ตลาด‘รับสร้างบ้าน’ฟื้น ปีหน้าจ่อปรับราคา

ธุรกิจรับสร้างบ้านส่งสัญญาณฟื้น ผู้ประกอบการอัดโปรโมชั่น-แบงก์แข่งปล่อยสินเชื่อ กระตุ้นโค้งสุดท้าย จับตาต้นทุนแรงงาน-วัสดุก่อสร้างขยับ จ่อปรับราคาปีหน้า “ซีคอนโฮม-พีดีฯ”อัดแคมเปญชิงยอดโค้งสุดท้าย
สัญญาณบวกเศรษฐกิจฟื้นตัวและดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 ที่ผ่านมา กระตุ้นความต้องการสร้างบ้านและแนวโน้มตลาดรับสร้างบ้านขยายตัวต่อเนื่อง
นางสาวศุภิชชา ชัยพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทซีคอนโฮม ผู้ดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่าหลังจากตลาดชะลอตัวในปีก่อน เห็นสัญญาณการฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีนี้ สะท้อนจากการร่วมออกบูธ งานแฟร์ที่เกี่ยวกับบ้าน ทำยอดขายได้เกินเป้าหมาย 30% โดยกำลังซื้อที่กลับมาอย่างชัดเจน คือ บ้านหลังใหญ่ ราคา 6-10 ล้านบาทเพิ่มขึ้นมาจากปีที่ผ่าน ซึ่งเป็นการสร้างบ้านหลังที่ 2 หรือสร้างบ้านให้บุตรหลาน กลุ่มนี้ใช้เงินสด 80%
“อีกปัจจัยกระตุ้นการตัดสินใจสร้างบ้านปีนี้ มาจากกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีที่ดิน จึงตัดสินใจสร้างบ้านเพิ่มขึ้น”
สำหรับการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท 10 เดือนแรก ทั้งซีคอนโฮม ตลาดบน ราคา 6-30 ล้านบาท, คอมแพคโฮม ระดับกลาง ราคา 3-7 ล้านบาท และบัดเจท โฮม กลุ่มแมส ราคา 1.5-3 ล้านบาท มียอดขายรวม
รวม 213 หลัง มูลค่า 1,041 ล้านบาท เติบโตในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะซีคอนโฮม บ้านขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ แต่ที่ผ่านมาไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ จึงยังไม่ตัดสินใจสร้างบ้าน
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าปี 2560 จะสร้างยอดขายรวมได้ตามเป้า 1,300 ล้านบาท วางเป้าหมายปี2561 อยู่ที่ 1,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5-7%
เล็งใช้วัสดุสำเร็จรูปลดแรงงาน
นางสาวศุภิชชา กล่าวว่าปีนี้ราคาวัสดุก่อสร้างจากสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า เมื่อเทียบกับช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ปีที่ผ่านมา พบว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยรวมเฉลี่ยที่ 1.4% หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ราคาสูงขึ้นถึง 8.2% หมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้สูงขึ้น 3.3% หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีตสูงขึ้น 0.3% ส่งผลให้ซีคอนโฮม ต้องปรับราคาบ้านซีคอนโฮมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากต้นทุนการสร้างบ้านเพิ่มสูงขึ้น
ปีหน้ายังต้องรอดูทิศทางการปรับราคาของกลุ่มวัสดุก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัจจัยการก่อสร้างโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ ,การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายต่างๆ ที่จะส่งผลให้มีการใช้วัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ปริมาณมาก รวมทั้งการใช้แรงงานก่อสร้าง ที่จะทำให้เกิดภาวะขาดแคลน และส่งผลต่อต้นทุนดังกล่าว
“หากต้นทุนวัสดุและค่าแรงมีแนวโน้มปรับขึ้นในครึ่งปีแรก กลุ่มบริษัทอาจพิจารณาปรับขึ้นราคารับสร้างบ้านช่วงขึ้นปีหลัง 2561”
ปัจจุบันได้พัฒนาเทคโนโลยีการก่อสร้างด้วยการใช้วัสดุสำเร็จรูป เช่น บันได ซึ่งช่วยลดเวลาในการก่อสร้างได้ราว 2 สัปดาห์ อีกทั้งช่วยลดการจ้างแรงงานและกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาการใช้วัสดุสำเร็จรูปอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น รั้วบ้าน ห้องน้ำ
“มองว่าการแข่งขันของธุรกิจรับสร้างบ้านปีหน้าจะเน้นไปที่บริการหลังการขาย บริการครบวงจร การเสนอขายแบบบ้านผ่านเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งบ้านที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ บ้านประหยัดพลังงาน และการออกแบบบ้านที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์แต่ละกลุ่ม” นางสาวศุภิชชา กล่าว
‘รับสร้างบ้าน’จ่อปรับราคาปี61
นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน (THBA) เปิดเผยว่าปีนี้ตลาดรับสร้างบ้านมีแนวโน้มฟื้นตัวจากปีก่อน โดยเฉพาะตั้งแต่ปลายไตรมาส3 ที่ผ่านมา สมาคมฯประเมินมูลค่าปีนี้อยู่ที่ 1.3-1.4 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นราว 5-10% เช่นเดียวกับค่าจ้างแรงงานที่ขยับ 10-15% ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางรายได้ปรับราคารับสร้างบ้านไปแล้ว 3-5%
“หากต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าแรงยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เชื่อว่าผู้ประกอบการที่ยังไปปรับราคาปีนี้ มีโอกาสจะปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกที่ราว 5-10%”
อย่างไรก็ตามจากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว และธนาคารกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อบ้านโค้งสุดท้าย รวมทั้งความกังวลของผู้บริโภคต่อการปรับขึ้นราคาตลาดรับสร้างบ้านในปีหน้า ทำให้ช่วง 2 เดือนสุดท้าย ลูกค้าตลาดบนและตลาดกลางตัดสินใจสร้างบ้าน สะท้อนจากยอดกู้สินเชื่อของทั้ง 2 ตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่ปีหน้ายังเห็นสัญญาณบวกตลาดขยายตัวต่อเนื่อง
นายพิชิต อรุณพัลลภ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) กล่าวว่าช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีและต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2561 ตลาดรับสร้างบ้านมีความคึกคักมากขึ้น สะท้อนจากช่วงที่สมาคมฯจัดงาน Home Builder & Materials Expo 2017 เดือนส.ค.ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ปัจจัยบวกมาจากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว รวมถึงการส่งออกของไทยที่ขยายตัวค่อนข้างสูง ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการเติบโตของตลาดส่งออกของประเทศในภูมิภาคเอเชียที่ขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องน่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ รวมทั้งการจัดโปรโมชั่นกระตุ้นกำลังซื้อของผู้ประกอบการและธนาคาร คาดปีนี้เติบโตใกล้เคียงปีก่อน ที่ราว 5-10%
อัดโปรโมชั่นโค้งสุดท้าย
นางสาวศุภิชชา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง 45 วันสุดท้ายก่อนปิดปี 2560 กลุ่มซีคอนโฮม ได้จัดบิ๊กโปรโมชั่นส่งท้ายปี พร้อมเปิดศูนย์บริการรับสร้างบ้านโฉมใหม่ วันที่ 24-26 พ.ย. ที่สำนักงานใหญ่สี่พระยา คาดว่าจะสร้างยอดขายจากการจัดงาน 150 ล้านบาท
งานดังกล่าวให้ข้อเสนอฟังก์ชั่นพิเศษ อาทิ ซีซีทีวี ,ทางลาดสำหรับวีลแชร์ , Seacon Home Elder Care สำหรับบ้านใหม่ 6 แบบในราคาพิเศษ พร้อมรับนวัตกรรมคุณภาพจาก “เอสซีจี”
นางมาลี สุวรรณสุต รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่าได้จัดโปรโมชั่นแรงๆ ส่งท้ายปี สำหรับลูกค้าที่สนใจปลูกสร้างบ้านภายในปีนี้ ด้วยแคมเปญ “The Perfect 10” กับ “10 แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น” รับส่วนลด10% สำหรับลูกค้าที่จอง-เซ็นสัญญาปลูกสร้างบ้านกับ ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้ – 10 ธ.ค.นี้
http://www.bangkokbiznews.com
ส่องคอนโดฯ ปี 60 ล้นตลาดแล้วหรือยัง

ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA ได้นำเสนอผลการศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับตลาดอาคารชุดพักอาศัยใจกลางเมืองและตามแนวรถไฟฟ้า ในเดือนกันยายน 2560 ครอบคลุมโครงการอาคารชุด 268 โครงการ ที่สร้างเสร็จในระยะเวลา 6-36 เดือน (3 ปี) ในพื้นที่ 1. สีลม-สาทร 2. ยานนาวา-พระราม 3 3. สุขุมวิท 1-71 4. สุขุมวิท 77-บางนา 5. บางนา-สมุทรปราการ 6. พญาไท-พหลโยธิน 7. รัชดา-ลาดพร้าว 8. ธนบุรี-ตากสิน 9. เพชรเกษม-บางหว้า 10. จรัญสนิทวงศ์-ปิ่นเกล้า 11. รามคำแหง 12. แจ้งวัฒนะ 13. บางซื่อ-บางใหญ่ และ 14. หมอชิต-สะพานใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ ๆ มีรถไฟฟ้าผ่าน พบข้อมูลน่าสนใจที่บ่งบอกถึงตลาดอาคารชุดพักอาศัยในหลายด้าน ดังนี้
คอนโดฯ ขายได้ 91% ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเรียลดีมานด์
จากจำนวนอาคารชุด 268 โครงการ ที่สร้างเสร็จในระยะเวลา 6-36 เดือน มีจำนวนรวม 117,250 หน่วย พบว่า ส่วนมากถึง 107,096 หน่วย หรือ 91% ขายไปแล้ว โดยในจำนวนที่สร้างเสร็จ 117,250 หน่วย มีผู้เข้าอยู่แล้ว 71,864 หน่วย หรือคิดเป็น 67% ของหน่วยที่มีผู้ซื้อไปทั้งหมด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโครงการอาคารชุดได้รับการตอบรับดีพอสมควร ไม่ได้สร้างแล้วปล่อยร้างแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังพบว่าผู้เข้าอยู่ส่วนใหญ่หรือ 77% เป็นผู้ซื้อเข้ามาอยู่เอง แสดงให้เห็นว่าเป็นกลุ่มเรียลดีมานด์อย่างแท้จริง ส่วนที่เหลืออีก 23% เป็นผู้เช่า ถือว่ามีจำนวนไม่มากนัก แสดงให้เห็นว่ามีการเก็งกำไรน้อย
ต่างชาติอยู่คอนโดฯ เพิ่ม เกาะทำเลสุขุมวิท
ผู้เข้าอยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นคนไทยถึง 84% ส่วนอีก 16% เป็นชาวต่างประเทศ โดยสัดส่วนของชาวต่างประเทศที่เข้าอยู่อาศัยในอาคารชุดเพิ่มขึ้นจาก 10% ในปี 2556 มาเป็น 13% เมื่อปี 2558 และ 16% ในปี 2560 โดยสัดส่วนของชาวต่างประเทศมีมากที่สุดในทำเลสุขุมวิท ซ.1-71 มีอยู่ประมาณ 42% น้อยที่สุดคือบริเวณบางซื่อ-บางใหญ่ มีชาวต่างประเทศอยู่เพียง 3% ของหน่วยที่มีผู้เข้าอยู่เท่านั้น

ต่างชาตินิยมอยู่คอนโดฯ ทำเลสุขุมวิท
ผลตอบแทนในการลงทุนลดลงต่อเนื่อง เหตุอุปทานสูง
อัตราผลตอบแทนจากการให้เช่า อยู่ที่ 4.5% ต่อปี ลดต่ำลงกว่าเมื่อ 2 ปีก่อนที่ประเมินไว้ที่ 5.8% ส่วนการเพิ่มขึ้นของราคาตลาด (Capital Gain) พบว่า มีสัดส่วนอยู่ที่ 4.2% ลดลงจากเมื่อ 2 ปีก่อนที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 5.1% แสดงให้เห็นว่าตลาดอยู่ในช่วงชะลอตัวลง ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของอุปทาน
สำหรับอัตราค่าเช่าต่อตร.ม. พบว่า ค่าเช่าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 416 บาท/ตร.ม. สูงที่สุดอยู่บริเวณสุขุมวิท ซ. 1-71 อยู่ที่ 758 บาท/ตร.ม. ซึ่งสูงกว่าหรือใกล้เคียงกับค่าเช่าอาคารสำนักงาน ต่ำที่สุดอยู่บริเวณแจ้งวัฒนะ ซึ่งในอนาคตจะเป็นแนวรถไฟฟ้าสายสีชมพู อยู่ที่ 265 บาท/ตร.ม. เท่านั้น
คอนโดฯ ล้นตลาดหรือยัง?
จากการประเมิน พบว่า อาคารชุดที่สร้างเสร็จในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีนั้น มียอดขายถึง 85% โดยมีผู้เข้าอยู่ 53% เมื่อเปรียบเทียบกับที่สร้างเสร็จตั้งแต่ 1-2 ปี ที่มีผู้เข้าอยู่ 60% และ 2-3 ปี ที่มีผู้เข้าอยู่ 65% ถือว่ามีจำนวนไม่น้อย ที่สำคัญคือผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงมีสูงถึงประมาณ 77-78% ในทุกกลุ่มระยะเวลาที่เข้าอยู่อาศัย แสดงให้เห็นว่ามีผู้ซื้อเพื่อเก็งกำไรจำนวนไม่มาก ปัจจุบันจึงยังไม่มีสัญญาณว่าห้องชุดประสบภาวะล้นตลาด
อย่างไรก็ตาม หากมีการเก็งกำไรเพิ่มมากขึ้น อาจทำให้ภาวะตลาดตกต่ำได้เช่นกัน ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหลาย ๆ ด้าน อาทิ กระแสเงินสดของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะรายใหญ่ ๆ แปรปรวน การโอนมีปัญหา หุ้นกู้ของบริษัทมหาชนอาจใช้คืนไม่ได้ และเกิดภาวะฟองสบู่แตกในที่สุด ซึ่งภาครัฐควรหันมาล้อมกรอบตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยใช้การควบคุมเชิงนโยบาย อาทิ การคุ้มครองเงินดาวน์ของผู้ซื้อห้องชุด การควบคุมอุปทาน การควบคุมและตรวจสอบราคาขายและกำไรที่ไม่สูงจนเกินไป การควบคุมการอำนวยสินเชื่อที่รอบคอบมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อ และการลดดอกเบี้ยเงินกู้ของสถาบันการเงินลงประมาณ 1-2% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
https://www.ddproperty.com
ก.คลัง เตรียมมาตรการหนุนออม กระตุ้นคนไทยมีเงินพอใช้หลังเกษียณ

ปัจจุบันการออมของคนไทยยังมีสัดส่วนน้อยทำให้มีรายได้หลังเกษียณเพียง 19-20% ของรายได้เดือนสุดท้าย ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตหลังเกษียณ ทางกระทรวงการคลังมีเป้าหมายให้ประชาชนมีการออมและมีรายได้หลังเกษียณไม่ต่ำกว่า 50% ของรายได้เดือนสุดท้าย ซึ่งเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ รองรับสังคมผู้สูงอายุของไทยที่จะมีผู้สูงอายุถึง 20% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติรับทราบแนวทางการส่งเสริมการออมทั้งระบบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ครอบคลุมทั้งด้านการให้ความรู้และการเติมเต็มระบบการออมเพื่อการเกษียณอายุ
ให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินสร้างวินัยทางการเงิน
ด้านที่ 1 การจัดทำแผนการส่งเสริมความรู้ทางการเงินแห่งชาติ (วาระแห่งชาติ) โดยเสนอร่างแผนการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงิน พ.ศ. 2560-2564 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานเรื่องการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินระดับประเทศอย่างบูรณาการ และทำให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานในเรื่องดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยร่างแผนการให้ความรู้ทางการเงินฯ มีเป้าหมาย 2 ด้าน ได้แก่
(1) เพื่อให้คนไทยมีการตระหนักรู้และเห็นถึงความสำคัญของการบริหารการเงินส่วนบุคคล โดยกำหนดให้การให้ความรู้ทางการเงินเป็นวาระแห่งชาติ และมีการรณรงค์ระดับชาติ (National Campaign) เพื่อให้การดำเนินนโยบายการให้ความรู้ทางการเงินของทุกภาคส่วนมีการบูรณาการไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถเข้าถึงประชาชนจำนวนมาก
(2) เพื่อให้คนไทยมีความรู้ความสามารถและมีวินัยทางการเงิน สามารถวางแผนและบริหารจัดการการเงินของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหน่วยงานต่าง ๆ มีการส่งเสริมการให้ความรู้ทางการเงินผ่านการฝึกอบรมและกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการพัฒนาสื่อและสาระความรู้ทางการเงินให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ได้แก่ กลุ่มเด็กและเยาวชน (Gen Z) กลุ่มนักศึกษาและคนเริ่มทำงาน (Gen Y) กลุ่มผู้ที่ทำงานในภาคเอกชน กลุ่มผู้ที่ทำงานในภาครัฐ กลุ่มประชาชนฐานราก (กลุ่มแรงงานนอกระบบ) กลุ่มองค์กรการเงินชุมชน กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้ว่างงานและประชาชนทั่วไป
สร้างความแข็งแกร่ง-เชื่อมั่นให้กับระบบสหกรณ์
ด้านที่ 2 การสร้างความแข็งแกร่งให้สถาบันหรือองค์กรการออมที่ไม่ใช่สถาบันการเงินในระบบ เพื่อเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบสหกรณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกของสหกรณ์ โดยกระทรวงการคลัง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกันพิจารณาแนวทางการกำกับดูแล ในขณะที่องค์กรการเงินในระดับชุมชนจะมีการดำเนินการเพื่อส่งเสริมความแข็งแกร่งและยั่งยืน รวมทั้งกำกับดูแลให้สามารถเป็นเสาหลักทางการเงินของประชาชนฐานราก

เติมเต็มระบบการออม เมื่อเกษียณอายุ
เพิ่มผลิตภัณฑ์การออมและมาตรการลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย
ด้านที่ 3 การเพิ่มผลิตภัณฑ์การออมและมาตรการลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย ภาครัฐควรมีมาตรการผลักดันให้ประชาชนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการลดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยเพื่อให้มีเงินเหลือในการอดออม ขณะเดียวกันควรมีการออกผลิตภัณฑ์การออมใหม่ ๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์การออมแบบระยะยาว เพื่อจูงใจให้ประชาชนมีการออมเงินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีเงินใช้ในยามจำเป็นและในยามชราภาพได้อย่างเพียงพอ รวมทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินในอีกทางหนึ่ง
เติมเต็มระบบการออมเพื่อการเกษียณอายุ
ด้านที่ 4 การเติมเต็มระบบการออมเพื่อการเกษียณอายุ กระทรวงการคลังเห็นควรปรับปรุงระบบการออมเพื่อการเกษียณอายุ เช่น การเร่งรัดการบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. …. ที่บังคับให้ผู้ประกอบการตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับลูกจ้าง ตอนนี้กฎหมายผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว จะเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป การปรับปรุงกฎหมายของกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นต้น และการปรับปรุงกลยุทธ์เพื่อจูงใจให้แรงงานนอกระบบมีการออมเงินผ่านกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุโดยเฉพาะกองทุนการออมแห่งชาติเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีสมาชิกไม่ถึง 1 ล้านคน จากแรงงานนอกระบบกว่า 24 ล้านคน เนื่องจากเป็นการออมภาคสมัครใจไม่ใช่ภาคบังคับ โดยเน้นการประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงและตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น การเพิ่มกลไกในการอำนวยความสะดวกในการรับสมัครสมาชิกและการชำระเงิน
แนวทางการส่งเสริมการออมดังกล่าว จะส่งผลทำให้ประชาชนมีความตระหนักรู้และเห็นถึงความสำคัญของการบริหารการเงิน เพื่อให้รู้จักอดออมและใช้จ่ายอย่างเพียงพอและเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดปัญหาหนี้สินและมีเงินออมเพื่อใช้หลังเกษียณอายุอย่างเพียงพอ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
https://www.ddproperty.com
‘สมคิด’ฟันธงเศรษฐกิจไทยปีหน้ายังโตต่อเนื่อง

“สมคิด” ลั่นปีนี้เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง มั่นใจเศรษฐกิจไทยปีหนัาขยายตัวมากกว่า 4% ดีกว่าปีนี้หลังภาครัฐเร่งรัดการลงทุน
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 35 ว่า ภาคเอกชนมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยขยาตัวต่อเนื่อง โดยมั่นใจว่าในไตรมาส 3 นี้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ถึง 4% อย่างแน่นอน เพราะปีนี้ถือว่า เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง จากการที่ภาครัฐได้พยายามเร่งโครงการลงทุนต่าง ๆ ออกมา ทำให้การลงทุนเติบโตอย่างก้าวกระโดด สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันต่างประเทศให้ความสนใจมาลงทุนในอาเซียนมากขึ้น และประเทศไทยมีความพร้อมในการรับการลงทุน จากต่างประเทศ ซึ่งทำให้ขณะนี้ จีดีพีของไทย แม้จะขยายตัวไม่สูงเท่ากับประเทศอื่น แต่เป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง ในขณะที่ประเทศอื่นเศรษฐกิจเริ่มชะลอความแรงลง
ในปีหน้า คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะยิ่งขยายตัวดีขึ้นกว่าปีนี้ และมีโอกาสที่จะขยายตัวได้มากกว่า 4% จากการเร่งรัดการลงทุน จากรัฐวิสาหกิจ ที่มีงบลงทุนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของงบลงทุนประเทศ เพื่อเป็นกำลังหลักในการลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนเกิดการลงทุนตาม นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ และโครงสร้างพื้นฐาน อย่างโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งกำลังขับเคลื่อนและสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุนจากต่งประเทศ ซึ่งหลายประเทศมีความพร้อมในการลงทุน เช่น ญี่ปุ่น เพียงรอความชัดเจนของกฎหมาย และระบบคมนาคมโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยง ซึ่งคาดว่าในไตรมาส 1 ปีหน้า ทุกโครงการลงทุนในอีอีซี จะเริ่มประมูลได้ และจะเริ่มดำเนินการลงทุนได้ไม่เกิน ไตรมาส 2 ปีหน้า
นายสมคิด ยังฝากการบ้านให้กับเอกชน โดยในปีหน้า ขอให้หอการค้าช่วยเน้นพัฒนาท้องถิ่น สร้างรายได้ให้กับชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า องค์กรในท้องถิ่น มีการนำงบมาพัฒนาสินค้าและบริการของแต่ละชุมชน เพิ่มมูลค่า เพื่อสร้างรายได้ และความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ภาคเอกชนต้องพัฒนาให้มีความสามารถแข่งขันในยุค 4.0 ให้ได้ รวมทั้งต้องทำ Big Data เพื่อจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และมั่นใจว่า จะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ในระดับที่สูงขึ้นและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
http://www.bangkokbiznews.com
สวัสดีวันจันทร์ ขอให้เป็นเช้าวันที่สดใส

1.
ใครๆ ก็เกลียดวันจันทร์
คำพูดนี้อาจจะไม่นับรวมคนที่ทำงานวันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ
แต่โดยมาตรฐานทั่วไปแล้ว ไม่ว่าใครๆ ก็เกลียดวันจันทร์
เราเกลียดกลัววันจันทร์กันมาตั้งแต่สมัยเรายังเรียนอยู่
วันจันทร์คือวันที่เราต้องเผชิญหน้ากับนาฬิกาปลุกแรกของสัปดาห์
เผชิญหน้ากับสภาวะการจราจรที่โคตรแออัด
เผชิญหน้ากับป้าร้านขายไก่ปิ้งและควันที่ลอยล่องมา
เผชิญหน้ากับคาบการเรียนการสอนใหม่ และการบ้านกองมหึมา
เผชิญหน้ากับงานที่รอคอยให้เรากลับไปนั่งทำอีกครั้ง
เราทุกคนเลือกที่จะบอกว่าเกลียดวันจันทร์ เพราะมันเป็นคือจุดเริ่มต้นของสัปดาห์
แต่เอาจริงๆ แล้ว เราไม่ได้เกลียดวันจันทร์หรอก
เราแค่อยากให้ถึงวันหยุดเร็วๆ ต่างหาก
2.
สมมติให้วันจันทร์เป็นวันหยุดอีกหนึ่งวัน
วันที่เราเกลียดก็คงเป็นวันอังคาร
แล้วถ้าเรายังเพิ่มวันอังคารให้เป็นวันหยุดอีก
เราก็จะเริ่มเกลียดวันพุธ และเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ
เอาจริงๆ แล้วพวกเราไม่ได้เกลียดวันจันทร์หรอก
พวกเราแค่เกลียดวันที่ต้องมานั่งเรียน นั่งทำงานให้ปวกหัวก็เท่านั้น
คำว่าเกลียดวันจันทร์ก็แค่ข้ออ้างของคนที่ไม่อยากลุกจากเตียงอันแสนนุ่ม
อากาศอันแสนสบายในเวลายามเช้า
วันหยุดยาวที่ต้องมาสะดุดเพราะคำว่า ‘วันจันทร์’
3.
เราชอบตั้งปฏิญาณกันตอนต้นปี
ปฏิญาณตนว่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้
ปฏิญาณตนว่าจะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ แก้ไขสิ่งเก่าๆ
ปฏิญานไป แต่ทำได้จริงหรือเปล่านั่นก็อีกเรื่อง
พอคำปฏิญาณเริ่มมีวี่แววที่ไม่เป็นจริง เราก็มักจะชอบพูดประโยคประมาณว่า
“เดี๋ยวสัปดาห์หน้าเอาใหม่ละกัน”
แล้วพอถึงอีกสัปดาห์ คำพูดนี้ก็จะปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง แล้วเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด
ทุกๆ วันจันทร์มันจึงเหมือนเป็นการเริ่มใหม่ที่ไม่มีอะไรใหม่
เราก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม
วิ่งวนอยู่ในวังวนของวันจันทร์ที่เฉื่อยชาและน่าเบื่อเหมือนเคย
4.
การเริ่มต้นเป็นสิ่งที่ยากที่สุด
เรามักจะบอกเสมอว่าเราอยากจะทำอะไร อยากจะทำเมื่อไหร่
แต่ถ้าการเริ่มต้นมันไม่ดี เราก็หมดกำลังใจที่อยากจะทำอะไรต่อไป
หนังสือบางเล่ม แม้เนื้อหาข้างในจะดีมากแค่ไหนก็ตาม
ถ้าเปิดมาหน้าแรกๆ แล้วมันไม่สนุก คนอ่านก็ไม่อยากจะอ่านต่อ
ภาพยนตร์บางเรื่องที่ได้รับรางวัล หรือได้รับคำชมมากมายแค่ไหน
ถ้าต้นเรื่องเปิดมาได้น่าเบื่อ เผลอๆ คนก็เลิกดูไปตอนกลางคัน
หรือแม้แต่การออกจากบ้านในเช้าของแต่ละวัน
ถ้าเราเจออากาศที่ดี บรรยากาศดีๆ เจอเรื่องราวดีๆ
วันนั้นก็จะเป็นวันที่ดีกับเราไปตลอดแทบทุกวัน
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มต้นวันด้วยอารมณ์ที่หม่นหมอง
มันก็ยากที่จะทำให้อารมณ์ดีกลับขึ้นมาได้ในช่วงวันที่เหลือ
5.
การเริ่มต้นเป็นเรื่องยาก
ถ้าเราเริ่มต้นมันได้ดี เรื่องดีๆ ก็จะตามมาได้ไม่ยาก
แต่ถ้าเริ่มต้นมาแล้วเจอเรื่องแย่ๆ ก็ไม่ใช่ว่าเราจะต้องทำมันให้แย่ตลอดไป
แค่ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน และทำมันให้ดีที่สุดก็พอ
6.
ขอให้ทุกท่านเริ่มสัปดาห์อย่างสดใส
ขอให้ ‘วันจันทร์’ ของทุกท่านเป็นวันเริ่มต้นสัปดาห์ที่ดี
https://storylog.com
ราคาทองทุกชนิด ตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ(Gold Traders Association) ประจำวันที่ 20/11/2560
ชนิดความบริสุทธิ์ของทอง
|
ราคารับซื้อต่อกรัม
|
ราคารับซื้อ/บาท
|
ราคาขายออก/บาท
|
ทองคำแท่ง 96.5% |
n/a |
20,000.00 |
20,100.00 |
ทองรูปพรรณ 96.5% |
1,296.00 |
19,647.36 |
20,600.00 |
ทองรูปพรรณ 90% |
1,166.40 |
17,682.62 |
n/a |
ทองรูปพรรณ 50% |
583.00 |
8,838.28 |
n/a |
ทองรูปพรรณ 40% |
454.00 |
6,882.64 |
n/a |
ทองรูปพรรณ 99.99% |
1,343.00 |
20,359.88 |
n/a |
ราคาน้ำมัน ประจำวันที่ 20/11/2560
ราคาขายปลีมาตรฐาน ในเขต กทม. นนทบุรี
ปทุมธานี และสมุทรปราการ
หน่วย : บาท/ลิตร |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
ปตท
PTT |
บางจาก
BCP |
เชลล์
Shell |
เอสโซ่
Esso |
คาลเท็กซ์
Caltex |
ไออาร์พีซี
IRPC |
พีทีจี
เอนเนอยี่
PTG |
ซัสโก้
Susco |
ระยองเพียว
Pure |
ซัสโก้ ดีลเลอร์
SUSCO Dealers |
แก๊สโซฮอล 95 |
28.25 |
28.25 |
– |
27.65 |
28.25 |
27.65 |
28.25
|
28.25
|
28.25
|
28.25
|
แก๊สโซฮอล E-20 |
25.74
|
25.74
|
25.74
|
25.14
|
25.74
|
– |
25.74
|
25.74
|
25.74
|
25.74
|
แก๊สโซฮอล E-85 |
20.84 |
20.84 |
– |
– |
– |
– |
– |
20.84 |
20.84 |
– |
แก๊สโซฮอล 91 |
27.98 |
27.98 |
27.98 |
27.38 |
27.98 |
27.38 |
27.98 |
27.98 |
27.98 |
27.98 |
เบนซิน 95 |
35.36 |
– |
– |
– |
35.81 |
– |
35.86 |
35.36 |
35.36 |
35.36 |
ดีเซลหมุนเร็ว |
26.39 |
26.39 |
26.99 |
26.39 |
26.99 |
26.39 |
26.39 |
26.39 |
26.39 |
26.39 |
ดีเซลหมุนเร็ว พรีเมียม |
29.39 |
29.39 |
29.39 |
29.39 |
29.39 |
– |
– |
– |
– |
– |
มีผลตั้งแต่ |
08 Nov 05:00 |
08 Nov 05:00 |
08 Nov 05:00 |
08 Nov 05:00 |
08 Nov 05:00 |
08 Nov 05:00 |
08 Nov 05:00 |
08 Nov 05:00 |
08 Nov 05:00 |
08 Nov 05:00 |