วันนี้ (20 เม.ย. 69)’บ้านชาวไทย’เดินหน้าคัดเลือก -จัดสรรสิทธิ ให้กับผู้จองสิทธิ D:CODE SRI NAKARIN ทะลักหมื่นราย

- โครงการ “บ้านชาวไทย” จัดกระบวนการคัดเลือกและจัดสรรสิทธิสำหรับผู้จองโครงการ D:CODE SRI NAKARIN ในวันที่ 20 เมษายน 2569
- การคัดเลือกดำเนินการผ่านระบบคอมพิวเตอร์เพื่อความโปร่งใสและเท่าเทียม โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วนร่วมเป็นสักขีพยาน
- โครงการได้รับความสนใจสูง โดยมีผู้มีสิทธิเข้าร่วมคัดเลือกมากกว่าจำนวนยูนิตถึง 3 เท่า ซึ่งผู้ที่ได้รับการจัดสรรสิทธิต้องผ่านการพิจารณาความสามารถทางการเงินต่อไป
โครงการ “บ้านชาวไทย” ภายใต้การขับเคลื่อนของ กลุ่มบีทีเอส ร่วมกับพันธมิตรภาคธุรกิจและการเงิน กำลังถูกวางตำแหน่งให้เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน โดยมุ่งตอบโจทย์ “การมีบ้านหลังแรก” ที่เข้าถึงได้จริงในทำเลศักยภาพตามแนวรถไฟฟ้า
แนวคิดหลักของโครงการนี้ คือการลดข้อจำกัดด้านรายได้และภาระทางการเงิน ผ่านรูปแบบที่อยู่อาศัยราคาจับต้องได้ ควบคู่กับการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ ช่วยให้การใช้ชีวิตในเมืองมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในแง่เวลาและค่าใช้จ่าย
ขณะนี้ โครงการอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่ขั้นตอน ตรวจสอบสิทธิ์ และจัดสรรสิทธิ สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วม โดยจะมีการพิจารณาคุณสมบัติอย่างเป็นระบบ เพื่อคัดกรองผู้มีสิทธิ์ได้รับโอกาสเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของตนเองอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ในภาพรวม “บ้านชาวไทย” ไม่ได้เป็นเพียงโครงการที่อยู่อาศัย แต่ยังสะท้อนทิศทางการพัฒนาเมืองที่เน้นความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาส สอดรับกับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ และวางรากฐานสู่ความมั่นคงในระยะยาวอย่างยั่งยืน
นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2569 นี้ เวลา 10.00 – 12.00 น. ที่อาคารบีทีเอส วิชันนารี ปาร์ค (BTS Visionary Park) ห้อง Auditorium ชั้น 33 โครงการบ้านชาวไทย (“โครงการฯ”) โดยกลุ่มบริษัทบีทีเอส เตรียมจัดกระบวนการการคัดเลือก และจัดสรรสิทธิ ในโครงการบ้านชาวไทย D:CODE SRI NAKARIN สำหรับผู้ที่ได้จองสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์ www.baan-chaothai.com
ที่ได้ลงทะเบียนไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2569 จนถึงวันปิดลงทะเบียน เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในมาตรฐาน และคุณภาพของโครงการฯ โครงการบ้านชาวไทย D:CODE SRI NAKARIN ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยมียอดผู้ได้รับสิทธิเข้าร่วมกระบวนการคัดเลือกและจัดสรรสิทธิ กว่า 10,000 ราย รวมถึงมีผู้ประสงค์ซื้อด้วยเงินสดเกินครึ่งของของจำนวนยูนิตที่มีอยู่ ด้วยกระแสตอบรับที่ดีมากจากประชาชน จึงทำให้ยอดผู้ได้รับสิทธิเข้าร่วมกระบวนการคัดเลือก และจัดสรรสิทธิ มากกว่าจำนวน ยูนิตที่มีอยู่ 3 เท่าตัว
เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม สกัดการกว้านซื้อทรัพย์สิน และสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงที่อยู่อาศัยตามแนวคิด “สนับสนุนคุณภาพชีวิต เพื่อการอยู่อาศัย” ทางโครงการฯ จึงกำหนดกระบวนการคัดเลือก และจัดสรรสิทธิ อย่างเป็นระบบ โดยดำเนินการภายใต้หลักความโปร่งใส และตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ซึ่งกระบวนการดังกล่าว ได้รับเกียรติจาก นายยอดยิ่ง ชุมแสง ณ อยุธยา อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมซอฟต์แวร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฐานะผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านระบบคอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ ร่วมตรวจสอบระบบการคัดเลือก และจัดสรรสิทธิก่อนเริ่มกระบวนการ
พร้อมกันนี้ ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วนร่วมเป็นสักขีพยาน ได้แก่ ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT, พ.ต.อ.บุญส่ง จันทรีศรี อดีตผู้อำนวยการสำนักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาล, รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และอดีตกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภศิษฏ์ ทวีแจ่มทรัพย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คมน์ พันธรักษ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายศิษย์เก่าสัมพันธ์ คณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สำหรับกระบวนการคัดเลือก และจัดสรรสิทธิการจองฯ ดำเนินด้วยวิธีการคัดสรรผ่านโปรแกรมระบบคอมพิวเตอร์ โดย 1 ท่านจะมีสิทธิจำนวน 1 สิทธิ ตามประเภทของห้องชุดที่ผู้สนใจได้เลือกในขั้นตอนการลงทะเบียนจอง (ประมาณ 30 ตร.ม., ประมาณ 45 ตร.ม. และประมาณ 60 ตร.ม.) ทั้งแบบเลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ (Pet Friendly) และแบบไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยง (Non-Pet Friendly) แบ่งเป็น ผู้ได้รับการจัดสรรสิทธิ จำนวน 1 ราย ต่อ 1 หมายเลขจัดสรรสิทธิของห้องชุดแต่ละประเภท และผู้ได้รับการคัดเลือก (ลำดับที่ 2 และลำดับที่ 3) จำนวน 2 ลำดับ
สำหรับหมายเลขการจัดสรรสิทธินั้น โดยหากผู้ได้รับการจัดสรรสิทธิ สละสิทธิ หรือเสียสิทธิ เช่น ไม่ผ่านการพิจารณาความสามารถทางการเงิน ผู้ได้รับการคัดเลือก (ลำดับที่ 2 และลำดับที่ 3) ในหมายเลขจัดสรรสิทธิหมายเลขเดียวกัน จะได้รับจัดสรรสิทธิแทนผู้ได้รับการจัดสรรสิทธิตามลำดับ ทั้งนี้ ผู้ได้รับการคัดเลือก (ลำดับที่ 2 และลำดับที่ 3) ต้องผ่านการพิจารณาความสามารถทางการเงินและได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่กลุ่มบริษัทฯ กำหนดด้วย
ภายหลังการคัดเลือกและจัดสรรสิทธิ ผู้ได้รับการจัดสรรสิทธิ และผู้ได้รับการคัดเลือก (ลำดับที่ 2 และลำดับที่ 3) จะต้องเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาความสามารถทางการเงิน และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่โครงการกำหนด โดยโครงการจะแจ้งหลักเกณฑ์ และวิธีการให้ทราบในลำดับถัดไป
ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียนสามารถตรวจสอบสิทธิเข้าร่วมกระบวนการคัดเลือก และจัดสรรสิทธิ ได้ที่บัญชีผู้ใช้ของท่านผ่านทางเว็บไซต์ www.baan-chaothai.com ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2569 เป็นต้นไป และสำหรับผู้ที่ได้รับการจัดสรรสิทธิ สามารถตรวจสอบผลได้ทางเว็บไซต์เดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป
ผู้เป็นเจ้าของโครงการ D:CODE SRI NAKARIN ได้แก่ บริษัท แคพริคอร์น ฮิลล์ จำกัด (บริษัทในกลุ่มบีทีเอส) ท่านสามารถศึกษากติกาการคัดเลือก และจัดสรรสิทธิเพิ่มเติมได้ที่ประกาศ เรื่อง กติกาของกระบวนการคัดเลือก และจัดสรรสิทธิ การจองห้องชุดโครงการบ้านชาวไทย ได้ที่เว็บไซต์ www.baan-chaothai.com และศึกษาข้อมูลโครงการฯ ได้ที่ www.baan-chaothai.com/brochure01 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Call Center : 093–228–3333, 092–257–1999 และ Email : baanchaothai@btsgroup.co.th หรือติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านทางโซเชียลมีเดีย “บ้านชาวไทย” ได้ทุกช่องทาง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
‘ศุภาลัย’ผนึกยักษ์พลังงาน ดันโซลาร์เซลล์บ้านชิงเกมลดค่าไฟ

ท่ามกลางค่าไฟผันผวนและแรงหนุนจากนโยบายรัฐ ศุภาลัย เร่งเครื่องเกมพลังงานสะอาด จับมือพันธมิตรระดับโลก ION Energy และ Huawei Digital Power เปิดแพ็กเกจโซลาร์ครบวงจร สู่มาตรฐานใหม่ของที่อยู่อาศัย
เกมรุกพลังงาน จากเทรนด์สู่ “มาตรฐานบ้าน”
การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่แคมเปญการตลาด แต่คือการวางหมากระยะยาวของศุภาลัย ภายใต้แนวคิด “Supalai Sustainability Driven” ที่ต้องการฝังพลังงานสะอาดเป็นโครงสร้างพื้นฐานของบ้าน
โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรให้โซลาร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว
คำตอบจึงออกมาในรูปแบบ Solar Package ที่ “ลดความยุ่งยาก” ให้เหลือน้อยที่สุด ตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าแบบ One Stop Serviceเป้าหมายชัดติดตั้งให้ได้ 1,500 หลังใน 3 ปี
อาวุธราคา-บริการ เดิมพันตลาดแมส
หัวใจของเกมนี้อยู่ที่ “ความคุ้มค่า” แพ็กเกจถูกวางให้ราคาต่ำกว่าตลาดสูงสุด 10% พร้อมขยายระยะเวลารับประกันยาวขึ้นกว่ามาตรฐานทั่วไป และบริการหลังการขายที่พยายามปิด pain point ของผู้บริโภคอินไซต์สำคัญคือ “ลูกบ้านอยากติด แต่กลัวความยุ่งยาก”ศุภาลัยจึงเลือกแก้เกมด้วยการ “ทำให้ทุกอย่างง่าย” มากกว่าการแข่งขันด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
แรงหนุนรัฐตัวเร่งดีมานด์รอบใหม่
จังหวะการเปิดเกมรุก สอดรับกับมาตรการภาครัฐที่เปิดทางให้ผู้ติดตั้ง Solar Rooftop นำค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท
ขณะที่บ้านขนาดใหญ่ยังมีโอกาสรับสิทธิ์เพิ่ม ผ่านมาตรการสนับสนุนอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง ซึ่งช่วย “เร่งการตัดสินใจ” ของผู้บริโภคได้อย่างมีนัยสำคัญผลลัพธ์ที่คาดหวังไม่ใช่แค่ยอดติดตั้งแต่คือการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในวงกว้าง
พันธมิตรระดับโลกเติมความเชื่อมั่น
การดึง ION Energy และ Huawei Digital Power เข้ามา ไม่ใช่เพียงเพิ่มศักยภาพด้านเทคนิคแต่คือการ “ลดความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่น”
ในตลาดที่ผู้บริโภคยังตั้งคำถามเรื่องคุณภาพอุปกรณ์และบริการหลังการขาย การมีแบรนด์ระดับโลกเข้ามาหนุน ช่วยยกระดับมาตรฐานทั้งระบบ ตั้งแต่เทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์ ไปจนถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพระยะยาว
ตลาดโซลาร์บ้าน จุดเปลี่ยนที่เริ่มชัด
ภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมกำลังเคลื่อนจาก “Early Adoption” ไปสู่ “Mass Adoption” Solar Rooftop ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกของบ้านระดับบนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนพลังงานยังผันผวน
การลงสนามของดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่อย่างศุภาลัย จึงอาจเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่เร่งให้ตลาดขยับเร็วขึ้นเกมแข่งขันของธุรกิจอสังหาฯ กำลังเปลี่ยนจากเดิมที่วัดกันด้วย “ทำเล-ราคา-ดีไซน์”สู่มิติใหม่ที่เรียกว่า “ต้นทุนการอยู่อาศัยระยะยาว”โซลาร์จึงไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริมแต่กำลังกลายเป็น “อาวุธแข่งขัน”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 20 เม.ย.69 ‘ทรงตัว‘ สงครามยังไม่แน่นอนสูง

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ทรงตัวที่ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า
- ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อค่าเงินคือสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความรุนแรง
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ที่ 31.50-32.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทยังมีความเสี่ยงผันผวนได้ทั้งสองทิศทาง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.50-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.85-32.15 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้าง โดยมีจังหวะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จนทดสอบโซนแนวรับ 31.75 บาทต่อดอลลาร์ เพียงช่วงระยะเวลาไม่นาน (แกว่งตัวในกรอบ 31.73-32.14 บาทต่อดอลลาร์) ตามกระแสทางการอิหร่านกลับมาเปิดช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง ทำให้ เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง (พร้อมกับจังหวะปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ) ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซน 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง และแกว่งตัวเหนือโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่วนราคาทองคำปรับตัวลงสู่โซน 4,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์) หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้น จากท่าทีของทางการอิหร่านที่กลับมาปิดช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง จนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งทำให้ล่าสุด ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกมาขู่ผ่าน Truthsocial ว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะโจมตีทุกโรงไฟฟ้าและสะพานของอิหร่าน หากการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน และทางการอิหร่านไม่ยอมรับข้อเสนอจากฝั่งสหรัฐฯ
แนวโน้มเงินบาท แม้ โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลง ทว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญความผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ที่กว้าง (โดยเฉพาะกรอบการเคลื่อนไหวรายวัน) โดยเงินบาทมีโซนแนวรับแรกในช่วง 32.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ และ แนวรับสำคัญ 31.50 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.50 บาทต่อดอลลาร์)
ในช่วงระหว่างสัปดาห์ นอกเหนือจากพัฒนาของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เรามองว่า ควรจับตา รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงทิศทางเงินดอลลาร์และราคาทองคำได้ พร้อมกันนั้น ควรติดตาม โฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกและผู้เล่นที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่า) ที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์ ในจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน นอกจากนี้ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้บรรดานักลงทุนต่างชาติจะเริ่มทยอยเข้ามากดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ ในช่วงปลายเดือนเมษายนและต้นพฤษภาคม (จากงานวิจัยและบทวิเคราะห์ต่างๆ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลราว 1 แสนล้านบาท อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า 1%-4%) ทำให้ เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะกลับมาทยอยคลี่คลายลง
ส่วน บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อนึ่ง เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ได้เริ่มเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากแนวโน้มอ่อนค่า เป็นแข็งค่า หลังเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้เงินบาทอาจมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เป็นอย่างน้อย หรือมีโอกาสทยอยแข็งค่าในลักษณะ Sideways Down มากขึ้น
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมามีความไม่แน่นอนสูงอีกครั้ง จากสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดมีความหวังว่าสถานการณ์อาจทยอยคลี่คลายลงได้
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินเปิดรับความเสี่ยงตอบรับความหวัง สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลง และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ดีกว่าคาด
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตา พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจประเทศเศรษฐกิจหลัก และรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนมีนาคม และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนเมษายน ซึ่งจะสะท้อนผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้งรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง จากท่าทีการเปิดช่องแคบ Hormuz ของฝั่งอิหร่านที่เปลี่ยนแปลงไปมา ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลง โดยในฝั่งของผู้เล่นในตลาดพนัน มองว่า มีโอกาสราว 81% ที่ช่องแคบ Hormuz จะกลับมามีการเดินเรือในระดับปกติ ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน นี้ (โอกาสดังกล่าวเคยสูงสุดถึง 91% ตอบรับความหวังการเจรจาหยุดยิงรอบแรก)
▪ ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจอังกฤษ ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนมีนาคม รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ ในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนเมษายนของทั้งอังกฤษและยูโรโซน รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เดือนเมษายน และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ECB มีโอกาสราว 53% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน BOE มีโอกาสราว 92% ในการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อย่าง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนเมษายน อัตราเงินเฟ้อ CPI รวมถึงยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนมีนาคม โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้ง ในปีนี้ ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 4.75% ตามเดิม ท่ามกลางแรงกดดันต่อเงินรูเปียะห์ (IDR) จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เช่นเดียวกันกับฝั่ง ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ที่จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.25% เพื่อรอประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
▪ ฝั่งไทย – เราประเมินว่า ผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง จะสะท้อนผ่าน ดุลการค้า (Trade Balance) เดือนมีนาคม ที่อาจขาดดุลมากขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับแนวโน้มการขยายตัวสูงของยอดการนำเข้า (Imports) ตามราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น แม้ว่ายอดการส่งออก (Exports) อาจยังคงขยายตัวต่อเนื่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
แบดมินตันไทยบุกเดนมาร์กสู้ศึก โธมัส-อูเบอร์ คัพ 2026 ลุ้นมติใหม่ 15 แต้ม

ทัพนักแบดมินตันไทย 20 ชีวิต ลัดฟ้าสู่เดนมาร์กเตรียมลุยศึกใหญ่ โธมัส-อูเบอร์ คัพ 2026 พร้อมจับตาประชุม BWF ลุ้นเปลี่ยนกติกานับคะแนน 15 แต้ม
ความเคลื่อนไหวของ ทีมแบดมินตันทีมชาติไทย ล่าสุดเมื่อช่วงค่ำของวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2569 ทัพนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ได้ออกเดินทางจาก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มุ่งหน้าสู่เมืองฮอร์เซนส์ ประเทศเดนมาร์ก เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันแบดมินตันประเภททีมชายและทีมหญิงชิงแชมป์โลกรายการ โธมัส-อูเบอร์ คัพ 2026 (BWF Thomas & Uber Cup Finals 2026) ซึ่งจะระเบิดความมันระหว่างวันที่ 24 เมษายน – 3 พฤษภาคมนี้
โดยการเดินทางครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ชุด ชุดแรกออกเดินทางด้วยสายการบิน เตอร์กิช แอร์ไลน์ เที่ยวบิน TK069 เวลา 22.45 น. และชุดที่สองเดินทางด้วยสายการบิน การบินไทย เที่ยวบิน TG950 ในเวลา 00.50 น. ซึ่งทางด้าน พลอากาศเอก มณฑล สัชฌุกร นายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เดินทางมาส่งและให้กำลังใจนักกีฬาทั้ง 20 คนด้วยตัวเอง
สำหรับรายชื่อนักกีฬาชุดนี้ประกอบด้วย ทีมชาย (Thomas Cup) นำโดย กุลวุฒิ วิทิตศานต์, พณิชพล ธีระรัตน์สกุล, ธนวัฒน์ ยิ้มจิตต์, ภูริธัช อารีย์, เฉลิมพล เจริญกิจอมร, วรพล ทองสง่า, พรรคพล ธีระรัตน์สกุล, พีรัชชัย สุขพันธุ์, เดชาพล พัววรานุเคราะห์ และ รุษฐนภัค อูปทอง
ขณะที่ ทีมหญิง (Uber Cup) นำทัพโดย รัชนก อินทนนท์, พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์, บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์, ศุภนิดา เกตุทอง, หทัยทิพย์ มิจาด, ณปภากร ตุงคะสถาน, เบญญาภา เอี่ยมสอาด, อรณิชา จงสถาพรพันธุ์, ศุภิสรา เพียวสามพราน และ เฌอย์ณิชา สุดในประภารัตน์
พลอากาศเอก มณฑล สัชฌุกร เปิดเผยว่า “การแข่งขันครั้งนี้เราคาดหวังให้นักกีฬาทุกคนทำผลงานอย่างเต็มที่ เพื่อเป้าหมายเบื้องต้นคือการผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ให้ได้ นอกจากนี้ผมจะเข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปีของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ในวันที่ 25 เมษายน ซึ่งมีวาระสำคัญคือการลงมติเปลี่ยนกติกาการนับคะแนนใหม่จาก 21 คะแนน เป็นชนะ 2 ใน 3 เกม เกมละ 15 คะแนน เพื่อให้เกมกระชับและลดอาการบาดเจ็บของนักกีฬา”
โปรแกรมการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม (กลุ่ม ดี) มีดังนี้ : ทีมชาย (Thomas Cup)
- 24 เม.ย. 69: ไทย พบ ฝรั่งเศส (17.00 น.)
- 26 เม.ย. 69: ไทย พบ อินโดนีเซีย (13.30 น.)
- 28 เม.ย. 69: ไทย พบ แอลจีเรีย (23.30 น.)
ทีมหญิง (Uber Cup)
- 24 เม.ย. 69: ไทย พบ บัลแกเรีย (23.30 น.)
- 26 เม.ย. 69: ไทย พบ สเปน (13.30 น.)
- 28 เม.ย. 69: ไทย พบ เกาหลีใต้ (23.00 น.)
ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th
ร้อนจัด-ฝนตกหนัก อากาศแปรปรวน เช็กวิธีดูแลสุขภาพให้ปลอดโรค

- ไทยตอนบนระวังอากาศร้อนจัด อุณหภูมิสูงสุด 42 องศาฯ ร้อนจัด–ฝนฟ้าคะนองสลับกัน แพทย์ มช. ชี้วิธีดูแลร่างกายให้ปลอดภัย
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ แม้จะไม่รู้สึกกระหาย หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงแดดจัด สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี พักผ่อนให้เพียงพอ ทาครีมกันแดด และควรพกร่ม เสื้อกันฝน
- 7 วิธีรับมือกับสภาพอากาศแปรปรวน เดี๋ยวร้อนจัด เดี๋ยวฝนตก ให้ห่างไกลโรค ระวังกลุ่มเสี่ยง เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ที่ทำงานกลางแดดกลางฝน เป็นพิเศษ
จากกรณีที่ กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเตือน ประเทศไทยจะมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด โดยเฉพาะไทยตอนบนอุณหภูมิอาจสูงถึง 42 องศาเซลเซียส และในบางพื้นที่ยังคงมี ฝนฟ้าคะนอง เกิดขึ้นได้ ซึ่งสภาพอากาศแปรปรวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนได้
อากาศที่เปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว ฝนตก แดดออก ลมแรง อาจเปลี่ยนสุขภาพคุณได้แบบไม่รู้ตัว มาดูกันว่า สภาพอากาศที่มีผลต่อระบบร่างกายและจิตใจ เราจะรับมือได้ยังไง?
ผศ.นพ.บริบูรณ์ เชนธนากิจ หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ มช.เปิดเผยว่า อุณหภูมิที่สูงมากระดับ 42 องศาเซลเซียส ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักขึ้นในการระบายความร้อน โดยร่างกายจะขับเหงื่อออกมากและสูญเสียน้ำ หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลีย หน้ามืด หรือเป็นลมได้ และในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้น โรคลมแดด (Heat stroke) ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
หลีกเลี่ยงการทำงานแดดจัด ฝนตกหนัก
นอกจากนี้ สภาพอากาศร้อนจัดสลับกับฝนฟ้าคะนอง อาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ส่งผลให้บางคนเจ็บป่วยได้ง่าย เช่น ไข้หวัด โรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาการอ่อนเพลียจากสภาพอากาศที่แปรปรวน โดยในช่วงที่มีอากาศร้อนจัด โรงพยาบาลมักพบผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับความร้อนเพิ่มขึ้น เช่น ภาวะเพลียแดด (Heat exhaustion) ภาวะขาดน้ำ หน้ามืดเป็นลม หรืออาการอ่อนเพลียจากการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน
สำหรับกลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน รวมถึงผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น เกษตรกร คนงานก่อสร้าง หรือผู้ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแดดเป็นเวลานาน
ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งควรหลีกเลี่ยงการทำงานในช่วงแดดจัด โดยเฉพาะช่วงเวลา 11.00–15.00 น. หากจำเป็นต้องทำงาน ควรพักเป็นระยะ ดื่มน้ำบ่อย ๆ สวมหมวกและเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี รวมถึงหาที่ร่มพักเป็นช่วง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากความร้อน
เช็กวิธีดูแลร่างกายให้ปลอดภัยจากโรค
ผศ.นพ.บริบูรณ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า โรคลมแดด หรือ Heat stroke เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ ผู้ป่วยอาจมีอาการตัวร้อนจัด ผิวหนังแดง ไม่มีเหงื่อ วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ สับสน หรือหมดสติ ซึ่งแตกต่างจาก ภาวะเพลียแดด (Heat exhaustion) ที่มักมีอาการอ่อนเพลีย เหงื่อออกมาก หน้ามืด และวิงเวียนศีรษะ
หากพบว่ามีอาการผิดปกติจากความร้อน เช่น หน้ามืด วิงเวียน ใจสั่น อ่อนเพลียผิดปกติ หรือเป็นลม ควรรีบพาผู้ป่วยไปอยู่ในที่ร่มที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก คลายเสื้อผ้า เช็ดตัวด้วยน้ำเย็น และให้จิบน้ำ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการหมดสติ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
สำหรับการดูแลสุขภาพในช่วงอากาศร้อนจัด แนะนำให้ประชาชน ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ แม้จะไม่รู้สึกกระหาย หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงแดดจัด สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และพักผ่อนให้เพียงพอ หากต้องออกกลางแจ้งควรสวมหมวกหรือกางร่มเพื่อป้องกันแสงแดด โดยทั่วไปควรดื่มน้ำอย่างน้อยประมาณ 6–8 แก้วต่อวัน หรือมากกว่านั้นหากมีการเสียเหงื่อมาก
นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมาก เนื่องจากอาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น”
ผศ.นพ.บริบูรณ์ ยังย้ำเตือนว่าการอยู่ในห้องปรับอากาศแล้วออกไปเจออากาศร้อนด้านนอก อาจทำให้ร่างกายต้องปรับอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว ซึ่งบางคนอาจเกิดอาการไม่สบายตัวหรือเป็นหวัดได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงที่มี ฝนฟ้าคะนองสลับกับอากาศร้อน ซึ่งอาจทำให้โรคระบบทางเดินหายใจพบได้บ่อยขึ้น
ทั้งนี้ เด็กและผู้สูงอายุควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ควรให้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการออกแดดจัด และอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
“แนะนำว่า ในช่วงที่ประเทศไทยมี อากาศร้อนจัดต่อเนื่อง ประชาชนควรดูแลสุขภาพตนเองอย่างเหมาะสม ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย หากมีอาการที่สงสัยว่าได้รับผลกระทบจากความร้อน ควรรีบพักในที่ร่มหรือปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ผ่านช่วงอากาศร้อนนี้ไปได้อย่างปลอดภัย”
7 วิธีดูแลตัวเองกัน รับมืออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
1.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6 – 8 ชั่วโมง การนอนหลับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายจะได้พักผ่อน เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และพักการทำงานบ้าง
2.พยายามทำให้ตัวแห้งตลอดเวลา โดยเฉพาะฤดูฝนแบบนี้ ควรพกร่มและเสื้อกันฝนติดตัวไว้ เช็ดตัวให้แห้ง ให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น มีภูมิต้านทานที่ดี ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น ปอดบวม ไข้หวัด หรือโรคผิวหนังต่างๆ หากตัวเปียกฝน ควรรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
3.จุด หรือทายากันยุง รวมถึงนอนกางมุ้ง ป้องกันยุงกัด เนื่องจากในช่วงฤดูฝนเป็นช่วงที่ไข้เลือดออกระบาดหนัก จึงควรป้องกันไว้ไม่ให้ยุงแพร่เชื้อได้
4.ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร การดื่มน้ำเป็นการเติมน้ำเข้าสู่กระแสเลือด ช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย ไม่เป็นหวัดง่าย ทั้งยังช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ร่างกายได้อีกด้วย
5.ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ในกรณีที่เกิดอาการคัดจมูก หายใจไม่สะดวก การสวนล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยขับน้ำมูกและเสมหะออกได้ง่ายยิ่งขึ้น ทำให้หายใจสะดวกมากยิ่งขึ้น
6.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายเป็นประจำนอกจากจะช่วยให้ร่างกายมีระบบเผาผลาญที่ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้น เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้เป็นปกติอีกด้วย
7.เสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงด้วยวิตามินรวม เช่นในกลุ่มวิตามินซี ช่วยป้องกันโรคหวัด ทำให้โรคหวัดหายเร็วขึ้น, กลุ่มวิตามินอี ช่วยลดและป้องกันการอักเสบ บรรเทาอาการหอบหืด, กลุ่มวิตามินบีรวม ช่วยดูแลระบบประสาท เสริมความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกัน ฯลฯ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
despite in spite of ใช้ยังไง? สรุปกฎการใช้บอกความขัดแย้ง ฉบับเข้าใจง่าย เลิกสับสนโครงสร้างประโยค

“Despite the rain, we went out” หรือ “Although it was raining, we went out”? ทั้งสองประโยคนี้แปลว่า “ทั้งที่ฝนตก พวกเราก็ยังออกไปข้างนอก” เหมือนกันเป๊ะครับ แต่ในทางไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ การเลือกใช้ despite in spite of ใช้ยังไง นั้นมีกฎที่ต้องแม่นเรื่อง “ชนิดของคำ” เป็นพิเศษ เพราะถ้าคุณเผลอใส่ประโยคเต็มตามหลัง Despite เมื่อไหร่ ความเป็นมืออาชีพของคุณจะดรอปลงทันที
ความสับสนนี้เกิดขึ้นเพราะภาษาไทยเรามีคำว่า “ทั้งที่” หรือ “แม้ว่า” ที่ใช้ครอบจักรวาลได้เกือบหมด แต่ภาษาอังกฤษเขาแยกหน้าที่กันชัดเจนระหว่าง Preposition (คำบุพบท) และ Conjunction (คำสันธาน) ครับ วันนี้ Engduo จะพาคุณมาถอดรหัสความต่างของกลุ่มคำเหล่านี้แบบจำง่าย พร้อมตัวอย่างที่หยิบไปใช้ในการทำงานได้ทันที รับรองว่าอ่านจบแล้วจะเลิกงงแน่นอนครับ!
1. การใช้ Despite และ In spite of: “ทั้งที่…” (ตามด้วยคำนาม)
กฎเหล็กที่คุณต้องจำให้ขึ้นใจคือ Despite และ In spite of มีความหมายเหมือนกันทุกประการ และทำหน้าที่เป็น Preposition (คำบุพบท) เหมือนกันครับ ดังนั้นสิ่งที่ตามหลังมาต้องเป็น Noun (คำนาม) / Noun Phrase (กลุ่มคำนาม) / V.ing (Gerund) เท่านั้น ห้ามตามด้วยประโยคที่มีประธานและกริยาเด็ดขาด
- Despite / In spite of + Noun: Despite the traffic, I arrived on time. (ทั้งที่รถติด แต่ฉันก็มาถึงตรงเวลา)
- Despite / In spite of + Noun Phrase: In spite of the bad weather, the event was a success. (ทั้งที่สภาพอากาศแย่ แต่งานก็ประสบความสำเร็จ)
- Despite / In spite of + V.ing: Despite being sick, he went to work. (ทั้งที่ป่วย เขาก็ยังไปทำงาน)
ข้อสังเกต: คำว่า Despite ห้ามมี of ตามหลังเด็ดขาด (คนไทยมักเผลอใช้ Despite of ซึ่งผิดกฎนะครับ) ส่วน In spite of ต้องมี of เสมอครับ จำง่ายๆ ว่า “Despite ตัวเดียวจบ In spite ต้องมี of”
2. ความต่างระหว่าง Despite กับ Although / Even though
นี่คือจุดที่ทำให้หลายคนปวดหัวที่สุดครับ แม้ความหมายจะคล้ายกัน แต่โครงสร้างต่างกันโดยสิ้นเชิง:
- Despite / In spite of + คำนาม ( Preposition)
- Although / Even though + ประโยคเต็ม (Subject + Verb) ( Conjunction)
ลองดูตัวอย่างเปรียบเทียบครับ:
- ✅ Despite the heat, we played football. (ใช้คำนาม the heat)
- ✅ Although it was hot, we played football. (ใช้ประโยคเต็ม it was hot)
ตารางสรุป: การเลือกใช้คำบอกความขัดแย้ง (The Contrast Matrix)
เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกใช้ได้ถูกต้องภายในเสี้ยววินาที ลองใช้ตารางเปรียบเทียบหน้าที่และโครงสร้างนี้เป็นตัวช่วยเช็กความแม่นยำก่อนแต่งประโยคครับ
| คำที่ใช้ (Word) | ประเภททางไวยากรณ์ | สิ่งที่ตามหลังมา (Structure) | ตัวอย่างการใช้งาน (Example) |
| Despite | Preposition (บุพบท) | คำนาม / กลุ่มคำนาม / V.ing | …despite the delay. (ทั้งที่ล่าช้า) |
| In spite of | Preposition (บุพบท) | คำนาม / กลุ่มคำนาม / V.ing | …in spite of the delay. (ทั้งที่ล่าช้า) |
| Although | Conjunction (สันธาน) | ประโยคเต็ม (Subject + Verb) | …although it was delayed. (ทั้งที่มันล่าช้า) |
| But | Conjunction (สันธาน) | ประโยคใหม่ | It was delayed, but we waited. (มันล่าช้า แต่เราก็รอ) |
จุดที่คนทำงานมักพลาด: การใช้ Despite the fact that
หากคุณอยากใช้ Despite แต่ดันมีประโยคยาวๆ อยู่ในหัวและไม่อยากแปลงให้เป็นคำนาม ฝรั่งมีทริคที่ใช้กันบ่อยมากคือการเติมวลี “the fact that” เข้าไปครับ ซึ่งจะทำให้คุณสามารถตามด้วยประโยคเต็มได้ทันที
- Despite the fact that we were late, we still got the seats. (ทั้งที่ความจริงคือเรามาสาย แต่เราก็ยังได้ที่นั่ง)วิธีนี้จะทำให้ภาษาของคุณดูสละสลวยและเป็นทางการมากขึ้น เหมาะมากสำหรับการเขียนรายงานหรืออีเมลธุรกิจครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
1. “Despite of” ใช้ได้ในกรณีไหนบ้าง?
ใช้ไม่ได้เลยครับ! นี่คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด จำไว้ว่า Despite ต้องมาตัวเดียวโดดๆ เสมอ หากต้องการใส่ of ต้องเปลี่ยนไปใช้ In spite of แทนครับ
2. สามารถวาง Despite ไว้กลางประโยคได้ไหม?
ได้แน่นอนครับ! และเป็นที่นิยมมาก เช่น “He won the race despite his injury.” (เขาชนะการแข่งขันทั้งที่บาดเจ็บ)
3. During กับ Despite ต่างกันอย่างไร?
During บอกช่วงเวลา (ระหว่าง…) ส่วน Despite บอกความขัดแย้ง (ทั้งที่…) แม้จะตามด้วยคำนามเหมือนกัน แต่ความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
4. “In spite of myself” แปลว่าอะไร เห็นในนิยายบ่อยๆ?
เป็นสำนวนครับ แปลว่า “ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ” หรือ “อดไม่ได้ที่จะทำแบบนั้น” เช่น “I laughed in spite of myself.” (ฉันเผลอหัวเราะออกมาทั้งที่พยายามกลั้นไว้แล้ว)
5. Even though กับ Although ต่างกันอย่างไร?
ความหมายและโครงสร้างเหมือนกันเป๊ะครับ แต่ Even though จะให้ความรู้สึกที่ “เน้นย้ำ” และ “หนักแน่น” กว่า Although เล็กน้อยครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
‘อินเดีย’ แซงโลก!ผงาดผู้นำ ‘การนำเอไอไปใช้’ ปลดล็อกศก.อินเดีย จีดีพีพุ่ง 6 แสนล.ดอลล์ ปี 2035

- อินเดียขึ้นแท่นผู้นำโลกด้านการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปใช้งาน โดยผลสำรวจชี้ว่าแรงงานอินเดียถึง 92% ใช้ AI ในการทำงานอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในโลก
- มีการคาดการณ์ว่า AI จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้อินเดียได้สูงถึง 6 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 6% ของจีดีพีประเทศภายในปี 2035
- ภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรมจะเป็นสองภาคส่วนหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจจาก AI โดยจะสร้างมูลค่าเพิ่มรวมกันมากกว่า 2 ใน 3 ของทั้งหมด
“อินเดีย” ขึ้นแท่น “เบอร์หนึ่งโลก” ด้านการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบ หลังผลสำรวจปี 2025 ของ บอสตัน คอนซัลติง กรุ๊ป ชี้ว่า แรงงานอินเดียถึง 92% ใช้ AI ในการทำงานอย่างสม่ำเสมอสูงที่สุดในโลก สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจดิจิทัล ที่กำลังขับเคลื่อนโดยประเทศกำลังพัฒนา หรือที่เรียกว่า “Global South”
รายงานดังกล่าว จัดทำร่วมกับ Adobe พบว่า แนวโน้มใหม่ของโลกกำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ประเทศกำลังพัฒนาเริ่ม “แซงหน้า” ประเทศพัฒนาแล้ว ในการนำ AI มาใช้ในชีวิตการทำงานจริง
ประเทศกำลังพัฒนาแซงประเทศพัฒนาแล้ว
อินเดีย ไม่ได้มาเพียงลำพัง หลายประเทศในกลุ่ม Global South กำลังเร่งเครื่องด้าน AI อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ บราซิล รั้งอันดับ 3 ของโลก ด้วยอัตราการใช้งาน AI ที่ 76% ส่วน แอฟริกาใต้ ตามมาติดๆ ที่ 72% แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจาก “ความจำเป็น” ในการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ ลดต้นทุน และยกระดับการทำงานให้ทันโลกดิจิทัล
ขณะที่ ฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว หรือ Global North กลับมีอัตราการใช้งาน AI ต่ำกว่าในภาพรวม โดย สเปน เป็นข้อยกเว้น ขึ้นอันดับ 2 ของโลกที่ 78% ส่วน สหราชอาณาจักร และ อิตาลี อยู่ที่ 68% ส่วน เยอรมนี 67%, ฝรั่งเศส และ สหรัฐฯ เท่ากันที่ 64% ญี่ปุ่น อยู่ท้ายสุดที่เพียง 51% สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมผู้สูงอายุ ที่อาจทำให้การปรับตัวด้านเทคโนโลยีช้าลง
ทำไมอินเดีย “ขึ้นนำ”
บทวิเคราะห์ชี้ว่า ความสำเร็จของอินเดียไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยหนุนสำคัญ ได้แก่ ฐานแรงงานด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ระบบนิเวศสตาร์ตอัปที่เติบโตเร็ว และการเร่งทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลในทุกอุตสาหกรรม สิ่งเหล่านี้ทำให้ AI ไม่ใช่แค่ “เทรนด์” แต่กลายเป็น “เครื่องมือทำงานจริง” ในชีวิตประจำวันของคนทำงาน
แม้อัตราการใช้งาน AI จะเพิ่มขึ้นทั่วโลก แต่ “ตัวชี้วัดที่แท้จริง” อยู่ที่การนำไปใช้สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ
เครื่องมือ AI ในงานเอกสารและเวิร์กโฟลว์ เช่น การแก้ไขรายงาน การอ่านและประมวลผลไฟล์สแกน การจัดการเอกสาร PDF กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างสิ้นเชิง โดยแพลตฟอร์มอย่าง Adobe Acrobat มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มความเร็ว และเปิดทางให้คนทำงานโฟกัสกับงานที่สร้างมูลค่าสูงขึ้น
ใครใช้ AI “ได้จริง”คนนั้นได้เปรียบ
ภาพใหญ่ที่กำลังชัดขึ้น คือ การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ “ใครมี AI” แต่เป็น ใครใช้ AI ได้ลึกและฝังอยู่ในกระบวนการทำงานจริง ประเทศที่สามารถผสาน AI เข้ากับเวิร์คโฟล์ว ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะได้เปรียบด้านผลิตภาพ การตัดสินใจ และนวัตกรรมในระยะยาว และในเกมใหม่นี้ ดังนั้น ประเทศกำลังพัฒนา อาจไม่ใช่ “ผู้ตาม” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ผู้นำ” ของเศรษฐกิจยุค AI อย่างแท้จริง
ปลดล็อกศก.อินเดีย จีดีพีพุ่ง6แสนล้านดอลล์ ปี 2035
อินเดียกำลังก้าวสู่ “จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่” ของเศรษฐกิจ เมื่อ AI ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมล้ำสมัย แต่กำลังกลายเป็น “เครื่องยนต์ผลิตภาพ” ที่จะยกทั้งระบบเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในทศวรรษหน้า
รายงานจาก PwC ระบุว่า เทคโนโลยี AI มีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับอินเดียสูงถึง 550,000–607,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2035 หรือคิดเป็นประมาณ 6% ของจีดีพีทั้งประเทศ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
วิธีปลูกพริกให้ดกทั้งต้น เคล็ดลับบ้านๆ ที่ช่วยให้ได้พริกสดสะอาดกินทุกวัน

ปลูกพริกยังไงให้ดก? เข้าใจหลักนี้ก่อน
ปัญหาที่หลายคนเจอคือ “ต้นพริกโตดีแต่ไม่ออกลูก” สาเหตุหลักมักมาจาก
- น้ำไม่สม่ำเสมอ
- ดินอับ รากไม่เดิน
- ขาดธาตุอาหารกระตุ้นดอก
วิธีนี้แก้ครบทั้ง 3 จุด โดยใช้ขวดน้ำช่วยควบคุมน้ำ และใช้สูตรเร่งดอกแบบธรรมชาติ
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
- ต้นกล้าพริก
- ขุยมะพร้าว
- ดินร่วน
- แกลบดิน
- ขวดน้ำพลาสติก
- เบียร์
- ไข่ไก่
- เกลือเล็กน้อย
- น้ำสะอาด
ขั้นตอนปลูกพริกแบบเห็นผลจริง
1. ทำภาชนะปลูกแบบมีแหล่งน้ำในตัว
นำขวดน้ำมาตัดครึ่ง
ส่วนบนเจาะรูที่ฝา แล้วใส่ดิน
ส่วนล่างใส่น้ำสะอาด
ประกอบให้ฝาขวดสัมผัสน้ำ เพื่อให้รากดูดน้ำได้ตลอดเวลา
ข้อดีคือช่วยให้พริกไม่ขาดน้ำ และลดปัญหารดน้ำไม่สม่ำเสมอ
2. ผสมดินให้เหมาะกับการปลูก
ใช้ขุยมะพร้าว แกลบดิน และดินร่วน คลุกให้เข้ากัน
ดินลักษณะนี้จะโปร่ง ระบายอากาศดี ทำให้รากแข็งแรงและโตเร็ว
3. เตรียมดินก่อนปลูก
รดน้ำให้ดินชุ่ม แล้วทิ้งไว้ประมาณ 15–20 วัน
ช่วยปรับสภาพดิน ลดความร้อน และทำให้จุลินทรีย์เริ่มทำงาน
4. สูตรเร่งดอกและติดผล
ผสมเบียร์ ไข่ไก่ และเกลือเล็กน้อย
แล้วเติมลงในน้ำด้านล่างของขวด วันละครั้ง ต่อเนื่องประมาณ 15–20 วัน
วิธีนี้ช่วยกระตุ้นให้พริกออกดอกและติดผลมากขึ้น
5. การดูแลหลังจากนั้น
คอยเติมน้ำในขวดให้เพียงพอ
วางต้นพริกในจุดที่มีแดดอย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน
ประมาณ 1–2 เดือน จะเริ่มเห็นดอกและผล
ทำไมสูตรนี้ถึงช่วยให้พริกดก
- เบียร์ มีวิตามินบีและยีสต์ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต
- ไข่ไก่ มีโปรตีนและแคลเซียม ช่วยบำรุงราก
- เกลือเล็กน้อย ช่วยลดการเกิดเชื้อราบางชนิด
หมายเหตุ ควรใช้เกลือในปริมาณน้อย เพราะมากเกินไปอาจทำให้ดินเค็ม
ข้อดีของวิธีนี้
- ลดการรดน้ำบ่อย
- เหมาะกับพื้นที่จำกัด เช่น ระเบียงหรือคอนโด
- ช่วยให้พริกโตสม่ำเสมอ
- เพิ่มโอกาสออกดอกและติดผล
สามารถนำไปใช้กับพืชชนิดอื่นได้
วิธีนี้สามารถประยุกต์ใช้กับ
- มะเขือ
- มะนาว
- ผักกินใบ เช่น ผักบุ้ง คะน้า
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 20/4/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 72,650.00 | 72,850.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,696.00 | 71,191.36 | 73,650.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,226.40 | 64,072.22 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,756.80 | 56,953.09 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,113.20 | 32,036.11 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,643.60 | 24,916.98 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,866.32 | 73,773.41 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 20/4/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 42.45 | 42.45 | 42.95 | 42.45 | 42.45 | 42.45 | 42.45 | 42.45 | 42.45 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 42.08 | 42.08 | 42.33 | 42.08 | 42.08 | 42.08 | 42.08 | 42.08 | 42.08 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 35.45 | 35.45 | 35.95 | 35.45 | – | 35.45 | 35.45 | 35.45 | 35.45 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.39 | 31.39 | – | – | – | – | – | – | 31.39 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 51.54 | 56.04 | 49.84 | – | – | – | – | – | 51.54 |
| เบนซิน 95 | 52.04 | – | – | 56.01 | – | 52.54 | 52.19 | – | 52.04 |
| ดีเซล | 42.90 | 42.90 | 42.90 | 42.90 | 42.90 | 42.90 | 42.90 | 42.90 | 42.90 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 64.80 | 65.30 | 66.34 | 65.30 | – | – | – | – | 64.80 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







