สาระน่ารู้ประจำวันที่ 3 สิงหาคม 2569

กับดักใหม่อสังหาฯขายได้แต่ ‘โอนไม่ได้’ สมการเปลี่ยนจากขายยากสู่คนซื้อไม่พอ

  • ตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญปัญหาใหม่คือ “ขายได้แต่โอนไม่ได้” ซึ่งเกิดจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอ ทำให้ไม่สามารถขอสินเชื่อเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ได้
  • ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของผู้ประกอบการ ทำให้การพัฒนาโครงการใหม่ชะลอตัว และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคการก่อสร้างและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
  • ในระยะยาว ตลาดอสังหาฯ จะเผชิญความท้าทายที่ใหญ่กว่าจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเปลี่ยนสมการจากปัญหากำลังซื้อในปัจจุบันไปสู่ปัญหา “คนซื้อไม่พอ” ในอนาคต

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญภาพที่ย้อนแย้ง ด้านหนึ่งผู้ประกอบการยังพบลูกค้าที่เดินเข้ามาพร้อมความต้องการซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมทุกวัน! อีกด้านหนึ่ง ตัวเลข “ยอดโอนกรรมสิทธิ์” กลับไม่เป็นไปตามยอดขายที่เกิดขึ้น ภาพดังกล่าวสะท้อนปัญหาของตลาดอสังหาริมทรัพย์เวลานี้อาจไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีคนอยากซื้อ” แต่เป็นเรื่องของ “ซื้อแล้วไม่สามารถไปต่อจนถึงวันโอน”

เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) มองว่า นี่คือโจทย์เร่งด่วนที่ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญ และต้นตอสำคัญยังคงมาจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ มากกว่าปัจจัยด้านโครงสร้างประชากรที่แม้จะเป็นความเสี่ยงใหญ่ซึ่งจะส่งผลชัดเจนในระยะข้างหน้า 

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า ตลาดจะฟื้นเมื่อไร แต่กำลังขยับสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยจะยังสร้างบ้านใหม่ขายได้เหมือนเดิมหรือไม่

“ยอดขายยังมี แต่ยอดโอนหาย กลายเป็นกับดักใหม่ของอสังหาริมทรัพย์ หนึ่งในสัญญาณที่สะท้อนภาวะตลาดได้ชัดเจน คือการเคลื่อนไหวที่สวนทางกันระหว่างยอดขาย กับยอดโอนกรรมสิทธิ์”

กรณีของเสนาเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด สร้างยอดขายหรือยอดจองได้สูงกว่าเป้าหมาย แต่เมื่อถึงขั้นตอนโอนกรรมสิทธิ์ ตัวเลขกลับต่ำกว่าเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ 

ปรากฏการณ์นี้มีความหมายมากกว่าตัวเลขผลประกอบการ เพราะสะท้อนว่า ความต้องการซื้อยังมีอยู่ แต่ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งไม่สามารถเปลี่ยนความตั้งใจซื้อให้เป็นธุรกรรมที่เสร็จสมบูรณ์ได้ เหตุผลสำคัญคือภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ และความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อ

 ก่อสร้างหดตัวเมื่อโครงการใหม่ลดลง

เมื่อผู้ซื้อไม่สามารถโอนได้ ผู้ประกอบการก็ไม่สามารถรับรู้รายได้ตามคาดหวัง สำคัญกว่านั้น เมื่อกระแสเงินสดจากการโอนไม่เข้ามาตามแผน การเดินหน้าโครงการใหม่ก็ทำได้ยากขึ้น เป็นวงจรกดดันทั้งผู้ประกอบการและห่วงโซ่อุปทาน ยอดขายชะลอ การโอนสะดุด การก่อสร้างโครงการใหม่ลดลง กระทบ “ผู้รับเหมาก่อสร้าง” ด่านแรกที่รับแรงกระแทก

ข้อมูลเศรษฐกิจสะท้อนการหดตัวของภาคการก่อสร้างต่อเนื่องหลายไตรมาส ขณะที่ผู้รับเหมาหลายราย โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพางานก่อสร้างคอนโดมิเนียม ต้องเผชิญกับปริมาณงานที่ลดลงตามโครงการเปิดใหม่ลดลง งานก่อสร้างย่อมลดลงตามกลไกห่วงโซ่ธุรกิจ

“ผู้รับเหมาบางรายจึงต้องปรับตัวด้วยการหันไปรับงานประเภทอื่น เช่น งานก่อสร้างโรงพยาบาล หรือปรับรูปแบบธุรกิจจากการรับเหมาทั้งโครงการมาเป็นผู้รับจ้างเฉพาะค่าแรง”

จะเห็นว่า อสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่เชื่อมโยงไปยังแรงงาน ผู้รับเหมา วัสดุก่อสร้าง คอนกรีต เหล็ก และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก ดังนั้น หากโครงการใหม่ลดลงเป็นเวลานาน ผลกระทบทางเศรษฐกิจย่อมขยายวงกว้างกว่าตัวเลขยอดขายของดีเวลลอปเปอร์อย่างเดียว

หวั่นปัญหาอนาคต “ไม่มีคนซื้อ”

“วันนี้ เศรษฐกิจ คือปัญหา แต่วันหน้าอาจเผชิญปัญหาไม่มีคนซื้อ” 

หากโจทย์ของตลาดในวันนี้คือกำลังซื้อ สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นอาจเป็นโจทย์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า นั่นคือ โครงสร้างประชากร

เกษรา มองว่า วันนี้ยังมีผู้บริโภคที่ต้องการซื้อบ้านอยู่ แต่ในอนาคตภาพอาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ตลาดที่อยู่อาศัยย่อมเผชิญกับคำถามด้าน “จำนวนผู้ซื้อ” จากวันนี้ “มีคนอยากซื้อ แต่ซื้อไม่ไหว” เป็นอนาคตที่ต้องเผชิญกับ “ไม่มีคนซื้อเพียงพอ”

“ความแตกต่างของ 2 สถานการณ์นี้มีนัยสำคัญต่อโมเดลธุรกิจ เพราะปัญหากำลังซื้อยังแก้ด้วยมาตรการเศรษฐกิจ สินเชื่อ หรือการปรับราคา แต่หากฐานประชากรและจำนวนครัวเรือนลดลง การสร้างอุปสงค์ขึ้นใหม่เป็นโจทย์ที่ยากกว่าอย่างมาก”

บ้านมือสองขึ้นแท่นพระเอก

อนาคตตลาดอสังหาริมทรัพย์อาจไม่เหมือนเดิม บทเรียนจากบางประเทศในยุโรปที่มีขนาดตลาดไม่ใหญ่มากและมีความหลากหลายทางเศรษฐกิจจำกัด สะท้อนภาพอนาคตที่น่าสนใจเมื่อจำนวนประชากรลดลง และผู้คนกระจุก อยู่ในบางพื้นที่ ตลาดที่อยู่อาศัยอาจค่อยๆ เปลี่ยนจากการพัฒนาโครงการใหม่ไปสู่การซื้อขายและปรับปรุง “บ้านมือสอง”

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อมีบ้านเดิมอยู่ในระบบมากเพียงพอ และจำนวนผู้ซื้อใหม่ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความจำเป็นในการสร้างบ้านใหม่ทุกปีจะลดลงบ้านที่มีอยู่จึงถูกนำกลับมาหมุนเวียน เปลี่ยนมือ รีโนเวต และเพิ่มมูลค่าแทน

สัญญาณดังกล่าวเริ่มปรากฏให้เห็นในไทย จากความสนใจบ้านมือสองและธุรกิจรีโนเวตที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยหนึ่งมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ NPA ที่มีซัพพลายบ้านมือสองอยู่ในตลาดจำนวนมาก อีกปัจจัยสำคัญคือ “ทำเลทอง” ดันบ้านมือสองแซงบ้านใหม่ เมื่อที่ดินแพงจนสร้างไม่ไหว

ในเมืองใหญ่ บ้านมือสองในทำเลศักยภาพเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะต้นทุนที่ดินทำให้การพัฒนาโครงการใหม่แทบเป็นไปไม่ได้ในหลายพื้นที่เห็นได้ชัด คือ ทำเลใจกลางเมืองอย่างทองหล่อ บ้านหรืออาคารเดิมอาจมีราคาในระดับที่ผู้ซื้อบางกลุ่มเข้าถึงได้ ขณะที่การสร้างโครงการใหม่ในทำเลเดียวกันต้องแบกรับต้นทุนที่ดินมหาศาล ย่อมตั้งราคาขายสูงขึ้นตามไปด้วย

ส่วนทำเลอย่างรามอินทรา หรือ วัชรพล ซึ่งราคาที่ดินสูง เมื่อบวกต้นทุนพัฒนาและกำไรของโครงการ บ้านเดี่ยวโครงการใหม่อาจมีราคาแตะ 20 ล้านบาท แต่หากผู้บริโภคมีงบ 5-6 ล้านบาท ต้องการบ้านไม่ไกลจากเมือง ทางเลือกที่สมเหตุสมผลอาจเป็น “บ้านมือสอง” ซึ่งไม่ได้เติบโตเพราะราคาถูกกว่าอย่างเดียว แต่เติบโตจากข้อจำกัดด้านที่ดินและโครงสร้างราคาบ้านใหม่

“บ้านใหม่หาย” กระทบห่วงโซ่

ประเด็นที่น่าจับตา หากประเทศไทยเข้าสู่ยุคที่ตลาดบ้านมือหนึ่งหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจพัฒนาโครงการบ้านและคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างการลงทุนและการจ้างงานต้นน้ำถึงปลายน้ำจำนวนมาก

“หากโครงการใหม่ลดลงต่อเนื่อง ผู้รับเหมาก่อสร้างจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบ ก่อนส่งต่อไปยังผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุ ก่อสร้าง คอนกรีต เหล็ก ฯลฯ ต่างจากธุรกิจโรงแรม ห้างสรรพสินค้า หรือโรงพยาบาล ที่สร้างรายได้จากสินทรัพย์เดิมได้ต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องสร้างอาคารใหม่ทุกปี”

อสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย จึงมีบทบาทพิเศษในระบบเศรษฐกิจ เพราะทุกครั้งที่มีโครงการใหม่เกิดขึ้น จะเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ตามมา หากกิจกรรมดังกล่าวหายไป ผลต่อ Economic Growth จึงอาจมากกว่าที่เห็นจากตัวเลขยอดโอนเพียงอย่างเดียว

New S-Curve โจทย์อยู่รอด

เมื่อธุรกิจหลักกำลังเผชิญทั้งวัฏจักรเศรษฐกิจขาลงและแรงกดดันจากโครงสร้างประชากร การปรับตัวจึง “ไม่ใช่” ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของ “การอยู่รอด” ผู้ประกอบการแต่ละรายอาจเลือกเส้นทางแตกต่างกัน บางรายขยายการลงทุนไปต่างประเทศ บางรายนำความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ไปพัฒนาธุรกิจในพื้นที่ใหม่ ขณะที่อีกหลายบริษัทเลือกใช้ศักยภาพเดิมต่อยอดไปยังธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ หรือ เป็น S-Curve ใหม่

เสนา เดินเกมผ่านการกระจายพอร์ตออกจากการพึ่งพารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว หนึ่งในนั้นคือการขยายสู่ ธุรกิจให้เช่า เพื่อสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอมากขึ้น พร้อมขยายไปสู่ธุรกิจพลังงานสะอาด โดยเฉพาะการจำหน่ายโซลาร์เซลล์ รวมถึงขยายพอร์ตไปยังธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ สิ่งที่น่าสนใจคือธุรกิจสีเขียวและพลังงานสะอาดเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อโครงสร้างรายได้ของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ ไตรมาสล่าสุดมีสัดส่วนรายได้ 30% ของรายได้ทั้งหมด

“การกระจายพอร์ตไม่ใช่เพียงการสร้างธุรกิจใหม่เพื่อความหวือหวา แต่เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง เพื่อให้บริษัทลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายเพียงด้านเดียว”

นั่นเพราะตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ โจทย์ระยะสั้น คือ เศรษฐกิจ กำลังซื้อ และความสามารถในการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ขายได้แต่โอนไม่ได้” แต่โจทย์ระยะยาวและใหญ่กว่านั้น คือจำนวนประชากรที่ลดลงและโครงสร้างสังคมสูงวัย ซึ่งอาจเปลี่ยนสมการจาก “ขายยาก” ไปสู่ “คนซื้อไม่พอ”

พร้อมกันนั้น บ้านมือสองและการรีโนเวตมีโอกาสเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะทำเลที่ต้นทุนที่ดินสูงจนการสร้างบ้านใหม่ไม่สามารถตอบโจทย์กำลังซื้อได้

นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนจากยุคที่ใคร “สร้างและขายบ้านได้มากกว่า” ไปสู่ยุคที่ต้องตอบคำถามว่า ใครสามารถสร้างรายได้จากอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ที่มีอยู่ได้ยาวนานกว่า

เพราะในวันที่ “บ้านใหม่” อาจไม่ได้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เติบโตได้เหมือนในอดีต การสร้าง S-Curve ใหม่ การมีรายได้ประจำ และการกระจายความเสี่ยง จึงเป็นเกราะสำคัญของผู้ประกอบการ และในวันที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เมื่อคอนโดไม่ใช่แค่บ้าน AssetWise ปั้น Business Unit รับเทรนด์อยู่อาศัยพร้อมทำงาน

  • แอสเซทไวส์ (ASW) เปิดตัวคอนโดมิเนียมโมเดลใหม่ “Business Unit” ที่ผสมผสานพื้นที่สำหรับอยู่อาศัยและทำธุรกิจไว้ในอาคารเดียวกัน เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การทำงานยุคใหม่
  • นำร่องโครงการแรก “Modiz Voyage ศรีนครินทร์” โดยออกแบบยูนิตส่วนหนึ่งให้สามารถจดทะเบียนประกอบธุรกิจได้ พร้อมแยกพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกออกจากส่วนพักอาศัยอย่างชัดเจน
  • โมเดลดังกล่าวได้รับการตอบรับดี โดยมียอดขายแล้วประมาณ 60% และได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อเพื่อการลงทุนและปล่อยเช่า
  • Business Unit ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับธุรกิจขนาดเล็กที่ใช้ระบบนัดหมาย เช่น Home Office หรือสตูดิโอส่วนตัว ไม่ใช่ร้านค้าที่มีคนเข้า-ออกจำนวนมากแบบ Shophouse เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย

AssetWise ทดลองโมเดลใหม่ในตลาดคอนโด เปิด Business Unit ผสมพื้นที่อยู่อาศัยและทำธุรกิจในอาคาร High-Rise เดียวกัน ประเดิม “Modiz Voyage ศรีนครินทร์” 116 ยูนิต หลังยอดขายแตะ 60% ต่างชาติถือสัดส่วนราว 20% ของยอดขาย

ท่ามกลางตลาดคอนโดมิเนียมที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพื่อหากลุ่มลูกค้าใหม่ บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เลือกทดลองโมเดลการพัฒนาคอนโดมิเนียมรูปแบบใหม่ ด้วยการนำ “Business Unit” เข้ามาอยู่ภายในอาคารพักอาศัย

โมเดลดังกล่าวถูกนำมาใช้ครั้งแรกกับโครงการ “Modiz Voyage ศรีนครินทร์” คอนโดมิเนียม High-Rise สูง 37 ชั้น จำนวน 813 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,600 ล้านบาท ซึ่งบริษัทออกแบบพื้นที่บางส่วนให้สามารถรองรับการจดทะเบียนประกอบธุรกิจได้ แตกต่างจากคอนโดมิเนียมทั่วไปที่ถูกพัฒนาเพื่อการอยู่อาศัยเป็นหลัก

นางสาวพชร ประพันธ์วัฒนะ กรรมการผู้จัดการอาวุโส กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียม บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ มียอดขายแล้วประมาณ 60% โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นลูกค้าต่างชาติประมาณ 20%

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้โครงการได้รับความสนใจ คือการพัฒนา Business Unit ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถขยายฐานลูกค้าออกจากตลาดคอนโดเพื่ออยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว

เปิดโมเดล Business Unit ครั้งแรก

Business Unit ของ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ มีจำนวน 116 ยูนิต หรือคิดเป็นพื้นที่รวม 4 ชั้นของอาคาร โดยตั้งอยู่บริเวณชั้น 10-11 และมีการออกแบบระบบการใช้งานแยกออกจากส่วน Residential อย่างชัดเจน ทั้งพื้นที่ล็อบบี้ ระบบควบคุมการเข้าออก ลิฟต์ และชั้นพักอาศัย ถูกแยกออกจากส่วน Residential เพื่อลดผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัย

นอกจากนี้ พื้นที่ Business Unit ยังมี Concierge รองรับผู้มาติดต่อ และมีระบบบริหารจัดการสำหรับบุคคลภายนอกที่เข้ามาใช้งานภายในอาคาร แนวคิดสำคัญของโมเดลนี้ คือการสร้างพื้นที่ที่สามารถเป็นได้ทั้งที่อยู่อาศัยและสถานประกอบการขนาดเล็ก โดยบริษัทไม่ได้วางตำแหน่งให้เป็นพื้นที่ค้าปลีกหรือร้านค้าที่มีผู้คนเดินเข้าออกจำนวนมากเหมือน Shophouse

แต่เน้นธุรกิจที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว และใช้ระบบนัดหมาย เช่น Personal Tailor, Personal Color Studio, งานออกแบบ หรือ Home Office

“เรามองว่าเมื่อเป็นอาคารสูง หากพัฒนาเป็น Residential เพียงอย่างเดียว ก็จะตอบลูกค้าได้เพียงกลุ่มเดียว แต่เมื่อสามารถแยกลิฟต์หลัก และระบบการใช้งานได้ จึงสามารถเพิ่ม Business Unit เข้ามา เพื่อขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น”

นางสาวพชรกล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนา Business Unit มาจากฐานลูกค้าของ AssetWise ซึ่งมีกลุ่มนักลงทุนอยู่จำนวนมาก และพบว่าลูกค้าบางส่วนมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นสถานที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจ

จึงกลายเป็นโจทย์ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถตอบทั้งความต้องการด้านการอยู่อาศัยและการทำธุรกิจ

ไม่ใช่ Shophouse แต่เป็น Hybrid Space

ความแตกต่างสำคัญของ Business Unit กับพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั่วไป คือบริษัทไม่ได้ออกแบบให้เกิดการใช้งานแบบ Walk-in จำนวนมาก

ผู้มาติดต่อส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่นัดหมายล่วงหน้า ขณะที่ระบบ Concierge และการควบคุมการเข้าออกจะทำหน้าที่บริหารจัดการการใช้งานของบุคคลภายนอก

บริษัทมองว่าโมเดลนี้สามารถลดปัญหาความกังวลของผู้อยู่อาศัยในส่วน Residential ได้ เนื่องจากมีการแยกระบบตั้งแต่การออกแบบโครงการ

ทั้งลิฟต์ ระบบ Access และชั้นพักอาศัยถูกแบ่งออกจากกันอย่างชัดเจน

“เราไม่ได้มองว่า Business Unit จะเป็นพื้นที่ที่มีทราฟฟิกเหมือนห้างสรรพสินค้า หรือ Shophouse เพราะธุรกิจส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่มีการนัดหมายลูกค้าอยู่แล้ว”

สำหรับ Business Unit ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 2.99 ล้านบาท ขณะที่ Residential Unit เริ่มต้น 2.39 ล้านบาท

พื้นที่ Business Unit มีขนาดประมาณ 24.6-35 ตารางเมตร รองรับรูปแบบห้อง 1 Bedroom และ One Plus ขณะที่จุดเด่นของโครงการคือการออกแบบห้องแบบ Extra Wide มีหน้ากว้างสูงสุด 7.6 เมตร

ทำให้ผู้ซื้อสามารถปรับพื้นที่ด้านหน้าเป็นสำนักงานหรือพื้นที่รับลูกค้า และใช้พื้นที่ด้านในสำหรับพักอาศัยได้

อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้กำหนดตายตัวว่าผู้ซื้อ Business Unit จะต้องใช้เพื่อธุรกิจเท่านั้น เนื่องจากบางยูนิตสามารถจัดวางเพื่อการอยู่อาศัยได้เช่นกัน

ต่างชาติซื้อ Business Unit เพื่อการลงทุน

ข้อมูลการขายในช่วงที่ผ่านมา พบว่าลูกค้าต่างชาติเป็นอีกกลุ่มที่เข้ามาสนใจ Business Unit โดยเฉพาะนักลงทุนจากเมียนมาและโปแลนด์

นางสาวพชรกล่าวว่า ปัจจุบันยอดขายโครงการอยู่ที่ประมาณ 60% และลูกค้าต่างชาติคิดเป็นประมาณ 20% ของยอดขายทั้งหมดกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาซื้อส่วนใหญ่เลือก Business Unit เพื่อการลงทุนและปล่อยเช่า

กลุ่มเมียนมาถือเป็นกลุ่มต่างชาติที่เข้ามาซื้อจำนวนมากในปัจจุบัน โดยราคาห้องที่ได้รับความสนใจอยู่ในช่วงประมาณ 3-5 ล้านบาท และผู้ซื้อหนึ่งรายอาจซื้อ 1-2 ยูนิต ลักษณะการขยายตัวของลูกค้ากลุ่มนี้ยังเป็นแบบเครือข่าย เนื่องจากผู้ซื้อเดิมแนะนำเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จักเข้ามาซื้อเพิ่มเติม

ขณะที่กลุ่มโปแลนด์เป็นอีกตลาดที่เริ่มเข้ามา โดยบริษัทมองว่าปัจจัยด้านสถานการณ์ในยุโรปอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มกระจายการลงทุนมายังประเทศไทยส่วนกลุ่มไต้หวันและจีน มีแนวโน้มซื้อเพื่ออยู่อาศัยมากกว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับประเทศไทยอยู่แล้ว

“Business Unit ที่นี่กลายเป็นสินค้าที่ต่างชาติสนใจมาก เพราะสามารถซื้อเพื่อการลงทุนและให้ทีมของบริษัทช่วยบริหารจัดการการปล่อยเช่าได้”

ดึงบริษัทลูกดูแลปล่อยเช่า

อีกส่วนหนึ่งของโมเดล Business Unit คือการต่อยอดธุรกิจหลังการขาย โดย AssetWise ใช้บริษัทในเครือ “Asset A Plus” เข้ามาดูแลลูกค้าที่ซื้อเพื่อลงทุน

บริการครอบคลุมตั้งแต่การให้คำแนะนำเรื่องการตกแต่งห้อง การหาผู้เช่า การบริหารจัดการผู้เช่า ตลอดจนการดูแลทรัพย์สินหลังผู้เช่าย้ายออก

บริษัทเลือกใช้โมเดล Property Management แทนการให้ผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ Rental Yield แบบการันตี

เหตุผลสำคัญคือผู้ลงทุนบางส่วนมองว่าการล็อกผลตอบแทนอาจทำให้เสียโอกาส หากตลาดค่าเช่าปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต

สำหรับโครงการ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ บริษัทประเมินค่าเช่าเบื้องต้นของห้อง 1 Bedroom ว่าอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ห้อง One Plus อาจมีค่าเช่าเฉลี่ยประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้ประกาศการันตีผลตอบแทนการลงทุน

“ลูกค้าบางส่วนไม่ได้ต้องการ Yield ที่ล็อกไว้ เพราะมองว่าหากตลาดค่าเช่ามี Upside ในอนาคต การล็อกผลตอบแทนอาจทำให้เสียโอกาส ลูกค้าจึงให้ความสำคัญกับการมีทีม Property Management ดูแลมากกว่า”

Business Unit ขายแล้วราว 60%

Business Unit จำนวน 116 ยูนิต มียอดขายในสัดส่วนใกล้เคียงกับยอดขายรวมของโครงการ หรือประมาณ 60%

บริษัทมองว่าการที่โครงการสร้างเสร็จและลูกค้าสามารถเข้ามาเห็นพื้นที่จริง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งยอดขายในช่วงที่ผ่านมา

ยอดขายส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในช่วงประมาณ 6 เดือนหลัง หลังอาคารเริ่มก่อสร้างแล้วเสร็จและสามารถเปิดให้เอเจนต์ รวมถึงลูกค้าเข้ามาชมโครงการได้

โดยเฉพาะ Business Unit ที่ถือเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับตลาด ทำให้เอเจนต์ให้ความสนใจในการเข้ามาศึกษารูปแบบการใช้งาน รวมถึงขั้นตอนการจดทะเบียนประกอบธุรกิจ

บริษัทตั้งเป้าปิดการขายยูนิตที่เหลือประมาณ 40% ภายในปี 2570

แยกพื้นที่ ลดผลกระทบคนอยู่อาศัย

โจทย์สำคัญของการนำพื้นที่ธุรกิจเข้ามาอยู่ภายในคอนโดมิเนียม คือการบริหารความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย

AssetWise แก้ปัญหาด้วยการแยกพื้นที่ Business Unit และ Residential ตั้งแต่ต้นน้ำของการออกแบบ

Business Unit มีชั้นใช้งานเฉพาะ ระบบคีย์การ์ดเฉพาะ และลิฟต์แยกออกจากผู้อยู่อาศัย

สำหรับที่จอดรถ โครงการมีที่จอดรถประมาณ 40% ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างสูงสำหรับโครงการที่อยู่ใกล้ระบบรถไฟฟ้า

ผู้มาติดต่อ Business Unit สามารถใช้พื้นที่จอดรถร่วมกันได้ แต่ต้องผ่านระบบลงทะเบียนและการบริหารจัดการของนิติบุคคล

บริษัทเตรียมใช้ระบบบริหารเวลาการจอดรถ เพื่อไม่ให้ผู้มาติดต่อธุรกิจใช้พื้นที่จอดรถเป็นเวลานานจนกระทบกับผู้อยู่อาศัย โดยอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหากจอดเกินระยะเวลาที่กำหนด

แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า Business Unit ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนประเภทห้อง แต่ต้องออกแบบระบบบริหารอาคารใหม่ เพื่อให้กิจกรรมเชิงธุรกิจและการอยู่อาศัยสามารถอยู่ร่วมกันได้

ตลาดคอนโดเปลี่ยน ผู้ประกอบการต้องหาโมเดลใหม่

การเปิดตัว Business Unit เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดคอนโดมิเนียมเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อและการเข้มงวดของสินเชื่อ

นางสาวพชรยอมรับว่า กลุ่มลูกค้าราคาประมาณ 2 ล้านบาทต้น ๆ ยังเผชิญปัญหาการถูกปฏิเสธสินเชื่อ

สำหรับ AssetWise อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ หรือ Rejection Rate อยู่ที่ประมาณ 30%

อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าอัตราดังกล่าวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองลูกค้าก่อนรับจอง

ทีมขายต้องประเมินรายได้ ภาระหนี้ และความสามารถในการกู้ของลูกค้าตั้งแต่ต้น รวมถึงทำงานร่วมกับธนาคารเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาสินเชื่อเป็นรายกรณี

ปัจจัยสำคัญที่บริษัทพบคือ ภาระหนี้ครัวเรือนของผู้ซื้อบางราย แม้จะมีรายได้อยู่ในระดับสูง แต่มีภาระหนี้ส่วนบุคคลจำนวนมาก

บริษัทจึงต้องปรับบทบาทของทีมขายจากการขายอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้คำแนะนำด้านความสามารถในการซื้อและการขอสินเชื่อมากขึ้น

ใช้ Lease to Own ดึงต่างชาติ

นอกจากการพัฒนา Product ใหม่ AssetWise ยังนำโมเดลการเงินเข้ามาช่วยแก้ปัญหากำลังซื้อ

หนึ่งในโปรแกรมคือ “Lease to Own” สำหรับลูกค้าที่มีเงินบางส่วน แต่ไม่สามารถชำระเงินเต็มจำนวนในช่วงเวลาการโอน

รูปแบบของโปรแกรมเปิดให้ผู้ซื้อชำระเงินประมาณ 50% ก่อน และแบ่งชำระส่วนที่เหลือกับบริษัทภายในระยะเวลา 3 ปี

โมเดลดังกล่าวได้รับความสนใจจากลูกค้าต่างชาติ เนื่องจากการซื้อคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมอยู่ในประเทศไทยสำหรับชาวต่างชาติ ต้องมีเงินชำระในสัดส่วนสูงในช่วงก่อนโอน

Lease to Own จึงกลายเป็นทางเลือกสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการเข้าอยู่อาศัยทันที แต่ไม่ต้องการใช้เงินก้อนเต็มจำนวนในครั้งเดียว

ขณะที่ลูกค้าคนไทย บริษัทมีโปรแกรม “ชีวิตดี๊ดี” ที่ทำร่วมกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส.

กลุ่มเป้าหมายคือผู้ซื้อที่ยังไม่พร้อมได้รับสินเชื่อในปัจจุบัน แต่ธนาคารประเมินว่ามีศักยภาพในการปรับสถานะทางการเงินและสามารถขอสินเชื่อได้ในระยะ 6 เดือนถึง 1 ปี

ลูกค้าสามารถเข้าอยู่อาศัยก่อน โดยชำระเงินในลักษณะใกล้เคียงกับค่าเช่า และเมื่อผ่านระยะเวลาที่กำหนด ธนาคารจะประเมินวินัยทางการเงินอีกครั้ง

หากผ่านเกณฑ์ ลูกค้าสามารถเข้าสู่กระบวนการขอสินเชื่อและโอนกรรมสิทธิ์ในภายหลัง

จาก Business Unit สู่โมเดลอสังหาฯ หลายเจเนอเรชัน

ความน่าสนใจของโครงการ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ ไม่ได้อยู่เพียงการทดลอง Business Unit แต่เป็นสัญญาณว่าบริษัทกำลังมองหาโมเดลการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้มากกว่าหนึ่งช่วงชีวิต

หลังจากนี้ AssetWise อยู่ระหว่างศึกษาแนวคิดการนำ Business Unit ไปใช้ในโครงการขนาดใหญ่อื่น รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้สูงอายุ หรือ Aging Society ภายในโครงการเดียวกัน

แนวคิดดังกล่าวอาจทำให้การพัฒนาโครงการในอนาคตเปลี่ยนจากการแบ่งเพียง Residential กับ Commercial มาเป็นการสร้างพื้นที่หลายรูปแบบภายในอาคารเดียวกัน

ลูกค้ารายหนึ่งอาจซื้อที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่ในช่วงแรกของชีวิต ก่อนจะซื้อพื้นที่เพิ่มเติมสำหรับทำธุรกิจ หรือเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ก็สามารถย้ายไปใช้ Unit ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ โดยยังอยู่ภายในโครงการเดียวกัน

“เรากำลัง Explore เรื่องนี้มากขึ้น เพราะมองว่าบางโครงการขนาดใหญ่ในอนาคตอาจตอบโจทย์ลูกค้าได้ตั้งแต่เรื่องการอยู่อาศัย การทำธุรกิจ ไปจนถึงการรองรับ Aging Society”

ตลาดปี 69 ยังทรงตัว เลือกเปิดโครงการให้แม่นขึ้น

สำหรับภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในช่วงที่เหลือของปี 2569 AssetWise ประเมินว่าตลาดมีแนวโน้มกลับมาคึกคักขึ้นจากการทยอยเปิดโครงการของผู้ประกอบการหลายราย

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดอาจไม่ได้แตกต่างจากปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่เปลี่ยนไป คือผู้ประกอบการต้องเลือกโครงการและทำเลให้แม่นยำมากขึ้น

แทนที่จะเปิดโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เริ่มเลือกเปิดโครงการในทำเลที่มีฐานลูกค้าชัดเจน และมีข้อมูลรองรับว่ามีความต้องการจริง

กลุ่มราคาที่บริษัทมองว่ายังมีโอกาส คือคอนโดมิเนียมระดับประมาณ 2-3 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่ผู้ซื้อยังสามารถเข้าถึงได้มากกว่าโครงการระดับราคาสูง

นางสาวพชรกล่าวว่า AssetWise จะเลือกเปิดโครงการใหม่บนพื้นฐานของ “Proof of Success” มากขึ้น โดยนำประสบการณ์จากโครงการเดิมที่ประสบความสำเร็จมาใช้ในการตัดสินใจ

หนึ่งในตัวอย่างคือโครงการในย่านบางมด ซึ่งบริษัทมองเห็นความต้องการของตลาดนักศึกษาและบุคลากรในพื้นที่ ก่อนต่อยอดการพัฒนาโครงการในเฟสใหม่

เปิดตึกจริง ลุ้นเร่งยอดขาย 40% สุดท้าย

สำหรับ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ บริษัทเตรียมเปิดให้ลูกค้าเข้าชมโครงการอย่างเป็นทางการในช่วง Soft Opening วันที่ 5-6 กันยายน 2569

จุดสำคัญของการเปิดอาคารสร้างเสร็จ คือการให้ลูกค้าเห็นห้องจริง วิวจริง รวมถึงรูปแบบการใช้งานของ Business Unit ที่เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของตลาด

โครงการตั้งอยู่ใกล้ MRT สายสีเหลือง สถานีศรีกรีฑา ประมาณ 300 เมตร และเชื่อมต่อพื้นที่ศรีนครินทร์ ลำสาลี พระราม 9 และกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก

แม้ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ จะเป็นเพียงโครงการแรกที่ AssetWise นำ Business Unit เข้ามาทดลองใช้ แต่หากสามารถปิดการขายได้ตามเป้าหมายและโมเดลการบริหารจัดการสามารถอยู่ร่วมกับ Residential ได้จริง

Business Unit อาจกลายเป็นอีกหนึ่งสูตรใหม่ที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์นำไปต่อยอดในอนาคต

โดยเฉพาะในวันที่ตลาดคอนโดมิเนียมไม่สามารถแข่งขันด้วยเพียงทำเล ส่วนกลาง หรือราคาขาย แต่ต้องสร้างผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์รายได้ การลงทุน การทำงาน และการอยู่อาศัยของลูกค้าได้พร้อมกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 3 ก.ย.69 ‘แข็งค่า’ ตามค่าเงินเยน ทองรีบาวด์

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้าแข็งค่าขึ้นที่ระดับ 33.18 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.32 บาทต่อดอลลาร์
  • การแข็งค่าของเงินบาทเป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ตามทิศทางเงินเยนญี่ปุ่นที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ยังช่วยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น (รีบาวด์) ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนค่าเงินบาท
  • อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทยังถูกจำกัดจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.18 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.32 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.05-33.30 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.10-33.34 บาทต่อดอลลาร์) ตามการอ่อนค่าลงแรงของเงินดอลลาร์ หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็วและแรง จากที่ใกล้โซน 160 เยนต่อดอลลาร์ สู่ระดับ 158.22 เยนต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะอ่อนค่าลง กลับสู่บริเวณล่าสุดแถว 159 เยนต่อดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น 

รวมถึงโอกาสที่ทางธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps ในการประชุมเดือนกันยายนนี้ ซึ่งถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ BOJ บางท่านยังได้สะท้อนถึงโอกาสที่ BOJ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย +50bps ได้ นอกจากนี้ การอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ ยังพอช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยรีบาวด์ขึ้นสู่ระดับ 4,388 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีส่วนช่วยหนุนเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา 

ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทยังคงถูกจำกัดอยู่ ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่และยังไม่มีแนวโน้มที่จะทยอยคลี่คลายลงได้ในระยะสั้น ส่งผลให้ ราคาพลังงาน ทั้ง ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อ อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองเงินดอลลาร์ เพื่อรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้ 

แนวโน้มค่าเงินบาท

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา อาจชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจใช้จังหวะที่เงินเยนญี่ปุ่น แข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในการทยอยเพิ่มสถานะ Short JPY (มองเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลง) ดังจะเห็นได้จากมุมมองและคำแนะนำในการ Short JPY ของบรรดานักวิเคราะห์ในต่างประเทศ ที่ต่างมองว่า ในช่วงปลายปี เงินเยนญี่ปุ่นยังมีโอกาสอ่อนค่าลง เหนือโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ โดยภาพดังกล่าว กอปรกับ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะช่วยชะลอและจำกัดการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ทั้งนี้ หากตลาดการเงินเอเชียอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงบ้าง ไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจพอช่วยหนุนบรรดาสกุลเงินเอเชียได้ แต่เราประเมินว่า การแข็งค่าของเงินบาทอาจจะถูกจำกัดไว้แถวโซนแนวรับ 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์ ( แนวรับถัดไปจะอยู่ในช่วง 32.80-32.85 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่ การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัดไว้แถวบริเวณโซนแนวต้านแถว 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งโอกาสที่เงินบาทจะอ่อนค่าเพิ่มเติมนั้น ยังคงมีอยู่ หากผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น โดยจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐน ที่จะทยอยรับรู้เพิ่มเติม รวมถึง ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED อย่าง Christopher Waller 

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” แต่หากเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเป็นการกลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ใน Time Frame รายสัปดาห์ (เงินบาทได้กลับมาอยู่ในแนวโน้ม อ่อนค่าลง ใน Time Frame รายวัน หลังอ่อนค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์) 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมได้แรงหนุนบ้างจากการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor รวมถึง รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ยังคงออกมาสดใส ทว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ และความเสี่ยงที่ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.56% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.46 ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +0.45% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.24% ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งหนุนให้ราคาแก๊สธรรมชาติในยุโรปปรับตัวสูงขึ้น สร้างความกังวลเพิ่มเติมต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและโอกาสที่บรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป อย่าง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นธีม AI/Semiconductor และหุ้นกลุ่ม Healthcare ที่ยังคงปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงนี้ 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง สู่โซน 4.78% หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ออกมาผสมผสาน ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ไว้ราว 52% ทว่า บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม กอปรกับ สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงร้อนแรงอยู่ รวมถึงประเด็นฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงจำกัดการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อนึ่ง เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจากระดับบอนด์ยีลด์ระยะยาวปัจจุบัน สามารถรองรับความเสี่ยงในกรณีที่ FED อาจ เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริง ตามที่ตลาดกำลังคาดหวัง ซึ่ง FED อาจเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 5.00% ได้ โดยระดับดังกล่าวต่ำกว่า จุด Break-Even Yield (ระดับบอนด์ยีลด์ที่ทำให้ การถือครองจากระดับปัจจุบันจะเริ่มขาดทุนในภาพของผลตอบแทนรวม) ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.20%-5.30% และที่สำคัญ เรามองว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในปีหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลง ตามจังหวะการแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่นและโอกาสที่ BOJ เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้ ทว่า เงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนอยู่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.4-99.9 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ได้ช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังคงถูกจำกัดไว้แถว 4,440 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางและแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนสิงหาคม รวมถึง รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน อาทิ ยอด Challenger’s Job Cuts และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED อย่าง Christopher Waller อย่างใกล้ชิด (ทยอยรับรู้ในช่วง 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED โดยเฉพาะ โอกาสที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ในการประชุมเดือนกันยายน นี้  

ในฝั่งเอเชีย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.75% หลังอัตราเงินเฟ้อได้ทยอยชะลอตัวลง อยู่ในกรอบเป้าหมายของ BNM พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี RatingDog PMI ภาคการบริการ ในเดือนสิงหาคม รวมถึง รอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือนของเวียดนาม อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนสิงหาคม เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนาม   

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


สุนัขอาจช่วยไขปริศนา ‘อายุยืน’ หลังพบเบาะแสในเลือดคล้ายมนุษย์

  • งานวิจัยพบว่าสัญญาณทางชีวภาพในเลือดสุนัข (เมแทบอไลต์) ที่สัมพันธ์กับอายุขัย มีรูปแบบคล้ายคลึงกับที่พบในมนุษย์ ซึ่งชี้ว่าทั้งสองสายพันธุ์อาจมีกลไกความชราร่วมกัน
  • สารเมแทบอไลต์หลายชนิด โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของไต มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงขึ้นทั้งในสุนัขและมนุษย์
  • การศึกษาในสุนัขช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกระบวนการแก่ชราได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากสุนัขมีอายุขัยสั้นกว่าและใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมเดียวกับมนุษย์

สุนัขอาจเป็นมากกว่าเพื่อนสี่ขาที่อยู่เคียงข้างมนุษย์ เพราะการที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเดียวกันกับเรา กินอาหาร ออกไปเดินเล่น และสัมผัสสภาพแวดล้อมเดียวกันทุกวัน กำลังทำให้สุนัขกลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกระบวนการ “แก่ชรา” ของร่างกายได้มากขึ้น

ล่าสุด งานวิจัยจากโครงการศึกษาความชราของสุนัข (Dog Aging Project) พบเบาะแสที่น่าสนใจว่า สัญญาณทางชีวภาพบางอย่างในเลือดที่สัมพันธ์กับการมีอายุสั้นหรือยืนยาวของสุนัข มีรูปแบบคล้ายกับที่พบในมนุษย์ สะท้อนว่า คนและสุนัขอาจมีกลไกบางอย่างของความชราร่วมกันมากกว่าที่คิด

ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Journals of Gerontology: Series A เปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาว่า ภายในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรเมื่ออายุมากขึ้น และทำไมสิ่งมีชีวิตบางตัวจึงมีอายุยืนกว่าอีกตัว

กรุงเทพธุรกิจ ชวนผู้อ่านสำรวจว่า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบอะไรในเลือดของสุนัข ทำไมสัญญาณเหล่านี้จึงคล้ายกับที่พบในมนุษย์ และเพื่อนสี่ขาที่ใช้ชีวิตอยู่ข้างเรา อาจช่วยไขความลับเรื่อง “ความชราและอายุยืน” ของมนุษย์ได้อย่างไร

เมแทบอไลต์ เบาะแสสำคัญของความชรา

หัวใจสำคัญของงานวิจัยนี้อยู่ที่ เมแทบอไลต์ (Metabolites) หรือโมเลกุลขนาดเล็กที่เกิดขึ้นจากกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น การเปลี่ยนอาหารเป็นพลังงาน การสลายโปรตีนและไขมัน รวมถึงการทำงานของเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ระดับของสารเหล่านี้ในเลือดจึงช่วยสะท้อนว่า ภายในร่างกายกำลังเกิดอะไรขึ้น

นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากสุนัข 937 ตัว ในโครงการ Dog Aging Project โดยตรวจเมแทบอไลต์ในพลาสมา 133 ชนิด พร้อมติดตามสุขภาพเฉลี่ยประมาณ 2.6 ปี ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมีสุนัขเสียชีวิต 104 ตัว

เมื่อวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุ เพศ น้ำหนัก และพันธุกรรม นักวิจัยพบว่า เมแทบอไลต์ประมาณ 17% ที่ศึกษา มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และในจำนวนนี้มี 23 ชนิดที่พบความสัมพันธ์อย่างชัดเจนตามเกณฑ์ทางสถิติ

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการค้นหาไม่ใช่แค่ว่า สุนัขตัวไหนมีอายุสั้นหรือยืนยาวกว่า แต่ต้องการมองลึกลงไปว่า ก่อนหน้านั้นมีสัญญาณอะไรเกิดขึ้นภายในร่างกายบ้าง และสัญญาณเหล่านี้อาจบอกอะไรเกี่ยวกับกระบวนการแก่ชราและอายุขัยได้บ้าง

สัญญาณในเลือดอาจบอกเบาะแสเรื่องอายุขัย

แทนที่จะวิเคราะห์สารเพียงชนิดเดียว นักวิจัยมอง รูปแบบของเมแทบอไลต์หลายชนิดร่วมกัน เพื่อค้นหาสัญญาณที่อาจเชื่อมโยงกับสุขภาพและอายุขัย เปรียบเสมือน “ลายนิ้วมือ” ทางชีวภาพที่สะท้อนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายในร่างกาย

รูปแบบเหล่านี้สามารถใช้เป็น ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) เพื่อช่วยประเมินการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและความเสี่ยงด้านสุขภาพบางอย่าง

อย่างไรก็ตาม การพบว่าเมแทบอไลต์บางชนิดสัมพันธ์กับการมีอายุสั้นหรือยืนยาว ไม่ได้หมายความว่า สารเหล่านั้นเป็นสาเหตุโดยตรง แต่เป็นเบาะแสที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ค้นหาต่อว่า มีกลไกอะไรอยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ดังกล่าว

ศาสตราจารย์เคต ครีวี (Kate Creevy) สัตวแพทย์อาวุโสประจำ Dog Aging Project อธิบายว่า “การพบตัวบ่งชี้ที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตเร็วหรือช้า ไม่ได้หมายความว่า ตัวบ่งชี้นั้นเป็นต้นเหตุ แต่ถ้านักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าทำไมสัญญาณดังกล่าวจึงเกิดขึ้น ก็อาจช่วยให้ค้นพบกลไกที่อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์นั้นได้”

มนุษย์มีสัญญาณคล้ายกันกับสุนัข

หลังจากพบรูปแบบของเมแทบอไลต์ที่สัมพันธ์กับอายุขัยในสุนัข นักวิจัยได้นำผลไปเปรียบเทียบกับงานวิจัยขนาดใหญ่ในมนุษย์ 5 การศึกษา ซึ่งใช้วิธีวิเคราะห์ใกล้เคียงกัน

สัญญาณที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตเร็วหรือช้าในสุนัข มีรูปแบบคล้ายกับที่พบในมนุษย์ สะท้อนว่า ทั้งสองสายพันธุ์อาจมีกระบวนการทางชีวภาพบางอย่างของความชราร่วมกัน

ตัวอย่างเช่น เมแทบอไลต์บางชนิด ได้แก่ Pseudouridine, N2,N2-dimethylguanosine และ Homocitrulline ถ้าหากว่าถูกพบในระดับสูง จะสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่สูงขึ้นทั้งในสุนัขและมนุษย์ ขณะที่ Deoxycarnitine และ Homoarginine ในระดับต่ำก็พบความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน

เมแทบอไลต์หลายชนิดเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการทำงานของไต นักวิจัยจึงตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนแปลงของไตเมื่ออายุมากขึ้น อาจเป็นหนึ่งในกระบวนการสำคัญที่เชื่อมโยงกับความชราของทั้งสุนัขและมนุษย์

ข้อสังเกตนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นจาก Dog Aging Project ที่พบว่า อายุสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของเมแทบอไลต์ในเลือดสุนัขประมาณ 40% ของสารที่ตรวจวัด โดยบางส่วนเกี่ยวข้องกับการสลายโปรตีนและการทำงานของไต

ข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นอีกเบาะแสว่า กระบวนการเผาผลาญและการทำงานของอวัยวะที่เปลี่ยนไปตามวัย อาจมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการแก่ของร่างกาย และเป็นจุดที่นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาต่อเพื่อทำความเข้าใจเรื่องอายุขัยได้มากขึ้น

ทำไมต้องศึกษาความแก่ชราของมนุษย์ผ่าน “สุนัข”

ที่ผ่านมา งานวิจัยเรื่องความชราจำนวนมากอาศัยสัตว์ทดลอง เช่น หนู แมลงวัน หรือหนอน ซึ่งมีข้อดีตรงที่นักวิทยาศาสตร์สามารถควบคุมพันธุกรรม อาหาร และสภาพแวดล้อมได้อย่างละเอียด

แต่ชีวิตมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องทดลอง

แต่ละคนมีพันธุกรรมแตกต่างกัน กินอาหารต่างกัน ออกกำลังกายไม่เหมือนกัน เจอมลพิษ ความเครียด เชื้อโรค และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันตลอดชีวิต

สุนัขก็เช่นกัน พวกเขามีความหลากหลายทางพันธุกรรม มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันมาก และยังใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกับมนุษย์ หลายตัวกินอาหารตามกิจวัตรที่เจ้าของกำหนด ออกไปเดินหรือออกกำลังกายพร้อมเจ้าของ และสัมผัสสภาพแวดล้อมภายในบ้านและชุมชนเดียวกัน

ที่สำคัญ สุนัขยังเกิดโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับอายุหลายชนิด และได้รับการดูแลจากระบบสัตวแพทย์ ทำให้นักวิจัยสามารถติดตามทั้งข้อมูลสุขภาพ พฤติกรรม โรค และการรักษาไปพร้อมกันได้

จากช่วงชีวิตของสุนัข สู่การทำความเข้าใจอายุขัยมนุษย์

อีกเหตุผลที่ทำให้สุนัขน่าสนใจสำหรับการศึกษาความแก่ชราคือ อายุขัยที่สั้นกว่ามนุษย์มาก

การติดตามว่าปัจจัยบางอย่างในวัยกลางคนสัมพันธ์กับการเสียชีวิตหรือโรคในวัยชราของมนุษย์อย่างไร อาจต้องใช้เวลาหลายสิบปี

แต่ในสุนัข กระบวนการเดียวกันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สั้นกว่า นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงชีวิตและเห็นผลลัพธ์ได้รวดเร็วกว่า

งานวิจัยครั้งนี้สะท้อนข้อได้เปรียบดังกล่าวได้อย่างชัดเจน เพราะสุนัขถูกติดตามเฉลี่ยเพียง 2.6 ปี ขณะที่งานวิจัยในมนุษย์ที่นำมาเปรียบเทียบมีระยะติดตามเฉลี่ยประมาณ 8 – 22.5 ปี แต่กลับพบรูปแบบของเมแทบอไลต์ที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตคล้ายกัน

ถ้ารูปแบบเหล่านี้ได้รับการยืนยันในงานวิจัยระยะยาวมากขึ้น สุนัขจึงอาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษากลไกของความชราได้รวดเร็วกว่าการรอผลจากมนุษย์เพียงอย่างเดียว

Dog Aging Project ห้องทดลองขนาดใหญ่ที่อยู่ในบ้านของคนธรรมดา

เบื้องหลังงานวิจัยนี้คือ Dog Aging Project โครงการศึกษาระยะยาวที่เริ่มรับสุนัขเข้าร่วมตั้งแต่ปี 2020 และปัจจุบันมีสุนัขในสหรัฐเข้าร่วมมากกว่า 50,000 ตัว

แทนที่จะนำสุนัขทั้งหมดมาเลี้ยงในห้องทดลอง โครงการติดตามสุนัขที่ใช้ชีวิตตามปกติอยู่กับเจ้าของทั่วสหรัฐ

เจ้าของช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ อาหาร สภาพแวดล้อม พฤติกรรม และวิถีชีวิตของสุนัข ขณะที่สุนัขบางกลุ่มได้รับการเก็บตัวอย่างทางชีวภาพ ตรวจสารเคมีในเลือด วิเคราะห์จีโนม รวมถึงติดตามข้อมูลสุขภาพและพฤติกรรมอย่างละเอียด

ฐานข้อมูลขนาดใหญ่นี้เปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาความชราในสภาพแวดล้อมจริง ซึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านพันธุกรรม อาหาร พื้นที่อยู่อาศัย และรูปแบบการใช้ชีวิต

และเพราะสุนัขเหล่านี้ใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ สิ่งที่ค้นพบจึงอาจช่วยตอบคำถามได้ทั้งสองทาง คือ เราจะช่วยให้สุนัขมีชีวิตที่แข็งแรงยาวนานขึ้นได้อย่างไร และสิ่งที่เกิดขึ้นกับสุนัขสามารถบอกอะไรเกี่ยวกับการแก่ชราของมนุษย์ได้บ้าง

ความลับอายุยืนอาจเริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่มนุษย์และสุนัขมีร่วมกัน

แม้งานวิจัยนี้จะค้นพบสัญญาณทางชีวภาพที่ซับซ้อนในระดับโมเลกุล แต่สิ่งที่นำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันกลับไม่ได้ซับซ้อนตามไปด้วย

ศาสตราจารย์ครีวี มองว่า หลักการหลายอย่างที่เราใช้ดูแลสุขภาพของมนุษย์สามารถนำมาใช้กับสุนัขได้เช่นกัน ตั้งแต่การรับประทานอาหารที่เหมาะสม รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี ไปจนถึงการรักษาความสามารถในการเคลื่อนไหวและสุขภาพของสมองเมื่ออายุมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น การพบว่าเมแทบอไลต์บางชนิดสัมพันธ์กับอายุขัยไม่ได้หมายความว่า การเพิ่มหรือลดสารเหล่านั้นจะช่วยให้มนุษย์หรือสุนัขมีอายุยืนขึ้นโดยตรง นักวิทยาศาสตร์ยังต้องติดตามต่อว่า สัญญาณเหล่านี้เกิดจากกระบวนการอะไร และกระบวนการเหล่านั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้หรือไม่

สุนัขใช้ชีวิตใกล้ชิดกับมนุษย์มานาน และความใกล้ชิดนั้นอาจช่วยไขคำตอบเรื่อง “ความชรา” ได้มากขึ้น เพราะการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของร่างกายสุนัข อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกระบวนการแก่ชราของมนุษย์ รวมถึงค้นหาแนวทางที่จะช่วยให้ทั้งคนและสุนัข มีชีวิตที่แข็งแรงและยาวนานขึ้นได้

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


คำศัพท์ภาษาอังกฤษ สำหรับสั่งอาหาร

การสั่งอาหารเป็นภาษาอังกฤษ เป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการใช้ภาษาอังกฤษเลยก็ว่าได้นะ ใครที่ยังงงๆ เข้าร้านอาหารแล้วไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน มาทางนี้เลย เพราะวันนี้เรามีคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้ในการสั่งอาหารแบบง่ายๆ มาฝากกันแล้ว

คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ในการสั่งอาหาร

MenuรายการอาหารDishอาหารเป็นจาน
Orderการสั่งอาหารDelicious อร่อย
Appetizer / Starterอาหารเรียกน้ำย่อยMain courseอาหารจานหลัก
Drinkเครื่องดื่มDessertของหวาน
Regional dishอาหารพื้นบ้าน Vegetarian มังสวิรัติ
Medium สุกปานกลาง Medium rareกึ่งสุกกึ่งดิบ
Well doneเนื้อสุกRare  ด้านนอกสุก ด้านในดิบ
Raw ดิบReservationการจองโต๊ะ/สำรองที่
Reservedจองแล้วBook a table จองโต๊ะล่วงหน้า
Service includedรวมค่าบริการService not includedไม่รวมค่าบริการ
I’m allergic to…..   ฉันแพ้….Dairy products ผลิตภัณฑ์จากนม 

ประโยคภาษาอังกฤษในการสั่งอาหาร

Could I see the menu, please?  

ขอดูเมนูหน่อยครับ/ค่ะ  

What are your specials today?

เมนูพิเศษวันนี้คืออะไรคะ

What do you recommend?  

คุณมีอะไรจะแนะนำไหม

What should I order?   

ฉันควรสั่งอะไรดี 

What do you want to eat?    

คุณอยากกินอะไร

I’d like to have a pork steak.   

ฉันขอสเต็กหมู (ในการสั่งอาหารเราสามารถพูดว่า I’d like to have…หรือ I want… แล้วตามด้วยอาหารที่เราต้องการได้เลย)

How much rice do you want?

ต้องการข้าวเยอะแค่ไหน

Just one ladle.

แค่ทัพพีเดียว

Do you want some more?  

ต้องการเพิ่มอีกไหม? 

Excuse me. I’ve been waiting for a long time already.   

ขอโทษนะคะ ฉันรออาหารมาสักพักนึงแล้ว 

Be careful. It’s hot.

ระวังนะ มันร้อน

Do you want any desserts or fruit?

คุณต้องการของหวาน หรือผลไม้ไหม?

Excuse me. Can you please pack it for taking home?   

ขอโทษนะคะ ช่วยห่ออันนี้กลับบ้านหน่อยได้ไหม?

Do you have a take-away menu?   

มีเมนูสำหรับสั่งกลับบ้านไหมคะ 

Bill please.

เก็บเงินด้วยค่ะ

Do you accept credit cards?

รับบัตรเครดิตไหม?

Cash only.   

รับเฉพาะเงินสด

Credit cards accepted.

รับบัตรเครดิต

Can I have the receipt please?   

ขอใบเสร็จด้วยนะคะ 

ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th


SCB 10X เปิด 6 แนวคิดองค์กรรับมือการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI

  • AI ช่วยลดต้นทุนการผลิต แต่องค์กรต้องหันมาให้ความสำคัญกับ “วิจารณญาณ” ของมนุษย์ และการสร้าง “ความทรงจำขององค์กร” (Institutional Memory) เพื่อรักษาความได้เปรียบ
  • รูปแบบการใช้ซอฟต์แวร์จะเปลี่ยนจากการสั่งงานโดยตรงไปสู่การบอก “ผลลัพธ์ที่ต้องการ” กับ AI Agent ซึ่งอาจกลายเป็น “ลูกค้า” รายใหม่ที่ธุรกิจต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับ
  • การนำ AI ไปใช้จริงในองค์กรมีความท้าทายกว่าโครงการนำร่อง โดยต้องประเมินต้นทุนที่แท้จริงอย่างรอบคอบ ไม่คาดหวังผลประหยัดสูงเกินไป และต้องมีกระบวนการรับมือเมื่อ AI ทำงานผิดพลาด

เอสซีบี เท็นเอกซ์ (SCB 10X) บริษัทด้านการลงทุนในเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (Disruptive Technology) ภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX Group) เปิด 6 แนวคิดสำคัญจาก “AI-VOLUTION The Series 2026” ซีรีส์เนื้อหาออนไลน์ที่รวบรวมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้บริหารจากองค์กรเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ AI ที่กำลังส่งผลต่อผลิตภัณฑ์ โมเดลธุรกิจ และรูปแบบการทำงานขององค์กร

AI-VOLUTION The Series 2026 ต่อยอดจาก “AI-VOLUTION Virtual Summit 2025” ซึ่งจัดขึ้นในปีที่ผ่านมาและมีผู้เข้าร่วมกว่า 5,000 คน จาก 88 ประเทศทั่วโลก พร้อมยอดรับชมสะสมมากกว่า 700,000 ครั้ง

สำหรับปี 2569 SCB 10X ปรับรูปแบบจากงานสัมมนาประจำปีมาเป็นซีรีส์ออนไลน์รายเดือนตลอดทั้งปี เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมติดตามเทรนด์ AI และผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดย 6 ตอนแรกมียอดรับชมรวมมากกว่า 100,000 ครั้ง สะท้อนความสนใจต่อการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริง

จากบทสนทนาและการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญในซีรีส์ ทีม Tech Intelligence ของ SCB 10X ได้ตกผลึกเป็น 6 แนวคิดสำคัญที่องค์กรควรจับตาในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI

AI ลดต้นทุนการสร้าง แต่เพิ่มค่าของ “วิจารณญาณ”

แนวคิดแรกมองว่า เมื่อ AI เข้ามาช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ สร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์ รายงาน งานออกแบบ และคอนเทนต์ได้รวดเร็วขึ้น ต้นทุนในการสร้างผลงานพื้นฐานจะลดลง ทำให้ความได้เปรียบทางการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการผลิตเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้นคือความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง รวมถึง “วิจารณญาณ” ในการประเมินว่าสิ่งใดมีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และสามารถสร้างคุณค่าได้จริง

เมื่อ AI ทำให้ทุกองค์กรสามารถผลิตงานได้รวดเร็วขึ้น ความสามารถในการแยกแยะคุณภาพและตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมจึงอาจกลายเป็นปัจจัยสร้างความแตกต่างที่สำคัญกว่า “ความเร็วในการผลิต”

ใช้ AI รายบุคคล ยังไม่เท่ากับสร้าง “ความทรงจำองค์กร”

อีกประเด็นสำคัญคือ แม้ AI จะช่วยให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลและสนับสนุนการทำงานได้มากขึ้น แต่ความรู้และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในระดับบุคคลอาจสูญหายไปพร้อมกับพนักงานเมื่อออกจากองค์กร

แนวคิดเรื่อง “Institutional Memory” หรือความทรงจำขององค์กร จึงเข้ามามีบทบาท โดยระบบ Enterprise AI สามารถช่วยจัดเก็บไม่เพียงผลลัพธ์ของงาน แต่รวมถึงเหตุผลและกระบวนการคิดเบื้องหลังการตัดสินใจ

ตัวอย่างที่ถูกนำมาพูดถึงในซีรีส์คือแนวทางของระบบ AI ของบริษัทอย่าง Ema ซึ่งสะท้อนถึงการนำ AI มาช่วยเก็บองค์ความรู้จากกระบวนการทำงาน เพื่อให้องค์กรสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาเชื่อมโยงและค้นหารูปแบบหรืออินไซต์ใหม่ที่อาจไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน

ซอฟต์แวร์เปลี่ยนจาก “กดใช้” สู่ “บอกผลลัพธ์ที่ต้องการ”

รูปแบบการใช้งานซอฟต์แวร์กำลังเปลี่ยนจากการที่ผู้ใช้ต้องเรียนรู้เมนู Dashboard และขั้นตอนต่างๆ ไปสู่การสื่อสารกับ AI Agents และระบุเพียงผลลัพธ์ที่ต้องการ จากนั้นให้ระบบเป็นผู้กำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะประสบการณ์ใช้งาน แต่ยังอาจเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของบริษัทซอฟต์แวร์ จากเดิมที่คิดค่าบริการตามจำนวนผู้ใช้งานหรือ Software Seats ไปสู่การประเมินมูลค่าจากผลลัพธ์ที่ระบบสามารถส่งมอบได้จริง

ทีม Venture Capital ของ SCB 10X จึงให้ความสนใจกับบริษัทเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่กำลังพัฒนารูปแบบประสบการณ์ผู้ใช้และโมเดลการคิดค่าบริการที่แตกต่างจากซอฟต์แวร์ในรูปแบบเดิม

AI Agent อาจกลายเป็น “ลูกค้า” รายใหม่ของธุรกิจ

การเติบโตของการซื้อสินค้าและบริการผ่านระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI กำลังสร้างโจทย์ใหม่ให้กับภาคธุรกิจ เพราะในอนาคต AI Agent อาจเข้ามาทำหน้าที่ค้นหา เปรียบเทียบ และตัดสินใจแทนมนุษย์

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ดิจิทัลของธุรกิจส่วนใหญ่ยังถูกออกแบบมาเพื่อให้มนุษย์เป็นผู้ใช้งาน ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับ AI Agent โดยตรง

เมื่อเส้นทางการใช้งานหรือช่องทางที่ออกแบบไว้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของ AI ได้ ระบบอาจต้องหาวิธีอื่นเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ดังนั้น ธุรกิจจึงจำเป็นต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและประสบการณ์ดิจิทัลให้พร้อมรองรับ “ลูกค้าที่เป็น AI” ตั้งแต่ต้น

Pilot สำเร็จ ไม่ได้แปลว่า AI พร้อมใช้งานจริง

การพิสูจน์ว่า AI สามารถทำงานเฉพาะด้านได้สำเร็จในระดับโครงการทดลอง หรือ Pilot เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะเมื่อขยายการใช้งานไปในระดับองค์กร ระบบจะต้องรับมือกับปริมาณงานที่แตกต่าง ข้อมูลที่ไม่แน่นอน สถานการณ์ที่ซับซ้อน และข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

ความพร้อมของ AI จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของโมเดลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการกำหนดความรับผิดชอบในการตัดสินใจอย่างชัดเจน ระบบติดตามตรวจสอบการทำงาน รวมถึงกระบวนการรับมือและส่งต่อเมื่อ AI ไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่คาดหวัง

ต้นทุน AI อาจต่ำกว่าความเป็นจริง ขณะที่ผลประหยัดอาจสูงเกินคาด

อีกโจทย์ที่องค์กรต้องระวังคือการประเมินต้นทุน AI ต่ำกว่าความเป็นจริง ขณะที่คาดหวังผลประหยัดจากเทคโนโลยีสูงเกินไป

ข้อมูลจาก MIT Project NANDA ที่ถูกหยิบยกในซีรีส์ระบุว่า 95% ของโครงการนำร่อง Generative AI ในองค์กรไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้อย่างชัดเจน โดยความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ค่าใช้จ่ายของ AI เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงต้นทุนและความซับซ้อนในการเชื่อมต่อ AI เข้ากับระบบเดิม รวมถึงการปรับกระบวนการทำงานขององค์กร

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อมูลที่สะท้อนว่า ตำแหน่งงานประมาณหนึ่งในสามที่ถูกลดลงด้วยเหตุผลเกี่ยวกับ AI ในช่วงปีที่ผ่านมา ถูกกลับมาจ้างใหม่ในภายหลัง สะท้อนความเสี่ยงที่องค์กรอาจลดทอนความเชี่ยวชาญของบุคลากรเร็วกว่าความสามารถในการสร้างหรือทดแทนทักษะดังกล่าว

การประเมิน AI ROI จึงไม่ควรมองเฉพาะต้นทุนการนำเทคโนโลยีมาใช้เทียบกับผลลัพธ์ทางธุรกิจ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าองค์กรยังสามารถรักษาความรู้ ประสบการณ์ และวิจารณญาณที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจไว้ได้หรือไม่

จาก “AI ทำอะไรได้” สู่ “องค์กรจะทำงานร่วมกับ AI อย่างไร”

ทั้ง 6 แนวคิดสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโจทย์สำหรับองค์กรในยุค AI จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับคำถามว่า “AI สามารถทำงานอะไรได้บ้าง” ไปสู่คำถามว่าองค์กรจะออกแบบวิธีการทำงาน กระบวนการตัดสินใจ การจัดเก็บองค์ความรู้ และโมเดลธุรกิจ เพื่อทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างไร

สำหรับ “AI-VOLUTION The Series 2026” SCB 10X จะยังนำเสนอบทสนทนาและมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้เล่นในระบบนิเวศ AI ระดับโลกอย่างต่อเนื่องตลอดปี เพื่อให้ภาคธุรกิจติดตามทิศทางเทคโนโลยีและเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ไม่ใช่แค่แซลมอน! แนะกิน 5 เมล็ดพืช “ถูกและดี” มีโอเมก้า-3 แต่หลายคนมองข้าม

ไม่ใช่แค่ปลาแซลมอน! เปิด 5 อาหารจากพืชที่มีโอเมก้า 3 หลายคนอาจมองข้าม

โอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันจำเป็นที่หลายคนรู้จักกันดี โดยเฉพาะจากปลาทะเลอย่างแซลมอน ปลาทูน่า หรือปลาซาร์ดีน แต่ความจริงแล้ว โอเมก้า 3 ไม่ได้มีอยู่แค่ในอาหารจากสัตว์เท่านั้น

อาหารจากพืชบางชนิดก็มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ในรูปแบบ ALA (Alpha-Linolenic Acid) ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบของโอเมก้า 3 ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ และเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ไม่รับประทานปลาหรืออยากเพิ่มความหลากหลายทางโภชนาการ

โอเมก้า 3 จากพืช ต่างจากโอเมก้า 3 จากปลาอย่างไร?

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โอเมก้า 3 มีหลายรูปแบบ โดยชนิดที่พบมากในปลาและอาหารทะเล ได้แก่ EPA และ DHA ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของสมอง ดวงตา และระบบหัวใจ

ขณะที่อาหารจากพืชส่วนใหญ่จะให้โอเมก้า 3 ในรูปแบบ ALA ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็น EPA และ DHA ได้ แต่กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้มีประสิทธิภาพค่อนข้างจำกัด ดังนั้นการรับประทานอาหารให้หลากหลายจึงเป็นสิ่งสำคัญ

1. เมล็ดแฟลกซ์ (Flaxseed) แหล่งโอเมก้า 3 จากพืชยอดนิยม

เมล็ดแฟลกซ์ถือเป็นหนึ่งในอาหารจากพืชที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ชนิด ALA สูง สามารถนำไปเพิ่มในอาหารได้ง่าย เช่น สมูทตี้ โยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต หรือสลัด

โดยทั่วไปเมล็ดแฟลกซ์แบบบดจะรับประทานง่ายกว่าแบบเมล็ดเต็ม เพราะช่วยให้ร่างกายเข้าถึงสารอาหารได้ดีขึ้น นอกจากโอเมก้า 3 แล้ว ยังมีใยอาหารและสารประกอบจากพืชที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

2. วอลนัท (Walnut) ถั่วที่กินเล่นก็ได้โอเมก้า 3

วอลนัทเป็นถั่วอีกชนิดที่มีโอเมก้า 3 รูปแบบ ALA สามารถรับประทานเป็นของว่าง หรือเพิ่มลงในเมนูต่าง ๆ เช่น สลัด ข้าวโอ๊ต และอาหารเช้า

อย่างไรก็ตาม วอลนัทเป็นอาหารที่ให้พลังงานค่อนข้างสูง จึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับประโยชน์โดยไม่เพิ่มพลังงานเกินความจำเป็น

3. เมล็ดเจีย (Chia Seed) เมล็ดเล็กที่อัดแน่นด้วยสารอาหาร

เมล็ดเจียเป็นอีกหนึ่งแหล่งโอเมก้า 3 จากพืชที่ได้รับความนิยม เพราะนอกจากมี ALA แล้ว ยังมีใยอาหาร โปรตีน และแร่ธาตุบางชนิด

สามารถนำไปแช่น้ำหรือนมเพื่อทำพุดดิ้งเมล็ดเจีย หรือโรยในโยเกิร์ต สมูทตี้ และข้าวโอ๊ต เป็นวัตถุดิบที่เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้มื้ออาหารได้ง่าย

4. เมล็ดกัญชง (Hemp Seed) โปรตีนสูงและมีไขมันดี

เมล็ดกัญชงมีทั้งโอเมก้า 3 ชนิด ALA โปรตีนจากพืช และแร่ธาตุต่าง ๆ ด้วยรสชาติที่ออกมันเล็กน้อย จึงสามารถนำไปใส่ในสมูทตี้ สลัด ซุป โยเกิร์ต หรือเมนูอาหารเช้าได้

การเพิ่มเมล็ดกัญชงในอาหารช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งไขมันดีและโปรตีน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาโปรตีนจากสัตว์

5. ถั่วเหลือง อาหารใกล้ตัวที่มีโอเมก้า 3

ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ และถั่วแระญี่ปุ่น (Edamame) ก็เป็นแหล่งของโอเมก้า 3 ชนิด ALA เช่นกัน

จุดเด่นของถั่วเหลืองคือไม่ได้มีเพียงไขมันดี แต่ยังเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่สำคัญ เหมาะสำหรับผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ หรือผู้ที่ต้องการเพิ่มความหลากหลายของโปรตีนในแต่ละวัน

กินอาหารเหล่านี้อย่างไรให้ได้ประโยชน์?

แม้โอเมก้า 3 จากพืชจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ไม่ควรพึ่งพาอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว การรับประทานอาหารที่หลากหลายจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนมากขึ้น

  • เพิ่มเมล็ดเจียหรือเมล็ดแฟลกซ์ลงในอาหารเช้า
  • รับประทานวอลนัทเป็นของว่างในปริมาณเหมาะสม
  • เลือกเต้าหู้หรือถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนจากพืช
  • รับประทานอาหารให้หลากหลาย ไม่เน้นสารอาหารชนิดเดียว

สรุป: โอเมก้า 3 ไม่ได้มีแค่ปลา

แม้ปลาและอาหารทะเลจะเป็นแหล่งโอเมก้า 3 ที่สำคัญ แต่เมล็ดพืชและถั่วบางชนิดก็สามารถช่วยเพิ่มโอเมก้า 3 ให้กับร่างกายได้ โดยเฉพาะในรูปแบบ ALA

การเลือกอาหารที่หลากหลาย ทั้งจากปลา ถั่ว เมล็ดพืช และอาหารจากธรรมชาติอื่น ๆ จะช่วยให้ร่างกายได้รับไขมันดีอย่างสมดุลและเหมาะสมกับความต้องการของแต่ละคน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 3/9/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a69,100.0069,300.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,467.0067,719.7270,100.00
ทองรูปพรรณ 90%4,020.3060,947.75n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,573.6054,175.78n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,010.1530,473.87n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,563.4523,701.90n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,629.0270,175.94n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 3/9/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9538.2938.2938.7938.2938.2938.2938.2938.2938.29
แก๊สโซฮอล์ 9137.9237.9238.4237.9237.9237.9237.9237.9237.92
แก๊สโซฮอล์ E2033.2933.2933.4933.2933.2933.2933.2933.29
แก๊สโซฮอล์ E8529.2329.2329.23
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7949.2949.8447.79
เบนซิน 9547.2849.2647.7847.4347.28
ดีเซล39.1439.1439.1439.1439.1439.1439.1439.1439.14
ดีเซล B2034.1434.1434.1434.1434.1434.1434.1434.14
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2549.8449.8050.05
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า