สาระน่ารู้ประจำวันที่ 19 มิถุนายน 2569

รถไฟฟ้ามา-ราคาที่ดินแพง ทุบ ‘ทาวน์เฮ้าส์’ ในกทม.-ปริมณฑลจ่อสูญพันธุ์

  • การขยายตัวของรถไฟฟ้าส่งผลให้ราคาที่ดินในกรุงเทพฯ และปริมณฑลพุ่งสูงขึ้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ทาวน์เฮาส์ราคาเข้าถึงง่าย (ต่ำกว่า 1.5 – 2 ล้านบาท) กำลังจะหายไปจากตลาด
  • ผู้ประกอบการอสังหาฯ ปรับตัวโดยหันไปพัฒนาคอนโดมิเนียมในเขตชานเมืองแทน หรือสร้างทาวน์โฮมราคาสูง (5-10 ล้านบาท) ในขณะที่โครงการทาวน์เฮาส์ราคาถูกต้องย้ายไปพัฒนาในต่างจังหวัด
  • ข้อจำกัดด้านผังเมืองและต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคที่มีงบจำกัดต้องหันไปซื้อคอนโดมิเนียมหรือทาวน์เฮาส์มือสองแทน ซึ่งนำไปสู่ข้อเสนอให้ลดขนาดที่ดินจัดสรรขั้นต่ำเพื่อให้บ้านมีราคาถูกลง

ราคาที่ดินในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขยับสูงต่อเนื่องจากการมาของรถไฟฟ้า และการเข้ามาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยของดีเวลลอปเปอร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม รองรับการขยายตัวของเมืองและความต้องการที่อยู่อาศัย ส่งผลให้บ้านทาวน์เฮ้าส์ ถูกเบียดหายไปจากตลาด ประกอบกับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) สนับสนุนให้ผู้คนอยู่อาศัยใช้ชีวิตเกาะแนวรถไฟฟ้าอยู่อาศัยในอาคารสูงมากขึ้น

ราคาที่ดินแพง รถไฟฟ้าทำทาวน์เฮ้าส์กทม.-ปริมณฑลจ่อสูญพันธุ์

นายอิสระ บุญยัง นายกกิติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตัวแปรสำคัญคือราคาที่ดิน มีผลให้ ทาวน์เฮ้าส์ ระดับราคา 1.5 ล้านบาทในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลค่อยๆ หายไปจากตลาด เพราะราคาที่ดินขยับต่อเนื่อง เช่น 7แสนบาทต่อตารางวาขึ้นไป

เมื่อต้นทุนที่ดินสูงขึ้น ผู้ประกอบการ ต้องปรับรูปแบบใหม่โดยพื้นที่ชานเมืองจะมีคอนโดมิเนียมเข้ามาแทนที่ จากเดิมผู้บริโภคมักนิยมมองหาโครงการทาวน์เฮ้าส์ในย่านนี้ได้ เพราะในส่วนลึกแล้ว ยังต้องการบ้านในราคาไม่สูง อยู่อาศัยติดกับพื้นดินและมีโฉนด และเดินทางเข้าใจกลางเพื่อเข้าหาแหล่งงาน 

ดังนั้นหากจะพัฒนาโครงการทาวน์เฮ้าส์ได้จะต้องขยับออกไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด ที่มีต้นทุนที่ดินไม่สูงมากและเจาะตลาดกำลังซื้อที่ชื่นชอบรูปแบบทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียว และราคาจับต้องได้  

ในทางกลับหากจะพัฒนา ทาวน์เฮ้าส์ ในกรุงเทพฯ และ ปริมณฑลได้ต้องราคาสูงขึ้นไป ในเขตเมืองราคา 5-10 ล้านบาทขึ้นไป โดยเฉพาะจากทาวน์เฮ้าส์สู่ทาวน์โฮมและเพิ่มการใช้ประโยชน์มากกว่าการอยู่อาศัยนั้นคือพื้นที่สำนักงาน  

โดยเฉพาะนนทบุรีที่มีการประกาศใช้ผังเมืองรวมจังหวัดนนทบุรี ปี 2566  และมีข้อจำกัดการพัฒนาพื้นที่เขตถนนขนาด 6-8เมตร ประกอบกับราคาที่ดินจังหวัดนนทบุรีมีราคาที่สูง ทำให้การพัฒนาทาวน์เฮ้าส์ราคาถูกจึงเป็นไปได้ยาก   

อย่างไรก็ตาม ทาวน์เฮาส์สูญพันธุ์ ไม่ได้แปลว่าทาวน์เฮาส์จะหายไปเสียทีเดียว แต่หมายถึง ทาวน์เฮาส์ราคาเข้าถึงง่าย หรือระดับราคาต่ำกว่า 1.5 – 2 ล้านบาทกำลังจะหมดไปจากตลาด เนื่องจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น

สาเหตุหลักที่ทำให้ทาวน์เฮาส์ราคาประหยัดหายากขึ้น 

  • ราคาที่ดินแพง ราคาที่ดินในเมืองและเขตชานเมืองขยับตัวสูงขึ้นมาก ทำให้การพัฒนาทาวน์เฮาส์ราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท ไม่คุ้มค่าการลงทุน
  • กฎหมายผังเมืองที่เข้มงวด ข้อกำหนดเรื่องความกว้างของถนน (เช่น กฎหมายถนนซอย 12 เมตร) ทำให้แบ่งแปลงที่ดินได้น้อยลง ต้นทุนต่อหลังจึงสูงขึ้น
  • ค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้น ทั้งค่าวัสดุและค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องขยับไปทำทาวน์โฮมขนาดใหญ่หรือบ้านแฝดแทน

แนวโน้มที่อยู่อาศัย

  • โครงการใหม่ๆ ในเมืองมักเปลี่ยนเป็นคอนโดมิเนียม
  • หากขยับไปทำเลชานเมือง ทาวน์เฮาส์มักจะมีราคาสูงขึ้นเริ่มต้นที่ 2.5 – 3 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อให้คุ้มกับต้นทุนที่ดินและกฎหมายผังเมือง
  • ผู้บริโภคที่มีงบจำกัดต้องหันไปซื้อคอนโดมิเนียม หรือ ทาวน์เฮาส์มือสอง แทน

ชงปรับลดขนาดบ้าน

ดังนั้น 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ (สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร, สมาคมอาคารชุดไทย, สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย) เสนอให้กรมที่ดิน ลดขนาดที่ดินขั้นต่ำในการจัดสรร เป็นข้อเสนอเพื่อปรับโครงสร้างราคาบ้านให้ ถูกลงและเข้าถึงง่ายขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมครอบครัวที่เล็กลง ดังนี้

  • บ้านเดี่ยว: จากเดิมขั้นต่ำ 50 ตารางวา ขอปรับเหลือ 35 ตารางวา
  • บ้านแฝด: จากเดิมขั้นต่ำ 35 ตารางวา ขอปรับเหลือ 28 ตารางวา
  • ทาวน์เฮ้าส์ (ทาวน์โฮม) จากเดิมขั้นต่ำ 16 ตารางวา ขอปรับเหลือ 14 ตารางวา

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


HBA ตั้งกองทุนประกันผู้บริโภควงเงิน1ล้านต่อราย ฟื้นความเชื่อมั่นวงการรับสร้างบ้าน

  • สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) จัดตั้ง “กองทุนประกันผู้บริโภค” เพื่อสร้างหลักประกันและฟื้นความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่ใช้บริการบริษัทสมาชิก
  • กองทุนจะชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้บริโภคในวงเงินสูงสุด 1 ล้านบาทต่อราย กรณีที่บริษัทสมาชิกทิ้งงาน ก่อสร้างไม่เสร็จ หรือทุจริต
  • มีกระบวนการจ่ายเงินเยียวยาที่รวดเร็วภายใน 30 วัน หลังจากมีมติหรือคำพิพากษา เพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค

การสร้างบ้าน คือการลงทุนก้อนใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของคนไทยหลายคนแต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้บริโภคหวาดกลัวไม่ใช่แค่ราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับขึ้น หรือเศรษฐกิจที่ผันผวนแต่คือความเสี่ยงที่จ่ายเงินไปแล้ว “ไม่ได้บ้าน”ไม่ว่าจะเป็นกรณีผู้รับเหมาทิ้งงาน สร้างไม่เสร็จ ขาดสภาพคล่อง ทุจริต หรือผิดสัญญา จนเจ้าของบ้านต้องรับภาระทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาในการแก้ปัญหาเมื่อความเชื่อมั่นกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

อนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) จึงตัดสินใจเดินหมากสำคัญ ด้วยการประกาศจัดตั้ง “กองทุนประกันผู้บริโภค” (HBA Consumer Insurance Fund) เพื่อเป็นหลักประกันคุ้มครองลูกค้าของบริษัทสมาชิกทั่วประเทศโดยกำหนดวงเงินเยียวยาสูงสุด 1 ล้านบาท และจ่ายชดเชยภายใน 30 วัน เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กำหนด คำถามคือ กองทุนนี้จะเปลี่ยนเกมอุตสาหกรรมรับสร้างบ้านได้อย่างไร ?

วิกฤติที่ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้รับเหมา

ปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงานไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ต้นทุนก่อสร้างผันผวน และการแข่งขันรุนแรงขึ้น ความเสี่ยงดังกล่าวกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสะท้อนจากข้อมูลข้อร้องเรียนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีมากกว่า 3,100 เรื่องทั่วประเทศในปี 2566 หลายกรณีจบลงด้วยการฟ้องร้องที่ใช้เวลายาวนาน ขณะที่เจ้าของบ้านต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มเติม และบางรายสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิตผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ “วิกฤติความเชื่อมั่น”ไม่เฉพาะต่อผู้รับเหมารายใดรายหนึ่ง แต่กระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมรับสร้างบ้านทั้งหมด

จากผู้ไกล่เกลี่ย สู่ผู้ค้ำประกันความเชื่อมั่น

อนันต์กร นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน มองว่า ถึงเวลาที่สมาคมต้องยกระดับบทบาทตัวเองจากเดิมที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทสู่การเป็นองค์กรที่สร้าง “หลักประกัน” ให้กับผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรมจึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “กองทุนประกันผู้บริโภค”ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านสร้างกลไกคุ้มครองความเสียหายให้กับลูกค้าโดยตรงเป้าหมายไม่ใช่เพียงช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาแต่ต้องการส่งสัญญาณให้ตลาดเห็นว่า บริษัทสมาชิกของสมาคมผ่านกระบวนการคัดกรอง และมีระบบรองรับความเสี่ยงที่ชัดเจน

กองทุนนี้คุ้มครองอะไรบ้าง ?

หัวใจสำคัญของกองทุน คือการคุ้มครองผู้บริโภคในกรณีข้อพิพาทร้ายแรงที่ส่งผลให้การก่อสร้างไม่สามารถดำเนินต่อได้เช่น

  •  บริษัทสมาชิกประสบปัญหาสภาพคล่องจนก่อสร้างไม่เสร็จ
  •  มีการทุจริต
  •  ทิ้งงานก่อสร้างกลางคัน
  •  ผิดสัญญาในลักษณะที่สร้างความเสียหายต่อผู้ว่าจ้าง

โดยกำหนดวงเงินเยียวยาสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย หรือจ่ายตามมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในอีกมุมหนึ่ง กองทุนนี้ยังทำหน้าที่เป็น “ตราประทับความน่าเชื่อถือ”ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้ระบบกำกับดูแลของสมาคม ออกจากผู้ให้บริการทั่วไปในตลาด

 จุดต่างสำคัญ คือจ่ายภายใน 30 วัน

หนึ่งในปัญหาใหญ่ของข้อพิพาทด้านก่อสร้าง คือกระบวนการเยียวยาที่มักใช้เวลานานHBA จึงกำหนดเงื่อนไขให้กองทุนสามารถจ่ายเงินช่วยเหลือได้ภายใน 30 วันหลังจากคณะกรรมการร่วมพิจารณามีมติเป็นเอกฉันท์ว่าบริษัทสมาชิกกระทำผิดจริงหรือในกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดจากศาลนั่นหมายความว่า ผู้บริโภคจะสามารถนำเงินไปใช้ในการหาผู้รับเหมารายใหม่ หรือดำเนินโครงการต่อได้เร็วขึ้นลดความเสียหายจากการหยุดชะงักของงานก่อสร้าง

 เบื้องหลังความคุ้มครอง คือการคัดกรองที่เข้มขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ กองทุนนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเยียวยาแต่ยังเป็นแรงจูงใจให้สมาคมต้องยกระดับมาตรฐานสมาชิกมากขึ้นเพราะทุกความเสียหายที่เกิดขึ้น อาจสะท้อนกลับมาที่ความน่าเชื่อถือของทั้งระบบ HBA จึงปรับเกณฑ์รับสมาชิกใหม่ให้เข้มงวดขึ้น ทั้งด้านฐานะทางการเงิน การบริหารจัดการ คุณภาพงานก่อสร้าง และแผนธุรกิจพร้อมติดตามประเมินศักยภาพของสมาชิกอย่างต่อเนื่องกล่าวอีกนัยหนึ่ง กองทุนนี้จึงไม่ใช่แค่ “ปลายทางของการเยียวยา”แต่เป็น “ต้นทางของการคัดกรองความเสี่ยง”

เดิมพันใหม่ของอุตสาหกรรมรับสร้างบ้าน

ปัจจุบัน HBA มีสมาชิก 84 บริษัททั่วประเทศ และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 100 บริษัทภายในสิ้นปีนี้ขณะที่โครงการกองทุนประกันผู้บริโภคจะเริ่มคุ้มครองสัญญาที่ลงนามตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ถึง 31 กรกฎาคม 2571หากมองในภาพใหญ่ การตั้งกองทุนครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่สวัสดิการเพิ่มเติมให้ลูกค้าแต่เป็นความพยายามสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเพราะสุดท้ายแล้ว ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเงินลงทุนหลักล้านบาทสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุด อาจไม่ใช่ราคาที่ถูกที่สุดแต่คือความมั่นใจว่า เงินที่จ่ายไป จะเปลี่ยนเป็นบ้านที่สร้างเสร็จจริง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 19มิ.ย.69 ‘อ่อนค่า‘ ดอลลาร์รับแรงหนุน

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 19 มิ.ย. อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 32.78 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.76 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทคือการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นของตลาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ย และการอ่อนค่าต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเงินบาทวันนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.65-32.90 บาทต่อดอลลาร์ โดยการอ่อนค่าอาจถูกจำกัดจากแรงขายดอลลาร์ของผู้ส่งออก

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.78 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.76 บาทต่อดอลลาร์มอง กรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.65-32.90 บาทต่อ ดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนระหว่างโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.74-32.81 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าบ้าง ตามจังหวะการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาผสมผสาน โดยยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ได้ปรับตัวขึ้น แย่กว่าคาด แต่ดัชนีภาคธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิต โดย Philadelphia FED ในเดือนมิถุนายน ได้ปรับตัวขึ้น สู่ระดับ 10.3 จุด ดีกว่าคาด 

ทว่า เงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ต่างมั่นใจเกิน 100% ว่า FED จะสามารถเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ ขณะเดียวกัน ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่หนุนการปรับตัวขึ้นโดดเด่นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้หนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าลงต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ได้อ่อนค่าทะลุโซน 161 เยนต่อดอลลาร์ จนเกือบถึงระดับ 162 เยนต่อดอลลาร์ (อาจเป็นผลของการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด) ก่อนที่จะแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ยังคงแกว่งตัวเหนือโซน 161 เยนต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ การทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินได้กดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงเข้าใกล้โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง และสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เรามองว่า ในช่วงระยะสั้น เงินบาทอาจยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ไม่ยาก) ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด แถวโซนแนวต้าน 32.85-33.00 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากความเสี่ยงการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยทางการญี่ปุ่นนั้นยังคงอยู่ ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจสงวนท่าทีระมัดระวังตัว ซึ่งจะจำกัดการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น ไปพร้อมกับจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และที่สำคัญ เรามองว่า ต้องระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ได้ หากทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงินได้จริง โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา การเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น อาจหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ไม่น้อยกว่า 40 สตางค์ หรือ เกิน 1% ในวัน 

แม้ว่าเงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง จากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และจังหวะการย่อตัวลงของราคาทองคำ ที่อาจหนุนการทยอยเข้าซื้อของผู้เล่นในตลาด แต่หากบรรยากาศในตลาดการเงินยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง เราประเมินว่า เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนจากแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติได้ โดยเราเริ่มเห็นสัญญาณการทยอยกลับเข้าซื้อทั้งหุ้นและบอนด์ไทยในช่วงนี้ และที่สำคัญ บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้าน 32.85-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้การอ่อนค่าของเงินบาทที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ยากนั้น จะถูกจำกัดไว้แถวโซนดังกล่าว ขณะที่ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น การแข็งค่าในกรณีที่ไม่เผชิญปัจจัยการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น อาจถูกชะลอไว้แถวช่วง 32.60-32.70 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากมีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นจริง เงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และอาจทะลุโซนดังกล่าวได้ โดยจะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ 

เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง แม้จะถูกกดดันบ้างจากความกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่าบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Semiconductor ได้รีบาวด์สูงขึ้น นำโดย Intel +10.6% ตอบรับกระแสข่าว Intel กับ Apple เตรียมร่วมมือกันออกแบบและผลิตชิปในสหรัฐฯ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil -2.1% หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ตอบรับข่าวการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.08% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +1.91% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.34% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.75% และไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจน จากความไม่แน่นอนของแนวโน้มเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงแรงของทั้งหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเหมืองแร่ ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบและราคาแร่โลหะ อย่าง ทองคำ นำโดย Shell -2.6%, Rio Tinto -3.0% นอกจากนี้ การปรับตัวลงของหุ้นกลุ่ม Healthcare เป็นวงกว้างยังเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นยุโรป Roche -2.7%, Novartis -2.5%  

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวไร้ทิศทางระหว่างโซน 4.42%-4.47% แม้จะเผชิญแรงกดดันบ้างจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED รวมถึงบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่า พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทยอยคลี่คลายลง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ได้ช่วยจำกัดและชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เราประเมินว่า แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจเคลื่อนไหว Sideways ในช่วงนี้ ทว่าความเสี่ยง Two-way Risk ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ  ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Up แม้จะถูกกดดันในช่วงแรกจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED รวมถึง การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่โดดเด่น กอปรกับการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด ซึ่งกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังอ่อนค่าทะลุโซน 161 เยนต่อดอลลาร์ ได้ช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทว่า การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นที่ถูกชะลอลงบ้าง (และพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย) จากความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 100.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.5-101 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม กอปรกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งหนุนให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยกดดัน ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ส่งผลให้ ราคาทองคำทยอยปรับตัวลง สู่โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนพฤษภาคม พร้อมทั้ง รอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ ECB

ส่วนในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนพฤษภาคม 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่และยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งติดตาม สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


สรุปผลฟุตบอลโลก 2026 ประจำวันที่ 19 มิ.ย. 69 เช็กผลทุกคู่

สรุปผลฟุตบอลโลก 2026 วันนี้ ประจำวันที่ 19 มิ.ย. 69 เกาะติดผลการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม

แคนาดา เจ้าภาพร่วมโชว์ฟอร์มโหดไล่ถล่ม กาตาร์ ที่ต้องเหลือผู้เล่นเพียง 9 คน ไปแบบขาดลอย 6-0 โดยเกมนี้ โจนาธาน เดวิด ดาวยิงตัวเก่งของทีมกดแฮตทริกได้ด่้วย ทำให้ “ทัพเมเปิล” ขยับขึ้นนำจ่าฝูงของกลุ่มบี

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569

กลุ่มเอ

  • เม็กซิโก 1-0 เกาหลีใต้
  • สาธารณรัฐเช็ก 1-1 แอฟริกาใต้

กลุ่มบี

  • สวิตเซอร์แลนด์ 4-1 บอสเนีย
  • แคนาดา 6-0 กาตาร์

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


เข้าห้องน้ำแล้วเห็น 3 อาการนี้ อย่าชะล่าใจ อาจเป็นสัญญาณ “ตับ” กำลังมีปัญหา

เตือน 3 สัญญาณโรคตับ สังเกตได้จากปัสสาวะและอุจจาระที่ผิดปกติ

หลายคนมักนึกถึงอาการปวดท้อง อาหารไม่ย่อย หรือปัญหาไต เมื่อพบความผิดปกติของปัสสาวะและอุจจาระ แต่ในบางกรณี สัญญาณเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับ โรคตับ ได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อตับทำงานผิดปกติจนกระทบการจัดการน้ำดีและบิลิรูบินในร่างกาย

ข้อมูลจาก NIDDK ระบุว่า โรคตับแข็งคือภาวะที่ตับเกิดพังผืดและเสียหายอย่างถาวร ทำให้การทำงานของตับลดลง และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง เช่น ท้องมาน เลือดออกง่าย สับสน ติดเชื้อง่าย หรือเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับมากขึ้น

ตับแข็งอันตราย เพราะระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัด

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านตับมักเตือนว่า โรคตับหลายชนิดสามารถค่อย ๆ ดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ กว่าจะรู้ตัวอีกครั้ง ตับอาจเสียหายไปมากแล้ว โดยเฉพาะโรคตับแข็งที่เกิดจากการทำลายเซลล์ตับต่อเนื่อง จนเนื้อเยื่อตับถูกแทนที่ด้วยพังผืด

เมื่อตับทำงานลดลง ร่างกายอาจเริ่มมีสัญญาณผิดปกติหลายแบบ ทั้งอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ท้องบวม ตัวเหลือง ตาเหลือง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของปัสสาวะและอุจจาระ ซึ่งเป็นสัญญาณที่หลายคนมองข้าม

1. ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ

โดยทั่วไป ปัสสาวะมักมีสีเหลืองอ่อนถึงเหลืองเข้ม ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่ดื่มในแต่ละวัน แต่หากปัสสาวะมีสีเข้มคล้ายชาแก่ น้ำตาล หรือเข้มขึ้นต่อเนื่องแม้ดื่มน้ำเพียงพอแล้ว ควรสังเกตอาการอื่นร่วมด้วย

ข้อมูลจาก NIDDK และ Mayo Clinic ระบุว่า ปัสสาวะสีเข้มอาจเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้ในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ เนื่องจากตับมีบทบาทในการจัดการบิลิรูบิน เมื่อกระบวนการนี้ผิดปกติ บิลิรูบินอาจสะสมในเลือดและถูกขับออกทางปัสสาวะมากขึ้น ทำให้ปัสสาวะมีสีเข้มกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม ปัสสาวะเข้มไม่ได้แปลว่าเป็นโรคตับเสมอไป เพราะอาจเกิดจากการดื่มน้ำน้อย ยาบางชนิด วิตามินบางประเภท หรืออาหารบางอย่างได้ หากสีเข้มผิดปกตินานหลายวัน หรือมีตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลียมาก ควรพบแพทย์

2. อุจจาระซีด คล้ายดินเหนียวหรือสีขาว

อุจจาระปกติมักมีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลอมเหลืองจากน้ำดีที่เข้าสู่ลำไส้ หากอุจจาระเปลี่ยนเป็นสีซีด สีเทา สีขาว หรือคล้ายดินเหนียวต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณว่าการไหลของน้ำดีผิดปกติ

ข้อมูลจาก Cleveland Clinic ระบุว่า อุจจาระสีซีดอาจเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีน้ำดีเข้าสู่ทางเดินอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาของตับ ถุงน้ำดี หรือท่อน้ำดี เช่น ท่อน้ำดีอุดตัน นิ่วในถุงน้ำดี หรือโรคตับบางชนิด

หากอุจจาระซีดเพียงครั้งเดียวอาจยังไม่จำเป็นต้องตกใจ แต่ถ้าเป็นซ้ำหลายวัน ร่วมกับปัสสาวะสีเข้ม คันตามตัว ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปวดท้องด้านขวาบน ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

3. ท้องเสียเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ

อาการท้องเสียมักถูกโยงกับอาหารเป็นพิษ ลำไส้อักเสบ หรือระบบย่อยอาหารผิดปกติ แต่ในบางราย อาการถ่ายเหลวเรื้อรังหรือถ่ายผิดปกติซ้ำ ๆ อาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของตับและระบบน้ำดีได้เช่นกัน

เมื่อการทำงานของตับหรือการไหลของน้ำดีผิดปกติ การย่อยและดูดซึมไขมันอาจได้รับผลกระทบ ทำให้บางคนมีอาการท้องอืด แน่นท้อง ถ่ายผิดปกติ หรือถ่ายเหลวได้ ข้อมูลจาก Cleveland Clinic ระบุว่า โรคตับอาจทำให้เกิดปัญหาการย่อยอาหาร โดยเฉพาะการย่อยไขมัน

หากท้องเสียเกิดขึ้นเป็นเวลานานโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการร่วม เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องบวม ปัสสาวะเข้ม หรืออุจจาระซีด ไม่ควรซื้อยากินเองต่อเนื่อง แต่ควรตรวจหาสาเหตุอย่างจริงจัง

อาการอื่นของโรคตับที่ควรรู้

นอกจากความผิดปกติของปัสสาวะและอุจจาระแล้ว โรคตับแข็งหรือโรคตับบางชนิดอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย ข้อมูลจาก Mayo Clinic และ NIDDK ระบุว่า อาการที่ควรระวังมีหลายอย่าง เช่น

  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • อ่อนเพลียมากผิดปกติ
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • คันตามตัวโดยไม่มีผื่นชัดเจน
  • ท้องบวมจากน้ำในช่องท้อง
  • ขาบวม เท้าบวม
  • ฟกช้ำง่ายหรือเลือดออกง่าย
  • ฝ่ามือแดงผิดปกติ
  • มีเส้นเลือดฝอยคล้ายใยแมงมุมบนผิวหนัง
  • สับสน ง่วงซึม หรือความจำเปลี่ยนไป

เมื่อไรควรรีบพบแพทย์

อาการปัสสาวะเข้ม อุจจาระซีด หรือท้องเสียเรื้อรัง อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคตับเสมอไป แต่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะหากอาการเกิดซ้ำ หรือมีสัญญาณผิดปกติอื่นร่วมด้วย

ควรพบแพทย์โดยเร็วหากมีตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้มต่อเนื่อง อุจจาระสีซีดหลายวัน ปวดท้องรุนแรง อ่อนเพลียมาก น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือท้องบวมผิดปกติ หากมีอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หรือถ่ายมีเลือด ควรไปโรงพยาบาลทันที

สรุป อย่ามองข้ามสัญญาณจากการขับถ่าย

โรคตับไม่ใช่ทุกครั้งที่จะเริ่มจากอาการปวดตับหรือปวดชายโครงขวา บางครั้งร่างกายอาจส่งสัญญาณผ่านสิ่งที่เห็นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระซีด หรือท้องเสียเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ

แม้อาการเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นโรคตับแข็งหรือโรคตับเสมอไป แต่เป็นสัญญาณที่ควรสังเกตและตรวจให้ชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีภาวะไขมันพอกตับ ไวรัสตับอักเสบ น้ำหนักเกิน เบาหวาน หรือค่าตับผิดปกติ เพราะการพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้รักษาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ดีกว่า

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


คำขยายเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ (Possessive Adjectives) และสรรพนาม (Pronouns)

คำขยายเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ

เราใช้คำขยายเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ (Possessive Adjectives) เพื่ออธิบายว่าใครเป็นเจ้าของ (หรือมี) บางสิ่ง possessive adjective จะต้องถูกวางไว้หน้าคำนาม (noun) ตัวอย่างเช่น

My computer.

Your pen.

Our car.

possessive adjectives ในภาษาอังกฤษมีดังนี้

นี่คือตัวอย่าง

What’s your address?

My car is in front of the school.

This is Jack and this is his wife, Sue.

Put your coats on the back of your seats.

Our new Maths teacher is very nice.

What a beautiful bird! Its feathers are bright blue!

My sister is always tired. Her job is difficult.

His และ Her

จำไว้ว่าในภาษาอังกฤษ คำนามไม่มีเพศว่าเป็น หญิง หรือ ชาย ดังนั้นเวลาที่เราใช้ ‘his’ เราจึงหมายถึงสิ่งของนั้น ‘เป็นของผู้ชาย’ และเวลาที่เราใช้ ‘her’ เราหมายความว่าของชิ้นนั้น ‘เป็นของผู้หญิง’ ตัวอย่างเช่น

สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ

เช่นเดียวกับ possessive adjectives เราใช้สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ (possessive pronouns) เพื่อบอกว่าใครเป็นเจ้าของอะไร แต่สำหรับคำสรรพนาม เราไม่จำเป็นต้องมีคำนาม เราจะใช้ possessive pronouns เวลาที่แน่ใจอยู่แล้วว่าของชิ้นไหนที่เรากำลังพูดถึง

Whose pen is this? It’s mine. (meaning ‘my pen’)

นี่คือ possessive pronouns ทั้งหมด

อย่างที่เห็น สรรพนามอย่าง ‘his’ และ ‘its’ ถูกใช้แบบเดียวกันกับคำขยาย (adjectives) ในขณะที่ตัวอื่นเปลี่ยนโดยการเพิ่ม –s ยกเว้นคำว่า ‘mine’ นี่คือตัวอย่าง

That’s Anna’s homework and this is yours.

Your hotel is near the city center while ours is near the airport.

I love your sofa. Mine isn’t as comfortable is yours.

We don’t need help with our project but the boys need help with theirs.

Is this Carol’s bicycle? – No, that red one over there is hers.

Whose game is this? – Sam was playing earlier so it must be his.

เราสามารถวาง possessive pronouns ตามหลังคำนามแล้ว + ‘of’ ตัวอย่างเช่น

I’m a friend of his.

You’re a student of mine.

She’s a colleague of ours.

นี่คือตารางคำขยายและคำสรรพนามเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของสำหรับใช้อ้างอิง

ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th


AWS-ไมโครซอฟท์ งัดแผนลดใช้น้ำดาต้าเซ็นเตอร์ รับแรงโจมตี

  • AWS และ Microsoft กำลังเผชิญแรงกดดันจากการใช้น้ำปริมาณมากในดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขยายตัวเพื่อรองรับ AI จึงได้เปิดตัวแผนลดการใช้น้ำอย่างจริงจัง
  • AWS ตั้งเป้าหมาย Water Positive ภายในปี 2030 โดยเน้นการใช้น้ำรีไซเคิล ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ (Free Air Cooling) และการเดินเครื่องเซิร์ฟเวอร์ในอุณหภูมิที่สูงขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาน้ำ
  • Microsoft ชูเทคโนโลยีดาต้าเซ็นเตอร์ AI รุ่นใหม่ที่ใช้ระบบหล่อเย็นแบบวงจรปิด (Closed-Loop) ซึ่งเติมน้ำครั้งเดียวและหมุนเวียนใช้ซ้ำ ทำให้ใช้น้ำน้อยมากเทียบเท่าร้านอาหารเพียงแห่งเดียว

ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์กำลังถูกจับตามากขึ้น หลังการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ทำให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ต้องเร่งขยายศูนย์ข้อมูล เพื่อรองรับการประมวลผลขนาดใหญ่ ทั้งการฝึกโมเดล AI การให้บริการคลาวด์ และการประมวลผลแบบเรียลไทม์

แต่การเติบโตดังกล่าวไม่ได้มีเพียงเม็ดเงินลงทุนหรือจำนวนชิปประมวลผลที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก โดยเฉพาะน้ำที่ใช้ในระบบหล่อเย็นเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ชุมชน นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลเริ่มตั้งคำถามมากขึ้น

ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนทิศทางใหม่ของธุรกิจคลาวด์และ AI ที่ไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะกำลังประมวลผล แต่ต้องแข่งขันกันที่ความสามารถในการบริหารทรัพยากร โดยเฉพาะ “น้ำ” ซึ่งกำลังกลายเป็นต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่บิ๊กเทคต้องเปิดเผยและบริหารให้ชัดเจนมากขึ้น

AWS เร่ง Water Positive 2030 ลดดึงนํ้าจืดจากชุมชน

แผนหลักของ Amazon Web Services หรือ AWS อยู่ภายใต้เป้าหมายระยะยาวในการเป็น water positive ภายในปี 2030 หรือการคืนน้ำให้ชุมชนและสิ่งแวดล้อมมากกว่าปริมาณน้ำที่ใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า AWS เดินหน้าไปแล้ว 75% ของเป้าหมาย พร้อมขยายการใช้น้ำรีไซเคิลและน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วในดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อลดการดึงน้ำจืดจากชุมชน

AWS วางเรื่องน้ำเป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายดาต้าเซ็นเตอร์ยุค AI เพราะการเพิ่มกำลังประมวลผลไม่สามารถพิจารณาเฉพาะไฟฟ้าหรือพื้นที่ก่อสร้างได้อีกต่อไป แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อแหล่งน้ำในพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ

ปัจจุบัน AWS ใช้น้ำรีไซเคิลในระบบหล่อเย็นของดาต้าเซ็นเตอร์ 24 แห่งทั่วโลก และมีแผนขยายการใช้น้ำรีไซเคิลไปสู่มากกว่า 120 พื้นที่ในรัฐและเคาน์ตีของสหรัฐฯ ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์ภายในปี 2030 โดยบริษัทประเมินว่าแนวทางนี้จะช่วยรักษาน้ำสะอาดสำหรับชุมชนในสหรัฐฯ ได้มากกว่า 530 ล้านแกลลอนต่อปี

นอกจากนี้ AWS ยังเดินหน้าโครงการฟื้นฟูน้ำมากกว่า 50 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะช่วยคืนน้ำกลับสู่ชุมชนได้มากกว่า 5.8 พันล้านแกลลอนต่อปี เมื่อโครงการทั้งหมดดำเนินการเต็มรูปแบบ สะท้อนว่าเป้าหมาย water positive ไม่ได้อยู่ที่การลดใช้น้ำในดาต้าเซ็นเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการลงทุนฟื้นฟูแหล่งน้ำในพื้นที่ที่บริษัทเข้าไปดำเนินธุรกิจด้วย

ส่วนตัวเลขการใช้น้ำที่ AWS เปิดเผยในเดือนมิถุนายน 2026 เป็นข้อมูลการใช้น้ำจริงของปี 2025 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกของ Amazon ใช้น้ำรวมประมาณ 2.5 พันล้านแกลลอน หรือราว 9.5 พันล้านลิตร ขณะที่ไซต์ที่บริษัทเป็นเจ้าของและดำเนินการโดยตรงใช้น้ำลดลง 2% จากปีก่อน แม้ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ยังขยายตัว

ตัวชี้วัดสำคัญคือ Water Usage Effectiveness หรือ WUE ซึ่ง AWS ระบุว่าอยู่ที่ 0.12 ลิตรต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงในปี 2025 ดีกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมกว่า 7 เท่า และดีขึ้น 52% เมื่อเทียบกับปี 2021 ตัวเลขนี้ถูกใช้สะท้อนว่า AWS พยายามลดการใช้น้ำต่อหน่วยประมวลผล แม้ความต้องการคลาวด์และ AI ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

มาตรการหลักของ AWS คือการพึ่งพา free air cooling หรือการใช้อากาศภายนอกช่วยระบายความร้อนให้เซิร์ฟเวอร์ โดยบริษัทระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้การระบายความร้อนด้วยอากาศประมาณ 90% ของเวลา และใช้น้ำเฉพาะในช่วงที่อุณหภูมิสูงมากเท่านั้น

นอกจากนี้ AWS ยังปรับให้เซิร์ฟเวอร์ทำงานได้ในอุณหภูมิที่สูงขึ้น เพื่อลดชั่วโมงการใช้น้ำในระบบหล่อเย็น โดยผลทดสอบของบริษัทระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่เดินเครื่องในอุณหภูมิสูงขึ้นสามารถลดการใช้น้ำได้ราว 50% เมื่อเทียบกับศูนย์ข้อมูลที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน

ประเด็นสำคัญของ AWS จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวเลขว่าใช้น้ำเท่าไรในปีที่ผ่านมา แต่คือการใช้ข้อมูลล่าสุดเพื่อยืนยันแผนลดแรงกดดันด้านน้ำในระยะยาว ท่ามกลางการขยายดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรองรับ AI ซึ่งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ไมโครซอฟท์ ชูดาต้าเซ็นเตอร์ AI รุ่นใหม่ ใช้นํ้าเท่าร้านอาหาร 1 แห่ง

นายสัตยา นาเดลลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไมโครซอฟท์  กล่าวว่าแนวทางพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ AI รุ่นใหม่ของไมโครซอฟท์อยู่ภายใต้แนวคิด Community-First AI Infrastructure เพื่อตอบโจทย์ความกังวลของชุมชนท้องถิ่น ทั้งเรื่องน้ำ พลังงาน ค่าไฟ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ดาต้าเซ็นเตอร์ AI รุ่นใหม่ของบริษัทใช้ระบบหล่อเย็นแบบเติมน้ำเพียงครั้งเดียว จากนั้นสามารถเดินเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแทบไม่ต้องใช้น้ำเพิ่มเติม

นายนาเดลลา กล่าวว่า ปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ยตลอดทั้งปีของดาต้าเซ็นเตอร์ AI รุ่นใหม่นี้ อยู่ในระดับใกล้เคียงกับร้านอาหารเพียง 1 แห่ง ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณว่า Microsoft ต้องการลดแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมจากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI

เทคโนโลยีสำคัญคือ Closed-Loop Liquid Cooling หรือระบบหล่อเย็นแบบวงจรปิด ซึ่งแตกต่างจากดาต้าเซ็นเตอร์แบบดั้งเดิมที่พึ่งพาการระเหยของน้ำเพื่อระบายความร้อน และต้องเติมน้ำใหม่เข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง

สำหรับระบบใหม่ น้ำจะถูกเติมเข้าไปตั้งแต่ช่วงก่อสร้าง ก่อนหมุนเวียนใช้งานซ้ำภายในวงจรตลอดอายุการใช้งาน โดยกว่า 90% ของระบบทำความเย็นพึ่งพาการหมุนเวียนน้ำในระบบปิด ขณะที่ส่วนที่เหลือใช้การระบายความร้อนด้วยอากาศภายนอก และจะใช้น้ำเพิ่มเติมเฉพาะในช่วงที่อุณหภูมิสูงมากเท่านั้น

กระบวนการทำงานเริ่มจากการส่งน้ำเย็นผ่านเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนที่เชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ AI เมื่อน้ำดูดซับความร้อนแล้ว จะถูกส่งต่อไปยังระบบชิลเลอร์เพื่อระบายความร้อน ก่อนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง ทำให้ลดการสูญเสียน้ำจากการระเหยจำนวนมากเมื่อเทียบกับระบบเดิม

แนวทางดังกล่าวสามารถช่วยประหยัดน้ำได้หลายพันล้านแกลลอน หากถูกนำไปใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ AI รุ่นใหม่ในอนาคต โดยเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้จริงใน Fairwater AI Data Center เมือง Mount Pleasant รัฐ Wisconsin ซึ่งบริษัทวางให้เป็นต้นแบบของดาต้าเซ็นเตอร์ AI รุ่นใหม่

ทั้งนี้ดาต้าเซ็นเตอร์ AI แห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้างในสหรัฐฯ หลายแห่งจะใช้แบบเดียวกับ Fairwater และจะกลายเป็นมาตรฐานสำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ AI รุ่นต่อไปของบริษัท

แผนดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเป้าหมาย water positive ภายในปี 2030 ที่ Microsoft ตั้งเป้าคืนน้ำกลับสู่ระบบนิเวศมากกว่าปริมาณที่บริษัทใช้งานทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังต้องจับตาคือ เทคโนโลยีใหม่นี้ยังครอบคลุมเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ AI รุ่นใหม่ ไม่ได้สะท้อนภาพรวมของศูนย์ข้อมูลเดิมทั้งหมดของ Microsoft Azure ซึ่งมีมากกว่า 500 แห่ง ครอบคลุมกว่า 80 ภูมิภาคทั่วโลก

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ทำไมน้ำตาลกรวดถึงเป็นก้อนใสๆ? ต่างจากน้ำตาลทรายตรงไหน หลายคนเพิ่งรู้

หลายคนเคยเห็นน้ำตาลกรวดเป็นก้อนใสๆ วางขายตามร้านของชำ หรือถูกใส่ในน้ำเก๊กฮวยและน้ำสมุนไพร แต่เคยสงสัยไหมว่า ทำไมมันถึงใสเหมือนแก้ว? แล้วต่างจากน้ำตาลทรายที่เราใช้ทุกวันตรงไหน?

ความจริงแล้ว น้ำตาลกรวดกับน้ำตาลทรายมีจุดเริ่มต้นคล้ายกันกว่าที่หลายคนคิด

น้ำตาลกรวดทำมาจากอะไร?

น้ำตาลกรวดส่วนใหญ่ผลิตจากน้ำตาลซูโครสเช่นเดียวกับน้ำตาลทราย

ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “วิธีการตกผลึก

น้ำตาลทรายถูกทำให้เกิดผลึกขนาดเล็กจำนวนมาก ส่วนน้ำตาลกรวดจะปล่อยให้ผลึกค่อยๆ ก่อตัวเป็นเวลานานกว่า จนกลายเป็นผลึกขนาดใหญ่และมีความใสมากขึ้น

แล้วทำไมถึงใสเหมือนแก้ว?

เพราะผลึกของน้ำตาลกรวดมีขนาดใหญ่และเรียงตัวเป็นระเบียบ แสงจึงสามารถผ่านเข้าไปได้มากกว่าน้ำตาลทรายที่มีผลึกเล็กละเอียด จึงทำให้ดูโปร่งใสคล้ายคริสตัล

น้ำตาลกรวดหวานกว่าน้ำตาลทรายไหม?

หลายคนเชื่อว่า น้ำตาลกรวดหวานนุ่มกว่า แต่ในความเป็นจริง หากชั่งน้ำหนักเท่ากัน ความหวานแทบไม่ต่างกันมาก เพราะเป็นน้ำตาลซูโครสเหมือนกัน

ความรู้สึกว่าหวานละมุนกว่า มักเกิดจากการนำไปใช้ในเครื่องดื่มหรือน้ำสมุนไพรที่มีรสชาติอ่อน

ทำไมคนโบราณนิยมใช้น้ำตาลกรวด?

เหตุผลที่มักเห็นน้ำตาลกรวดใน

  • น้ำเก๊กฮวย
  • หล่อฮั้งก๊วย
  • น้ำลำไย
  • ยาจีน

ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อว่าช่วยให้รสหวานนุ่ม ไม่กลบรสของสมุนไพร รวมถึงในอดีต น้ำตาลกรวดยังถูกมองว่าเป็นน้ำตาลที่มีความบริสุทธิ์สูงจากกระบวนการตกผลึก

น้ำตาลกรวดสีขาวกับสีเหลือง ต่างกันไหม?

น้ำตาลกรวดสีเหลืองมักผ่านการขัดสีน้อยกว่า จึงยังมีสารประกอบบางส่วนจากอ้อยหลงเหลืออยู่ ทำให้มีสีเหลืองอำพันอ่อนๆ

ส่วนสีขาวจะผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์มากกว่า แต่ทั้งคู่ยังคงเป็นน้ำตาลและให้พลังงานใกล้เคียงกัน

ดังนั้นสรุปได้ว่า น้ำตาลกรวดไม่ได้เป็นน้ำตาลคนละชนิดกับน้ำตาลทราย แต่แตกต่างกันที่กระบวนการผลิตและการตกผลึก ทำให้เกิดผลึกขนาดใหญ่ โปร่งใส และมีลักษณะเป็นก้อนคล้ายคริสตัล แม้หลายคนจะรู้สึกว่าน้ำตาลกรวดหวานนุ่มกว่า แต่ในแง่ขององค์ประกอบหลักแล้ว ทั้งสองชนิดมีความใกล้เคียงกันมาก

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 19/6/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a64,500.0064,700.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,170.0063,217.2065,500.00
ทองรูปพรรณ 90%3,753.0056,895.48n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,336.0050,573.76n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,876.5028,447.74n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,459.5022,126.02n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,321.2465,510.00n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 19/6/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9538.8538.8539.3538.8538.8538.8538.8538.8538.85
แก๊สโซฮอล์ 9138.4838.4838.9838.4838.4838.4838.4838.4838.48
แก๊สโซฮอล์ E2033.8533.8534.3533.8533.8533.8533.8533.85
แก๊สโซฮอล์ E8529.7929.7929.79
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม50.9953.4449.8450.99
เบนซิน 9548.4453.4148.9448.5948.44
ดีเซล37.5037.5037.5037.5037.5037.5037.5037.5037.50
ดีเซลพรีเมี่ยม54.2554.2549.8454.2554.25
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า