สาระน่ารู้ประจำวันที่ 29 เมษายน 2569

i-Store ผนึกแลนด์ลอร์ดลุยสยายปีกกทม.-เมืองท่องเที่ยวปั้นรายได้พุ่ง 200%

  • i-Store ใช้กลยุทธ์ร่วมมือกับเจ้าของที่ดิน (Landlord) ในโมเดล “Storage Management” เพื่อเร่งขยายสาขาโดยไม่ต้องลงทุนซื้อที่ดินเอง
  • วางแผนขยายสาขาในกรุงเทพฯ เพิ่มอีก 7 แห่งภายในปี 2569 และเตรียมขยายสู่หัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา
  • ตั้งเป้าหมายรายได้เติบโต 200% โดยเน้นการขยายพื้นที่ให้บริการและปรับสัดส่วนลูกค้าองค์กรเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง

ภักดี อนิวรรตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตอเรจ เอเชีย จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการห้องเก็บของหรือเก็บทรัพย์สินส่วนตัว (Self Storage) ภายใต้แบรนด์ i-Store กล่าวว่า บริษัทวางกลยุทธ์ “Supply Drives Demand” หรือ การเร่งขยายพื้นที่ให้บริการในทำเลเข้าถึงง่ายเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้า “เห็นของ แล้วเกิดความต้องการ”แนวคิดนี้สะท้อนว่าSelf Storage ไม่ใช่สินค้าที่คน “รู้ว่าต้องใช้” ตั้งแต่แรกแต่เป็นบริการที่ต้อง “สร้างการรับรู้” ควบคู่ไปกับการขยายสาขา

โมเดลใหม่ไม่ต้องมีที่ดิน ก็โตได้

หัวใจสำคัญอีกอย่างคือโมเดล “Storage Management” พูดง่าย ๆ คือ i-Store ไม่จำเป็นต้องลงทุนถือครองที่ดินเองทั้งหมดแต่เข้าไป “พัฒนา-ออกแบบ-บริหาร” ให้กับเจ้าของพื้นที่ (Landlord)ผลลัพธ์คือขยายสาขาได้เร็วขึ้น ใช้เงินลงทุนน้อยลงและสร้างเครือข่ายได้แบบก้าวกระโดด โมเดลนี้ยังเปิดทางให้เกิดการร่วมทุน (JV) กับพันธมิตรยิ่งเร่งสปีดการเติบโตเข้าไปอีก

ปัจจุบัน i-Store มี 11 สาขาในกรุงเทพฯ แต่แผนปี 2569 คือ “เพิ่มอีก 7 สาขา” ทำให้รวมเป็น 18 สาขา พื้นที่รวมกว่า 18,000 ตร.ม. เติบโตจากปีก่อนถึง 91% นี่ไม่ใช่แค่การขยายแต่คือการ “ปูพรม” เพื่อยึดทำเลสำคัญก่อนคู่แข่ง

ปรับพอร์ตลูกค้า สร้างรายได้

อีกหนึ่งเกมที่น่าสนใจ คือการ “รีบาลานซ์ลูกค้า” เป้าหมายใหม่คือ บุคคลทั่วไป 60% นิติบุคคล 40% เหตุผลคือ ลูกค้าองค์กร เช่น SME และ E-commerce ต้องการพื้นที่แบบ Micro-fulfillment ใจกลางเมืองซึ่งให้รายได้ที่สม่ำเสมอ และคาดการณ์ได้มากกว่า และนี่คือหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้บริษัทตั้งเป้ารายได้โต 200%

นอกจากนี้ โอกาสใหม่ นอกกรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่ท้าทาย จากเดิมที่ตลาด Self Storage ไทยจะกระจุกในศูนย์กลางธุรกิจใจกลางเมือง (Central Business District)หรือ CBD ปัจจุบันเริ่มกระจายไปยังจังหวัดใหญ่ ตามหัวเมืองสำคัญต่างๆ อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา หัวหิน เหตุผลหลักมาจากการเติบโตของ E-commerce นักท่องเที่ยวระยะยาว และชาวต่างชาติ (Expat) รวมทั้งการที่ที่อยู่อาศัยขนาดเล็กลง i-Store จึงมองไกลถึง “หัวเมืองท่องเที่ยว” โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในภูเก็ตภายในปี 2570

 ESG ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่เป็นความต่าง

นอกจากการเติบโตเชิงธุรกิจ i-Store ยังพยายามสร้าง “จุดยืน” ผ่าน ESG ย่อยมาจาก Environmental, Social, and Governance หรือ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานซึ่งสอดรับกับ SDG ที่เป็นกรอบระดับโลก เช่น โครงการจัดการขยะ E-Waste การนำขวดพลาสติกมา Upcycle เป็นเสื้อสะท้อนแสง

สิ่งเหล่านี้อาจไม่สร้างรายได้โดยตรงแต่ช่วยสร้าง “แบรนด์” และความแตกต่างในระยะยาว แต่สุดท้ายแล้ว เกมของ i-Store ไม่ใช่แค่การปล่อยเช่าพื้นที่เก็บของแต่คือการเดิมพันว่า“คนเมืองจะมีพื้นที่น้อยลง แต่ของจะมากขึ้น” และถ้าสมมตินี้เป็นจริง คนที่ “สร้างพื้นที่รอไว้ก่อน”อาจกลายเป็นผู้ชนะในตลาดนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ไทยรับแรงส่งต่างชาติย้ายถิ่น Wealth Migration ดันอสังหาฯหรูโตยาว

Knight Frank ชี้ไทยกำลังก้าวเป็นศูนย์กลางความมั่งคั่งใหม่ของเอเชีย รับอานิสงส์กระแส Wealth Migration ย้ายถิ่น หนุนตลาดบ้านหรู การลงทุน และสินทรัพย์ลักชัวรีเติบโต

ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางความมั่งคั่งแห่งใหม่ของเอเชีย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์เงินทุนโลกและการเคลื่อนย้ายของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (Ultra-High-Net-Worth Individuals: UHNWIs) ซึ่งกลายเป็นแรงส่งใหม่ต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ การลงทุน และธุรกิจไลฟ์สไตล์ลักชัวรีของไทย

รายงาน The Wealth Report 2026 โดยบริษัท ไนท์ แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า จำนวนอภิมหาเศรษฐีไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 26% ในช่วงปี 2569-2574 นับเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตสูงสุดในเอเชีย สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะปลายทางใหม่ของเงินทุนระดับโลกและฐานลงทุนของกลุ่มมั่งคั่งเคลื่อนย้ายสูง

ขณะเดียวกัน ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยระดับไพรม์ของไทยขยายตัว 6.3% สะท้อนดีมานด์แข็งแกร่งทั้งจากผู้ซื้อในประเทศและต่างชาติ โดยเฉพาะเซ็กเมนต์ซูเปอร์ไพรม์และโครงการลักชัวรีที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยเชิงคุณภาพ

ไทยรับกระแสความมั่งคั่งโลก

รายงานระบุว่า จำนวน UHNWIs ทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะ 713,626 คนในปี 2569 โดยเฉลี่ยมีผู้ก้าวสู่ระดับทรัพย์สินเกิน 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มวันละ 89 คนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้สหรัฐยังครองบทบาทศูนย์กลางความมั่งคั่งหลักของโลก แต่เอเชียยังเป็นภูมิภาคเติบโตเร็ว และไทยเริ่มถูกจับตามองในฐานะตลาดดาวรุ่ง

ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการเติบโตของผู้ประกอบการและธุรกิจครอบครัว การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยภาคท่องเที่ยว กระแสเงินทุนภูมิภาคที่ไหลเข้าเพิ่มขึ้น รวมถึงภาพลักษณ์ด้านไลฟ์สไตล์ เวลเนส และบริการระดับโลก ซึ่งช่วยยกระดับไทยจากจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว สู่ปลายทางการอยู่อาศัยและลงทุน

Wealth Migration หนุนดีมานด์บ้านหรูรอบใหม่

หนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญที่รายงานฉายภาพ คือ “Ultra Mobility” หรือการใช้ชีวิตแบบหลายฐานของกลุ่มมั่งคั่งโลก ซึ่งกำลังมองหาประเทศที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต สุขภาพ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าในการอยู่อาศัย

ไทยจึงได้อานิสงส์จากกระแสนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะความต้องการจากนักลงทุนและผู้มีฐานะจากเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ส่งผลบวกต่อตลาดคอนโดซูเปอร์ไพรม์ในกรุงเทพฯ โครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์ในภูเก็ตและสมุย รวมถึงบ้านพักตากอากาศแนวเวลเนส ซึ่งกำลังเป็นเซ็กเมนต์ที่เติบโตโดดเด่น

ท่ามกลางหลายประเทศเผชิญภาวะซัพพลายบ้านไฮเอนด์พร้อมอยู่จำกัด ไทยกลับมีจุดแข็งจากซัพพลายลักชัวรีที่ขยายตัวรองรับดีมานด์ ทำให้ยิ่งโดดเด่นในสายตากลุ่มมั่งคั่งโลก

Family Office มองไทยฐานลงทุนใหม่

อีกแรงขับสำคัญที่รายงานชี้ถึง คือการเติบโตของ Family Office ทั่วโลก ซึ่งมีแนวโน้มกระจายการลงทุนมากขึ้นและมองหาโอกาสในหลายภูมิภาค โดยไทยมีศักยภาพรองรับในหลายมิติ ทั้งธุรกิจโรงแรม-ท่องเที่ยว โลจิสติกส์ อสังหาริมทรัพย์แบบ Value-Add รวมถึงจุดยุทธศาสตร์ระหว่างจีน อินเดีย และอาเซียน

กระแสดังกล่าวกำลังสร้างมุมมองใหม่ต่ออสังหาริมทรัพย์ไทย ไม่ใช่เพียงสินทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย แต่เป็นแพลตฟอร์มลงทุนเชื่อมโยงทุนโลก

Transformation Economy หนุนเวลเนส-ลักชัวรีไทย

รายงานยังสะท้อนการเติบโตของ “Transformation Economy” ซึ่งผู้บริโภคระดับบนหันมาให้น้ำหนักกับประสบการณ์ สุขภาพ และการพัฒนาตนเอง มากกว่าการบริโภคสินค้าหรูในความหมายดั้งเดิม

ไทยถูกมองมีข้อได้เปรียบจากรีสอร์ตเวลเนสระดับโลก การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ประสบการณ์ลักชัวรีเชิงธรรมชาติ และเครือโรงแรมชั้นนำ ซึ่งล้วนสอดรับกับเมกะเทรนด์ดังกล่าว และช่วยต่อยอดดีมานด์อสังหาฯ แนว branded residence และ wellness residence

Knight Frank ชี้ไทยบทบาทขยายในระบบความมั่งคั่งโลก

Liam Bailey Global Head of Research, Knight Frank ระบุว่า โลกกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของการกระจายความมั่งคั่ง โดยแม้สหรัฐยังเป็นกลจักรหลัก แต่ตลาดเกิดใหม่และเศรษฐกิจเติบโตสูงเริ่มมีบทบาทชัดเจนขึ้น

โดยมองว่า แม้เผชิญแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ แต่ทุนส่วนบุคคลทั่วโลกยังมีความยืดหยุ่นสูง และกำลังมองหาตลาดที่ผสานคุณภาพชีวิต การเคลื่อนย้าย และมูลค่าระยะยาว ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น

ด้าน นายณัฏฐา คหาปนะ กรรมการผู้จัดการ Knight Frank Thailand ระบุว่า ไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการเป็นจุดหมายของกลุ่มมั่งคั่งระดับโลก จากความพร้อมทั้งด้านไลฟ์สไตล์ โครงสร้างพื้นฐาน และซัพพลายอสังหาฯ ระดับลักชัวรี

โดยเฉพาะดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นในโครงการ branded residences บ้านพักแนวเวลเนส และสินทรัพย์โรงแรมเชิงลงทุน สะท้อนว่าไทยกำลังได้ประโยชน์โดยตรงจากเทรนด์ความมั่งคั่งที่เชื่อมโยงสุขภาพ การใช้ชีวิต และ mobility

สัญญาณบวกต่อตลาดอสังหาฯ หรูไทยระยะยาว

มุมมองจาก Wealth Report 2026 สะท้อนว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้รับอานิสงส์จากเงินทุนโลกในระยะสั้น แต่กำลังยกระดับสู่ศูนย์กลางความมั่งคั่งใหม่ของภูมิภาค ซึ่งอาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนรอบใหม่ให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ลักชัวรี โรงแรมลงทุน และสินทรัพย์ไพรม์เติบโตต่อเนื่องในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 29 เม.ย.69 ‘แข็งค่า‘ ดอลลาร์ ถูกกดดัน

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 32.48 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.52 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักมาจากการที่เงินดอลลาร์เผชิญแรงกดดัน หลังนักลงทุนเกิดความกังวลต่อแนวโน้มธุรกิจ AI ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 32.30-32.75 บาทต่อดอลลาร์ โดยตลาดยังคงรอผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.48 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.52 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.75 บาทต่อ ดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways แถวโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.47-32.57 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED (ที่จะรับรู้ในช่วงเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดีนี้ ตามเวลาประเทศไทย) รวมถึงรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างยังไม่รีบปรับสถานะถือครองสินทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ 

อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์เผชิญแรงกดดันบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลแนวโน้มธุรกิจ AI โดยเฉพาะในด้านความคุ้มค่าของการลงทุน กดดันให้บรรดาหุ้นธีม AI ต่างปรับตัวลงหนัก ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง แย่กว่าตลาดหุ้นหลัก อย่างฝั่งยุโรป 

อนึ่ง เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) เดือนเมษายน ที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 92.8 จุด จากระดับ 92.2 จุด สวนทางกับคาดการณ์ของตลาดที่ประเมินว่าจะปรับตัวลดลงสู่ระดับ 89.0 จุด และนอกเหนือจากจังหวะย่อตัวลงบ้างของ เงินดอลลาร์ เงินบาทยังพอได้แรงหนุนจากการทยอยรีบาวด์สูงขึ้นของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ที่แม้จะเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงคาดหวังการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดจากบรรดาธนาคารกลางหลัก แต่ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และสามารถแกว่งตัวแถวโซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ 

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้ 

โดยในช่วงนี้ เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน อีกทั้ง เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติที่จะสามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ในช่วงปลายเดือนเมษายน จนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ขณะเดียวกัน บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ดังจะเห็นได้จากแรงขายหุ้นไทยในช่วงนี้ โดยเรามองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทดสอบโซนแนวต้านตั้งแต่ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก โดยเฉพาะในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปได้ เนื่องจากบรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออก ต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ แถวโซนแนวต้านดังกล่าว โดยเฉพาะโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญไปได้ จะเปิดโอกาสให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อสู่โซน 33.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเรามองว่า จะเกิดขึ้น ในกรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น (โอกาสเกิดอยู่ในระดับต่ำ)

แต่หากสถานการณ์ตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงได้ อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง (อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์) แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง อีกทั้ง โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลยังคงมีอยู่จนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ ขณะเดียวกันบรรดาผู้นำเข้าต่างรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ หากเงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ หรือหลุดแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ 

เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุม FOMC ของ FED รวมถึง รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อย่าง บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ สหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ส่วนผลการประชุม กนง. ของไทย อาจพอช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง ในกรณีที่ กนง. ย้ำจุดยืนคงดอกเบี้ยนโยบาย หรืออาจมีการส่งสัญญาณพร้อมลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ซึ่งในภาพดังกล่าว อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ กนง. และอาจเริ่มเห็นการทยอยกลับเข้าซื้อบอนด์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติ (และผู้เล่นในประเทศ) ได้

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อแนวโน้มธุรกิจ AI อีกครั้ง สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นธีม AI อาทิ Broadcom -4.4%, Oracle -4.1% และ Nvidia -1.6% อย่างไรก็ดี รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ ออกมาดีกว่าคาด ยังพอช่วยหนุนบรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ อีกทั้ง การทยอยปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังหนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Chevron +1.9% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.49% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.90% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่อง -0.37% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักฝั่งยุโรป ทั้ง BOE และ ECB (ตลาดมองอาจขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้) และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ออกมาผสมผสาน ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell +1.0% ตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในระยะนี้ 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4.35% โดยมีจังหวะปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด จนทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสเพียง 24% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลง จากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เรายังคงมุมมองเดิมว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผลการประชุมของ FED รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่ ทว่าเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย เนื่องจากเราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อย ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มธุรกิจ AI ที่กดดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงมากกว่าตลาดหุ้นหลักอื่นๆ อย่างฝั่งยุโรป ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงเล็กน้อย สู่โซน 98.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.5-98.9 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จะยังคงสร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) จากความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม หนุนให้ ราคาทองคำสามารถทรงตัวแถวโซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ FED (FOMC) ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงราว 1.00 น. ของเช้าวันพฤหัสฯ นี้ ตามเวลาประเทศไทย โดยเรามองว่า FED อาจเลือก “คงดอกเบี้ย” ที่ระดับ 3.50%-3.75% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจหนุนให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ เร่งตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานสหรัฐฯ แม้จะชะลอตัวลงบ้าง แต่ยังไม่ได้ชะลอตัวลงหนัก

ทำให้ บรรดาเจ้าหน้าที่ FED ส่วนใหญ่ เลือกคงดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อเปิดกว้างแนวทางในการดำเนินนโยบายตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ใอนาตให้เหมาะสม อนึ่ง บรรดาผู้เล่นในตลาดมองว่า FED มีโอกาสเพียง 24% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ แต่มีโอกาส 110% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปี 2027 สะท้อนมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อยู่

ส่วนในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเราประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจมีมติเป็นเอกฉันท์ “คงดอกเบี้ย” นโยบายที่ระดับ 1.00% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า กนง. มีโอกาส 47% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปี 2027 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ไทย เข้ารอบทั้งทีมชาย-หญิงศึกแบดมินตันโธมัส & อูเบอร์ คัพ 2026

ไทย เข้ารอบต่อไปทั้ง 2 ทีมในศึกแบดมินตันโธมัส & อูเบอร์ คัพ 2026 โดยทีมชายชนะสวยงามและคว้าแชมป์กลุ่ม ส่วนทีมหญิงแพ้ส่งท้ายแต่ได้รองแชมป์กลุ่ม


การแข่งขันแบดมินตันชิงแชมป์โลกประเภททีม รายการโธมัส & อูเบอร์ คัพ 2026 ที่เดนมาร์ก เมื่อวันที่ 28 เมษายน ทีมตบลูกขนไก่ ไทย ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศทั้งชายและหญิง

ประเภททีมชาย (โธมัส คัพ) รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มดี ไทยต้องเอาชนะแอลจีเรียให้ได้เพื่อผ่านเข้ารอบต่อไป ซึ่งผลปรากฏว่าบรรดานักตบไทยไม่ทำให้ผิดหวังคว้าชัยได้อย่างหมดจด 5-0 คู่ ชนิดที่แต่ละคู่ใช้เวลาเพียงไม่นาน

เริ่มด้วยแมตช์ชายเดี่ยวมือ 1 “วิว”กุลวุฒิ วิทิตศานต์ เอาชนะ อเดล ฮาเม็ก 2-0 เกม 21-9, 21-14

ต่อด้วยแมตช์ชายเดี่ยวมือ 2 “อิคคิว”พณิชพล ธีระรัตน์สกุล เอาชนะ โมฮาเหม็ด อับแดร์ราฮิเม เบลาร์บี 2-0 เกม 21-7, 21-7

แมตช์ชายเดี่ยวมือ 3 “ภูริ”ภูริธัช อารีย์ เอาชนะ โมฮาเหม็ด อับเดลาซิซ อูเชฟุน 2-0 เกม 21-8, 21-7

แมตช์ชายคู่มือ 1 “ไตเติ้ล”รุษฐนภัค อูปทอง กับ “โอโม่”พรรคพล ธีระรัตน์สกุล เอาชนะ อเดล ฮาเม็ก กับโคเซลา มัมเมรี 2-0 เกม 21-6, 21-11

ปิดท้ายด้วยแมตช์ชายคู่มือ 2 “บาส”เดชาพล พัววรานุเคราะห์ กับ “พี”พีรัชชัย สุขพันธุ์ เอาชนะ โมฮาเหม็ด อับแดร์ราฮิเม เบลาร์บี กับโมฮาเหม็ด อับเดลาซิซ อูเชฟุน 2-0 เกม 21-4, 21-5

อีกคู่ในกลุ่มเดียวกัน ฝรั่งเศสชนะอินโดนีเซีย 4-1 คู่ ทำให้กลุ่มนี้จบ 3 แมตช์ ไทย, ฝรั่งเศส และอินโดนีเซียต่างชนะ 2 แพ้ 1 เท่ากัน แต่เมื่อวัดผลงานรวมไทยได้เข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม ส่วนฝรั่งเศสเข้ารอบในฐานะรองแชมป์กลุ่ม ขณะที่อินโดนีเซียและแอลจีเรียตกรอบ

ส่วนประเภททีมหญิง (อูเบอร์ คัพ) รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มดี ไทยเจอกับเกาหลีใต้ โดยทั้งคู่การันตีผ่านเข้ารอบต่อไปแน่นอนแล้ว แต่แมตช์นี้ก็ยังมีผลต่อการชิงแชมป์กลุ่ม ซึ่งปรากฏว่าไทยเป็นฝ่ายแพ้อย่างขาดลอย 0-5 คู่

เริ่มด้วยแมตช์หญิงเดี่ยวมือ 1 “เมย์”รัชนก อินทนนท์ แพ้ให้กับ อัน เซยอง 0-2 เกม 15-21, 12-21

ต่อด้วยแมตช์หญิงคู่มือ 1 “แพท”หทัยทิพย์ มิจาด กับ “กัสจัง”ณปภากร ตุงคะสถาน แพ้ต่อคู่ แบก ฮานา กับอี โซฮี 0-2 เกม 11-21, 14-21

แมตช์หญิงเดี่ยวมือ 2 “หมิว”พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ แพ้ต่อ คิม กาอึน 1-2 เกม 21-18, 16-21, 17-21

แมตช์หญิงคู่มือ 2 “มูนา”เบญญาภา เอี่ยมสอาด กับ “เฟม”ศุภิสรา เพียวสามพราน แพ้ต่อ ชอง นาอึน กับคิม ฮเยชอง 0-2 เกม 11-21, 9-21

แมตช์หญิงเดี่ยวมือ 3 “เม”ศุภนิดา เกตุทอง แพ้ต่อ ชิม ยูจิน 0-2 เกม 21-23, 12-21

อีกคู่ในกลุ่มเดียวกัน บัลแกเรีย ชนะ สเปน 3-2 ทำให้กลุ่มนี้จบ 3 แมตช์ เกาหลีใต้ชนะรวดและเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศในฐานะแชมป์กลุ่ม ส่วนไทยชนะ 2 แพ้ 1 เข้ารอบในฐานะรองแชมป์กลุ่ม ขณะที่บัลแกเรียและสเปนตกรอบ

การจับสลากประกบคู่รอบก่อนรองชนะเลิศของทั้ง 2 รายการจะมีขึ้นในวันที่ 29 เมษายน โดยทีมชายไทยจะได้เจอรองแชมป์กลุ่มเอ, บี, ซี รายใดรายหนึ่ง ส่วนทีมหญิงจะเจอแชมป์กลุ่มเอ, บี, ซี รายใดรายหนึ่ง

ขอบคุณข้อมูลจาก khaosod.co.th


‘กรดไหลย้อน’ ภัยเงียบคนไทย เจาะลึกนวัตกรรมควบคุมกรดกลุ่มใหม่

เปิดนวัตกรรมควบคุมกรดกลุ่มใหม่ คืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้ป่วยกรดไหลย้อน ระบุ คนไทยเผชิญกับโรคนี้สูงถึง 7.4% – 10% แนวโน้มเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ และมีความเครียดสูง

ปัจจุบันโรคกรดไหลย้อน (GERD) ไม่ได้เป็นเพียงอาการเจ็บป่วยทั่วไป แต่เป็น อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการใช้ชีวิตตามปกติ ข้อมูลจากสมาคมประสาททางเดิน อาหารและการเคลื่อนไหว (ไทย) ระบุว่าคนไทยเผชิญกับโรคนี้สูงถึง 7.4% – 10% โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่อาการไม่ทุเลาลงแม้จะได้รับการรักษาตามมาตรฐาน (Refractory GERD)1 ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ และมีความเครียดสูง

ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนมักต้องทนกับความทรมานจากอาการไหลย้อนของน้ำในกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหารขึ้นมาถึงคอหรือปากมักมีรสเปรี้ยวหรือขมในคอ อาจมีอาการแสบร้อนกลางอก รวมถึงปัญหาการนอนหลับที่ไม่ต่อเนื่องจากการ กำเริบของอาการในช่วงกลางคืน ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตใน ระยะยาว  การพบแพทย์เพื่อรับยาที่เหมาะสม จะช่วยรักษาโรคและควบคุมอาการกรดไหลย้อนได้ตลอดวัน เป็นการแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่าการใช้ยาบรรเทาอาการชั่วคราว

“แปซิฟิค เฮลธ์แคร์” เปิดนวัตกรรมควบคุมกรดไหลย้อน

นายพิชิตชัย จักรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท แปซิฟิค เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ตลอด 65 ปีที่ แปซิฟิค เฮลธ์แคร์  มุ่งมั่นสร้างความแข็งแกร่งผ่านการเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์สุขภาพระดับโลก โดยคัดสรรนวัตกรรมสุขภาพระดับสากล มาตอบโจทย์ความต้องการทางการแพทย์ เพื่อช่วยแก้ปัญหาผู้ป่วยกรดไหลย้อน จำนวนมากที่ยังคงมีความยากลำบากในการใช้ชีวิต และมีอาการกำเริบในตอนกลางคืนทำให้พักผ่อนไม่สมบูรณ์ ส่งผลเสียทั้งด้านสุขภาพกายและจิตใจ หรือมีความกังวลเรื่องการทานยาที่ไม่สอดคล้องกับมื้ออาหาร การนำนวัตกรรมควบคุม กรดในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการส่งมอบมาตรฐานการดูแลสุขภาพที่ตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบและเวลาที่ไม่แน่นอนของผู้ป่วยในปัจจุบัน

ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่บริษัทฯ เดินหน้าเสริมศักยภาพเข้าสู่กลุ่มโรคทางเดิน อาหารภายใต้ความร่วมมือกับ HK inno.N ยักษ์ใหญ่นวัตกรรมยาจากเกาหลีใต้ และ บริษัท พอนด์ เคมีคอล (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในผู้ผลิตและนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ชั้นนำของไทย  เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนให้ผู้ป่วยชาวไทยสามารถเข้าถึงการรักษาที่มี ประสิทธิภาพและกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติสุขได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

โดยงานประชุมวิชาการ “An Advanced Acid Control: The New Power Begins” ชูนวัตกรรมดูแลโรคกรดไหลย้อนจากเกาหลีใต้ มุ่งแก้โจทย์ใหญ่ด้านคุณภาพชีวิตผู้ป่วยที่เผชิญภาวะกรดรบกวนช่วงดึกจนส่งผลเสียต่อการพักผ่อนการนำเสนอครั้งนี้มุ่งเติมเต็มช่องว่างการรักษาด้วยกลไกควบคุมกรด เพื่อลดการตื่นกลางดึกและคืนการพักผ่อนที่สมบูรณ์ ให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น

“ด้วยประสบการณ์ 65 ปี และเครือข่ายพันธมิตรที่ครอบคลุม 20 ประเทศ ควบคู่กับการเข้าใจความต้องการของลูกค้าในแต่ละตลาดที่ดำเนินธุรกิจอย่างถ่อง แท้ เราเดินหน้าคัดสรรโซลูชันสุขภาพระดับโลก เพื่อเป็นสะพานเชื่อมคุณภาพชีวิต ที่ดีให้กับคนไทยและผู้คนในภูมิภาคอย่างยั่งยืน” นายพิชิตชัย กล่าว

ปัจจุบัน แปซิฟิค เฮลธ์แคร์ ได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรชั้นนำกว่า 50 แบรนด์ ครอบคลุมทั้งเวชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยดูแลผู้บริโภคกว่า 600 ล้านคนทั่วภูมิภาค ด้วยบริการที่ยืดหยุ่นและเข้าถึง ความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิงฉบับเต็ม:

● Thailand guideline 2020 for medical management of gastroesophageal reflux disease. (PMID: 32770131) –Link to Source
● Thailand GERD Guideline 2020, Thai Neurogastroenterology and Motility Society (TNMS). –Link to Source

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


‘แบ็กดอร์’ ภัยเงียบไซเบอร์ คุกคามธุรกิจทั่วภูมิภาคอาเซียน

  • “แบ็กดอร์” เป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในภาคธุรกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ผู้โจมตีใช้เพื่อแฝงตัวในระบบและควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกลโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว
  • ลักษณะการโจมตีเปลี่ยนจากการบุกรุกเพื่อแทรกซึมไปสู่การฝังตัวเงียบเพื่อยึดครองระบบ 
  • ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการตรวจพบการโจมตีด้วยแบ็กดอร์สูงเป็นอันดับสามในภูมิภาค รองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม โดยมีจำนวน 251,502 รายการ

“แบ็กดอร์” กำลังกลายเป็นหนึ่งในภัยคุกคามไซเบอร์ที่น่ากังวลที่สุดสำหรับภาคธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังผู้โจมตีหันมาใช้ช่องทางแฝงตัวเงียบในระบบเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ เข้าควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกล และขยายผลจากการเจาะระบบสู่การยึดโครงสร้างพื้นฐานสำคัญขององค์กร

“แคสเปอร์สกี้” เผย การโจมตีแบ็กดอร์เพิ่มขึ้นรวดเร็ว ภัยไซเบอร์ยกระดับจากการแทรกซึมสู่การฝังตัวเงียบเพื่อยึดระบบ ความเสี่ยงมีอยู่ทั้งบนออนไลน์และออฟไลน์

แบ็กดอร์ (Backdoor) เป็นหนึ่งในภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อันตรายที่สุดต่อธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้น โซลูชันระดับองค์กรของแคสเปอร์สกี้ได้ตรวจพบและบล็อกการโจมตีผ่านแบ็กดอร์มากกว่า 3 ล้านครั้ง เฉพาะในปี 2568

ผู้โจมตีใช้แบ็กดอร์ในการควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อจากระยะไกลได้ แตกต่างจากยูทิลิตี้การควบคุมระยะไกลที่ถูกต้องตามกฎหมาย

โดยแบ็กดอร์จะติดตั้ง เปิดใช้งาน และทำงานเงียบๆ โดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ เมื่อติดตั้งแล้ว แบ็กดอร์จะสามารถสั่งให้ส่ง รับ เรียกใช้ และลบไฟล์ได้ อีกทั้งยังรวบรวมข้อมูลที่เป็นความลับจากคอมพิวเตอร์ บันทึกกิจกรรมบนคอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ

จาก ‘บุกรุก’ ไปสู่ ‘ยึดระบบ’

จากข้อมูลของแคสเปอร์สกี้ อินโดนีเซียและเวียดนามมีจำนวนเหตุการณ์การโจมตีด้วยแบ็กดอร์มากที่สุด โดยบันทึกการตรวจพบจำนวน 1,583,035 และ 1,296,924 รายการตามลำดับ ตามมาด้วยประเทศไทย 251,502 รายการ มาเลเซีย 212,239 รายการ สิงคโปร์ 50,511 รายการ และฟิลิปปินส์ 35,232 รายการ

นอกจากนี้ ยังพบว่าการตรวจพบแบ็กดอร์ที่มุ่งเป้าไปที่ธุรกิจในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว (YoY) มาเลเซียมีการเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 86% ตามมาด้วยอินโดนีเซียที่ 36%

ขณะที่เวียดนามก็พบการตรวจพบแบ็กดอร์เพิ่มขึ้น 3% ส่วนประเทศไทยคงที่เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่สิงคโปร์และฟิลิปปินส์ลดลง 49% และ 35% ตามลำดับ

เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า โดยรวมแล้ว ธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญกับการโจมตีผ่านแบ็กดอร์ในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับปี 2567

การเพิ่มขึ้นของแบ็กดอร์นี้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในภูมิทัศน์ภัยคุกคามทั่วภูมิภาค เปลี่ยนจากการบุกรุกไปสู่การยึดอยู่ในระบบ

สำหรับองค์กรธุรกิจแล้ว นี่เป็นการเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง การตรวจจับขั้นสูง และความสามารถในการตอบสนองอย่างรวดเร็ว เพื่อค้นหาการเข้าถึงที่แอบซ่อนอยู่และป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์

ถึงจะ ‘ออฟไลน์’ ก็ไม่รอด

ระบบตรวจจับของแคสเปอร์สกี้ยังสกัดกั้นการโจมตีบนอุปกรณ์ขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มากกว่า 46 ล้านรายการ ภัยคุกคามบนอุปกรณ์ (On-device attack) คือมัลแวร์ที่แพร่กระจายโดยวิธีการออฟไลน์

รวมถึงไดรฟ์ USB แบบถอดได้ ซีดี ดีวีดี หรือไฟล์ที่เข้าสู่คอมพิวเตอร์ในรูปแบบที่ไม่สามารถเปิดได้ เช่น ไฟล์ในโปรแกรมติดตั้งที่ซับซ้อนหรือไฟล์ที่เข้ารหัส

เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน พบว่าในปี 2568 การโจมตีบนอุปกรณ์ขององค์กรธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลงเล็กน้อย (-6%) แต่เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทยมีปริมาณภัยคุกคามนี้สูงสุด

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อที่สำคัญของซัพพลายเชนระดับโลก จึงเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีทางไซเบอร์ที่เป็นอันตราย ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานจากระยะไกลและแบบผสมผสาน มักมีการใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้รับการจัดการ พื้นที่การโจมตีก็จะขยายตัวต่อไปเรื่อย ๆ

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อที่สำคัญของซัพพลายเชนระดับโลก จึงเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีทางไซเบอร์ที่เป็นอันตราย ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานจากระยะไกลและแบบผสมผสาน มักมีการใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้รับการจัดการ พื้นที่การโจมตีก็จะขยายตัวต่อไปเรื่อย ๆ

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจในการลงทุนด้านการรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ขององค์กรอย่างเพียงพอ ไม่เพียงแต่เพื่อป้องกันความสูญเสียทางการเงินและข้อมูลที่อาจเกิดขึ้น แต่ยังเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นช่องทางให้เกิดอาชญากรรมไซเบอร์เพิ่มขึ้น”

แคสเปอร์สกี้แนะนำการป้องกันการโจมตีบนอุปกรณ์ ดังนี้

  • อัปเดตซอฟต์แวร์บนอุปกรณ์ทั้งหมดที่ใช้อยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้โจมตีแทรกซึมเข้าสู่เครือข่าย
  • สำรองข้อมูลของบริษัทเป็นประจำ การสำรองข้อมูลควรแยกออกจากเครือข่าย ตรวจสอบว่าจะสามารถเข้าถึงข้อมูลสำรองได้อย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉินเมื่อจำเป็น
  • โซลูชันด้านความปลอดภัยขั้นสูงเพื่อการมองเห็นภาพรวมของโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทได้อย่างครอบคลุม ในการตรวจจับ ตรวจสอบ และกำจัดภัยคุกคามที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว
  • ให้ทีม SOC เข้าถึงข้อมูลภัยคุกคามหรือ Threat Intelligence ล่าสุด
  • อัปเดทข้อมูลการวิเคราะห์เหตุการณ์ด้านความปลอดภัยอย่างครอบคลุมและละเอียด
  • ปรับกระบวนการและเทคโนโลยีภายในองค์กรให้สอดคล้องกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


RSVP คือ อะไร? มารยาทสากลบนบัตรเชิญที่คนไทยยุคใหม่ต้องรู้

ถ้าคุณได้รับบัตรเชิญไปงานแต่งงาน งานเลี้ยงวันเกิด หรือแม้แต่การนัดประชุมสำคัญในรูปแบบที่เป็นทางการ แล้วที่มุมด้านล่างของบัตรมีตัวอักษรปริศนาเขียนว่า RSVP ตามด้วยวันที่และเบอร์โทรศัพท์ หลายคนอาจจะเริ่มขมวดคิ้วว่าคำนี้ต้องการสื่ออะไรกันแน่ จริงๆ แล้วมันไม่ใช่รหัสลับอะไรครับ แต่มันคือมารยาททางสังคมที่สำคัญมากในระดับสากล

วันนี้สถาบัน EngDuo Thailand จะขอพาทุกคนไปเจาะลึกว่าคำถามที่ว่า rsvp คือ อะไรนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร และทำไมการเข้าใจคำนี้ถึงช่วยยกระดับความเป็นมืออาชีพในตัวคุณให้โดดเด่นขึ้นมาได้ทันที โดยเฉพาะในทริปท่องเที่ยวหรือการทำงานกับบริษัทต่างชาติที่เคร่งครัดเรื่องระบบระเบียบครับ

จุดเริ่มต้นของ RSVP และความหมายที่แท้จริง

คำว่า RSVP นั้นมีรากศัพท์มาจากภาษาฝรั่งเศสครับ โดยย่อมาจากประโยคที่ว่า Répondez s’il vous plaît ซึ่งถ้าจะแปลเป็นภาษาอังกฤษแบบตรงตัวก็คือ Please respond หรือในภาษาไทยคือ “กรุณาตอบกลับด้วยครับ/ค่ะ” นั่นเองครับ

เหตุผลที่ต้องใช้ภาษาฝรั่งเศสก็เพราะในยุคอดีต ภาษาฝรั่งเศสถือเป็นภาษาของชนชั้นสูงและใช้กันอย่างแพร่หลายในแวดวงการทูตและสังคมชั้นสูงของอังกฤษ ทำให้คำนี้ติดสอยหามตามมาในวัฒนธรรมการส่งบัตรเชิญจนถึงปัจจุบัน แม้ในปัจจุบันเราจะใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกันเป็นหลักในงานอีเวนต์ต่างๆ แต่คำย่อนี้ก็ยังคงความคลาสสิกและเป็นที่นิยมไปทั่วโลก

ทำไมเจ้าภาพถึงต้องการให้คุณตอบกลับ RSVP

เวลาที่เราจัดงานเลี้ยงหรืองานแต่งงาน สิ่งที่เจ้าภาพกังวลที่สุดคือจำนวนแขกครับ เพราะมันมีผลโดยตรงต่อการจองสถานที่ การสั่งอาหารตามจำนวนคน (Catering) รวมถึงการจัดผังที่นั่ง หากแขกไม่ยอมตอบกลับว่า rsvp คือ การยืนยันตัวตนหรือไม่ จะทำให้เจ้าภาพบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรได้ยากมาก

การตอบกลับตามกำหนดการที่ระบุไว้ จึงไม่ใช่แค่การบอกว่าจะไปหรือไม่ไป แต่มันคือการแสดงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อคำเชิญที่คุณได้รับ เป็นการให้เกียรติเจ้าภาพที่อุส่าห์นึกถึงเราและเชิญเราไปร่วมช่วงเวลาสำคัญของเขานั่นเองครับ

มารยาทในการตอบ RSVP ที่ถูกต้องและสง่างาม

กฎเหล็กของการตอบกลับคือความรวดเร็วครับ โดยปกติเจ้าภาพจะระบุวันที่ชัดเจนเอาไว้ เช่น RSVP by October 15th นั่นหมายความว่าคุณควรตัดสินใจและแจ้งผลให้เขาทราบภายในวันที่กำหนด หรือถ้าจะให้ดีที่สุดคือทันทีที่คุณทราบตารางงานของตัวเองครับ

หากในบัตรเชิญมีช่องให้ติ๊กเลือกว่าจะไปหรือไม่ไป พร้อมช่องสำหรับระบุเมนูอาหารที่แพ้ (Allergies) คุณควรกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนส่งกลับ การทำแบบนี้จะช่วยให้ทีมจัดงานเตรียมอาหารที่ปลอดภัยสำหรับคุณได้ และเป็นการลดภาระให้เจ้าภาพไม่ต้องโทรมาสอบถามซ้ำซ้อนครับ

วิธีการตอบ RSVP ภาษาอังกฤษในรูปแบบต่าง ๆ

หากคุณต้องตอบกลับผ่านอีเมลหรือแอปพลิเคชันรับส่งข้อความ การใช้ภาษาที่สละสลวยจะช่วยสร้างความประทับใจได้มากครับ ลองมาดูตัวอย่างประโยคที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามสถานการณ์จริงกันครับ

การตอบรับเข้าร่วมงานอย่างเป็นทางการ

ในกรณีที่คุณสะดวกไปร่วมงานและต้องการยืนยันการเข้าร่วม คุณสามารถเขียนสั้นๆ แต่ดูดีได้ว่า Thank you for the invitation. I would be honored to attend the event. หรือ I am delighted to accept your invitation and look forward to seeing you. ประโยคเหล่านี้ดูเป็นมืออาชีพและสื่อถึงความยินดีอย่างยิ่งครับ

การปฏิเสธคำเชิญอย่างสุภาพและนุ่มนวล

หากคุณติดธุระหรือไม่สะดวกไปจริงๆ ห้ามเงียบหายไปเฉยๆ นะครับ ควรแจ้งปฏิเสธด้วยประโยคที่ดูถนอมน้ำใจ เช่น Thank you for thinking of me. Unfortunately, I am unable to attend due to a prior engagement. หรือ I’m sorry I can’t make it to the wedding, but I hope you have a wonderful celebration. การให้เหตุผลสั้นๆ จะช่วยให้เจ้าภาพไม่รู้สึกเสียหน้าครับ

รูปแบบการตอบกลับ RSVP ในยุคดิจิทัล 2026

ปัจจุบันเราไม่ได้ส่งการ์ดเชิญทางไปรษณีย์กันบ่อยเหมือนเมื่อก่อนแล้วครับ ส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบของ e-vites หรือลิงก์ผ่านหน้าเว็บไซต์อีเวนต์โดยเฉพาะ ซึ่งในระบบเหล่านี้ rsvp คือ การกดปุ่มคลิกเพียงไม่กี่ครั้งเพื่อยืนยันจำนวนคนที่จะไปร่วมงาน

สิ่งที่น่าสนใจในยุคนี้คือการระบุจำนวนผู้ติดตาม (Plus One) ในระบบออนไลน์จะมีความชัดเจนมาก หากเจ้าภาพระบุว่าคุณสามารถพาเพื่อนไปได้ 1 คน ระบบจะแสดงช่องให้กรอกชื่อเพื่อนทันที แต่ถ้าไม่มีระบุไว้ เราไม่ควรทึกทักเอาเองว่าพาใครไปเพิ่มก็ได้นะครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเคร่งครัดในวัฒนธรรมต่างชาติครับ

ตารางเปรียบเทียบการตอบ RSVP ตามประเภทของงาน

เพื่อให้คุณเข้าใจความเหมาะสมในการสื่อสาร ลองดูตารางสรุปวิธีการตอบกลับที่แนะนำตามประเภทของงานเลี้ยงด้านล่างนี้ครับ

ประเภทของงานอีเวนต์ระดับความเป็นทางการช่องทางการตอบกลับที่แนะนำจุดที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
งานแต่งงาน (Wedding)สูงมากบัตรตอบรับ (RSVP Card) / เว็บไซต์งานแต่งแจ้งรายละเอียดเรื่องอาหารและการเดินทาง
งานเลี้ยงบริษัท (Corporate Event)ปานกลาง – สูงอีเมลตอบกลับ / ระบบภายในบริษัทยืนยันกำหนดการเพื่อให้ฝ่ายบุคคลจัดเตรียมที่นั่ง
งานปาร์ตี้วันเกิดเพื่อน (Birthday Party)ต่ำ – เป็นกันเองแอปแชท (Line, WhatsApp) / โซเชียลมีเดียแจ้งความแน่นอนว่าจะไปกี่โมงหรือมีใครไปบ้าง
งานดินเนอร์ธุรกิจ (Business Dinner)สูงอีเมลทางการการระบุข้อจำกัดด้านอาหาร (Dietary restrictions)

สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดเมื่อเห็นคำว่า RSVP บนบัตรเชิญ

ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการตอบว่า “ขอดูก่อนนะ” หรือ “เดี๋ยวบอกอีกที” ซึ่งเป็นการทำลายจุดประสงค์หลักของ rsvp คือ การให้ข้อมูลที่แน่นอนครับ หากคุณยังไม่มั่นใจตารางงานจริงๆ ควรแจ้งเจ้าภาพไปตรงๆ ว่าขอเวลาตัดสินใจอีกสัก 2-3 วัน และจะรีบให้คำตอบภายในวันที่เท่าไหร่

อีกเรื่องที่สำคัญคือการตอบรับไปแล้วแต่ไม่ไป (No Show) โดยไม่แจ้งล่วงหน้า เรื่องนี้ถือเป็นมารยาทที่รุนแรงมากในสังคมตะวันตก เพราะเจ้าภาพได้จ่ายเงินค่าอาหารและเครื่องดื่มสำหรับคุณไปเรียบร้อยแล้ว หากเกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ ควรโทรไปแจ้งและกล่าวขอโทษทันทีที่ทราบครับ

รวมตัวย่อที่มักจะปรากฏคู่กับ RSVP

นอกจาก rsvp คือ หัวใจหลักแล้ว ยังมีตัวย่ออื่นๆ ที่ถ้าคุณรู้ไว้จะดูเท่และดูเป็นคนที่มีความรู้รอบตัวสูงมากเวลาอ่านบัตรเชิญครับ

  • Regrets Only: ตัวย่อนี้หมายความว่า เจ้าภาพจะถือว่าคุณมาแน่นอน ยกเว้นว่าคุณจะแจ้งกลับมาว่า “ไปไม่ได้” เท่านั้นถึงค่อยติดต่อกลับไปครับ
  • Plus One / +1: หมายถึงคุณสามารถพาแขกติดตามไปได้อีกหนึ่งท่าน
  • TIA: ย่อมาจาก Thanks in Advance หรือ ขอบคุณล่วงหน้าครับ มักจะอยู่ต่อท้ายคำขอให้ตอบกลับ
  • BYOB: ย่อมาจาก Bring Your Own Beverage หมายถึงงานนี้ให้แขกเตรียมเครื่องดื่มมาเองครับ (มักเจอในปาร์ตี้ที่เป็นกันเอง)

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ RSVP

RSVP ต้องตอบภายในกี่วันหลังจากได้รับบัตรเชิญ ?
ควรตอบทันทีที่ทราบตารางงานของคุณ หรืออย่างช้าที่สุดไม่ควรเกินวันที่เจ้าภาพระบุไว้ในบัตรเชิญครับ

ถ้าบัตรเชิญไม่ได้ขอให้ตอบ RSVP เราควรแจ้งเจ้าภาพไหม ?
หากงานนั้นเป็นงานเลี้ยงเล็กๆ หรือเป็นกันเอง การแจ้งให้เจ้าภาพทราบล่วงหน้าว่าจะไปหรือไม่ไปก็ยังเป็นมารยาทที่ดีที่ควรทำเสมอครับ

เราสามารถขอพาเพื่อนไปเพิ่มในงานที่มี RSVP ได้หรือไม่ ?
หากในบัตรเชิญไม่ได้ระบุเรื่อง Plus One ไว้ คุณไม่ควรขอพาแขกเพิ่มเองครับ เพราะเจ้าภาพจัดเตรียมงบประมาณไว้ตามจำนวนแขกที่ระบุในรายชื่อเท่านั้น

ถ้าเราตอบรับไปแล้ว แต่เกิดป่วยกะทันหันควรทำอย่างไร ?
ควรติดต่อเจ้าภาพเพื่อแจ้งเหตุผลและกล่าวขอโทษโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เขาปรับเปลี่ยนแผนงานได้ทันเวลาครับ

Regrets Only กับ RSVP ต่างกันอย่างไร ? 
RSVP คือต้องตอบกลับไม่ว่าจะไปหรือไม่ไป แต่ Regrets Only คือตอบกลับเฉพาะในกรณีที่ไปไม่ได้เท่านั้นครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


ดอกเกลือ ดีต่อสุขภาพจริงไหม? รู้จักให้ชัด แล้วใช้ให้ถูก

ช่วงนี้ ดอกเกลือ กลายเป็นวัตถุดิบยอดฮิต ทั้งในสายอาหารและสายสุขภาพ หลายคนเริ่มเปลี่ยนมาใช้ แต่ก็ยังมีคำถามว่า “มันดีต่อร่างกายจริงไหม”

คำตอบคือ…ดอกเกลือ “มีจุดเด่นของตัวเอง” แต่ควรเข้าใจให้ครบก่อนเลือกใช้

ดอกเกลือคืออะไร ทำไมถึงพิเศษ

ดอกเกลือเป็นผลึกเกลือบาง ๆ ที่ก่อตัวบนผิวน้ำทะเลในนาเกลือ เก็บด้วยมือในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้:

  • เนื้อสัมผัสเบา ละเอียด
  • รสเค็มนุ่ม ไม่แหลม
  • ผ่านการแปรรูปน้อย

จึงมักถูกมองว่าเป็น “เกลือธรรมชาติ” มากกว่าเกลืออุตสาหกรรม

จุดเด่นและประโยชน์ของดอกเกลือ

1. รสชาติกลม ช่วยคุมปริมาณการใช้

ความเค็มที่นุ่มและกระจายตัวดี ทำให้หลายคนใช้ “น้อยลง” แต่ยังได้รสชาติครบ

2. มีแร่ธาตุตามธรรมชาติเล็กน้อย

เช่น แมกนีเซียม แคลเซียม หรือโพแทสเซียม แม้จะไม่มาก แต่เป็นสิ่งที่มาจากแหล่งธรรมชาติ

3. เหมาะกับการเพิ่มมิติของอาหาร

นิยมโรยหลังปรุงเสร็จ เช่น สเต๊ก สลัด หรือของหวาน เพื่อเพิ่มทั้งรสและสัมผัส

แล้วเกลือแต่ละแบบ “ต่างกันยังไงในมุมใช้งาน”

แทนที่จะมองว่าแบบไหนดีกว่า ลองมองว่า “เหมาะกับอะไร” มากกว่า

  • ดอกเกลือ → เหมาะกับการโรยปิดท้าย เพิ่มรสสัมผัส
  • เกลือป่นทั่วไป → เหมาะกับการปรุงอาหารปริมาณมาก ละลายง่าย
  • เกลือเสริมไอโอดีน → มีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย โดยเฉพาะเรื่องไทรอยด์

แต่ไม่ว่าแบบไหน “โซเดียม” ยังเป็นส่วนหลักเหมือนกัน

สิ่งสำคัญที่ควรรู้ (เพื่อใช้ให้ถูก)

  • ดอกเกลือ ไม่ใช่อาหารสุขภาพแบบกินได้ไม่จำกัด
  • ปริมาณโซเดียมยังใกล้เคียงเกลือทั่วไป
  • การเลือกใช้ ควรดู “ปริมาณรวม” มากกว่าชนิด

วิธีใช้ดอกเกลือให้ได้ประโยชน์ที่สุด

  • ใช้โรยอาหารแทนการใส่ระหว่างปรุง → ช่วยควบคุมปริมาณ
  • ใช้กับเมนูที่ต้องการ “รสสัมผัส” มากกว่าความเค็มจัด
  • สลับใช้กับเกลือชนิดอื่น เพื่อความเหมาะสมของเมนู

สรุป

ดอกเกลือไม่ใช่แค่กระแส และก็ไม่ใช่ “ของวิเศษ” มันคือเกลืออีกประเภทหนึ่งที่มีจุดเด่นเฉพาะตัว ทั้งรสชาติและวิธีใช้งาน หากเข้าใจและใช้ให้เหมาะ ก็ช่วยให้การกิน “สมดุลและอร่อยขึ้น” ได้จริง

เพราะสุดท้าย…ไม่ว่าเกลือแบบไหน สิ่งที่สำคัญที่สุด ยังเป็น “ปริมาณที่ใช้ในแต่ละวัน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 29/4/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a70,800.0071,000.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,577.0069,387.3271,800.00
ทองรูปพรรณ 90%4,119.3062,448.59n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,661.6055,509.86n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,059.6531,224.29n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,601.9524,285.56n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,743.0171,904.03n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 29/4/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9542.4542.4542.9542.4542.4542.4542.4542.4542.45
แก๊สโซฮอล์ 9142.0842.0842.3342.0842.0842.0842.0842.0842.08
แก๊สโซฮอล์ E2035.4535.4535.9535.4535.4535.4535.4535.45
แก๊สโซฮอล์ E8531.3931.3931.39
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม51.5456.0449.8451.54
เบนซิน 9552.0456.0152.5452.1952.04
ดีเซล40.2040.2040.2040.2040.2040.2040.2040.2040.20
ดีเซลพรีเมี่ยม62.1062.1049.8462.1062.10
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า