เปิดปม ‘บึงคู้บอน’ เสนาฯ แจงที่มา 20 ไร่ ถือครอง 17 ปี ย้ำพัฒนาที่ดินตามสิทธิ

- เสนาฯ ชี้แจงว่าเป็นเจ้าของที่ดินในพื้นที่บึงคู้บอนเพียง 20 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 130 ไร่
- บริษัทได้ซื้อและถือครองที่ดินผืนดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2552 หรือเป็นเวลากว่า 17 ปีแล้ว
- การตัดสินใจพัฒนาโครงการเกิดขึ้นหลังมองว่าโครงการบึงรับน้ำของภาครัฐขาดความชัดเจนมานาน โดยยืนยันว่าเป็นการดำเนินการตามสิทธิ์ของเจ้าของที่ดิน
กรณี “บึงรับน้ำคู้บอน” กลับมาเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอีกครั้ง หลังพื้นที่ดังกล่าวเกี่ยวข้องทั้งกับแนวทางบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และการพัฒนาที่ดินของภาคเอกชน
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ชี้แจงข้อเท็จจริง โดยเฉพาะประเด็นกรรมสิทธิ์ที่ดิน ประวัติการถือครอง ตลอดจนเหตุผลที่บริษัทตัดสินใจเดินหน้าพัฒนาโครงการบนที่ดินดังกล่าว
โดยจุดแรกที่บริษัทต้องการทำความเข้าใจ คือ ขนาดพื้นที่ทั้งหมดของบึงรับน้ำคู้บอน อยู่ที่ประมาณ 130 ไร่ ส่วนที่ดินซึ่งอยู่ในกรรมสิทธิ์ของเสนาฯ และเป็นพื้นที่ที่ถูกกล่าวถึงในกรณีนี้มีเพียง 20 ไร่
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ที่ดินของเสนาฯ คิดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพื้นที่บึงรับน้ำทั้งหมด ไม่ใช่พื้นที่ทั้งหมด 130 ไร่ ตามที่อาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากกระแสข่าวบริษัทจึงต้องการให้พิจารณาประเด็นดังกล่าวบนข้อเท็จจริงเรื่องขนาดและกรรมสิทธิ์ของที่ดินเป็นสำคัญ

ย้อนรอย 17 ปี เสนาฯ ซื้อที่ดินตั้งแต่ ปี 2552
ในมุมของเสนาฯ ที่ดิน 20 ไร่ดังกล่าว ไม่ได้เพิ่งนำเข้ามาถือครองเพื่อรองรับกระแสการพัฒนาพื้นที่ในช่วงหลัง บริษัทระบุว่าได้ซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิมรวม 7 ราย ตั้งแต่ปี 2552 หรือถือครองมาแล้วประมาณ 16-17 ปี จนกระทั่ง ปี 2561 บริษัทจึงเริ่มนำที่ดินผืนดังกล่าวมาจัดทำแผนพัฒนาโครงการจัดสรรที่ดินเป็นครั้งแรก ก่อนที่การก่อสร้างจริงจะเริ่มขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา
ไทม์ไลน์ดังกล่าวสะท้อนว่า การถือครองที่ดินและการนำมาพัฒนาไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน แต่เป็นกระบวนการที่ทอดยาวหลายปี
อีกประเด็นสำคัญ อยู่ที่สถานะของโครงการบึงรับน้ำ ซึ่งบริษัทระบุว่า รับทราบแนวคิดการจัดทำบึงรับน้ำและการทำประชามติที่เกิดขึ้นในปี 2560 อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเป็นต้นมา บริษัทมองว่าโครงการภาครัฐยังไม่มีความชัดเจน หรือ ผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 8-9 ปี เมื่อเวลาผ่านมาถึงปี 2569 และบริษัทเห็นว่าที่ดินมีความพร้อมต่อการพัฒนา จึงตัดสินใจเดินหน้าตามกระบวนการพัฒนาที่ดินของภาคเอกชนและความชัดเจนของโครงการภาครัฐในแต่ละช่วงเวลา
รอจังหวะในการพัฒนาโครงการ
แม้ชื่อพื้นที่จะกลายเป็นประเด็นใหญ่ แต่ในเชิงการพัฒนาโครงการจริง เสนาฯ ระบุว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาแผนการพัฒนาโครงการ ตามการเปลี่ยนแปลงตามบริบทของพื้นที่ เดิมในปี 2560 บริษัทเคยวางแผนจัดสรรที่ดินเป็นแปลงขนาดใหญ่ แต่ต่อมาในปี 2568 ได้ปรับแผนเป็นแปลงขนาดเล็กเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพชุมชนโดยรอบที่เปลี่ยนแปลงไป
“รูปแบบที่อยู่ระหว่างพัฒนาในปี 2569 คาดว่า จะเป็นทาวน์เฮ้าส์ที่มีพื้นที่ด้านข้าง โดยบริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาแบรนด์และวางแผนเปิดตัวโครงการตามจังหวะและสถานการณ์ของตลาดที่เหมาะสม”
เสนาฯ ย้ำพัฒนาตามสิทธิ
ผศ.ดร.เกษรา ระบุว่า ในฐานะภาคเอกชนผู้ถือกรรมสิทธิ์และพัฒนาที่ดินตามสิทธิ ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจแทนภาครัฐว่าจะใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นบึงรับน้ำหรือไม่
ทั้งนี้ บริษัทเข้าใจว่ากระบวนการทำประชามติเรื่องบึงรับน้ำซึ่งเกิดขึ้นไปแล้วตั้งแต่ปี 2560 ขณะที่กระบวนการที่ กทม. กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน บริษัทเข้าใจว่าน่าจะเป็นการรับฟังความคิดเห็นในประเด็นอื่นดังนั้น ส่วนพื้นที่ดังกล่าวควรถูกนำมาใช้เป็นบึงรับน้ำหรือไม่ เสนาฯได้เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ
“บริษัทไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ จึงไม่ขอให้ความเห็นว่าพื้นที่ส่วนใดเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมต่อการทำบึงรับน้ำ สิ่งที่บริษัทต้องการชี้แจงคือข้อเท็จจริงของกรรมสิทธิ์และไทม์ไลน์การพัฒนาที่ดิน”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
รัฐบาลอนุทินรื้อโครงสร้าง ‘ภาษีบาป’ ดึง 1.4 หมื่นล้านเข้าคลัง

- รัฐบาลเสนอรื้อโครงสร้าง “ภาษีบาป” โดยยกเลิกการจัดสรรเงินภาษีจากสุราและยาสูบที่เคยส่งตรงให้ 4 หน่วยงานนอกงบประมาณ เช่น สสส. และไทยพีบีเอส
- การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้รายได้ประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาทต่อปีกลับเข้าสู่คลังแผ่นดิน เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณผ่านกระบวนการของรัฐสภา
- รัฐบาลจะยกเลิกการเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (On-top) แต่จะปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตปกติในจำนวนที่เท่ากัน ทำให้ผู้ประกอบการยังคงเสียภาษีในอัตราเดิม ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้เอกชน
การปฏิรูประบบภาษีจากสินค้าที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อสังคม หรือ “ภาษีบาป” กลายเป็นประเด็นสำคัญด้านนโยบายการคลัง ภายใต้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หลังเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติปรับเปลี่ยนระบบการจัดสรรภาษีบาปรวม 4 ฉบับ ประกอบด้วยร่างที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคภูมิใจไทย 3 ฉบับ และร่างของรัฐบาลอีก 1 ฉบับ
สาระสำคัญทั้งหมดอยู่ที่การยกเลิกระบบจัดสรรเงินภาษีให้หน่วยงานและกองทุนโดยตรงนอกงบประมาณ แล้วนำรายได้กลับเข้าสู่คลังแผ่นดิน เพื่อให้การจัดสรรเงินแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปตามกระบวนการงบประมาณรายจ่ายประจำปี ผ่านการพิจารณาตามขั้นตอนของรัฐสภาเช่นเดียวกับหน่วยงานอื่นของรัฐ
ภาษีบาปปีละ 1.4 หมื่นล้านบาท
ปัจจุบันผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสุราและยาสูบต้องชำระภาษีสรรพสามิตตามอัตราปกติ พร้อมภาษีส่วนเพิ่มหรือ On-top เพื่อจัดสรรรายได้ให้กับหน่วยงานและกองทุน 4 แห่ง คือ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ
ทั้งนี้ข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี ระหว่างปีงบประมาณ 2565-2568 พบว่า แต่ละหน่วยงานได้รับเงินจัดสรรจากภาษีส่วนเพิ่ม เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 14,000 ล้านบาทต่อปี
โดยไทยพีบีเอสได้รับจัดสรร 2,090 ล้านบาทในปี 2565 ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 1,950 ล้านบาทในปี 2566 และ 1,957 ล้านบาทในปี 2567 จากนั้นเพิ่มเป็น 2,049 ล้านบาทในปี 2568
ส่วนกองทุน สสส. ได้รับจัดสรรประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี โดยในปี 2566 ได้รับ 4,169 ล้านบาท ขณะที่ปี 2565 ปี 2567 และปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี
ขณะที่กองทุนผู้สูงอายุได้รับจัดสรร 4,022 ล้านบาทในปี 2565 เพิ่มเป็น 4,339 ล้านบาทในปี 2566 และ 5,069 ล้านบาทในปี 2567 ก่อนอยู่ที่ 4,087 ล้านบาทในปี 2568
และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติได้รับจัดสรร 4,082 ล้านบาทในปี 2565 และ 4,168 ล้านบาทในปี 2566 ก่อนอยู่ที่ 4,118 ล้านบาทในปี 2567 และ 3,931 ล้านบาทในปี 2568

สรรพสามิตแจงไม่ใช่ลดภาษีเอื้อเอกชน
อย่างไรก็ตาม การเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกการจ่ายตรงดังกล่าว นำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อสงสัยในสังคมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะประเด็นการยกเลิกการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มที่เคยส่งให้ทั้ง 4 หน่วยงานนั้น เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับภาคเอกชนเพื่อลดภาระภาษีและเพิ่มกำไร
ล่าสุดนายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ออกมาระบุว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากแนวทางการปรับปรุงกฎหมายเสนอไว้ 2 รูปแบบคือ รูปแบบแรกคือ ให้กองทุนรับเงินตามเดิมแล้วนำส่งคืนคลัง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซ้ำซ้อน
ส่วนรูปแบบที่ 2 ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลเลือกใช้คือ ยกเลิกการจัดเก็บเงิน On-top ที่ส่งเข้ากองทุนตาม พ.ร.บ. เดิม ควบคู่ไปกับการที่รัฐบาลจะออกกฎกระทรวงตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เพื่อปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตปกติในกลุ่มสินค้าสุราและยาสูบขึ้นในอัตราที่เท่ากัน
“ผลลัพธ์จะทำให้เงินส่วนเพิ่ม On-top แปรสภาพกลายเป็นภาษีสรรพสามิตปกติที่นำส่งเข้าคลังแผ่นดินโดยตรง ยืนยันว่าผู้ประกอบการภาคเอกชนยังคงต้องเสียภาษีในอัตราเท่าเดิมทุกประการ ไม่มีการลดอัตราภาษีหรือเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนรายใด”นายพรชัยกล่าว
ดึงรายได้กลับเข้าระบบงบประมาณ
นายพรชัยกล่าวว่า การปฏิรูปครั้งนี้สอดคล้องกับ นโยบายการบริหารราชการแผ่นดินที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569 ในข้อ 22.3 ซึ่งกำหนดให้จัดทำกฎหมายนำภาษีจากสินค้าที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อสังคมกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง
นอกจากนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตศึกษาแนวทางไว้เรียบร้อยแล้ว และเนื่องจากร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจัดเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน เมื่อร่างของ ส.ส. ผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น สภาจะต้องส่งเรื่องมายังรัฐบาล โดยกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณจะร่วมกันทำความเห็นประกอบ พร้อมเสนอร่างกฎกระทรวงตราควบคู่กันเพื่อให้มีผลบังคับใช้พร้อมกัน
โจทย์การคลังท่ามกลางรายได้ต่ำกว่าเป้า
การปรับระบบจัดสรรภาษีบาปเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลเผชิญความท้าทายด้านการจัดเก็บรายได้ โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 6,249 ล้านบาท ขณะที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บต่ำกว่าเป้าหมาย 11,808 ล้านบาท
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันด้านรายได้ของรัฐ ท่ามกลางภาระรายจ่ายที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการ โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลได้วางแนวทางปฏิรูประบบราชการเพื่อประหยัดงบประมาณ และการปรับโครงสร้างภาษีบาปเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการจัดระบบรายได้ให้เข้าสู่คลังอย่างเป็นเอกภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อจากนี้ คือ การนำรายได้ภาษีบาปกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณ จะทำให้รัฐสามารถบริหารงบประมาณได้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ และจะกระทบต่อความต่อเนื่องของภารกิจที่แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบหรือไม่ โดยเฉพาะความกังวลของสังคม เกี่ยวกับสื่ออย่างไทยพีบีเอส ที่ถูกมองว่า เป็นการคุกคามความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะหรือไม่ หากมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ขององค์กร ซึ่งยังต้องติดตามกันต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 7 ต.ค.69 ‘ทรงตัว’ จับตาตะวันออกกลางพ่นพิษน้ำมันพุ่ง-ทองคำรีบาวด์

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ทรงตัวที่ระดับ 33.62 บาทต่อดอลลาร์ เคลื่อนไหวในกรอบแคบไร้ทิศทาง
- ปัจจัยกดดันหลักมาจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น และการแข็งค่าของเงินดอลลาร์
- อย่างไรก็ตาม เงินบาทยังได้รับแรงหนุนจากการรีบาวด์ของราคาทองคำ และบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นโลกที่ยังเปิดรับความเสี่ยง
- นักวิเคราะห์ประเมินกรอบเงินบาทวันนี้ไว้ที่ 33.55-33.75 บาทต่อดอลลาร์ โดยต้องจับตาสถานการณ์พลังงานและทิศทางราคาทองคำอย่างใกล้ชิด
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้เคลื่อนไหวทรงตัวที่ระดับ 33.62 บาทต่อดอลลาร์ โดยเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ไร้ทิศทางชัดเจนท่ามกลางปัจจัยรอบด้านที่หักล้างกันเอง ทั้งแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นและเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) แม้จะมีความกังวลจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ประเมินกรอบเงินบาทวันนี้ ไว้ที่ 33.55-33.75 บาทต่อดอลลาร์ พร้อมมองเป็นภาวะ Two-way risk ที่ต้องจับตาทิศทางราคาทองคำและสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด

Krungthai Global Markets รายงานว่า ในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทแกว่งตัวในกรอบ 33.56-33.65 บาทต่อดอลลาร์ แม้ช่วงแรกจะทยอยแข็งค่าขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลง แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้งหลังมีรายงานข่าวอิหร่านกลับมาโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดีดตัวสูงขึ้น ประกอบกับเงินดอลลาร์ที่ทยอยแข็งค่าขึ้นสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท
อย่างไรก็ดี เงินบาทร์ยังพอได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันและราคาทองคำ (XAUUSD) ที่มีจังหวะรีบาวด์ขึ้นตามแรงซื้อ Buy on Dip รวมถึงถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางเยอรมนี (Joachim Nagel) ที่ระบุว่าหนี้รัฐบาลและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ จะเป็นแรงจูงใจให้ธนาคารกลางทั่วโลกทยอยสะสมทองคำเพิ่มขึ้น
บรรยากาศตลาดการเงินและสินทรัพย์ทั่วโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ: ดัชนีหลักปิดบวกขานรับความหวังผลประกอบการหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor โดย Dow Jones ปรับขึ้น +0.5%, S&P500 ปิดที่ +0.6% และ Nasdaq Composite บวก +0.4%
ตลาดหุ้นยุโรป: ดัชนี STOXX600 ปิดบวก +0.5% ได้แรงหนุนช่วงแรกจากราคาน้ำมันที่อ่อนตัว ก่อนจะเผชิญแรงกดดันในช่วงท้ายจากการรีบาวด์ของราคาน้ำมันและความกังวลการเมืองในฝรั่งเศสและสเปน
ตลาดพันธบัตร (US Bond Yield): บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ผันผวนในกรอบ 5.25%-5.30% ตามราคาน้ำมัน โดยผู้เชี่ยวชาญยังคงคำแนะนำทยอยสะสม (Buy on Dip) ในช่วงที่ยีลด์แตะโซนดังกล่าว เนื่องจากมองว่ามีความน่าสนใจในแง่ Risk-Reward สำหรับการถือครองในระยะกลางถึงยาว
ตลาดทองคำ: สัญญาทองคำตลาด COMEX ทรงตัวแถวโซน 4,190 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้แรงหนุนจากแรงซื้อ Buy on Dip และมุมมองเชิงบวกต่อการสะสมทองคำของธนาคารกลางท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
ปัจจัยที่ต้องติดตามสัปดาห์นี้
นักลงทุนทั่วโลกเตรียมรอติดตามรายงานการประชุม FOMC ล่าสุด, ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed), ตัวเลขเงินเฟคาดการณ์ระยะ 1 ปีจาก New York Fed, ผลประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี รวมถึงพัฒนาการความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และความเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจมีความผันผวนสูงจากความเสี่ยงในการเข้าแทรกแซงค่าเงินหลังอ่อนค่าทะลุโซน 158 เยนต่อดอลลาร์
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
รางวัลโนเบลการแพทย์ 2026 ยกย่อง Optogenetics ไขความลับเซลล์ประสาท

- รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ปี 2026 มอบให้แก่นักวิทยาศาสตร์ 3 ท่าน ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีออปโตเจเนติกส์ (Optogenetics) ที่ใช้แสงเพื่อควบคุมการทำงานของเซลล์ประสาท
- เทคโนโลยีนี้ช่วยให้นักวิจัยสามารถศึกษาและไขความลับการทำงานของวงจรประสาทในสมองที่ซับซ้อนได้อย่างแม่นยำ ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจพฤติกรรมและการทำงานของร่างกายหลายด้าน
- ออปโตเจเนติกส์มีศักยภาพในการต่อยอดทางการแพทย์ เช่น การทดลองฟื้นฟูการมองเห็นในผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อม และแนวทางการพัฒนาประสาทหูเทียมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
รางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ประจำปี 2026 มอบให้ คาร์ล ไดเซอรอธ (Karl Deisseroth), ปีเตอร์ เฮเกมันน์ (Peter Hegemann) และเกออร์ก นาเกล (Georg Nagel) จากการค้นพบเกี่ยวกับ ช่องไอออนที่ควบคุมการเปิด-ปิดด้วยแสง (light-gated ion channels) และออปโตเจเนติกส์ (Optogenetics) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้นักวิจัยศึกษาการทำงานของเซลล์ประสาทในสมองที่ยังมีชีวิตได้อย่างละเอียด
จุดสำคัญของ Optogenetics คือการใช้แสงเพื่อควบคุมหรือศึกษาการทำงานของเซลล์ประสาท ทำให้นักวิจัยสามารถระบุได้ว่าเซลล์ประสาทใดในกลุ่มเซลล์ประสาทที่มีความซับซ้อน ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของสมองแต่ละด้าน
จากเทคโนโลยีดังกล่าว นักวิจัยสามารถค้นพบวงจรประสาทที่เกี่ยวข้องกับการทำงานหลายรูปแบบ ทั้งการรับรู้ความเจ็บปวด พฤติกรรมทางสังคม ความกระหายน้ำ การบริโภคอาหาร ระบบการให้รางวัล และความสนใจ รวมถึงเซลล์ประสาทที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมจังหวะชีวภาพของร่างกาย และการทำให้เกิดไข้เมื่อระบบภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้น
จากงานวิจัยสมอง สู่แนวทางรักษา
ความก้าวหน้าของ Optogenetics ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการศึกษาการทำงานของสมอง แต่ยังเริ่มถูกนำไปศึกษาต่อยอดในทางการแพทย์ โดยหนึ่งในแนวทางที่กำลังอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิก คือการฟื้นฟูการมองเห็นในผู้ที่สูญเสียการมองเห็นจาก โรคจอประสาทตาเสื่อมจากพันธุกรรม (Retinitis Pigmentosa) ซึ่งเป็นโรคที่ทำลายเซลล์รับแสงชนิดแท่งและชนิดกรวยในดวงตา
ในการทดลอง นักวิจัยนำโปรตีนที่มีลักษณะคล้าย Channelrhodopsin เข้าไปในจอประสาทตาของผู้ที่ตาบอด ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถกลับมามองเห็นได้บางส่วน
เมื่อใช้แว่นตาชนิดพิเศษที่ปล่อยแสง ผู้ป่วยสามารถแยกแยะและหยิบจับวัตถุที่วางอยู่บนโต๊ะได้ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำหลักการ Optogenetics จากงานวิจัยด้านระบบประสาทไปสู่แนวทางการรักษา
ลุ้นต่อยอดประสาทหูเทียม
อีกหนึ่งความหวังคือการนำ Optogenetics มาประยุกต์ใช้กับ ประสาทหูเทียม (Cochlear Implant) ซึ่งปัจจุบันใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าในการกระตุ้นเส้นประสาทการได้ยิน
หากสามารถนำหลักการของ Optogenetics มาใช้กับประสาทหูเทียมได้ การกระตุ้นเส้นประสาทการได้ยินด้วยแสงอาจช่วยให้สามารถกำหนดตำแหน่งและกระตุ้นเส้นประสาทได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
การค้นพบของ คาร์ล ไดเซอรอธ, ปีเตอร์ เฮเกมันน์ และเกออร์ก นาเกล จึงเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาว่าเซลล์ประสาทแต่ละกลุ่มทำหน้าที่อย่างไร และเปิดทางให้เทคโนโลยีที่ใช้แสงควบคุมการทำงานของเซลล์ประสาทถูกพัฒนาต่อไปทั้งในงานวิจัยสมองและการแพทย์
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
Gerund vs Infinitive คืออะไร? หลักการใช้ พร้อมตัวอย่างประโยคที่ควรรู้

Gerund คืออะไร?
Gerund คือคำกริยาที่เติม -ing เพื่อทำหน้าที่เป็น คำนาม (noun) ในประโยค เช่น swimming, reading, writing
ตัวอย่าง:
- Swimming is good for your health.
- She enjoys reading books.
กริยาที่มักตามด้วย Gerund
บางกริยาจะต้องตามด้วย Gerund เสมอ เช่น:
- enjoy
- admit
- avoid
- consider
- finish
- suggest
ตัวอย่างประโยค:
- I enjoy listening to music.
- She avoided talking to him.
Infinitive คืออะไร?
Infinitive คือรูปกริยา to + verb (เช่น to eat, to study, to travel) ที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม กริยาวิเศษณ์ หรือคุณศัพท์ในประโยค
ตัวอย่าง:
- I want to travel the world.
- It’s important to learn English.
กริยาที่มักตามด้วย Infinitive
บางกริยาจะต้องตามด้วย Infinitive เช่น:
- want
- plan
- decide
- promise
- hope
- learn
- need
ตัวอย่างประโยค:
- They decided to leave early.
- I hope to see you soon.
การใช้ Gerund vs Infinitive ต่างกันอย่างไร?
แม้ทั้ง Gerund และ Infinitive จะมีหน้าที่คล้ายกัน แต่การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับคำกริยาหรือบริบทในประโยค
กริยาบางคำสามารถใช้ได้ทั้ง Gerund และ Infinitive แต่ความหมายต่างกัน
- remember + gerund = จำได้ว่าเคยทำ
- remember + infinitive = จำไว้ให้ทำ
ตัวอย่าง:
- I remember locking the door. (จำได้ว่าได้ล็อกประตูไปแล้ว)
- Remember to lock the door. (อย่าลืมล็อกประตูนะ)
ตารางสรุป Gerund vs Infinitive
| กริยา | ตามด้วย Gerund | ตามด้วย Infinitive |
|---|---|---|
| enjoy | ✅ enjoy doing | ❌ enjoy to do |
| want | ❌ want doing | ✅ want to do |
| suggest | ✅ suggest going | ❌ suggest to go |
| plan | ❌ plan doing | ✅ plan to do |
| finish | ✅ finish reading | ❌ finish to read |
ตัวอย่างประโยค Gerund และ Infinitive เพิ่มเติม
Gerund (V.ing) – ใช้เป็นคำนามหลังคำกริยาบางคำ
- He admitted cheating on the test.
→ เขายอมรับว่าโกงข้อสอบ - We discussed moving to a new city.
→ พวกเราพูดคุยกันเรื่องการย้ายไปอยู่เมืองใหม่ - She enjoys cooking Italian food.
→ เธอชอบทำอาหารอิตาเลียน - They avoided going outside during the storm.
→ พวกเขาหลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอกระหว่างพายุ - I finished reading the book last night.
→ ฉันอ่านหนังสือเล่มนั้นจบเมื่อคืน
Infinitive (to + V1) – ใช้เพื่อแสดงจุดประสงค์ หรือหลังคำกริยาบางคำ
- She promised to call me later.
→ เธอสัญญาว่าจะโทรหาฉันภายหลัง - They hope to get the job.
→ พวกเขาหวังว่าจะได้งานนั้น - I want to learn English.
→ ฉันต้องการเรียนภาษาอังกฤษ - He decided to cancel the trip.
→ เขาตัดสินใจยกเลิกทริป - We need to find a better solution.
→ เราจำเป็นต้องหาวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่า
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th
โกยแต้มยึดแน่น! อันดับโลกล่าสุด “วิว กุลวุฒิ” ของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF)

“วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันขวัญใจชาวไทย ยังคงยึดมือ 1 โลกต่อเนื่องจากการประกาศอันดับโลกของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประจำสัปดาห์ที่ 41 เมื่อวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569
โดยจากการประกาศครั้งใหม่ นักตบลูกขนไก่ไทยวัย 25 ปี มีคะแนนสะสมเพิ่มขึ้นจาก 86,915 แต้ม เป็น 92,865 คะแนน หลังคว้าแชมป์ชายเดี่ยว เอเชียนเกมส์ 2026 ผงาดครองเบอร์ 1 โลกได้เป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน
ขณะที่ คริสโต โปปอฟ จากฝรั่งเศส ยังคงรั้งเบอร์ 2 โลก ด้วยการมี 86,632 คะแนน และ โจว เทียน เฉิน นักแบดมินตันชาวไต้หวัน ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 3 ด้วยการมี 85,380 คะแนน
สำหรับ “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันชาวไทย เพิ่งสร้างผลงานสุดยิ่งใหญ่ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 หลังคว้าเหรียญทองชายเดี่ยว ซึ่งถือเป็นนักกีฬาชายคนแรกของประเทศไทยที่สามารถทำได้
อันดับโลกของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประเภทชายเดี่ยว
1. กุลวุฒิ วิทิตศานต์ (ไทย) 92,865 คะแนน
2. คริสโต โปปอฟ (ฝรั่งเศส) 86,632 คะแนน
3. โจว เทียน เฉิน (ไต้หวัน) 85,380 คะแนน
4. โจนาธาน คริสตี้ (อินโดนีเซีย) 85,031 คะแนน
5. ฉี ยู่ฉี (จีน) 84,555 คะแนน
6. แอนเดอร์ส แอนทอนเซ่น (เดนมาร์ก) 83,655 คะแนน
7. โคได นาราโอกะ (ญี่ปุ่น) 78,740 คะแนน
8. อเล็กซ์ ลาเนียร์ (ฝรั่งเศส) 76,985 คะแนน
9. วิคเตอร์ ไล (แคนาดา) 76,465 คะแนน
10. อัลวี ฟาร์ฮาน (อินโดนีเซีย) 73,599 คะแนน
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
17. พณิชพล ธีระรัตน์สกุล (ไทย) 56,695 คะแนน
67. กันตภณ หวังเจริญ (ไทย) 26,958 คะแนน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
‘แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย’ เสี่ยงป่วย ‘โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ’

สัญญาณเตือน “โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ” มีหลากหลายทั้ง อาการแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่มขณะออกแรง ต้องเฝ้าสังเกตความผิดปกติ และเข้ารับการประเมินอย่างเหมาะสม
เส้นเลือดหัวใจตีบ หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease: CAD) คือ ภาวะที่หลอดเลือดหัวใจซึ่งทำหน้าที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ มีการสะสมของไขมัน คอเลสเตอรอล และสารต่าง ๆ ภายในผนังหลอดเลือด จนเกิดเป็นคราบพลัค (Plaque) ทำให้ช่องทางเดินเลือดค่อย ๆ แคบลง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ไม่เพียงพอ
ผู้ป่วยอาจมีอาการแน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือหายใจไม่อิ่ม โดยอาการอาจชัดเจนขึ้นเมื่อหัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เช่น ขณะออกกำลังกาย เดินเร็ว หรือทำกิจกรรมที่ใช้แรง โดยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบมักค่อย ๆ เกิดขึ้นเป็นเวลานาน และผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก จึงอาจไม่ทราบว่ามีความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ
สาเหตุของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
มีทั้งปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น อายุและพันธุกรรม รวมถึงภาวะสุขภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่อาจส่งผลต่อการสะสมของคราบพลัคภายในหลอดเลือด ได้แก่
- ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ที่สูงเป็นเวลานาน ทำให้ไขมันสะสมในผนังหลอดเลือดและเพิ่มโอกาสเกิดคราบพลัค ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ
- ความดันโลหิตสูง ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ผนังหลอดเลือดได้รับแรงกระแทกมากขึ้น ส่งผลให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพและเกิดการสะสมของไขมันได้ง่ายขึ้น ขณะที่ โรคเบาหวาน ซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน สามารถทำลายเยื่อบุหลอดเลือด กระตุ้นการอักเสบ และเพิ่มโอกาสเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง
- การสูบบุหรี่ เป็นอีกหนึ่งปัจจัย เนื่องจากสารเคมีจากบุหรี่ส่งผลเสียต่อผนังหลอดเลือด เพิ่มการอักเสบ ลดความสามารถในการขยายตัวของหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด
- น้ำหนักเกินและโรคอ้วน น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มภาระต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด และมักเกี่ยวข้องกับภาวะต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดผิดปกติ ซึ่งอาจเร่งการสะสมของคราบพลัคภายในหลอดเลือด
- การขาดการออกกำลังกาย หรือไม่ได้ขยับร่างกายเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อความแข็งแรงของหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงลดความสามารถของร่างกายในการควบคุมระดับไขมันและน้ำตาลในเลือด ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสเกิดความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจได้
- อายุและพันธุกรรม ก็มีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดจะมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะญาติสายตรงที่เป็นโรคตั้งแต่อายุน้อย อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
อาการของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
อาจแตกต่างกันในแต่ละคน บางรายมีอาการแน่นหน้าอกอย่างชัดเจน ขณะที่บางรายอาจมีเพียงอาการเหนื่อยง่ายกว่าผิดปกติ หายใจไม่อิ่ม อ่อนเพลีย หรือมีอาการผิดปกติที่ไม่ชัดเจนจนไม่ได้คิดว่าเกี่ยวข้องกับหัวใจ โดยเฉพาะในช่วงแรกของโรคที่อาการมักเกิดขึ้นเมื่อหัวใจต้องการเลือดและออกซิเจนมากขึ้น เช่น ขณะเดินเร็ว ขึ้นบันได ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่ใช้แรง
นอกจากนี้ ยังอาจพบ อาการอื่น ๆ เช่น อ่อนเพลียผิดปกติ เวียนศีรษะ ใจสั่น คลื่นไส้ หรือเหงื่อออกมาก ซึ่งอาจเกิดร่วมกับอาการแน่นหน้าอก หรือพบเป็นอาการเด่นในผู้ป่วยบางราย
อาการของโรคหัวใจไม่ได้สะท้อนความรุนแรงของโรคเสมอไป ผู้ป่วยบางรายอาจมีหลอดเลือดหัวใจตีบมากแต่มีอาการเพียงเล็กน้อย โดยแพทย์จะตรวจวินิจฉัยจากการซักประวัติสุขภาพ ปัจจัยเสี่ยง และผลตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: ECG), การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test)
การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram), การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (Coronary CT Angiography: CCTA), และอาจรวมถึงการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography) ในกรณีที่แพทย์ต้องการข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อวางแผนการรักษา เช่น การทำ PCI หรือการผ่าตัด CABG
แนวทางการรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและอาการของผู้ป่วยแต่ละคน โดยแพทย์จะพิจารณาจากตำแหน่งที่หลอดเลือดตีบ จำนวนหลอดเลือดที่มีความผิดปกติ ผลการตรวจหัวใจ รวมถึงสุขภาพโดยรวมและโรคประจำตัว เพื่อทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม โดยทั่วไปมี 3 แนวทางหลัก
- การรักษาด้วยยา เป็นแนวทางที่ใช้ในผู้ป่วยหลายราย โดยเฉพาะผู้ที่มีหลอดเลือดตีบไม่รุนแรง หรือยังสามารถควบคุมอาการได้โดยไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหรือผ่าตัด ยาที่ใช้ เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet Drugs) เพื่อลดโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด, ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน (Statins) เพื่อลดระดับ LDL cholesterol และชะลอการสะสมของคราบพลัค
ยาควบคุมความดันโลหิตเพื่อช่วยลดภาระของหัวใจและควบคุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรค, ยาลดอัตราการเต้นของหัวใจหรือยาลดความต้องการออกซิเจนของหัวใจ เพื่อลดอาการแน่นหน้าอกในผู้ป่วยบางราย และยาขยายหลอดเลือดเพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บหน้าอกเมื่อมีข้อบ่งชี้
- การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด (Percutaneous Coronary Intervention: PCI) แพทย์จะสอดสายสวนขนาดเล็กผ่านหลอดเลือดบริเวณข้อมือหรือขาหนีบไปยังตำแหน่งที่มีการตีบ จากนั้นใช้บอลลูนขยายหลอดเลือด และใส่ขดลวด (Stent) เพื่อช่วยพยุงหลอดเลือดให้เปิดและเลือดสามารถไหลผ่านได้ดีขึ้น
- การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting: CABG) เป็นการผ่าตัดที่สร้างเส้นทางใหม่ให้เลือดสามารถไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ โดยใช้หลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกาย เช่น หลอดเลือดแดงบริเวณหน้าอก หรือหลอดเลือดดำจากขา มาต่อเชื่อมเพื่อข้ามบริเวณหลอดเลือดที่ตีบหรืออุดตัน
EECP อีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ
นอกจากแนวทางการรักษาหลัก แพทย์อาจพิจารณาใช้เทคโนโลยี EECP (Enhanced External Counterpulsation) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจบางกลุ่ม โดยเป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดหรือใส่สายสวนเข้าสู่หลอดเลือด
การทำ EECP จะใช้ถุงลมพันบริเวณขาของผู้ป่วย และควบคุมการบีบและคลายตัวของถุงลมให้สัมพันธ์กับจังหวะการเต้นของหัวใจ เพื่อช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดและเพิ่มเลือดที่ไหลกลับไปยังหัวใจ การพิจารณาใช้วิธีนี้ต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์ โดยคำนึงถึงภาวะของโรค อาการ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยแต่ละราย
แม้จะได้รับการรักษาแล้ว ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการรักษาช่วยควบคุมโรคและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน แต่ไม่ได้ทำให้โอกาสเกิดคราบพลัคในหลอดเลือดหมดไปทั้งหมด ผู้ป่วยควรรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอแม้อาการจะดีขึ้นแล้ว เนื่องจากยามีส่วนช่วยควบคุมระดับไขมัน ลดโอกาสเกิดลิ่มเลือด และลดความเสี่ยงของปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงไม่ควรหยุดยา ปรับขนาดยา หรือเปลี่ยนยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
รวมทั้งควรควบคุมไขมัน ความดันโลหิต และน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ซึ่งมีส่วนช่วยลดการสะสมของคราบพลัคและลดโอกาสที่หลอดเลือดหัวใจจะตีบเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ควรเลือกรับประทานอาหารและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ที่สำคัญคือการงดสูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่ส่งผลต่อผนังหลอดเลือดเพิ่มการอักเสบ และเพิ่มโอกาสเกิดคราบพลัค
อย่างไรก็ดี การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ รวมถึงการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและช่วยดูแลสุขภาพหัวใจในระยะยาว หากมีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน การเข้ารับการประเมินจากแพทย์จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
เปิดชื่อขนมไทย 9 อย่าง นิยมใช้ในงานมงคล หนุนดวงเรียกทรัพย์ชีวิตรุ่งเรือง

ขนมมงคลของ 9 อย่าง ตามโบราณเชื่อกันว่าหากนำไปจัดในงานมงคล ช่วยเสริมดวงชะตา เรียกทรัพย์สินเงินทอง และหนุนนำความเจริญก้าวหน้าในชีวิต
วัฒนธรรมไทยโบราณ “ขนมไทย” ไม่ได้เป็นเพียงแค่อาหารหวานสำหรับรับประทานในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยความเชื่อ ศรัทธา และคำอวยพรอันเป็นมงคลที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในงานบุญ งานแต่งงาน หรือพิธีมงคลต่างๆ การเลือกใช้ขนมไทยโบราณ 9 ชนิดนี้ถือเป็นเคล็ดลับเสริมดวงชะตาที่จะช่วยเปิดรับโชคลาภและความรุ่งเรือง
ขนมไทยมงคลทั้ง 9 ชนิดมีความหมายสื่อถึงอะไร และช่วยเสริมดวงด้านไหนบ้าง มาเช็กกันเลย
9 ขนมไทยมงคล ความหมายดี กินแล้วเฮง เสริมชีวิตปังทุกด้าน
- 1. ทองหยิบ (หยิบจับเงินทองรำรวย)
- ความหมายมงคล: เปรียบเสมือนการหยิบจับเงินทอง ทำมาค้าขึ้น หยิบอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง ประสบความสำเร็จในธุรกิจและการงานอย่างราบรื่น
- 2. ทองหยอด (มีเงินใช้ไม่ขาดมือ)
- ความหมายมงคล: เปรียบดั่งคำอวยพรให้มีเงินทองใช้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดมือ มีความมั่งคั่งร่ำรวย และใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย
- 3. ฝอยทอง (รักยืนยาวเหมือนเส้นขนม)
- ความหมายมงคล: ด้วยลักษณะของเส้นทองที่ยาวต่อเนื่อง สื่อถึงความรักและความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ที่ยืนยาวเหมือนเส้นสายของขนม (ข้อควรจำ: ตามความเชื่อห้ามตัดเส้นฝอยทองเด็ดขาดเพื่อให้ชีวิตรักราบรื่นไม่มีสะดุด)
- 4. เม็ดขนุน (มีคนค้ำจุนช่วยเหลือ)
- ความหมายมงคล: สื่อถึงการมีผู้ใหญ่คอยสนับสนุน ค้ำจุนการงานและกิจการให้เจริญก้าวหน้า ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเสมอ
- 5. ขนมชั้น (เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง)
- ความหมายมงคล: สื่อถึงความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานและการเติบโตทีละขั้นทีละตอน นิยมทำความสูงถึง 9 ชั้น เพื่อความเป็นสิริมงคลสูงสุดในการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง
- 6. ทองเอก (ความเป็นหนึ่งเหนือใคร)
- ความหมายมงคล: ด้วยชื่อและทองคำเปลวที่ประดับอยู่ด้านบน สื่อถึงความเป็นหนึ่ง ความเป็นเลิศในหน้าที่การงาน การเรียน หรือการทำธุรกิจ เป็นที่หนึ่งในใจและเหนือกว่าคู่แข่ง
- 7. จ่ามงกุฎ (เกียรติยศและความเป็นผู้นำ)
- ความหมายมงคล: เป็นขนมชั้นสูงที่สื่อถึงความยิ่งใหญ่ ความเป็นผู้นำที่น่าเกรงขาม และการมีเกียรติยศชื่อเสียงสูงสุดในสังคม
- 8. เสน่ห์จันทร์ (เมตตามหานิยม)
- ความหมายมงคล: สื่อถึงเสน่ห์อันน่าหลงใหล ความรักใคร่เอ็นดูจากผู้คนรอบข้าง ช่วยเสริมดวงเมตตามหานิยม ใครเห็นใครรักและอยากเข้าหา
- 9. ขนมถ้วยฟู หรือ ขนมปุยฝ้าย (ความเจริญเฟื่องฟู)
- ความหมายมงคล: สื่อถึงความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ความรุ่งเรือง เฟื่องฟู และความเบิกบานในชีวิต ค้าขายดีมีกำไรเงินทองงอกเงย
การเลือกใช้ขนมไทยมงคลในโอกาสสำคัญ ไม่เพียงแต่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้รับและสร้างสีสันในงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการเริ่มต้นสิ่งดีๆ ด้วยพลังงานบวกและคำอวยพรตามความเชื่อโบราณ รู้อย่างนี้แล้วครั้งหน้ามีงานมงคลอย่าลืมจัดขนมไทยความหมายดีเหล่านี้ขึ้นโต๊ะกันนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 7/10/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 65,850.00 | 66,050.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,257.00 | 64,536.12 | 66,850.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,831.30 | 58,082.51 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,405.60 | 51,628.90 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,915.65 | 29,041.25 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,489.95 | 22,587.64 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,411.40 | 66,876.82 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 7/10/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 40.69 | 40.69 | 41.19 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 | 40.69 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 40.32 | 40.32 | 40.82 | 40.32 | 40.32 | 40.32 | 40.32 | 40.32 | 40.32 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 35.69 | 35.69 | 35.89 | 35.69 | – | 35.69 | 35.69 | 35.69 | 35.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.63 | 31.63 | – | – | – | – | – | – | 31.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 51.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 49.68 | – | – | 49.26 | – | 50.18 | 49.83 | – | 49.68 |
| ดีเซล | 42.19 | 42.19 | 42.19 | 42.19 | 42.19 | 42.19 | 42.19 | 42.19 | 42.19 |
| ดีเซล B20 | 37.19 | 37.19 | 37.19 | 37.19 | – | 37.19 | 37.19 | 37.19 | 37.19 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 50.05 | 51.84 | 50.05 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







