สาระน่ารู้ประจำวันที่ 19 สิงหาคม 2569

PROUD โชว์กำไร Q2 โต 314% รับโอน ROMM Convent หนุนรายได้ 1,729 ล้านบาท

  • PROUD ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 ที่ 106 ล้านบาท เติบโตขึ้น 314% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • การเติบโตมีปัจจัยหลักมาจากการเริ่มโอนกรรมสิทธิ์โครงการ “รมย์ คอนแวนต์” (ROMM Convent) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
  • ส่งผลให้ฐานะทางการเงินแข็งแกร่งขึ้น โดยอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E) ลดลงเหลือ 1.1 เท่า
  • บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ในมือมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ต่อเนื่องถึงปี 2571

บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 106 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 314% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 25 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 1,729 ล้านบาท รับแรงหนุนจากการเริ่มโอนกรรมสิทธิ์โครงการ รมย์ คอนแวนต์ (ROMM Convent) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประกอบกับการทยอยโอนโครงการ เวหา หัวหิน (VEHHA Hua Hin) อย่างต่อเนื่อง

นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 2,994 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 161 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 90 ล้านบาท โดยการเติบโตมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากโครงการที่บริษัทพัฒนาเอง หลัง ROMM Convent เริ่มโอนกรรมสิทธิ์ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่ VEHHA Hua Hin ยังมีการโอนกรรมสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง

การรับรู้รายได้จากทั้ง 2 โครงการส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากโครงการที่บริษัทพัฒนาเองเพิ่มขึ้น และช่วยยกระดับความสามารถในการทำกำไร โดยในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทมี อัตรากำไรสุทธิ 6.2% เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 1.2% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

นอกจากการเติบโตของรายได้แล้ว PROUD ยังให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนการพัฒนาโครงการ การวางแผนลงทุน และการควบคุมคุณภาพตั้งแต่ขั้นตอนก่อสร้าง รวมถึงการบริหารค่าใช้จ่ายและต้นทุนทางการเงิน ส่งผลให้การเติบโตของกำไรไม่ได้มาจากยอดโอนเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารโครงการและโครงสร้างต้นทุนของบริษัท

ตลาดอสังหาฯ ยังเปราะบาง PROUD เน้นสร้างความแตกต่าง

การเติบโตของ PROUD เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า ในไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวนและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 11.2% และ 3.1% ตามลำดับ แต่ในด้านการเปิดโครงการใหม่ยังมีสัญญาณชะลอตัว โดยใบอนุญาตจัดสรรที่ดินลดลง 45.7% และใบอนุญาตก่อสร้างลดลง 50.2%

บริษัทจึงมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มากกว่าการแข่งขันด้วยราคาและปริมาณ โดยใช้กลยุทธ์ Wellness Real Estate เป็นหนึ่งในจุดสร้างความแตกต่างของแบรนด์ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากขึ้น

ภายใต้แนวคิด “ALL IS WELL – เพื่อชีวิตดีที่ยั่งยืน” PROUD นำเรื่องสุขภาพเข้ามาเป็นองค์ประกอบของการพัฒนาโครงการ ทั้งด้านการออกแบบ เทคโนโลยี บริการสุขภาพและไลฟ์สไตล์ รวมถึงการทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านสุขภาพ เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่แตกต่างจากโครงการทั่วไป

Backlog 4 พันล้าน จ่อรับรู้รายได้ถึงปี 2571

PROUD มียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ หรือ Backlog มูลค่ารวม 4,008 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ตั้งแต่ปี 2569 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571 ถือเป็นฐานรายได้ล่วงหน้าที่ช่วยรองรับการเติบโตในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน ฐานะทางการเงินของบริษัทปรับตัวดีขึ้น โดย PROUD สามารถลดอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ IBD/E ลงเหลือ 1.1 เท่า จาก 1.9 เท่า ณ สิ้นปี 2568 สะท้อนการลดภาระหนี้ลงอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยลดแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงิน

บริษัทระบุว่า การมีโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่งขึ้น ประกอบกับกระแสเงินสดที่อยู่ในระดับที่ดี จะช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับการขยายธุรกิจและเปิดทางให้บริษัทสามารถพัฒนาโครงการใหม่ได้เมื่อพบโอกาสลงทุนที่เหมาะสม

ครึ่งปีหลังเร่งโอน ROMM Convent ดันรายได้ต่อเนื่อง

สำหรับแนวโน้มครึ่งหลังปี 2569 PROUD คาดว่าผลการดำเนินงานจะยังมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสำคัญจากการเร่งโอนกรรมสิทธิ์โครงการ ROMM Convent รวมถึงการทยอยรับรู้รายได้จาก Backlog ที่มีอยู่ในมือ ขณะที่บริษัทจะยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุน กระแสเงินสด และโครงสร้างเงินทุนอย่างรอบคอบ

นายพสุ กล่าวว่า แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ แต่บริษัทเชื่อว่าการมี Backlog ที่มีคุณภาพ ประกอบกับการบริหารฐานะทางการเงินอย่างมีวินัย จะช่วยรองรับการเติบโตในช่วงที่เหลือของปี

ทั้งนี้ PROUD ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ Wellness Real Estate เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับโครงการและตอบโจทย์การอยู่อาศัยยุคใหม่ พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายการเป็น World-Class Wellness Real Estate Developer ในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมีคุณภาพควบคู่กับการรักษาความแข็งแกร่งของฐานะการเงินและการเลือกลงทุนอย่างเหมาะสม

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


คอนโดมือสองฮอต จ่ายต่ำกว่า3เท่า คนไทย-นักลงทุน-ต่างชาติกว้านทำเลงาม

  • คอนโดมือสองในทำเลใจกลางเมืองมีราคาถูกกว่าโครงการใหม่ถึง 3 เท่า แต่ให้พื้นที่ใช้สอยที่ใหญ่กว่า
  • เป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้ซื้อหลากหลาย ทั้งคนไทยซึ่งเป็นผู้ซื้อหลัก นักลงทุน และชาวต่างชาติ
  • เทรนด์การซื้อคอนโดเก่ามารีโนเวตกำลังได้รับความนิยม เพราะคุ้มค่ากว่าการซื้อห้องใหม่ที่มีขนาดเล็กลง

เมื่อคอนโดมิเนียมมือหนึ่งแพงเกินเอื้อม! สวนทางขนาดห้องที่เล็กลง ตลาดที่หลายคนเคยมองข้ามอย่าง “คอนโดมือสอง” กำลังกลับมาเป็นพระเอกของวงการอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง ไม่ใช่เพราะราคาถูกกว่าเพียงอย่างเดียว แต่เพราะ “ความคุ้มค่า” เป็นคำตอบของทั้งผู้อยู่อาศัย นักลงทุน และผู้ซื้อชาวต่างชาติ ในวันที่ทุกตารางเมตรมีมูลค่า และทุกการตัดสินใจต้องคิดให้มากกว่าเดิม

ประภาพร บุญขจรกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซาวิลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดคอนโดไทยเดินมาถึงจุดที่ราคาคอนโดเปิดใหม่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทำเลใจกลางเมืองอย่างสุขุมวิท สาทร สีลม ทองหล่อ  ราคาขายใหม่แตะระดับ 180,000-250,000 บาทต่อตารางเมตร กลายเป็นเรื่องปกติ!

แต่สิ่งที่หายไปกลับเป็น “พื้นที่ใช้สอย”คอนโด 1 ห้องนอน ในอดีตเคยมีขนาด 55-60 ตารางเมตร แต่ปัจจุบันหลายโครงการเหลือเพียง 30-35 ตารางเมตร ขณะที่ราคากลับสูงกว่าเดิมหลายเท่า นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้ซื้อจำนวนมากเริ่มย้อนกลับมามอง “ตลาดรีเซล” ไม่ใช่เพราะไม่มีเงินซื้อของใหม่ แต่เพราะเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อได้พื้นที่น้อยกว่า

พื้นที่ใหญ่-ทำเลเดิม แต่ราคาถูกกว่า

ประภาพร อธิบายว่า ความได้เปรียบของคอนโดมือสองไม่ได้อยู่ที่อายุอาคารแต่อยู่ที่ “Value per Square Meter” ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ทำเล “ทองหล่อ” ปัจจุบันคอนโดเปิดใหม่มีราคามากกว่า 200,000 บาทต่อตารางเมตร แต่คอนโดรุ่นก่อนหลายโครงการยังซื้อขายกันเพียง 60,000-80,000 บาทต่อตารางเมตร หรือ ถูกกว่า 3 เท่า!

สิ่งที่ผู้ซื้อได้รับ คือห้องขนาด 100 ตารางเมตรขึ้นไป ในทำเลเดียวกัน หลายครอบครัว จึงเลือกความคุ้มค่าแทนที่การซื้อห้องใหม่ราคาแพงและขนาดห้องลดลงครึ่งหนึ่ง
 

“รีโนเวต” เทรนด์มาแรง

สอดคล้องกับเทรนด์ที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน คือการซื้อคอนโดเก่ามารีโนเวตเพราะแม้อาคารจะมีอายุ 20-30 ปี แต่หากนิติบุคคลดูแลดี โครงสร้างแข็งแรง อยู่ในทำเลศูนย์กลางธุรกิจ หรือ CBD (Central Business District) ก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสูง หลายโครงการมีห้องขนาด 100-150 ตารางเมตร ซึ่งแทบหาไม่ได้แล้วในตลาดใหม่ 

“ผู้ซื้อจึงยอมลงทุนรีโนเวตอีกก้อน แลกกับพื้นที่ใช้สอยที่มากกว่า และต้นทุนรวมที่ยังต่ำกว่าการซื้อคอนโดเปิดใหม่ ตลาดนี้จึงได้รับความนิยมในกลุ่มMid to High-End ที่มีงบประมาณราว 10 ล้านบาทขึ้นไป”

แม้ผู้พัฒนาโครงการหลายรายจะออกแคมเปญลดราคาหนัก บางโครงการลดจากระดับ 180,000 บาทต่อตารางเมตร เหลือประมาณ 120,000 บาทต่อตารางเมตร จนสามารถขายหมดหลายร้อยยูนิตภายในไม่กี่วัน! 

แต่แม้จะลดแรงเพียงใดก็ยังแข่งขันกับคอนโดมือสองบางประเภทได้ยากเพราะรีเซลขาย “พื้นที่” ไม่ใช่แค่ “ราคา” ผู้ซื้อจำนวนมากจึงเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า หากมีงบ 18 ล้านบาท ซื้อคอนโดใหม่อาจได้พื้นที่เพียง 60 ตารางเมตร แต่ถ้าเป็นคอนโดรีเซลในทำเลเดียวกัน อาจได้พื้นที่เกิน 100 ตารางเมตร ความต่างนี้กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างชัดเจน

คนไทยครองตลาดรีเซล ต่างชาติต่อราคาหนัก

แม้ “ตลาดต่างชาติ” จะกลับเข้ามา แต่กำลังซื้อหลักของตลาดรีเซลยังเป็นคนไทย สัดส่วน 70% ต่างชาติ 30% โดยกลุ่มต่างชาติที่ซื้อรีเซลมักมองหา ทำเลสุขุมวิท สีลม สาทร และเลือกห้องขนาดใหญ่ 2-3 ห้องนอน งบประมาณเกิน 10 ล้านบาท เพราะมองว่าทำเลเหล่านี้มีทั้งศักยภาพในการอยู่อาศัยและลงทุนระยะยาว

อย่างไรก็ดี นายหน้าหลายรายสะท้อนตรงกันว่าลูกค้าต่างชาติ “บางสัญชาติ” มีพฤติกรรมต่อรองราคาค่อนข้างหนัก บางครั้งเปิดข้อเสนอที่ต่ำกว่าราคาขายหลายล้านบาท ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการเจรจาที่ต้องการเริ่มต้นจากราคาต่ำที่สุดก่อน ทำให้ผู้ขายต้องเตรียมกลยุทธ์การตั้งราคา และเผื่อพื้นที่สำหรับการต่อรองมากกว่าการขายให้คนไทย

 ผู้ซื้อไม่ได้ดูแค่อาคารเน้น “นิติบุคคล”

อีกปัจจัยที่มีอิทธิพลมากขึ้น คือความน่าเชื่อถือของนิติบุคคลในยุคที่ข่าวหลอกโอนเงินจองคอนโดเกิดขึ้นบ่อย ผู้ซื้อจำนวนมากเลือกติดต่อผ่านนิติบุคคล หรือ บริษัทบริหารอาคารที่ดูแลโครงการโดยตรง เพราะเชื่อมั่นว่ามีข้อมูลเจ้าของห้องจริง ลดความเสี่ยงการถูกหลอก และช่วยอำนวยความสะดวกทั้งการซื้อ ขาย และปล่อยเช่าความไว้วางใจจึงกลายเป็น “สินทรัพย์” อีกประเภทหนึ่งของตลาดรีเซล

“คอนโดมือสองไม่ได้เป็นเพียงตลาดของคนอยู่อาศัย แต่ยังเป็นตลาดของนักลงทุน หลายโครงการในย่าน CBD ราคาปรับขึ้นมากกว่า 100% จากวันเปิดขาย สาเหตุสำคัญคือราคาเปิดตัวในอดีตยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเวลาผ่านไป ทำเลพัฒนา ระบบขนส่งครบ และซัพพลายใหม่มีจำกัดราคาจึงค่อยๆ ปรับขึ้นตามศักยภาพของพื้นที่ทำให้ผู้ซื้อยุคแรกได้รับ Capital Gain จำนวนมาก”

จากตัวเลือกกลายเป็น “คำตอบ”

ในอดีต คอนโดมือสองอาจถูกมองว่าเป็นทางเลือกของคนที่มีงบจำกัดแต่วันนี้ ภาพนั้นเปลี่ยนไปแล้วผู้ซื้อจำนวนมากเลือก “รีเซล” ไม่ใช่เพราะซื้อของใหม่ไม่ได้แต่เพราะคำนวณแล้วว่า “คุ้มกว่า” เมื่อราคาคอนโดใหม่เดินหน้าเร็วกว่ารายได้ ขณะที่พื้นที่ใช้สอยลดลงทุกปีคอนโดมือสองจึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัย การลงทุน และการสร้างมูลค่าในระยะยาว 

บางทีพระเอกของตลาดอสังหาริมทรัพย์รอบใหม่ อาจไม่ใช่โครงการเปิดตัวล่าสุด แต่อาจเป็นคอนโดที่สร้างมาแล้ว 20 ปี ในทำเลที่ไม่มีวันสร้างใหม่ได้อีก

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทวันนี้ 19 ส.ค.69 อ่อนแตะ 33.14 บาท ดอลลาร์แข็ง-ทองคำร่วง

  • เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าลง แตะระดับ 33.12-33.14 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
  • ปัจจัยหลักมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ และแรงกดดันจากราคาทองคำที่ปรับตัวลดลง
  • ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่กดดันค่าเงิน
  • นักลงทุนจับตารายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในคืนนี้ เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยเงินบาทเช้านี้อ่อนค่าที่ 33.12-33.14 บาทต่อดอลลาร์ ตามแรงแข็งค่าของดอลลาร์และแรงกดดันจากราคาทองคำ ขณะที่ความตึงเครียดตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง เบรนท์จ่อ 92 ดอลลาร์ จับตารายงานประชุมเฟดคืนนี้ คาดเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.05-33.20 บาท ขณะที่กรุงไทยมองกรอบ 24 ชั่วโมงที่ 33.00-33.30 บาท

บาทอ่อนตามภูมิภาค ดอลลาร์ได้แรงซื้อคืน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ประมาณ 33.12-33.14 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงเช้าวันนี้ (08.45 น.) อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.07 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียปรับตัวอ่อนค่าลง ท่ามกลางแรงหนุนของเงินดอลลาร์ที่ทยอยฟื้นตัวจากแรงซื้อคืนเพื่อปรับโพสิชัน ขณะที่ตลาดรอติดตามสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จากรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะเปิดเผยในคืนนี้ 

อีกปัจจัยที่ตลาดให้ความสำคัญคือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะท่าทีที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ต่อสถานะการเปิดช่องแคบฮอร์มุซและการเดินเรือเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ช่วงเช้าเข้าใกล้ระดับ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินกรอบเงินบาทวันนี้ที่ 33.05-33.20 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ กระแสเงินทุนต่างชาติ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานการประชุมเฟดวันที่ 28-29 กรกฎาคม

กรุงไทยชี้บาทถูกกดดันจากทองคำร่วง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ 33.11 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.07 บาทต่อดอลลาร์ โดยช่วงคืนที่ผ่านมาเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 33.03-33.14 บาทต่อดอลลาร์ ตามการทยอยแข็งค่าของเงินดอลลาร์และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของดอลลาร์ยังถูกจำกัดจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาดในหลายรายการ โดยเฉพาะตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนกรกฎาคมที่ขยายตัวเพียง 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ต่ำกว่าที่ตลาดคาด

เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันจากราคาทองคำที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง หลังไม่สามารถยืนเหนือระดับ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ โดยแรงขายทองคำส่วนหนึ่งมาจากการปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยง หลังหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor ปรับตัวลงแรง ขณะที่แรงซื้อ Buy on Dip และความกังวลต่อฐานะการคลังและหนี้สาธารณะของประเทศเศรษฐกิจหลักยังเป็นปัจจัยช่วยพยุงราคาทองคำไว้

ตลาดหุ้นปิดรับความเสี่ยง หุ้น AI-Semiconductor ถูกเทขาย

บรรยากาศตลาดการเงินโลกยังอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดว่าจะอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

ขณะที่บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงยังสร้างแรงกดดันต่อหุ้นเทคโนโลยีและหุ้น Growth โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor โดย Micron ร่วง 7% ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 0.22% ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.69% และ Nasdaq Composite ดิ่งลง 1.33%

ตลาดหุ้นยุโรปก็เผชิญแรงขายเช่นเดียวกัน โดย STOXX 600 ลดลง 0.69% ขณะที่ ASML ร่วง 4.9% จากแรงขายหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor อย่างไรก็ดี หุ้นพลังงานและ Healthcare ยังได้รับแรงซื้อ โดย Shell เพิ่มขึ้น 1.6%

บอนด์ยีลด์สูง หนุนจังหวะสะสมพันธบัตรระยะยาว

สำหรับตลาดพันธบัตร บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ปรับตัวลงมาที่ระดับ 4.70% จากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาด และแรงซื้อพันธบัตรระยะยาวหลังบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา

กรุงไทยยังคงมุมมองว่า นักลงทุนสามารถทยอยสะสมพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ และไทย เนื่องจากประเมินว่าเฟดมีโอกาสคงดอกเบี้ยตลอดปี 2569 ก่อนทยอยลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2570 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า

ทั้งนี้ บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ที่อยู่เหนือระดับ 4.70% ถือว่าอยู่ในระดับสูงและมีส่วนรองรับความเสี่ยง หากเฟดกลับมาขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 2-3 ครั้ง โดยจากการทำ Sensitivity Analysis หากเกิดกรณีดังกล่าว บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ อาจปรับเพิ่มขึ้นอีกราว 40 จุดเบสิกพอยต์จากระดับปัจจุบัน

จับตา FOMC Minutes ชี้ทิศทางดอลลาร์และเงินบาท

ด้านตลาดค่าเงิน ดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นตามภาวะปิดรับความเสี่ยงและความกังวลตะวันออกกลาง แต่การแข็งค่าถูกจำกัดจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสานและบอนด์ยีลด์ 10 ปีที่ย่อตัวลง ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ขยับขึ้นบริเวณ 99.7 จุด

สำหรับปัจจัยสำคัญในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ตลาดจะจับตารายงานการประชุม FOMC ล่าสุดในช่วงประมาณ 01.00 น. ของเช้าวันพฤหัสบดีตามเวลาไทย รวมถึงผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 20 ปี ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ระยะยาว

ขณะที่ยุโรปจะมีการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนกรกฎาคมของอังกฤษและยูโรโซน รวมถึงถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่วนเอเชียต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ซึ่งตลาดส่วนใหญ่คาดว่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 5.75%

กรุงไทยมองเงินบาทยังมี Two-way Risk

นายพูนระบุว่า แนวโน้มเงินบาทระยะสั้นยังมีความเสี่ยงทั้งสองด้าน (Two-way Risk) ขึ้นอยู่กับการปรับมุมมองของนักลงทุนต่อทิศทางนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งจะขึ้นกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

ในระยะสั้น เงินบาทยังมีโอกาสเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินและแรงขายหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นเอเชียและค่าเงินภูมิภาค

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของดอลลาร์อาจถูกจำกัด เนื่องจากนักลงทุนรอปัจจัยใหม่ ทั้งรายงาน FOMC Minutes ถ้อยแถลงของประธานเฟดในการประชุม Jackson Hole Symposium วันที่ 27-29 สิงหาคม รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ปลายเดือนนี้ และ CPI สหรัฐฯ ในช่วงกลางเดือนกันยายน ก่อนการประชุม FOMC เดือนกันยายน

ทั้งนี้ หากข้อมูลเงินเฟ้อและเศรษฐกิจยุโรปออกมาอ่อนแอกว่าคาด จนตลาดลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ BOE และ ECB อาจกดดันเงินปอนด์และยูโรให้อ่อนค่าลง และเป็นแรงหนุนเพิ่มเติมต่อดอลลาร์

แนวโน้มเทคนิคชี้บาทยังมีโอกาสกลับมาแข็งค่า

ในเชิงเทคนิค กรุงไทยมองว่าเงินบาทที่เคยแข็งค่าทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน ทำให้หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ในกรอบเวลารายวัน เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหวแบบ Sideways

หากเงินบาทสามารถกลับมาแข็งค่าทะลุแนวรับสำคัญที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจนในกรอบเวลารายสัปดาห์ จะเป็นสัญญาณให้ปรับมุมมองว่าเงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าอีกครั้ง

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า กรุงไทยประเมินไว้ที่ 33.00-33.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยระยะสั้นยังต้องจับตาความผันผวนจากทิศทางดอลลาร์ ราคาทองคำ ฟันด์โฟลว์ และสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


โดดน้ำดึง “โค้ชไบ” คืนวงการ ช่วยติว 2 นักกีฬาไทยลุย “เอเชียนเกมส์ 2026” ที่ญี่ปุ่น

โดดน้ำดึง ”โค้ชไบ“ หรือ ไบ๋ เจียน ผิง อดีตผู้ฝึกสอนกระโดดน้ำทีมชาติไทยชาวจีน คืนวงการ ช่วยติว 2 นักกีฬาไทยลุย “เอเชียนเกมส์ 2026” ที่ญี่ปุ่น

ความเคลื่อนไหวทีมกระโดดน้ำทีมชาติไทย เตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 ล่าสุดได้ “โค้ชไบ๋” หรือ ไบ๋ เจียน ผิง อดีตผู้ฝึกสอนกระโดดน้ำทีมชาติไทยชาวจีน เข้ามาช่วยฝึกซ้อมนักกีฬาไทย 2 ราย เพื่อปรับท่าให้มีความแข็งแรง พร้อมเก็บรายละเอียดและเพิ่มความสมบูรณ์แบบของแต่ละท่ามากยิ่งขึ้น

สุชาติ พิชิ หัวหน้าผู้ฝึกสอนกระโดดน้ำทีมชาติไทย เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้เสนอสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทยของบประมาณ เพื่อนำนักกีฬาเตรียมทีมเอเชียนเกมส์ 2 คน ได้แก่ ธิติภูมิ มากสิน และ ชวัลวัฒน์ จันทผดาวัลย์ เดินทางไปเก็บตัวฝึกซ้อมที่ประเทศจีน แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงมีการปรับแผนมาเป็นการเชิญผู้ฝึกสอนชาวจีนมาช่วยฝึกซ้อมนักกีฬาในประเทศไทย

สำหรับผู้ที่เข้ามาช่วยงานครั้งนี้คือ “โค้ชไบ๋” ไบ๋ เจียน ผิง ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยมาก่อน โดยเข้ามาช่วยดูรายละเอียดของท่ากระโดดน้ำ เสริมเทคนิค และเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับนักกีฬาทั้ง 2 คน ซึ่งถือเป็นนักกีฬาระดับแนวหน้าของไทย

อย่างไรก็ตาม นักกีฬาทั้งสองรายต้องปรับตัวพอสมควรกับรูปแบบการฝึกซ้อมของโค้ชไบ๋ เนื่องจากมีความเข้มข้นและหนักกว่าการฝึกซ้อมในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ฝ่ายกีฬากระโดดน้ำยังได้เชิญโค้ชไบ๋ไปให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์แก่แคมป์ทีมชาติไทยชุดเยาวชน ที่ศูนย์กีฬาทางน้ำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต อีกด้วย

ส่วนโอกาสที่จะว่าจ้างโค้ชไบ๋เข้ามาทำหน้าที่แบบถาวรนั้น ขณะนี้ยังไม่มีความเป็นไปได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านสภาพร่างกายที่อาจไม่เอื้ออำนวยต่อการทำหน้าที่คุมทีมในระยะยาว แต่หากเป็นการเข้ามาช่วยทีมแบบเฉพาะกิจ ยังมีความเป็นไปได้ในอนาคต

ด้าน ไบ๋ เจียน ผิง กล่าวว่า วงการกระโดดน้ำไทยมีนักกีฬาที่มีความสามารถและศักยภาพ แต่สิ่งที่ยังขาดคืออุปกรณ์สำหรับการฝึกซ้อมที่ได้มาตรฐานระดับสากล หากต้องการยกระดับศักยภาพของนักกีฬาไทยอย่างรวดเร็ว การเดินทางไปฝึกซ้อมที่ประเทศจีน ซึ่งมีอุปกรณ์และสถานที่ที่ได้มาตรฐาน จะช่วยพัฒนานักกีฬาได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยมีอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานสำหรับการฝึกซ้อมเพิ่มขึ้น ตนก็ไม่มีปัญหาที่จะเข้ามาช่วยฝึกซ้อมในประเทศไทย เพียงแต่ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในเรื่องดังกล่าว พร้อมยอมรับว่านักกีฬาไทยมีความสามารถ หากได้รับการสนับสนุนด้านอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม ก็เชื่อว่าจะสามารถพัฒนาเป็นทีมที่แข็งแกร่งได้

สำหรับ ไบ๋ เจียน ผิง เคยเป็นนักกีฬากระโดดน้ำเยาวชนทีมชาติจีน ก่อนก้าวเข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกสอน และเคยทำหน้าที่เป็นโค้ชกระโดดน้ำทีมชาติไทย โดยเป็นผู้วางรากฐานและพัฒนา สุชาติ พิชิ จนก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬาระดับเอเชียและโอลิมปิกเกมส์

หลังจากแยกทางกับประเทศไทย โค้ชไบ๋ เดินทางไปทำหน้าที่คุมทีมชาติกระโดดน้ำเม็กซิโกในปี 2005 ก่อนสร้างผลงานสำคัญด้วยการพาทีมเม็กซิโกคว้า เหรียญทองแดงโอลิมปิกเกมส์ 2008 มาได้

การกลับมาช่วยทีมกระโดดน้ำไทยในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญในการยกระดับรายละเอียดด้านเทคนิคและเสริมความพร้อมให้นักกีฬาไทย ก่อนเข้าสู่ภารกิจใหญ่ในศึกเอเชียนเกมส์ 2026

ขอบคุณข้อมูลจาก thairath.co.th


14-31 ปี พิจารณาให้ ‘วัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มที่ 3’ วิจัยพบช่องว่างภูมิคุ้มกันสูง

  • ผลการวิจัยพบช่องว่างภูมิคุ้มกันโรคหัดในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเฉพาะช่วงอายุ 14-31 ปี ที่มีระดับภูมิคุ้มกันต่ำเพียง 27-46%
  • มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้พิจารณาการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มที่ 3 (MCV3) ในประชากรกลุ่มอายุ 10-40 ปี เพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว
  • กลุ่มประชากรอายุมากกว่า 40 ปี มีระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคหัดสูงกว่า 95% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อโดยธรรมชาติในอดีต
  • นอกจากการพิจารณาวัคซีนเข็มที่ 3 ยังมีข้อเสนอให้เร่งรัดการฉีดวัคซีน 2 เข็มแรกในเด็กให้ครอบคลุมไม่ต่ำกว่า 95% ตามเป้าหมาย

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มูลนิธิป้าทองคำ และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดผลวิจัยเรื่อง “การประเมินปรับปรุงแนวทางการให้วัคซีนหัด โดยอาศัยผลสำรวจภูมิคุ้มกันในประชากรไทย” มุ่งสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในการกวาดล้างโรคหัดของประเทศไทย

ประสานความร่วมมือวิจัย

รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า พันธกิจสำคัญของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คือการขับเคลื่อนงานวิจัยที่ไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง แต่ต้องเป็นเข็มทิศทางวิชาการที่สามารถนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตสุขภาพ ดังเช่นความสำเร็จของงานวิจัยนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การดูแลชีวิตคนไทยต้องอาศัยข้อมูลที่ชัดเจนและหลักฐานเชิงประจักษ์ งานวิจัยชิ้นนี้จะเป็นตัวอย่างรูปธรรมของการวิจัยเชิงระบบ ที่จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลในการตัดสินใจ นำไปสู่การวางแผนเชิงนโยบายที่แม่นยำ คุ้มค่า และนำพาประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมาย ‘ไทยไร้โรคหัด’ ได้อย่างยั่งยืน

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า การดูแลสุขภาพของคนไทยต้องอาศัยข้อมูลที่รอบด้านและแม่นยำ ซึ่งกรณีโรคหัดเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ แต่ยังพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในเด็กเล็กและประชากรที่มีภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอ ทั้ง ๆ ที่การรักษาระดับภูมิคุ้มกันให้เพียงพอ ทำได้โดยการฉีดวัคซีน เพื่อปกป้องตนเอง และปกป้องไม่ให้เกิดการระบาดของโรค ส่วนประเทศไทย แม้ว่าจะดำเนินโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคหัดมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการกำจัดโรคหัดได้

สวรส.จึงสนับสนุนงานวิจัยเรื่องการประเมินและปรับปรุงแนวทางการให้วัคซีนหัดโดยอาศัยผลสำรวจภูมิคุ้มกันในประชากรไทย เพื่อหาคำตอบว่าจริง ๆ แล้ว ภูมิคุ้มกันโรคหัดของประชากรในแต่ละช่วงอายุเป็นอย่างไร มีช่องว่างอยู่ที่ใด และมาตรการที่ใช้อยู่เพียงพอต่อสถานการณ์ทางระบาดวิทยาในปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ นับเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการกำจัดโรคหัดให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทยอย่างยั่งยืน

“การกำจัดโรคหัดไม่ได้เกิดจากมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานนโยบาย นักวิจัย ระบบบริการสุขภาพ ห้องปฏิบัติการ บุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ และประชาชน ซึ่งบทบาทของ สวรส. คือเชื่อมงานวิจัย นโยบาย และการปฏิบัติ ให้เป็นกระบวนการเดียวกัน เพื่อให้ทุกการตัดสินใจที่มีผลต่อประชาชนตั้งอยู่บนหลักฐานที่ดีที่สุด” นพ.ศุภกิจกล่าว 

รุกเป้าวัคซีนครอบคลุมไม่ต่ำกว่า 95 %

ภก.อภิชัย พจน์เลิศอรุณ รองผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวถึงนโยบายแผนงานการให้วัคซีนหัดว่า กรมควบคุมโรคมุ่งมั่นนำประเทศไทยสู่เป้าหมายการกำจัดโรคหัดและหัดเยอรมันตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีน MMR ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงในเข็มที่ 1 (MMR1) ฉีดในเด็กไทยทุกคนเมื่ออายุ 9 เดือน และเข็มที่ 2 (MMR2) ฉีดในเด็กไทยทุกคนเมื่ออายุ 2 ปี 6 เดือน ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 95 % ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ผ่านมาตรการเชิงรุก ได้แก่ กำหนดแนวทางเร่งรัดติดตามการให้วัคซีน MMR แก่กลุ่มเด็กตกหล่น การเฝ้าระวังและสอบสวนโรคอย่างรวดเร็วภายใน 48 ชั่วโมงเมื่อเกิดการระบาด การเชื่อมโยงฐานข้อมูลวัคซีนรายบุคคล การสร้างความเชื่อมั่นในการรับวัคซีน และการบูรณาการความร่วมมือร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกระดับ เพื่อร่วมกันติดตามดูแลและลดอัตราการเจ็บป่วยเสียชีวิตจากโรคหัดอย่างยั่งยืน

กลุ่มอายุ 14-31 ปี ช่องว่างภูมิคุ้มกันสูง

ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า คุณค่าสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ คือช่วยให้เห็น ‘ช่องว่างของภูมิคุ้มกันโรคหัด’ ในประชากรไทยชัดเจนขึ้น โดยจากการศึกษาตัวอย่างซีรัมจำนวน 3,675 ตัวอย่าง พบว่ามีความชุกของผู้ที่มีระดับภูมิคุ้มกันป้องกันโรคหัดโดยรวมอยู่ที่ 61.3 % และกลุ่มที่เห็นช่องว่างภูมิคุ้มกันชัดเจนที่สุด คือ วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 14-31 ปี

แนวทางในการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ สามารถทำได้หลายรูปแบบ อาทิ นำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยข้อเสนอสำคัญจากงานวิจัย คือ การพิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มที่ 3 (MCV3) ในประชากรกลุ่มอายุ 10-40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบช่องว่างภูมิคุ้มกัน

 พร้อมเสนอให้บูรณาการเข้ากับระบบวัคซีนในวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ เช่น ในสถานศึกษา มหาวิทยาลัย หรือสถานประกอบการ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและลดต้นทุนการดำเนินงาน นำไปใช้ในการออกแบบมาตรการของระบบบริการสุขภาพ โดยในระหว่างรอการตัดสินใจเชิงนโยบายเรื่องวัคซีนเข็มที่ 3 สิ่งที่สามารถทำควบคู่กันได้ คือการเร่งเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีนตามปกติ

โดยเฉพาะวัคซีนเข็มที่ 2 รวมถึงการทำมาตรการติดตามฉีดกระตุ้นแบบมุ่งเป้าในกลุ่มหรือพื้นที่ที่ความครอบคลุมต่ำ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นำไปใช้ในการพัฒนาระบบข้อมูลและระบบเฝ้าระวัง โดยพัฒนาระบบทะเบียนวัคซีนอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงและตรวจสอบได้ ตลอดจนการพัฒนาระบบเฝ้าระวังระดับภูมิคุ้มกัน เพื่อติดตามช่องว่างภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่อง

สวรส. ได้ส่งต่อข้อมูลงานวิจัยชิ้นนี้ให้กับกรมควบคุมโรค เพื่อนำไปใช้ประกอบการวิเคราะห์สถานการณ์โรคหัดของไทย ประเมินความครอบคลุมของวัคซีน และกำหนดแนวทางเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคหัดในระดับประเทศเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการกำจัดโรคหัดได้อย่างยั่งยืนต่อไป

คนอายุมากกว่า 40 ปี มีภูมิสูงกว่า 95 %

ด้าน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยหลัก เปิดเผยผลวิจัยเชิงลึกว่า โรคหัดติดต่อได้ง่ายมาก แม้ไทยจะมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง และมีความครอบคลุมเข็มแรกมากกว่า 90% แต่ความครอบคลุมเข็มที่ 2 ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ 95% ประกอบกับอุปสรรคจากโควิด 19 ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเลื่อนเป้าหมายการกำจัดโรคหัดไปเป็นปี พ.ศ. 2569

งานวิจัยนี้จึงได้ทำการสำรวจตัวอย่างเลือดประชากรทุกกลุ่มอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 80 ปี รวมจังหวัดละประมาณ 900 คน จาก 4 จังหวัดที่เป็นตัวแทนภูมิภาค ได้แก่ อุตรดิตถ์ พระนครศรีอยุธยา บุรีรัมย์ และตรัง ผลการศึกษา พบว่า ระดับภูมิคุ้มกันต่ออายุมีลักษณะเป็นโค้งรูปตัว U (U-shaped Curve)

  • ประชากรอายุมากกว่า 40 ปี มีภูมิสูงกว่า 95 % จากการติดเชื้อตามธรรมชาติ
  • ขณะที่กลุ่มอายุ 14-31 ปี (เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2528-2551) มีระดับภูมิคุ้มกันต่ำเพียง 27-46 % เนื่องจากระดับภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลงตามระยะเวลา

สอดคล้องกับสถิติระดับประเทศที่พบผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป ระดับภูมิคุ้มกันของประชากรไทยในปัจจุบันยังต่ำกว่าค่าระดับภูมิคุ้มกันหมู่ที่จำเป็นต่อการหยุดยั้งการแพร่เชื้อโรคหัด และความไวต่อการติดเชื้อที่สูงในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ บ่งชี้ว่าการได้รับวัคซีนตามกำหนดปกติ 2 เข็มอาจไม่เพียงพอภายใต้บริบททางระบาดวิทยาปัจจุบัน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


คำคมภาษาอังกฤษ รวมประโยคฮีลใจและสร้างแรงบันดาลใจให้ชีวิต

เคยไหมครับที่บางวันรู้สึกหมดไฟ หรือต้องการกำลังใจสั้นๆ เพื่อให้ก้าวต่อไปได้? บางครั้งประโยคภาษาไทยอาจจะสื่อสารได้ตรงใจ แต่การใช้ คำคมภาษาอังกฤษ มักจะให้ความรู้สึกที่ลึกซึ้งและดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบครับ นอกจากจะช่วยปลอบประโลมจิตใจแล้ว การอ่านคำคมยังเป็นหนึ่งในวิธีที่สนุกที่สุดในการสะสมคลังคำศัพท์และสำนวนใหม่ๆ ที่หาไม่ได้ในตำราเรียนทั่วไปอีกด้วย

วันนี้ EngDuo Thailand ได้รวบรวมเหล่าคำคมที่คัดสรรมาแล้วว่าความหมายดีเยี่ยม ครอบคลุมทุกความรู้สึก ตั้งแต่เรื่องความรัก การทำงาน ไปจนถึงการให้กำลังใจตัวเองในวันที่ท้อแท้ รับรองว่านอกจากจะได้พลังงานบวกแล้ว คุณยังจะได้เทคนิคการใช้ภาษาอังกฤษที่ดูแพงและเป็นธรรมชาติไปใช้ในชีวิตประจำวันแน่นอนครับ

ทำไม คำคมภาษาอังกฤษ ถึงมีพลังต่อความรู้สึกและการเรียนรู้

คำคมภาษาอังกฤษ มักจะถูกกลั่นกรองมาจากประสบการณ์ชีวิตของนักคิด นักเขียน หรือบุคคลสำคัญระดับโลก ทำให้ประโยคเหล่านั้นมีความคมคายและสื่อถึงความจริงสากลที่คนทุกวัฒนธรรมเข้าถึงได้ การที่เราอ่านประโยคเหล่านี้ซ้ำๆ จะช่วยให้สมองจดจำโครงสร้างประโยค (Sentence Structures) ได้โดยอัตโนมัติ ทำให้การเรียนรู้ภาษาอังกฤษไม่ใชเรื่องน่าเบื่ออีกต่อไปครับ

ในแง่ของจิตวิทยา การใช้คำคมภาษาอังกฤษยังช่วยสร้างทัศนคติเชิงบวก (Growth Mindset) ได้ดีมาก เพราะคำศัพท์ที่ใช้มักจะเป็นคำที่ให้พลังงานสูง เมื่อเรานำไปตั้งเป็นแคปชั่นหรือจดไว้ในสมุดบันทึก มันจะทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจเล็กๆ ที่ช่วยให้เรามีสติและมีแรงฮึดในทุกๆ วันครับ

คำคมภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับความรักที่อบอุ่นหัวใจ

ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามและมีหลากหลายแง่มุมครับ คำคมภาษาอังกฤษ ที่เกี่ยวกับความรักมักจะใช้ภาษาที่ละเมียดละไม เช่น Love is not about how much you say I love you, but how much you can prove that it is true. ประโยคนี้เตือนใจเราว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูดเสมอ เป็นวิธีสื่อสารที่ดูเป็นผู้ใหญ่และมั่นคงครับ

สำหรับคนที่กำลังแอบชอบหรืออยู่ในความสัมพันธ์ การเลือกใช้ประโยคอย่าง You are my sunshine ในวันธรรมดาๆ จะช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับคู่สนทนาได้ทันทีครับ การใช้คำขยายที่เรียบง่ายแต่จริงใจคือเสน่ห์ของการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อความรักที่ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดเสมอมา

คำคมภาษาอังกฤษ สำหรับคนทำงานที่ต้องการพลังใจ

ในวันที่งานหนักหรือเจออุปสรรคถาโถม การมี คำคมภาษาอังกฤษ ดีๆ สักประโยคบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อาจจะช่วยเปลี่ยนอารมณ์ของคุณได้ครับ ประโยคอย่าง Believe you can and you are halfway there ของ Theodore Roosevelt ยังคงเป็นคลาสสิกที่ใช้ได้ผลเสมอ เพราะความเชื่อมั่นคือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จทุกอย่างครับ

ประโยคเด็ดเรื่องความสำเร็จที่คุณต้องจำ

ความสำเร็จไม่ได้มาจากการโชคดีครับ แต่มันมาจากความพยายามที่ไม่หยุดหย่อน ประโยคที่ว่า Success is the sum of small efforts, repeated day in and day out สื่อถึงวินัยในการทำงานได้ดีเยี่ยมที่สุด หากคุณต้องการสื่อสารถึงความมุ่งมั่นในที่ทำงาน การใช้สำนวนที่เน้นความสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณดูเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงครับ

คำคมสั้นๆ สำหรับสายมินิมอล

บางครั้งความน้อยคือความมากครับ คำคมภาษาอังกฤษ สั้นๆ เพียง 2-3 คำสามารถสื่อความหมายได้ครอบจักรวาล เช่น Keep it simple หรือ Be yourself ประโยคเหล่านี้เหมาะมากสำหรับตั้งเป็น Bio ในโซเชียลมีเดีย เพราะนอกจากจะเท่แล้ว ยังบอกตัวตนของคุณได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องพูดเยอะครับ

คำคมภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับการก้าวข้ามอุปสรรค

อุปสรรคคือครูที่ดีที่สุดครับ คำคมอย่าง Tough times never last, but tough people do ช่วยเตือนสติว่าความยากลำบากนั้นอยู่กับเราไม่นาน แต่ความแข็งแกร่งที่เราได้จากมันจะอยู่กับเราตลอดไป การเรียนรู้ภาษาอังกฤษก็เช่นกันครับ ช่วงแรกอาจจะยาก แต่ความพยายามจะทำให้คุณกลายเป็นนักสื่อสารที่ยอดเยี่ยมครับ

การเริ่มต้นใหม่คือโอกาสที่สวยงามเสมอ

อย่ากลัวที่จะเริ่มใหม่ครับ เพราะทุกครั้งที่เริ่มต้น เราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เราเริ่มจากประสบการณ์ ประโยคที่ว่า Every sunset is an opportunity to reset สื่อถึงความหวังในวันพรุ่งนี้ได้เป็นอย่างดี เป็นคำคมภาษาอังกฤษที่ให้พลังใจในวันที่เราอาจจะทำผิดพลาดไป เพื่อให้เรากลับมาฮึดสู้อีกครั้งครับ

วิธีการนำ คำคมภาษาอังกฤษ ไปใช้พัฒนาทักษะการพูด

การเรียนรู้จากคำคมไม่ใช่แค่การอ่านผ่านๆ ครับ แต่คือการนำมาใช้งานจริงเพื่อให้ลิ้นของเราคุ้นเคยกับสำเนียงและจังหวะการพูดแบบเจ้าของภาษา ลองเลือกคำคมที่โดนใจที่สุดมาสัก 3 ประโยคแล้วลองพูดหน้ากระจกทุกเช้าดูครับ วิธีนี้จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการออกเสียง (Pronunciation) ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ฝึกออกเสียงตามประโยคที่ชอบ

การเลียนแบบเสียง (Shadowing) จากคลิปวิดีโอที่มี คำคมภาษาอังกฤษ จะช่วยให้คุณเข้าใจเรื่องการเน้นหนักเบาของคำ (Word Stress) ได้ดีขึ้น ลองสังเกตว่าเจ้าของภาษาเว้นวรรคตรงไหน และใส่อารมณ์ลงไปในคำไหนบ้าง จะทำให้การพูดของคุณดูมีเสน่ห์และดึงดูดใจผู้ฟังมากขึ้นครับ

จดบันทึกคำศัพท์จากคำคม

ในคำคมมักจะมีคำศัพท์ระดับสูงหรือสำนวน (Idioms) ที่น่าสนใจซ่อนอยู่ครับ การจดคำศัพท์เหล่านั้นพร้อมบริบทการใช้งานจะช่วยให้คุณจดจำได้แม่นยำกว่าการท่องจำเป็นคำๆ การมีสมุดบันทึกคำคมส่วนตัวจะกลายเป็นขุมทรัพย์ความรู้ภาษาอังกฤษที่คุณสามารถหยิบมาใช้ได้ทุกครั้งที่ต้องการครับ

ตารางรวมคำคมระดับตำนานและความหมาย

เพื่อให้คุณเลือกนำไปใช้งานได้ง่ายขึ้น ผมได้รวบรวม คำคมภาษาอังกฤษ ที่ทรงพลังและมีความหมายลึกซึ้งแยกตามหมวดหมู่มาให้ในตารางด้านล่างนี้ครับ

หมวดหมู่ (Category)คำคมภาษาอังกฤษ (English Quote)คำแปล/ความหมาย (Meaning)
การใช้ชีวิตLife is short, make it sweet.ชีวิตมันสั้น จงทำให้มันงดงามและมีความสุข
แรงบันดาลใจEverything you can imagine is real.ทุกอย่างที่คุณจินตนาการได้ มันสามารถเป็นจริงได้
ความสำเร็จDon’t stop until you’re proud.อย่าหยุดจนกว่าคุณจะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง
ความรักLove starts with a smile.ความรักเริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม
ความล้มเหลวFailure is the opportunity to begin again.ความล้มเหลวคือโอกาสในการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
ความกล้าหาญCourage is being scared and doing it anyway.ความกล้าคือการที่คุณกลัวแต่ก็ยังลงมือทำมันอยู่ดี

มารยาทการนำคำคมของบุคคลสำคัญไปใช้

การแชร์ คำคมภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ในแง่ของมารยาทและความถูกต้อง (EEAT) เราควรระบุชื่อผู้พูด (Credit) เสมอหากทราบชื่อบุคคลนั้น การให้เกียรติเจ้าของความคิดไม่เพียงแต่แสดงถึงความรอบรู้ของคุณ แต่ยังช่วยให้ผู้รับสารสามารถไปสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดของบุคคลนั้นๆ ได้อย่างถูกต้องครับ

เทคนิคการแปลคำคมไม่ให้เสียความหมายเดิม

การแปลคำคมจากอังกฤษเป็นไทยไม่ใช่การแปลคำต่อคำครับ แต่เป็นการแปล “อารมณ์” (Sense) ของประโยค บางครั้งคำในภาษาอังกฤษอาจจะเรียบง่ายแต่มีความหมายแฝงที่ลึกซึ้ง การทำความเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมจะช่วยให้คุณแปลออกมาได้สละสลวยและเข้าถึงใจคนอ่านได้มากที่สุดครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ คำคมภาษาอังกฤษ

เราควรเลือกคำคมที่ยาวหรือสั้นในการตั้งแคปชั่นดี?
ขึ้นอยู่กับความต้องการครับ หากต้องการความเท่แบบมินิมอล คำคมสั้นๆ 3-5 คำจะดูโดดเด่นกว่า แต่ถ้าต้องการเล่าเรื่องราวที่กินใจ คำคมที่ยาวขึ้นจะช่วยสื่อสารอารมณ์ได้ดีกว่าครับ

การใช้คำคมภาษาอังกฤษในอีเมลธุรกิจทำได้หรือไม่?
ทำได้ครับ โดยเฉพาะในส่วนท้ายของอีเมลหรือในสไลด์พรีเซนต์งานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับทีม แต่ควรเลือกคำคมที่ดูเป็นมืออาชีพและเกี่ยวข้องกับเป้าหมายของงานครับ

เราสามารถแต่งคำคมภาษาอังกฤษขึ้นมาเองได้ไหม?
ได้แน่นอนครับ! การแต่งประโยคที่สะท้อนความคิดของคุณเองคือการฝึกภาษาอังกฤษที่ดีที่สุด ลองใช้โครงสร้างประโยคง่ายๆ ที่คุณเรียนรู้มา แล้วขัดเกลาคำศัพท์ให้ดูน่าสนใจขึ้นครับ

คำคมที่มีคำแสลง (Slang) ควรนำมาใช้เมื่อไหร่?
ควรใช้ในบริบทที่ไม่เป็นทางการ เช่น การพูดคุยกับเพื่อนสนิทหรือลงในโซเชียลมีเดียส่วนตัว เพราะคำแสลงจะช่วยให้คุณดูเป็นกันเองและทันสมัยครับ

จะรู้ได้อย่างไรว่าคำแปลของคำคมนั้นถูกต้อง?
แนะนำให้ตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาครับ เพราะคำคมบางประโยคมีความหมายแฝงทางวัฒนธรรมที่การแปลตรงตัวอาจจะทำให้ความหมายผิดเพี้ยนไปได้ครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


เปิดขั้นตอนลงทะเบียนรับสิทธิ์ TH-AI Passport โควต้า 5 ล้านคน ได้ใช้ AI ตัวโปรฟรี 1 ปี

  • โครงการ TH-AI Passport เปิดให้คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ลงทะเบียนรับสิทธิ์ตั้งแต่วันนี้ผ่านเว็บไซต์ de.aipass.net ก่อนเริ่มใช้งานจริง 31 ส.ค. 2569
  • รัฐบาลสนับสนุนค่าบริการ AI ระดับโปรในอัตรา 24.70 บาทต่อคนต่อเดือน สำหรับผู้ใช้งานระดับ Innovator ที่มีการใช้งานจริงตามเงื่อนไขของโครงการ
  • แพลตฟอร์ม AiPASS รวบรวมโมเดล AI ชั้นนำกว่า 30 โมเดลจาก 14 ผู้พัฒนา เช่น GPT, Claude, Gemini รวมถึงโมเดลภาษาไทย Pathumma LLM ไว้ในที่เดียว
  • โครงการตั้งเป้าส่งเสริมทักษะ AI ให้คนไทย 5 ล้านคน ครอบคลุมทุกกลุ่ม เพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจ และการนำไปใช้งานจริง
  • นอกจากเครื่องมือ AI ยังมีหลักสูตรให้เรียนรู้กว่า 96 หลักสูตรจากพันธมิตรระดับโลก เพื่อพัฒนาทักษะและปลดล็อกสิทธิ์การใช้งาน AI ในระดับที่สูงขึ้น

รายงานข่าวจาก วันนี้ (19 ส.ค.) สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สดช. ภายใต้สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เปิดให้ประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ลงทะเบียนรับสิทธิ์ เข้าร่วมโครงการ TH-AI Passport (ทีเอช-เอไอ พาสปอร์ต) เป็นวันแรกผ่านเว็บไซต์ de.aipass.net เพื่อสมัคร ยืนยันตัวตน และสร้างบัญชีสำหรับเข้าใช้งาน AiPASS ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ AI ภายใต้โครงการ ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569

พร้อมกันนี้ สดช. ยืนยันว่า โครงการดำเนินงานด้วยระบบชำระค่าบริการตามจำนวนผู้ใช้งานจริง หรือ Pay Per Active User โดยภาครัฐจะชำระค่าบริการเฉพาะผู้ใช้งานระดับ Innovator ที่มีการใช้งานจริงตามเงื่อนไขของโครงการ ในอัตรา 24.70 บาท ต่อคนต่อเดือน เพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณสอดคล้องกับการใช้งานและประโยชน์ที่ประชาชนได้รับอย่างสูงสุด

โครงการ TH-AI Passport ตั้งเป้ารองรับประชาชนสูงสุด 5 ล้านคน ครอบคลุมนักเรียน นักศึกษา บุคลากรภาครัฐ ประชาชนทั่วไป และผู้ประกอบการ โดยมุ่งเปิดโอกาสให้ผู้เริ่มต้นและผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ด้าน AI สามารถเข้าถึงเครื่องมือ ทดลองใช้งาน และพัฒนาทักษะได้อย่างเป็นลำดับ แม้ไม่มีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีมาก่อน

โดยขั้นตอนการลงทะเบียน เริ่มจาก 1)เข้าเว็บไซต์ de.aipass.net ผ่านเบราว์เซอร์ในโหมดปกติ 2) สมัครหรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชี Google, Microsoft หรือ Apple 3) กรอกข้อมูลและยอมรับข้อกำหนดการเข้าร่วมโครงการ  4) ยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ทางรัฐหรือ ThaiD ตามขั้นตอนที่ปรากฏบนหน้าจอ และ 5) เมื่อยืนยันตัวตนสำเร็จ ระบบจะสร้างบัญชี AiPASS เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ การเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569

สดช.ระบุว่า แนวทางดังกล่าวมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนเรียนรู้พื้นฐานการใช้ AI ทำความเข้าใจคุณสมบัติของแต่ละโมเดล และเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษา การทำงาน และการประกอบธุรกิจ อันเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับความรู้ความเข้าใจด้าน AI (AI Literacy) ควบคู่กับการส่งเสริมการนำ AI มาใช้งานจริง (AI Adoption) ตลอดจนสนับสนุนการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โดยแพลตฟอร์ม AiPASS ได้รวบรวมโมเดล AI จากผู้พัฒนาชั้นนำกว่า 14 ราย รวมมากกว่า 30 โมเดลไว้ในแพลตฟอร์มเดียว อาทิ GPT 5.6, Claude Opus 5, Gemini 3.1 Pro, Grok 4.3, Sonar Deep Research, GPT Image 2, Nano Banana Pro, Seedance 2.0, Lyria 3 Pro และ Pathumma LLM ของไทย เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้โมเดลให้เหมาะกับงานได้อย่างหลากหลาย

AiPASS จะนำโมเดลที่พัฒนาภายใต้โครงการ ThaiLLM มาให้บริการบนแพลตฟอร์ม อาทิ Pathumma LLM ซึ่งได้รับการติดตั้งและให้บริการภายในประเทศไทย บนโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีของ NVIDIA เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงโมเดลภาษาไทยที่มีประสิทธิภาพและเข้าใจบริบทของไทยได้อย่างมั่นใจ

นอกจากการเข้าถึงเครื่องมือ AI แล้ว AiPASS ยังมุ่งสร้างทักษะที่นำไปใช้ได้จริงภายใต้แนวคิด  Learn Earn Plern ผ่านหลักสูตรด้าน AI กว่า 96 หลักสูตร พร้อมองค์ความรู้และหลักสูตรจากพันธมิตรระดับโลก ได้แก่ Google for Education, Microsoft Elevate และ OpenAI

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานการใช้งานจนถึงขั้นสูง เมื่อเรียนจบตามเงื่อนไขจะได้รับประกาศนียบัตรพร้อมสะสมคะแนนเพื่อปลดล็อกสิทธิ์เข้าถึงโมเดล AI ระดับ Pro และพัฒนาสู่ระดับผู้สร้างสรรค์ หรือ Innovator โดย NVIDIA จะทยอยนำเสนอหลักสูตรเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายโอกาสให้แก่นักพัฒนาไทยในการเข้าถึงหลักสูตร AI จาก NVIDIA Deep Learning Institute เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะในการใช้เทคโนโลยีล่าสุดของ NVIDIA

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


กิน “กล้วย” ทุกวันช่วยลดความดันไหม? ผลไม้ใกล้ตัวที่มีประโยชน์กว่าที่คิด

การกิน “กล้วย” ช่วยดูแลความดันโลหิตได้ เพราะกล้วยเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียม ซึ่งมีส่วนช่วยควบคุมสมดุลโซเดียมและของเหลวในร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงความดันโลหิตสูง ควรกินกล้วยควบคู่กับการลดเค็มและดูแลอาหารโดยรวม

3 เหตุผลที่กล้วยอาจช่วยดูแลความดันโลหิต

1. ช่วยให้ร่างกายขับโซเดียม

การกินโซเดียมมากเกินไปเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ขณะที่โพแทสเซียมมีส่วนช่วยให้ไตขับโซเดียมออกจากร่างกาย จึงช่วยรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย

ดังนั้น การเพิ่มอาหารที่มีโพแทสเซียม เช่น กล้วย เข้าไปในมื้ออาหาร จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการดูแลความดันโลหิตควบคู่กับการลดอาหารเค็ม

2. ช่วยให้หลอดเลือดผ่อนคลาย

โพแทสเซียมมีส่วนช่วยรักษาสมดุลของโซเดียมในร่างกาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของหลอดเลือด เมื่อหลอดเลือดผ่อนคลายมากขึ้น เลือดก็สามารถไหลเวียนได้สะดวกขึ้น และอาจช่วยลดแรงดันที่เกิดขึ้นภายในหลอดเลือด

กล้วยยังมีสารต้านอนุมูลอิสระบางชนิด เช่น คาเทชิน ซึ่งอาจมีส่วนช่วยลดความเครียดออกซิเดชันและการอักเสบที่เกิดขึ้นบริเวณหลอดเลือดได้

3. มีใยอาหารที่ดีต่อลำไส้

กล้วยขนาดกลาง 1 ผล มีใยอาหารประมาณ 3 กรัม ซึ่งนอกจากช่วยเรื่องระบบขับถ่ายแล้ว ยังเป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ได้ด้วย โดยเฉพาะกล้วยที่ยังไม่สุกเต็มที่ซึ่งมีแป้งทนการย่อย หรือ Resistant Starch

งานวิจัยในช่วงหลังเริ่มพบความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพของลำไส้กับความดันโลหิต ดังนั้นการกินอาหารที่มีใยอาหารและช่วยสนับสนุนจุลินทรีย์ในลำไส้จึงอาจเป็นอีกส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพโดยรวม

กินกล้วยทุกวันได้ไหม?

สำหรับคนสุขภาพดีทั่วไป การกินกล้วยวันละ 1 ผลถือว่าทำได้ และเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยเพิ่มโพแทสเซียม ใยอาหาร วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระให้กับร่างกาย แต่ไม่ได้หมายความว่าการกินกล้วยเพียงอย่างเดียวจะสามารถรักษาความดันโลหิตสูงได้

หากต้องการควบคุมความดัน ควรกินอาหารให้หลากหลาย ลดอาหารเค็ม ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ร่วมด้วย

ใครบ้างที่ไม่ควรกินกล้วยมากเกินไป?

แม้กล้วยจะเป็นอาหารที่มีประโยชน์ แต่คนบางกลุ่มอาจต้องระวังการกินอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไต เพราะไตอาจขับโพแทสเซียมออกจากร่างกายได้ไม่ดี ทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงเกินไปและส่งผลต่อหัวใจและกล้ามเนื้อได้

ผู้ที่เป็นเบาหวานก็ควรคำนึงถึงปริมาณกล้วยที่กิน เพราะกล้วยมีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลตามธรรมชาติ ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นได้ การกินคู่กับอาหารที่มีโปรตีนหรือไขมัน เช่น ถั่ว หรือเนยถั่ว อาจช่วยให้ระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหารเปลี่ยนแปลงช้าลง

นอกจากนี้ ผู้ที่รับประทานยาบางชนิดที่อาจทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงขึ้น เช่น ยากลุ่ม ACE inhibitors, ARBs หรือยาขับปัสสาวะบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพิ่มอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงเป็นประจำ

นอกจากกล้วย มีผลไม้อะไรช่วยดูแลความดันอีก?

กล้วยไม่ใช่ผลไม้ชนิดเดียวที่เหมาะกับการดูแลความดันโลหิต ยังมีผลไม้อีกหลายชนิดที่มีสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหลอดเลือด

  • ทับทิม มีสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มโพลีฟีนอล ซึ่งมีงานวิจัยศึกษาความสัมพันธ์กับการลดความดันโลหิต
  • กีวี มีวิตามินซีและสารอาหารหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการสร้างไนตริกออกไซด์ ซึ่งช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว
  • ส้ม มีวิตามินซี ใยอาหาร และโพแทสเซียม เหมาะสำหรับกินเป็นผลไม้ระหว่างวัน
  • เบอร์รี มีสารประกอบจากพืช วิตามิน และแร่ธาตุที่มีส่วนช่วยสนับสนุนสุขภาพของหลอดเลือด

กล้วย เป็นหนึ่งในผลไม้ที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการดูแลความดันโลหิต เพราะมีโพแทสเซียม ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานของหลอดเลือดและสมดุลโซเดียมในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม การกินกล้วยไม่ใช่การรักษาความดันโลหิตสูง และควรดูแลเรื่องอาหารโดยรวมร่วมด้วย โดยเฉพาะการลดเค็ม หากมีโรคไต เป็นเบาหวาน หรือใช้ยาที่มีผลต่อระดับโพแทสเซียม ควรปรึกษาแพทย์ว่าควรกินกล้วยในปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะสม

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 19/8/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a68,100.0068,300.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,402.0066,734.3269,100.00
ทองรูปพรรณ 90%3,961.8060,060.89n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,521.6053,387.46n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,980.9030,030.44n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,540.7023,357.01n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,561.6669,154.77n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 19/8/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9537.6937.6938.1937.6937.6937.6937.6937.6937.69
แก๊สโซฮอล์ 9137.3237.3237.8237.3237.3237.3237.3237.3237.32
แก๊สโซฮอล์ E2032.6932.6932.8932.6932.6932.6932.6932.69
แก๊สโซฮอล์ E8528.6328.6328.63
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7949.2949.8447.79
เบนซิน 9546.6849.2647.1846.8346.68
ดีเซล38.3938.3938.3938.3938.3938.3938.3938.3938.39
ดีเซล B2033.3933.3933.3933.3933.3933.3933.3933.39
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2549.8449.2550.05
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า