เอพี ไทยแลนด์ โชว์ฟอร์มแกร่ง ไตรมาส 1 ยอดขายทะลุ20,645 ล้าน รุกไตรมาส 2ลุย 12 โครงการ

- เอพี ไทยแลนด์ สร้างยอดขายในไตรมาสแรกของปีสูงถึง 20,645 ล้านบาท ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย
- เดินหน้าตามแผนในไตรมาส 2 เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ 12 โครงการ มูลค่ารวม 17,150 ล้านบาท
- โครงการใหม่ครอบคลุมทุกประเภทที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม และโครงการในต่างจังหวัด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจที่ถาโถมทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่กดดันต้นทุนและความเชื่อมั่น รวมถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงต้องเผชิญ “โจทย์หิน” อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ภาพสะท้อนจากผลประกอบการไตรมาสแรกของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ กลับเผยให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและความแข็งแกร่งของธุรกิจ ที่ยังคงรักษาระดับการเติบโตได้ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน
หนึ่งในนั้นคือ บริษัท เอพี ไทยแลนด์จำกัด (มหาชน) ที่ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น สะท้อนการวางกลยุทธ์ที่รอบคอบ การบริหารพอร์ตโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ และการจับสัญญาณความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ ทำให้สามารถประคองผลการดำเนินงานผ่านช่วงเวลาท้าทายไปได้ พร้อมส่งสัญญาณบวกต่อเนื่องถึงทิศทางในไตรมาสถัดไป ท่ามกลางความหวังว่าตลาดจะค่อย ๆ ฟื้นตัวอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะข้างหน้า
นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหารบริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจอย่างแข็งแกร่งภายใต้วิสัยทัศน์ ‘ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้’ โดยมียุทธศาสตร์สำคัญ CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING ที่มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ให้อุตสาหกรรมอสังหาฯ ด้วยการนำ ‘ความเข้าใจคุณภาพชีวิตจริงอย่างลึกซึ้ง’ ที่เป็นจุดเริ่มต้น ผสานเข้ากับวินัยในการดำเนินธุรกิจอย่างรอบด้าน
ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา แม้จะยังคงเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง แต่เอพีมองเห็นโอกาส และสามารถสร้างนิยามใหม่ของคุณภาพชีวิตที่คิดจากความเข้าใจ เพื่อ Living Quality ในแบบคุณ และส่งมอบ ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้ ผ่านโครงการในเครือเอพี ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และคอนโด เจาะเข้าถึงกำลังซื้อลูกค้า โดยเฉพาะเซนติเมนต์ของตลาดระดับกลางถึงบนที่ยังคงส่งสัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นจากความสำเร็จของยอดขายรวมไตรมาสแรก (1/2569) ที่ทำได้สูงถึง 20,645 ล้านบาท
เดินหน้าตามแผนไตรมาส 2/2569 แชมป์เปิดตัวสูงสุด 12 โปรเจกต์ใหม่
สำหรับไตรมาส 2/2569 เอพี ไทยแลนด์ ยังคงยืนหยัดรักษาตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างแข็งแกร่ง โดยพร้อมรุกตลาดด้วยแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ที่มากที่สุดในอุตสาหกรรม จำนวน 12 โครงการ มูลค่ารวม 17,150 ล้านบาท
พอร์ตโฟลิโอใหม่ในไตรมาสสองนี้ ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ เพื่อตอบรับดีมานด์ที่หลากหลาย ภายใต้การขับเคลื่อนด้วย DNA หลักอย่าง ‘AP CODE – The Code of Living Quality’ โดยมีสัดส่วนการเปิดโครงการใหม่ ดังนี้
- กลุ่มบ้านแฝดและทาวน์โฮม เจาะตลาดเรียลดีมานด์ด้วย 6 โครงการใหม่ ภายใต้แบรนด์บ้านกลางเมือง – GRANDE PLENO – PLENO – PLENO TOWN มูลค่ารวม 7,550 ล้านบาท
- กลุ่มบ้านเดี่ยว ตอกย้ำผู้นำตลาดด้วย 3 โครงการใหม่ ภายใต้แบรนด์ THE CITY และ CENTRO มูลค่ารวม 3,500 ล้านบาท
- กลุ่มคอนโดมิเนียม รุกทำเลศักยภาพ 1 โครงการใหม่ LIFE สุขุมวิท – พระราม 4 มูลค่า 4,500 ล้านบาท
- กลุ่มโครงการต่างจังหวัด เดินหน้าขยายฐานลูกค้า 2 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 1,600 ล้านบาท ได้แก่ อภิทาวน์ หัวหิน และ อภิทาวน์ สระบุรี ราคาเริ่มต้น 3.79 ล้านบาท
เจาะลึกไฮไลต์ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ไตรมาส 2/2569
1. ไฮไลต์กลุ่มบ้านแฝดและทาวน์โฮม เจาะทำเลใหม่ นำทัพโดย 3 โครงการแฟลกชิป ได้แก่
- PLENO TOWN เอกชัย – บางบอน (ราคาเริ่มต้น 1.79 ล้านบาท* VIP DAY 16 – 17 พ.ค. นี้)

ชูคอนเซปต์ โมเมนต์แห่งความสุข ไลฟ์สไตล์เมือง ถือเป็นการปักหมุดบุกเบิกทำเลใหม่ (New Area) ของไตรมาสนี้ โดยบริษัทฯ มั่นใจในศักยภาพทำเลและโปรดักต์คุณภาพ จะดึงดูด Real Demand และกวาดยอดขายได้อย่างรวดเร็ว ทัดเทียมกับความสำเร็จของ PLENO TOWN ธรรมศาสตร์ – รังสิต ที่เพิ่งสร้างปรากฏการณ์โกยยอดพรีเซลกว่า 400 ล้านบาท ไปในไตรมาสแรกที่ผ่านมา
- บ้านกลางเมือง สาทร – กัลปพฤกษ์ 2 (2026 – New Model ‘Foyer House’ 6.79 ล้านบาท VIP DAY 23 – 24 พ.ค. นี้ ) ปักหมุดทำเลศักยภาพติดถนนใหญ่กัลปพฤกษ์ ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการแรก (บ้านกลางเมือง The Edition สาทร – กัลปพฤกษ์) ด้วยการนำเสนอทาวน์โฮม 3 ชั้นโมเดลเรือธงอย่าง ‘Zuelia’ ที่เคยทำยอดขายสูงสุดมาแล้ว โดยสำหรับ บ้านกลางเมือง สาทร – กัลปพฤกษ์ 2 (โครงการใหม่) พร้อมต่อยอดสร้างไฮไลต์เด็ดประจำไตรมาส 2 ด้วยการเปิดตัวนวัตกรรมบ้าน New Model 2026 ‘Foyer House’ ทาวน์โฮม 3 ชั้น ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Foyer – Green Window – The Power of Space: Double Height Connected เป็นที่แรก เพื่อยกระดับ Living Quality และส่งมอบชีวิตดีๆ ที่ลูกค้าสามารถเลือกเองได้
- GRANDE PLENO ศรีนครินทร์ – เทพารักษ์ (ราคาเริ่มต้น 5.29 ล้านบาท* VIP DAY 16 – 17 พ.ค. นี้) รุกเจาะกลุ่มครอบครัวขยายยุคใหม่ (Modern Extended Family) ด้วยบ้านแฝดดีไซน์ใหม่ ฟังก์ชันใหญ่
2 ชั้น สไตล์ Boutique Series ซึ่งพิสูจน์ความสำเร็จมาแล้วจากการกวาดยอดขายระดับท็อปในปีที่ผ่านมา
2. ไฮไลต์บ้านเดี่ยวโครงการใหม่ ย้ำแชมป์เจ้าตลาด ส่ง New Model ‘Nature Architect’
เอพี ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดบ้านเดี่ยวใจกลางเมือง ดัน 2 แบรนด์ Best Seller อย่าง THE CITY และ CENTRO นำร่องเปิดตัวบ้านซีรีส์ใหม่ ‘Nature Architect’ ชูจุดขายการยกระดับ Space Quality ด้วยแนวคิด Natural Intelligence ดีไซน์ฟังก์ชันเชื่อมต่อพื้นที่ภายในและธรรมชาติภายนอกอย่างไร้รอยต่อ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบ Hybrid ของครอบครัวใหญ่ทุกเจเนอเรชัน เตรียมเปิดรอบ VIP DAY พร้อมกัน 3 ทำเลศักยภาพ ในวันที่ 30 พ.ค. นี้
- THE CITY สุขสวัสดิ์ – พระราม 3 เริ่มต้น 15 – 25 ล้านบาท
- THE CITY เสรีไทย – วงแหวน เริ่มต้น 14.9 – 25 ล้านบาท
- CENTRO สุขุมวิท – บางนา เริ่มต้น 11.9 – 16 ล้านบาท
3. ไฮไลต์คอนโดมิเนียมใหม่ รุกไพรม์โลเคชัน ปลุกตลาดคอนโดใหม่ ส่ง ‘LIFE สุขุมวิท – พระราม 4’
เดินหน้าปลุกกำลังซื้อตลาดคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง ด้วยบิ๊กโปรเจกต์ร่วมทุน (JV) มูลค่า 4,500 ล้านบาท ปักหมุดแบรนด์ LIFE สุขุมวิท – พระราม 4 ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีพระโขนง ชูศักยภาพทำเลเชื่อมต่อย่าน ‘ทองหล่อ – เอกมัย’ เพียง 8 นาทีถึง The Emporium พร้อมยกระดับ Living Quality ด้วยไฮไลต์ ‘ส่วนกลางชิดขอบฟ้า’ เทควิวโค้งน้ำบางกะเจ้า เจาะกลุ่มคนเมืองและนักลงทุนด้วยห้องชุดดีไซน์ใหม่ โอบรับวิว 2 ด้านที่แตกต่าง โค้งน้ำบางกะเจ้าและวิวเมืองตึกระฟ้าใจกลางสุขุมวิท
35 ปีแบรนด์อสังหาฯ ที่คนไทยเชื่อถือ ขับเคลื่อนด้วย AP CODE
ตลอดระยะเวลากว่า 35 ปี เอพี ไทยแลนด์ ยึดมั่นในการพัฒนาโครงการที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกมิติ โดยมี AP CODE เป็น DNA สำคัญในการสร้างมาตรฐานการทํางานที่เริ่มต้นจากความเข้าใจคุณภาพชีวิตจริงของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถส่งมอบ Living Quality ได้อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่แนวคิดการพัฒนา ไปจนถึงประสบการณ์การอยู่อาศัยจริงในทุกวัน

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ศุภาลัยปั้น “เมือง” 287 ไร่ย่านรังสิต ดึง SISB เป็นแม่เหล็ก

- ศุภาลัยพัฒนาโครงการเมืองขนาดใหญ่ 287 ไร่ในย่านรังสิต ภายใต้แนวคิดผสมผสานที่อยู่อาศัยและการศึกษาเข้าไว้ด้วยกัน
- ชูโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ (SISB) เป็นแม่เหล็กหลัก สร้างจุดขาย “บ้านติดโรงเรียน” ในระยะ 0 เมตร เพื่อแก้ปัญหาการเดินทางของผู้ปกครอง
- เปิดตัว 2 โครงการเฟสแรกมูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท ได้แก่ “ศุภาลัย พรีมา วิลล่า” ราคา 18-35 ล้านบาท และ “ศุภาลัย ปาล์มสปริงส์” ราคา 4-9 ล้านบาท
- ใช้การศึกษาเป็นกลยุทธ์สร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างความแตกต่างให้โครงการ เพื่อเจาะกลุ่มครอบครัวกำลังซื้อสูงและอุดช่องว่างตลาดในทำเลดังกล่าว
ท่ามกลางการแข่งขันของตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลาง-บนศุภาลัย “ขยับเกม” ด้วยการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่กว่า 287 ไร่ ในย่านรังสิตแต่สิ่งที่ทำให้โปรเจกต์นี้ต่างไม่ใช่แค่ขนาดคือ “แนวคิด”การสร้าง Community Living Hub ที่ผสาน “บ้าน + การศึกษา” ไว้ใน Ecosystem เดียวกัน
ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมองเห็นศักยภาพของทำเลรังสิตมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในทำเลที่ศุภาลัยพัฒนาโครงการมาแล้วถึง 30 โครงการ ครอบคลุมหลายเซกเมนต์ ทำให้เข้าใจทั้งดีมานด์และพฤติกรรมของลูกค้าในพื้นที่นี้เป็นอย่างดี
จากการเติบโตของประชากรในโซนรังสิต ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ที่มองหาทั้งพื้นที่ใช้สอยที่ตอบโจทย์ และสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่ดีในระยะยาว
บ้านติดโรงเรียน จาก Pain Point สู่จุดขาย
ธัญวรัตน์ ปัญญารัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและการขาย บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าหนึ่งในอินไซต์สำคัญของครอบครัวยุคใหม่คือ “เวลา” ที่หายไปกับการเดินทางศุภาลัยจึงวางหมากให้ Singapore International School of Bangkok หรือ SISB เป็นศูนย์กลางของคอมมูนิตี้โดยเชื่อมโครงการที่อยู่อาศัยเข้ากับโรงเรียนในระยะ “0 เมตร”
ความหมายคือ เด็กเดินไปโรงเรียนได้ พ่อแม่ไม่ต้องเผชิญรถติด เวลาในครอบครัวเพิ่มขึ้น จาก Pain Point เรื่องการเดินทางถูกแปลงเป็น Value Proposition ที่จับต้องได้ทันที

เปิด 2 โครงการ 5,000 ล้าน ปิดช่องว่างตลาด
เฟสแรก ศุภาลัยเปิด 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท ได้แก่ โครงการ “ศุภาลัย พรีมา วิลล่า รังสิต คลอง 3” มูลค่าโครงการประมาณ 3,360 ล้านบาท บ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี บนพื้นที่กว่า 98 ไร่ มาพร้อมแบบบ้านซีรีส์ Romantic Charm จำนวน 7 แบบ บนที่ดินเริ่มต้นประมาณ 100 ตารางวาขึ้นไป พื้นที่ใช้สอย 238-502 ตารางเมตร รองรับครอบครัวขนาดใหญ่ จำนวนเพียง 271 ครอบครัว
ฟังก์ชัน 4-5 ห้องนอน 4-7 ห้องน้ำ และ ที่จอดรถ 2-4 คัน โดดเด่นด้วย Premium Luxury Clubhouse ขนาดใหญ่ 2 ชั้น พร้อมสระว่ายน้ำระบบน้ำแร่แบบ Free-form รวมถึงพื้นที่สวนสีเขียวเกือบ 4 ไร่ และเทคโนโลยี Future Living อาทิ ระบบสายไฟฟ้าใต้ดิน Home Automation ระบบ Airflow การติดตั้ง Solar Rooftop และรองรับ EV Charger ในทุกยูนิต ระดับ 18–35 ล้านบาท
ขณะที่โครงการ “ศุภาลัย ปาล์มสปริงส์ รังสิต คลอง 3” มูลค่าโครงการประมาณ 1,790 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 57 ไร่ พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด ซีรีส์ใหม่ Romantic Charm จำนวน 310 ครอบครัว พื้นที่ใช้สอย 141-210 ตารางเมตร 3-4 ห้องนอน 3-4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน พร้อมระบบ Home Automation และระบบรักษาความปลอดภัย
เหมาะสำหรับครอบครัวรุ่นใหม่ที่ต้องการบ้านคุณภาพในคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่ ราคาเริ่มต้น 4-9 ล้านบาท โดยทั้งสองโครงการจะช่วยเติมเต็มการอยู่อาศัยให้ครอบคลุม ทุกช่วงชีวิตของครอบครัวและใน
อนาคตจะพัฒนาอีก1โครงการที่มีระดับราคาใกล้เคียงกันออกมารองรับบนพื้นที่ 80ไร่ที่เหลือ ล่าสุดดสามารถสร้างยอดขายในเฟสแรกที่เปิดขายได้แล้วกว่า 350 ล้านบาท
การวาง 2 เซกเมนต์ในพื้นที่เดียวกันสะท้อนกลยุทธ์ “กินตลาดทั้งแนวลึก”เพราะข้อมูลชี้ว่าดีมานด์บ้านระดับ 15–20 ล้านบาทในโซนนี้ยัง “ขาดซัพพลาย”นั่นแปลว่าศุภาลัยไม่ได้แค่สร้างดีมานด์ใหม่
แต่กำลัง “อุดช่องว่างตลาด” ไปพร้อมกัน

“การศึกษา” กลายเป็นตัวเพิ่มมูลค่าอสังหาฯ
การดึง SISB เข้ามาไม่ใช่แค่เพิ่มความสะดวกแต่คือการ ยกระดับมูลค่าโครงการ ใน 3 มิติ
1. เพิ่ม Demand คุณภาพสูงกลุ่มครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับการศึกษามักมีกำลังซื้อสูงและตัดสินใจเร็ว
2. สร้าง Differentiation ระยะยาวบ้านอาจเหมือนกันได้แต่ “โรงเรียนข้างบ้าน” เลียนแบบได้ยาก
3. หนุนราคาทรัพย์สินในอนาคตทำเลที่ผูกกับสถาบันการศึกษาคุณภาพมักมีแนวโน้มมูลค่าเพิ่มต่อเนื่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ยุทธศาสตร์ ‘ความยั่งยืน’ ดิจิทัลไทย ชี้ชะตาผู้นำ ‘ดาต้าเซนเตอร์’ อาเซียน

- ความสำเร็จของไทยในการเป็นผู้นำดาต้าเซนเตอร์ในอาเซียนขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดหาพลังงานที่สะอาดและมั่นคง
- การเติบโตของ AI ทำให้ดาต้าเซนเตอร์ต้องการพลังงานสูงขึ้นมาก
- โจทย์ท้าทายที่ไทยต้องแก้ไข ควบคู่ไปกับการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
- การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ประหยัดพลังงานและพร้อมรองรับ AI จะช่วยเสริมสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” และวางรากฐานให้เกิดระบบนิเวศ “Green AI” ของไทย
ปี 2569 คือหมุดหมายสำคัญที่จะตัดสินว่า ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดาต้าเซนเตอร์ที่ยั่งยืนแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้หรือไม่ หรือโอกาสทองนี้จะหลุดลอยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน
บุศรินทร์ ประดิษฐยนต์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (STT GDC) กล่าวว่า ประเทศไทยวางตัวเป็น “ประตูสู่ดิจิทัล” (Digital Gateway) ของภูมิภาค โดยมีรากฐานที่แข็งแกร่งและแรงหนุนจากการลงทุนมหาศาลของผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก
แม้จะเห็นการลงทุนขนาดใหญ่เกิดขึ้น ทว่า “ขนาด” หรือ “Scale” ของการลงทุนสร้างดาต้าเซนเตอร์ เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบของการก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดในระยะยาว
คำถามสำคัญคือ ไทยจะสามารถจัดหาพลังงานที่ทั้ง “สะอาด” และ “มั่นคง” ได้ทันกับความเร็วของการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยAI ได้หรือไม่?
หากแก้โจทย์นี้ได้สำเร็จก็จะสามารถสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยั่งยืนของภูมิภาคอย่างแท้จริง
โอกาสเชิงกลยุทธ์ด้านพลังงาน
ขณะนี้ประเทศไทยยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยมีข้อมูลคาดการณ์ว่าต้องการกำลังการผลิตไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซนเตอร์สูงถึง 3-5 กิกะวัตต์ ภายในสิ้นทศวรรษนี้ เพื่อรองรับอุปสงค์ที่พุ่งสูงขึ้น
ขณะที่โครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ปัจจุบันรองรับได้เพียง 2,000 เมกะวัตต์ ช่องว่างนี้ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็น “โอกาสครั้งสำคัญ” ที่จะได้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุคใหม่ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อวางให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับเวิร์กโหลดงาน AI โดยเฉพาะ และสอดรับกับเจตนารมณ์ของประเทศที่มุ่งสู่ความยั่งยืนไปพร้อม ๆ กัน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวิร์กโหลดงาน AI ใช้ขุมพลังงานมหาศาลมากกว่าคอมพิวเตอร์แบบเดิมหลายเท่าตัว ส่งผลให้ดาต้าเซนเตอร์ที่มีความหนาแน่นสูง หรือ High-density Data Centres กลายเป็นมาตรฐานใหม่
จากเดิมที่ตู้แร็คทั่วไปใช้ไฟราว 4-5 กิโลวัตต์ แต่สำหรับ AI อาจพุ่งสูงเกิน 80 กิโลวัตต์ต่อแร็ค ขณะเดียวกัน การที่ประเทศไทยประกาศเร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2593 คือการส่งสัญญาณอย่างมีนัยสำคัญให้นักลงทุนทั่วโลกรับรู้ว่า ความยั่งยืนกลายเป็น “หัวใจ” สำคัญของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ
ต้องฝั่งอยู่ใน ‘ดีเอ็นเอ’ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ด้วยประสบการณ์ทั่วภูมิภาคเอเชียและมุมมองของ STT GDC การออกแบบความยั่งยืนต้องฝังอยู่ใน “ดีเอ็นเอ” ของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
การให้ความสำคัญและการตัดสินใจให้เฉียบคมในเรื่อง “การออกแบบ” (Design) นับตั้งแต่วันแรก จะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการลดอัตราการปล่อยคาร์บอนในระยะยาวได้ถึง 15-20 ปี
กลยุทธ์ด้านพลังงานเป็นรากฐานที่ต้องคิดให้จบตั้งแต่เริ่มต้น และอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี หากองค์กรมาปรับแก้ภายหลัง
“เทคโนโลยี” ไม่ใช่กุญแจสำคัญเพียงดอกเดียว ที่จะนำประเทศก้าวสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลตั้งแต่วันแรก แต่ “การสร้างประสิทธิภาพในระยะยาวอย่างยั่งยืน” เป็นส่วนสำคัญที่ต้องมีนับแต่นี้เป็นต้นไป
ปูทาง ‘อธิปไตยทางดิจิทัล’
บ่อยครั้งที่การใช้พลังงานเพื่อรองรับการทำงานของ AI และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมักถูกมองว่าเป็นสิ่งที่สวนทางกัน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ทั้งสองสิ่งนี้มักต้องเดินไปพร้อมกันเสมอ
เมื่อสร้างกระดูกสันหลังทางดิจิทัลที่ประหยัดพลังงานและพร้อมรองรับการทำงานของ AI นั่นจะเป็นการกำลังเปิดประตูให้เหล่านักวิจัยและธุรกิจไทยสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันระดับสูง
ไม่ว่าจะเป็นโมเดลภาษาไทย (ThaiLLM) หรือการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ โดยที่ยังสามารถบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การก้าวหน้าในทิศทางนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมสร้าง“อธิปไตยทางดิจิทัล” (Digital Sovereignty) ของไทยให้แข็งแกร่ง
แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับระบบนิเวศ “Green AI” ที่สะท้อนตัวตนของไทยและสอดคล้องกับเป้าหมายการลดคาร์บอนของโลกอย่างเป็นรูปธรรม
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
โคตรโหด! ทีมชาติบราซิล อัดฉีดแข้งคนละ 1 ล้านดอลลาร์ หากเถลิงแชมป์โลกปีนี้

ทีมชาติบราซิล เตรียมสร้างแรงจูงใจครั้งใหญ่ให้กับนักเตะ ด้วยการตั้งโบนัสก้อนโต หากสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จ
รายงานจากสื่อท้องถิ่นอย่าง Estadão ระบุว่า สหพันธ์ฟุตบอลบราซิล หรือ CBF เตรียมมอบเงินรางวัลให้ผู้เล่นคนละ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33 ล้านบาท) หากทัพ “แซมบ้า” ผงาดคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 6 ได้สำเร็จ
ทั้งนี้ บราซิลคว้าแชมป์โลกครั้งล่าสุดต้องย้อนไปในปี 2002 ในศึกฟุตบอลโลก 2002 ที่มีเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพร่วม ซึ่งนับถึงปัจจุบันก็ผ่านมากว่า 20 ปีแล้ว
สำหรับการเจรจาเรื่องโบนัสในครั้งนี้ มีแกนหลักของทีมอย่าง วินิซิอุส จูเนียร์, อลิสซง เบ็คเกอร์, ดานิโล, มาร์กินญอส, คาเซมิโร และ บรูโน กิมาไรส์ เป็นตัวแทนในการพูดคุยกับสมาคมฯ
ขณะที่โปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม โดยบราซิลถูกจับให้อยู่ในกลุ่ม C ร่วมกับ โมร็อกโก, เฮติ และ สกอตแลนด์
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
เช็กพฤติกรรมทำลายไต! รู้ทันก่อนสาย สู่วันที่ต้องล้างไตหรือปลูกถ่ายไต

Tuck Talk สัปดาห์นี้พบกับเรื่องควรระวัง! สิ่งที่คุณทำทุกวัน อาจกำลังทำลายไต ยาแก้ปวด น้ำเกลือแร่ น้ำวิตามิน รู้หรือไม่? กินผิดเสี่ยงไตพัง! หลายคนรู้ตัวอีกที ต้องรอเปลี่ยนไตนานกว่า 5 ปี ระหว่างรอจะอยู่ยังไง? วิธีบำบัดทดแทนไตแบบไหนเหมาะที่สุด? ฟังคำตอบจาก “หมอชนิกานต์ ศมาวรรตกุล” อายุรแพทย์โรคไตจากสหรัฐอเมริกา อย่ารอให้ไตพังแล้วค่อยหันมาดูแล
พฤติกรรมหลัก ๆ ในชีวิตประจำวันที่ทำลายไตโดยไม่รู้ตัว
พญ.ชนิกานต์ : อาจจะมีหลาย ๆ อย่าง เช่น การดื่มน้ำน้อย ในคนไข้หลาย ๆ คนดื่มน้ำน้อยอาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นนิ่วในไต หรือการกินยาโดยที่ไม่ได้ปรึกษาแพทย์ก่อน ตัวที่เจอบ่อย ๆ เลยก็คือยาแก้ปวด ซึ่งอาจจะมีผลต่อการทำงานของไตในระยะยาวได้ หรือว่าการกินอาหารเสริมบางอย่าง กินวิตามินบางชนิด การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพออันนี้ก็มีส่วน คือโรคไตอาจจะมีสาเหตุมาจากโรคหลัก ๆ ที่เราพูดถึง อย่างเช่น เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง เพราะฉะนั้นพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราซึ่งส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลสูง หรือว่าความดันสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน อันนี้ก็ทำให้ไตทำงานเสื่อมลงได้ หรือว่าการใช้ยาที่ไม่จำเป็น แล้วใช้เยอะ ใช้เป็นประจำ คือการใช้ยาโดยที่ไม่ได้ปรึกษาแพทย์ อันนี้ก็เป็นสาเหตุหลัก ๆ เลยที่อยู่ในชีวิตประจำวันที่เราอาจจะไม่ทันรู้ตัวว่ามันส่งผลให้ไตไม่แข็งแรงได้
เครื่องดื่มอะไรบ้างที่เสี่ยงให้ไตพัง ?
พญ.ชนิกานต์ : ถ้าเครื่องดื่มที่มีเกลือแร่อาจจะไม่ได้มีผลต่อไตโดยตรง แต่ว่าในคนไข้ที่การทำงานของไตเสื่อมสารเกลือแร่บางอย่างที่มีปริมาณสูงเกินไป อย่างเช่น โพแทสเซียม อันนี้อาจจะทำให้มีผลต่อการทำงานของหัวใจ จังหวะการเต้นของหัวใจ ซึ่งอาจจะมีอันตรายถึงชีวิตได้ ถ้าไม่แน่ใจก็ปรึกษาคุณหมอ หรือว่าดูส่วนผสมในนั้นนิดหนึ่ง น้ำเปล่าดีที่สุด
เคยได้ยินว่าถ้าไตเสื่อมจะทำให้หัวใจพังด้วยอันนี้จริงไหม ?
พญ.ชนิกานต์ : ใช่ค่ะ อันนี้มีหลักฐานทางการแพทย์คอนเฟิร์ม เพราะว่าไตก็ต่อเนื่องกับระบบไหลเวียนในหัวใจ ซึ่งเวลาตัวกรองทำงานได้ไม่ดี ของเสียในร่างกายก็จะสูงขึ้น ก็จะมีผลต่อการทำงานของหัวใจ
การปลูกถ่ายไตเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดจริงไหม แล้วเพราะอะไร ?
พญ.ชนิกานต์ : อันนี้ขยายความว่าในผู้ป่วยที่สภาวะร่างกายพร้อม ต้องพร้อม เพราะว่าเป็นการผ่าตัดใหญ่ ร่างกายต้องพร้อมพอที่จะเข้าไปในการผ่าตัด 4 ชั่วโมงก่อนที่จะออกมา แล้วก็มีการฟื้นตัวหลังจากการผ่าตัดได้
ไตของผู้บริจาคที่จะต้องนำมาปลูกถ่ายต้องเลือกไตแบบไหน ?
พญ.ชนิกานต์ : ก็จะมี 2 ประเภท เป็นไตที่มาจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตอยู่ ในกรณีนี้เป็นญาติทางสายเลือด พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือบุตร อย่างนี้ได้ หรือเป็นสามีภรรยา และไตอีกชนิดหนึ่งก็คือไตที่มาจากผู้บริจาคสมองตาย อันนี้ที่เราอาจจะเรียกว่าเป็น “ไตกาชาด” อันนี้ก็คือจะต้องมาเข้าคิวกัน ไตลักษณะยังไงที่จะสามารถปลูกถ่ายได้ก็จะต้องมีเนื้อเยื่อที่เข้ากันได้กับผู้รับ อันนี้จะเป็นตามมาตรฐานอยู่แล้ว เวลาที่มีการจัดสรรไตเราจะต้องตรวจตรงนี้ว่าเนื้อเยื่อเข้ากันได้ไหม นอกจากนี้ ผู้บริจาคจะต้องไม่มีโรคที่อาจจะทำให้เกิดความเสื่อมของไตอยู่แล้ว อย่างเช่น เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง และต้องไม่มีโรคติดต่อร้ายแรง เพราะว่าการปลูกถ่ายไตอาจจะนำมาถึงการติดเชื้อบางอย่างได้
เคสที่ปลูกถ่ายไตแล้วไม่สำเร็จส่วนใหญ่เกิดจากอะไร ?
พญ.ชนิกานต์ : อาจจะแบ่งเป็น 2 ช่วง ถ้าช่วงแรกเลยคือในช่วง 2-3 วัน หรืออาทิตย์แรกหลังจากการปลูกถ่าย อันนี้อาจจะสุดวิสัยจริง ๆ เพราะเวลาเราคัดกรองว่าเข้ากันได้ไหม เราทำตามมาตรฐานตามขั้นตอนหมดแล้ว แต่มันก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ เวลาหมออธิบายให้คนไข้และญาติฟัง หมอจะใช้คำว่า “ปลูกถ่าย” ให้ระลึกถึงว่าเหมือนกับเราปลูกต้นไม้ บางทีเราปลูกจากเมล็ด รดน้ำพรวนดินอย่างดี ใส่ปุ๋ยทำทุกอย่างถูกต้องเป๊ะมาก แต่บางเมล็ดมันไม่ขึ้นก็มี แต่มันน้อยมาก ส่วนในระยะยาวสาเหตุที่ผลการปลูกถ่ายไตอาจจะไม่ดีเท่าที่หวังไว้ ส่วนใหญ่เกิดจากการดูแลที่ไม่ต่อเนื่อง เช่น หยุดกินยากดภูมิเอง หรือการดูแลสภาวะอื่น ๆ อย่างเบาหวาน ความดัน ซึ่งอาจทำให้ไตทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร หรือเกิดจากการติดเชื้อซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ยากดภูมิในเวลานาน
คนที่ปลูกถ่ายไตต้องกินยากดภูมิไปตลอดชีวิตเลยหรือเปล่า ?
พญ.ชนิกานต์ : ใช่ค่ะ คือร่างกายคนเราเก่งมากที่จะรู้ว่าอันนี้ไม่ใช่ของของเรา เหมือนเวลาเราติดเชื้อ เป็นหวัด ไม่สบาย ได้เชื้อไวรัสมา ร่างกายจะทราบว่าไม่ใช่แล้วก็จะต่อต้านทำให้เราหายจากการติดเชื้อนั้น ๆ ทีนี้อวัยวะของคนอื่นก็เหมือนกัน ถึงแม้เราจะตรวจว่าเข้ากันได้ ร่างกายก็รู้ว่าไม่ใช่ของของเรา ระบบภูมิคุ้มกันก็จะทำงาน ซึ่งเราไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น เราเลยต้องใช้ยาไปหยุดกระบวนการนี้ กดเอาไว้ไม่ให้ร่างกายต่อต้าน ต้องกินไปตลอดระยะเวลาที่ไตที่ปลูกถ่ายยังทำงานอยู่
อะไรเป็นอุปสรรคสำคัญในการปลูกถ่ายไตในปัจจุบัน ?
พญ.ชนิกานต์ : การรอคิวเฉลี่ยแล้วจะประมาณ 5 ปีครึ่ง รอเพื่อที่จะได้ไตที่มีเนื้อเยื่อที่เหมือนกับเรา เป็นการดูแลตัวเองในระหว่างที่รอ
เทคโนโลยีทางการแพทย์สำหรับการปลูกถ่ายไตในบ้านเราปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง ?
พญ.ชนิกานต์ : เทคโนโลยีในเมืองไทยได้มาตรฐานเท่าเทียมกับทั่วโลกเลย ทั้งอเมริกา ยุโรป และแคนาดา
สามารถปลูกถ่ายไตข้ามหมู่เลือดได้แล้วจริงไหม ?
พญ.ชนิกานต์ : ทำได้มานานแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นไตจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะต้องมีการเตรียมการ เหมือนเวลาเราแพ้อะไรอย่างนึงแล้วมีการรักษาที่ทำให้เราสามารถชนะได้ อย่างแพ้กุ้งก็อาจจะมีการให้ยาหรือทำอะไรเพื่อปรับเปลี่ยนทำให้สุดท้ายไม่แพ้แล้ว อันนี้การปลูกถ่ายข้ามกรุ๊ปเลือดก็เหมือนกัน คือก็จะต้องตรวจโดยละเอียด แล้วก็อาจจะต้องมีการให้ยาหรือว่ามีการรักษา เพื่อทริกร่างกายเราว่าโอเคนะ ถ้าเกิดว่าเจอเลือดกรุ๊ปนี้ไม่ให้ตอบสนอง สามารถทำได้ แต่ว่าก็อาจจะเป็นส่วนน้อย
ระหว่างที่คนไข้กำลังรอการปลูกถ่ายไต แนะนำให้ปฏิบัติตัวอย่างไร ?
พญ.ชนิกานต์ : ตามกฎแล้วถ้าเกิดว่าจะเข้าคิวรอรับปลูกถ่ายไต จะต้องเริ่มการ “บำบัดทดแทนไต” เนื่องจากการเริ่มบำบัดทดแทนไตเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิต หมอก็จะแนะนำทางเลือกที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนไข้น้อยที่สุด คือแทนที่จะให้คนไข้เปลี่ยนชีวิตเพื่อมารักษา เราเลือกใช้การรักษาที่ทำให้คนไข้สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุด หมอมักจะเริ่มต้นด้วยการถามว่า การบำบัดทดแทนไตมี 2 แบบ คือ แบบที่ทำได้ที่บ้านและอีกแบบนึงต้องไปทำที่โรงพยาบาล ไปทำที่ศูนย์ หมอพบว่าถ้าเริ่มคุยกันแบบนี้ คนไข้อาจจะเปิดกว้าง ทีนี้การทำที่บ้านจะเป็นการ”ล้างไตทางหน้าท้อง” การไปทำที่ศูนย์จะเป็นการ”ฟอกเลือด”ที่เราเรียกว่าฟอกเลือด
คนที่ล้างไตทางหน้าท้องกับคนที่ฟอกเลือด มีผลต่อความพร้อมในการปลูกถ่ายไตต่างกันไหม ?พญ.ชนิกานต์ : มีผล สภาพความพร้อมของร่างกายก็มีผลต่อความสำเร็จในการปลูกถ่ายไต การฟอกเลือด คือเอาง่าย ๆ คำว่าฟอกเลือดจริง ๆ ภาษาไทยเราเห็นภาพพอสมควร คือการเอาเลือดออกจากร่างกายไปผ่านตัวกรองแล้วเอาเลือดที่สะอาดกลับเข้ามา อันนี้เวลาที่ทำหัวใจจะรับภาระหนักเหมือนออกกำลังกายเลย เห็นนอนเฉย ๆ แต่ว่าร่างกายเหมือนออกกำลังกายเลย ก็จะเพลีย เพราะเวลาเอาเลือดออกอัตราเวลาที่เอาเลือดออกเยอะเหมือนกัน ต่อนาที เพราะหัวใจก็จะทำงานหนักช่วงนั้น
การฟอกเลือดมานานหลายปีจะมีโอกาสทำให้ความสำเร็จในการปลูกถ่ายไตลดลงไหม ?
พญ.ชนิกานต์ : มีโอกาส ยิ่งฟอกสั้นที่สุดเท่าไหร่ผลสำเร็จยิ่งดีกว่า สั้นขนาดที่เป็นแค่สัปดาห์ก็เห็นความแตกต่าง คือการฟอกเลือดทุกครั้ง ส่วนใหญ่แล้ว 4 ชั่วโมง ระหว่างที่คนไข้ได้รับการฟอกเลือดอยู่ พอทีนี้อาทิตย์ละ 3 ครั้ง หัวใจทำงานหนักเป็นเวลานาน หัวใจก็อ่อนแอลงได้ เพราะนี่อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งเลย ซึ่งทำให้คนไข้มีโอกาสที่จะได้รับการปลูกถ่ายไตน้อยลง ถ้าหัวใจทำงานไม่แข็งแรงพอ ก็ไม่สามารถเข้ารับการปลูกถ่ายไตได้
อายุเฉลี่ยของไตที่ปลูกถ่ายไปแล้ว อยู่ได้กี่ปี ?
พญ.ชนิกานต์ : ขึ้นอยู่ปัจจัยหลาย ๆ อย่าง แต่โดยเฉลี่ยแล้ว อย่างไตจากผู้บริจาคสมองตาย (ไตกาชาด) จะประมาณเฉลี่ยแล้ว 10-15 ปี แล้วแต่คนด้วยมันก็จะมีความเสื่อมลงไป แต่ถ้าเป็นไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิตอยู่ จะอยู่ได้นานกว่า อยู่ประมาณ 15-20 ปี แต่ว่าหมอก็เคยเจอคนไข้ที่รับบริจาคจากผู้ป่วยสมองตายที่อยู่นานเลยก็มี เพราะหมอมักจะย้ำอยู่เสมอเลยว่า การปลูกถ่ายไตไม่ได้รักษาโรคอื่นด้วย อย่างถ้าคนไข้เป็นเบาหวาน ปลูกถ่ายไตแล้วเบาหวานไม่หายนะ ต้องดูแลมากขึ้นกว่าเดิมอีก ปัจจัยที่จะทำให้ไตอยู่ได้นาน ก็มีหลาย ๆ อย่าง แต่หลัก ๆ เลยก็ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังจากได้รับการปลูกถ่ายไต อย่างเช่นการกินยากดภูมิสม่ำเสมอ มีคนไข้บางคนเข้าใจว่าหลายปีแล้ว ร่างกายน่าจะชินแล้ว หยุดกินยาเองก็มี ซึ่งอันนี้ก็ส่งผลถึงอายุเฉลี่ยของไตที่ได้รับการปลูกถ่าย
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
do does ใช้ยังไง? สรุปกฎพื้นฐานประโยคบอกเล่า ปฏิเสธ และคำถาม

“I do my homework” หรือ “He does his homework”? แค่จุดเริ่มต้นของประโยคพื้นฐานใน Present Simple Tense ก็ทำเอาหลายคนกุมขมับแล้วใช่ไหมครับ? ความสับสนว่า do does ใช้ยังไง ถือเป็นด่านแรกของการเรียนแกรมม่าภาษาอังกฤษเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากจะแปลว่า “ทำ” แล้ว สองคำนี้ยังทำหน้าที่เป็น “กริยาช่วย” (Helping Verb) ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างประโยคปฏิเสธและคำถามอีกด้วย
วันนี้ Engduo จะพาคุณมาถอดรหัสการใช้ do และ does แบบเน้นๆ ตั้งแต่การจับคู่ประธานไปจนถึงกฎเหล็กที่คนไทยมักพลาดบ่อยที่สุด รับรองว่าถ้าคุณเข้าใจหลักการในบทความนี้ คุณจะสามารถสื่อสารและแต่งประโยคภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจและดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นแน่นอนครับ
1. หลักการจำง่ายๆ: ประธานตัวไหนใช้ do หรือ does?
หัวใจสำคัญของการใช้ do และ does คือการดูที่ “ประธาน” (Subject) ของประโยคครับ โดยเราจะแบ่งกลุ่มประธานออกเป็น 2 ฝ่าย ดังนี้:
ใช้ do กับประธานพหูพจน์ (Plural Subjects):
- I, You, We, They และคำนามที่มีมากกว่าหนึ่ง (เช่น Dogs, My parents)
- ตัวอย่าง: They do yoga every morning. (พวกเขานั่งโยคะทุกเช้า)
ใช้ does กับประธานเอกพจน์ (Singular Subjects):
- He, She, It และคำนามที่มีเพียงหนึ่งเดียว (เช่น A cat, John, My boss)
- ตัวอย่าง: She does her laundry on Sundays. (เธอกล่าวซักผ้าทุกวันอาทิตย์)
2. หน้าที่ของ do และ does ในประโยคภาษาอังกฤษ
เราสามารถแบ่งหน้าที่ของ do และ does ออกเป็น 2 สถานการณ์หลักๆ เพื่อให้คุณนำไปใช้งานได้ถูกต้องตามบริบทครับ
ในฐานะกริยาแท้ (Main Verb) แปลว่า “ทำ”
ใช้บอกว่าใครกำลังทำกิจกรรมอะไรอยู่ตามปกติ
- I do exercises. (ฉันออกกำลังกาย)
- He does his work. (เขาทำงานของเขา)
ในฐานะกริยาช่วย (Helping Verb) ในประโยคปฏิเสธและคำถาม
เมื่อเราต้องการบอกว่า “ไม่” หรือ “ถาม” ในประโยคที่มีกริยาแท้อยู่แล้ว เราจะดึง do และ does เข้ามาช่วยครับ
ประโยคปฏิเสธ (Negative): ใช้ do/does + not (รูปย่อคือ don’t / doesn’t)
- I don’t like coffee. (ฉันไม่ชอบกาแฟ)
- He doesn’t speak English. (เขาไม่พูดภาษาอังกฤษ)
ประโยคคำถาม (Question): เอา Do/Does มาวางไว้หน้าประโยค
- Do you play football? (คุณเล่นฟุตบอลไหม?)
- Does she live here? (เธออยู่ที่นี่หรือเปล่า?)
ตารางสรุป: การใช้ do/does ในประโยค 3 รูปแบบ (Sentence Structure Matrix)
ลองมาดูตารางเปรียบเทียบการวางตำแหน่ง do และ does ในประโยคแต่ละประเภทกันครับ เพื่อให้คุณเห็นความแตกต่างชัดเจนขึ้น
| ประธาน (Subject) | ประโยคบอกเล่า (Affirmative) | ประโยคปฏิเสธ (Negative) | ประโยคคำถาม (Question) |
| I / You / We / They | I do my best. | I don’t do it. | Do you do it? |
| He / She / It | She does her best. | She doesn’t do it. | Does she do it? |
| จุดสังเกตสำคัญ | กริยาเติม s/es ตามประธาน | กริยาแท้กลับเป็นรูปปกติ | กริยาแท้กลับเป็นรูปปกติ |
กฎเหล็กที่ต้องจำ: เมื่อมี do/does กริยาแท้ต้อง “ถอดรูป”!
นี่คือจุดที่คนไทยพลาดบ่อยที่สุด (The Common Mistake) ครับ จำไว้ว่าเมื่อไหร่ที่มี do หรือ does (โดยเฉพาะในประโยคปฏิเสธและคำถาม) เข้ามาในประโยคแล้ว กริยาแท้ที่ตามมาจะต้องกลับไปเป็น “กริยาช่อง 1 รูปปกติ (Infinitive)” เสมอ ห้ามเติม s หรือ es เด็ดขาด!
- ❌ He doesn’t plays guitar. (ผิด)
- ✅ He doesn’t play guitar. (ถูก เพราะมี doesn’t มาช่วยแล้ว play ไม่ต้องเติม s)
- ❌ Does she goes to school? (ผิด)
- ✅ Does she go to school? (ถูก เพราะมี Does มาช่วยแล้ว go ไม่ต้องเติม es)
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
1. ในประโยคมีทั้ง do และ does พร้อมกันได้ไหม?
ได้ครับ! ในกรณีที่ do เป็นกริยาแท้ (แปลว่า ทำ) และ does เป็นกริยาช่วย เช่น She doesn’t do her homework. (เธอไม่ทำสื่อการบ้านของเธอ) doesn’t ทำหน้าที่เป็นส่วนปฏิเสธ ส่วน do ทำหน้าที่เป็นกริยาแท้ครับ
2. ใช้ do/does กับประโยคที่เป็นอดีต (Past Tense) ได้ไหม?
ไม่ได้ครับ! ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต เราจะเปลี่ยนทั้ง do และ does ให้กลายเป็น did แทนครับ เช่น I did my homework yesterday.
3. “Do you have…?” กับ “Have you got…?” ต่างกันอย่างไร?
ความหมายเหมือนกันคือ “คุณมี…ไหม?” ครับ แต่ Do you have…? เป็นสไตล์อเมริกัน (American English) ที่นิยมใช้ทั่วไป ส่วน Have you got…? เป็นสไตล์บริติช (British English) ที่ดูเป็นทางการกว่านิดหน่อยครับ
4. ใช้ Do/Does เน้นย้ำประโยคบอกเล่าได้ไหม?
ได้ครับ! เรียกว่า Emphatic Do ใช้เมื่อต้องการเน้นย้ำว่า “ทำจริงๆ นะ” เช่น I do love you! (ฉันรักคุณจริงๆ นะ!) หรือ She does look beautiful today. (วันนี้เธอสวยจริงๆ นะ)
5. ถ้าประธานเป็นคำนามนับไม่ได้ เช่น Water, Money ต้องใช้ do หรือ does?
คำนามนับไม่ได้ (Uncountable Nouns) ในทางแกรมม่าถือว่าเป็น “เอกพจน์” เสมอครับ ดังนั้นต้องใช้คู่กับ does ครับ เช่น Does this water taste strange? (น้ำนี่รสชาติแปลกๆ ไหม?)
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 2 เม.ย.69 ‘อ่อนค่า‘ ตามแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด

- เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 2 เม.ย. อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์
- การอ่อนค่าเป็นผลจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด ซึ่งส่งผลต่อมุมมองของตลาดเกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 32.40-32.75 บาทต่อดอลลาร์ โดยตลาดยังคงจับตาข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.75 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Up หลังยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง (แกว่งตัวในกรอบ 32.47-32.68 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างระมัดระวังต่อการปรับเพิ่มความคาดหวังว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงได้ในเร็ววันนี้ ตามการออกแถลงการณ์ปฏิเสธ ถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าอิหร่านได้ร้องขอให้มีการหยุดยิง จากทางกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน โดยทางกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านยังคงย้ำว่า ประเด็นการร้องขอหยุดยิงนั้นเป็นข่าวเท็จและไม่มีมูลความจริง ซึ่งภาพดังกล่าว

กอปรกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกุมภาพันธ์ ขยายตัว +0.6% จากเดือนก่อนหน้า ส่วนดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม เดือนมีนาคม ได้ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.7 จุด (เกิน 50 จุด สะท้อนถึง ภาวะขยายตัว) ได้หนุนให้ เงินดอลลาร์รีบาวด์แข็งค่าขึ้นบ้าง สร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาท อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง หลัง ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถรีบาวด์ขึ้นบ้างเข้าใกล้โซน 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีการปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญในช่วงนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เป็นสำคัญ ซึ่งจะมีผลต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ทำให้ ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways (อนึ่ง เราขอย้ำว่า เงินบาทยังอยู่ในช่วงผันผวนสูงกว่าปกติ ทำให้กรอบการแกว่งตัวมีโอกาสกว้างกว่าปกติได้มาก) โดยโซนแนวรับยังคงอยู่ในช่วง 32.40-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.75 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์)
อย่างไรก็ตาม เราขอย้ำเตือนว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญการเคลื่อนไหวผันผวนสูง แบบ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางอย่างรวดเร็วและรุนแรง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งต้องจับตา แนวโน้มการเจรจาหยุดยิงและยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
รวมถึง ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะยกระดับการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้ฝั่งอิหร่านกลับมาเจรจามากขึ้นได้ ซึ่งการประเมินแนวโน้มค่าเงินบาท รวมถึงการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ต่างๆ นั้น จะต้องประเมินแบบ Scenario Analysis เทียบกับ มุมมองของผู้เล่นในตลาดปัจจุบัน (Current Markets Expectations) โดยหากประเมินจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดล่าสุด อ้างอิงจากมุมมองต่อแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังอยู่ว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงได้ แต่ยังไม่มีความมั่นใจมากนัก หรืออย่างน้อยมองว่า ราคาน้ำมันดิบอาจไม่ได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ในระยะสั้น สะท้อนจาก ความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก อย่าง BOE (โอกาส 86% ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้) และ ECB (โอกาส 70% ขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง ในปีนี้) ส่วน FED ผู้เล่นในตลาดประเมิน โอกาสราว 26% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้
แม้จะมีกระแสข่าวความพยายามในการเจรจาหยุดยิงของสหรัฐฯ แต่เราจะสงวนท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดย สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยคลี่คลายลงได้ ทว่า ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับเพิ่มสถานะถือครองมากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการปรับตัวลงแรงของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil -5.2% ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.72% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.16%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พุ่งขึ้นแรงกว่า +2.50% ตอบรับกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างทางการสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งได้หนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า ทว่า การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรปได้ชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างระมัดระวังต่อการคาดหวังแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงของทั้งสองฝ่าย หลังทางการอิหร่านยังคงย้ำว่า ไม่มีการเจรจาร้องขอให้มีการหยุดยิง ตามที่ทางการสหรัฐฯ ได้กล่าวอ้าง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงแรงของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่นเดียวกันกับฝั่งสหรัฐฯ อาทิ BP -5.0%, Shell -3.7%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 4.33% ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างระมัดระวังต่อการปรับเพิ่มความคาดหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลงได้ในเร็ววันนี้ นอกจากนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ได้ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 26% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ (ลดลงจากราว 38% ในวันก่อนหน้า) ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ โดยหากสถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง แต่การปรับตัวขึ้นอาจไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ก่อนปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังทรงตัว ไม่มีพัฒนาการเพิ่มเติมชัดเจน ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทำให้ การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับรายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ จากภาพความผันผวนของตลาดบอนด์ที่ยังสูงอยู่ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อย่างช่วงที่ตลาดกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักชัดเจน เช่น ประเมินว่า FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตอบรับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด กอปรกับ ผู้เล่นในตลาดต่างระมัดระวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังทางการอิหร่านยังไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าการเจรจาหยุดยิง ทำให้ยังมีความเสี่ยงที่สถานการณ์อาจไม่ได้คลี่คลายลงได้เร็ว ตามที่ประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ได้กล่าวไว้ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวขึ้น สู่โซน 99.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.3-99.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ทว่า ความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจทยอยคลี่คลายลง ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวของบรรดาธนาคารกลางหลัก หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สู่โซน 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำได้ถูกชะลอลงบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังกังวลว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจอย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และยอดการประกาศเลิกจ้างงาน (Challenger Job Cuts) ที่จะช่วยสะท้อนถึงภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
อาหาร 6 สิ่งกินแล้วนอนหลับง่ายขึ้น ตัวช่วยธรรมชาติ คนหลับยากต้องลองแล้ว

6 อาหารช่วยให้นอนหลับสบาย เคล็ดลับปรับสมดุลร่างกายเพื่อการพักผ่อนที่มีประสิทธิภาพ
ปัญหาการนอนไม่หลับหรือนอนหลับไม่สนิทส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตในวันรุ่งขึ้น การเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารช่วยผ่อนคลายระบบประสาทและกล้ามเนื้อจึงเป็นวิธีธรรมชาติที่ช่วยให้ร่างกายเข้าสู่โหมดการพักผ่อนได้ง่ายขึ้น ข้อมูลทางโภชนาการระบุว่าสารอาหารบางชนิดมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการนอนหลับ ซึ่งช่วยให้ร่างกายสามารถหลับได้ลึกและตื่นมาด้วยความสดชื่น
สำหรับกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่แนะนำให้รับประทานเพื่อส่งเสริมการนอนหลับ พร้อมคุณประโยชน์ที่มีต่อร่างกาย
- นมอุ่น: อุดมไปด้วยกรดอะมิโน “ทริปโตเฟน” ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสร้างเซโรโทนินและเมลาโทนิน ช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล และช่วยให้เข้าสู่ภาวะง่วงนอนได้เร็วขึ้น
- กล้วย: เป็นแหล่งของแมกนีเซียมและโพแทสเซียม ซึ่งมีคุณสมบัติสำคัญในการช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดมาตลอดทั้งวัน ทำให้ร่างกายรู้สึกเบาสบายและหลับได้ยาวนานขึ้น
- ชาคาโมมายล์: เครื่องดื่มสมุนไพรปราศจากคาเฟอีนที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ “อะพิจีนีน” ช่วยลดความเครียดในระบบประสาท ส่งผลให้จิตใจสงบและพร้อมสำหรับการพักผ่อน
- เชอร์รี่: โดยเฉพาะเชอร์รี่สายพันธุ์ที่มีรสเปรี้ยว จะมีปริมาณเมลาโทนินตามธรรมชาติสูง ซึ่งเป็นฮอร์โมนหลักที่ควบคุมวงจรการหลับและการตื่นของร่างกาย ช่วยปรับสมดุลนาฬิกาชีวิตให้ทำงานเป็นปกติ
- อัลมอนด์: มีแมกนีเซียมในปริมาณสูง ซึ่งช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล และช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนให้หลับลึกขึ้น ลดการตื่นกลางดึก
- น้ำผึ้ง: การผสมน้ำผึ้งปริมาณเล็กน้อยลงในเครื่องดื่มอุ่นๆ ช่วยลดการทำงานของสารโอเร็กซินในสมอง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายตื่นตัว ส่งผลให้สมองเข้าสู่สภาวะพักผ่อนได้ง่ายขึ้น
ข้อควรระวังและกลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงก่อนนอน
นอกจากการเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยส่งเสริมการนอนแล้ว กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ยังย้ำเตือนถึงสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบย่อยอาหารและการทำงานของสมองถูกรบกวน ได้แก่ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทุกชนิด อาหารประเภทของทอดที่มีไขมันสูงซึ่งใช้เวลาย่อยนาน และน้ำหวานหรือเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เนื่องจากจะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวและอาจทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนขณะนอนหลับได้
การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารควบคู่ไปกับการจัดสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้เหมาะสม จะช่วยให้ประสิทธิภาพการนอนหลับดีขึ้นอย่างชัดเจน ทางการแพทย์ระบุชัดว่าการนอนหลับที่มีคุณภาพเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีและการทำงานของหัวใจที่แข็งแรง ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อการนอนจึงเป็นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ทำได้ง่ายและเห็นผลลัพธ์ในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 2/4/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 72,200.00 | 72,400.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,667.00 | 70,751.72 | 73,200.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,200.30 | 63,676.55 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,733.60 | 56,601.38 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,100.15 | 31,838.27 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,633.45 | 24,763.10 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,836.27 | 73,317.85 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 2/4/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 43.25 | 43.25 | 43.75 | 43.25 | 43.25 | 43.25 | 43.25 | 43.25 | 43.25 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 42.88 | 42.88 | 43.13 | 42.88 | 42.88 | 42.88 | 42.88 | 42.88 | 42.88 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 38.25 | 38.25 | 38.75 | 38.25 | – | 38.25 | 38.25 | 38.25 | 38.25 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 34.99 | 34.99 | – | – | – | – | – | – | 34.99 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 53.04 | 57.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 53.04 |
| เบนซิน 95 | 51.84 | – | – | 57.51 | – | 52.34 | 51.99 | – | 51.84 |
| ดีเซล | 44.24 | 44.24 | 44.24 | 44.24 | 44.24 | 44.24 | 44.24 | 44.24 | 44.24 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 59.94 | 62.14 | 63.34 | 62.14 | – | – | – | – | 59.94 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







