‘แสนสิริ’นำทัพยกระดับอสังหาฯไทย รับกติกาใหม่’Thailand Taxonomy’

- แสนสิริเป็นผู้นำภาคอสังหาริมทรัพย์ในการปรับตัวรับมาตรฐานใหม่ “Thailand Taxonomy” เพื่อยกระดับธุรกิจสู่ความยั่งยืนและเตรียมพร้อมรับกฎเกณฑ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- การใช้เกณฑ์ Taxonomy ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว (Green Finance) และตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยแสนสิริมีโครงการที่ผ่านการรับรองแล้ว 6 โครงการ มูลค่ากว่า 4,000 ล้าน
- แสนสิริเป็นผู้พัฒนารายแรกที่นำตัวชี้วัดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Intensity) มาใช้เป็น KPI หลัก โดยมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และตั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050
โลกธุรกิจเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง เมื่อแรงกดดันจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ กฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ และการเงินสีเขียวกำลังหลอมรวมเป็น “กติกาใหม่” บิ๊กคอร์ปอสังหาริมทรัพย์ “แสนสิริ” ผนึกพลังพันธมิตรภาครัฐและเอกชนเปิดเวที “GREEN UP 2026 : Towards a Regenerative Future” เพื่อสร้างความพร้อมให้ผู้ประกอบการ คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจในการปรับตัวรับมาตรฐานใหม่ โดยเฉพาะ “Thailand Taxonomy ระยะที่ 2” และร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริ วางรากฐานด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่องผ่านแนวคิด “Sansiri Sustainable Design” และกลยุทธ์ “3 Green Framework” ครอบคลุมการจัดซื้อวัสดุ การก่อสร้าง การออกแบบโครงการ ตลอดซัพพลายเชนร่วมกับคู่ค้ากว่า 4,000 ราย เป็นการปรับกระบวนการก่อนภาครัฐจะประกาศใช้เกณฑ์ “Thailand Taxonomy” อย่างเป็นทางการ
“Thailand Taxonomy” ไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ แต่เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน มิติแรก คือการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว ในยุคที่เงินลงทุนทั่วโลกกำลังไหลเข้าสู่กิจกรรมคาร์บอนต่ำ ผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมชัดเจนจะมีโอกาสได้รับ Green Loan และ Green Bond ในต้นทุนที่แข่งขันได้มากกว่า มิติที่สอง ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z มองหาที่อยู่อาศัยซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสะท้อนคุณค่าการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน
“แสนสิริ เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่นำตัวชี้วัด Emission Intensity หรือความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อตารางเมตรมาใช้เป็น KPI หลัก มีค่าเฉลี่ย 59.16 กิโลกรัมคาร์บอนต่อตารางเมตรต่อปี และการที่โครงการของแสนสิริผ่านเกณฑ์ Taxonomy คือการการันตีด้วยมาตรฐานระดับประเทศว่าคอนโดโครงการนี้ประหยัดพลังงานได้จริง 25-35%”
แสนสิริ ยังพร้อมขับเคลื่อนโครงการไฮไลต์แห่งปี 2569 ในรูปแบบ Wellness Community และโครงการ Biodiversity Flagship ทั้งแนวราบและแนวสูง ควบคู่การทำหน้าที่เป็น Fast Mover และ Connector นำทัพพันธมิตรใน Ecosystem โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ให้เรียนรู้ ปรับตัวไปพร้อมกันทุกมิติ ทั้งวิธีคิด วิธีการทำธุรกิจ และการตัดสินใจ มุ่งเปลี่ยนความตั้งใจไปสู่การลงมือปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม สร้างมาตรฐานใหม่ด้านความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือตลอดกระบวนการ
ความยั่งยืนไม่ใช่ภาระแต่คือโอกาส
ทั้งนี้ ความยั่งยืนเป็นรากฐานใหม่ของความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้โลกที่กำลังก้าวสู่ยุค“Generative Future” ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การลดผลกระทบเชิงลบ เช่น ลดคาร์บอนหรือขยะ แต่คือการสร้างคุณค่าและฟื้นฟูสิ่งดีๆ กลับคืนสู่ชุมชนและโลก โดยแสนสิริประกาศเป้าหมายสูงสุดเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ปีที่ผ่านมาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 14% ในระยะกลางตั้งเป้าหมายลด 20% ภายในปี 2030
“แสนสิริใช้เกณฑ์การวัดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอน (Emission Intensity) โดยโครงการของแสนสิริมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 59.16 กิโลกรัมคาร์บอนต่อตารางเมตรต่อปี ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปที่กำหนดไว้ที่ 80 กิโลกรัมคาร์บอนต่อตารางเมตรต่อปี”
แสนสิริเป็นผู้นำในการนำ Thailand Taxonomy มาใช้เป็นโครงสร้างในการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ การันตีด้วยความสำเร็จในการร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย (KBank) เพื่อเข้าถึงการสนับสนุนด้านGreen Loan และ Green Bondปัจจุบันมีโครงการของแสนสิริ 6 โครงการที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานนี้ มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระอย่าง Bureau Veritas เพื่อยืนยันความโปร่งใส
ปัจจุบัน แสนสิริ มีคู่ค้าและพันธมิตรในซัพพลายเชนกว่า 4,000 ราย ตั้งแต่ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ เหล็ก ระบบปรับอากาศ เช่น ไดกิ้น ไปจนถึงผู้รับเหมา โดยเกณฑ์การคัดเลือกคู่ค้าใหม่ในอนาคต จะไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ ราคา คุณภาพ และเวลา แต่จะเพิ่มเกณฑ์ด้านประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและพลังงาน การสร้างคุณค่าร่วมกัน (Shared Value) ให้ลูกค้า คู่ค้า สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน
ตลาดทุนชี้ ESG ทุนแห่งความเชื่อมั่น
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สะท้อนว่า ความยั่งยืนได้เปลี่ยนสถานะจากกิจกรรมเพื่อสังคม มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานของความเชื่อมั่นในตลาดทุน นักลงทุนทั่วโลกกำลังประเมินบริษัทผ่านมิติ ESG (Environment, Social, Governance) มากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อผลประกอบการจริง นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าองค์กรมีแผนรับมือ Climate Risk มีเป้าหมายลดคาร์บอนหรือไม่
“บริษัทที่ไม่สามารถปรับตัวตามมาตรฐาน ESG อาจเผชิญความเสี่ยงในการเข้าถึงเงินทุนในอนาคต และถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่นักลงทุนมองว่าไม่น่าลงทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเร่งพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนภาคธุรกิจ ทั้งฐานข้อมูลด้านความยั่งยืน ระบบวัดคาร์บอน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อช่วยให้ภาคเอกชนเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส”
ยุคปัจจุบัน ความยั่งยืน (Sustainability) ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการทำความดีเพื่อสังคมอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ทรงพลังที่สุด แม้ว่าในระยะสั้นธุรกิจจะได้รับแรงกดดันจากนักลงทุนที่มุ่งหวังกำไรและคุณค่าในเวลาอันรวดเร็ว แต่ตลาดทุนเริ่มให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับค่านิยมเรื่อง ESG และความซื่อตรง (Integrity) เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน
เตือนปี 2048 GDP ของไทยอาจดิ่ง 40%
ทั้งนี้ ความแตกต่างระหว่างการลงทุนทั่วไปกับความยั่งยืนคือ ระยะเวลา (Investment Horizon) ขณะที่นักลงทุนต่างชาติอาจมองภาพที่ 5-8 ปี แต่การสร้างความยั่งยืนที่แท้จริงต้องมองยาว 20-30 ปี และต้องลงมือทำในทันทีิ แม้ประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.69% ของทั้งโลก แต่หากเพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆ ภายในปี 2048 GDP ของไทยอาจดิ่งลงถึง 40% จากปัจจุบันโต 2% อาจกลายเป็นติดลบ 4%
ซึ่งความเสี่ยงนี้มาจาก ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ระดับน้ำทะเลที่อาจสูงขึ้น 1-2 เมตร กระทบต่อกรุงเทพฯภาคการท่องเที่ยว ภาคเกษตรกรรม เซกเตอร์สำคัญของเศรษฐกิจจะถูกทำลาย ซึ่ง Climate Risk Index หรืออันดับความเสี่ยงของไทยมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู่กับการวางแผนรับมือ
“หากเราวางแผนช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ความเสี่ยงของเราจะพุ่งสูงขึ้นทันที ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศใช้ ESG Scoring เป็นเกณฑ์ตัดสินใจหลัก บริษัทที่ไม่มีแผนงานด้านความยั่งยืนที่ชัดเจนจะกลายเป็นบริษัทที่ไม่น่าลงทุน(Uninvestable)”
ความสำเร็จด้านความยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือแบบ Chain Reaction เช่น การที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับไปรษณีย์ไทยในการใช้รถไฟฟ้า (EV) ในการขนส่ง ร่วมมือกับแสนสิริ และธนาคารกสิกรไทย เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่และลดความเสี่ยงให้กับคนรุ่นหลัง
Green Finance กลายเป็นกระแสหลัก
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า โลกได้ก้าวเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ที่มีกติกาและกฎเกณฑ์ทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น บริษัทที่ปรับตัวดำเนินงานด้านความยั่งยืนได้จะมีขีดแข่งขันที่สูงกว่า และเข้าถึงโอกาสทางการเงินหรือสินเชื่อได้มากกว่า เป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตในระยะยาว
ในระดับโลก ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับ ESG ทั่วโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดดเฉลี่ยปีละ 33% มีมูลค่าตลาดสูง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนประเทศไทยแม้ตลาดจะเล็กลงมาแต่มีแนวโน้มเติบโต คาดการณ์ปี 2025 มีมูลค่า 2.08 แสนล้านบาท
สำหรับ “กสิกรไทย” ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผู้ให้กู้ (Financial Provider) แต่ต้องการเป็นผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน โดยมีเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวดเพื่อป้องกันปัญหา Greenwashing หรือฟอกเขียว โดยใช้ Thailand Taxonomy เป็นมาตรฐานสากลในการจำแนกกิจกรรมสีเขียว สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ จะดูที่ Green Building Certificateเช่น LEED และเกณฑ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Intensity) ต่อตารางเมตร
“แสนสิริถือเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ รายแรกและรายเดียวในปัจจุบันที่ผ่านเกณฑ์ Thailand Taxonomy ในระดับที่เข้มข้น ปัจจุบันมีโครงการของแสนสิริที่ผ่านเกณฑ์รับรองจาก KBank ถึง 6 โครงการมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท”
UNGCNT เตือนคลื่นกติกาโลกกำลังมาถึง
ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) ชี้ว่า ธุรกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากกติกาใหม่ของเศรษฐกิจโลกไม่ใช่เพียงสหภาพยุโรปเท่านั้นที่กำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเข้มข้นขึ้น แต่จีนในฐานะคู่ค้าหลักของไทยก็เริ่มออกมาตรการด้านคาร์บอนและการจัดการขยะอย่างจริงจัง เม็ดเงินลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโซลูชันสิ่งแวดล้อมทั่วโลกกำลังทะลุระดับ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์
สะท้อนว่าตลาดทุนกำลังมองเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนเชิงป้องกัน มากกว่าการตามแก้ไขความเสียหายหลังเกิดวิกฤติ ในมุมของภาคอสังหาริมทรัพย์ แนวคิด Regenerative Design หรือการออกแบบเชิงฟื้นฟูจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ จากเดิมที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปสู่การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อชุมชนและระบบนิเวศ
“การยกระดับการออกแบบและนวัตกรรมอาคาร (Green Up)การออกแบบเชิงฟื้นฟู (Regenerative Design) ไม่ใช่แค่การลดผลกระทบ แต่คือการสร้างผลเชิงบวก (Positive Impact) เช่น การออกแบบอาคารที่สร้างพลังงานทางเลือกชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เอง เป้าหมายความเข้มข้นคาร์บอน ต้องมุ่งเป้าที่ 60 กิโลกรัมคาร์บอนต่อตารางเมตร ตั้งแต่วันส่งมอบ เน้นนวัตกรรมที่ลดการปะทะของแสงแดดและระบบสร้างความเย็นด้วยตัวเองเพื่อลดต้นทุนการใช้พลังงานในระยะยาว”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ไทยผู้นำตลาด Branded Residences ลักชัวรี เอเชีย ดันมูลค่าตลาดพุ่งแตะ 2 แสนล้าน

- ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาด Branded Residences ในเอเชีย โดยมีจำนวนยูนิตที่เปิดตัวสู่ตลาดสูงที่สุดในภูมิภาค และครองอันดับ 1 ในกลุ่มลักชัวรี
- มูลค่าตลาด Branded Residences ของไทยคาดว่าจะเติบโตแตะ 205,000 ล้านบาทในปี 2569 เพิ่มขึ้น 13.3% จากปีก่อนหน้า
- การเติบโตของตลาดขับเคลื่อนโดยทำเลสำคัญ 5 แห่ง คือ กรุงเทพฯ ภูเก็ต หัวหิน พัทยา และเกาะสมุย โดยกรุงเทพฯ เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด และภูเก็ตเป็นผู้นำตลาดรีสอร์ตในเอเชีย
- ตลาดมีการขยายตัวสู่แบรนด์นอกกลุ่มโรงแรมมากขึ้น เช่น แบรนด์ไลฟ์สไตล์และแบรนด์รถยนต์หรู โดยโครงการแบบสแตนด์อโลนคิดเป็น 22% ของตลาดทั้งหมด สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชีย
ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ (branded residences)ในเอเชีย โดยมีจำนวนยูนิตที่เปิดตัวสู่ตลาดสูงที่สุดในภูมิภาคนี้ จากการที่แบรนด์โรงแรม แบรนด์ไลฟ์สไตล์ และแบรนด์นอกเหนือจากธุรกิจโรงแรมจากทั่วโลกเร่งขยายสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
ด้วยแรงขับเคลื่อนจากกรุงเทพฯที่เป็นศูนย์กลางตลาดที่อยู่อาศัยในเมือง ภูเก็ตที่เป็นผู้นำตลาดรีสอร์ตแบรนด์เรสซิเดนซ์ และเกาะสมุยที่กำลังได้รับความสนใจในฐานะตลาดวิลล่าภายใต้แบรนด์แห่งใหม่ ประเทศไทยกำลังตอกย้ำความเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่สุดของเอเชียสำหรับการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์
ขณะที่ผู้พัฒนาโครงการต่างเร่งขยายการลงทุนเพื่อตอบรับความต้องการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีที่เพิ่มขึ้นทั่วภูมิภาค
ไทย อันดับ 1 Branded Residences ลักชัวรี เอเชีย
ตามรายงานจาก Asia Branded Residences Market Review 2026 ของ C9 Hotelworks พบว่า ตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ของไทย มีมูลค่ารวม 205,000 ล้านบาท ในปี 2569 เพิ่มขึ้น 13.3% จากปีก่อน พร้อมจำนวนยูนิตที่เปิดตัวสะสม 13,124 ยูนิต

ประเทศไทยครองสัดส่วน 26% ของจำนวนยูนิตแบรนด์เรสซิเดนซ์ที่เปิดตัวในเอเชีย ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในภูมิภาค โดยปัจจุบันมีโครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์ 63 โครงการ รวมทั้งสิ้น 13,947 ยูนิต
ทั้งนี้ในภูมิภาคเอเชีย ตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ารวม 1.3 ล้านล้านบาท ครอบคลุมจำนวนยูนิตที่เปิดตัวแล้ว 50,025 ยูนิต เพิ่มขึ้น 30.3% จากปีก่อนหน้า
“แม้เวียดนามจะครองอันดับ 1 ในด้านมูลค่าตลาด แต่ประเทศไทยได้ก้าวเป็นผู้นำในกลุ่มแบรนด์เรสซิเดนซ์ระดับลักชัวรี (คอนโด 20 ล้านบาทขึ้นไป/วิลล่า 100 ล้านบาทขึ้นไปสูงที่สุด) ด้วยจำนวนโครงการในกลุ่มลักชัวรี 30 โครงการ มากกว่าเวียดนาม ที่มี18 โครงการ และเกาหลีใต้ ที่มี 13 โครงการ)
จากข้อมูลสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงของการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น เมื่อจำนวนโครงการในตลาดเพิ่มขึ้น การมีชื่อแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะผลักดันความสำเร็จของโครงการได้อีกต่อไป
ผู้พัฒนาโครงการจึงต้องแข่งขันกันในหลายมิติ ทั้งด้านรูปแบบการบริหารจัดการ สิทธิประโยชน์สำหรับเจ้าของที่พัก กลยุทธ์ด้านจุดหมายปลายทาง และความสามารถในการต่อยอดคุณค่าของแบรนด์ให้กลายเป็นมูลค่าในระยะยาวสำหรับที่อยู่อาศัย
โครงการใหม่ เตรียมเปิดตัว ไม่ต่ำกว่า 18,545 ยูนิต ใน 3 ปีนี้
นายบิล บาร์เน็ตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นตลาดต้นแบบของแบรนด์เรสซิเดนซ์ในเอเชีย และสิ่งที่โดดเด่นคือจำนวนโครงการระดับลักชัวรีที่อยู่ระหว่างการพัฒนา รวมถึงรูปแบบโครงการที่มีความหลากหลายมากขึ้นและกำลังเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง กรุงเทพฯ ภูเก็ต และจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวของไทย กำลังเปิดโอกาสให้ทั้งแบรนด์และผู้พัฒนาโครงการสามารถขยายการเติบโตได้ผ่านหลากหลายแนวทาง
อีกทั้งภายใน 3 ปีนี้ (ปี 2569 – 2571) จะมีซัพพลายใหม่ลอนช์สู่ตลาดไม่ต่ำกว่า 18,545 ยูนิต
เปิด 5 โซนเนื้อหอม ดึงดูด Branded Residences ในไทย
การเติบโตของตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ในประเทศไทยกำลังขยายตัวอย่างชัดเจนในหลายพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ
โดยทำเลศักยภาพสูงในไทย แบ่งออกเป็น 5 โซนหลัก ได้แก่
- อันดับ 1 กรุงเทพฯ จำนวน 5,031 ยูนิต เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในไทย และกว่า 53% ของยูนิตเป็นกลุ่มลักซูรีโดยเฉพาะกลุ่มคอนโด
- อันดับ 2 ภูเก็ต จำนวน 3,465 ยูนิต เป็นตลาด Branded Residences ประเภทวิลล่า/รีสอร์ต ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
- อันดับ 3 หัวหิน จำนวน 3,017 ยูนิต ยังคงได้รับความนิยมในฐานะเมืองท่องเที่ยวในไทย
- อันดับ 4 พัทยา จำนวน 1,775 ยูนิต ตลาดยังคงแข็งแกร่ง จากการเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญในไทยเช่นกัน
- อันดับ 5 เกาะสมุย จำนวน 480 ยูนิต Branded Residences กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นขนานไปกับการเติบโตของวิลล่าตากอาหาศลักซูรีบนเกาะ ที่มีจำนวน 3,055 หลัง ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 37% ถือเป็นทำเลฮอตที่ขยายตัวต่อจากภูเก็ต ด้วยซัพพลายยังมีน้อย และราคาที่ดินถูกกว่าภูเก็ตมาก
ทั้งนี้ ผู้ซื้อ Branded Residences ในไทยมีหลากหลายกลุ่มและแตกต่างไปในแต่ละทำเล เช่น กทม. จะเป็นคนไทย สิงคโปร์ และเมียนมา ส่วนภูเก็ตจะเป็นประเทศแถบยุโรป
ส่วนวัตถุประสงค์ในการซื้อมีทั้งซื้อลงทุนปล่อยเช่า ซื้ออยู่อาศัยเอง และซื้อสำหรับเป็นบ้านหลังที่สอง/บ้านพักตากอากาศสำหรับกลุ่มวัยเกษียณ
จาก Branded Residences ของเชนโรงแรม สู่ แบรนด์ไลฟ์สไตล์
นายฐิติวัฒน์ คูวิจิตรสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Capstone Asset กล่าวว่า โมเดลรูปแบบการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์กำลังเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาและการวางแผนโครงการที่อยู่อาศัยของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ปัจจุบันมาตรฐานของแบรนด์ โครงสร้างการบริหารจัดการ การให้บริการ และการบริหารสินทรัพย์ ล้วนต้องถูกวางแผนและผสานเข้าไปในโครงการตั้งแต่วันแรกของการพัฒนา ขณะเดียวกัน ผู้ซื้อก็ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการและคุณภาพการบริการหลังการส่งมอบโครงการมากขึ้นกว่าที่เคย
ตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ของไทยกำลังก้าวสู่ระยะใหม่ของการเติบโต โดยไม่ได้พึ่งพาเฉพาะโครงการที่เชื่อมโยงกับแบรนด์โรงแรมเท่านั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์แบบสแตนด์อโลนจำนวน 3,008 ยูนิต คิดเป็น 22% ของตลาดทั้งหมด สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียที่ 17%
แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างโดดเด่นในเมืองท่องเที่ยวและจุดหมายปลายทางรีสอร์ตต่าง ๆ สะท้อนความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อการลงทุนและการอยู่อาศัยในเมืองท่องเที่ยวชั้นนำ
บทบาทของแบรนด์ในตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยมีโครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์แบบสแตนด์อโลนครอบคลุมแบรนด์หลากหลายระดับ ตั้งแต่แบรนด์ลักชัวรีระดับโลกไปจนถึงแบรนด์นอกอุตสาหกรรมโรงแรม
การเกิดขึ้นของโครงการอย่าง Porsche Design Tower Bangkok และ Etro Residences Phuket สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่แบรนด์จากหลากหลายอุตสาหกรรมกำลังขยายบทบาทเข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยปัจจุบันแบรนด์นอกภาคธุรกิจโรงแรมมีสัดส่วน 19% ของโครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์แบบสแตนด์อโลนทั่วเอเชีย
สร้างความแตกต่าง เสริมมูลค่าให้กับโครงการหลังการซื้อ
นาย สเตฟาน มิเชล ประธานบริษัท Valanti Group กล่าวว่า แบรนด์ไลฟ์สไตล์ในกลุ่มธุรกิจการบริการนำมุมมองและแนวทางที่แตกต่างมาสู่การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย สำหรับโครงการอย่าง SLS Residences Bangkok แบรนด์ต้องสะท้อนตัวตนออกมาในทุกองค์ประกอบของโครงการ
ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ การสร้างประสบการณ์และกิจกรรมสำหรับผู้อยู่อาศัย มาตรฐานการบริการ และการดำเนินงานในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วยให้ผู้พัฒนาโครงการสามารถสร้างจุดยืนที่ชัดเจนท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดลักชัวรี
เมื่อการแข่งขันในตลาดเพิ่มสูงขึ้น สิ่งที่ผู้ซื้อได้รับหลังการซื้อกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งจุดขายสำคัญของโครงการ นอกเหนือจากการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และบริการสไตล์โรงแรมแล้ว ผู้พัฒนาโครงการยังนำเสนอสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทาง การเข้าถึงเครือข่ายระดับโลก และแพลตฟอร์มสมาชิกส่วนบุคคล เพื่อสร้างความแตกต่างและเสริมมูลค่าให้กับโครงการหลังการซื้อ
สิทธิประโยชน์ที่ผู้ซื้อได้รับในวันนี้กำลังมาพร้อมสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมในระดับสากลมากขึ้น ปัจจุบันแบรนด์เรสซิเดนซ์สามารถเชื่อมโยงเจ้าของที่พักเข้ากับเครือข่ายที่อยู่อาศัย จุดหมายปลายทาง และโอกาสด้านการเดินทางแบบเอ็กซ์คลูซีฟในหลากหลายประเทศได้มากขึ้น
สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มคุณค่าและประโยชน์ในการใช้งานหลังการซื้อ พร้อมทั้งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้ผู้พัฒนาโครงการสร้างความแตกต่างในตลาดได้ นาย เวด ชีลีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ThirdHome กล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 17 มิ.ย.69 ‘อ่อนค่า‘ รอปัจจัยใหม่

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 32.53 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากวันก่อนหน้า
- ตลาดอยู่ในภาวะรอดูผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ซึ่งเป็นปัจจัยใหม่ที่นักลงทุนจับตามอง
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 32.35-32.75 บาทต่อดอลลาร์
- ทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟด (Dot Plot) และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางค่าเงินในระยะต่อไป
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.53 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.51 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.35-32.75 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนแถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.48-32.55 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุม FOMC ของ FED ในวันพฤหัสบดีนี้ สะท้อนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงประเมินว่า FED มีโอกาสราว 84% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ในปี 2026 แม้ว่าโดยรวมพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะดีขึ้น หลังตลาดทยอยรับรู้ข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ และได้รับรู้ร่างข้อตกลงสันติภาพดังกล่าวในช่วงวันก่อนหน้า ซึ่งกดดันให้ ราคาน้ำมันดิบต่างทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
โดยล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวลงหลุดโซน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทว่า เงินดอลลาร์ (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY) ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เช่นเดียวกันกับราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ยังคงแกว่งตัวใกล้โซน 4,330 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะผลการประชุม FOMC ที่จะมีไฮไลท์สำคัญ คือ คาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot ใหม่
แนวโน้มค่าเงินบาท
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ในช่วงระหว่างวัน ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรอลุ้น ผลการประชุม FOMC ที่จะรับรู้ในช่วงราว 1.00 น. ตามเวลาประเทศไทยของเช้าวันพฤหัสฯ นี้ ทว่า ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนบ้าง หากบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวม ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ซึ่งอาจเอื้อให้บรรดานักลงทุนต่างชาติทยอยกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติมได้ นอกจากนี้ เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในช่วง 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย เนื่องจาก หากยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่อง ดีกว่าคาด อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ซึ่งอาจช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กดดันให้ราคาทองคำเสี่ยงย่อตัวลงบ้าง ส่วนเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงเล็กน้อย แต่อาจยังติดโซนแนวต้านระยะสั้นแถว 32.65-32.70 บาทต่อดอลลาร์ ได้
ส่วนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม FOMC ของ FED นั้น เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจกับทั้งผลการโหวต และ คาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot ใหม่ โดยหากคณะกรรมการ FOMC มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ให้คงดอกเบี้ย ตามคาด แต่มีกรรมการ 2 ท่าน เป็นอย่างน้อย สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย ส่วน Dot Plot ใหม่ สะท้อนแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ก่อนที่ FED จะคงดอกเบี้ยในปีหน้า ขณะที่ Long-Run rate ยังคงอยู่ที่ระดับเดิม เรามองว่า กรณีนี้ อาจเป็นกรณีที่ FED ส่งสัญญาณ Hawkish มากที่สุด เท่าที่เป็นไปได้ (เราตัดโอกาสที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย เซอร์ไพรส์ตลาด) ทำให้ ผู้เล่นในตลาดจะกลับมามั่นใจมากขึ้น ว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ และอาจเริ่มมีการคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยเกิน 1 ครั้ง ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นได้พอสมควร พร้อมกดดันให้ราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลงแรง ส่วนเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่ากลับไปทดสอบโซน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก
แต่หาก คณะกรรมการ FOMC มีมติเป็นเอกฉันท์ คงดอกเบี้ย ตามคาด ส่วน Dot Plot ใหม่สะท้อนถึง แนวโน้มการคงดอกเบี้ยของ FED ทั้งในปีนี้ และปีหน้า ก่อนที่ FED จะทยอยปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย โดยที่ Long-Run rate ยังคงอยู่ที่ระดับเดิม จากคาดการณ์ Dot Plot ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เรามองว่า ในกรณีนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจต้องทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ปัจจุบัน ผู้เล่นในตลาดยังให้โอกาสราว 84% สำหรับการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ โดยผู้เล่นในตลาดอาจปรับลดโอกาสลงมาแถว 50%-60% ได้ (อาจลงไม่มากกว่านี้ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้ง อัตราเงินเฟ้อและข้อมูลการจ้างงาน) ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวลดลง หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งอาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอไว้แถวโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่ และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังคงได้แรงหนุนจากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ดีขึ้น หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะกลุ่ม AI/Semiconductor อาทิ AMD -7.3%, Nvidia -2.6% หลังผู้เล่นในตลาดเลือกจะขายทำกำไรหุ้นกลุ่มดังกล่าว ก่อนรับรู้ผลการประขุม FOMC ในวันพฤหัสฯ นี้ ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.57% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พลิกกลับมาปรับตัวลง -1.15%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.25% จากอานิสงส์สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มคลี่คลายลง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังคงเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงานตามการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบ ขณะเดียวกัน หุ้นธีม AI/Semiconductor ได้เผชิญแรงขายทำกำไรเพิ่มเติม เช่นเดียวกันกับฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาดก่อนรับรู้ผลการประขุม FOMC ของ FED ที่จะถึงนี้
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวระดับ 4.44% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุม FOMC ของ FED ที่จะมีไฮไลท์สำคัญ คือ Dot Plot ใหม่ ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญต่อไป หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมาให้ความสนใจกับแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลักเป็นสำคัญ ทั้งนี้ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (เราจะมั่นใจมากขึ้น ว่าสถานการณ์จะทยอยคลี่คลายลงได้จริง หากมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพและมีการเปิดช่องแคบ Hormuz) การประชุม FOMC ของ FED ในช่วงนี้ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นผลการประชุม FOMC ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองอย่างชัดเจน ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 99.5 จุด อีกครั้ง (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.4-99.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) จะได้แรงหนุนจากข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่เร่งรีบเข้าซื้อทองคำเพิ่มเติม จนกว่าจะรับรู้ผลการประชุม FOMC ของ FED ส่งผลให้ ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways แถวโซน 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การประชุม FOMC ของ FED ที่จะรับรู้ในช่วงราว 1.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ของเช้าวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งแม้เราจะประเมินว่า FED อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% ทว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นการประชุมครั้งแรกของประธาน FED คนใหม่ Kevin Warsh ที่มีอดีตประธาน FED Jerome Powell ร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ FOMC ทำให้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การสื่อสารของ FED (โดยเฉพาะประธาน FED คนใหม่ในช่วง Press Conference) ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายการเงินของ FED อย่างใกล้ชิด ทั้งในส่วนของการปรับคาดการณ์เศรษฐกิจ และคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot โดยเราประเมินว่า Dot Plot ใหม่ อาจสะท้อนถึงแนวโน้มการคงดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ และปีหน้า ก่อนที่ FED จะทยอยลดดอกเบี้ยลงสู่ Long-Run Rate ที่ไม่ต่างจาก Dot Plot เดือนมีนาคม
ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ นั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนพฤษภาคม รวมถึง ข้อมูลตลาดบ้าน อย่าง ยอด Pending Home Sales และ ยอดสต็อกน้ำมันคงคลังสหรัฐฯ (Oil Inventories) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ในช่วงราว 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ที่อาจมีการพูดถึงประเด็นข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านได้
ทางฝั่งยุโรปนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนพฤษภาคม ของอังกฤษ เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยรายงานข้อมูลดังกล่าว จะเป็นการรับรู้ข้อมูล ก่อนที่ตลาดจะรับรู้ผลการประชุม BOE ในวันพฤหัสฯ นี้
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่และยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ไทย VS ยูเครน : วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026, เทียบสถิติ, ถ่ายทอดสด

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 (VNL 2026) สัปดาห์สอง ที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก, กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน 2569
เกมนี้ “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” ทีมอันดับ 24 ของโลก จะลงสนามพบกับ ยูเครน ทีมน้องใหม่จากยุโรป อันดับ 16 ของโลก ในวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 20.30 น.
สถิติการพบกันที่ผ่านมาในศึกเนชันส์ลีก ทั้งคู่ไม่เคยพบกันเพราะ ยูเครน เพิ่งได้สิทธิ์เข้าร่วมในทัวร์นาเมนต์นี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เราลองไปดูผลงาน 5 นัดหลังสุดของทั้งสองทีม ก่อนที่จะพบกันในวันนี้
สถิติการพบกันที่ผ่านมา
- ไม่เคยพบกันมาก่อน
ผลงาน 5 นัดหลังสุดของทั้งสองทีม
ไทย
7 มิถุนายน 2026 : แพ้ สาธารณรัฐเช็ก 0-3 เซต (เนชันส์ ลีก)
6 มิถุนายน 2026 : แพ้ เบลเยียม 2-3 เซต (เนชันส์ ลีก)
4 มิถุนายน 2026 : แพ้ จีน 2-3 เซต (เนชันส์ ลีก)
3 มิถุนายน 2026 : แพ้ เซอร์เบีย 0-3 เซต (เนชันส์ ลีก)
15 ธันวาคม 2025 : ชนะ เวียดนาม 3-2 เซต (ซี วี.ลีก)
ยูเครน
7 มิถุนายน 2026 : แพ้ ฝรั่งเศส 2-3 เซต (เนชันส์ ลีก)
6 มิถุนายน 2026 : แพ้ ญี่ปุ่น 1-3 เซต (เนชันส์ ลีก)
5 มิถุนายน 2026 : ชนะ เยอรมนี 3-2 เซต (เนชันส์ ลีก)
3 มิถุนายน 2026 : แพ้ สหรัฐอเมริกา 0-3 เซต (เนชันส์ ลีก)
25 พฤษภาคม 2026 : แพ้ ฝรั่งเศส 2-3 เซต (กระชับมิตร)
สำหรับ ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย จะลงเล่นพบกับ ยูเครน ในวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 20.30 น. แฟนๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดฟรีได้ทาง Monomax Sports ช่อง 29 และ Monomax แบบชำระเงินรายเดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
กล้ามเนื้อที่หลายคนมองข้าม อาจเป็นกุญแจสำคัญของการมีอายุยืน

- กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscles) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อชั้นลึก มีความสำคัญต่อการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพมากกว่ากล้ามเนื้อหน้าท้อง (ซิกซ์แพ็ก) ที่มองเห็นจากภายนอก
- ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวช่วยพยุงกระดูกสันหลัง เพิ่มการทรงตัว ลดความเสี่ยงการหกล้มและอาการปวดหลัง ซึ่งจำเป็นต่อการใช้ชีวิตอย่างอิสระในวัยสูงอายุ
- กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวที่อ่อนแอเป็นสาเหตุสำคัญของอาการปวดหลัง ซึ่งมักนำไปสู่การเคลื่อนไหวน้อยลงและส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมในระยะยาว
- การเสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวสามารถทำได้ผ่านการฝึกหายใจด้วยกะบังลม และการรักษาท่าทางที่ถูกต้องในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องเน้นการซิตอัพเพียงอย่างเดียว
หลายคนอาจมองว่า “ซิกซ์แพ็ก” คือเครื่องหมายของความแข็งแรงและสุขภาพที่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว กล้ามเนื้อหน้าท้องที่มองเห็นได้ชัดเจน อาจไม่ได้บอกอะไรมากนักเกี่ยวกับสุขภาพในระยะยาว
ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายและนักวิจัยจำนวนมากเริ่มชี้ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Healthy Longevity) ไม่ได้อยู่ที่รูปร่างภายนอก แต่อยู่ที่ความสามารถในการเคลื่อนไหว ทรงตัว และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระแม้อายุจะเพิ่มขึ้น
เบื้องหลังความสามารถเหล่านี้ คือ “กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว” หรือ Core Muscles กลุ่มกล้ามเนื้อชั้นลึกที่ทำหน้าที่พยุงกระดูกสันหลัง รักษาสมดุลของร่างกาย และมีส่วนเกี่ยวข้องกับแทบทุกการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน
แล้วทำไมกล้ามเนื้อที่หลายคนมองข้ามกลุ่มนี้ จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการสูงวัยอย่างแข็งแรง?
‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ ชวนผู้อ่านสำรวจบทบาทของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ที่อาจสำคัญต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
Core ไม่ใช่แค่หน้าท้อง แต่เป็นระบบพยุงทั้งร่างกาย
เบน ยามูเดอร์ (Ben Yamuder) นักสรีรวิทยาการออกกำลังกายจาก Hospital for Special Surgery ในนครนิวยอร์ก อธิบายว่า การฝึกหน้าท้องแบบซิตอัพหรือครันช์เพียงอย่างเดียว อาจไม่ได้ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ
เนื่องจากในบริเวณหน้าท้องเพียงอย่างเดียว มีกล้ามเนื้อถึง 35 มัด ขณะที่กล้ามเนื้อ Rectus Abdominis หรือที่เราเรียกกันว่า “ซิกซ์แพ็ก” เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของระบบทั้งหมดเท่านั้น
ทอม ฮอลแลนด์ (Tom Holland) ผู้ก่อตั้ง TeamHolland บริษัทที่ปรึกษาด้านฟิตเนส กล่าวว่า Core เปรียบเสมือนระบบโครงสร้างภายในที่ช่วยพยุงกระดูกสันหลัง เชิงกราน และช่วยสร้างความมั่นคงให้กับทุกการเคลื่อนไหว
กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวประกอบด้วยหลายส่วนสำคัญ ได้แก่
- Transverse Abdominis: กล้ามเนื้อชั้นลึกที่โอบรอบลำตัวคล้ายคอร์เซ็ตธรรมชาติ ช่วยพยุงกระดูกสันหลัง
- Pelvic Floor: หรือกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน มีบทบาทต่อการควบคุมการขับถ่ายและสุขภาพทางเพศ
- Internal และ External Obliques: ช่วยในการบิดตัว เอียงตัว และรักษาสมดุล
- Diaphragm: หรือกะบังลม กล้ามเนื้อสำคัญในการหายใจ
- Erector Spinae: หรือกลุ่มกล้ามเนื้อหลังตรง กล้ามเนื้อสองข้างแนวกระดูกสันหลัง ช่วยให้ยืนตัวตรงและเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นคง
กล้ามเนื้อทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันตลอดเวลา ตั้งแต่การลุกจากเก้าอี้ ยกของ เดินขึ้นบันได ไปจนถึงการหายใจในแต่ละวัน
ทำไม Core จึงเกี่ยวข้องกับอายุยืน?
ทุกการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันล้วนต้องอาศัยกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว
ไม่ว่าจะเป็นการถือถุงชอปปิ้ง ยกสัมภาระ เปิดประตูหนัก ๆ หรือแม้แต่การดึงสายจูงสุนัข กล้ามเนื้อ Core จะทำหน้าที่รักษาสมดุลและปกป้องกระดูกสันหลังอยู่ตลอดเวลา
เบน ยามูเดอร์ อธิบายว่า หากเราออกกำลังกายเฉพาะเพื่อสร้างซิกซ์แพ็ก หรือไม่ออกกำลังกายเลย ร่างกายอาจไม่พร้อมรับมือกับกิจกรรมง่าย ๆ เหล่านี้เมื่ออายุมากขึ้น
งานวิจัยทบทวนที่ตีพิมพ์ในวารสาร European Journal of Internal Medicine พบว่า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิต ยิ่งเรามีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมาก ความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุก็ยิ่งลดลง
ขณะที่งานวิจัยจำนวนมากยังชี้ว่า กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวที่แข็งแรงมีส่วนช่วยในการ
- ลดความเสี่ยงการหกล้ม
- ลดอาการปวดหลังเรื้อรัง
- เพิ่มความสามารถในการทรงตัว
- ช่วยให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัวในวัยสูงอายุ
- ส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างอิสระได้นานขึ้น
- ปวดหลัง อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพอื่น ๆ
หนึ่งในผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดของ Core ที่อ่อนแอ คืออาการปวดหลัง
งานวิจัยใน Journal of Orthopedic & Sports Physical Therapy พบว่า ผู้สูงอายุที่มีกล้ามเนื้อหลังตรง ขนาดเล็กลงและมีไขมันแทรกในกล้ามเนื้อมากขึ้น จะมีแนวโน้มเกิดอาการปวดหลังเรื้อรังสูงกว่า
นักวิจัยยังพบว่า การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและการสะสมไขมันในกล้ามเนื้อเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามวัย
เมื่อปวดหลัง คนส่วนใหญ่มักเคลื่อนไหวน้อยลง ออกกำลังกายน้อยลง และใช้ชีวิตแบบนั่งนิ่งมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายตามมา ทั้งสุขภาพหัวใจ การเผาผลาญ การไหลเวียนเลือด การย่อยอาหาร และการควบคุมฮอร์โมน
Core แข็งแรง ช่วยรักษาความเป็นอิสระในวัยสูงอายุ
งานวิจัยใน Orthopedic Research Online Journal พบว่า ผู้สูงอายุที่ฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเป็นประจำทุกวัน มีการทรงตัวที่ดีขึ้น ใช้ชีวิตได้อย่างอิสระมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ฝึก
ขณะที่งานวิจัยใน Journal of Gerontology: Medical Sciences พบว่า ผู้ที่มีท่าทางการยืนและแนวกระดูกสันหลังผิดปกติ มีความเสี่ยงสูงกว่าที่จะสูญเสียความสามารถในการทำกิจวัตรพื้นฐาน เช่น การแต่งตัวหรืออาบน้ำด้วยตนเอง
นั่นหมายความว่า กล้ามเนื้อ Core ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องรูปร่าง แต่ยังช่วยรักษาความสามารถในการดูแลตัวเองเมื่ออายุมากขึ้นด้วย
เริ่มสร้าง Core ที่แข็งแรงได้จากการหายใจ
การสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวไม่จำเป็นต้องซิตอัพวันละหลายร้อยครั้ง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า วิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดวิธีหนึ่ง คือ การฝึกหายใจแบบกะบังลม (Diaphragmatic Breathing)
เพราะการหายใจลึก ๆ ช่วยกระตุ้นทั้งกะบังลมและกล้ามเนื้อ Transverse Abdominis ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อชั้นลึกที่มีบทบาทสำคัญต่อการพยุงกระดูกสันหลัง
วิธีฝึกเบื้องต้น
- นั่งหรือเอนตัวในท่าสบาย
- วางมือหนึ่งข้างบนหน้าอก อีกข้างบนหน้าท้อง
- สูดลมหายใจเข้าทางจมูกช้า ๆ ให้หน้าท้องขยาย
- กลั้นหายใจประมาณ 5 – 7 วินาที
- ผ่อนลมหายใจออกทางปาก พร้อมดึงหน้าท้องเข้าหากระดูกสันหลัง
- ทำซ้ำต่อเนื่อง 3 – 5 นาที
นอกจากนี้ การเดิน การยืนตัวตรง การยกของในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่การแปรงฟันโดยรักษาท่าทางที่ดี ก็ล้วนเป็นการฝึก Core ได้เช่นกัน
Longevity ไม่ได้เริ่มจากซิกซ์แพ็ก
ในยุคที่หลายคนให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอก งานวิจัยกลับชี้ว่า กล้ามเนื้อที่มีความสำคัญต่อการมีอายุยืนและคุณภาพชีวิตที่ดี อาจไม่ใช่กล้ามเนื้อที่มองเห็นได้ในกระจก แต่คือกล้ามเนื้อชั้นลึกที่ช่วยให้เรายืน เดิน หายใจ ทรงตัว และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระไปอีกหลายสิบปี
เพราะเป้าหมายของการดูแลสุขภาพอาจไม่ใช่การมีซิกซ์แพ็กที่สวยงาม แต่คือการมีร่างกายที่ยังพาเราไปทำสิ่งที่รักได้แม้อายุจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เรียนภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษา ดีจริงไหม? รวมข้อดี–ข้อเสียที่ควรรู้

ข้อดีของการเรียนกับเจ้าของภาษา (Native Teacher)
1. ได้สำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง
การเรียนกับเจ้าของภาษาทำให้เราได้ฟังและเลียนแบบสำเนียงที่เป็นธรรมชาติ เช่น British, American, Australian ช่วยฝึกการฟังและพูดให้ใกล้เคียงคนต่างชาติ
2. ฝึกการฟังหลากหลายสำเนียง
เวลาทำงานหรือเดินทาง คุณจะเจอคนที่พูดภาษาอังกฤษสำเนียงต่าง ๆ การได้ฟังจากเจ้าของภาษาหลายประเทศช่วยให้หูคุ้นและเข้าใจได้จริง
3. คิดเป็นภาษาอังกฤษโดยตรง
ครูเจ้าของภาษาส่วนใหญ่จะไม่แปลไทยให้ แต่สอนโดยใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด สิ่งนี้ช่วยให้เราฝึก “คิดเป็นภาษาอังกฤษ” โดยไม่ต้องแปลก่อน
4. ได้เรียนรู้วัฒนธรรมการสื่อสาร
ภาษาไม่ใช่แค่คำพูด แต่รวมถึงวัฒนธรรม การใช้สำนวน และโทนเสียง ครูเจ้าของภาษาช่วยให้เราเข้าใจการใช้ภาษาที่เหมาะสมในสถานการณ์ต่าง ๆ
ข้อเสียของการเรียนกับเจ้าของภาษา
1. บางครั้งอธิบายยากสำหรับผู้เริ่มต้น
ถ้าครูพูดอังกฤษล้วน อาจทำให้ผู้เรียนระดับพื้นฐานสับสน หรือรู้สึกเรียนไม่รู้เรื่อง
2. ค่าเรียนสูงกว่า
การเรียนกับเจ้าของภาษามักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเรียนกับครูไทย โดยเฉพาะถ้าเรียนตัวต่อตัว
3. ปัญหาด้านความเข้าใจในภาษาแม่
บางครั้งเจ้าของภาษาไม่เข้าใจปัญหาที่ผู้เรียนไทยเจอบ่อย เช่น การใช้ tense หรือการออกเสียงที่คนไทยมักผิด
ข้อดีของการเรียนกับครูไทย
1. อธิบายเป็นภาษาไทย เข้าใจง่าย
ผู้เริ่มต้นมักเข้าใจได้เร็วกว่า เพราะครูไทยสามารถอธิบายแกรมมาร์หรือโครงสร้างภาษาเป็นภาษาไทย
2. ค่าเรียนถูกกว่า
โดยทั่วไป ครูไทยมีค่าเรียนถูกกว่าเจ้าของภาษา เหมาะกับผู้ที่มีงบจำกัด
3. เข้าใจปัญหาของผู้เรียนไทย
เช่น ปัญหาการออกเสียง “r” กับ “l” หรือการใช้ tense ที่ซับซ้อน ครูไทยมักมีเทคนิคแก้ไขเฉพาะ
ข้อเสียของการเรียนกับครูไทย
1. ไม่ได้สำเนียงเจ้าของภาษาแท้ ๆ
แม้ว่าครูไทยบางคนจะสำเนียงดี แต่ก็ยังไม่เหมือนการเรียนกับ Native Speaker โดยตรง
2. บางครั้งเน้นทฤษฎีมากเกินไป
บางคอร์สอาจสอนเน้นแกรมมาร์หรือการท่องจำมากกว่าการใช้งานจริง
เปรียบเทียบแบบชัดเจน — ครูไทย vs เจ้าของภาษา
| หัวข้อ | เรียนกับครูไทย ✅ | เรียนกับเจ้าของภาษา ✅ |
|---|---|---|
| การออกเสียง | ใกล้เคียง แต่ไม่เป๊ะ | ได้สำเนียงแท้ ๆ |
| การอธิบายแกรมมาร์ | เข้าใจง่าย เพราะอธิบายเป็นไทย | ยากกว่า โดยเฉพาะผู้เริ่มต้น |
| ค่าเรียน | ถูกกว่า | แพงกว่า |
| การเข้าใจปัญหาคนไทย | เข้าใจดี | เข้าใจยากกว่า |
| ความมั่นใจในการพูด | ต้องฝึกเพิ่ม | ได้ฝึกจริงกับเจ้าของภาษา |
แล้วควรเลือกแบบไหนดี?
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและระดับของคุณ
- ถ้าเป็น ผู้เริ่มต้น (Beginner) → ครูไทยอาจเหมาะกว่า เพราะช่วยอธิบายโครงสร้างและแก้ปัญหาเบื้องต้นได้ชัดเจน
- ถ้าอยู่ในระดับ กลาง–สูง (Intermediate–Advanced) → ควรเรียนกับเจ้าของภาษา เพื่อปรับสำเนียงและฝึกการใช้จริง
- หรือจะ ผสมผสาน (Hybrid Learning) → เริ่มจากครูไทยเพื่อปูพื้นฐาน แล้วต่อด้วยเจ้าของภาษาเพื่อฝึกการสื่อสารจริง
ประสบการณ์จากผู้เรียนจริง
- คุณเอ (พนักงานบริษัท): “ตอนแรกเรียนกับครูไทย ทำให้เข้าใจแกรมมาร์ชัด แต่พอเปลี่ยนมาเรียนกับเจ้าของภาษา รู้สึกมั่นใจเวลาพูดกับลูกค้าต่างชาติมากขึ้น”
- คุณบี (นักศึกษา): “เรียนกับ Native Teacher ตอนแรกยาก ฟังไม่ออก แต่พอเรียนต่อเนื่อง 3 เดือน รู้สึกว่าฟังซีรีส์อังกฤษเข้าใจขึ้น”
ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th
Microsoft ชี้ ไทยกำลังไต่ขึ้นบนแผนที่เอไอโลก จากผู้ใช้สู่ผู้สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

- Microsoft ชี้ว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตของการใช้งาน AI สูงสุดของเอเชีย เปลี่ยนผ่านจากช่วงทดลองสู่การนำสร้างผลลัพธ์จริง
- การใช้งาน AI ในไทยเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ใช้เครื่องมือพื้นฐาน ไปสู่การนำ AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานทางธุรกิจ และการพัฒนาซอฟต์แวร์
- ไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาค ความท้าทายคือ การพัฒนาทักษะแรงงาน
การแข่งขันด้านเอไอของโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่แข่งขันกันพัฒนาโมเดลให้มีความสามารถสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สู่ยุคที่คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีเอไอที่ฉลาดที่สุด แต่เป็นประเทศใด องค์กรใด หรือเศรษฐกิจใด ที่สามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปสร้างมูลค่าได้จริงมากที่สุด
ในช่วงแรกของกระแส Generative AI ความสนใจส่วนใหญ่มุ่งไปที่ศักยภาพของโมเดลใหม่ๆ ที่สามารถสร้างข้อความ ภาพ หรือเขียนโปรแกรมได้ใกล้เคียงมนุษย์ แต่เมื่อเทคโนโลยีเริ่มถูกใช้งานจริงในภาคธุรกิจ การศึกษา และภาครัฐ การแข่งขันจึงเริ่มขยับจากสนามของนวัตกรรมไปสู่สนามของการประยุกต์ใช้
ข้อมูลจากรายงาน Global AI Diffusion ไตรมาสแรกปี 2569 ของไมโครซอฟท์ พบว่า เอเชียกำลังก้าวขึ้นมาเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตของการใช้งานเอไอรวดเร็วที่สุดในโลก และประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังถูกจับตามอง
เควิน ไวต์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาการข้อมูล และการสร้างภาพข้อมูลของ Microsoft AI for Good Lab ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจ ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากช่วงของการทดลองใช้เทคโนโลยี ไปสู่ช่วงที่องค์กร และภาคส่วนต่างๆ เริ่มนำเอไอมาใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ และสังคมที่จับต้องได้
เอเชียกลายเป็นพื้นที่เติบโตสำคัญของเอไอ
ข้อมูลของไมโครซอฟท์ระบุว่า 12 จาก 15 ประเทศที่มีอัตราการเติบโตของการใช้งานเอไอสูงที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2568 อยู่ในภูมิภาคเอเชีย ทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม และไทย
สำหรับประเทศไทย อัตราการใช้งานเอไอเพิ่มขึ้นจาก 9.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เป็น 12.4% ในไตรมาสแรกของปี 2569 แม้ตัวเลขดังกล่าวยังต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว แต่ถือว่าเติบโตในอัตราที่ค่อนข้างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
เควินอธิบายว่า ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาของโมเดลเอไอที่สามารถเข้าใจภาษาในท้องถิ่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม
ที่ผ่านมา ระบบเอไอจำนวนมากถูกพัฒนาบนข้อมูลภาษาอังกฤษเป็นหลัก ส่งผลให้ผู้ใช้งานในประเทศที่ใช้ภาษาอื่นอาจเผชิญข้อจำกัดด้านคุณภาพ และความแม่นยำ แต่เมื่อเทคโนโลยีสามารถประมวลผลภาษาในแต่ละภูมิภาคได้ดีขึ้น อุปสรรคดังกล่าวจึงเริ่มลดลง และทำให้ผู้คนเข้าถึงการใช้งานได้ง่ายขึ้น
นอกจากเรื่องภาษาแล้ว ประเทศไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในวงกว้าง อัตราการใช้สมาร์ตโฟนในระดับสูง และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัลอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม เควินมองว่าการวัดผลจากจำนวนผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ รูปแบบการใช้งานที่กำลังเปลี่ยนแปลง
จากเดิมที่เอไอมักถูกใช้ในฐานะแชตบอตหรือเครื่องมือค้นหาข้อมูล ปัจจุบันองค์กรจำนวนมากเริ่มนำเอไอเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดทำเอกสาร การให้บริการลูกค้า และการช่วยตัดสินใจทางธุรกิจ
“สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่แค่คนใช้เอไอมากขึ้น แต่เป็นการที่เอไอเริ่มเข้าไปอยู่ในงานจริง” เขากล่าว
เอไอเปลี่ยนวิธีสร้างซอฟต์แวร์
หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนคือ การพัฒนาซอฟต์แวร์
รายงานของไมโครซอฟท์ระบุว่า เครื่องมือช่วยเขียนโคดด้วยเอไอกำลังเปลี่ยนกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลก โดยจำนวนโครงการใหม่บน GitHub เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กิจกรรมการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้เอไอช่วยก็เติบโตอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลในรายงานพบว่า จำนวนคำขอรวมโคดเข้าสู่ระบบหลักที่เกี่ยวข้องกับเอไอเอเจนต์บน GitHub เพิ่มขึ้นจากประมาณ 83,000 ครั้งในเดือนพฤษภาคม 2568 เป็นมากกว่า 2.3 ล้านครั้งในเดือนมีนาคม 2569 หรือเพิ่มขึ้นราว 28 เท่าภายในเวลา 10 เดือน
เควินมองว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจดิจิทัล
เมื่อการพัฒนาซอฟต์แวร์ทำได้รวดเร็วขึ้น ต้นทุนการสร้างผลิตภัณฑ์ดิจิทัลก็ลดลง องค์กรสามารถทดลองแนวคิดใหม่ เปิดตัวบริการใหม่ และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ได้บ่อยขึ้น
ในอดีต การสร้างแอปพลิเคชันหรือระบบดิจิทัลอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี แต่ปัจจุบันเอไอสามารถช่วยในหลายขั้นตอน ตั้งแต่การเขียนโคด การทดสอบระบบ ไปจนถึงการตรวจสอบข้อผิดพลาด
ขณะเดียวกัน การเติบโตของเทคโนโลยีก็ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับผลกระทบต่อการจ้างงาน โดยเฉพาะในสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานความรู้ และงานด้านดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม รายงานของไมโครซอฟท์ระบุว่า จำนวนผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ในสหรัฐอเมริกายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์ประมาณ 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.5% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ข้อมูลช่วงต้นปี 2569 ยังสะท้อนแนวโน้มการเติบโตของการจ้างงานในสาขาดังกล่าว
เควิน กล่าวว่า เมื่อเทคโนโลยีช่วยเพิ่มผลิตภาพในการทำงาน ต้นทุนการพัฒนาซอฟต์แวร์จะลดลง และอาจส่งผลให้องค์กรสามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ได้มากขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความต้องการแรงงานในรูปแบบใหม่ตามมา
จากธุรกิจสู่การแก้ปัญหาสาธารณะ
นอกเหนือจากการใช้งานในภาคธุรกิจ AI for Good Lab ยังทำงานด้านการนำเอไอมาใช้แก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม
เควินมองว่า ประเทศไทยมีหลายประเด็นที่เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถเข้ามามีบทบาทได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การรับมือภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือการวางแผนเมือง
เขาอธิบายว่า ปัจจุบันมีข้อมูลจำนวนมหาศาลจากดาวเทียม สถานีตรวจวัดสภาพอากาศ เซนเซอร์ และระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ความท้าทายสำคัญคือ การนำข้อมูลเหล่านั้นมาแปลงเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง
เอไอจึงถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก ค้นหารูปแบบที่ซ่อนอยู่ และช่วยคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต เช่น การประเมินพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม การคาดการณ์ผลกระทบจากสภาพอากาศรุนแรง หรือการวิเคราะห์รูปแบบการจราจรในเมือง
“เอไอมีคุณค่ามากที่สุดเมื่อช่วยให้ผู้คนตัดสินใจได้ดีขึ้น” เควิน กล่าว
โจทย์สำคัญคือ การพัฒนาทักษะคน
แม้ประเทศไทยยังไม่ใช่ประเทศผู้นำด้านเอไอในระดับโลก แต่เควินมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านเอไอของภูมิภาคอาเซียน
ปัจจัยสนับสนุนไม่ได้มีเพียงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลหรือการลงทุนจากภาคเอกชน แต่ยังรวมถึงประชากรที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ และภาคธุรกิจที่เริ่มมองเห็นประโยชน์ของการนำเอไอไปใช้งาน
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญในระยะต่อไปอาจไม่ใช่เรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องการพัฒนาทักษะของแรงงานให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เขามองว่า ประเทศที่สามารถพัฒนาทักษะดิจิทัลของประชากรได้รวดเร็วกว่า จะมีโอกาสสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากเอไอได้มากกว่าเช่นกัน
ในมุมมองของเควิน การแข่งขันด้านเอไอในทศวรรษหน้าอาจไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีโมเดลที่ก้าวหน้าที่สุด แต่จะวัดกันที่ความสามารถในการนำเทคโนโลยีไปสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจ และสังคมได้มากเพียงใด
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ประเทศไทยจึงกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากการเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่การแสวงหาวิธีใช้เอไอเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แก้ปัญหาสาธารณะ และพัฒนาขีดความสามารถของแรงงานในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
5 อาหารสีม่วง “ต้านแก่” กระตุ้นสร้าง “คอลลาเจน” เคล็ดลับชะลอวัยจากภายใน

5 อาหารสีม่วง ราชาชะลอวัย เสริมการกระตุ้นสร้างคอลลาเจน ต่อต้านริ้วรอย เคล็ดลับชะลอวัยจากภายใน
เมื่อพูดถึง คอลลาเจน หลายคนมักนึกถึงอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์ราคาแพง แต่ความจริงแล้วร่างกายสามารถสร้างคอลลาเจนได้เอง หากได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะโปรตีน วิตามินซี และแร่ธาตุบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
ข้อมูลจาก Harvard T.H. Chan School of Public Health ระบุว่า คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่มีมากที่สุดในร่างกาย และอาหารทั้งจากพืชและสัตว์สามารถให้สารตั้งต้นที่ร่างกายนำไปใช้สร้างคอลลาเจนได้ ขณะที่วิตามินซีเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องใช้ในการสร้างคอลลาเจน จึงไม่จำเป็นต้องมองหาอาหารเสริมเพียงอย่างเดียวเสมอไป
ทำไมอาหารสีม่วงจึงน่าสนใจต่อผิว
อาหารสีม่วงหลายชนิดมีสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นรงควัตถุ หรือ สารสี ธรรมชาติในพืชสีแดง ม่วง น้ำเงิน และดำ ข้อมูลจาก Cleveland Clinic ระบุว่า แอนโทไซยานินอยู่ในกลุ่มฟลาโวนอยด์ และมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระในเซลล์
อย่างไรก็ตาม อาหารสีม่วงไม่ได้ทำให้ผิวเด้งหรือเพิ่มคอลลาเจนทันทีแบบปาฏิหาริย์ แต่การกินอาหารหลากสีเป็นประจำ ร่วมกับโปรตีนเพียงพอ พักผ่อนดี และหลีกเลี่ยงแดดจัด สูบบุหรี่ และแอลกอฮอล์มากเกินไป จะช่วยดูแลคอลลาเจนในร่างกายได้ดีกว่า
1. บลูเบอร์รี่ ผลไม้สีม่วงน้ำเงินที่เด่นเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระ
บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ขนาดเล็กที่ขึ้นชื่อเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระ สีม่วงอมน้ำเงินของบลูเบอร์รี่มาจากแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารกลุ่มเดียวกับที่พบในผลไม้สีเข้มหลายชนิด
นอกจากสารพฤกษเคมีแล้ว บลูเบอร์รี่ยังมีวิตามินซีในปริมาณหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย วิธีที่เหมาะคือกินเป็นผลสดหรือแช่แข็งแบบไม่เติมน้ำตาล ใส่โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ข้าวโอ๊ต หรือกินเป็นมื้อว่างแทนขนมหวาน

2. องุ่นสีม่วง มีโพลีฟีนอลและเรสเวอราทรอล
องุ่นสีม่วงเป็นผลไม้ที่มีสารโพลีฟีนอลหลายชนิด รวมถึงแอนโทไซยานินและเรสเวอราทรอล ซึ่งมักถูกพูดถึงในด้านการต้านอนุมูลอิสระและการอักเสบ การกินองุ่นทั้งผลยังได้ใยอาหารและน้ำ ช่วยเพิ่มความสดชื่นได้ดี
หากต้องการกินเพื่อสุขภาพ ควรเลือกองุ่นสด ล้างให้สะอาด และกินในปริมาณพอดีมากกว่าดื่มน้ำองุ่นหรือน้ำผลไม้หวาน เพราะการกินทั้งผลช่วยให้ได้ใยอาหารและลดโอกาสได้รับน้ำตาลมากเกินไป
3. กะหล่ำปลีสีม่วง ผักใยอาหารสูง วิตามินซีเด่น
กะหล่ำปลีสีม่วงเป็นผักที่หาง่ายและนำไปทำอาหารได้หลายแบบ ทั้งสลัด ผัดเร็ว ซุป หรือกินคู่กับเมนูโปรตีนต่าง ๆ จุดเด่นคือมีสีม่วงจากแอนโทไซยานิน และมีวิตามินซีซึ่งเป็นสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอลลาเจน
ข้อมูลจาก Harvard Health Publishing ระบุว่า กะหล่ำปลีมีวิตามินซีสูงและให้พลังงานต่ำ การกินกะหล่ำปลีสีม่วงเป็นประจำจึงช่วยเพิ่มผักในมื้ออาหารได้ดี แต่ควรสลับกับผักชนิดอื่น เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบและหลากหลาย
4. มะเขือม่วง เปลือกสีเข้มมีสารนาซูนิน
มะเขือม่วงเป็นผักที่คนไทยคุ้นเคย และจุดที่น่าสนใจอยู่ที่เปลือกสีม่วงเข้มซึ่งมีนาซูนิน ซึ่งเป็นแอนโทไซยานินชนิดหนึ่ง งานวิจัยที่เผยแพร่ใน PubMed ระบุว่า นาซูนินจากเปลือกมะเขือม่วงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในระดับห้องปฏิบัติการ
การกินมะเขือม่วงให้ได้ประโยชน์ ควรเลือกวิธีปรุงที่ไม่ใช้น้ำมันมาก เช่น ย่าง นึ่ง อบ หรือผัดน้ำมันน้อย เพราะมะเขือม่วงดูดซับน้ำมันได้ง่าย หากนำไปทอดจนชุ่มน้ำมัน อาจทำให้มื้ออาหารมีพลังงานสูงกว่าที่คิด
5. ข้าวเหนียวดำหรือข้าวสีม่วง ทางเลือกจากธัญพืชสีเข้ม
ข้าวเหนียวดำหรือข้าวสีม่วงเป็นธัญพืชที่มีสีเข้มจากสารแอนโทไซยานิน โดยงานทบทวนวิชาการในวารสารที่เผยแพร่ผ่าน Springer ระบุว่า ข้าวดำมีสารโพลีฟีนอลและแอนโทไซยานินสูงกว่าข้าวขาวในหลายการศึกษา
แม้ข้าวสีม่วงจะมีสารอาหารน่าสนใจ แต่ยังเป็นอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต จึงควรกินในปริมาณเหมาะสม เช่น กินสลับกับข้าวกล้องหรือธัญพืชอื่น ๆ และหลีกเลี่ยงเมนูของหวานที่เติมกะทิ น้ำตาล หรือท็อปปิงมากเกินไป
อยากให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน ต้องกินมากกว่าอาหารสีม่วง
อาหารสีม่วงช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้มื้ออาหารได้ แต่การสร้างคอลลาเจนไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารกลุ่มนี้เพียงอย่างเดียว ร่างกายยังต้องการโปรตีนที่ให้กรดอะมิโนจำเป็น รวมถึงวิตามินซี สังกะสี ทองแดง และพลังงานที่เพียงพอ
ตัวอย่างอาหารที่ช่วยเติมองค์ประกอบเหล่านี้ ได้แก่ ปลา ไข่ เต้าหู้ ถั่ว เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ผักและผลไม้หลากสี ธัญพืชไม่ขัดสี และถั่วเปลือกแข็งในปริมาณพอดี การกินครบและสมดุลจึงสำคัญกว่าการเลือกกินอาหารสีม่วงชนิดเดียวซ้ำ ๆ
พฤติกรรมที่ทำให้คอลลาเจนเสื่อมเร็ว ควรระวัง
Harvard T.H. Chan School of Public Health ระบุว่า ร่างกายสร้างคอลลาเจนลดลงตามวัย และปัจจัยอย่างการโดนแดดมากเกินไป การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มาก พักผ่อนไม่เพียงพอ และไม่ออกกำลังกาย อาจทำให้คอลลาเจนเสื่อมเร็วขึ้นได้
ดังนั้น หากอยากดูแลผิวจากภายใน ควรกินอาหารหลากหลาย ดื่มน้ำให้พอ นอนให้เพียงพอ ทากันแดดเป็นประจำ และลดพฤติกรรมทำร้ายผิว เพราะอาหารอย่างเดียวไม่สามารถชดเชยไลฟ์สไตล์ที่ทำลายคอลลาเจนได้ทั้งหมด
สรุป อาหารสีม่วงช่วยคอลลาเจนได้แค่ไหน
บลูเบอร์รี่ องุ่นสีม่วง กะหล่ำปลีสีม่วง มะเขือม่วง และข้าวเหนียวดำ เป็นอาหารสีม่วงที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย จึงเหมาะนำมาเพิ่มในเมนูประจำวันเพื่อดูแลสุขภาพผิวโดยรวม
แต่ไม่ควรมองว่าอาหารเหล่านี้เป็นตัวเร่งคอลลาเจนแบบเห็นผลทันที สิ่งที่ยั่งยืนกว่าคือการกินครบหมู่ โปรตีนพอ วิตามินซีพอ พักผ่อนดี และป้องกันแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ เพราะการดูแลคอลลาเจนต้องเริ่มจากทั้งอาหารและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันร่วมกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 17/6/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 66,600.00 | 66,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,305.00 | 65,263.80 | 67,600.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,874.50 | 58,737.42 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,444.00 | 52,211.04 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,937.25 | 29,368.71 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,506.75 | 22,842.33 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,461.14 | 67,630.88 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 17/6/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 40.35 | 40.35 | 40.85 | 40.35 | 40.35 | 40.35 | 40.35 | 40.35 | 40.35 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 39.98 | 39.98 | 40.48 | 39.98 | 39.98 | 39.98 | 39.98 | 39.98 | 39.98 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 35.35 | 35.35 | 35.85 | 35.35 | – | 35.35 | 35.35 | 35.35 | 35.35 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.29 | 31.29 | – | – | – | – | – | – | 31.29 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 50.99 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 50.99 |
| เบนซิน 95 | 49.94 | – | – | 53.41 | – | 50.44 | 50.09 | – | 49.94 |
| ดีเซล | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 | 38.80 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 54.25 | 54.25 | 49.84 | 54.25 | – | – | – | – | 54.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







