สาระน่ารู้ประจำวันที่ 28 กันยายน 2569

น้ำท่วมไม่สะเทือนอสังหาฯไตรมาส 4 จับตา ‘กำลังซื้อ’ ตัวแปรชี้ชะตา

  • อิสระ บุญยัง  ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้า กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประเมินว่าสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ไม่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ในวงจำกัด ไม่เหมือนมหาอุทกภัยปี 2554
  • ปัจจัยหลักที่จะชี้ทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 4 คือ “กำลังซื้อ” ของผู้บริโภคและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ใช่สถานการณ์น้ำท่วม
  • น้ำท่วมไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะทำให้ราคาบ้านและที่ดินปรับตัวลดลง แต่ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อเป็นสำคัญ

นายอิสระ บุญยัง  ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้า กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลครั้งนี้ คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน และมีความรุนแรงไม่เท่ากับมหาอุทกภัยปี 2554 ส่งผลให้ผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ยังอยู่ในวงจำกัด

 นายอิสระกล่าวว่า น้ำท่วมปี 2554 มีลักษณะน้ำบ่าเข้าท่วมเป็นวงกว้างจนกระทบโครงการอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก ขณะที่สถานการณ์ครั้งนี้เป็นการท่วมแบบจำกัดพื้นที่ โดยเฉพาะโซนกรุงเทพฯ และปริมณฑลฝั่งตะวันออก ส่วนพื้นที่ฝั่งธนบุรีและสมุทรสาครไม่ได้รับผลกระทบ

ลุ้นไตรมาส 4 กำลังซื้อยังเป็นตัวแปรหลัก

สำหรับผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 4 ประเมินว่าไม่น่าจะรุนแรงมากนัก โดยปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อทิศทางตลาดมากกว่าสถานการณ์น้ำท่วม คือกำลังซื้อของผู้บริโภคและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม

“ไตรมาส 3 เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้น ทั้งยอดขาย การโอน และอัตราดูดซับ (Absorption Rate)” นายอิสระกล่าว

 ทั้งนี้ หากกำลังซื้อยังค่อยๆ ฟื้นตัวต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ขณะที่ผลกระทบจากน้ำท่วมอาจเกิดขึ้นเป็นรายทำเลและรายโครงการมากกว่าจะกระทบตลาดในภาพรวม

น้ำท่วมไม่ใช่ปัจจัยหลักกดราคาบ้าน-ที่ดิน

 นายอิสระกล่าวเพิ่มเติมว่า น้ำท่วมไม่ได้หมายความว่าราคาที่ดินและราคาบ้านจะปรับตัวลดลงโดยอัตโนมัติ โดยปัจจัยที่ทำให้ราคาชะลอตัวหรือลดลงยังมีความเชื่อมโยงกับภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อเป็นสำคัญ กรณีพื้นที่หาดใหญ่และสงขลาอาจใช้เป็นกรณีศึกษาเพื่อพิจารณาผลกระทบจากน้ำท่วมต่ออสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่าทุกพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมจะต้องเผชิญกับราคาที่ดินและบ้านที่ลดลงในลักษณะเดียวกัน

ชี้ต้นเหตุเมืองระบายน้ำไม่ทัน

 สำหรับปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ นายอิสระมองว่า สาเหตุสำคัญไม่ได้เกิดจากแม่น้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่งเป็นหลัก แต่เกิดจากพื้นที่รอบในเมืองไม่สามารถระบายน้ำฝนที่ตกหนักต่อเนื่องได้ทัน โดยเฉพาะการสูบน้ำจากคลองและคลองซอยต่างๆ เพื่อระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา หากการสูบน้ำล่าช้า จะทำให้เกิดการสะสมของน้ำในพื้นที่เมืองและนำไปสู่ปัญหาน้ำท่วม

 ปัจจุบันกรุงเทพฯ ใช้ทั้งคันกั้นน้ำ ประตูน้ำ และเครื่องสูบน้ำเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารจัดการน้ำ พร้อมพยายามระบายน้ำออกทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก ผ่านระบบคลองและแม่น้ำที่เชื่อมโยงกับพื้นที่โดยรอบ

จากเมืองคลองสู่เมืองถนน เปลี่ยนเส้นทางน้ำ

 นายอิสระกล่าวว่า ปัญหาระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ ยังต้องมองย้อนกลับไปถึงรูปแบบการพัฒนาเมืองในอดีต โดยในช่วงรัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 กรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคกลางเติบโตจากการขุดคลองเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ ขณะที่การพัฒนาเมืองในเวลาต่อมาเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับการตัดถนน

 คลองในอดีตจำนวนมากถูกขุดในแนวตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งสัมพันธ์กับการจัดการน้ำและการเกษตร เนื่องจากทิศทางการไหลของน้ำตามธรรมชาติอยู่ในแนวเหนือลงใต้ นอกจากนี้ คลองยังมีบทบาทในการหน่วงน้ำเพื่อการเกษตร รวมถึงช่วยป้องกันน้ำเค็มหนุนไม่ให้ขึ้นไปถึงพื้นที่ตอนบน เช่น อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี และสุพรรณบุรี

 อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการพัฒนาเมืองและตัดถนนเพิ่มขึ้นในเวลาต่อมา ถนนบางส่วนกลายเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำ ขณะที่คลองลดบทบาทจากโครงสร้างพื้นฐานหลักของเมืองเหลือเพียงเส้นทางระบายน้ำ และยังมีข้อจำกัดเรื่องการขุดลอกคลองอย่างสม่ำเสมอ

เตือน “Compact City” ต้องสอดคล้องระบบระบายน้ำ

 นายอิสระกล่าวว่า อีกประเด็นที่ต้องพิจารณาคือแนวคิดการพัฒนาเมืองแบบ Compact City หรือการเพิ่มความหนาแน่นของเมือง ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายประเทศนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้โครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม กรุงเทพฯ มีบริบทด้านระบบระบายน้ำแตกต่างจากหลายเมือง โดยแม้ระบบไฟฟ้าและประปาจะสามารถรองรับความหนาแน่นที่เพิ่มขึ้นได้ แต่ระบบระบายน้ำอาจมีข้อจำกัด หากพื้นที่เมืองมีความหนาแน่นสูงขึ้น ขณะที่พื้นที่รองรับและซึมน้ำลดลง

 “การเพิ่มความหนาแน่นของเมืองจึงต้องพิจารณาควบคู่กับศักยภาพของระบบระบายน้ำ ไม่เช่นนั้นการขยายตัวของเมืองอาจเพิ่มภาระให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมากขึ้น”

อสังหาฯ ไตรมาส 4 จับตาเศรษฐกิจมากกว่าน้ำท่วม

 ทั้งนี้ แม้น้ำท่วมจะเป็นปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจซื้อในบางพื้นที่ แต่สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 4 ปัจจัยที่ต้องติดตามยังเป็นกำลังซื้อ ภาวะเศรษฐกิจ ยอดขาย การโอนกรรมสิทธิ์ และอัตราดูดซับสินค้าคงเหลือ

 สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้จึงอาจกระทบตลาดในลักษณะ “เฉพาะพื้นที่” มากกว่าจะเป็นแรงกระแทกต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั้งระบบ ขณะที่โจทย์ระยะยาวยังอยู่ที่การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานให้สอดรับกับทิศทางการเติบโตและความหนาแน่นของกรุงเทพฯ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เจาะผังเมือง กทม.ฉบับใหม่ รวมผังน้ำ ลดข้อจำกัดที่ดินรับเมืองโต

  • กทม. ปรับปรุงผังเมืองรวมฉบับใหม่ โดยทบทวนพื้นที่ฟลัดเวย์ (พื้นที่รับน้ำ) เพื่อลดข้อจำกัดและเปิดศักยภาพในการพัฒนาที่ดินให้สอดรับกับการเติบโตของเมือง
  • มีการปรับลดขนาดพื้นที่สีเขียวลายในหลายเขต เช่น ลาดกระบัง ตลิ่งชัน และบางขุนเทียน ทำให้สามารถพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น เนื่องจากมีการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ
  • ร่างผังเมืองใหม่เน้นการบูรณาการ “ผังน้ำ” เข้ากับการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยพิจารณาร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ทั้งระบบคลอง อุโมงค์ระบายน้ำ และแนวป้องกันน้ำท่วม

กรุงเทพมหานครเดินหน้าปรับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเมืองทั้งด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของระบบราง และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยหนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ “ผังน้ำ” และการปรับพื้นที่ฟลัดเวย์ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงทั้งกับการป้องกันน้ำท่วมและศักยภาพการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

นายสิทธิพล กุสุมอรัญญา รองผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพฯ กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากการขยายตัวของเศรษฐกิจ โครงสร้างเมือง รถไฟฟ้า และสังคมผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันยังต้องรับมือกับผลกระทบจาก Climate Change ทำให้การวางผังเมืองในระยะต่อไปไม่ได้พิจารณาเฉพาะการกำหนดสีการใช้ประโยชน์ที่ดิน แต่ต้องมองระบบโครงสร้างพื้นฐานและความสามารถของเมืองในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงควบคู่กัน

ปรับผังเมืองใหม่หลายสี รวมผังน้ำ

นายสิทธิพลกล่าวว่า การจัดทำร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 มีทั้งหมด 18 ขั้นตอน ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนที่ 10 คือการปิดประกาศเป็นเวลา 90 วัน ตั้งแต่เดือนสิงหาคมและจะครบกำหนดในเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยในช่วง 90 วัน ประชาชนสามารถยื่นคำร้องและความคิดเห็นต่อสำนักการวางผังและพัฒนาเมืองได้ และกรุงเทพมหานครจะพิจารณาตอบคำร้องที่ยื่นเข้ามาตามกระบวนการ

จุดเปลี่ยนสำคัญของร่างผังเมืองฉบับนี้ คือการเพิ่มรายละเอียดของแผนผังประกอบจากเดิมที่การวางผังเมืองเน้นผังการใช้ประโยชน์ที่ดินและผังคมนาคม ขณะที่ร่างฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 มีแผนผังประกอบถึง 8 ด้าน ครอบคลุมทั้งการใช้ประโยชน์ที่ดิน คมนาคม ที่โล่ง โครงสร้างพื้นฐาน และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและระบบน้ำ

เปิดปมฟลัดเวย์ พื้นที่ต่ำต้องพึ่งการสูบน้ำ

ประเด็นที่มีความสำคัญต่อทั้งการบริหารจัดการน้ำและตลาดอสังหาริมทรัพย์ คือการปรับพื้นที่ฟลัดเวย์ โดยเฉพาะบริเวณฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ

นายสิทธิพลอธิบายว่า พื้นที่สีเขียวลายบางส่วนทางฝั่งตะวันออกมีลักษณะทางกายภาพเป็นพื้นที่ต่ำ โดยระดับพื้นที่บางบริเวณอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1.5-2 เมตร และมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ เมื่อมีน้ำไหลลงมาจากพื้นที่ทางตอนเหนือ น้ำจึงมีแนวโน้มไหลมาสะสมในพื้นที่ดังกล่าว

ข้อจำกัดสำคัญคือ การระบายน้ำออกจากพื้นที่ลักษณะดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการสูบน้ำผ่านระบบคลองและโครงสร้างระบายน้ำ ทำให้ที่ผ่านมา พื้นที่บางส่วนถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำและมีข้อจำกัดในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครมีการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำเพิ่มเติม ทั้งการขุดและลอกคลอง การขุดคลองสายใหม่ การก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ รวมถึงมาตรการป้องกันน้ำท่วมที่เชื่อมโยงกับพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ส่งผลให้ กทม.สามารถทบทวนขนาดของพื้นที่ฟลัดเวย์บางส่วนได้

ลดพื้นที่รับน้ำ เปิดทางคืนสิทธิพัฒนาที่ดิน

ภายใต้ร่างผังเมืองใหม่ พื้นที่สีเขียวลายบางส่วนทางฝั่งตะวันออกจึงถูกปรับลดขนาดลง และเปลี่ยนระดับการใช้ประโยชน์ที่ดินจากสีเขียวลายไปเป็นสีเขียวในบางพื้นที่

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อเจ้าของที่ดินและผู้ประกอบการ เนื่องจากพื้นที่ที่เคยถูกจำกัดการพัฒนาอย่างมากจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เพิ่มขึ้น โดยพื้นที่สีเขียวบางระดับสามารถพัฒนาที่อยู่อาศัย เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ได้ภายใต้ข้อกำหนดที่กำหนดไว้

นายสิทธิพลระบุว่า การปรับสีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพของที่ดินและอาจส่งผลต่อราคาที่ดินของเจ้าของพื้นที่ที่เดิมถูกจำกัดสิทธิในการพัฒนา แต่การเปิดพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าสามารถพัฒนาได้โดยไม่คำนึงถึงระบบน้ำ เพราะการวางผังยังต้องพิจารณาความสามารถในการระบายน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ

พื้นที่ฝั่งตะวันออกที่มีการปรับแนวทางดังกล่าวครอบคลุม ประเวศ สะพานสูง ลาดกระบัง และหนองจอก โดยมีการลดพื้นที่สีเขียวลายและเพิ่มพื้นที่ที่สามารถรองรับการพัฒนาได้ ขณะที่หนองจอกยังเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สำคัญของกรุงเทพฯ และมีการเพิ่มพื้นที่ศูนย์ชุมชน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชานเมืองสามารถเข้าถึงบริการและกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าสู่พื้นที่ชั้นในทั้งหมด

ฝั่งตะวันตกขยับผัง ปลดล็อกพื้นที่ฟลัดเวย์

ไม่ใช่เฉพาะฝั่งตะวันออกเท่านั้นที่มีการปรับผังน้ำและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ก็มีการทบทวนพื้นที่สีเขียวลายเช่นกัน โดยพื้นที่ ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา บางขุนเทียน และบางบอน มีการปรับพื้นที่บางส่วนให้มีศักยภาพรองรับการพัฒนามากขึ้น

พื้นที่ตลิ่งชันและทวีวัฒนามีการปรับจากพื้นที่สีเขียวลายบางส่วนไปเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว ขณะที่การพัฒนาโครงข่ายถนน โดยเฉพาะถนนพรานนก-พุทธมณฑล สาย 4 และถนนเชื่อมโยงบริเวณบรมราชชนนีและพุทธมณฑลสายต่างๆ จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงพื้นที่

ส่วนพื้นที่บางขุนเทียนซึ่งติดชายทะเล มีทั้งพื้นที่ป่าชายเลนและพื้นที่ชายฝั่งที่ประสบปัญหาการกัดเซาะ กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างกำแพงป้องกันคลื่น โดยสำนักการระบายน้ำ เพื่อให้พื้นที่ด้านหลังกำแพงมีการทับถมของดินและสามารถฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลนได้ในอนาคต

ในร่างผังเมืองใหม่ พื้นที่บางส่วนของบางขุนเทียนมีการปรับจากสีเขียวลายเป็นสีเขียว ซึ่งเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน ขณะเดียวกันยังต้องพิจารณาข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมและพื้นที่ชายฝั่งควบคู่กัน

ผังน้ำเชื่อม “คลอง-อุโมงค์-พื้นที่รับน้ำ”

ในภาพรวม ร่างผังเมืองฉบับใหม่ให้ความสำคัญกับการจัดระบบน้ำมากขึ้น โดยแนวคิดไม่ได้แยกการใช้ประโยชน์ที่ดินออกจากโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ แต่พิจารณาร่วมกับคลอง อุโมงค์ระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ แนวป้องกันน้ำท่วม และพื้นที่รับน้ำหรือน้ำหลาก

ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพราะพื้นที่ที่ถูกเปิดให้พัฒนาเพิ่มขึ้นจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ขณะที่พื้นที่ซึ่งมีบทบาทในการรับหรือระบายน้ำยังคงต้องมีข้อจำกัดด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่

นอกจากผังน้ำแล้ว ผังที่โล่ง ยังมีข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับโครงการอสังหาริมทรัพย์โดยตรง โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ติดคลองหรือแม่น้ำ ซึ่งต้องมีระยะถอยร่นตามขนาดของแหล่งน้ำ เช่น 3 เมตร หรือ 6 เมตร เพื่อจัดให้เป็นพื้นที่โล่งและปลูกต้นไม้

ขณะเดียวกัน ผังโครงสร้างสาธารณูปโภคจะรวบรวมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมือง ทั้งไฟฟ้า ประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย โรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์บริการสาธารณสุข และอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อให้การพัฒนาเมืองสอดคล้องกับระบบสาธารณูปโภคที่มีอยู่และแผนงานในอนาคต

24 พื้นที่เปลี่ยนผัง รับเมืองโต-ระบบราง

นอกจากประเด็นน้ำแล้ว ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินใน 24 บริเวณ โดยภาพรวมมีการเพิ่มพื้นที่สีส้ม ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง และเพิ่มพื้นที่สีแดงในบางทำเล ขณะที่พื้นที่สีเขียวลายมีขนาดลดลง

นายสิทธิพลกล่าวว่า การปรับผังไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนสีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการศึกษาข้อมูลทั้งด้านกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคม แล้วนำมาวิเคราะห์ว่าพื้นที่ใดมีศักยภาพในการพัฒนาและพื้นที่ใดมีข้อจำกัด ก่อนกำหนดระดับความเข้มข้นของการใช้ประโยชน์ที่ดิน

ทำเลที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ได้แก่ ดอนเมือง วงเวียนหลักสี่ คูบอน-นิมิตใหม่ รัชดาภิเษก-จตุจักร ลาดพร้าว-บางกะปิ บึงกุ่ม ปทุมวัน-คลองเตย-สาทร รัชดาภิเษก-ห้วยขวาง สวนหลวง บางนา ประเวศ-สะพานสูง ศรีนครินทร์-ร่มเกล้า หนองจอก ลาดกระบัง เพชรเกษม-ราชพฤกษ์ ตลิ่งชัน-ทวีวัฒนา หลักสอง-ภาษีเจริญ ทุ่งครุ บางขุนเทียน และบางบอน รวมถึงพื้นที่อื่นตามกรอบการปรับปรุงผัง

โดยหลายพื้นที่เชื่อมโยงกับการขยายตัวของระบบรางและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ดอนเมืองและวงเวียนหลักสี่ ซึ่งมีรถไฟฟ้าและสนามบินดอนเมืองเป็นแรงขับเคลื่อน ขณะที่บางนา ศรีนครินทร์ ประเวศ สะพานสูง รวมถึงพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้าสายใหม่ มีการเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง

อัป FAR รับศักยภาพพื้นที่-ดันอสังหาฯ

อีกกลไกสำคัญคือการปรับ FAR หรืออัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดินในพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยนายสิทธิพลยกตัวอย่างบริเวณถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า ซึ่งมีการปรับจากพื้นที่ ย.2 เป็น ย.5 ส่งผลให้ FAR เพิ่มจาก 1.5 เท่าเป็น 3 เท่า

ขณะที่พื้นที่รัชดาภิเษก-พระราม 9-คลองเตย มีการขยายพื้นที่สีแดงและสีส้ม เพื่อรองรับสำนักงาน อาคารสูง คอนโดมิเนียม และโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์พื้นที่คลองเตยในอนาคต

ส่วนแนวคิดการพัฒนาเมืองโดยรอบระบบขนส่งมวลชน หรือ TOD จะให้ความสำคัญกับการเพิ่มความหนาแน่นในพื้นที่ที่มีระบบขนส่งรองรับ เพื่อให้ที่อยู่อาศัย แหล่งงาน ร้านค้า และบริการสาธารณะสามารถเข้าถึงได้ภายในระยะเวลาประมาณ 15 นาที

FAR Bonus เพิ่มประโยชน์สาธารณะ

ร่างผังเมืองใหม่ยังเพิ่มกรณีการให้ FAR Bonus เพื่อจูงใจให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จัดให้มีพื้นที่หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อประโยชน์สาธารณะ จากเดิม 5 กรณีเป็น 10 กรณี

ตัวอย่างกรณีที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ สถานรับเลี้ยงเด็ก สถานดูแลผู้สูงอายุในเวลากลางวัน สวนสาธารณะหรือพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำและลำคลอง พื้นที่อำนวยความสะดวกบริเวณจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทาง พื้นที่รองรับการจัดระเบียบทางเท้า และถนนสาธารณะที่เชื่อมต่อระหว่างถนนสองสาย

ภาพรวมของร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 จึงเป็นการปรับสมดุลระหว่าง “การเปิดศักยภาพที่ดิน” กับ “การรองรับโครงสร้างพื้นฐานของเมือง” โดยเฉพาะพื้นที่ฟลัดเวย์ ซึ่งการลดข้อจำกัดด้านการพัฒนาจะต้องเดินคู่กับระบบคลอง อุโมงค์ระบายน้ำ และมาตรการป้องกันน้ำท่วม

สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีผลต่อทั้งศักยภาพการพัฒนา ประเภทอาคาร ความหนาแน่น FAR และมูลค่าที่ดินในแต่ละทำเล ขณะที่การพัฒนาพื้นที่รับน้ำและระบบระบายน้ำจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามควบคู่กับการประกาศใช้ผังเมืองฉบับใหม่ในระยะต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐปรับตัวลงเล็กน้อย จับตาเงินเฟ้อ-จ้างงานสหรัฐ

ฟิวเจอร์สหุ้นปรับตัวลงเล็กน้อย หลังตลาดวอลล์สตรีทปิดสัปดาห์ที่แล้วด้วยการปรับตัวขึ้น หุ้นเทคฯ นำตลาด แม้บอนด์ยีลด์จะพุ่งขึ้นก็ตาม จับตาเงินเฟ้อ จ้างงานสหรัฐ

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ฟิวเจอร์สหุ้นปรับตัวลงเล็กน้อยในคืนวันอาทิตย์ (27 ก.ย. 69) หลังจากตลาดหุ้นปิดสัปดาห์ด้วยการปรับตัวขึ้น แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ จะพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี  

ฟิวเจอร์สดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ลดลง 97 จุด หรือ 0.2% ฟิวเจอร์สดัชนี S&P 500 ลดลง 0.2% เช่นเดียวกับฟิวเจอร์สดัชนี Nasdaq-100  

ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นกดดันตลาดฟิวเจอร์สหุ้นในการซื้อขายช่วงแรก น้ำมันดิบเบรนท์ ปรับขึ้นมากกว่า 1% มาอยู่ที่ 105.86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) เพิ่มขึ้นราว 1% เช่นกัน อยู่ที่ 93.20 ดอลลาร์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ปฏิเสธเงื่อนไขหยุดยิงที่อิหร่านเสนอ  

ดัชนีดาวโจนส์ปรับขึ้น 0.3% ในสัปดาห์ที่แล้ว ยุติการลดลงติดต่อกันสามสัปดาห์ ส่วนดัชนี S&P 500 และแนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite ทำผลงานรายสัปดาห์ดีที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม โดยเพิ่มขึ้น 1.2% และ 2.1% ตามลำดับ  

ในเอเชีย ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับตัวลง โดยสัญญาฟิวเจอร์สที่ซื้อขายในชิคาโกอยู่ที่ 66,275 จุด เทียบกับระดับปิดครั้งก่อนของดัชนีที่ 66,364.20 จุด ขณะที่ฟิวเจอร์สดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงอยู่ที่ 24,501 จุด เทียบกับระดับปิดของดัชนีที่ 24,510.09 จุด  

หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเป็นกลุ่มที่นำตลาดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หุ้น Meta Platforms พุ่งขึ้นเกือบ 13% ในช่วงดังกล่าว หลังนักลงทุนชื่นชอบตัวแทนปัญญาประดิษฐ์ “Muse” ของบริษัท ด้านราคาหุ้น Microsoft เพิ่มขึ้นมากกว่า 4% ขณะที่หุ้น Apple และ Nvidia ปรับขึ้นมากกว่า 1% เท่ากัน  

การปรับขึ้นดังกล่าวเกิดขึ้น แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี เนื่องจากนักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก จากภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิง เพิ่มขึ้นแตะระดับที่ไม่เคยเห็นนับตั้งแต่ปี 2007 ส่วนยีลด์พันธบัตรอายุ 30 ปีขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2004 ขณะที่ยีลด์พันธบัตรอายุ 2 ปีก็เพิ่มขึ้นราว 17 จุดเบสิสพอยต์ในสัปดาห์ที่แล้ว  

เอ็ด ยาร์เดนี ประธานบริษัทวิจัย Yardeni Research ให้ความเห็นว่า “การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของยีลด์พันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปีทั่วโลกส่งสัญญาณว่า ธนาคารกลางรายใหญ่จำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม เพื่อตอบสนองต่อผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อันเป็นผลจากการกลับมาทวีความรุนแรงของสงครามในตะวันออกกลาง”  

“น่าเสียดายที่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นยังทำให้แนวโน้มการขาดดุลงบประมาณขนาดใหญ่ของรัฐบาลทั่วโลกเลวร้ายลงด้วย” เขากล่าว  

ตลาดรอข้อมูลเงินเฟ้อ จ้างงาน

อัตราดอกเบี้ยจะกลับมาเป็นประเด็นที่ตลาดจับตาอีกครั้งในสัปดาห์นี้ โดยมีกำหนดเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหลายรายการ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ จะประกาศในวันพุธ ข้อมูลชุดใหม่เกี่ยวกับภาคการผลิตของสหรัฐ จะเผยแพร่ในวันพฤหัสบดี ขณะที่รายงานการจ้างงาน ประจำเดือนกันยายนซึ่งตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิด มีกำหนดเผยแพร่ในวันศุกร์

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


EGCO ปิดดีลโรงไฟฟ้าสหรัฐฯ 339 เมกฯ ถือหุ้น 49% ดันพอร์ตพลังงานสีเขียวแตะ 1,785 MW

  • เอ็กโก กรุ๊ป (EGCO) ปิดดีลเข้าถือหุ้น 49% ในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน Pinnacle IV ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีกำลังผลิตรวม 339 เมกะวัตต์
  • การลงทุนครั้งนี้ส่งผลให้พอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียนของ EGCO เติบโตขึ้นเป็น 1,785 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 26% ของกำลังการผลิตทั้งหมด
  • โรงไฟฟ้ากลุ่มนี้ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วและมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว ทำให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้และกระแสเงินสดได้ทันที

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการปิดดีลเข้าถือหุ้น 49% ในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน Pinnacle IV กำลังผลิตรวม 339 เมกะวัตต์ ในสหรัฐอเมริกา โดยจะรับรู้กระแสเงินสดและส่วนแบ่งกำไรทันที 

ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นการขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานสีเขียวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยสินทรัพย์คุณภาพสูงที่มีสัญญา รับซื้อไฟฟ้าระยะยาวกับคู่ไฟฟ้าระดับ Investment Grade ในตลาด PJM และ MISO ส่งผลให้พอร์ตพลังงานหมุนเวียนรวมพุ่งแตะ 1,785 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 26% ของกำลังผลิตทั้งหมด 

สำหรับการลงทุนดังกล่าวนั้น ดำเนินการผ่าน EGCO Pinnacle IV, LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EGCO ถือหุ้นทั้งหมด โดยบรรลุข้อตกลงโอนหุ้นสัดส่วน 49% เสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ร่วมกับพันธมิตรผู้พัฒนาโครงการระดับโลก Apex Clean Energy Holdings, LLC ที่ยังคงถือหุ้นในสัดส่วน 51% 

ชูจุดเด่นเชิงยุทธศาสตร์ 3 ด้าน

กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน Pinnacle IV ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานลม Timbermill Wind ขนาด 189 เมกะวัตต์ ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Coldwater Solar ขนาด 150 เมกะวัตต์ ในรัฐมิชิแกน ซึ่งมีจุดเด่นเชิงยุทธศาสตร์การเงินและการดำเนินงาน 3 ด้าน ประกอบด้วย

รับรู้รายได้ทันที ไร้ความเสี่ยงด้านการพัฒนา (Commercialized Assets) โครงการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว จึงสามารถสร้างผลตอบแทนและกระแสเงินสดกลับเข้าสู่ EGCO Group ได้ทันทีตั้งแต่วันแรกที่ปิดดีล

  • ปักหมุดใน 2 ตลาดไฟฟ้าพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ (PJM & MISO) ทั้งในรัฐนอร์ทแคโรไลนาและมิชิแกน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และมีโครงข่ายรองรับการเติบโตของพลังงานสะอาดอย่างมีเสถียรภาพ
  • กระแสเงินสดมั่นคงด้วยสัญญาระยะยาว (Investment-Grade Offtakers) มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RECs) ระยะยาวกับคู่สัญญาที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับน่าลงทุน สร้างรายได้ที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ในระยะยาว ต่อยอด New S-Curve ในสหรัฐฯ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

EGCO Group จะมุ่งเพิ่มสัดส่วนพอร์ตพลังงานสีเขียวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเตรียมความพร้อมประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศ (PDP 2026 / Direct PPA) ควบคู่ไปกับการรุกขยายสินทรัพย์พลังงานสะอาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นฐานยุทธศาสตร์อันดับ 2 ของบริษัท

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ยกย่องแบบนี้เลย! “นักวิ่งญี่ปุ่น” เปิดใจสื่อบ้านเกิดพูดถึง “บิว ภูริพล” หลังแข่งจบ

ควันหลังการแข่งขันวิ่ง 200 เมตร ชาย รอบชิงชนะเลิศ เอเชียนเกมส์ 2026 ที่สนามนาโกยา ซิตี้ มิซุโฮ พาร์ค, เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา

โดย “บิว” ภูริพล บุญสอน ลมกรดหนุ่มไทย สามารถคว้าเหรียญทองมาครองพร้อมทุบสถิติเอเชียนเกมส์ ด้วยเวลา 19.88 วินาที รวมถึงเป็นการทาบสถิติเอเชียที่ เซี่ย เจิ้นเย่ นักวิ่งทีมชาติจีน ที่เคยทำไว้เมื่อปี 2019

ภายหลังการแข่งขัน โซชิ มิซุคุโบะ นักวิ่งทีมชาติญี่ปุ่นที่แม้จะคว้าเหรียญทองแดง แต่รู้สึกผิดหวังกับผลงานของตัวเองได้เปิดใจกับ สปอร์ต โฮชิ หนังสือพิมพ์กีฬาบ้านเกิด พูดถึงความแตกต่างของตัวเองกับเวทีระดับโลก พร้อมยกให้ “บิว ภูริพล” นักวิ่งทีมชาติไทยคือของจริงในระดับโลก

“มันทำให้ผมเห็นถึงความแตกต่าง การฝึกซ้อมของผมไม่เพียงพอเลยทำให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าผิดหวังแบบนี้”

“ผมสัมผัสได้ถึงช่องว่างระหว่างตัวผมกับผู้ชนะ (ภูริพล บุญสอน) ว่ามันคือความแตกต่างกับนักกีฬาระดับโลกอย่างแท้จริง”

“ปีหน้าจะมีการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์โลกที่ปักกิ่ง ประเทศจีน ผมต้องการฝึกซ้อมอย่างหนัก และตั้งเป้าที่จะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในรายการนั้นให้ได้” ลมกรดเจ้าภาพ กล่าว

สำหรับ โซชิ มิซุคุโบะ นักวิ่งหนุ่มวัย 27 ปี (จากสมาคมกีฬาจังหวัดมิยาซากิ) เป็นแชมป์ระยะ 200 เมตร ในรายการชิงแชมป์ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา แต่ในรายการนี้เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 3 ด้วยเวลา 20.56 วินาที

ขอบคุณข้อมูลจาก .sanook.com


เตือน ‘คอนเทนต์ลุยน้ำท่วม’ ระวัง! 3 ภัยใกล้ตัว 6 กลุ่มโรค อาจมีอาการในอีก 1-2 สัปดาห์

น้ำท่วม กรมควบคุมโรคเตือน 3 ภัยใกล้ตัว “จมน้ำ–ไฟดูด–สัตว์หนีน้ำ”  ระวัง 6 กลุ่มโรค เฝ้าระวังอาการ “โรคฉี่หนู” หลังสัมผัสน้ำประมาณ 1–2 สัปดาห์

จากที่เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่และสื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่คอนเทนต์กิจกรรมเล่นน้ำท่วมต่างๆ เช่น นำรถจักรยานยนต์มาลากจูงอ่างที่มีคนนั่งไปตามถนนที่มีน้ำท่วมขัง หรือนั่ง/นอนแช่น้ำท่วม ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเพียงต้องการสร้างรอยยิ้มหรือคลายเครียดชั่วคราวในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม แต่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย รวมถึง การรวมตัวกันไปเล่นน้ำท่วมที่ใกล้แหล่งน้ำ ริมคลอง หรือแม่น้ำ ยิ่งมีความเสี่ยงเกิดเหตุจมน้ำสูง และน้ำที่ท่วมนั้นไม่ได้สะอาดเสี่ยงที่จะป่วยโรคต่าง

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569) นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม และน้ำท่วมขัง ประชาชนบางส่วนอาจต้องเดินทางหรือทำกิจกรรมในพื้นที่น้ำท่วม กรมควบคุมโรค ห่วงใยประชาชน ขอให้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก นอกจากความเสี่ยงจากโรคที่อาจตามมาแล้ว ยังมีภัยสุขภาพที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ การจมน้ำ ไฟดูดหรือไฟฟ้าช็อต และสัตว์เลื้อยคลานหรือสัตว์มีพิษที่หนีน้ำเข้าบ้าน

ระวัง 3 ภัยใกล้ตัว

1.) การจมน้ำ หลีกเลี่ยงการเดินหรือขับรถผ่านบริเวณที่มีกระแสน้ำไหลแรง น้ำลึก หรือมองไม่เห็นสภาพพื้นด้านล่าง โดยเฉพาะเด็กเล็กไม่ควรปล่อยให้เล่นน้ำตามลำพัง ผู้ที่จำเป็นต้องเดินลุยน้ำควรใช้เส้นทางที่ปลอดภัยและมีอุปกรณ์ช่วยพยุง หากพบผู้ตกน้ำ ไม่ควรกระโดดลงไปช่วยเอง เพราะอาจถูกกระแสน้ำพัดไปด้วย ควรใช้ไม้ เชือก หรืออุปกรณ์ที่ยื่นให้ผู้ประสบภัยจับ และรีบโทร. 1669

2.) ไฟดูดและไฟฟ้าช็อต หากน้ำเข้าบ้านหรือพื้นที่ที่มีระบบไฟฟ้า ควรตัดกระแสไฟฟ้าจากจุดที่ปลอดภัยก่อน และไม่สัมผัสปลั๊กไฟเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสายไฟขณะตัวเปียก รวมถึงไม่เดินลุยน้ำในบริเวณที่มีสายไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอยู่ในน้ำ หากพบสายไฟขาดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าตกอยู่ในน้ำ ห้ามเข้าใกล้หรือสัมผัส ให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

3.) สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์มีพิษหนีน้ำ เช่น งู ตะขาบ และแมงป่อง อาจเข้ามาหลบในบ้าน ใต้กองสิ่งของ รองเท้า หรือบริเวณที่แห้ง จึงควรใช้ไฟฉายส่องก่อนเดินหรือหยิบสิ่งของ ไม่ใช้มือเปล่าค้นหา และสวมรองเท้าที่ปิดมิดชิด หากถูกงูกัดหรือสัตว์มีพิษกัดต่อย ควรตั้งสติ ไม่กรีดแผล ไม่ดูดพิษ และรีบไปโรงพยาบาล หากทำได้ให้จดจำลักษณะสัตว์ไว้เพื่อแจ้งบุคลากรทางการแพทย์

6 กลุ่มโรคสำคัญ

ช่วงน้ำท่วมยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะ 6 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่

1. โรคเลปโตสไปโรสิส (ไข้ฉี่หนู) หากสัมผัสน้ำหรือดินที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะเมื่อมีบาดแผล หลังสัมผัสน้ำประมาณ 1–2 สัปดาห์ หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่องและหลัง ตาแดง คลื่นไส้ อาเจียน หากอาการรุนแรงอาจเกิดภาวะไตวาย ตับวาย เลือดออกในปอด และเสียชีวิตได้ ควรรีบพบแพทย์ และแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำท่วม

2. โรคผิวหนังและการติดเชื้อที่ผิวหนัง การสัมผัสน้ำเป็นเวลานานทำให้ผิวหนังเปื่อยและระคายเคือง หากมีผื่นแดง คัน แผลพุพอง หนังลอก ควรทำความสะอาดและดูแลบริเวณดังกล่าวให้แห้ง หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์

3. โรคระบบทางเดินอาหารและน้ำ โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วงและโรคอาหารเป็นพิษ เนื่องจากน้ำท่วมอาจพัดพาสิ่งปฏิกูล ขยะ และเชื้อโรคต่าง ๆ ไปปนเปื้อนในอาหาร น้ำดื่ม วัตถุดิบ รวมถึงภาชนะและอุปกรณ์ประกอบอาหาร หากรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อน อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้

หากมีถ่ายเหลว ถ่ายเป็นน้ำ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้ ควรดื่มสารละลายเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการรุนแรง เช่น ถ่ายหรืออาเจียนมาก ดื่มน้ำไม่ได้ มีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกหรือมีเลือดปน ปัสสาวะน้อยหรือไม่ปัสสาวะ อ่อนเพลียมาก หรือซึมลง ควรรีบพบแพทย์ทันที

4. โรคที่มียุงเป็นพาหะ หลังฝนตกและมีน้ำขัง อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง หากมีไข้ติดต่อกัน 2 วัน มีผื่น ปวดข้อ กินยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลด ขอให้รีบพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย ห้ามรับประทานยาประเภท NSAIDs ได้แก่ แอสไพริน และไอบรูโพรเฟน

5. โรคตาอักเสบ หากสัมผัสน้ำไม่สะอาด อาจมีตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล มีขี้ตา หรือตาพร่ามัว ควรล้างมือบ่อย ๆ ไม่ขยี้ตา และไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวหรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น

6. โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ การสูดดมความชื้น ฝุ่นโคลน ในสภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาด หรือการอยู่รวมกันในพื้นที่พักพิง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดใหญ่หรือโรคปอดอักเสบ หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล หายใจเหนื่อยหอบ ควรรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล และสวมหน้ากากอนามัย เมื่อมีอาการไอ จาม และพบแพทย์หากอาการรุนแรง

“ประชาชนที่จำเป็นต้องสัมผัสน้ำท่วม ควรสวมรองเท้าบูทหรือรองเท้าที่ป้องกันน้ำได้ หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า หากมีบาดแผลควรปิดแผลให้มิดชิด หลังสัมผัสน้ำควรรีบล้างมือ เท้า และร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาด รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่และดื่มน้ำสะอาด รวมทั้งกำจัดแหล่งน้ำขังเพื่อลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง”นพ.มณเฑียรกล่าว  

นพ.มณเฑียร กล่าวอีกว่า  ช่วงนี้ฝนตกต่อเนื่องและหลายพื้นที่มีน้ำท่วม ประชาชนจำนวนมากอาจหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำได้ยาก จึงขอให้ทุกคนดูแลตนเองตามความเหมาะสม ทั้งการป้องกันโรคจากน้ำและอาหาร การป้องกันยุงกัด การดูแลบาดแผล รวมถึงระวังไฟฟ้าและสัตว์ที่อาจหนีน้ำเข้าบ้าน สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังควรเตรียมยาให้เพียงพอ ไม่ควรขาดยา และเก็บยาไว้ในที่แห้ง ป้องกันน้ำและความชื้น หากยาเปียกน้ำหรือชำรุด ไม่ควรนำมารับประทาน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา หากมีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ ท้องเสีย ตาแดง ผื่น หรือมีอาการทางเดินหายใจ ควรรีบพบแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือมีโรคประจำตัว

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


12 Tenses ภาษาอังกฤษ พร้อมตารางจำง่าย สรุปครบจบ 

ทำไม 12 Tenses ภาษาอังกฤษ ถึงสำคัญสำหรับคนทำงาน? 

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องกลับมาทบทวนเรื่อง Tense ในเมื่อเราก็พอพูดภาษาอังกฤษได้อยู่แล้ว คำตอบก็คือ การใช้ Tense การใช้ที่ถูกต้องไม่ใช่แค่เรื่องไวยากรณ์ แต่เป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือในการสื่อสาร จากข้อมูลด้าน Business Communication พบว่าผู้บริหารจำนวนมากในผู้บริหารระดับสูงให้ความสำคัญกับทักษะ “Communicating for Impact” มากที่สุด และการใช้ Tense ที่เป็นการใช้ที่ถูกต้องพื้นฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ลองนึกภาพว่าคุณกำลังเขียนอีเมลถึง CEO ของบริษัทพาร์ทเนอร์ แล้วใช้ Tense ผิด มันอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพของคุณได้เลย 

ในการทำงานจริง เราใช้ Tense ที่หลากหลายมากกว่าที่คิด ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องรายงานความคืบหน้าของโปรเจกต์ คุณต้องใช้ Present Perfect (“We have completed the first phase”) เมื่อต้องเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว คุณต้องใช้ Past Simple (“The client approved the proposal yesterday”) และเมื่อต้องพูดถึงแผนในอนาคต คุณต้องใช้ Future Simple (“We will launch the campaign next month”) ถ้าใช้ผิด ความหมายอาจคลาดเคลื่อนไปจากสิ่งที่ต้องการสื่อ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในการทำงานได้ 

ที่ Speak Up Thailand เราเห็นเคสแบบนี้บ่อยมาก ลูกค้าคนหนึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายที่ต้องติดต่อกับลูกค้าต่างประเทศทุกวัน เขาบอกว่าเคยส่งอีเมลไปแจ้งลูกค้าว่า “We completed the project” แทนที่จะเป็น “We have completed the project” ซึ่งทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าโปรเจกต์จบไปนานแล้ว ทั้งที่จริงๆ เพิ่งเสร็จเมื่อวันก่อน ปัญหาเล็กๆ แบบนี้สะสมไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นอุปสรรคในการเติบโตในสายงานได้ 

ตาราง Tense สรุปครบ 12 Tenses พร้อมโครงสร้างและตัวอย่าง 

นี่คือ **ตาราง tense** ที่สรุปครบทั้ง 12 Tenses ไว้ในที่เดียว คุณสามารถบันทึกไว้หรือปริ้นท์ออกมาวางบนโต๊ะทำงานเพื่อใช้ทบทวนได้ตลอด ตารางนี้ออกแบบมาให้เข้าใจง่ายและใช้ได้จริงในสถานการณ์การทำงาน โดยแต่ละ Tense จะมีโครงสร้าง ตัวอย่างประโยค และบอกว่าใช้เมื่อไหร่ 

Tenseโครงสร้างตัวอย่าง (การทำงาน)ใช้เมื่อไหร่
Present SimpleS + V1 (s/es)She manages the team.ความจริงทั่วไป, กิจวัตร
Present ContinuousS + am/is/are + V-ingI am preparing the report.กำลังทำอยู่ตอนนี้
Present PerfectS + have/has + V3We have completed Phase 1.เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน
Present Perfect ContinuousS + have/has + been + V-ingI have been working here for 5 years.ทำต่อเนื่องจนถึงตอนนี้
Past SimpleS + V2The board approved the budget.เหตุการณ์จบแล้วในอดีต
Past ContinuousS + was/were + V-ingI was writing when the client called.กำลังทำอยู่ในอดีต
Past PerfectS + had + V3I had finished before the meeting.เกิดก่อนเหตุการณ์อื่นในอดีต
Past Perfect ContinuousS + had + been + V-ingThey had been negotiating for 3 months.ทำต่อเนื่องก่อนเหตุการณ์ในอดีต
Future SimpleS + will + V1I will send the report by Friday.สิ่งที่จะเกิดในอนาคต
Future ContinuousS + will + be + V-ingI will be presenting at 3 PM.จะกำลังทำอยู่ในอนาคต
Future PerfectS + will + have + V3We will have finished by Q4.จะเสร็จก่อนเวลาที่กำหนด
Future Perfect ContinuousS + will + have + been + V-ingBy March, I will have been working here for 10 years.จะทำต่อเนื่องถึงจุดนั้นในอนาคต

จากตารางจะเห็นว่าแต่ละ Tense มีหน้าที่เฉพาะของตัวเอง ไม่มี Tense ไหนที่ใช้แทนกันได้ 100% การเลือกใช้ Tense ที่ถูกต้องจะทำให้การสื่อสารของคุณชัดเจนและมืออาชีพมากขึ้น สิ่งสำคัญคือไม่ต้องพยายามจำทั้งหมดในวันเดียว ค่อยๆ ฝึกใช้ทีละ Tense ในสถานการณ์จริง แล้วจะค่อยๆ คุ้นเคยไปเอง 

กลุ่ม Present Tenses: 4 Tenses ที่ใช้บ่อยที่สุดในที่ทำงาน 

Present Simple — ใช้พูดถึงความจริงทั่วไปและกิจวัตร 

Present Simple เป็น Tense ที่ใช้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวันและในที่ทำงาน ใช้เมื่อต้องการพูดถึงความจริงทั่วไป กิจวัตร หรือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ โครงสร้างคือ Subject + V1 (เติม s/es สำหรับ he, she, it) ตัวอย่างในที่ทำงาน เช่น “Our company operates in 15 countries” (บริษัทเราดำเนินงานใน 15 ประเทศ) หรือ “I usually start my workday at 8 AM” (ปกติผมเริ่มทำงานตอน 8 โมงเช้า) สิ่งที่ต้องระวังคือการเติม s/es ให้ถูกต้อง หลายคนมักลืมเติม s เมื่อประธานเป็นบุรุษที่ 3 เอกพจน์ 

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยจากผู้เรียนที่ Speak Up คือการใช้ Present Simple กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ณตอนนี้ เช่น พูดว่า “I work on the report now” แทนที่จะเป็น “I am working on the report now” ซึ่งต้องใช้ Present Continuous แทน จุดสังเกตง่ายๆ คือ ถ้ามีคำว่า now, right now, at the moment ให้ใช้ Present Continuous แต่ถ้ามีคำว่า always, usually, every day ให้ใช้ Present Simple 

Present Continuous — ใช้พูดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ 

Present Continuous ใช้เมื่อต้องการบอกว่ากำลังทำอะไรอยู่ ณขณะนี้ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว โครงสร้างคือ Subject + am/is/are + V-ing ตัวอย่างที่ใช้บ่อยในที่ทำงาน เช่น “I am preparing the presentation for tomorrow’s meeting” (ผมกำลังเตรียมพรีเซนเทชันสำหรับประชุมพรุ่งนี้) หรือ “The marketing team is working on a new campaign” (ทีมการตลาดกำลังทำแคมเปญใหม่อยู่) นอกจากนี้ยังใช้พูดถึงแผนที่จัดไว้แล้วในอนาคตอันใกล้ได้ด้วย เช่น “We are meeting the client at 3 PM” (เรามีนัดพบลูกค้าตอนบ่ายสาม) 

สิ่งที่ต้องระวังคือกริยาบางตัวไม่สามารถใช้กับ Continuous ได้ เรียกว่า Stative Verbs เช่น know, believe, want, need, love ดังนั้นจะพูดว่า “I am knowing” ไม่ได้ ต้องพูดว่า “I know” เท่านั้น เคล็ดลับจากครู Speak Up คือให้ลองนึกว่ากริยานั้นเป็น “action” หรือ “state” ถ้าเป็น action (ทำได้จริงๆ) ใช้ Continuous ได้ แต่ถ้าเป็น state (สภาวะทางจิตใจ) ใช้ไม่ได้ 

Present Perfect — ใช้เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน 

Present Perfect เป็น Tense ที่คนไทยสับสนมากที่สุด เพราะภาษาไทยไม่มีโครงสร้างที่ตรงกับ Tense นี้โดยตรง ใช้เมื่อต้องการพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตแต่ยังมีผลต่อปัจจุบัน หรือประสบการณ์ที่เคยทำ โครงสร้างคือ Subject + have/has + V3 (Past Participle) ตัวอย่างในที่ทำงาน เช่น “I have sent the email to the client” (ผมส่งอีเมลให้ลูกค้าแล้ว — เน้นว่าส่งแล้ว ตอนนี้ลูกค้าน่าจะได้รับแล้ว) หรือ “She has worked here for five years” (เธอทำงานที่นี่มาห้าปีแล้ว — และยังทำอยู่) 

จุดแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Present Perfect กับ Past Simple คือ Present Perfect เน้นความเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน ส่วน Past Simple เน้นเวลาที่เฉพาะเจาะจงในอดีต ตัวอย่างเช่น “I have visited Tokyo” (เคยไปโตเกียว — เน้นประสบการณ์) vs “I visited Tokyo last year” (ไปโตเกียวปีที่แล้ว — เน้นเวลา) ถ้ามีคำบอกเวลาเฉพาะ เช่น yesterday, last week, in 2023 ให้ใช้ Past Simple แต่ถ้าไม่ระบุเวลา หรือใช้คำว่า already, yet, just, ever, never ให้ใช้ Present Perfect 

Present Perfect Continuous — ใช้เน้นระยะเวลาที่ทำต่อเนื่อง 

Present Perfect Continuous ใช้เมื่อต้องการเน้นว่าทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และอาจยังทำอยู่ โครงสร้างคือ Subject + have/has + been + V-ing ตัวอย่างในที่ทำงาน เช่น “I have been working on this project since January” (ผมทำโปรเจกต์นี้มาตั้งแต่เดือนมกราคม — และยังทำอยู่) หรือ “The IT team has been fixing the server issue for three hours” (ทีม IT แก้ปัญหาเซิร์ฟเวอร์มาสามชั่วโมงแล้ว — ยังไม่เสร็จ) Tense นี้มักใช้คู่กับ for (ระยะเวลา) และ since (จุดเริ่มต้น) 

ข้อแตกต่างระหว่าง Present Perfect กับ Present Perfect Continuous คือ Present Perfect เน้นผลลัพธ์ ส่วน Present Perfect Continuous เน้นกระบวนการหรือระยะเวลา ตัวอย่างเช่น “I have written three reports” (เขียนรายงานเสร็จแล้ว 3 ฉบับ — เน้นจำนวนที่ทำเสร็จ) vs “I have been writing reports all morning” (เขียนรายงานมาทั้งเช้า — เน้นว่าทำมานาน) ทั้งสอง Tense นี้ใช้ร่วมกันได้ดีในการรายงานความคืบหน้าของงาน 

กลุ่ม Past Tenses: เล่าเหตุการณ์ในอดีตอย่างมืออาชีพ 

Past Simple — ใช้เล่าเหตุการณ์ที่จบไปแล้ว 

Past Simple เป็น Tense ที่ใช้บ่อยเป็นอันดับสองรองจาก Present Simple ใช้เมื่อต้องการพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงแล้วในอดีต โครงสร้างคือ Subject + V2 (Past form) ตัวอย่างในที่ทำงาน เช่น “The board approved the budget last Friday” (บอร์ดอนุมัติงบประมาณเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว) หรือ “We launched the new product in March” (เราเปิดตัวสินค้าใหม่ในเดือนมีนาคม) จุดสำคัญคือต้องมีเวลาที่ชัดเจนหรือเข้าใจได้จากบริบท 

สิ่งที่ต้องฝึกฝนคือการจำ Irregular Verbs (กริยาอปกติ) เช่น go-went, see-saw, write-wrote, send-sent, buy-bought ซึ่งไม่เติม -ed ตามปกติ กริยาเหล่านี้ต้องจำเป็นคำๆ ไปเคล็ดลับคือฝึกใช้ในประโยคจริงทุกวัน เช่น ทุกเย็นหลังเลิกงาน ลองเขียนสิ่งที่ทำในวันนี้เป็นภาษาอังกฤษ 5 ประโยค โดยใช้ Past Simple ทำแบบนี้สม่ำเสมอ ภายใน 2-3 สัปดาห์จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน 

Past Continuous — ใช้เล่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ในอดีต 

Past Continuous ใช้เมื่อต้องการบอกว่ากำลังทำอะไรอยู่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอดีต มักใช้คู่กับ Past Simple เพื่อเล่าเหตุการณ์ที่เกิดแทรกขึ้นมา โครงสร้างคือ Subject + was/were + V-ing ตัวอย่างที่ใช้บ่อย เช่น “I was preparing the report when the client called” (ผมกำลังเตรียมรายงานอยู่ตอนที่ลูกค้าโทรมา) หรือ “While the team was discussing the budget, the CEO walked in” (ขณะที่ทีมกำลังหารือเรื่องงบอยู่ CEO เดินเข้ามา) Tense นี้ช่วยให้การเล่าเรื่องมีมิติมากขึ้น ทำให้คนฟังเห็นภาพว่าเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นพร้อมกันอย่างไร 

ในที่ทำงาน Tense นี้มีประโยชน์มากเมื่อต้องรายงานเหตุการณ์หรืออธิบายสถานการณ์ เช่น “At 3 PM yesterday, the server was running slowly” (เมื่อวานตอนบ่ายสาม เซิร์ฟเวอร์ทำงานช้า) หรือ “Last month, we were still negotiating the contract” (เดือนที่แล้ว เรายังอยู่ในขั้นตอนเจรจาสัญญา) การใช้ Past Continuous ทำให้รายงานมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น เพราะแสดงให้เห็นว่าคุณสามารถอธิบายบริบทของเหตุการณ์ได้อย่างละเอียด 

Past Perfect — ใช้พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดก่อนเหตุการณ์อื่นในอดีต 

Past Perfect ใช้เมื่อต้องการบอกว่าสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นก่อนอีกสิ่งหนึ่งในอดีต เป็น “อดีตของอดีต” โครงสร้างคือ Subject + had + V3 ตัวอย่างในที่ทำงาน เช่น “By the time the meeting started, I had already prepared all the documents” (ตอนที่ประชุมเริ่ม ผมเตรียมเอกสารทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว) หรือ “The client had rejected two proposals before they accepted our third one” (ลูกค้าปฏิเสธข้อเสนอไป 2 ครั้ง ก่อนที่จะรับข้อเสนอที่ 3 ของเรา) Tense นี้อาจดูซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วใช้บ่อยในการเล่าลำดับเหตุการณ์ 

ตัวอย่างการใช้งานจริงในที่ทำงาน: ผู้จัดการโปรเจกต์คนหนึ่งต้องรายงานให้บอร์ดว่าทำไมโปรเจกต์ล่าช้า เขาใช้ Past Perfect ได้อย่างเหมาะสม เช่น “The delay occurred because the supplier had not delivered the materials on time” (การล่าช้าเกิดขึ้นเพราะซัพพลายเออร์ไม่ได้ส่งวัสดุตามกำหนด) ซึ่งทำให้รายงานชัดเจนและมีลำดับเหตุการณ์ที่เข้าใจง่าย 

Past Perfect Continuous — เน้นระยะเวลาก่อนเหตุการณ์ในอดีต 

Past Perfect Continuous ใช้เมื่อต้องการเน้นว่าทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาต่อเนื่องก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์อื่นในอดีต โครงสร้างคือ Subject + had + been + V-ing ตัวอย่าง เช่น “I had been working for 10 hours straight before I finally went home” (ผมทำงานต่อเนื่อง 10 ชั่วโมง ก่อนที่จะกลับบ้าน) หรือ “They had been negotiating for three months before they reached an agreement” (พวกเขาเจรจากันมา 3 เดือน ก่อนที่จะตกลงกันได้) Tense นี้ช่วยเน้นให้เห็นว่ากระบวนการก่อนหน้านั้นใช้เวลานานแค่ไหน 

ถึงแม้ Tense นี้จะไม่ได้ใช้บ่อยมากในชีวิตประจำวัน แต่มีประโยชน์อย่างมากในการเขียนรายงานหรืออธิบายเหตุผลของเหตุการณ์ เช่น “The system crashed because it had been running without maintenance for six months” (ระบบล่มเพราะทำงานมาหกเดือนโดยไม่ได้ซ่อมบำรุง) การใช้ Tense นี้ได้อย่างถูกต้องจะทำให้ภาษาอังกฤษของคุณดูมีระดับและเป็นมืออาชีพมากขึ้น 

กลุ่ม Future Tenses: พูดถึงแผนและการคาดการณ์อย่างมั่นใจ 

Future Simple — ใช้พูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 

Future Simple เป็น Tense ที่ใช้ง่ายที่สุด ใช้เมื่อต้องการพูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การตัดสินใจทันที หรือการคาดการณ์ โครงสร้างคือ Subject + will + V1 ตัวอย่างในที่ทำงาน เช่น “I will send the report by Friday” (ผมจะส่งรายงานภายในวันศุกร์) หรือ “The company will expand to Southeast Asia next year” (บริษัทจะขยายไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปีหน้า) นอกจาก will แล้ว ยังสามารถใช้ “going to” เมื่อมีแผนไว้แล้ว เช่น “We are going to hire 50 new employees” (เราจะรับพนักงานใหม่ 50 คน — มีแผนไว้แล้ว) 

ข้อแตกต่างระหว่าง will กับ going to ที่ต้องรู้: will ใช้สำหรับการตัดสินใจทันที คำสัญญา หรือการคาดการณ์ ส่วน going to ใช้สำหรับแผนที่วางไว้แล้ว หรือสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าจะเกิดขึ้น เช่น “I think it will rain tomorrow” (คิดว่าพรุ่งนี้ฝนจะตก — คาดการณ์) vs “Look at those clouds, it’s going to rain” (ดูเมฆสิ ฝนจะตก — เห็นสัญญาณแล้ว) ในที่ทำงาน going to มักใช้ในการประชุมวางแผน ส่วน will ใช้ในอีเมลหรือการตอบรับทันที 

Future Continuous — ใช้พูดถึงสิ่งที่จะกำลังทำอยู่ในอนาคต 

Future Continuous ใช้เมื่อต้องการบอกว่า ณเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต จะกำลังทำอะไรอยู่ โครงสร้างคือ Subject + will + be + V-ing ตัวอย่าง เช่น “This time next month, I will be presenting at the conference” (เดือนหน้าเวลานี้ ผมจะกำลังพรีเซนต์ที่งานประชุม) หรือ “The team will be working on the new feature throughout next week” (ทีมจะทำฟีเจอร์ใหม่ตลอดสัปดาห์หน้า) Tense นี้มีประโยชน์มากเมื่อต้องวางแผนตารางงานหรือแจ้งให้ทีมทราบว่าจะไม่ว่างในช่วงเวลาใด 

ในการประชุมวางแผน Future Continuous ช่วยให้สื่อสารได้ชัดเจนมากขึ้น เช่น “While the design team will be creating mockups, the development team will be setting up the backend” (ขณะที่ทีมออกแบบจะทำ mockup อยู่ ทีมพัฒนาจะเซ็ตระบบ backend) ทำให้เห็นภาพรวมของงานที่จะเกิดขึ้นพร้อมกันได้อย่างชัดเจน 

Future Perfect — ใช้พูดถึงสิ่งที่จะเสร็จก่อนเวลาที่กำหนด 

Future Perfect ใช้เมื่อต้องการบอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเสร็จสมบูรณ์ก่อนเวลาที่กำหนดในอนาคต โครงสร้างคือ Subject + will + have + V3 ตัวอย่าง เช่น “By the end of this quarter, we will have completed the migration” (ภายในสิ้นไตรมาสนี้ เราจะย้ายระบบเสร็จแล้ว) หรือ “By Friday, I will have finished all the pending reports” (ภายในวันศุกร์ ผมจะทำรายงานค้างทั้งหมดเสร็จแล้ว) Tense นี้เหมาะมากสำหรับการตั้งเป้าหมายและรายงานความคืบหน้าของโปรเจกต์ 

ผู้เรียนที่ Speak Up หลายคนบอกว่าเมื่อใช้ Future Perfect ได้ถูกต้อง ทำให้ดูมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นในที่ประชุม เพราะแสดงให้เห็นว่ามีการวางแผนล่วงหน้าอย่างชัดเจน เช่น แทนที่จะพูดว่า “We will finish by December” ลองพูดว่า “By December, we will have delivered all deliverables and closed the project” ซึ่งฟังดูมืออาชีพและมั่นใจมากกว่า 

Future Perfect Continuous — เน้นระยะเวลาที่จะทำต่อเนื่องในอนาคต 

Future Perfect Continuous เป็น Tense ที่ซับซ้อนที่สุดใน **12 tenses ภาษาอังกฤษ** ใช้เมื่อต้องการเน้นว่าจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง ณจุดใดจุดหนึ่งในอนาคต โครงสร้างคือ Subject + will + have + been + V-ing ตัวอย่าง เช่น “By next March, I will have been working here for 10 years” (เดือนมีนาคมหน้า ผมจะทำงานที่นี่ครบ 10 ปีพอดี) หรือ “By the time the new office opens, the construction team will have been building for 18 months” (ตอนที่ออฟฟิศใหม่เปิด ทีมก่อสร้างจะสร้างมา 18 เดือนแล้ว) 

ถึงแม้ Tense นี้จะไม่ได้ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน แต่ก็มีประโยชน์ในบางสถานการณ์ เช่น ในการสัมภาษณ์งาน เมื่อถูกถามว่า “Where do you see yourself in 5 years?” คุณสามารถตอบว่า “By then, I will have been leading the regional team for at least two years” ซึ่งแสดงให้เห็นทั้งวิสัยทัศน์และความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ 

ตารางเปรียบเทียบ Signal Words สำหรับแต่ละ Tense 

การจำ Signal Words หรือคำบ่งบอก Tense เป็นเคล็ดลับที่ช่วยให้เลือกใช้ Tense ได้ถูกต้องและรวดเร็วขึ้น เมื่อเห็นคำเหล่านี้ในประโยค ก็จะรู้ทันทีว่าต้องใช้ Tense ไหน ตารางต่อไปนี้รวบรวม Signal Words ที่พบบ่อยที่สุดสำหรับแต่ละ Tense 

TenseSignal Wordsตัวอย่างประโยค
Present Simplealways, usually, every day, often, sometimesI usually check emails every morning.
Present Continuousnow, right now, at the moment, currentlyShe is currently handling the case.
Present Perfectalready, yet, just, ever, never, since, forWe have already submitted the proposal.
Present Perfect Continuousfor, since, all day, all morningI have been working on this all day.
Past Simpleyesterday, last week, in 2023, agoWe launched the product last month.
Past Continuouswhile, when, at that time, asWhile I was presenting, the fire alarm rang.
Past Perfectby the time, before, after, alreadyBy the time he arrived, we had already started.
Past Perfect Continuousfor, since, beforeShe had been waiting for 2 hours before I came.
Future Simpletomorrow, next week, soon, in the futureI will complete this by next Monday.
Future Continuousthis time tomorrow, at 3 PM, all day tomorrowThis time next week, I will be traveling.
Future Perfectby, by the time, beforeBy December, we will have finished the project.
Future Perfect Continuousby, for, by the timeBy June, I will have been studying for 2 years.

การจำ Signal Words เหล่านี้จะช่วยให้คุณเลือกใช้ Tense ได้ถูกต้องมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลองฝึกโดยการอ่านอีเมลหรือบทความภาษาอังกฤษ แล้วสังเกตว่าแต่ละประโยคใช้ Tense อะไร และมี Signal Words อะไรบ้าง ทำแบบนี้ทุกวัน วันละ 10 นาที ภายใน 1 เดือนคุณจะสังเกตเห็นว่าเลือก Tense ได้เร็วขึ้นมาก 

5 ข้อผิดพลาดที่คนไทยทำบ่อยที่สุดเรื่อง Tense 

จากประสบการณ์ของครูที่ Speak Up Thailand ที่สอนนักเรียนวัยทำงานมาหลายพันคน พบว่ามี 5 ข้อผิดพลาดเรื่อง Tense ที่คนไทยทำบ่อยที่สุด ได้แก่: 

  1. **สับสน Present Perfect กับ Past Simple** — ใช้ “I have gone to Tokyo last year” แทน “I went to Tokyo last year” เพราะคิดว่ามี have/has แปลว่า “แล้ว” แต่จริงๆ ถ้ามีเวลาเฉพาะเจาะจงต้องใช้ Past Simple 
  2. **ลืมเติม -s/-es ใน Present Simple** — พูดว่า “She work hard” แทน “She works hard” ซึ่งถือเป็นข้อผิดพลาดพื้นฐานที่ทำให้ดูไม่เป็นมืออาชีพ 
  3. **ใช้ Present Simple แทน Present Continuous** — พูดว่า “I work on it now” แทน “I’m working on it now” เพราะภาษาไทยไม่แยกความแตกต่างระหว่าง “ทำ” กับ “กำลังทำ” ชัดเจน 
  4. **ใช้ will ทุกกรณีเมื่อพูดถึงอนาคต** — พูดว่า “I will meet the client at 3” แทน “I’m meeting the client at 3” หรือ “I’m going to meet the client at 3” ซึ่งเหมาะสมกว่าเมื่อมีนัดหมายไว้แล้ว 
  5. **ไม่กล้าใช้ Perfect Tenses** — หลีกเลี่ยงการใช้ Present Perfect, Past Perfect เพราะกลัวผิด แล้วใช้แต่ Simple Tenses แทน ทำให้ภาษาอังกฤษดูจำกัดและไม่หลากหลาย 

วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดคือการฝึกพูดกับครูเจ้าของภาษาอย่างสม่ำเสมอ เพราะครูจะสามารถแก้ไขให้ได้ทันทีเมื่อใช้ผิด ซึ่งต่างจากการเรียนจากหนังสือที่ไม่มีใครบอกว่าผิดตรงไหน ที่ Speak Up หลักสูตร CEFR 13 ระดับ ออกแบบมาให้เรียนรู้ Tense อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับสูง โดยมีสถานการณ์การทำงานจริงเป็นตัวอย่าง ทำให้จำได้ง่ายและนำไปใช้ได้จริง 

เทคนิคฝึก Tense ให้คล่องสำหรับคนวัยทำงาน 

สำหรับคนวัยทำงานที่มีเวลาจำกัด การฝึก Tense ให้คล่องไม่จำเป็นต้องใช้เวลามาก แค่ 15-20 นาทีต่อวันก็เพียงพอ ถ้าทำอย่างสม่ำเสมอ นี่คือเทคนิคที่ได้ผลจริงจากผู้เรียนของSpeak Up: 

  • **เทคนิค Daily Journal** — ทุกเย็นเขียนสิ่งที่ทำในวันนี้ 5 ประโยค (Past Simple) สิ่งที่กำลังทำอยู่ 3 ประโยค (Present Continuous) และสิ่งที่จะทำพรุ่งนี้ 3 ประโยค (Future Simple) รวม 11 ประโยคต่อวัน สัปดาห์ละ 77 ประโยค 
  • **เทคนิค Email Analysis** — ก่อนส่งอีเมลภาษาอังกฤษทุกครั้ง ตรวจสอบว่าใช้ Tense ถูกต้องหรือไม่ ลองถามตัวเองว่า “เรื่องนี้เกิดขึ้นแล้ว กำลังเกิด หรือจะเกิด?” แล้วเลือก Tense ให้ตรง 
  • **เทคนิค Tense Swap** — ลองเอาข่าวภาษาอังกฤษสั้นๆ มาเปลี่ยน Tense ทั้งหมด เช่น เปลี่ยนข่าว Past Simple เป็น Present Perfect หรือ Future Simple ฝึกแบบนี้จะช่วยให้เข้าใจความแตกต่างของแต่ละ Tense ได้ชัดเจนขึ้น 
  • **เทคนิค Meeting Prep** — ก่อนเข้าประชุมภาษาอังกฤษ เตรียมประโยคที่ต้องพูดไว้ล่วงหน้า 5-10 ประโยค แล้วตรวจสอบ Tense ให้ถูกต้อง เมื่อเข้าประชุมจริงก็จะพูดได้มั่นใจมากขึ้น 
  • **เทคนิค Shadow Speaking** — ฟัง podcast หรือ YouTube ภาษาอังกฤษ แล้วพูดตามทันที สังเกตว่าเจ้าของภาษาใช้ Tense อะไร ในบริบทไหน ฝึกแบบนี้จะช่วยให้คุณรู้สึกเป็นธรรมชาติกับ Tense ต่างๆ มากขึ้น 

จากผลสำรวจของWEF Future of Jobs Report พบว่า Leadership and Social Influence ติดอยู่ใน Top 10 ทักษะที่ตลาดงานต้องการมากที่สุด และการสื่อสารภาษาอังกฤษที่ดีคือพื้นฐานสำคัญของทักษะเหล่านี้ การลงทุนเวลาเพียงวันละ 15-20 นาทีในการฝึก Tense จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากในระยะยาว 

ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th


“ผลไม้” ที่สหรัฐฯ ชี้สารกำจัดศัตรูพืช “น้อยที่สุด” ไทยมีกินเยอะ-หาง่าย-ราคาถูก!

สับปะรด ผลไม้ใกล้ตัวที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสารตกค้างต่ำ อุดมวิตามิน-โบรมีเลน ไทยปลูกกว่า 860,000 ตันต่อปี

สับปะรด เป็นผลไม้ที่คนไทยคุ้นเคยและหาซื้อได้ไม่ยากตามตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต นอกจากรสชาติหวานอมเปรี้ยวและกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์แล้ว สับปะรดยังมีสารอาหารหลายชนิดที่น่าสนใจ ทั้งวิตามิน ใยอาหาร และเอนไซม์โบรมีเลน (Bromelain) ที่ถูกนำไปศึกษาในหลายด้านของสุขภาพ

อีกประเด็นที่ทำให้สับปะรดได้รับความสนใจคือเรื่อง สารตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืช โดย Environmental Working Group หรือ EWG องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ มีการจัดทำรายชื่อ “Clean Fifteen” เป็นประจำ เพื่อจัดกลุ่มผักและผลไม้ที่ตรวจพบสารตกค้างในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับรายการอื่นตามเกณฑ์ขององค์กร

สับปะรดเป็นหนึ่งในผลไม้ที่ถูกพูดถึงในประเด็นนี้ โดยมีปัจจัยสำคัญมาจาก เปลือกที่หนาและไม่ได้รับประทานโดยตรง ซึ่งช่วยทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันตามธรรมชาติระหว่างส่วนที่รับประทานได้กับสภาพแวดล้อมภายนอก อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าสับปะรดจะปลอดสารกำจัดศัตรูพืช 100% หรือไม่จำเป็นต้องล้างก่อนรับประทาน

ทำไมสับปะรดจึงถูกมองว่าเป็นผลไม้ที่มีสารตกค้างต่ำ?

ข้อมูลที่มีการเผยแพร่เกี่ยวกับการตรวจสอบสับปะรดพบว่า ผลไม้ชนิดนี้มีแนวโน้มตรวจพบสารตกค้างในระดับต่ำเมื่อเทียบกับผลไม้บางประเภท ส่วนหนึ่งอธิบายได้จาก เปลือกที่หนาและมีโครงสร้างหลายชั้น ซึ่งช่วยลดโอกาสที่สารจากภายนอกจะสัมผัสกับเนื้อผลไม้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม ระดับสารตกค้างขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งวิธีการเพาะปลูก การใช้สารกำจัดศัตรูพืช การเก็บเกี่ยว การขนส่ง และมาตรฐานของแต่ละประเทศ ดังนั้นจึงไม่ควรตีความว่าการมีเปลือกหนาจะทำให้ผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง “ปลอดสาร” โดยสมบูรณ์

สำหรับผู้บริโภค การล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนปอกหรือหั่นยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสิ่งสกปรกหรือสารตกค้างบนเปลือกอาจถูกมือหรืออุปกรณ์นำไปสัมผัสกับเนื้อผลไม้ระหว่างการเตรียมอาหารได้

สับปะรดมีอะไรดี? รู้จัก “โบรมีเลน” สารสำคัญที่น่าสนใจ

นอกจากวิตามินและแร่ธาตุแล้ว สับปะรดยังมีเอนไซม์ที่ชื่อว่า โบรมีเลน (Bromelain) ซึ่งเป็นกลุ่มเอนไซม์ที่สามารถช่วยย่อยโปรตีน และเป็นหนึ่งในสารประกอบจากสับปะรดที่ได้รับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง

งานวิจัยเกี่ยวกับโบรมีเลนให้ความสนใจในหลายด้าน เช่น การอักเสบ การทำงานของเกล็ดเลือด และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือด แต่หลักฐานที่มีอยู่ไม่ได้หมายความว่าการรับประทานสับปะรดจะสามารถ สลายลิ่มเลือดหรือคราบไขมันในหลอดเลือด ได้โดยตรง ดังนั้นจึงไม่ควรใช้สับปะรดแทนการรักษาหรือยาที่แพทย์สั่ง

กินสับปะรดช่วยลดไขมันในเลือดจริงหรือ?

สับปะรดเป็นผลไม้ที่มีใยอาหารและสารประกอบจากพืชหลายชนิด การรับประทานผลไม้เป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุลสามารถช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการโดยรวมได้ แต่ยังไม่ควรสรุปว่าการกินสับปะรดเพียงอย่างเดียวจะสามารถ ลดคอเลสเตอรอลชนิด LDL หรือกำจัดไขมันส่วนเกินในร่างกาย ได้

มีงานวิจัยในสัตว์บางส่วนที่ศึกษาผลของสารจากสับปะรดต่อระดับไขมันและการทำงานของตับ แต่ผลจากการทดลองในสัตว์ไม่สามารถนำมาเท่ากับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในมนุษย์ได้โดยตรง หากต้องการดูแลระดับไขมันในเลือด สิ่งสำคัญยังคงเป็นการรับประทานอาหารที่เหมาะสม ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย และติดตามผลเลือดตามคำแนะนำของแพทย์

สับปะรดช่วยดูแลตับได้หรือไม่?

ประเด็นเรื่องสับปะรดกับสุขภาพตับได้รับความสนใจจากงานวิจัยบางส่วน โดยเฉพาะการทดลองในสัตว์ที่ศึกษาผลของสารประกอบจากสับปะรดต่อไขมันในตับ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะบอกว่า การกินสับปะรดสามารถป้องกันหรือรักษาไขมันพอกตับในคนได้

สำหรับการดูแลตับในชีวิตประจำวัน การควบคุมน้ำหนัก ลดอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญกว่า การกินสับปะรดจึงควรมองในฐานะผลไม้ชนิดหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับอาหาร ไม่ใช่อาหารที่ใช้รักษาโรคตับ

สำหรับผู้บริโภค การกินสับปะรดในปริมาณเหมาะสมเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานผลไม้ที่หลากหลายได้ และควรล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนปอกหรือหั่นทุกครั้ง หากมีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาบางชนิด โดยเฉพาะยาที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์โบรมีเลนในรูปแบบอาหารเสริม

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 28/9/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a66,650.0066,850.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,309.0065,324.4467,650.00
ทองรูปพรรณ 90%3,878.1058,792.00n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,447.2052,259.55n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,939.0529,396.00n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,508.1522,863.55n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,465.2867,693.64n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 28/9/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9539.9439.9440.4439.9439.9439.9439.9439.9439.94
แก๊สโซฮอล์ 9139.5739.5740.0739.5739.5739.5739.5739.5739.57
แก๊สโซฮอล์ E2034.9434.9435.1434.94–34.9434.9434.9434.94
แก๊สโซฮอล์ E8530.8830.88––––––30.88
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7949.2951.84–––––47.79
เบนซิน 9548.93––49.26–49.4349.08–48.93
ดีเซล41.4441.4441.4441.4441.4441.4441.4441.4441.44
ดีเซล B2036.4436.4436.4436.44–36.4436.4436.4436.44
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0550.0551.8450.05––––50.05
แก๊ส NGV16.66–––––––16.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า