สาระน่ารู้ประจำวันที่ 21 เมษายน 2569

สรุป 4 ปี กทม. พลิกผังเมืองจากจุดเล็ก สู่การยกระดับชีวิตคนเมือง

  • กทม. ปรับแนวคิดการพัฒนาเมืองสู่ผังเมืองมีชีวิต โดยใช้ข้อมูลจากประชาชนผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue และบริการดิจิทัลต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาเมืองอย่างตรงจุด
  • ให้ความสำคัญกับคนเดินเท้าเป็นศูนย์กลาง โดยปรับปรุงทางเท้าไปแล้วกว่า 1,100 กิโลเมตร และพัฒนาการเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน (First Mile – Last Mile)
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวผ่านโครงการ “สวน 15 นาที” และปลูกต้นไม้ล้านต้น ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาจราจร

กรุงเทพมหานครเดินหน้าปรับแนวคิดการพัฒนาเมืองครั้งสำคัญ จากผังเมืองแบบดั้งเดิมที่อยู่บนกระดาษ สู่ “ผังเมืองมีชีวิต” ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven City) และให้ความสำคัญกับคนเดินเท้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อแก้ปัญหาเมืองเชิงระบบ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

รศ.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายเอกวรัญญู อัมระปาล ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และโฆษกกรุงเทพมหานคร เปิดศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เผยถึง 4 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ว่า กรุงเทพมหานครได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดการบริหารเมืองจากรูปแบบเดิมที่เน้นการสั่งการจากส่วนกลาง สู่การใช้ข้อมูลและเสียงของประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา

ชู Data เปลี่ยนผังเมือง

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ที่เปิดให้ประชาชนแจ้งปัญหาเมืองแบบเรียลไทม์ โดยปัจจุบันมีเรื่องร้องเรียนสะสมมากกว่า 1.2 ล้านเรื่อง และมีระดับความพึงพอใจของประชาชนอยู่ที่ 81% ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐรับรู้ปัญหาได้รวดเร็ว พร้อมติดตามสถานะและแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาเมืองอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง โดยพบจุดน้ำท่วมถึง 737 จุด จากเดิมที่มีข้อมูลเพียงหลักสิบจุด ทำให้กรุงเทพมหานครสามารถกำหนดนโยบายและแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการขยายบริการดิจิทัลสู่บริการเมืองอื่น ๆ เช่น

  • ระบบยื่นแบบก่อสร้างออนไลน์กว่า 17,000 คำขอ
  • ระบบขอภาพ CCTV ภายใน 24 ชั่วโมง เป็นประโยชน์เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือเหตุฉุกเฉิน
  • การขอใช้พื้นที่สาธารณะผ่านเว็บไซต์แบบโปร่งใส

ซึ่งทั้งหมดช่วยลดขั้นตอน ลดเวลา บริการให้กับประชาชน และเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารเมือง

จุดเล็กๆ ที่เริ่มจาก “คนเดินเท้า”

อีกหนึ่งแกนสำคัญของผังเมืองใหม่คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับคนเดินเท้า โดยกรุงเทพมหานครปรับปรุงทางเท้าไปแล้วกว่า 1,100 กิโลเมตร เกินเป้าหมาย 1,000 กิโลเมตร พร้อมใช้แนวคิด Universal Design ให้ทุกคนสามารถใช้งานได้

การพัฒนายังรวมถึง ทางเดินมีหลังคา (Covered Walkway), ทางเดินริมคลองต่อเนื่อง, การปรับปรุง Skywalk รอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, ระบบไฟส่องสว่างแบบ Smart Lighting

ทั้งหมดถูกออกแบบเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางแบบ First Mile – Last Mile ตั้งแต่ที่อยู่อาศัยไปจนถึงระบบระบบขนส่งมวลชน

พื้นที่สีเขียว กับสวน 15 นาที

อีกหนึ่งแนวคิดที่กทม. ให้ความสำคัญคือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมือ โดยมี “สวน 15 นาที” ที่ต้องการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพื้นที่สีเขียวภายใน 15 นาทีจากที่พักอาศัย โดยปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีสวน 15 นาทีมากกว่า 400 แห่งทั่วเมือง ขณะเดียวกันยังมีโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น ซึ่งปัจจุบันปลูกไปแล้วกว่า 2.4 ล้านต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและช่วยลดอุณหภูมิเมือง

กรุงเทพมหานครยังนำเทคโนโลยี Adaptive Traffic Control มาใช้บริหารสัญญาณไฟจราจร 74 แยก ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง และลดปัญหาการจราจรติดขัด รวมถึงปรับปรุงศาลารถเมล์ ป้ายรถเมล์ และระบบขนส่งสาธารณะ

นอกจากนี้ ในระยะต่อไป กรุงเทพมหานครเตรียมศึกษาพัฒนาโครงการสำคัญ อาทิ สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา, พิพิธภัณฑ์เมืองกรุงเทพมหานคร, Public Space ขนาดใหญ่ใจกลางเมือง เพื่อสร้างภาพจำใหม่และยกระดับเมืองสู่มาตรฐานสากล

แม้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจจะไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่ แต่เป็นสะท้อนว่า กรุงเทพมหานครกำลังเปลี่ยนจาก “ผังเมืองบนกระดาษ” สู่ “ผังเมืองที่มีชีวิต” ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งหากการลดต้นทุนชีวิตของคนเมือง ทั้งเวลา ขั้นตอน และความไม่แน่นอนทำได้จริงอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรุงเทพมหานครก้าวสู่เมืองน่าอยู่ในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


‘บ้านชาวไทย’ ดีมานด์ล้น! แห่ลงทะเบียนกว่าหมื่นราย ลุ้นจัดสรรสิทธิ 3 พันยูนิต เที่ยงตรง 21 เม.ย.

จากความฝันของคนรายได้น้อยสู่โอกาสมีบ้านเป็นของตัวเอง โครงการ “บ้านชาวไทย” เดินหน้าสู่หมุดหมายสำคัญ เปิดให้ตรวจสอบผลการคัดเลือกและจัดสรรสิทธิอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความคาดหวังของผู้ลงทะเบียนนับหมื่นราย

บรรยากาศการประกาศความคืบหน้าโครงการ “บ้านชาวไทย” สะท้อนอารมณ์ที่มากกว่าแค่การเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป หากแต่เป็นช่วงเวลาที่เชื่อมโยง “ความหวัง” ของคนจำนวนมากเข้ากับ “โอกาส” ที่จับต้องได้!

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส ร่วมกับ กวิน กาญจนพาสน์ กรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่าความรู้สึกในวันประกาศผลการจัดสรรสิทธิ “ตื่นเต้นยิ่งกว่าวันเปิดตัว” เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแผนธุรกิจ แต่คือความตั้งใจในการผลักดันให้คนไทยกลุ่มหนึ่งได้ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านรายได้

สาระสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่ที่จำนวนยูนิต หรือ มูลค่าการลงทุน แต่คือการ “ปลดล็อก” โอกาสการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยให้กับกลุ่มที่เคยถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะผู้มีรายได้ประจำระดับเริ่มต้นที่ต้องเช่าที่อยู่อาศัยมาโดยตลอด

ดีมานด์ล้น สู่ระบบคัดเลือก “โปร่งใส”

ตัวเลขความสนใจสะท้อนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ชัดเจน “D:CODE ศรีนครินทร์” โครงการแรกย่านศรีนครินทร์ที่มีจำนวนกว่า 3,000 ยูนิต มีผู้ลงทะเบียนมากกว่า 10,000 ราย หรือสูงกว่าซัพพลายถึง 3 เท่า! แรงกดดันดังกล่าวทำให้โครงการต้องออกแบบ “กระบวนการคัดเลือกและจัดสรรสิทธิ” ที่แตกต่างจากการขายแบบทั่วไป โดยย้ำว่าไม่ใช่ “การจับฉลาก” แต่เป็นการคัดกรองผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ภายใต้หลักเกณฑ์คุณสมบัติและความเหมาะสม

โครงสร้างสิทธิถูกจัดวางอย่างเป็นระบบ 1 หมายเลขสิทธิ ต่อ 1 ผู้ได้รับการคัดเลืิอก ลำดับที่ 2 และ 3 รองรับกรณีสละสิทธิ ทุกลำดับต้องผ่านการประเมินความสามารถทางการเงิน กระบวนการทั้งหมดมีพยานร่วมรับรอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทุกขั้นตอนเป็นธรรมและตรวจสอบได้

โดยผู้ลงทะเบียนสามารถตรวจสอบผลการจัดสรรสิทธิได้พร้อมกันผ่าน www.baan-chaothai.com Facebook บ้านชาวไทย ตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย. 2569 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป การเปิดเผยข้อมูลในเวลาเดียวกัน สะท้อนแนวคิด “ลดความเหลื่อมล้ำ”ในการเข้าถึงข้อมูล และลดข้อครหาที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการคัดเลือก
 

ฝ่าต้นทุนพุ่ง ยืนราคาเดิม

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตาคือ “ราคา” ท่ามกลางแรงกดดันจากสงคราม เศรษฐกิจโลก ทั้งต้นทุนพลังงานและวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น ผู้บริหารโครงการยืนยันชัดเจนว่า “ไม่ปรับขึ้นราคา” สำหรับโครงการที่เปิดไปแล้ว แม้ต้นทุนบางส่วนเพิ่มขึ้น 10% 

กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนการยอม “ลดกำไร” เพื่อรักษาเป้าหมายหลัก คือการทำให้คนไทยเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้จริง ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงการตลาด ประกอบกับได้มีการล็อกสต็อกราคาวัสดุหลักในการก่อสร้าง รวมถึงการเข้าไปร่วมทุนกับโรงงานผลิตวัสดุก่อสร้างต่างๆ ไว้แล้ว จึงมีความได้เปรียบได้ด้าน economies of scale เพราะทำต้นทุนได้ต่ำกว่าคู่แข่ง

“แม้ปัจจุบันจะเผชิญกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ผันผวน ทั้งจากภาวะสงครามและต้นทุนวัตถุดิบ หรือราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ยืนยันว่าจะไม่ปรับขึ้นราคา ในโครงการที่เปิดตัวไปแล้วเช่น ศรีนครินทร์”

โมเดลใหม่ เปลี่ยน “ค่าเช่า” เป็น “สินทรัพย์”

หัวใจของ “บ้านชาวไทย” คือการออกแบบโมเดลธุรกิจที่แตกต่างจากดีเวลลอปเปอร์แบบดั้งเดิม แนวคิดหลักประกอบด้วย ไม่ต้องใช้เงินก้อนเริ่มต้นสูง เริ่มผ่อนกับธนาคารเมื่อโอนกรรมสิทธิ์ ห้องชุด “พร้อมอยู่” ลดภาระการตกแต่ง

โมเดลนี้พยายามเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงิน จาก “จ่ายค่าเช่า” ไปสู่ “สร้างสินทรัพย์” ในระยะยาว ตั้งราคาที่เข้าถึงได้ แต่โครงการยังเน้นคุณภาพในหลายมิติ ทั้งการออกแบบ วัสดุ และอุปกรณ์ภายในตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จัดเตรียมให้ครบ ทำให้ต้นทุนรวมของผู้ซื้อไม่บานปลายภายหลัง 

อย่างไรก็ตาม โมเดล “คุณภาพสูง ราคาต่ำ” ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายของภาคอสังหาริมทรัพย์ ว่าจะรักษาสมดุลได้ในระยะยาวเพียงใด

แผนระยะยาว ปูพรมทั่วประเทศ

หลังจากนี้ โครงการมีแผนขยายต่อเนื่องทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อรองรับดีมานด์ที่ยังคงสูง

โครงการอย่าง D:CODE ศรีนครินทร์ และ D:CRAFT คลองหลวง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโมเดลที่ต้องการขยายในระดับประเทศ การได้รับสิทธิไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการถัดไป ผู้ที่ได้รับการจัดสรรสิทธิ รวมถึงลำดับสำรอง ต้องเข้าสู่ขั้นตอน ตรวจสอบความสามารถทางการเงินและปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการ หากไม่ผ่านเกณฑ์ สิทธิจะถูกส่งต่อไปยังลำดับถัดไปทันที

“บ้านชาวไทย” กำลังกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ในการผสาน “ภารกิจทางสังคม” เข้ากับ “โมเดลธุรกิจ”

เจ้าสัวคีรี ย้ำด้วยว่า BTS “ไม่ใช่”หน้าใหม่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ เพราะมีรากฐานมาจากธนายงเดิม ปัจจุบันโครงการได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยมีผู้จองสิทธิมากกว่าจำนวนที่เปิดรับถึง 3 เท่า บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่องทั่วประเทศ

สำหรับ 2 โครงการแรกศรีนครินทร์และคลองหลวงใช้เงินลงทุน 20,000 ล้านบาท คาดเริ่มก่อสร้างในปี 2569 จะเริ่มทยอยส่งมอบได้ในช่วงกลางปี 2571 

“ผู้ที่พลาดสิทธิในการจองครั้งนี้ ขอให้ติดตามโครงการใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะทาง BTS ตั้งใจจะทำโครงการบ้านชาวไทยนี้ไปทั่วประเทศอย่างจริงจัง”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 21 เม.ย.69 ‘แข็งค่า‘ สงครามยังไม่แน่นอนสูง

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ (21 เม.ย.) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 32.01 บาทต่อดอลลาร์
  • ได้รับปัจจัยหนุนจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงในตะวันออกกลาง
  • อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สงครามที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้เงินบาทยังคงมีความเสี่ยงผันผวนได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way risk)
  • นักวิเคราะห์ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 31.85-32.15 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.01 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.85-32.15 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ทดสอบโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.98-32.11 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการทยอยอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการย่อตัวลงของ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ท่ามกลางความหวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบที่ 2 ซึ่งอาจเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ 

ทว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูงนั้น ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ทั้งพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงและรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน 

แนวโน้มค่าเงินบาท  

แนวโน้มค่าเงินบาท  เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยในช่วงนี้ ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบ 2 อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ทำให้เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways แถวโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ จะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้นำเข้า อาจรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ตามโซนแนวรับดังกล่าวได้

ขณะเดียวกัน เรามองว่า บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยและอาจทยอยขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติมได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้งในฝั่งตลาดบอนด์ไทย ได้เผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงเสถียรภาพการคลัง หลังรัฐบาลเตรียมพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะเพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง 

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อ เงินบาทเสี่ยงพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างรวดเร็ว โดยเงินบาทอาจอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านแรกแถวโซน 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวต้านถัดไปในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น ในช่วงสัปดาห์การจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนต่างชาติที่จะเริ่มมีนัยสำคัญต่อเงินบาทในช่วงปลายเดือนเมษายน ถึง ต้นพฤษภาคม (โฟลว์ธุรกรรมมจ่ายเงินปันผลอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ราว 1%-4%) เราประเมินว่า มีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่ากลับไปทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ได้ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่อรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ บรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีมAI/Semiconductor ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.24% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ย่อตัวลง -0.26% อย่างไรก็ดี ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจช่วยพลิกฟื้นบรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้สะท้อนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาสัญญาณฟิวเจอร์สของดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.82% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell +2.4% ตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ อนึ่ง ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านรอบที่ 2 อาจหนุนให้บรรยากาศในตลาดหุ้นยุโรปพลิกฟื้นดีขึ้นได้ สะท้อนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาสัญญาณฟิวเจอร์สของดัชนีตลาดหุ้นยุโรป ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อย สู่โซน 4.25% หลังผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ว่าโดยรวมสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยภาพดังกล่าวได้สะท้อนผ่าน มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ประเมินว่า FED มีโอกาสลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ราว 56% อนึ่ง เราคงมุมมองเดิมว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่จะกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED

ขณะเดียวกัน บรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนจะมีผลกระทบต่อตลาดบอนด์มากขึ้น ยิ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจไม่ได้มีพัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่ และเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% (ที่เป็นระดับ Fair Value ที่เราประเมินจากโมเดล ACM และ Yield Spread) ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้ (ล่าสุด เราปรับมุมมองใหม่ว่า FED ยังมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ 1 ครั้ง ในช่วงปลายปีนี้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Down สอดคล้องกับการทยอยย่อตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่พยุงไม่ให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงบ้าง สู่โซน 98.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.0-98.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ทยอยปรับตัวสูงขึ้นสู่โซน 4,850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังคงถูกจำกัด จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองมากนัก 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนมีนาคม ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และ คาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 โดย FED สาขา Atlanta (GDPNow) นอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การพิจารณาประธาน FED คนใหม่ โดยคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาสหรัฐฯ (Senate Banking Committee) ที่มีกำหนดการในวันที่ 21 เมษายน นี้ เวลาราว 10.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ (EST) ซึ่งจะตรงกับช่วงราว 22.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ ทั้งยอดการจ้างงาน อัตราการเติบโตของค่าจ้าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนี และยูโรโซน ในเดือนเมษายน (ZEW Economic Sentiment) ที่จะสะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรป 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


“อองรี” ชี้เป้าตัวการทำ “อาร์เซนอล” บุกแพ้ “แมนซิตี้” สะเทือนจ่าฝูง มีแววชวดแชมป์ “พรีเมียร์ลีก”

“เธียร์รี อองรี” ชี้เป้าตัวการทำ “อาร์เซนอล” บุกแพ้ “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” 1-2 สะเทือนจ่าฝูง มีแววชวดแชมป์ “พรีเมียร์ลีก”

วันที่ 21 เม.ย. 69 เธียร์รี อองรี กองหน้าระดับตำนาน “ตราไก่” ทีมชาติฝรั่งเศส และ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ที่ปัจจุบันผันตัวเองมาเป็นกูรูลูกหนัง ออกมาชี้เป้า กาเบรียล มากัลเญส ว่าขาดสมาธิ ทำให้พลพรรค เดอะ กันเนอร์ส ภายใต้การนำทีม มิเกล อาร์เตต้า บุกแพ้ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของทาง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ด้วยสกอร์ 1-2 ในเกมลีกเมื่อค่ำคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้การที่ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล บุกไปพลาดท่าปราชัยให้กับ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สะเทือนจ่าฝูงเข้าอย่างจัง เนื่องจากยอดทีมสีฟ้าแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ ทำแต้มไล่หลังมาเหลือ 3 คะแนน และลงเล่นน้อยกว่า 1 นัด ซึ่งถ้าหากเก็บชัยชนะได้จะแซงขึ้นจ่าฝูงทันที

ล่าสุด เธียร์รี อองรี ออกมากล่าวว่า “เขา (กาเบรียล มากัลเญส) ขาดสมาธิ เขาไม่มีความเป็นตัวเอง ในแง่ของสภาพจิตใจก็มีปัญหา มันไม่ใช่เรื่องของแท็กติก แต่เขาเล่นเกมรับโดยหลุดสมาธิ เขามีอารมณ์ร่วมที่มากเกินไปจนควบคุมไม่ได้ เพราะเขาเอาแต่พยายามที่จะตามประกบ เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์ เขาทั้งเหนี่ยวรั้งและมีจังหวะยื้อยุดฉุดกระชาก และทำให้คู่แข่งใช้ข้อได้เปรียบนี้จนนำไปสู่ประตูชัยได้ในที่สุด”

ขอบคุณข้อมูลจาก thairath.co.th


เตือน ‘ไวรัสตับอักเสบเอ’ พุ่ง 2 เท่ารับหน้าร้อน เช็กอาการเสี่ยง วิธีป้องกันตัวเอง 

  • สถานการณ์ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบเอเพิ่มสูงขึ้น 2 เท่าจากปีก่อน โดยพบการระบาดหนาแน่นในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก
  • อาการเริ่มต้นที่ควรสังเกตคือ มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ แน่นท้อง ตามด้วยอาการตัวเหลืองตาเหลือง
  • โรคติดต่อผ่านการรับประทานอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงไม่สุกหรือน้ำแข็งที่ไม่สะอาด
  • วิธีป้องกันคือยึดหลักสุขอนามัย รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ดื่มน้ำสะอาด และล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ

จากกรณีที่ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขได้เฝ้าระวังสถานการณ์ “โรคตับอักเสบเอ” อย่างใกล้ชิด หลังข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรค พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 2 เท่า โดยกระจุกตัวในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก อาทิ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงของการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในช่วงฤดูร้อน

จากข้อมูลกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้อธิบายเกี่ยวกับ โรคไวรัสตับอักเสบเอ โดยสรุปรายละเอียดของ อาการพร้อมคำแนะนำและวิธีป้องกันโรคนี้ด้วยตัวเองซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ  

ลักษณะโรค

ผู้ใหญ่ : อาการเริ่มต้นส่วนมากจะมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ แน่นท้อง ตามด้วยตัวเหลือง ตาเหลือง ภายใน 2-3 วัน ซึ่งแตกต่างกันตั้งแต่มีอาการเพียงเล็กน้อยและหายไปใน 1-2 สัปดาห์ จนถึงในรายที่มีอาการรุนแรงและใช้เวลารักษานานหลายเดือนซึ่งก็พบได้เล็กน้อย

ระยะพักฟื้นส่วนใหญ่มักใช้เวลาค่อนข้างนาน โดยทั่ว ๆ ไป ความรุนแรงมักจะเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่ก็มักจะหายอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีโรคแทรกซ้อนเหลืออยู่ และจะไม่มีอาการกลับเป็นใหม่

เด็ก : การติดเชื้อนี้มักจะไม่ปรากฏอาการ มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากมีอาการเล็กน้อย โดยไม่มีอาการเหลืองแต่สามารถวินิจฉัยได้โดยการทดสอบการทำงานของตับ อัตราป่วยตายร้อยละ 0.1 -0.3 ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปี พบอัตราป่วยตายร้อยละ 1.8

วิธีติดต่อ

จากคนสู่คนโดยเชื้อเข้าสู่ปาก เชื้อจะอยู่ในอุจจาระของผู้ป่วยซึ่งพบระดับสูงสุดในสัปดาห์แรกหรือสองสัปดาห์ก่อนเริ่มแสดงอาการและลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากตับเริ่มแสดงการทำงานลดลงหรือเริ่มแสดงอาการ พร้อมกับพบภูมิคุ้มกันในกระแสโลหิต

การระบาดของโรคนี้มักจะเกิดจากแหล่งโรคร่วมโดยสัมพันธ์กับการปนเปื้อนเชื้อในน้ำและอาหารที่ปนเปื้อนจากผู้เตรียมอาหารที่เป็นพาหะของโรค รวมทั้งรับประทานอาหารที่ไม่ได้ทำให้สุกหรือมีการจับต้องอาหารภายหลังปรุงสุก รวมทั้งนม สลัด หอยปรุงไม่สุก ที่เก็บจากน้ำบริเวณที่ปนเปื้อนเชื้อ เคยมีรายงานการติดต่อของโรคนี้โดยการได้รับเลือดจากผู้ให้เลือดที่กำลังอยู่ในระยะฟักตัวของโรคแต่พบไม่บ่อย

ระยะฟักตัว

15-50 วัน โดยเฉลี่ยประมาณ 28-30 วัน

ระยะติดต่อ

จากการศึกษาการติดต่อในคน และหลักฐานทางระบาดวิทยาชี้ชัดว่า ระยะเวลาที่จะเกิดการติดเชื้อได้สูงสุดอยู่ในช่วงครึ่งหลังของระยะฟักตัว จนถึงประมาณ 2-3 วัน หลังจากเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (หรือในช่วงของจุดสูงสุดของ aminotransferase enzyme ในผู้ป่วยที่ไม่มีตัวเหลือง ตาเหลือง) ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหมดระยะติดต่อของโรคหลังจากมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองไปแล้ว 1 สัปดาห์

อาการและอาการแสดง

ผู้ป่วยมักมีอาการไม่สบายเล็กน้อยนำมาก่อน 1 อาทิตย์ เช่น เบื่ออาหาร ไข้ ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน ต่อมามีปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลือง ตาเหลือง จุกแน่นบริเวณใต้ชายโครงขวา มีผื่นที่ผิวหนัง และไม่มีประวัติได้รับยา หรือสารพิษที่เป็นสาเหตุของตับอักเสบเฉียบพลัน อาการต่างๆจะทุเลาและหายไป 3-4 สัปดาห์

ในเด็กเล็กมีอาการเล็กน้อย บางรายมีอาการเพียงไม่กี่วันแต่ถ้าเป็นในเด็กโต หรือ ผู้ใหญ่จะมีอาการเป็นสัปดาห์ โดยเฉลี่ยประมาณ 3 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค เมื่อผู้ป่วยหายจากโรคจะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต อาการแทรกซ้อนของโรคที่พบได้แก่ ตับวายเฉียบพลัน ตัวเหลืองยาวนานจากการคั่งน้ำดีในตับ

ทั้งนี้ นางสาวลลิดา รองโฆษกรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลได้กำชับให้หน่วยงานสาธารณสุขเร่งค้นหาเชิงรุก เฝ้าระวังการเกิดคลัสเตอร์ และตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหารและน้ำอย่างเข้มงวด เพื่อควบคุมสถานการณ์ตั้งแต่ระยะแรก และป้องกันการแพร่กระจายในวงกว้าง ในส่วนของประชาชน ขอให้ยึดหลัก “ป้องกันไว้ก่อน” โดย

  • รับประทานอาหารปรุงสุก
  • ดื่มน้ำสะอาด
  • หลีกเลี่ยงน้ำแข็งหรืออาหารที่ไม่มั่นใจ
  • ล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง

ตับอักเสบเอ เป็นโรคที่ป้องกันได้ หากลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในช่วงฤดูร้อนเพื่อร่วมกันลดการแพร่ระบาดและปกป้องสุขภาพของตนเองและครอบครัว นางสาวลลิดา กล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


say tell speak talk ต่างกันอย่างไร? สรุปวิธีใช้กริยา “พูด” ให้เป๊ะ ไม่ปล่อยไก่เวลาคุยกับฝรั่ง

ในภาษาไทยเรามีคำว่า “พูด” หรือ “บอก” ที่ครอบคลุมการสื่อสารได้เกือบทุกรูปแบบครับ แต่พอต้องเปลี่ยนมาเป็นภาษาอังกฤษ หลายคนถึงกับไปไม่เป็นเพราะต้องเลือกระหว่าง Say, Tell, Speak และ Talk ซึ่งทุกคำดันแปลว่า “พูด” เหมือนกันหมด! ความสงสัยที่ว่า say tell speak talk ต่างกันอย่างไร จึงเป็นหนึ่งในกำแพงด่านแรกๆ ที่คนเรียนภาษาอังกฤษต้องข้ามไปให้ได้ครับ

การเลือกใช้ผิดคำอาจจะทำให้ประโยคของคุณฟังดูแปร่งๆ หรือผิดไวยากรณ์ขั้นพื้นฐานได้ เช่น การพูดว่า “Tell to me” หรือ “I say him” ซึ่งเป็นจุดที่เจ้าของภาษาฟังแล้วจะรู้ทันทีว่าคุณยังไม่แม่นเรื่องโครงสร้าง วันนี้ Engduo จะพาคุณมาถอดรหัสความต่างของกริยาทั้ง 4 คำนี้แบบจำง่าย พร้อมตัวอย่างประโยคที่คุณสามารถหยิบไปใช้ในออฟฟิศหรือการท่องเที่ยวได้ทันที รับรองว่าอ่านจบแล้วจะเลิกสับสนแน่นอนครับ!

1. การใช้ Say: “พูดว่า/กล่าวว่า” (เน้นที่ข้อความ)

กฎเหล็กของ Say คือเราจะโฟกัสที่ “สิ่งที่พูดออกมา” (The words) ครับ โดยปกติเราจะใช้โครงสร้าง Say + Something ได้เลย โดยไม่ต้องระบุว่าพูดกับใคร (หรือถ้าจะระบุคนฟัง ต้องมี ‘to’ นำหน้าเสมอ)

  • Say + Something: She said goodbye and left. (เธอกล่าวคำลาแล้วก็จากไป)
  • Say + (that) + Clause: He says that he is busy. (เขาบอกว่าเขากำลังยุ่งอยู่)
  • Say + Something + to + Someone: What did you say to him? (คุณพูดอะไรกับเขาไปน่ะ?)

2. การใช้ Tell: “บอก/แจ้ง” (เน้นที่คนรับสาร)

Tell จะต่างจาก Say ตรงที่มันโฟกัสที่ “ผู้รับสาร” (The person) ครับ โครงสร้างยอดฮิตคือ Tell + Someone + Something คือต้องมี “กรรม” ที่เป็นคนมารองรับทันที ห้ามใส่ ‘to’ คั่นกลางเด็ดขาดครับ

  • Tell + Someone: Tell me the truth. (บอกความจริงกับฉันมา)
  • Tell + Someone + to do something: My boss told me to finish the report. (เจ้านายบอกให้ฉันทำงานรายงานให้เสร็จ)
  • Tell + Someone + (that): I told her that I was sorry. (ฉันบอกเธอว่าฉันขอโทษ)

3. การใช้ Speak: “พูด/สนทนา” (เน้นความเป็นทางการหรือภาษา)

Speak ให้ความรู้สึกที่ “เป็นทางการ” (Formal) มากกว่าคำอื่นครับ เรามักใช้ Speak ในบริบทของการพูดในที่สาธารณะ การพูดคุยที่เป็นทางการ หรือการบอกว่าเราสามารถพูด “ภาษา” อะไรได้บ้าง

  • พูดภาษา: I speak English and Thai. (ฉันพูดภาษาอังกฤษและภาษาไทยได้)
  • การพูดที่เป็นทางการ: May I speak to the manager, please? (ขอเรียนสายผู้จัดการหน่อยได้ไหมครับ?)
  • การพูดฝ่ายเดียว (บรรยาย): He will speak at the conference tomorrow. (เขาจะขึ้นพูดในงานประชุมวันพรุ่งนี้)

4. การใช้ Talk: “คุย/สนทนา” (เน้นความเป็นกันเอง)

Talk จะคล้ายกับ Speak แต่จะให้ความรู้สึก “เป็นกันเอง” (Informal) และเน้นว่ามีการ “โต้ตอบ” กันระหว่างคนสองคนขึ้นไป (Conversation) เหมือนการนั่งคุยสัพเพเหระหรือปรึกษาหารือทั่วไปครับ

  • Talk + to/with: I was talking to my friend for an hour. (ฉันนั่งคุยกับเพื่อนอยู่ตั้งชั่วโมงแน่ะ)
  • Talk + about: We are talking about the new movie. (พวกเรากำลังคุยกันเรื่องหนังใหม่)

ตารางเปรียบเทียบ: สรุปความต่าง Say, Tell, Speak และ Talk (The Communication Matrix)

เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกใช้ได้ถูกต้องภายในเสี้ยววินาที ลองใช้ตารางวิเคราะห์โครงสร้างและบริบทนี้เป็นตัวช่วยเช็กความแม่นยำก่อนเริ่มบทสนทนาครับ

คำกริยา (Verb)ความหมายหลัก (Main Meaning)โครงสร้างที่พบบ่อย (Typical Structure)ระดับความเป็นทางการ (Formality)
Sayกล่าวว่า / พูดว่าSay + Something (to someone)ทั่วไป
Tellบอก / แจ้งให้ทราบTell + Someone + Somethingทั่วไป / ให้ข้อมูล
Speakพูด (ใช้กับภาษา/พิธีการ)Speak + to/with someoneเป็นทางการ (Formal)
Talkคุย / สนทนาโต้ตอบTalk + to/with someoneเป็นกันเอง (Informal)

จุดที่คนไทยมักพลาด: “Tell to me” และ “Talk languages”

นี่คือจุดที่ผมอยากเตือนไว้ให้ระวังเป็นพิเศษครับ:

  • ❌ ห้ามใช้: Tell to me. (ผิดกฎ เพราะ Tell ไม่ต้องการ to) => ✅ ต้องใช้: Tell me.
  • ❌ ห้ามใช้: I talk English. (ผิดบริบท) => ✅ ต้องใช้: I speak English. (ภาษาต้องใช้คู่กับ Speak เสมอครับ)

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. “Tell a story” กับ “Say a story” อันไหนถูก?

ต้องใช้ Tell a story ครับ! เพราะเป็นการเล่าข้อมูลหรือเรื่องราวให้ผู้อื่นฟัง เช่นเดียวกับคำว่า tell a lie (โกหก), tell a joke (เล่นมุก), หรือ tell the truth (บอกความจริง) ครับ

2. ในที่ทำงานควรใช้ Speak หรือ Talk มากกว่ากัน?

ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ครับ ถ้าคุยเล่นกับเพื่อนร่วมงานตอนพักเที่ยงใช้ Talk ได้เลย แต่ถ้าเป็นการคุยกับเจ้านายที่เป็นทางการ หรือขอโทรหาลูกค้าเพื่อปรึกษาเรื่องสัญญา ควรใช้ Speak จะดูเป็นมืออาชีพกว่าครับ

3. “Speak with” กับ “Speak to” ต่างกันไหม?

ความหมายเหมือนกันเป๊ะครับ เพียงแต่ Speak to จะเป็นที่นิยมในฝั่งอเมริกา (American English) มากกว่า ส่วน Speak with จะให้ความรู้สึกว่าเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันสองฝ่ายครับ

4. ใช้ “Say” กับการสั่งงานได้ไหม?

ไม่แนะนำครับ ถ้าเป็นการสั่งงานหรือบอกให้ใครทำอะไร ควรใช้ Tell + someone + to do… จะชัดเจนที่สุดครับ เช่น “My boss told me to fix the bug.”

5. “It goes without saying” แปลว่าอะไร เห็นในข่าวบ่อยๆ?

เป็นสำนวนครับ แปลว่า “ชัดเจนอยู่แล้ว/ไม่ต้องบอกก็รู้” เช่น “It goes without saying that health is important.” (เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าสุขภาพนั้นสำคัญ)

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


‘ยามะเร็งฝีมือคนไทย’ เป้าราคาหลักหมื่น คนไทยเข้าถึงการรักษา ความหวังที่จับต้องได้

  • ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพสูง ในราคาที่อยู่ระดับหลักหมื่นต้นๆ เท่านั้นจากราคายาที่นำเข้า 80,000-100,000 บาท ต่อรอบการรักษา
  • อีก 3 เดือนข้างหน้าจะเปิดรับอาสาสมัครมาเข้าร่วมทดลองคลินิกในมนุษย์ ซึ่งระยะแรกเปิดรับ 20 ราย โดยต้องเป็นกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีการตรวจพบโปรตีน PD-L1 อย่างน้อย 50%
  • Immunotherapy (การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด) เป็นเสมือนการเข้าไปปลุกระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ตื่นขึ้นมาจัดการกับเซลล์มะเร็งด้วยตัวเอง ทำให้ยามีโอกาสรักษาได้ครอบคลุมมะเร็งหลายชนิด

“โรคมะเร็ง” ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตหลักของประเทศไทย โดยมีผู้ป่วยรายใหม่กว่า 140,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 400 คน ซึ่งเป็นภาระสำคัญต่อระบบสาธารณสุข ทั้งในด้านการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว การรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งหลายชนิด โดยสามารถช่วยยืดอายุและเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาในผู้ป่วยมะเร็ง 

แม้ว่านวัตกรรมทางการแพทย์ดังกล่าวจะสร้างความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ข้อจำกัดด้านต้นทุนของยานวัตกรรมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริบทของระบบสาธารณสุขไทยที่ต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของการรักษาและความยั่งยืนด้านทรัพยากร

ลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษา

วานนี้ (20 เม.ย. 2569) ที่อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สภากาชาดไทย และพันธมิตรทางคลินิก เปิดความก้าวหน้าโครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเพื่อคนไทย พร้อมลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เพื่อมุ่งสู่การวิจัยในมนุษย์ เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งไทย 

ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และสภากาชาดไทยในการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเพื่อคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 8  ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของไทยที่ได้มีการพัฒนายาดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันยาชีววัตถุรักษามะเร็งที่ใช้จะเป็นการนำเข้ามาจากต่างประเทศ และราคาค่อนข้างสูง ทำให้มีผู้ป่วยมะเร็งเพียงกลุ่มหนึ่งที่สามารถเข้ารับการรักษาจากยาต้นแบบได้ 

“การรักษาด้วยยาต้นแบบ (Original Drug) จากต่างประเทศมีราคาสูงถึง 80,000 – 100,000 บาท ต่อหนึ่งรอบการรักษา (3 สัปดาห์จะต้องมารับยา) ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยต้องแบกรับค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาการรักษาจนกว่าโรคจะสงบ ทำให้โอกาสเข้าถึงยานี้แทบจะเป็นศูนย์สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีสิทธิสวัสดิการข้าราชการ”

ยาที่พัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยไทย และความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพสูง ในราคาที่อยู่ระดับหลักหมื่นต้นๆ เท่านั้น และหากสปสช.นำเข้าบัญชียาหลักแห่งชาติก็จะทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงการรักษาด้วยยาดังกล่าวได้ 

ยาภูมิคุ้มกันบำบัด เพิ่มเวลาชีวิตให้นานขึ้น

การลดราคาลงหลายเท่าตัว ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเผชิญกับทางเลือกที่เจ็บปวดระหว่าง “การรักษา” หรือ “ทรัพย์สินทั้งชีวิตของครอบครัว”

ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ กล่าวต่อว่านวัตกรรมดังกล่าวไม่ใช่เคมีบำบัดแบบเดิม แต่เป็นยาในกลุ่มแอนติบอดี(Antibody) หรือที่รู้จักกันในนาม ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งมีกลไกการทำงานที่ชาญฉลาด โดยการเข้าไปปลดล็อก เม็ดเลือดขาวในร่างกายที่ถูกเซลล์มะเร็งอำพรางไว้ ให้กลับมาตรวจจับและทำลายเนื้อร้ายได้

“การใช้เคมีบำบัดแบบเดิม โดยเฉลี่ยควบคุมโรคได้ประมาณ 8 เดือน แต่ยาภูมิคุ้มกันบำบัดแนวใหม่ที่พัฒนาขึ้นนี้ สามารถควบคุมโรคได้เฉลี่ย มากกว่า 2 ปี และในกลุ่มผู้ป่วยที่ตอบสนองดี  ประมาณ 15-20% ของผู้ป่วย อาจมีชีวิตอยู่ได้ยาวนาน มากกว่า 5 ปี ที่สำคัญ ยาชนิดนี้ ไม่ได้ถูกพัฒนามาเพื่อทดแทนเคมีบำบัดทั้งหมด แต่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ร่วมกันหรือใช้เสริมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา เป็นการสร้างโอกาสครั้งที่สองให้คนไข้มีเวลา กับคนรักได้นาน” ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ กล่าว

รับสมัครผู้ป่วยมะเร็งปอดโปรตีน PD-L1 อย่างน้อย 50%

ในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะเปิดรับอาสาสมัครมาเข้าร่วมการทดลองคลินิกในมนุษย์ ซึ่งระยะแรกจะเปิดรับ 20 ราย โดยต้องเป็นกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีการตรวจพบโปรตีน PD-L1 อย่างน้อย 50%

ศ.ดร.นพ.วิโรจน์  กล่าวด้วยว่าจากข้อมูลเชิงลึกพบว่า ในผู้ป่วยมะเร็งปอด 100 คน จะมีประมาณ 20-25 คน ที่มีระดับโปรตีนสูงตามเกณฑ์นี้ และเป็นกลุ่มที่คาดหวังผลการตอบสนองต่อยาได้ดีที่สุด โดยโครงการวิจัยระยะแรกจะเปิดรับอาสาสมัคร สถาบันละ 10 คน รวมเป็น 20 คน เพื่อทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพเบื้องต้น

“เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าการวิจัยคือความยั่งยืน ซึ่งทีมนักวิจัยมีแผนงานที่ชัดเจนในการผลักดันยาตัวนี้เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ และระบบ สปสช. (สิทธิบัตรทอง) เพื่อให้รัฐบาลสามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด และให้คนไทยเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพเปลี่ยนจากยาที่เข้าไม่ถึงเป็นสวัสดิการพื้นฐานของทุกคน รวมถึงแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยและหน่วยงานรัฐที่จะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศ และสร้างระบบสาธารณสุขที่เท่าเทียม”ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ กล่าว

ภารกิจของคนไทย พัฒนายารักษามะเร็ง

นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล ผู้ช่วยคณบดีด้านยุทธศาสตร์องค์กร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวว่าตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การพัฒนาเซลล์ตั้งต้นในการผลิตยา การออกแบบกระบวนการผลิต ไปจนถึงการขยายขนาดการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร แต่ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการสนับสนุนจากประชาชนไทย ทำให้โครงการสามารถเดินหน้ามาได้

“การพัฒนา Immunotherapy (การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด) แตกต่างจากยาเคมีบำบัดหรือยาพุ่งเป้าแบบเดิม เป็นเสมือนการเข้าไปปลุกระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ตื่นขึ้นมาจัดการกับเซลล์มะเร็งด้วยตัวเอง ทำให้ยามีโอกาสรักษาได้ครอบคลุมมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งปอดหรือมะเร็งเต้านม เพราะหัวใจสำคัญคือการเสริมพลังให้ร่างกายสู้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน  ซึ่งความสำเร็จในห้องแล็บที่เห็นผลชัดเจน 100% ในการลดขนาดมะเร็ง จนนำมาสู่การทดลองคลินิกในมนุษย์ จะช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพสูงในราคาที่จับต้องได้” นพ.ไตรรักษ์ กล่าว

ภารกิจนี้ไม่ใช่เพียงงานวิจัยในห้องแล็บ แต่คือ “ภารกิจของคนไทยทุกคน” ในเร็วๆ นี้ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯจะมีการจัดกิจกรรมระดมทุนและคอนเสิร์ตการกุศล เพื่อเปลี่ยนพลังสมทบทุนให้กลายเป็นงบประมาณวิจัยที่จะขยายผลไปสู่การรักษามะเร็งชนิดอื่นๆ ต่อไป

2 คณะแพทย์ ทดลองคลินิกในมนุษย์ 20 ราย

รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าว่า จุฬาฯมีความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาระบบสาธารณสุขของประเทศ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ซึ่งที่ผ่านมาจุฬาฯ ได้สนับสนุนให้มีงานวิจัยเกี่ยวกับยาภูมิคุ้มกันบำบัด เพื่อให้เป็นทางเลือกใหม่ในการรักษามะเร็ง ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้ เพราะยาชีววัตถุมีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องนำเข้าจากต่างประเทศ 

“การพัฒนายาชีววัตถุ และความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นนวัตกรรมที่มีการวิจัยในประเทศไทย ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม รวมถึงสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างองค์ความรู้ และผลักดันให้งานวิจัยสามารถนำมาใช้ได้จริง”รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ กล่าว

ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า บทบาทของเราจะเป็นสถาบันการแพทย์ที่มุ่งเน้นการศึกษา วิจัย และการบริการดูแลรักษาผู้ป่วย เราเป็นส่วนหนึ่งในการนำยาดังกล่าวมาใช้ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งปอด ซึ่งขณะนี้ผู้ป่วยมะเร็งปอดที่จะใช้ยาชีววัตถุนั้นมีเพียงจำนวนหนึ่ง เพราะราคาค่อนข้างสูง จึงมีความจำเป็นที่ต้องพัฒนายาในกลุ่มนี้ 

“เป้าหมายการทดลองคลินิกในมนุษย์จะดำเนินการในผู้ป่วย 75 ราย เป็นการดำเนินการตามมาตรฐานการใช้ยาและทดลองยา ดังนั้น หวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเกิดประโยชน์ต่อคนไทย และเสริมสร้างศักยภาพให้ทั่วโลกรู้ว่านักวิจัยไทย การแพทย์ไทยมีความพร้อมในการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็ง “ผศ.นพ.จักราวุธ กล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


วาง “หัวหอมแดง” ไว้หัวเตียงก่อนนอน! ทริคโบราณที่ได้ผลจริง!

อากาศเปลี่ยนทีไร คัดจมูกจนนอนไม่ได้ทุกที! ลองใช้เคล็ดลับ “หัวหอมแดง” วางไว้หัวเตียงก่อนนอนสิ ทริคสุดง่ายจากภูมิปัญญาชาวบ้านที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจได้อย่างเหลือเชื่อ ไม่ต้องพึ่งพายาเสมอไป

หลายคนอาจเคยเห็นผู้ใหญ่ให้นำหัวหอมแดงมาทุบแล้ววางไว้ใกล้ๆ ตัวเวลานอน โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือผู้ที่มีอาการหวัด คัดจมูก สาเหตุที่ “หัวหอมแดง” มีประสิทธิภาพในการช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้นนั้น เป็นเพราะในหัวหอมมีน้ำมันหอมระเหยและสารประกอบซัลเฟอร์ (Sulfur) ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและช่วยลดอาการบวมของเยื่อบุโพรงจมูก

วิธีทำง่ายๆ ที่บ้าน:

  1. นำหัวหอมแดงประมาณ 3-5 หัว มาปอกเปลือกออกเล็กน้อย
  2. ทุบพอให้บุบเพื่อให้ “น้ำมันหอมระเหย” เริ่มส่งกลิ่นออกมา
  3. นำใส่ถ้วยเล็กๆ หรือห่อผ้าขาวบาง วางไว้บริเวณหัวเตียงหรือใกล้หมอนในระยะที่ได้กลิ่น

การสูดดมกลิ่นอ่อนๆ ของหัวหอมแดงขณะหลับ จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารที่มีฤทธิ์ช่วยขยายทางเดินหายใจ ทำให้หายใจคล่องขึ้น ลดการสะสมของน้ำมูก และส่งผลให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใครที่กำลังมองหาวิธีธรรมชาติมาช่วยดูแลสุขภาพในห้องนอน ต้องลองทริคนี้เลย!

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 21/4/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a72,600.0072,800.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,693.0071,145.8873,600.00
ทองรูปพรรณ 90%4,223.7064,031.29n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,754.4056,916.70n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,111.8532,015.65n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,642.5524,901.06n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,863.2173,726.26n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 21/4/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9542.4542.4542.9542.4542.4542.4542.4542.4542.45
แก๊สโซฮอล์ 9142.0842.0842.3342.0842.0842.0842.0842.0842.08
แก๊สโซฮอล์ E2035.4535.4535.9535.4535.4535.4535.4535.45
แก๊สโซฮอล์ E8531.3931.3931.39
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม51.5456.0449.8451.54
เบนซิน 9552.0456.0152.5452.1952.04
ดีเซล41.7041.7041.7041.7041.7041.7041.7041.7041.70
ดีเซลพรีเมี่ยม63.6064.1064.8464.1063.60
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า