กคช.เปิดจอง แค่5000บาท ‘เคหะชุมชนฯ ประชานิเวศน์ 3’ ชูทำเลทอง ใกล้รถไฟฟ้า 2 สาย

- การเคหะแห่งชาติเปิดจองโครงการ “เคหะชุมชนฯ ประชานิเวศน์ 3” ใน จ.นนทบุรี ด้วยเงินจองเพียง 5,000 บาท
- โดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้งใกล้รถไฟฟ้า 2 สาย คือ สายสีชมพู (สถานีสามัคคี) และสายสีม่วง (สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี)
- เป็นอาคารพักอาศัยสูง 8 ชั้น มีห้อง 2 ขนาดให้เลือก ราคาเริ่มต้น 829,000 บาท แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า การเคหะแห่งชาติเปิดให้ประชาชนผู้สนใจจองซื้อ ”โครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชน ประชานิเวศน์ 3” จัดสร้างเป็นอาคารพักอาศัยสูง 8 ชั้น จำนวน 4 อาคาร รวมทั้งสิ้น 556 หน่วย ตั้งอยู่บริเวณถนนสามัคคี ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี
มีห้องพักให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ ขนาด 25.5 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 829,000 – 999,000 บาท และขนาด 30 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 1,230,000 – 1,570,000 บาท โดยโครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบให้สอดรับกับวิถีชีวิตคนเมือง เน้นความสะดวกสบายและการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า

“โครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชน ประชานิเวศน์ 3” มีจุดเด่นที่ตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพสูง แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ สถานที่ราชการ ตลาด แหล่งงาน สถานศึกษา โรงพยาบาล ทางด่วน ที่สำคัญใกล้รถไฟฟ้า 2 สาย สายสีชมพู สถานีสามัคคี และ MRT สายสีม่วง สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี หรือสถานีแคราย ทำให้การเดินทางเชื่อมต่อได้ง่ายขึ้น
นายทวีพงษ์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชน (Transit-Oriented Development: TOD) ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อตอบโจทย์ประชาชนที่ต้องการที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้าในราคาที่เหมาะสม เดินทางสะดวกด้วยระบบขนส่งมวลชน เชื่อมต่อทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ และรถขนส่งชุมชน ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน ลดค่าใช้จ่าย ลดเวลาในการเดินทาง
การเคหะแห่งชาติเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น โดยเปิดให้จองเพียง 5,000 บาทเท่านั้น ปัจจุบันมีผู้ให้ความสนใจและจองแล้วกว่า 300 หน่วย สะท้อนถึงความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลดังกล่าวเป็นอย่างมาก
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ไทยผงาดฮับอภิมหาเศรษฐีโลก! ดึงทุนไฮเอนด์ทะลักเอเชีย

- ประเทศไทยถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นศูนย์กลางความมั่งคั่ง (Wealth Hub) ที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย โดยจำนวนอภิมหาเศรษฐีจะเพิ่มขึ้นถึง 26% ในช่วงปี 2026-2031
- ปัจจัยดึงดูดทุนจากทั่วโลกคือคุณภาพชีวิตที่โดดเด่น ระบบสาธารณสุขและเวลเนสระดับโลก และตลาดอสังหาริมทรัพย์หรูที่เติบโตสวนกระแสโลก
- ไทยกลายเป็นฐานพำนักและการลงทุนยอดนิยมของกลุ่มเศรษฐีเคลื่อนที่เร็ว (Ultra Mobility) และกลุ่ม Family Office จากเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรป
- ความต้องการที่อยู่อาศัยระดับไพรม์และแบรนด์เรสซิเดนซ์พุ่งสูงขึ้นอย่างแข็งแกร่ง สะท้อนบทบาทการเป็นแม่เหล็กดึงดูดกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง
ไทยติดสปีด “ฮับความมั่งคั่ง” เอเชีย
ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดความมั่งคั่งที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค จากรายงาน The Wealth Report 2026 ของ Knight Frank ที่ประเมินว่ากลุ่มอภิมหาเศรษฐี (UHNWIs) ของไทยจะเพิ่มขึ้นถึง 26% ในช่วงปี 2026–2031 สะท้อนบทบาทใหม่ของไทยในฐานะ “แม่เหล็กดึงดูดทุนโลก”ขณะเดียวกัน ราคาที่อยู่อาศัยระดับไพรม์ในไทยปรับขึ้น 6.3% ตอกย้ำดีมานด์แข็งแกร่งทั้งจากผู้ซื้อในประเทศและต่างชาติ
กระแสโลกหนุนไทยขึ้นแท่นดาวรุ่ง
แม้สหรัฐยังครองตำแหน่งศูนย์กลางความมั่งคั่ง แต่เอเชียคือภูมิภาคที่โตเร็วที่สุด และไทยกำลังโดดเด่นในสมการใหม่นี้ปัจจัยหนุนหลักมาจาก
- การเติบโตของผู้ประกอบการ-ธุรกิจครอบครัว
- เศรษฐกิจฟื้นตัวจากท่องเที่ยว
- กระแสเงินทุนไหลเข้า
- ภาพลักษณ์เด่นด้านไลฟ์สไตล์ สุขภาพ และบริการ
“Ultra Mobility” พลิกเกมที่อยู่อาศัยไทย
หนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญคือ “ความมั่งคั่งเคลื่อนย้ายสูง” กลุ่มเศรษฐีโลกใช้ชีวิตแบบหลายประเทศไทยได้เปรียบจาก
- คุณภาพชีวิตและค่าครองชีพที่คุ้มค่า
- ระบบสาธารณสุข-เวลเนสระดับโลก
- ความปลอดภัยและเสถียรภาพ
ส่งผลให้ไทยกลายเป็นฐานพำนักยอดนิยมของนักลงทุนจากเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรป

อสังหาฯ ลักชัวรีโตต่อเนื่อง รับดีมานด์โลก
ตลาดไฮเอนด์ไทยยังขยายตัวชัดเจน โดยเฉพาะ
- คอนโดซูเปอร์ไพรม์ในกรุงเทพฯ
- แบรนด์เรสซิเดนซ์ในภูเก็ต-สมุย
- บ้านพักตากอากาศสายเวลเนส
ท่ามกลางภาวะขาดแคลนอสังหาฯ ลักชัวรีพร้อมอยู่ในหลายประเทศ ไทยจึงยิ่งโดดเด่นในสายตานักลงทุน
Family Office ปักหมุดไทย ฐานลงทุนใหม่
อีกแรงขับสำคัญคือการเติบโตของ Family Office ที่มองหาการกระจายความเสี่ยงไทยตอบโจทย์ด้วย
- โอกาสลงทุนโรงแรม-ท่องเที่ยว
- โลจิสติกส์และอสังหาฯ value-add
- ทำเลยุทธศาสตร์เชื่อมจีน–อินเดีย–อาเซียน
การเปลี่ยนแปลง โอกาสใหม่ไทย
พฤติกรรมผู้บริโภคหรูเปลี่ยนจาก “ครอบครอง” สู่ “ประสบการณ์”ไทยได้เปรียบจาก
- รีสอร์ตเวลเนสระดับโลก
- การแพทย์เชิงท่องเที่ยว
- ประสบการณ์ธรรมชาติระดับลักชัวรี
- แบรนด์โรงแรมชั้นนำ
ไทยอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ
Liam Bailey Global Head of Research Knight Frank กล่าวว่า เรากำลังเห็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงด้านการกระจายความมั่งคั่งครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ สหรัฐฯ ยังคงเป็นเครื่องจักรหลักในการสร้างความมั่งคั่งของโลก
แต่ขณะเดียวกัน อินเดียและกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วก็เริ่มมีบทบาทโดดเด่นขึ้นในการกำหนดภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลก แม้จะเผชิญแรงสั่นสะเทือนทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ทุนส่วนบุคคลยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นอย่างน่าทึ่ง
ผลลัพธ์ล่าสุดของเราสะท้อนให้เห็นถึงการเร่งตัวเชิงโครงสร้างของการสร้างความมั่งคั่งทั่วโลกอย่างแท้จริง แต่ภายในความท้าทายก็มีโอกาส ตลาดที่ผสานคุณภาพชีวิต การเคลื่อนย้าย และมูลค่าระยะยาว
ประเทศไทย กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน การเติบโตของกลุ่มมั่งคั่งและตลาดไพรม์ในไทยสะท้อนถึงบทบาทที่ขยายตัวในระบบความมั่งคั่งระดับโลก
ณัฏฐา คหาปนะ กรรมการผู้จัดการ Knight Frank Thailand กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่โดดเด่นในสายตากลุ่มมั่งคั่งทั่วโลก ความพร้อมด้านไลฟ์สไตล์ โครงสร้างพื้นฐาน และซัพพลายอสังหาฯ ระดับลักชัวรีที่เพิ่มขึ้น ทำให้ไทยเป็นจุดหมายที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เราเห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นในโครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์ บ้านพักแนวเวลเนส และสินทรัพย์โรงแรมระดับอินเวสต์เมนต์ เมื่อเทรนด์ความมั่งคั่งเน้นสุขภาพและการเคลื่อนย้าย ไทยมีความได้เปรียบ
ท่ามกลางความผันผวนเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ไทยกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “ตลาดเกิดใหม่” สู่ “ศูนย์กลางความมั่งคั่ง” ที่มีองค์ประกอบครบทั้งการลงทุน การอยู่อาศัย และคุณภาพชีวิตโจทย์สำคัญต่อจากนี้ คือการรักษาโมเมนตัม และยกระดับศักยภาพให้ทันกับคลื่นทุนที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 24 เม.ย.69 ‘อ่อนค่า‘ กัลวงเจรจาหยุดยิงรอบ2

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 24 เม.ย. อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 32.49 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทมาจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2
- การอ่อนค่าของเงินบาทยังได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น
- นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าค่าเงินจะยังคงผันผวนสูง โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวระหว่าง 32.30-32.60 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.49 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.48 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.60 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.32-32.52 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์
ทว่า เงินบาทได้พลิกกลับมาอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลางและการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
สะท้อนจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในช่วงคืนที่ผ่านมา ที่มาพร้อมกับการทยอยปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวัง การลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ของ FED ในปีนี้ โดยให้โอกาสเหลือเพียง 23%) กดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวลดลง
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ (Composite PMI) เดือนเมษายน ที่ปรับตัวสูงขึ้น ดีกว่าคาด ซึ่งต่างจากฝั่งยุโรป ที่ดัชนี PMI ออกมาผสมผสาน (ฝั่งอังกฤษ ดัชนี PMI ปรับตัวขึ้นดีกว่าคาด
แต่ฝั่งยูโรโซน ดัชนี PMI กลับปรับตัวลดลงแย่กว่าคาด) ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ท่ามกลางการทยอยขายทำกำไรบ้างของผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะ Short THB รวมถึงบรรดาผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ แถวโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้
โดยในช่วงนี้ เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน ซึ่งจะทำให้ ราคาน้ำมันดิบมีจังหวะปรับตัวสูงขึ้นเป็นระยะๆ ในช่วงที่ตลาดมีความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งภาพดังกล่าวมักจะมาพร้อมกับการปรับตัวสูงขึ้นของเงินดอลลาร์ (และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ) ขณะที่ราคาทองคำ เสี่ยงปรับตัวลง เพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาท
โดยเรายังคงประเมินว่า ในกรณีที่ สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านมากขึ้น (เน้นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและสะพาน เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านเจรจาหยุดยิง) อาจทำให้อิหร่านมีการตอบโต้กลับที่รุนแรง (รวมถึงอาจมีการปิดช่องแคบ Bab El-Mandeb จากฝั่ง Houthi ที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน)
ในกรณีนี้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงหนัก โดย เงินบาทอาจอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ซึ่งหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น ในช่วงสัปดาห์การจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนต่างชาติที่จะเริ่มมีนัยสำคัญต่อเงินบาทในช่วงสัปดาห์หน้า (ปลายเดือนเมษายน) ถึง ต้นพฤษภาคม (โฟลว์ธุรกรรมมจ่ายเงินปันผลอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ราว 1%-4%)
เราประเมินว่า มีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่ากลับไปทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านดังกล่าวได้ อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงได้บ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้ส่งออก รวมถึงการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) โดยเราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นกลุ่มดังกล่าว อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้านตั้งแต่ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากโมเมนตัมเงินบาทยังคงมีกำลังอยู่ และเงินบาทสามารถอ่อนค่าลงทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้นั้น เรามองว่า ควรเริ่มมองโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปจนถึงโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ เป็นโซนแนวต้านที่อาจเป็นไปได้ ทั้งนี้ เราขอย้ำว่า เงินบาทจะสามารถอ่อนค่าลงหนักในลักษณะดังกล่าวได้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน และเกิดขึ้นในช่วงมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลมาก
ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มมีแนวโน้มคลี่คลายลงได้บ้าง เช่น ทางฝั่งสหรัฐฯ ไม่ได้ใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมเพื่อกดดันให้อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะการเจรจาหยุดยิง หรือ เริ่มมีสัญญาณของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบ 2 อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง (อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์)
แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ทำให้เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways แถวโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ จะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้นำเข้า อาจรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ตามโซนแนวรับดังกล่าวได้ และที่สำคัญ เรามองว่า ฝั่งผู้เล่นที่มีสถานะ Short THB ได้ทยอยลดสถานะลงมาบ้างแล้ว อย่างน้อย 50% จากช่วงเงินบาทอ่อนค่าแถวโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง รับความคาดหวังการเจรจาหยุดยิงในช่วงต้นเดือนเมษายน ทำให้ หากตลาดกลับมามีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง เงินบาทอาจไม่สามารถแข็งค่าขึ้นระดับ 70 สตางค์ต่อดอลลาร์ ภายในวันเดียว เหมือนที่เคยเกิดขึ้นได้
เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่สูง กอปรกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ได้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED และกดดันบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ขณะเดียวกัน รายงานผลประกอบการของ IBM -8.3% และ ServiceNow -17.8% ที่ออกมาน่าผิดหวัง ได้สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นกลุ่ม Tech Services เพิ่มเติม ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่ม Defensive อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภคและ Utilities ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.41% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.89%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.05% แม้จะเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และแรงกดดันจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่ม Tech Services เช่น SAP -6.1% ไม่ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ เช่นกัน ทว่าตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4.34% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่หนุนให้ ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวสูงขึ้น กอปรกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนี PMI ที่ออกมาดีกว่าคาด ซึ่งยังคงทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาสการลดดอกเบี้ย 1 ครั้งของ FED ในปีนี้ เหลือราว 23% โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สอดคล้องกับมุมมองของเราว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่จะกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่ ทว่าเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย
อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% (ที่เป็นระดับ Fair Value ที่เราประเมินจากโมเดล ACM และ Yield Spread) ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้ (ล่าสุด เราปรับมุมมองใหม่ว่า FED ยังมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ 1 ครั้ง ในช่วงปลายปีนี้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาดและโดดเด่นกว่าบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 98.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.5-98.9 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับ จังหวะการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ย่อตัวลงบ้าง ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน หนุนให้ ราคาทองคำสามารถรีบาวด์สูงขึ้นสู่โซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของอังกฤษ ในเดือนมีนาคม รวมถึง รายงาน ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) ในเดือนเมษายน
ส่วนในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) เดือนมีนาคม ที่จะสะท้อนถึงผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้อย่างชัดเจน และมีโอกาสที่จะเห็นการขาดดุลการค้ามากขึ้นจากเดือนก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ จากผลของราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
อรนภา ประเดิมเหรียญแรกทัพไทย คว้าทองแดง ยูยิตสู เอเชียนบีชเกมส์ 2026

การแข่งขันเอเชียนบีชเกมส์ ครั้งที่ 6 “ซานย่า 2026” ณ เมืองซานย่า มณฑลไห่หนาน ประเทศจีน เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ทัพนักกีฬาไทยเริ่มขยับเหรียญรางวัลเป็นที่เรียบร้อยจากกีฬา ยูยิตสู ที่มีการชิงชัยรวม 3 เหรียญทอง
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่รุ่นน้ำหนัก 63 กก. หญิง อรนภา เสนาธรรม จอมทุ่มสาวไทยโชว์ฟอร์มแกร่ง โดยในรอบ 16 คน เอาชนะ ทิฟฟานี่ มิน ฮุ่น โลว์ จากสิงคโปร์ แม้ในรอบ 8 คนสุดท้ายจะพลาดท่าแพ้ อเล็กซานเดรีย ลูอิส เอ็นริเกวซ จากฟิลิปปินส์ 0-50 แต่ยังฮึดสู้ในรอบแก้ตัวเอาชนะ คาลิม คาบาเอตาร์ จากมองโกเลีย จนผ่านเข้าสู่รอบชิงเหรียญทองแดงได้สำเร็จ
ในรอบชิงอันดับ 3 อรนภา ลงสนามพบกับ แอนเดรีย โลอิส เลโอ คู่ปรับจากฟิลิปปินส์ ผลปรากฏว่าสาวไทยคุมจังหวะได้เหนือกว่า เอาชนะไปได้ 3-0 ผงาดคว้าเหรียญทองแดงแรกให้กับทัพนักกีฬาไทยในทัวร์นาเมนต์นี้อย่างเป็นทางการ
หลังจบการแข่งขัน อรนภา เปิดเผยว่า “ดีใจมากที่คว้าเหรียญทองแดงได้อีกครั้งต่อจากครั้งที่แล้วที่เวียดนาม ยอมรับว่าเสียดายในรอบ 8 คนที่แพ้ฟิลิปปินส์เนื่องจากเป็นนักกีฬาหน้าใหม่ที่ซ้อมในสหรัฐฯ ทำให้ยังไม่รู้เชิงกัน หลังจากนี้จะกลับไปฟิตร่างกายให้สมบูรณ์ที่สุดเพื่อเตรียมสู้ศึก เอเชี่ยนเกมส์ ที่ประเทศญี่ปุ่นต่อไป”
สรุปผลงานนักกีฬายูยิตสูไทยรายอื่น:
- รุ่น 63 กก. หญิง: มาเรีย เอลิสซาเว็ต ค๊อกโคเลียว แพ้ ลี ยอนจี (เกาหลีใต้) 0-3
- รุ่น 52 กก. หญิง: มิยู ซูซุกิ ชนะ ชมมานี มานีสาย (ลาว) 50-0 ก่อนพ่าย เจนน่า ไคล่า นาโปลิส (ฟิลิปปินส์) 2-4, ณัฐชยา สุกัน ชนะ โตล์โกเนีย นูร์ลาโนว่า (เคอร์กิสถาน) 50-0 แต่พลาดท่าในรอบ 8 คนและรอบแก้ตัว
- รุ่น 62 กก. ชาย: สุวิจักขณ์ ขุนทอง และ ณภัธ มาธุพันธ์ พลาดโอกาสลุ้นเหรียญหลังพ่ายในรอบลึก
ขณะที่ วอลเลย์บอลชายหาด ทัพไทยทำผลงานยอดเยี่ยมเก็บชัยชนะได้ทั้งหมด โดยประเภททีมชาย กลุ่มเอฟ บัลลือ นาคประคอง จับคู่กับ ปรวิทย์ เตาวะโต ต้อนเอาชนะมาเลเซีย 2-0 เซต (21-6, 21-10) ส่วนกลุ่มอี เนติธร มุณีกุล และ วชิรวิชญ์ หมวดผา ชนะเกาหลีใต้ 2-0 เซต (21-9, 21-14) ทางด้านทีมหญิง สายเอฟ สลิลดา มุงคล และ พัชราพร สีหะวงศ์ เอาชนะบังกลาเทศขาดลอย 2-0 เซต (21-9, 21-5)
ส่วนผลกีฬา กาบัดดี้ ทีมหญิง นัดแรก ทีมสาวไทยต้านความแข็งแกร่งของ บังกลาเทศ ไม่ไหว พ่ายไปด้วยคะแนน 34-51
ทางด้าน นายธนา ไชยประสิทธิ์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ได้กล่าวชื่นชมความพร้อมของเจ้าภาพ จีน ว่ามีการจัดการแข่งขันที่ยอดเยี่ยม ทั้งพิธีเปิดที่กระชับ ที่พักในหมู่บ้านนักกีฬา และมาตรฐานสนามแข่งขันที่สร้างความพึงพอใจให้กับนักกีฬาจากทุกชาติเป็นอย่างมาก
ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th
ผลวิจัยชี้ PM2.5 เล็กทะลุสมอง เสี่ยง ‘หลอดเลือดตีบตัน สมองเสื่อม’

- ผลวิจัยทั้งในและต่างประเทศชี้ชัด “ฝุ่น PM2.5” ไม่ได้ทำร้ายแค่ปอด แต่กระทบลึกถึง “สมอง” ทุกช่วงวัย
- ระดับฝุ่นที่พุ่งสูงทุก 5 ไมครอนฯ สัมพันธ์กับจำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และหากสะสมในระยะยาว อาจเพิ่มความเสี่ยง “อัลไซเมอร์”
- แพทย์แนะประชาชนป้องกันตนเองได้ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย , ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในห้องนอนหรือในบ้าน , หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษสูง และควรงดกิจกรรมกลางแจ้งทุกประเภท
ประเทศไทย ยังคงเผชิญกับวิกฤตมลพิษทางอากาศจาก ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ ฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในทุกปี โดยช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์ความรุนแรงของปัญหาในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน ทั้งช่วงเวลาของการเกิดปัญหาและระดับความรุนแรงของ PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่และพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่ง PM2.5 ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่สุขภาพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของประเทศอีกด้วย
ฝุ่นละออง 7 วันข้างหน้า (23 – 29 เม.ย. 69)
- 17 จังหวัดภาคเหนือ : ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีแนวโน้มฝุ่นเพิ่มสูงขึ้นในช่วงวันที่ 23 – 25 เม.ย.
- ภาคกลางและตะวันตก : มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดสัปดาห์
- กทม. ปริมณฑล และภาคอีสาน : สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น ปริมาณฝุ่นเริ่มลดลง
ปัญหาฝุ่น PM2.5 มักจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) และฤดูร้อน (มีนาคม-เมษายน) เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งและลมสงบในสองช่วงฤดูนี้ ทำให้ฝุ่น PM2.5 สะสมอยู่ในอากาศมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ และผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่จะได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโดยรวม อันเนื่องมาจากทัศนียภาพที่ไม่แจ่มใส และข้อกังวลด้านสุขภาพ
ฝุ่น PM2.5 สร้างความเสียหายของระบบประสาทในหลายมิติ
ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่สามารถหายใจเข้าไปได้ (PM 2.5 ) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดมลพิษที่ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การศึกษาทางระบาดวิทยาได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่าง PM 2.5 กับโรคปอดและโรคหัวใจและหลอดเลือด
การศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่า PM 2.5ยังมีความสัมพันธ์อย่างมากกับความเสียหายของสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายของหลอดเลือดสมอง (โรคหลอดเลือดสมอง) และความเสียหายทางระบบประสาทในสมอง (การเปลี่ยนแปลงในการทำงานของสมอง ภาวะสมองเสื่อม ความผิดปกติทางจิตเวช ฯลฯ) PM 2.5 สามารถผ่านเข้าสู่ปอดและแกน “ลำไส้-จุลินทรีย์-สมอง” เพื่อก่อให้เกิดความเครียดออกซิเดชันและการอักเสบในระบบ หรือเข้าสู่เนื้อเยื่อสมองโดยตรงผ่านเส้นประสาทรับกลิ่น ซึ่งในที่สุดจะทำลายหลอดเลือดในสมองและเส้นประสาทในสมอง
เป็นที่น่ากล่าวถึงว่ามีช่วงเวลาหนึ่งที่ความเสียหายของสมองที่เกิดจาก PM 2.5สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ อย่างไรก็ตาม กลไกทางพยาธิสรีรวิทยาที่แท้จริงของการบาดเจ็บและการซ่อมแซมสมองยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ บทความนี้รวบรวมและอภิปรายกลไกการบาดเจ็บของสมองที่เกิดจาก PM 2.5และการซ่อมแซมตัวเองหลังการบาดเจ็บ ซึ่งอาจเป็นแนวคิดใหม่สำหรับการป้องกันและรักษาโรคหลอดเลือดสมองและโรคทางระบบประสาทในสมอง
สมองทุกช่วงวัยได้รับผลจากฝุ่น PM2.5
ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช ผู้ช่วยคณบดีและหัวหน้าหน่วยวิชาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า ฝุ่น PM2.5 มีขนาดเล็กสามารถเข้าสู่ร่างกาย ผ่านระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือด โดยผ่านกลไกสำคัญ เช่น ผนังกั้นปอด การแลกเปลี่ยนแก๊ซ กระแสเลือด (Lung-Gas-Blood Barrier) , ลำไส้ ไมโครเบียลและสมอง (Gut-Microbiota-Brain Axis) เมื่อเข้าสู่ร่างกาย PM2.5 จะไปกระตุ้นให้เกิดภาวะ ความเครียดของเซลล์หลอดเลือด(oxidative stress) ส่งผลให้เซลล์หลอดเลือดทำงานผิดปกติ เกิดการอักเสบ และลดความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง ขณะเดียวกันมีหลักฐานจากการทดลองในสัตว์ โดยให้สัมผัส PM2.5 ผ่านการสูดดม ต่อเนื่องเป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า PM2.5 ส่งผลทำให้หลอดเลือดในสมองเกิดการแข็งตัวได้
ข้อมูลการศึกษาในระดับประชากรยังพบว่า การเพิ่มขึ้นของ PM2.5 มีความสัมพันธ์กับอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยทุกการเพิ่มขึ้นของ PM2.5 จำนวน 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดอัมพาตและการเกิดซ้ำของโรคหลอดเลือดสมองถึง 24% และเพิ่มความรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ถึง 30% โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง
นอกจากนี้การได้รับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จากอากาศเป็นเวลาหลายปี ยังส่งผลให้สมองสะสมโปรตีนอะไมลอยด์ (Aβ42) มากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ โดยผลการศึกษาประชากรจำนวน 1,113 คน อายุ 45-75 ปี ที่มีสุขภาพสมองปกติ พบว่า
การได้รับ PM2.5 เป็นเวลา 1 ปี ทำให้ระดับโปรตีนอะไมลอยด์ ลดลง 10.1%
• การได้รับ PM2.5 เป็นเวลา 3 ปี ทำให้ระดับ Aβ42 ลดลง 7.8%
• การได้รับ PM2.5 เป็นเวลา 5 ปี มีแนวโน้มลดลง 7.6% แต่ยังไม่แน่ชัดทางสถิติ
ผศ.นพ.สุรัตน์ กล่าวต่อว่า การศึกษาในปี พ.ศ. 2566 ในวารสารด้านประสาทวิทยา ยืนยันว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5นี้ มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดความเสียหายของระบบประสาทในหลายมิติ ตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก ส่งผลให้มีแนวโน้มพัฒนาการสมองล่าช้า ระดับสติปัญญา หรือ IQ ต่ำ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อปัญหาด้านการเรียนรู้ ความโง่ ความฉลาด และอารมณ์ในวัยรุ่น โดยเฉพาะอาการซึมเศร้า ที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย ตลอดจนการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและอัลไซเมอร์อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามในช่วงที่ค่าฝุ่น PM2.5 สูง แนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเองได้ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย , ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในห้องนอนหรือในบ้าน , หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษสูง และควรงดกิจกรรมกลางแจ้งทุกประเภท
สาเหตุหลักเกิดฝุ่น PM2.5ในไทย
อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักของการเกิดฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทยนั้นมาจากหลายปัจจัยที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการเผาป่า การการเผาในที่โล่งหรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การเผาขยะ ที่ถือเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้น ๆ ในการก่อให้เกิดมลพิษอากาศ นอกจากนี้ ระบบขนส่งในเขตเมืองใหญ่ที่มีการจราจรหนาแน่นก็เป็นอีกแหล่งกำเนิดสำคัญของ ฝุ่น PM2.5 รถยนต์ดีเซลก็ถูกระบุให้เป็นตัวการสำคัญในการปล่อยมลพิษทางอากาศอีกด้วย
อีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามคือ ภาคอุตสาหกรรมโดยโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งยังคงปล่อยมลพิษทางอากาศ และเป็นหนึ่งในอีกสาเหตุของการเกิดฝุ่น PM2.5 ยิ่งไปกว่านั้นสภาพอากาศที่แห้งและลมสงบยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้ฝุ่น PM2.5 สะสมอยู่ในอากาศมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้เมื่อทำงานร่วมกัน จึงทำให้สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทยยังคงเป็นปัญหาที่ท้าทายในการแก้ไขอย่างยิ่ง
ในปัจจุบัน ปัญหามลพิษทางอากาศทั่วโลกทวีความรุนแรงขึ้น และการสัมผัสกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5ในอากาศก็กลายเป็นปัญหาที่คุกคามสุขภาพและความปลอดภัยของมนุษย์ ผลการทดลองในสัตว์และการศึกษาทางระบาดวิทยาในและต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า การสัมผัสกับ PM 2.5สามารถก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจและหัวใจและหลอดเลือดอย่างรุนแรง รวมถึงทำลายระบบประสาทได้หลายวิธี
กลไกการทำลายที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่ ภาวะเครียดออกซิเดชันและกระบวนการอักเสบของระบบประสาท การเปลี่ยนแปลงระดับการแสดงออกของ miRNA กระบวนการออโตฟาจี เส้นทางการส่งสัญญาณ PKA/CREB/BDNF และความผิดปกติของแกน HPA แกน “ลำไส้-จุลินทรีย์-สมอง” ก็เป็นประเด็นวิจัยที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความเสียหายหลังจากการสัมผัสกับ PM 2.5ไม่ใช่กลไกเดียว แต่เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ การซ่อมแซมตัวเองของร่างกายหลังจากการบาดเจ็บที่สมองจาก PM 2.5 ก็เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การศึกษาเพิ่มเติม
การระบุจุดเวลาที่อาจเกิดการซ่อมแซมหรือเสื่อมสภาพในกระบวนการบาดเจ็บ และการป้องกันและควบคุมตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถลดระดับความเสียหายของสมองได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความซับซ้อนและความหลากหลายของส่วนประกอบ PM ในสิ่งแวดล้อม และความเป็นพิษที่ไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความท้าทายในการวิจัยเกี่ยวกับการบาดเจ็บที่สมองที่เกิดจาก PM 2.5การทำความเข้าใจการบาดเจ็บที่สมองที่เกิดขึ้นและกลไกที่ยังไม่ได้รับการวิจัยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือความพยายามในอนาคตของเรา
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
make do ต่างกันอย่างไร? สรุปวิธีใช้กริยา “ทำ” ให้เป๊ะแบบมือโปร เลิกสับสนเวลาแต่งประโยค

ในภาษาไทยเรามีคำว่า “ทำ” ที่ครอบจักรวาลมากครับ จะทำกับข้าว ทำงานบ้าน ทำหน้าทำตา หรือทำธุรกิจ เราก็ใช้คำว่าทำตัวเดียวจบ แต่พอเป็นภาษาอังกฤษ หลายคนถึงกับต้องกุมขมับเพราะต้องเลือกระหว่าง Make และ Do ซึ่งดันแปลว่า “ทำ” เหมือนกันเป๊ะ! ความสงสัยที่ว่า make do ต่างกันอย่างไร จึงเป็นโจทย์หินลำดับต้นๆ ที่คนไทยมักจะตกม้าตายเวลาเขียนอีเมลหรือสนทนาภาษาอังกฤษครับ
การเลือกใช้ผิดคำอาจทำให้ประโยคของคุณฟังดูแปร่งๆ เช่น การบอกว่า “I do a mistake” (ซึ่งฝรั่งจะขมวดคิ้วใส่) แทนที่จะเป็น “I make a mistake” วันนี้ Engduo จะพาคุณมาถอดรหัสความต่างของกริยา 2 คำนี้แบบจำง่าย พร้อมตัวอย่างประโยค Collocation (คำที่ต้องใช้คู่กัน) ที่พบบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวันและโลกออฟฟิศ รับรองว่าอ่านจบแล้วจะเลิกสับสนแน่นอนครับ!
1. การใช้ Do: “ทำ” (เน้นที่กิจกรรม/หน้าที่/งาน)
กริยา Do มักจะใช้กับกิจกรรมที่เป็นงาน หน้าที่ หรืองานบ้านที่ต้องทำเป็นประจำครับ จุดเด่นคือ Do จะเน้นที่ “กระบวนการ” หรือการกระทำนั้นๆ โดยที่ไม่ได้มี “ผลลัพธ์ที่เป็นวัตถุชิ้นใหม่” เกิดขึ้นมา
- งานทั่วไป/หน้าที่: I have to do my homework. (ฉันต้องทำสื่อการบ้าน)
- งานบ้าน: She is doing the laundry. (เธอกำลังซักผ้า)
- กิจกรรมที่ไม่ระบุชื่อชัดเจน: What are you doing? (คุณกำลังทำอะไรอยู่?)
- การดูแลตัวเอง: I need to do my hair. (ฉันต้องทำผม/จัดทรงผมหน่อย)
- The Action Rule: จำไว้ว่าถ้าเป็นเรื่องของ “ภาระหน้าที่” หรือ “งานที่ต้องสะสาง” ให้เทใจไปที่ Do ก่อนเสมอครับ
2. การใช้ Make: “ทำ/สร้าง” (เน้นที่การสร้างสิ่งใหม่/ผลลัพธ์)
Make จะให้ความรู้สึกถึงการ “สร้าง” (Create) หรือ “ผลิต” (Produce) บางอย่างขึ้นมาใหม่ครับ มักจะเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ หรือเกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นหลังจากทำเสร็จแล้ว
- การทำอาหาร/เครื่องดื่ม: I will make some coffee. (ฉันจะไปชงกาแฟ – ได้กาแฟมา 1 แก้ว)
- การก่อให้เกิดปฏิกิริยา: You make me happy. (คุณทำให้ฉันมีความสุข – เกิดผลลัพธ์ทางอารมณ์)
- การตัดสินใจ/วางแผน: We need to make a decision. (พวกเราต้องตัดสินใจ – เกิดข้อสรุปใหม่)
- การสร้างเสียง: Don’t make a noise. (อย่าส่งเสียงดัง – สร้างเสียงรบกวนขึ้นมา)
ตารางเปรียบเทียบ: สรุปหมวดหมู่การใช้ Do vs Make (The Output Matrix)
เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกใช้ได้ถูกต้องภายในเสี้ยววินาที ลองใช้ตารางวิเคราะห์ตามหมวดหมู่กิจกรรมนี้เป็นตัวช่วยเช็กความแม่นยำครับ
| หมวดหมู่กิจกรรม | ใช้ Do (เน้นหน้าที่/กระบวนการ) | ใช้ Make (เน้นการสร้าง/ผลลัพธ์) |
| งานและอาชีพ | do business, do a job, do work | make a profit, make a deal |
| อาหารและการกิน | do the dishes (ล้างจาน) | make breakfast, make a cake |
| การสื่อสาร | do a report (จัดทำรายงาน) | make a phone call, make a joke |
| กิจวัตรประจำวัน | do exercise, do housework | make the bed (จัดเตียง), make plans |
| การกระทำผิด | (ไม่นิยมใช้ในหมวดนี้) | make a mistake, make an excuse |
จุดที่คนไทยมักพลาด: “Do a mistake” และ “Make the dishes”
นี่คือจุดที่ผมอยากเตือนไว้ให้ระวังเป็นพิเศษเพื่อรักษาภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพของคุณครับ:
- ผิด: I did a mistake in the report. ถูก: I made a mistake in the report. (ความผิดพลาดคือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นใหม่ ต้องใช้ Make)
- ผิด: I will make the laundry. ถูก: I will do the laundry. (งานบ้านที่เป็นรูทีน ต้องใช้ Do)
- สับสน: Make the bed แปลว่า “จัดเตียงให้เรียบร้อย” ไม่ได้แปลว่าต่อเตียงไม้ขึ้นมาใหม่นะครับ เป็นข้อยกเว้นที่ต้องจำครับ!
สถานการณ์จำลอง: การเสนอแผนงานในที่ประชุม (The Big Proposal)
ในบทสนทนานี้ คุณจะเห็นว่าเราเลือกใช้ Make เมื่อพูดถึงการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และใช้ Do เมื่อพูดถึงภาระหน้าที่หรืองานที่ต้องลงมือทำครับ
Manager: Good morning, everyone. Today, we need to make a decision on the new campaign. John, have you done the research yet? (อรุณสวัสดิ์ครับทุกคน วันนี้พวกเราต้องตัดสินใจเรื่องแคมเปญใหม่กันแล้ว จอห์น คุณทำการวิจัยมาเรียบร้อยหรือยังครับ?)
You: Yes, sir. I’ve done some market surveys, and I’d like to make a suggestion. We should focus on social media to make a profit faster. (ครับผม ผมทำสำรวจตลาดมาบ้างแล้ว และผมอยากจะให้ข้อเสนอแนะสักหน่อยครับ พวกเราควรโฟกัสที่โซเชียลมีเดียเพื่อให้ทำกำไรได้เร็วขึ้นครับ)
Manager: That sounds good. If we do a good job on this, we can make a huge difference in our sales this year. (ฟังดูดีครับ ถ้าพวกเราทำงานนี้ได้ดี พวกเราจะสามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ให้กับยอดขายของพวกเราในปีนี้ได้แน่นอน)
You: I agree. I will make a list of the tasks and start doing the work right away. (เห็นด้วยครับ เดี๋ยวผมจะทำรายการสิ่งที่ต้องทำและเริ่มลงมือทำงานทันทีเลยครับ)
แบบทดสอบสั้นเช็กความแม่น (3 Questions Quiz)
ลองเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดดูครับว่าในบริบทการทำงานแบบนี้ ควรใช้คำไหนดี?
- We need to __________ a phone call to the supplier to check the stock. (a) do (b) make
- Before we start the project, we must __________ a plan. (a) do (b) make
- My colleague is __________ a great job with the new clients. (a) doing (b) making
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
1. “Make a difference” ทำไมไม่ใช้ Do?
เพราะการ “สร้างความเปลี่ยนแปลง” คือการก่อให้เกิดผลลัพธ์ใหม่ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีอยู่ครับ จึงต้องใช้ Make ตามกฎของการสร้างผลลัพธ์ครับ
2. “Do your best” กับ “Make your best” อันไหนถูก?
ต้องใช้ Do your best ครับ! เพราะเป็นการเน้นที่ “ความพยายาม” หรือกระบวนการที่คุณลงมือทำอย่างเต็มที่ ไม่ได้เน้นที่สิ่งของที่สร้างขึ้นมาครับ
3. “Make a suggestion” ใช้แทน “Suggest” ได้ไหม?
ได้ครับ และฟังดูเป็นทางการและสุภาพกว่านิดหน่อยในบริบทการประชุมครับ เช่น “May I make a suggestion?” (ผมขออนุญาตให้ข้อเสนอแนะหน่อยได้ไหมครับ?)
4. จะบอกว่า “แต่งหน้า” ต้องใช้คำไหน?
ใช้คำว่า Do my makeup ครับ เพราะถือเป็นกิจกรรมดูแลตัวเอง (Routine) คล้ายกับการทำผม (Do my hair) ครับ
5. “Make money” แปลว่าผลิตแบงก์ปลอมหรือเปล่า?
ไม่ใช่ครับ! Make money เป็นสำนวนแปลว่า “หาเงิน” หรือ “สร้างรายได้” ครับ ส่วนถ้าผลิตแบงก์ปลอมจะใช้คำว่า counterfeit ครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
OpenAI เปิดตัว GPT-5.5 เขย่าโลก AI ยกระดับสู่การทำงานจริงเต็มรูปแบบ

- OpenAI เปิดตัว GPT-5.5 ชูแนวคิด “Intelligence for Real Work” ที่มุ่งเน้นการใช้งานจริงในระดับวิชาชีพที่ซับซ้อน
- มีความสามารถสูงในการวิเคราะห์ข้อมูลหลายขั้นตอน ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนักวิจัย (Co-Scientist) และรองรับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์
- ปรับปรุงให้เข้าใจบริบทที่ซับซ้อนและลดการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน (hallucination) พร้อมผ่านการทดสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
OpenAI ประกาศเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ “GPT-5.5” อย่างเป็นทางการ โดยนับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนา AI ที่มุ่งเน้นการใช้งานในโลกความเป็นจริง โดยบริษัทระบุว่า GPT-5.5 เป็นโมเดลที่มีความฉลาดและใช้งานได้ง่ายที่สุดเท่าที่เคยพัฒนามา
พร้อมยกระดับบทบาทของ AI จากเครื่องมือช่วยตอบคำถาม ไปสู่ระบบที่สามารถรองรับงานเชิงลึกในระดับวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สาระสำคัญของ GPT-5.5 คือแนวคิด “Intelligence for Real Work” ซึ่งสะท้อนการออกแบบโมเดลให้รองรับงานที่มีความซับซ้อนสูง อาทิ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การประมวลผลเชิงตรรกะหลายขั้นตอน รวมถึงการจัดการข้อมูลที่มีความคลุมเครือหรือไม่สมบูรณ์
โดย OpenAI ระบุว่าโมเดลใหม่นี้สามารถทำผลงานได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้าในหลายด้าน โดยเฉพาะงานวิเคราะห์หลายขั้นตอน (multi-stage analysis) และงานด้านชีววิทยาเชิงคำนวณ
อีกหนึ่งจุดเด่นของ GPT-5.5 คือศักยภาพในการทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยนักวิจัย” หรือ Co-Scientist ซึ่งสามารถช่วยเร่งกระบวนการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ใหม่ในสาขาวิทยาศาสตร์

โดย OpenAI เปิดเผยว่าโมเดลถูกนำไปใช้ภายในเพื่อช่วยค้นหาแนวทางการพิสูจน์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่มีความซับซ้อน เช่น Ramsey numbers ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญในสาขาคอมบิเนโทริกส์ สะท้อนศักยภาพของ AI ในการสนับสนุนงานวิจัยระดับสูง
ในด้านความปลอดภัย OpenAI ระบุว่า GPT-5.5 ผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดในหลายมิติ ทั้งการประเมินความเสี่ยงด้านการใช้งานในทางที่ผิด การทดสอบเฉพาะทางในประเด็นชีวภาพและความมั่นคงทางไซเบอร์ รวมถึงการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญภายนอกเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยก่อนเปิดให้ใช้งานจริง โดยรายละเอียดดังกล่าวถูกระบุไว้ในเอกสารระบบ (System Card) ของโมเดล
นอกจากนี้ GPT-5.5 ยังถูกออกแบบให้สามารถทำความเข้าใจบริบทที่ซับซ้อนและข้อมูลที่มีข้อผิดพลาดได้ดีขึ้น ช่วยลดปัญหาการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน (hallucination) ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญของ AI ในยุคก่อนหน้า พร้อมทั้งเพิ่มความสามารถในการให้เหตุผลเชิงลึกและการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ
ในเชิงธุรกิจ การเปิดตัว GPT-5.5 สะท้อนยุทธศาสตร์ของ OpenAI ที่ต้องการผลักดัน AI เข้าสู่ภาคเศรษฐกิจจริงมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยข้อมูลและการวิเคราะห์ขั้นสูง เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ การเงิน วิศวกรรม และการวิจัยพัฒนา (R&D) ซึ่ง AI สามารถเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเร่งนวัตกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ OpenAI ระบุว่า GPT-5.5 จะทยอยเปิดให้ใช้งานผ่าน ChatGPT และแพลตฟอร์มของบริษัทในกลุ่มผู้ใช้บางส่วนก่อน ก่อนขยายการเข้าถึงไปยังภาคธุรกิจและองค์กรในระยะถัดไป
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
เพิ่งรู้! ผักบ้านๆ ชนิดนี้ กินแทนข้าวได้ แคลต่ำจนน่าตกใจ

การลดน้ำหนักหรือควบคุมอาหารไม่จำเป็นต้องงดข้าวเสมอไป ปัจจุบันมีทางเลือกใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม คือ “ข้าวดอกกะหล่ำ” ซึ่งเป็นการนำผักใกล้ตัวมาปรับรูปแบบให้ใช้แทนข้าวได้ ช่วยลดพลังงานในแต่ละมื้ออย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงให้ความอิ่มในระดับที่น่าพอใจ
ข้าวดอกกะหล่ำ คืออะไร
ข้าวดอกกะหล่ำ หรือ ข้าวดอกกะหล่ำ คือการนำดอกกะหล่ำมาสับหรือปั่นจนมีลักษณะคล้ายเม็ดข้าว แล้วนำไปปรุงสุก เช่น ผัดหรืออบ เพื่อใช้แทนข้าวขาวในมื้ออาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตและควบคุมน้ำหนัก
จุดเด่นของการกินแทนข้าว
- ให้พลังงานต่ำกว่าข้าวขาวอย่างชัดเจน
- มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ เหมาะกับคนคุมแป้ง
- มีใยอาหารสูง ช่วยให้อิ่มนาน
- ไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นเร็ว
เปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการ
ข้าวขาว 1 ถ้วย ให้พลังงานประมาณ 200 กิโลแคลอรี และมีคาร์โบไฮเดรตสูง ในขณะที่ข้าวดอกกะหล่ำ 1 ถ้วย ให้พลังงานประมาณ 25 กิโลแคลอรี และมีคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก จึงเหมาะสำหรับการควบคุมน้ำหนักและระดับน้ำตาลในเลือด
ประโยชน์ที่ได้รับ
- ช่วยลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น เนื่องจากลดพลังงานรวมในแต่ละมื้อ
- ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่มีความเสี่ยง
- ส่งเสริมระบบขับถ่ายจากใยอาหารที่สูง
- รองรับรูปแบบการกินแบบคีโตและโลว์คาร์บ
วิธีทำข้าวดอกกะหล่ำ
- ล้างดอกกะหล่ำให้สะอาด
- สับหรือปั่นให้มีลักษณะคล้ายเม็ดข้าว
- นำไปผัดในกระทะโดยไม่ต้องเติมน้ำ ใช้ไฟกลาง
- ผัดประมาณ 5–7 นาที จนสุกพร้อมรับประทาน
ใครเหมาะกับเมนูนี้
- ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก
- ผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
- ผู้ที่ลดการบริโภคแป้ง
- ผู้ที่รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ
ข้อควรระวัง
- รสชาติและเนื้อสัมผัสแตกต่างจากข้าวขาว
- ไม่ควรปรุงนานเกินไป เพราะจะทำให้เนื้อเละ
- ควรรับประทานร่วมกับโปรตีนเพื่อเพิ่มความอิ่ม
สรุป
ข้าวดอกกะหล่ำเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดแคลอรีและคาร์โบไฮเดรตในแต่ละมื้ออาหาร โดยไม่ต้องงดการกินในรูปแบบเดิม เพียงปรับวัตถุดิบก็สามารถช่วยให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่ายขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 24/4/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 71,750.00 | 71,950.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,638.00 | 70,312.08 | 72,750.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,174.20 | 63,280.87 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,710.40 | 56,249.66 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,087.10 | 31,640.44 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,623.30 | 24,609.23 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,806.22 | 72,862.30 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 24/4/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 42.45 | 42.45 | 42.95 | 42.45 | 42.45 | 42.45 | 42.45 | 42.45 | 42.45 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 42.08 | 42.08 | 42.33 | 42.08 | 42.08 | 42.08 | 42.08 | 42.08 | 42.08 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 35.45 | 35.45 | 35.95 | 35.45 | – | 35.45 | 35.45 | 35.45 | 35.45 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.39 | 31.39 | – | – | – | – | – | – | 31.39 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 51.54 | 56.04 | 49.84 | – | – | – | – | – | 51.54 |
| เบนซิน 95 | 52.04 | – | – | 56.01 | – | 52.54 | 52.19 | – | 52.04 |
| ดีเซล | 40.20 | 40.20 | 40.20 | 40.20 | 40.20 | 40.20 | 40.20 | 40.20 | 40.20 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 62.10 | 62.10 | 54.84 | 62.10 | – | – | – | – | 62.10 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







