จับตา5ปีซัพพลายออฟฟิศใหม่ 6แสนตร.ม.เปลี่ยนสมรภูมิตลาดอาคารสำนักงานรุ่นเก่า

- ในช่วง 5 ปีข้างหน้า (ปี 2569-2574) จะมีพื้นที่สำนักงานใหม่เข้าสู่ตลาดกรุงเทพฯ เพิ่มเติมอีกกว่า 616,000 ตารางเมตร
- ซัพพลายใหม่ที่กำลังจะเข้ามานี้จะสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่ออาคารสำนักงานรุ่นเก่า ซึ่งจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงและยกระดับเพื่อรักษาผู้เช่า
- ผู้เช่ามีแนวโน้มย้ายไปยังอาคารใหม่ที่มีมาตรฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์องค์กรยุคใหม่มากกว่า ทำให้ตึกเก่าต้องปรับกลยุทธ์เพื่อแข่งขัน
หลังเผชิญภาวะโอเวอร์ซัพพลายต่อเนื่องหลายปี ตลาดอาคารสำนักงานกรุงเทพฯ เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว เมื่ออาคารใหม่ทยอยมีผู้เช่าเกือบเต็ม ขณะที่พื้นที่ว่างลดต่ำสุดในรอบ 3 ปี แต่เกมการแข่งขันกลับไม่ได้จบลง เพราะ “ตึกเก่า” กำลังเข้าสู่ศึกครั้งใหม่ ต้องเร่งรีโนเวต ปรับเงื่อนไข งัดสารพัดกลยุทธ์รักษาผู้เช่า ท่ามกลางซัพพลายใหม่กว่า 6 แสนตารางเมตร! ที่กำลังรอเข้าสู่ตลาด
อุกฤษฏ์ พรพัฒนไพโรจน์ หัวหน้าฝ่ายพื้นที่สำนักงานให้เช่า บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า หากย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน ภาพของตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยคำว่า “โอเวอร์ซัพพลาย” อาคารสำนักงานเกรดเอแห่งใหม่ทยอยเปิดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ส่งผลให้เจ้าของอาคารต้องแข่งขันกันอย่างหนัก ทั้งการลดค่าเช่า ให้ส่วนลดระยะยาว และออกโปรโมชั่นเพื่อดึงผู้เช่า
วันนี้…สมการของตลาดกำลังเปลี่ยนไป ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า ตลาดสำนักงานในกรุงเทพฯ เข้าสู่จุดเปลี่ยน! อีกครั้ง เมื่ออาคารใหม่ที่เปิดให้บริการในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีผู้เช่าเกือบเต็ม ขณะที่การแข่งขันด้านราคาค่อย ๆ คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ผู้ชนะในเกมนี้อาจไม่ใช่อาคารใหม่ทั้งหมด เพราะผู้ที่เผชิญแรงกดดันมากที่สุดเป็น “อาคารสำนักงานรุ่นเก่า”
ซัพพลายใหม่หยุดชั่วคราวปรับสมดุลตลาด
อุกฤษฏ์ ระบุว่า ไตรมาส 2 ปี 2569 ไม่มีอาคารสำนักงานแห่งใหม่เปิดให้บริการ ส่งผลให้พื้นที่สำนักงานรวมของกรุงเทพฯ ทรงตัวอยู่ที่ 9.15 ล้านตร.ม. การไม่มีซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาด ทำให้อัตราพื้นที่ว่างลดลงต่อเนื่อง และช่วยให้ตลาดกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น หลังแข่งขันอย่างรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน ย่าน CBD ยังคงเป็นหัวใจของตลาด ด้วยพื้นที่สำนักงานกว่า 5 ล้าน ตร.ม. หรือมากกว่าครึ่งของพื้นที่ทั้งหมด ขณะที่เมืองชั้นกลางมีพื้นที่ 2.41 ล้าน ตร.ม. และเมืองชั้นนอกอีก 1.71 ล้าน ตร.ม.
“แม้ราคาที่ดินใน CBD จะปรับตัวสูงต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการยังเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ โดยเฉพาะรูปแบบมิกซ์ยูสและการเช่าที่ดินระยะยาว สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของทำเลธุรกิจหลักของกรุงเทพฯ”
พื้นที่ว่างต่ำสุดรอบ 3 ปี จุดเปลี่ยนตลาด
หนึ่งในสัญญาณสำคัญของการฟื้นตัว คืออัตราพื้นที่ว่างของอาคารสำนักงานเกรด A ในย่าน CBD ลดลงเหลือ 21.9% จาก 23.3% ในไตรมาสก่อนหน้า ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566
ตัวเลขดังกล่าวแตกต่างจากช่วงปลายปี 2567 ที่พื้นที่ว่างเคยพุ่งแตะเกือบ 28% หรือกว่า 6-8 แสน ตร.ม. ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดรองจากวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 การปรับตัวครั้งนี้สะท้อนว่า ความต้องการเช่าพื้นที่เริ่มกลับมา ขณะที่อาคารใหม่สามารถดูดซับผู้เช่าได้ต่อเนื่อง จนหลายโครงการมีอัตราการเช่าเกือบเต็มทั้งหมด
สงครามราคาสงบ แต่สงครามชิงผู้เช่า…เริ่ม!
แม้ค่าเช่าเฉลี่ยของอาคารสำนักงานเกรด A จะทรงตัวอยู่ที่ราว 943 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน และเจ้าของอาคารส่วนใหญ่เลิกแข่งขันด้วยการลดราคา หั่นค่าเช่า แต่เปลี่ยนรูปแบบเน้น “คุณภาพบริการ” และ “ต้นทุนที่ผู้เช่าต้องแบกรับ”
เจ้าของอาคารจำนวนมากหันมาใช้มาตรการจูงใจ เช่น การรีโนเวตพื้นที่สำนักงาน การให้ช่วงปลอดค่าเช่า (Rent-free Period) การสนับสนุนงบตกแต่งสำนักงาน การจัดแพ็กเกจพร้อมเข้าใช้งาน (Fully Fitted) รวมถึงการทำสัญญาที่ยืดหยุ่นมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นกลยุทธ์ใหม่อย่าง “Barter Deal” หรือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางธุรกิจระหว่างเจ้าของอาคารกับผู้เช่า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มโดยไม่ต้องลดค่าเช่าโดยตรงสะท้อนว่าการแข่งขันในตลาดออฟฟิศยุคใหม่ ไม่ได้วัดกันแค่ตัวเลขค่าเช่าอีกต่อไป

ตึกใหม่รุ่ง ตึกเก่าเผชิญบททดสอบใหญ่
ผู้ที่ได้รับแรงกดดันมากที่สุดในเวลานี้ คือ อาคารสำนักงานเกรด A และเกรด B ที่เปิดให้บริการมานาน ข้อมูลตลาดระบุว่า อาคารเกรด B ยังครองสัดส่วนมากที่สุดถึง 58% ของพื้นที่สำนักงานทั้งหมด และกว่าครึ่งมีอายุมากกว่า 10 ปี
อาคารเกรด A รุ่นใหม่ ซึ่งก่อสร้างในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีมาตรฐานด้านอาคาร เทคโนโลยี และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์องค์กรยุคใหม่มากกว่าผลที่เกิดขึ้นคือ ผู้เช่าจำนวนไม่น้อยเลือกย้ายเข้าสู่อาคารใหม่ แม้ต้องจ่ายค่าเช่าในระดับใกล้เคียงกันทำให้อาคารรุ่นเก่าจำเป็นต้องลงทุนรีโนเวทครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขัน และรักษาฐานผู้เช่าเดิมไว้
อีก 5 ปี ซัพพลายใหม่กว่า 6 แสนตร.ม.
แม้ปัจจุบันตลาดเริ่มกลับสู่ภาวะสมดุล แต่การแข่งขันยังไม่สิ้นสุด ในช่วงปี 2569-2574 จะมีพื้นที่สำนักงานใหม่เข้าสู่ตลาดรวมกว่า 616,000 ตร.ม. โครงการสำคัญประกอบด้วย One Bangkok Tower 2, Signature Tower, Central Embassy Phase 2, The Central, GR9 รวมถึงอาคารสำนักงานใหม่ในย่านบางนา พหลโยธิน และสุขุมวิทตอนปลาย
“การพัฒนาอาคารสำนักงานกำลังขยายออกจาก CBD ไปสู่ทำเลเมืองรอบนอกมากขึ้น ตามการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่”
เกมใหม่ไม่ใช่สร้างมากที่สุด แต่สร้างให้ตอบโจทย์ที่สุด
การเปลี่ยนแปลงของตลาดอาคารสำนักงานวันนี้ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากยุคแข่งขัน วัดกันด้วย “จำนวนพื้นที่”สู่ยุคที่แข่งขันด้วย คุณภาพอาคาร ประสบการณ์ผู้เช่า และความยืดหยุ่นในการใช้งาน เมื่อผู้เช่ามีทางเลือกมากขึ้น อาคารสำนักงานจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทำงาน แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดบุคลากร สร้างภาพลักษณ์องค์กร และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ
“โจทย์สำคัญของเจ้าของอาคารในระยะต่อไป ไม่ใช่เพียงรักษาอัตราการเช่าให้สูง แต่คือการปรับตัวให้ทันความต้องการของผู้เช่าในวันที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันด้วยราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ตลาดออฟฟิศกรุงเทพฯ ฟื้นสมดุล คนเช่าแห่ย้ายตึกใหม่ บีบตึกเก่าเร่งปรับตัว

- ตลาดพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ เริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น หลังจำนวนอาคารใหม่ที่เปิดตัวลดลง ทำให้การแข่งขันด้านการลดค่าเช่าเริ่มผ่อนคลาย
- ผู้เช่ามีแนวโน้มย้ายออกจากอาคารเก่าไปสู่อาคารรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพสูงกว่า (Flight to Quality) เพื่อตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาวะ และสิ่งอำนวยความสะดวก
- กระแสดังกล่าวกดดันให้อาคารสำนักงานเก่าต้องเร่งปรับปรุงคุณภาพและเพิ่มศักยภาพ เพื่อรักษาฐานผู้เช่าและแข่งขันในตลาดได้
ตลาดพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพมหานครเริ่มส่งสัญญาณเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น หลังอาคารสำนักงานแห่งใหม่ทยอยเปิดตัวลดลง ทำให้การแข่งขันด้านการลดค่าเช่าเพื่อแย่งชิงผู้เช่าเริ่มผ่อนคลาย ขณะที่ผู้เช่ายังคงเดินหน้าปรับคุณภาพสำนักงาน (Flight to Quality) ย้ายเข้าสู่อาคารรุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาวะ และสิ่งอำนวยความสะดวก ส่งผลให้อาคารสำนักงานเก่าต้องเร่งปรับปรุงศักยภาพเพื่อรักษาฐานผู้เช่า
ข้อมูลจากฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ระบุว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 ไม่มีอาคารสำนักงานแห่งใหม่เปิดให้บริการ ส่งผลให้พื้นที่สำนักงานรวมในกรุงเทพมหานครคงอยู่ที่ประมาณ 9.15 ล้านตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ราว 5.03 ล้านตารางเมตร พื้นที่เมืองชั้นกลาง 2.41 ล้านตารางเมตร และพื้นที่เมืองชั้นนอก 1.71 ล้านตารางเมตร
นายอุกฤษฏ์ พรพัฒนไพโรจน์ หัวหน้าฝ่ายพื้นที่สำนักงานให้เช่า บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า พื้นที่สำนักงานกว่า 38% เป็นอาคารเกรด A ขณะที่เกรด B มีสัดส่วนสูงสุดถึง 58% และเกรด C อีกประมาณ 4%
อย่างไรก็ตาม อาคารเกรด B จำนวนมากเป็นอาคารที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ขณะที่ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อาคารสำนักงานใหม่ที่เปิดให้บริการส่วนใหญ่กว่า 78% เป็นอาคารเกรด A ส่งผลให้การแข่งขันด้านคุณภาพอาคารรุนแรงขึ้น
แม้ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดจะเผชิญภาวะอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) จากการทยอยเปิดตัวโครงการสำนักงานขนาดใหญ่หลายแห่ง แต่สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่ออาคารใหม่สามารถเติมผู้เช่าได้ต่อเนื่อง ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาผ่อนคลายลงจากช่วงก่อนหน้า
นายอุกฤษฏ์ กล่าวว่า อาคารสำนักงานที่เปิดใหม่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลายแห่งมีอัตราการเช่าสูงขึ้นต่อเนื่อง บางโครงการมีผู้เช่าเกือบเต็มทั้งหมด ส่งผลให้เจ้าของอาคารไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยการลดค่าเช่ามากเหมือนที่ผ่านมา แต่หันมาใช้มาตรการสนับสนุนอื่น เช่น การให้ช่วงปลอดค่าเช่า (Rent-free Period) การสนับสนุนค่าตกแต่งสำนักงาน (Fit-out Allowance) รวมถึงเงื่อนไขสัญญาเช่าที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อช่วยลดต้นทุนรวมของผู้เช่า
ส่งผลให้ค่าเช่าเฉลี่ยของอาคารสำนักงานเกรด A ในกรุงเทพฯ ยังทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 943 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือนในไตรมาส 2
ขณะเดียวกัน ความต้องการพื้นที่สำนักงานคุณภาพสูงยังเติบโตต่อเนื่อง โดยอัตราพื้นที่ว่างของอาคารเกรด A ในย่าน CBD ลดลงเหลือ 21.9% จาก 23.3% ในไตรมาสก่อนหน้า และถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2566 สะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์ในอาคารคุณภาพสูง
นายอุกฤษฏ์ ระบุว่า ปัจจัยสำคัญยังคงมาจากกระแส “Flight to Quality” หรือการย้ายสำนักงานจากอาคารเก่าไปสู่อาคารรุ่นใหม่ที่มีมาตรฐานสูงกว่า ทั้งในด้านระบบอาคาร สิ่งอำนวยความสะดวก ประสิทธิภาพด้านพลังงาน และคุณภาพสภาพแวดล้อมในการทำงาน
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ นายอีริค ลู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน เอไอเอ ประเทศไทย ที่เพิ่งเปิดตัวอาคารสำนักงานแห่งใหม่บนย่านรัชดา ได้เผยมุมมองต่อตลาดว่า แม้กรุงเทพฯ จะมีซัพพลายสำนักงานใหม่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ในย่านพระราม 4 แต่ผลกระทบของอุปทานส่วนเกินนั้นไม่ได้เกิดกับทุกอาคาร
นายอีริค ระบุว่า อาคารใหม่ที่ออกแบบโดยให้ความสำคัญกับแนวคิด Wellness และ Sustainability ยังคงได้รับความสนใจจากผู้เช่า ขณะที่อาคารเก่าที่ไม่ได้พัฒนาระบบอาคารให้สอดคล้องกับความต้องการใหม่ขององค์กร จะได้รับผลกระทบจากการแข่งขันมากกว่า
“ปัจจุบันองค์กรไม่ได้เลือกสำนักงานจากทำเลเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของพนักงาน สิ่งแวดล้อมภายในอาคาร และศักยภาพในการช่วยรักษาบุคลากรขององค์กรด้วย”
ด้านแนวโน้มอุปทานใหม่ คุชแมนฯ ประเมินว่า ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จนถึงปี 2574 จะมีพื้นที่สำนักงานใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาดรวมประมาณ 616,130 ตารางเมตร ส่วนใหญ่ยังอยู่ในพื้นที่ CBD รวมถึงทำเลเมืองชั้นนอก เช่น สุขุมวิทตอนปลาย บางนา-ตราด และพหลโยธิน ซึ่งเริ่มมีการพัฒนาอาคารสำนักงานเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเมืองและโครงการมิกซ์ยูส
นายอุกฤษฏ์ คาดว่า ในช่วงที่เหลือของปี 2569 ตลาดสำนักงานจะยังคงเป็น “ตลาดของผู้เช่า” (Tenant’s Market) เนื่องจากระดับพื้นที่ว่างโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง ทำให้เจ้าของอาคารยังต้องแข่งขันด้วยแพ็กเกจส่งเสริมการเช่าและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว พร้อมเร่งปรับปรุงอาคารเก่าเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 14 ก.ค.69 ‘อ่อนค่า’ ตะวันออกกลางทวีความรุนแรง

- เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อ่อนค่าลงที่ระดับ 33.53 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.37 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น
- ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นกว่า 10% สร้างความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ และเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางหลักจะขึ้นดอกเบี้ย
- นักวิเคราะห์มองกรอบเงินบาทวันนี้ว่าจะเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่าที่ระดับ 33.35-33.70 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.53 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.37 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.35-33.70 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 33.35-33.54 บาทต่อดอลลาร์) หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการโจมตีตอบโต้ไปมาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
อีกทั้ง สหรัฐฯ ยังได้ประกาศปิดล้อมทางทะเลอิหร่านอีกครั้ง เพื่อสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อทางการอิหร่าน ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นกว่า +10% (ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นสู่ระดับ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) สร้างความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อให้กับบรรดาผู้เล่นในตลาดและส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มโอกาสการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินโอกาสราว 70% ที่บรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง FED, ECB และ BOE จะสามารถขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางได้สร้างแรงกดดันต่อทั้ง หุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth รวมถึงราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ล่าสุด ปรับตัวลงหลุดโซนแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง

แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินในช่วงนี้ ท่ามกลางความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อาจสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทไปก่อน ผ่านแรงหนุนเงินดอลลาร์ และแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ซึ่งต้องจับตาทั้งแรงขายหุ้นไทยที่อาจได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลงแรงของหุ้นธีม AI/Semiconductor ทว่า นักลงทุนต่างชาติอาจกลับเข้าซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานของไทยบ้าง ซึ่งอาจช่วยลดทอนแรงขายหุ้นไทยโดยรวม และแรงขายบอนด์ไทย โดยเฉพาะบอนด์ระยะยาว หลังบอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลกต่างปรับตัวขึ้นพอควรในช่วงนี้ ทำให้ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทเสี่ยงเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่าลงบ้าง Sideways Up เหนือโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัดลงบ้าง (*หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ) ตามโฟลว์ธุรกรรมขายเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน
อีกทั้ง เรามองว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองเงินดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ จนกว่าจะรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในคืนนี้ ช่วงราว 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย นอกจากนี้ เรามองว่า ควรจับตา การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อย่างใกล้ชิดเช่นกัน เนื่องจาก เงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงสู่โซน 162.50 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ซึ่งมักจะเป็นบริเวณที่เงินเยนญี่ปุ่นมีจังหวะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในช่วงระยะสั้น (แม้จะยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ เนื่องจากภาพ Macro อย่าง แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังไม่เปลี่ยนในมุมมองของตลาด) จนอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้ ดังจะเห็นได้จากในช่วงที่ผ่านๆ มา ที่การพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในระยะสั้นของเงินเยนญี่ปุ่น ได้ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทบ้าง
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เป็นโอกาสราว 70% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งทุกๆ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้ม การขึ้น หรือ ลด ดอกเบี้ยของ FED ราว 50% อาจส่งผลกระทบให้เงินบาท อ่อนค่าลง หรือ แข็งค่าขึ้น ได้อย่างน้อย 25 สตางค์ โดยประมาณ
เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ควรมีทิศทางดีขึ้น
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.20 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนต่างประเทศ
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางแรงขายหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง Nvidia -3.5% จากความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างตามการปรับตัวขึ้นแรงของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil +4.1% ตอบรับการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ย่อลง -0.26% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.79% ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.55%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ทรงตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลง แม้ตลาดหุ้นยุโรปจะเผชิญแรงกดดันจากแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ไม่ต่างกับฝั่งสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell +2.2% รวมถึงหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Utilities และสินค้าอุปโภคบริโภค
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น สู่ระดับ 4.63% หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น กอปรกับ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ในช่วงนี้ ต่างย้ำจุดยืนพร้อมสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น หากอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอตัวลงได้ช้า โดย การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงสอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า ทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงิน ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่หนุนให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ในวันอังคารนี้ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 101.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.8-101.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางซึ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง กอปรกับแรงขายหุ้นเทคฯ ในหลายตลาด ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) พลิกกลับมาปรับตัวลงแรง สู่โซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินนโยบายการเงินของ FED นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) รวมถึง ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP พร้อมทั้ง รอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ FED
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) อาทิ ผู้ว่าฯ BOE เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE ที่ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างให้โอกาสราว % ที่ BOE อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้
ส่วนทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ของจีน ในเดือนมิถุนายน รวมถึง ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของญี่ปุ่น ในเดือนพฤษภาคม
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งในวันนี้ จะเน้นที่กลุ่มธนาคารและการเงินของสหรัฐฯ อาทิ Citi, Goldman Sachs, JPM, BofA และ Wells Fargo
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
หลังมาถึงรอบตัดเชือก ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ทำนายล่าสุดทีมแชมป์ ฟุตบอลโลก

ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทำนายว่า ฝรั่งเศส คือทีมที่มีโอกาสคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ไปครองมากที่สุดตามด้วย สเปน, อังกฤษ และอาร์เจนตินา หลังเดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศ
ความเคลื่อนไหวของของศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิ.ย.-19 ก.ค. โดยมีเจ้าภาพ 3 ประเทศประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก และแคนาดา ซึ่งเดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศแล้ว โดย ฝรั่งเศส จะพบ สเปน และอังกฤษ จะพบกับ อาร์เจนตินา…
ล่าสุดซูเปอร์คอมพิวเตอร์ได้คำนวณโอกาสของทีมที่จะคว้าแชมป์เวิลด์คัพหนนี้ไปครองมากที่สุดโดยใช้ปัจจัยต่างๆ
ผลปรากฏว่า ฝรั่งเศส ทีมรองแชมป์จากหนก่อนคือทีมที่มีโอกาสคว้าโทรฟี่ไปครองมากที่สุดจากจำนวน 33.58% ตามด้วย สเปน เต็ง 2 ด้วยโอกาส 23.84%
ส่วน อังกฤษ และอาร์เจนตินา แชมป์เก่าอยู่ในเต็ง 3 และ4 ด้วยโอกาส 22.62% และ19.96% ตามลำดับ…
ขอบคุณข้อมูลจาก khaosod.co.th
“เจ็บคอ” แบบไหนต้องระวัง? เปิด 6 สัญญาณควรพบแพทย์ เสี่ยง “มะเร็ง” มาเยือน

เจ็บคอแบบไหนไม่ควรมองข้าม? เผย 6 อาการ ที่อาจไม่ใช่แค่หวัดหรือคออักเสบ แต่เป็นสัญญาณเตือนเสี่ยงมะเร็ง
อาการเจ็บคอ เสียงแหบ กลืนลำบาก หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอ เป็นอาการที่หลายคนเคยเจอ และส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับหวัด คออักเสบ กล่องเสียงอักเสบ ภูมิแพ้ หรือกรดไหลย้อน ซึ่งอาจดีขึ้นได้ภายในไม่กี่วันเมื่อพักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม
แต่ในบางกรณี อาการที่ดูเหมือน “เจ็บคอธรรมดา” อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ควรตรวจให้ชัด โดยเฉพาะหากอาการเป็นนานหลายสัปดาห์ เป็นซ้ำบ่อย แย่ลงเรื่อย ๆ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาทั่วไป เพราะอาจเกี่ยวข้องกับโรคในบริเวณศีรษะและลำคอ รวมถึงความผิดปกติของกล่องเสียง คอหอย หลอดอาหาร หรือในบางรายอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งศีรษะและลำคอได้
เจ็บคอไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งเสมอไป แต่ถ้าเรื้อรังต้องระวัง
American Cancer Society ระบุว่า มะเร็งกล่องเสียงและคอหอยส่วนล่างอาจมีอาการได้หลายแบบ เช่น เจ็บคอไม่หาย เสียงเปลี่ยน กลืนลำบาก เจ็บเวลากลืน ปวดหู หายใจลำบาก น้ำหนักลด หรือมีก้อนบริเวณคอ ขณะที่ Cleveland Clinic แนะนำว่า หากอาการที่เกี่ยวข้องกับคอหรือการกลืนเป็นต่อเนื่องตั้งแต่ประมาณ 2 สัปดาห์ขึ้นไป ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้ใช้วินิจฉัยโรคมะเร็งด้วยตัวเอง เพราะอาจเกิดจากโรคที่ไม่ร้ายแรงได้เช่นกัน เช่น กรดไหลย้อน ติ่งเนื้อที่สายเสียง การติดเชื้อ ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ หรือปัญหาระบบทางเดินหายใจ การตรวจโดยแพทย์จึงเป็นวิธีที่ช่วยแยกสาเหตุได้ชัดเจนที่สุด
1. เสียงแหบเรื้อรัง ไม่ดีขึ้นแม้พักเสียง
เสียงแหบเป็นอาการที่พบได้บ่อยหลังใช้เสียงมาก พูดติดต่อกันนาน ร้องเพลง หรือมีการติดเชื้อทางเดินหายใจ ในหลายกรณีเสียงจะค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติภายในไม่กี่วัน
แต่หากเสียงแหบต่อเนื่องหลายสัปดาห์ เสียงเปลี่ยนไปจากเดิมชัดเจน หรือรักษาแบบทั่วไปแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์หู คอ จมูก เพื่อตรวจกล่องเสียง เพราะความผิดปกติของสายเสียง กล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง ติ่งเนื้อ หรือเนื้องอกบางชนิด อาจทำให้เสียงเปลี่ยนแบบต่อเนื่องได้
2. กลืนลำบาก เจ็บเวลากลืน หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอ
อาการกลืนลำบากอาจเริ่มจากการกลืนอาหารแข็งหรืออาหารแห้งได้ยากขึ้น ต่อมาอาจลามไปถึงอาหารอ่อนหรือน้ำ หากอาการเป็นต่อเนื่อง ควรตรวจหาสาเหตุ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับคอหอย หลอดอาหาร กรดไหลย้อน หลอดอาหารอักเสบ หรือความผิดปกติอื่น ๆ
Mayo Clinic ระบุว่า หากมีปัญหากลืนลำบากบ่อย ๆ ควรพบแพทย์ โดยเฉพาะถ้ามีน้ำหนักลด อาเจียน หรือรู้สึกอาหารติดคอร่วมด้วย หากกลืนไม่ได้หรือรู้สึกอาหารติดจนหายใจลำบาก ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
3. มีก้อนที่คอ หรือต่อมน้ำเหลืองโตผิดปกติ
ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอสามารถโตได้จากการติดเชื้อ เช่น หวัด คออักเสบ หรือฟันอักเสบ และมักค่อย ๆ ยุบลงเมื่อการติดเชื้อดีขึ้น แต่หากมีก้อนที่คอโตต่อเนื่องหลายสัปดาห์ แข็งขึ้น โตขึ้นเรื่อย ๆ เคลื่อนไหวได้น้อย หรือไม่เจ็บ ควรตรวจเพิ่มเติม
สาเหตุอาจเป็นได้ตั้งแต่ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ วัณโรคต่อมน้ำเหลือง โรคภูมิคุ้มกันบางชนิด ไปจนถึงมะเร็งในบริเวณศีรษะและลำคอที่แพร่กระจายมายังต่อมน้ำเหลือง การตรวจอัลตราซาวนด์ CT scan หรือการตัดชิ้นเนื้อ อาจจำเป็นในบางรายเพื่อยืนยันสาเหตุ
4. ไอมีเลือดปน หรือเสมหะมีเลือดซ้ำ ๆ
เสมหะมีเลือดอาจเกิดขึ้นได้หลังไอแรง ๆ หรือเยื่อบุทางเดินหายใจระคายเคือง แต่หากมีเลือดปนเสมหะซ้ำ ๆ ไม่ทราบสาเหตุ หรือมีร่วมกับเจ็บคอเรื้อรัง เสียงแหบ หายใจลำบาก น้ำหนักลด หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้
อาการนี้อาจเกี่ยวข้องกับหลายโรค เช่น หลอดลมอักเสบ วัณโรค หลอดลมโป่งพอง โรคปอด หรือความผิดปกติบริเวณคอหอยและกล่องเสียง จึงควรให้แพทย์ประเมิน โดยเฉพาะหากมีเลือดออกมาก หายใจลำบาก หรือหน้ามืดร่วมด้วย ควรรีบไปโรงพยาบาล
5. หายใจลำบาก หรือมีเสียงหายใจผิดปกติ
เมื่อทางเดินหายใจแคบลง ผู้ป่วยอาจรู้สึกหายใจไม่เต็มอิ่ม เหนื่อยง่าย หรือมีเสียงหายใจหวีด ฟืดฟาด หรือครืดคราด โดยอาการเหล่านี้อาจทำให้หลายคนนึกถึงโรคหอบหืด ภูมิแพ้ หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
แต่หากรักษาแล้วไม่ดีขึ้น อาการเป็นมากขึ้น หรือมีร่วมกับเสียงแหบ กลืนลำบาก หรือมีก้อนที่คอ แพทย์อาจพิจารณาตรวจกล่องเสียงและทางเดินหายใจ เพื่อดูว่ามีการตีบแคบ ก้อน หรือความผิดปกติอื่น ๆ หรือไม่
6. ปวดหูเรื้อรัง แต่ตรวจหูแล้วไม่พบความผิดปกติ
หลายคนอาจไม่รู้ว่า คอและหูมีเส้นประสาทบางส่วนเชื่อมโยงกัน อาการปวดจากบริเวณคอหอย กล่องเสียง หรือโคนลิ้น จึงอาจร้าวไปที่หูได้ แม้ตรวจหูแล้วไม่พบการอักเสบหรือความผิดปกติชัดเจน
หากปวดหูข้างเดียวเรื้อรัง ไม่ทราบสาเหตุ หรือมีร่วมกับเจ็บคอ กลืนเจ็บ เสียงเปลี่ยน หรือมีก้อนบริเวณคอ ควรพบแพทย์หู คอ จมูก เพื่อตรวจบริเวณศีรษะและลำคออย่างละเอียด
เมื่อไรควรไปพบแพทย์?
โดยทั่วไป หากอาการเจ็บคอ เสียงแหบ กลืนลำบาก ไอมีเลือดปน มีก้อนที่คอ หายใจผิดปกติ หรือปวดหูโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นต่อเนื่องเกิน 2-3 สัปดาห์ เป็นซ้ำบ่อย หรือแย่ลงเรื่อย ๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย
นอกจากนี้ หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบากมาก กลืนไม่ได้ ไอเป็นเลือดมาก น้ำหนักลดผิดปกติ แขนขาอ่อนแรง หรือมีอาการทรุดเร็ว ควรรีบไปโรงพยาบาล ไม่ควรรอดูอาการเอง
ดูแลคออย่างไรให้ลดความเสี่ยง
- พักเสียงเมื่อเสียงแหบหรือใช้เสียงมาก
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
- ดูแลกรดไหลย้อน หากมีอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว หรือไอเรื้อรัง
- รักษาสุขอนามัยช่องปากและฟัน
- ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะกินเองโดยไม่จำเป็น
- พบแพทย์เมื่ออาการผิดปกติเป็นนานหรือกลับมาเป็นซ้ำ
สรุป เจ็บคอธรรมดาอาจไม่ธรรมดา หากเป็นนานผิดปกติ
อาการเจ็บคอ เสียงแหบ หรือกลืนลำบาก ส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรงและดีขึ้นได้ แต่หากอาการเป็นนานหลายสัปดาห์ รุนแรงขึ้น หรือมีอาการเตือนร่วม เช่น มีก้อนที่คอ ไอมีเลือดปน หายใจลำบาก ปวดหูข้างเดียว หรือน้ำหนักลด ควรตรวจให้ชัด
สิ่งสำคัญคืออย่าตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะการตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้รักษาได้ตรงจุดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคทั่วไปหรือภาวะที่ต้องได้รับการดูแลจริงจัง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
จีนเร่งยึดตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ชิงเกม AI-ต้นทุนผลิต

- จีนใช้ความได้เปรียบจากซัพพลายเชนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เดิมในการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ ทำให้สามารถลดต้นทุนหุ่นยนต์และเกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง
- จีนครองส่วนแบ่งตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลกด้านปริมาณการติดตั้งและการจัดส่งมากกว่า 80% โดยได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐที่มุ่งผลักดันให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
- การแข่งขันสำคัญอยู่ที่ความสามารถของ AI และต้นทุนการผลิต โดยจีนชิงความได้เปรียบด้านการผลิตและราคา ขณะที่สหรัฐฯ มุ่งเน้นการพัฒนา AI และซอฟต์แวร์ขั้นสูงเพื่อสร้างความแตกต่าง
ปี 2569 กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรือหุ่นยนต์ที่ออกแบบให้มีรูปร่างและการเคลื่อนไหวคล้ายมนุษย์ หลังการแข่งขันเริ่มขยับจากการพัฒนาต้นแบบและโครงการทดลอง ไปสู่การสร้างสายการผลิต ลดต้นทุน และนำหุ่นยนต์เข้าสู่โรงงาน คลังสินค้า ศูนย์วิจัย และธุรกิจบริการมากขึ้น
หัวใจของการแข่งขันไม่ได้อยู่เพียงการทำให้หุ่นยนต์เดิน วิ่ง หรือแสดงท่าทางได้เหมือนมนุษย์ แต่กำลังวัดกันใน 3 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ต้นทุนต่อเครื่อง และศักยภาพในการผลิตจำนวนมาก
จีนกำลังสร้างความได้เปรียบจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ไฟฟ้า มอเตอร์ เซ็นเซอร์ แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนความแม่นยำสูง ขณะที่บริษัทสหรัฐฯ เช่น Tesla, Figure AI และ Agility Robotics มุ่งพัฒนา AI ซอฟต์แวร์ควบคุม และระบบที่ช่วยให้หุ่นยนต์เรียนรู้และปรับตัวเข้ากับงานหลากหลายรูปแบบ
ตลาดโลกจ่อโตเกือบ 18 เท่า
รายงาน Humanoid Robot Market Size & Share 2026–2035 ของ Global Market Insights ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ประเมินว่า ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกมีมูลค่า 7.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 256,750 ล้านบาท) ในปี 2568 และเพิ่มเป็น 10.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 354,250 ล้านบาท) ในปี 2569
มูลค่าตลาดมีแนวโน้มขยายเป็น 54.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.76 ล้านล้านบาท) ในปี 2574 และแตะ 192.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.26 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2578 คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ย 37.6% ต่อปี และเพิ่มขึ้นเกือบ 18 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2569
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะหุ่นยนต์สองขา แต่รวมถึงหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แบบมีล้อและแบบช่วงบนด้วย โดยหุ่นยนต์แบบมีล้อครองส่วนแบ่งรายได้สูงสุด 40.6% ในปี 2568 เนื่องจากมีความมั่นคงสูงกว่า โครงสร้างไม่ซับซ้อน และมีต้นทุนบำรุงรักษาต่ำกว่าหุ่นยนต์สองขา
เอเชีย-แปซิฟิกถูกประเมินว่าเป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่ที่สุดและภูมิภาคที่มีแนวโน้มเติบโตเร็วที่สุด จากการลงทุนด้านระบบอัตโนมัติ โรงงานอัจฉริยะ และ AI ของจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์
จีนครองมากกว่า 80% ของยอดติดตั้ง
ข้อมูลจาก Counterpoint Research ระบุว่า ในปี 2568 มีการติดตั้งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เพิ่มเติมทั่วโลกประมาณ 16,000 เครื่อง โดยจีนมีสัดส่วนมากกว่า 80% ของยอดติดตั้งทั้งหมด
ขณะที่ Omdia ใช้เกณฑ์วัดในรูปแบบ “ยอดจัดส่ง” และประเมินว่า ปี 2568 มีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จัดส่งทั่วโลกราว 13,000 เครื่อง โดยจีนมีสัดส่วนประมาณ 90%
ตัวเลขทั้งสองชุดไม่ควรนำมาเปรียบเทียบโดยตรง เนื่องจาก Counterpoint วัดยอดติดตั้ง ส่วน Omdia วัดยอดจัดส่ง รวมทั้งอาจมีขอบเขตผลิตภัณฑ์และวิธีนับแตกต่างกัน แต่ข้อมูลสะท้อนทิศทางเดียวกันว่า จีนเป็นศูนย์กลางด้านปริมาณของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลก
ผู้ผลิตจีนที่มีบทบาทสำคัญประกอบด้วย AgiBot, Unitree Robotics, UBTech Robotics, Leju Robotics และ Fourier Intelligence โดยมีทั้งหุ่นยนต์เพื่อการวิจัย การศึกษา งานบริการ โลจิสติกส์ และการทดลองใช้งานในโรงงาน
อย่างไรก็ตาม ยอดติดตั้งหรือยอดจัดส่งไม่ได้หมายความว่าหุ่นยนต์ทุกเครื่องถูกนำไปใช้แทนแรงงานในเชิงพาณิชย์แล้ว เพราะส่วนหนึ่งยังเป็นการจัดซื้อเพื่อวิจัย เก็บข้อมูล ฝึกโมเดล AI และทดสอบระบบในพื้นที่ควบคุม
ซัพพลายเชนจีนกดต้นทุนหุ่นยนต์
จุดแข็งสำคัญของจีนคือความสามารถในการใช้ซัพพลายเชนเดิมจากอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า มาต่อยอดการผลิตมอเตอร์ ตัวลดรอบ ระบบเซอร์โว แบตเตอรี่ เซ็นเซอร์ และชิ้นส่วนควบคุมการเคลื่อนไหว
China Daily รายงานว่า ชิ้นส่วนหลักมากกว่าครึ่งหนึ่งของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เช่น มอเตอร์และตัวลดรอบ สามารถจัดหาจากซัพพลายเชนรถยนต์พลังงานใหม่ที่มีอยู่แล้ว ทำให้ผู้ผลิตไม่ต้องลงทุนสร้างกำลังการผลิตใหม่ทั้งหมด
เมื่อยอดผลิตเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตยังสามารถกระจายต้นทุนวิจัยและพัฒนา รวมถึงค่าเสื่อมราคาของสายการผลิตไปยังหุ่นยนต์จำนวนมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนต่อเครื่องลดลงอย่างต่อเนื่อง
ความได้เปรียบด้านซัพพลายเชนทำให้ผู้ผลิตจีนสามารถออกผลิตภัณฑ์หลายระดับราคา ตั้งแต่หุ่นยนต์ขนาดเล็กสำหรับนักพัฒนาและสถาบันการศึกษา ไปจนถึงหุ่นยนต์ขนาดเต็มสำหรับโรงงานและธุรกิจบริการ
สงครามราคากดหุ่นยนต์ต่ำกว่า 10,000 หยวน
การแข่งขันด้านราคาเห็นได้ชัดจากการเปิดตัวหุ่นยนต์รุ่นใหม่ในปี 2569 โดย Unitree Robotics เปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สองแขนรุ่น R1 ราคาเริ่มต้น 26,900 หยวน (ประมาณ 121,050 บาท) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ราคาต่ำที่สุดของบริษัทในขณะเปิดตัว

Noetix Robotics เปิดตัวหุ่นยนต์ Bumi ราคา 9,998 หยวน (ประมาณ 44,991 บาท) กลายเป็นหนึ่งในหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มุ่งตลาดผู้บริโภครุ่นแรก ๆ ซึ่งมีราคาต่ำกว่า 10,000 หยวน (ประมาณ 45,000 บาท)
ส่วน Booster Robotics เปิดตัวหุ่นยนต์ K1 Series ราคาเริ่มต้น 29,900 หยวน (ประมาณ 134,550 บาท) ขณะที่ Astribot เปิดราคาหุ่นยนต์ T1 สำหรับงานอุตสาหกรรมเริ่มต้น 89,900 หยวน (ประมาณ 404,550 บาท) ต่ำกว่าระดับ 100,000 หยวน (ประมาณ 450,000 บาท)
จีนวางหุ่นยนต์เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
การเติบโตของอุตสาหกรรมไม่ได้เกิดจากภาคเอกชนเพียงด้านเดียว แต่ได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาลจีนที่วางหุ่นยนต์และ Embodied AI หรือ AI ที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อโลกจริง เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ยกระดับภาคการผลิต
จีนมองว่าระบบอัตโนมัติจะช่วยรับมือกับแรงกดดันจากสังคมสูงวัย จำนวนแรงงานที่ลดลง และความจำเป็นในการเพิ่มผลิตภาพของโรงงาน โดยเชื่อมโยงการพัฒนาหุ่นยนต์เข้ากับนโยบาย AI+ และการผลิตขั้นสูง
ในปี 2569 จีนยังเปิดตัวระบบมาตรฐานสำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และ Embodied AI ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญตั้งแต่ระบบประมวลผล ชิ้นส่วน การรวมระบบ การใช้งาน ความปลอดภัย และจริยธรรม เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์พัฒนาผลิตภัณฑ์บนมาตรฐานที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น
Tesla เร่งวางฐานผลิต Optimus
ฝั่งสหรัฐฯ Tesla วาง Optimus เป็นหนึ่งในธุรกิจหุ่นยนต์และ AI ที่สำคัญในระยะยาว โดยเอกสารผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2569 ระบุว่า บริษัทเตรียมเริ่มจัดตั้งโรงงาน Optimus ขนาดใหญ่แห่งแรกในไตรมาส 2
สายการผลิตรุ่นแรกที่เมืองฟรีมอนต์ถูกออกแบบให้รองรับกำลังผลิตในระยะยาว 1 ล้านเครื่องต่อปี ขณะที่สายการผลิตรุ่นที่สองในรัฐเทกซัสถูกออกแบบสำหรับกำลังผลิตระยะยาว 10 ล้านเครื่องต่อปี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นกำลังผลิตที่สายการผลิตถูกออกแบบไว้ ไม่ใช่ยอดผลิตจริง และ Tesla ยังไม่ได้เปิดเผยราคาจำหน่ายหรือกำหนดส่งมอบ Optimus ให้ลูกค้าทั่วไปอย่างเป็นทางการ
Elon Musk เคยกล่าวเมื่อปี 2565 ว่า หากผลิต Optimus ได้หลายล้านเครื่อง Tesla อาจจำหน่ายในราคาต่ำกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ต่ำกว่าประมาณ 650,000 บาท)
ความแตกต่างระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จึงอยู่ที่จีนมีหุ่นยนต์หลายรุ่นและหลายระดับราคาออกสู่ตลาดแล้ว ขณะที่บริษัทสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งวางเดิมพันกับความสามารถของ AI และการเพิ่มกำลังผลิตในระยะถัดไป
RaaS เปิดทางธุรกิจเช่าหุ่นยนต์
นอกจากการขายแบบซื้อขาด โมเดล Robot-as-a-Service หรือ RaaS ซึ่งให้ธุรกิจเช่าหุ่นยนต์หรือจ่ายค่าบริการรายเดือน กำลังถูกจับตามองมากขึ้น
Global Market Insights ระบุว่า รูปแบบดังกล่าวช่วยลดภาระเงินลงทุนก้อนแรก ทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถทดลองใช้หุ่นยนต์ได้โดยไม่ต้องซื้อขาด พร้อมรับบริการบำรุงรักษาและอัปเดตซอฟต์แวร์จากผู้ให้บริการ
แต่ความสำเร็จของโมเดล RaaS จะขึ้นอยู่กับว่าหุ่นยนต์สามารถสร้างผลผลิตหรือช่วยลดต้นทุนได้มากกว่าค่าเช่า ค่าพลังงาน ค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายในการปรับพื้นที่ทำงานหรือไม่
AI และความคล่องแคล่วยังเป็นคอขวด

แม้หุ่นยนต์จีนจะแสดงความสามารถด้านการเดิน วิ่ง เต้นรำ ศิลปะการต่อสู้ และลุกขึ้นหลังจากล้มได้ดีขึ้น แต่การแสดงบนเวทียังไม่สามารถยืนยันว่าหุ่นยนต์พร้อมทำงานในโรงงานหรือบ้านเรือนได้อย่างต่อเนื่อง
ข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการหยิบจับวัตถุ การรับรู้สภาพแวดล้อม การตัดสินใจเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ความปลอดภัยเมื่อต้องทำงานใกล้มนุษย์ และระยะเวลาที่สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่หรือซ่อมบำรุง
ปี 69 ชิงผู้นำก่อนตลาดผลิตจำนวนมาก
ภาพรวมปี 2569 จึงยังไม่ใช่ปีที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ในวงกว้าง แต่เป็นปีที่ผู้ผลิตเร่งวางตำแหน่งก่อนอุตสาหกรรมเข้าสู่การผลิตจำนวนมาก
จีนกำลังสร้างความได้เปรียบจากฐานการผลิต ซัพพลายเชน การสนับสนุนของภาครัฐ และการแข่งขันด้านราคา ขณะที่สหรัฐฯ มุ่งสร้างความแตกต่างด้วย AI ซอฟต์แวร์ และความสามารถในการเรียนรู้ของหุ่นยนต์
ตัวชี้วัดความสำเร็จในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงจำนวนเครื่องที่ผลิตหรือราคาขาย แต่ต้องพิจารณาจำนวนชั่วโมงที่หุ่นยนต์ทำงานได้จริง อัตราความสำเร็จของงาน ความปลอดภัย อายุการใช้งาน ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และระยะเวลาคืนทุนของผู้ใช้งาน
เมื่อราคาฮาร์ดแวร์ลดลง สมรภูมิการแข่งขันจะเปลี่ยนจากการสร้าง “หุ่นยนต์ที่เดินได้” ไปสู่การสร้าง “แรงงาน AI ที่ทำงานได้จริง” และผู้ผลิตที่สามารถเชื่อม AI ต้นทุน และกำลังการผลิตเข้าด้วยกันได้ก่อน จะมีโอกาสกำหนดทิศทางตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลกในทศวรรษหน้า
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
แคปชั่นตั้งสเตตัสวันฝนตก เป็นภาษาอังกฤษ

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการจ้า ช่วงนี้ฝนตกให้เราได้ชุ่มฉ่ำกันแทบทุกวัน >,< ใครที่ยังไม่มีสเตตัสโดน ๆ แคปชั่นคูล ๆ ไว้โพสต์รูปฝนโปรยปราย ตาม วอลล์สตรีท อิงลิช มาทางนี้ แล้วเลือกข้อความที่ชอบเอาไปใช้ได้เลย
- Rain will make the flowers grow. – สายฝนจะทำให้ดอกไม้เจริญเติบโต
- After the rain, the grass will always grow. – หลังฝนตก ทุ่งหญ้าก็ย่อมจะเติบโต
- Do not fear. The rain is only here to help you grow. – อย่าไปกลัว ฝนมาเพื่อช่วยให้เราเติบโต
- Sleep is so much easier when it rains. – การนอนหลับทำได้ง่ายขึ้นท่ามกลางฝนตก
- Let the rain wash away, all the pain of yesterday. – ให้สายฝนล้างความเจ็บปวดของเมื่อวาน
- On the other side of the clouds is a bright blue sky. – ในอีกฝั่งของเมฆดำ ก็ยังมีท้องฟ้าที่สดใส
- It’s okay to cry, the sky does it too. – มันไม่เป็นไรเลยที่จะร้องไห้ เพราะท้องฟ้าก็เป็นเหมือนกัน
- It’s felt like summer when I kissed you in the rain. ฉันรู้สึกเหมือนอยู่ในฤดูร้อนเมื่อจูบคุณท่ามกลางสายฝน
- Some people feel the rain, others just get wet. – บางคนรู้สึกถึงสายฝนที่ชุ่มฉ่ำ แต่บางคนอาจแค่รู้สึกเปียกปอน
- If you want the rainbow, you gotta put up with the rain. – หากคุณต้องการสายรุ้ง คุณก็ต้องอดทนกับสายฝน
- The sun after the rain is much beautiful than the sun before the rain. – ดวงอาทิตย์หลังฝนตกงดงามกว่าก่อนฝนตก
- The best thing one can do when it’s raining is to let it. – สิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้เมื่อฝนตก คือ การปล่อยให้มันเป็นไป
- The smell of rain can help reduce stress and raise the mood up to 60%. – กลิ่นของสายฝนช่วยลดความเครียดและเพิ่มบรรยากาศได้ 60%
- Surround yourself with people who are with you when it rains, not just when it shines. – อยู่รายล้อมไปด้วยคนที่อยู่กับคุณยามฝนตก ไม่ใช่อยู่ด้วยแค่ตอนท้องฟ้าสดใส
- Life is not about waiting for the storm to pass, it’s about learning to dance in the rain. – ชีวิตไม่ใช่การรอให้พายุพัดผ่านไป แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะเต้นสนุกท่ามกลางสายฝน
ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th
1 ผลไม้ที่เป็น “มิตรแท้” ของหัวใจ และยาอายุวัฒนะ วิจัยจัดอันดับชนะชาเขียว-แอปเปิ้ล!

วิจัยระดับโลกเฉลย! “ผลไม้” ชนิดไหนมีสารบำรุงหัวใจสูงสุด ทึ่งผลลัพธ์ช่วยยืดอายุ-ราคาเอื้อมถึง
การเลือกรับประทานผลไม้ให้ได้คุณค่าสูงสุดต่อระบบหมุนเวียนโลหิตและหัวใจ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผลไม้นำเข้าราคาแพงเสมอไป ล่าสุดผลงานวิจัยระดับโลกชิ้นสำคัญที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านวิทยาศาสตร์การอาหารชื่อดัง Food & Function ได้สร้างความประหลาดใจให้แก่แวดวงโภชนาการ เมื่อคณะนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันชั้นนำ อาทิ มหาวิทยาลัยเรดดิง (University of Reading) และโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School) ได้ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการบริโภคและตัวชี้วัดทางชีวภาพของประชากรมากกว่า 30,000 คนในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร พบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า “สารฟลาวานอล (Flavanols)” มีประสิทธิภาพสูงสุดในการปกป้องระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงช่วยลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้อย่างมีนัยสำคัญ
ที่น่าสนใจคือ รายงานฉบับนี้ได้เปิดเผยรายชื่อผลไม้ท้องถิ่นที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไป แต่กลับครองแชมป์ปริมาณสารอาหารบำรุงหัวใจที่เข้มข้นที่สุด โดยที่ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องรับประทานในปริมาณมหาศาล
ตารางเปรียบเทียบ: 6 แหล่งอาหารที่อุดมด้วยสาร “ฟลาวานอล” บำรุงหัวใจสูงสุด
จากการตรวจสอบข้อมูลในงานวิจัย คณะผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าแม้ประชากรจะรับประทานผักผลไม้ครบ 5 ส่วนต่อวันตามมาตรฐานทั่วไป แต่หากเลือกประเภทไม่ถูกต้องก็อาจได้รับสารบำรุงหัวใจไม่เพียงพอ นี่คือ 6 แหล่งอาหารที่มีปริมาณสารฟลาวานอลหนาแน่นที่สุดจากการทดสอบทางคลินิก:
| อันดับ | ประเภทอาหาร / ผลไม้ | ปริมาณต่อส่วนเสิร์ฟ | ปริมาณสารฟลาวานอลที่ได้รับ |
|---|---|---|---|
| 1 | ลูกพลัม (Plums) | 1 แพ็กเกจ (ประมาณ 500 กรัม) | 450 มิลลิกรัม |
| 2 | แครนเบอร์รี (Cranberries) | 250 กรัม | 300 มิลลิกรัม |
| 3 | แบล็กเบอร์รี (Blackberries) | 200 กรัม | 250 มิลลิกรัม |
| 4 | ชาเขียวบริสุทธิ์ (Green Tea) | 1 ถ้วย (250 มิลลิลิตร) | 200 มิลลิกรัม |
| 5 | ถั่วปากอ้า (Broad Beans) | 1 กำมือ (80 กรัม) | 140 มิลลิกรัม |
| 6 | เชอร์รี (Cherries) | 400 กรัม | 130 มิลลิกรัม |
กลไกทางวิทยาศาสตร์: เหตุใด “ลูกพลัม” จึงเป็นมิตรแท้ของระบบหลอดเลือด
สกอตต์ คีตลีย์ (Scott Keatley) นักกำหนดอาหารและผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้อธิบายถึงกระบวนการทำงานของสารฟลาวานอลในลูกพลัมว่า สารประกอบฟีนอลิกชนิดนี้มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีความเสถียรสูงมาก เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำหน้าที่เสมือนกลไกทำความสะอาดผนังหลอดเลือด โดยเข้าไปกระตุ้นการผลิตแก๊ส ไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดเกิดการคลายตัวและขยายตัวอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ให้พุ่งสูงเฉียบพลัน อีกทั้งยังช่วยยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชันของคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ป้องกันการก่อตัวของแผ่นคราบไขมันอุดตันในหลอดเลือด
นอกจากนี้ ลูกพลัมยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุโพแทสเซียม ซึ่งทำหน้าที่ขับโซเดียมส่วนเกินออกทางระบบปัสสาวะ ลดแรงดัน thẩm thấu ในระบบพลาสม่า ร่วมกับเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ เช่น เพกติน (Pectin) ที่ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและดักจับไขมันในทางเดินอาหาร ส่งผลดีต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจในระยะยาว
ข้อควรระวังและทริกการบริโภคเพื่อรับสารอาหารสูงสุด
แซนดรา จาง (Sandra Zhang) ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากศูนย์การแพทย์ทัฟส์ (Tufts Medical Center) สหรัฐอเมริกา ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ปัจจัยสำคัญในการรับสารฟลาวานอลคือวิธีการรับประทานที่ถูกต้อง:
- รับประทานสดพร้อมเปลือก: สำหรับผลไม้ เช่น ลูกพลัม หรือแอปเปิ้ล สารฟลาวานอลจะกระจายตัวหนาแน่นที่สุดบริเวณเปลือกผิวภายนอก จึงควรล้างทำความสะอาดให้หมดจดแล้วรับประทานสดทั้งเปลือก หลีกเลี่ยงการปอกเปลือกทิ้ง
- หลีกเลี่ยงการผ่านความร้อนสูงและการคั้นน้ำ: การนำไปแปรรูปด้วยความร้อนสูง เช่น การอบแห้ง หรือการคั้นแยกกาก จะทำให้โครงสร้างของวิตามินซีและสารฟลาวานอลบางส่วนสลายตัวไป รวมถึงสูญเสียใยอาหารที่มีประโยชน์
- เลี่ยงการรับประทานช่วงก่อนนอน: เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับน้ำตาลฟรุกโตสในปริมาณมากเกินไปในช่วงที่ร่างกายพักผ่อน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการสะสมไขมันที่ตับ

กลุ่มบุคคลที่ต้อง “ระมัดระวัง” ในการรับประทาน
แม้ลูกพลัมจะมีคุณประโยชน์เด่นชัดในผลงานวิจัย แต่ในทางคลินิกมีกลุ่มเสี่ยงที่แพทย์เตือนว่าต้องจำกัดปริมาณอย่างเคร่งครัด:
กลุ่มผู้ป่วยที่ต้องหลีกเลี่ยง:
• ผู้ป่วยโรคไตและนิ่วในไต: เนื่องจากในลูกพลัมมีสารอาหารประเภท ออกซาเลต (Oxalate) ในปริมาณสูง สารชนิดนี้สามารถเข้าไปจับตัวกับแคลเซียมจนเกิดการตกตะกอนเป็นก้อนนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ และเพิ่มภาระการกรองของไตในผู้ป่วยไตเสื่อม
• ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร: กรดอินทรีย์ธรรมชาติในผลผลิตสดอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุผิวทางเดินอาหารหากรับประทานในช่วงเวลาท้องว่าง
• ข้อห้ามจับคู่สารอาหาร: ไม่ควรรับประทานลูกพลัมร่วมกับถั่วอัลมอนด์ หรืออาหารทะเลที่มีแคลเซียมสูงพร้อมกันในมื้อเดียว เนื่องจากสารออกซาเลตจะเข้าไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมและสารอาหารประเภทอื่น
สำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรง ปริมาณที่แนะนำทางโภชนาการคือการรับประทานในสัดส่วนที่พอดี ไม่มากจนเกินไป เพื่อให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระที่สมดุลควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 14/7/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 63,550.00 | 63,750.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,108.00 | 62,277.28 | 64,550.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,697.20 | 56,049.55 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,286.40 | 49,821.82 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,848.60 | 28,024.78 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,437.80 | 21,797.05 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,256.99 | 64,535.97 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 14/7/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 34.94 | 34.94 | 35.44 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 34.57 | 34.57 | 35.07 | 34.57 | 34.57 | 34.57 | 34.57 | 34.57 | 34.57 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 29.94 | 29.94 | 30.14 | 29.94 | – | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 25.88 | 25.88 | – | – | – | – | – | – | 25.88 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 48.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 43.93 | – | – | 48.41 | – | 44.43 | 44.08 | – | 43.93 |
| ดีเซล | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 |
| ดีเซล B20 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | – | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







