดสารอาหารที่พบบ่อยที่สุดในเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่มักถูกละเลย หากไม่ได้รับการดูแลแต่เนิ่น ๆ จะส่งผลกระทบถาวรต่อทั้งการเจริญเติบโต พัฒนาการทางร่างกาย และที่สำคัญที่สุดคือ พัฒนาการทางสมอง

นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าภาวะซีดยังเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุขที่ต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต เนื่องจากเด็กมักไม่มีอาการแสดงชัดเจน แต่ส่งผลเสียระยะยาว ซึ่งปัญหานี้พบได้มากที่สุดในเด็กเล็กช่วงวัย 0-5 ปี

ข้อมูลสถิติที่น่ากังวลและผลกระทบต่อ IQ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงลัดดา เหมาะสุวรรณ อาจารย์พิเศษ สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่าข้อมูลจากโครงการ SEANUTS II (2563-2564) พบตัวเลขที่น่าตกใจ เด็กไทยอายุ 6-11 เดือน มีภาวะโลหิตจางสูงถึงร้อยละ 56.6 และเด็กวัย 1–3.9 ปี พบร้อยละ 35.2 ซึ่งสาเหตุหลักกว่าร้อยละ 62-81 มาจากการขาดธาตุเหล็ก ผลกระทบที่น่ากลัวที่สุดคือ ระดับ IQ อาจลดลงได้ถึง 5-10 จุดอย่างถาวร ซึ่งการมาเสริมธาตุเหล็กภายหลังอาจไม่สามารถดึงระดับ IQ ให้กลับคืนมาได้เท่าเดิม

ทั้งนี้ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในวัยทารก แม้จะไม่เห็นอาการชัดเจนในช่วงแรก แต่หากไม่ได้รับการรักษาแก้ไข จะส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง โดยอาจทำให้ระดับ IQ ลดลงได้ถึง 5-10 จุด ซึ่งส่งผลอย่างถาวรต่อการเรียนรู้ของเด็กๆ และการเสริมธาตุเหล็กอาจไม่ได้เพิ่มระดับ IQ ได้สูงเท่าระดับข้างต้น การให้อาหารตามวัยแก่ทารกที่ถูกต้องเหมาะสมและการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางจึงมีความสำคัญยิ่ง

แนวทางการคัดกรองด้วยเทคโนโลยี

วิธีมาตรฐาน: ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยแนะนำให้ตรวจเลือด (CBC/Hb/Hct) ในช่วงอายุ 6-12 เดือน และ 3-5 ปี โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเสี่ยง เช่น น้ำหนักน้อย เลือกกิน หรือมีประวัติธาลัสซีเมีย

นวัตกรรมใหม่: คือการนำเครื่องมือตรวจวัดระดับฮีโมโกลบินผ่านปลายนิ้ว แบบไม่ต้องเจาะเลือด มาใช้ ซึ่งเป็นมิตรต่อเด็กและผู้ปกครองมากขึ้น จากการศึกษาในเด็ก 2,000 คน พบว่ามีความเสี่ยงภาวะโลหิตจางมากกว่า 1 ใน 3 ซึ่งเทคโนโลยีนี้ช่วยให้การคัดกรองเบื้องต้นทำได้รวดเร็วและกว้างขวางขึ้น

การป้องกันภาวะโลหิตจาง จากการขาดธาตุเหล็ก 

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุชาอร แสงนิพันธ์กูล สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า พ่อแม่สามารถป้องกันภาวะนี้ได้ง่าย ๆ โดยการให้เด็กทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เลือดสัตว์ เนื้อแดง และผักใบเขียว ควบคู่กับผลไม้ที่มีวิตามินซีเพื่อช่วยดูดซึม นอกจากนี้ ควรให้เด็กได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กตามมาตรการของกรมอนามัยตั้งแต่อายุ 6 เดือน – 5 ปี และเข้ารับการตรวจคัดกรองตามช่วงวัยอย่างสม่ำเสมอ

“การสนับสนุนจากภาคเอกชนและเครือข่ายสุขภาพ ดานอน ประเทศไทย ได้สนับสนุนเครื่องมือตรวจคัดกรองแบบไม่เจาะเลือดจำนวน 9 เครื่อง ภายใต้โครงการ “เด็กฉลาดด้วยธาตุเหล็ก (Smart Kids with Iron)” โดยนำไปใช้ในศูนย์อนามัยครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่, นครสวรรค์, ราชบุรี, ชลบุรี, นครราชสีมา, อุบลราชธานี, นครศรีธรรมราช, ยะลา และสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง เพื่อให้เด็กเข้าถึงการตรวจได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น”

ด้าน นายแดนิช ราห์มัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดานอน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยและลาว กล่าวว่า การให้ความสำคัญกับโภชนาการในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต การดูแลเชิงป้องกันและการตรวจคัดกรองตั้งแต่ก้าวแรกของชีวิต คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เด็กทุกคนเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ

“ดานอนเชื่อว่า สุขภาพที่ดีของเด็กต้องเริ่มต้นจากการดูแลและป้องกันตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต การดูแลเชิงป้องกันด้วยการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแล จึงเป็นหัวใจสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพเด็กในระยะยาว”

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


Phrasal Verb ที่ใช้บ่อย ในชีวิตประจำวัน

หลาย ๆ คนคงจะไม่ค่อยคุ้นเคยนักกับคำว่า Phrasal Verb ทั้ง ๆ ที่เราพบเห็นมันค่อนข้างบ่อยทั้งในเวลาเขียน หรืออ่านบทความภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้นเรามาทำความรู้จักกับ Phrasal Verb ที่ใช้บ่อย ในเรื่องของความหมาย ส่วนประกอบ วิธีการใช้ และคำที่พบเห็นหรือใช้กันบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน จะขอแบ่งเป็นหัวข้อดังนี้

  1. Phrasal Verb คืออะไร

ในการ เรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร นั้น ก่อนอื่นเราควรจะทำความเข้าใจคำว่า Phrasal Verb กันเสียก่อน คำถามแรกที่ก่อขึ้นมาคือ Phrasal Verb คืออะไร

Phrasal Verb หรือ two word verb หากเปรียบเทียบกันกับหลักไวยากรณ์ในภาษาไทยนั้นคงจะใกล้เคียงกับคำว่า กริยาวลีมากทีสุด กริยาวลีในภาษาไทยนั้นมีความหมายว่า คำที่ประกอบด้วยคำกริยา คำวิเศษณ์ หรือคำบุพบท ที่เมื่อนำมารวมกันแล้วจะมีความหมายแตกต่างไปจากเดิม

เพราะฉะนั้น Phrasal Verb หรือ two word verb ก็จะมีความหมายว่า คำที่เกิดจากการประกอบขึ้นมาใหม่ โดยมี verb, adverb, preposition หรืออาจจะเป็น preposition ทั้งสองคำ มาผสมกันจนเกิดคำศัพท์ใหม่ที่มีความหมายต่างจากเดิม

Phrasal Verb สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ ดังนี้

1) กริยาวลีที่ต้องอยู่ติดกัน ไม่สามารถแยกคำบุพบท (preposition) ออกได้ และไม่ต้องมีกรรม (object) มารองรับ เรียกว่า inseparable verbs with no objects ยกตัวอย่างเช่น

wake up = ตื่นนอน

come in = เข้ามา

grow up = เติบโต

2) กริยาวลีที่ต้องอยู่ติดกัน ไม่สามารถแยกคำบุพบท (preposition) ออกได้ แต่ต้องมีกรรม (object) มารองรับ เรียกว่า inseparable verbs with objects ยกตัวอย่างเช่น

look for = มองหา

go away = ออกไป

take after = เหมือน

3) กริยาวลีที่สามารถแยกคำบุพบท (preposition) ออกได้ แต่ต้องมีกรรม (object) มารองรับ เรียกว่า separable verbs

turn on = เปิด

turn off = ปิด

take off = เครื่องบินขึ้น

4) กริยาวลีที่มีคำบุพบท (preposition) มากกว่าหนึ่งตัว อาจจะมีกรรม (object) หรือไม่มีก็ได้ เรียกว่า three-word Phrasal Verbs ยกตัวอย่างเช่น

look down on = ดูถูก

look out for = เตรียมพร้อม

catch up with = ตามให้ทัน

  1. Phrasal Verb ประกอบด้วยอะไรบ้าง

          เมื่อทราบความหมายแล้ว หัวข้อนี้จะกล่าวถึงส่วนประกอบที่ใช้ในการสร้าง Phrasal Verb หรือ two word verb

การสร้าง Phrasal Verb หรือ two word verb นั้นจะมีวิธีการผสมคำทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ

2.1  verb + preposition

คำกริยาตามด้วยคำบุพบท คือการนำคำบุพบท หรือ preposition มาต่อท้ายคำกริยา หรือ verb ที่จำเป็นจะต้องมีคำบุพบทมาต่อท้าย แต่ยังคงความหมายเดิมของคำกริยา (verb) ยกตัวอย่างเช่น

belong to = เป็นของ

wait for = รอ

protect form = ปกป้องจาก

arrive at = มาถึงที่

think about = คิดเกี่ยวกับ

agree with = เห็นด้วยกับ

believe in = เชื่อมั่นใน

etc.

2.2 verb + adverb หรือ verb + preposition

คำกริยาที่ตามด้วย คำวิเศษณ์ (adverb) หรือคำบุพบท (preposition) ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ตาม ความหมายของคำกริยาจะถูกเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม และกลายเป็นคำที่มีความหมายใหม่ ยกตัวอย่างเช่น

run in to = พบกันโดยบังเอิญ

grow up = เติบโตขึ้น

come in = เข้าไป / เข้ามา

watch out = ระวัง

break out = เกิดขึ้น

catch up = ติดตาม

calm down = ใจเย็น ๆ

etc.

2.3 verb + adverb + preposition

เป็นการนำคำกริยามาประกอบกันกับคำวิเศษณ์ (adverb) และคำบุพบท (preposition) ยกตัวอย่างเช่น

look forward to = รอคอย

get by with = พอที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้

look down on = ดูถูก

keep up with = ตามให้ทัน

break up with = เลิกกันแล้วกับ

put up with = อดทน

get on with = ทำต่อไป

  1. วิธีการใช้ Phrasal Verb

3.1. หากในประโยคไม่มีกรรม (object) มารองรับ

จะต้องนำคำวิเศษณ์ (adverb) มาไว้ติดกับคำกริยา (verb) เช่น

  • May I come in, please?
  • Don’t give up.
  • I will dress up.
  • Let’s go to eat out.

3.2. หากมีคำนาม (noun) เป็นกรรม (object)

จะวางคำนาม (noun) ไว้ข้างหน้า หรือข้างหลังคำวิเศษณ์ (adverb) ก็ได้ เช่น

  • Keep the child out of my bedroom.
  • Tom put the pot down on the table.
  • Lin set the party up for her friend.
  • He take the radio apart and fix it.

3.3. หากมีคำสรรพนามเป็นกรรม (object pronoun)

จะต้องนำกรรม (object) ไว้ด้านหน้าของคำวิเศษณ์ (adverb) เช่น

  • I lost my ring, but she find it out.
  • Her mother made her up when she is going to party.
  • The shirt is very nice that I will try it on.
  • I can’t hear that sound. Can you tune it up?
  1. Phrasal Verb ที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน
break upเลิกกันkeep upเก็บรักษาturn onเปิด
call backโทรกลับlook down onดูถูกturn offปิด
clam downใจเย็น ๆlook forมองหาuse upใช้จนหมด
check inลงทะเบียนเข้าlook outระวังwake upตื่นนอน
check outลงทะเบียนออกmake upแต่งหน้าwarm upทำให้อุ่นขึ้น
cheer upมีความสุขmix upผสมwork outออกกำลังกาย
cut downตัดpay backใช้หนี้
dress upแต่งตัวput downวางลง
fall downตกrun awayวิ่งหนี
fall outหล่นออกไปset upจัดขึ้น
fill upเติมshow offแสดงออก
get backกลับบ้านswitch offปิด
get upตื่นนอนswitch onเปิด
give upยอมแพ้take apartแกะออกเป็นชิ้น ๆ
go aheadดำเนินการtake backคืน
go backกลับtake offเครื่องบินขึ้น
grow upเติบโตtake outนำออกไป
hang outสังสรรค์throw awayทิ้ง
hold onรอสักครู่turn downลดลง

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


ไดมอนเตือน ปล่อยเอไอ Mythos เท่ากับแจกขีปนาวุธให้กับคนทั่วไป

  • เจมี ไดมอน ซีอีโอของ JPMorgan Chase เตือนว่า AI “Mythos” ของ Anthropic เป็นความเสี่ยงที่แท้จริงซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด
  • ไดมอนเปรียบเทียบการปล่อยให้คนทั่วไปเข้าถึง Mythos ว่าเหมือนกับการ “มอบขีปนาวุธให้กับปัจเจกบุคคล” เนื่องจากเป็นระบบที่มีความซับซ้อนและอันตรายสูง
  • JPMorgan ได้รับสิทธิ์เข้าถึง Mythos เพื่อใช้ทดสอบและเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบป้องกันความปลอดภัยของธนาคารเอง

บลูมเบิร์ก รายงานว่า เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase & Co กล่าวว่า ความเสี่ยงจากโมเดลปัญญาประดิษฐ์ Mythos ของ Anthropic PBC เป็น “ประเด็นที่แท้จริง” และเป็นเรื่องที่รัฐบาลสหรัฐ กำลังจับตาอยู่ในขณะนี้

ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของโมเดล AI ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐเร่งประเมินภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น ประเด็นนี้ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นหลังจากที่ Anthropic ระบุว่า Mythos มีศักยภาพในการค้นหาช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ได้ดีจนไม่สามารถเปิดให้สาธารณชนทั่วไปใช้งานได้

ไดมอนกล่าวคำเตือนเรื่องความเสี่ยงของการมอบระบบที่ซับซ้อนสูงให้กับคนหมู่มาก ในการประชุม Pennsylvania Defense and Innovation Summit ซึ่งจัดโดยวุฒิสมาชิกเดฟ แมคคอร์มิก เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

เขากล่าวว่า “คุณกำลังมอบขีปนาวุธให้กับปัจเจกบุคคลด้วย Mythos โดยแท้จริง”

JPMorgan เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ได้รับสิทธิ์เข้าถึง Mythos ตั้งแต่เดือนเมษายน และใช้โมเดลนี้ในการทดสอบระบบป้องกันด้านความปลอดภัยของตนเอง รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ให้บริการและสถาบันคู่ค้า ไดมอนระบุในเดือนถัดมาว่า ธนาคารของเขามีพนักงานเต็มเวลาหลายร้อยคนทำงานเพื่อเสริมระบบให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ซีอีโอมากประสบการณ์รายนี้แสดงจุดยืนด้านความมั่นคงแห่งชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในจดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้นเมื่อเดือนเมษายน เขาเขียนว่าสหรัฐจำเป็นต้อง “แข็งแกร่งขึ้น” เพื่อรักษาอำนาจทั้งทางทหารและทางเศรษฐกิจของประเทศ JPMorgan ประกาศเมื่อปีที่แล้วว่าจะจัดสรรเงิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ไปยังอุตสาหกรรมที่สนับสนุนความมั่นคงและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของสหรัฐในทศวรรษหน้า ซึ่งมากกว่าระดับปกติราว 50%

ภายใต้โครงการดังกล่าว ซึ่งใช้ชื่อว่า “Security and Resiliency Initiative” และอีกโครงการหนึ่งชื่อ “American Dream Initiative” ธนาคารได้ให้คำมั่นว่าจะปล่อยกู้ ลงทุน และให้เงินอุดหนุนเพื่อการกุศลรวม 24 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างอุตสาหกรรมต่อเรือในฟิลาเดลเฟีย ไดมอนได้เดินทางไปเยี่ยมชมอู่เรือกองทัพเรือฟิลาเดลเฟียในช่วงเช้าวันพุธ ขณะที่สถาบันการเงินของเขาประกาศความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้

ในวันพุธที่การประชุมด้านกลาโหมดังกล่าว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงไดมอนว่าอาจเป็น “นายธนาคารที่เก่งที่สุด” ของประเทศในรอบหลายทศวรรษ โดยก่อนหน้านี้ในปีเดียวกัน ทรัมป์ได้ยื่นฟ้อง JPMorgan และไดมอน เรียกร้องค่าเสียหายอย่างน้อย 5 พันล้านดอลลาร์ จากข้อกล่าวหาว่าธนาคารยุติการให้บริการทางการเงินต่อเขาและกิจการของเขาด้วยเหตุจูงใจทางการเมือง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ลูกหว้า ผลไม้ไทยโบราณที่หลายคนลืม แต่สารต้านอนุมูลอิสระสูง กินแล้วดีต่อสุขภาพจริงไหม?

เคยเห็นผลไม้สีม่วงเข้มลูกเล็ก ๆ ตามตลาดพื้นบ้านหรือริมทาง แล้วสงสัยไหมว่าคืออะไร?

ผลไม้นั้นคือ “ลูกหว้า” ผลไม้พื้นเมืองของไทยที่หลายคนเคยกินสมัยเด็ก แต่ปัจจุบันกลับพบได้น้อยลง แม้หน้าตาจะไม่โดดเด่น แต่ลูกหว้ากลับอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และสารพฤกษเคมีหลายชนิด จนได้รับความสนใจจากนักวิจัยด้านโภชนาการอย่างต่อเนื่อง

แล้วลูกหว้ามีประโยชน์อะไรบ้าง กินทุกวันได้ไหม และใครควรระวังเป็นพิเศษ? มาดูกัน

ลูกหว้าคืออะไร?

ลูกหว้า (Java Plum หรือ Syzygium cumini) เป็นผลไม้ในวงศ์เดียวกับชมพู่ มีผลสีม่วงเข้มหรือเกือบดำเมื่อสุก เนื้อฉ่ำน้ำ รสหวานอมเปรี้ยวและฝาดเล็กน้อย จึงนิยมนำมากินสด หรือแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ แยม ไอศกรีม และของหวานพื้นบ้าน

สีม่วงเข้มของลูกหว้าเกิดจาก แอนโทไซยานิน (Anthocyanins) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดเดียวกับที่พบในบลูเบอร์รี แบล็กเบอร์รี และองุ่นสีม่วง

7 ประโยชน์ของลูกหว้า ที่ทำให้หลายคนเริ่มกลับมากินอีกครั้ง

1. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

ลูกหว้ามีแอนโทไซยานิน ฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอล ซึ่งช่วยลดความเสียหายของเซลล์จากอนุมูลอิสระ และมีบทบาทในการส่งเสริมสุขภาพโดยรวม

2. มีวิตามินซี ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

ลูกหว้าให้วิตามินซี ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยในการสร้างคอลลาเจนสำหรับผิวหนัง เหงือก และหลอดเลือด

3. มีใยอาหาร ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น

ใยอาหารในลูกหว้าช่วยเพิ่มกากอาหาร ทำให้อิ่มนาน และสนับสนุนการทำงานของระบบทางเดินอาหาร

4. อาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

มีงานวิจัยในห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลองหลายชิ้นที่พบว่าสารสกัดจากเมล็ดและใบลูกหว้าอาจมีส่วนช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อย่างไรก็ตาม หลักฐานในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงไม่ควรใช้แทนการรักษาหรือยาที่แพทย์สั่ง

5. มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ

ลูกหว้ามีแร่ธาตุบางชนิด เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม และธาตุเหล็ก ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานของร่างกายตามปกติ

6. อาจดีต่อสุขภาพหัวใจ

สารต้านอนุมูลอิสระในลูกหว้าอาจช่วยลดความเครียดจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในมนุษย์

7. แคลอรีไม่สูง

ลูกหว้าเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานไม่มากเมื่อเทียบกับของหวานทั่วไป จึงสามารถรับประทานเป็นของว่างได้ หากกินในปริมาณที่เหมาะสม

ลูกหว้ากินทั้งเมล็ดได้ไหม?

โดยทั่วไป ไม่นิยมรับประทานเมล็ดลูกหว้า เพราะมีเนื้อแข็งและรสฝาด แม้ว่างานวิจัยหลายชิ้นจะศึกษา “สารสกัดจากเมล็ด” แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถนำเมล็ดมากินเองได้โดยตรง

หากรับประทานผลสด ควรคายเมล็ดออกเหมือนการกินลำไยหรือมะม่วง

ใครควรระวังการกินลูกหว้า?

แม้ลูกหว้าจะเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ แต่ก็มีบางกลุ่มที่ควรระมัดระวัง ได้แก่

  • ผู้ป่วยเบาหวาน ที่ใช้ยาลดน้ำตาลในเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินในปริมาณมาก เพราะอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาล
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ ควรกินในปริมาณปกติของอาหาร และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากลูกหว้า
  • ผู้ที่มีอาการแพ้อาหารชนิดนี้ ควรหลีกเลี่ยง

ลูกหว้าเอาไปทำเมนูอะไรได้บ้าง?

นอกจากกินสดแล้ว ยังนำไปทำเมนูได้หลายแบบ เช่น

  • น้ำลูกหว้า
  • สมูทตี้ลูกหว้า
  • แยมลูกหว้า
  • ลูกหว้าลอยแก้ว
  • ลูกหว้ากวน
  • ไอศกรีมลูกหว้า
  • โยเกิร์ตลูกหว้า

ลูกหว้าเป็นผลไม้ไทยพื้นบ้านที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินซี และใยอาหาร จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มความหลากหลายของผลไม้ในแต่ละวัน แม้ว่าจะมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นศักยภาพด้านการควบคุมระดับน้ำตาลและการต้านอนุมูลอิสระ แต่หลักฐานในมนุษย์ยังมีไม่มากพอที่จะใช้เป็นการรักษาโรค

การรับประทานลูกหว้าในปริมาณพอเหมาะ ร่วมกับการกินอาหารที่หลากหลายและสมดุล ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 16/7/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a64,000.0064,200.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,137.0062,716.9265,000.00
ทองรูปพรรณ 90%3,723.3056,445.23n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,309.6050,173.54n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,861.6528,222.61n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,447.9521,950.92n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,287.0564,991.68n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 16/7/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9534.9434.9435.4434.9434.9434.9434.9434.9434.94
แก๊สโซฮอล์ 9134.5734.5735.0734.5734.5734.5734.5734.5734.57
แก๊สโซฮอล์ E2029.9429.9430.1429.9429.9429.9429.9429.94
แก๊สโซฮอล์ E8525.8825.8825.88
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7948.4449.8447.79
เบนซิน 9543.9348.4144.4344.0843.93
ดีเซล34.9434.9434.9434.9434.9434.9434.9434.9434.94
ดีเซล B2029.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2549.8449.2550.05
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า