สาระน่ารู้ประจำวันที่ 07 เมษายน 2569

สงกรานต์นี้ เอพีท้าแชทบอท ดัน “คนจริง” คุยลูกค้า 24ชั่วโมง

เมื่อแบรนด์ส่วนใหญ่เลือกใช้ “แชทบอท” ลดต้นทุนการสื่อสารแต่เอพี กลับเลือกเดินเกมสวนยอมเพิ่มต้นทุน เพื่อแลกกับ “คุณภาพบทสนทนา”ใช้คนจริงกับลูกค้า 24ชั่วโมงช่วงสงกรานต์

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แคมเปญ #APNightToMeetYou พิสูจน์แล้วว่า “คนจริง” สร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าจากลูกค้ากว่า 30,000 ราย ที่ไม่ได้ต้องการแค่คำตอบเร็วแต่ต้องการ “คำตอบที่เข้าใจชีวิตจริง”และในช่วงสงกรานต์

ช่วงเวลาที่ครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าบทสนทนาเรื่อง “บ้าน” จึงไม่ใช่แค่เรื่องอสังหาฯแต่คือเรื่องอนาคต เอพีจึงขยับเกมอีกครั้งจากโมเดล Night Time (21.00 – 24.00 น.)สู่ “All Day, All Night”เปิดโหมดสแตนด์บายทีมงานจริง ตอบทุกคำถาม ตลอดวันหยุดยาว

จาก ‘ความเร็ว’ สู่ ‘ความเข้าใจ’ กลยุทธ์ที่บอททดแทนไม่ได้

ในยุคที่ AI และ Chatbot กลายเป็นมาตรฐานคำถามสำคัญไม่ใช่ “ตอบได้ไหม”แต่คือ “เข้าใจแค่ไหน” เอพีเลือกโฟกัสที่จุดนี้เพราะการตัดสินใจเรื่องบ้านเต็มไปด้วยรายละเอียด ความกังวล และบริบทชีวิตที่ซับซ้อน

สิ่งที่ลูกค้าต้องการไม่ใช่แค่ข้อมูลโครงการแต่คือ “คนที่ฟัง และคิดไปด้วยกัน”  ช่วงวันหยุดยาว ไม่ใช่แค่เทศกาลแต่คือ “หน้าต่างเวลา” ที่ครอบครัวใช้คุยเรื่องใหญ่เอพีจึงเข้าไปอยู่ในโมเมนต์นั้นด้วยการขยายเวลาบริการให้ลูกค้าคุยได้ “ทุกวัน ทุกเวลา” ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหน เพราะมองว่า สงกรานต์ = Moment สำคัญของการตัดสินใจ

ยกระดับบริการ สู่มาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม

ภารกิจ All Day, All Nightไม่ใช่แค่แคมเปญระยะสั้น แต่คือการต่อยอดจาก AP CODE เพื่อสร้าง Living Quality ที่จับต้องได้และตั้งมาตรฐานใหม่ว่า“บริการที่ดี” ต้องไม่หยุดตามเวลาทำการหยุดยาวนี้ถ้าบทสนทนาในครอบครัวคุณ เริ่มพูดถึง “บ้าน” ลองเปลี่ยนจากการเสิร์ชมาเป็นการ “คุยกับคนจริง”เพราะบางคำตอบต้องใช้ “ความเข้าใจ” มากกว่าระบบอัตโนมัติ

กลยุทธ์ดังกล่าว “สวนกระแส” ด้วยการแทนที่บอทด้วยทีมงานจริง เพื่อสร้างความแตกต่างผ่าน “ความเข้าใจเชิงลึก” ในดีลที่มีความซับซ้อนอย่างการซื้อบ้าน พร้อมยึดช่วงเวลาทองอย่างสงกรานต์ที่ครอบครัวกำลังคุยเรื่องอนาคต

ด้วยโมเดล All Day, All Night ที่ทำให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าได้ก่อนและนานกว่า ส่งผลให้ไม่เพียงแค่ดักทุกโอกาสจากลูกค้าที่เข้ามา แต่ยังเพิ่มโอกาสปิดการขายจากความเชื่อมั่นที่บอทให้ไม่ได้ และเมื่อผนวกกับพอร์ตโครงการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ จึงเปลี่ยนทุกบทสนทนาให้กลายเป็นโอกาสขายที่เหนือกว่าคู่แข่งในเชิงระบบ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


สงครามดันต้นทุนพุ่ง เขย่าราคาบ้าน ‘ศุภาลัย’ระบุหากยืดเยื้อราคาขึ้น 4–5%

“ศุภาลัย” ชี้สงครามดันต้นทุนพุ่ง เขย่าราคาบ้านคาดระยะสั้น ระบุหากยืดเยื้อจำเป็นต้องปรับราคาบ้าน4-5% ลุ้นหลังสงกรานต์ชี้ชะตาสงครามยุติ

แรงกระเพื่อมจากสงครามตะวันออกกลางเริ่มลามถึงอสังหาริมทรัพย์ ต้นทุนก่อสร้างขยับตามราคาน้ำมัน กดดันผู้ประกอบการส่งสัญญาณ “ขึ้นราคา” บ้านในระยะถัดไป ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

สถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือน ยังไร้สัญญาณคลี่คลาย กำลังสร้างแรงกดดันต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ “ราคาบ้าน” ที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนการก่อสร้าง ทั้งค่าขนส่งและราคาวัสดุที่ผันผวนตามราคาน้ำมันในตลาดโลก

ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) มองว่า แม้ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจะดันราคาสินค้าโดยรวม แต่ผลกระทบอาจเป็นเพียงระยะสั้น เนื่องจากสงครามมักจบลงด้วยความสูญเสียของทุกฝ่าย และไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม ในช่วงรอยต่อ ผู้รับเหมาก่อสร้างเริ่มแบกรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการพยายามประคองสถานการณ์ ผ่านการจ่ายเงินตรงเวลา และช่วยจัดหาวัสดุก่อสร้างเพื่อลดแรงกดดันในระบบ

 ไตรมาสแรกยังสดใส ก่อนสงครามปะทุ

    ย้อนดูภาพรวมตลาดก่อนเกิดสงคราม ช่วง 2 เดือนแรกของปี ทิศทางถือว่าฟื้นตัวดี จากแรงหนุนดอกเบี้ยขาลง ช่วยลดภาระผู้ซื้อบ้านและกระตุ้นกำลังซื้อแต่แรงกระแทกจากสงครามที่เกิดขึ้นในระยะเวลาเพียง 1 เดือน เริ่มส่งสัญญาณเปลี่ยนทิศ หากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว ผลกระทบอาจจำกัดอยู่เพียง 1-2 เดือนเท่านั้น

 “ปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่ระยะเวลาของความขัดแย้ง หากยืดเยื้อ ต้นทุนมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทยอยปรับราคาบ้านให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงโดยประเมินว่า ราคาบ้านมีโอกาสขยับขึ้นเฉลี่ย 4-5% “

เดินหน้าเปิดโครงการใหม่ สวนแรงกดดัน

    อย่างไรก็ตามแม้เผชิญปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน แต่แผนธุรกิจยังเดินหน้าต่อเนื่อง โดยบริษัทเตรียมเปิดโครงการใหม่เพิ่มอีก 5 โครงการ จากเดิม 28 โครงการ รวมเป็น 33 โครงการ ครอบคลุมทั้งบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดการเร่งขยายโครงการสะท้อนความเชื่อมั่นต่อการเติบโตระยะยาว 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 7 เม.ย.69 ‘ทรงตัว‘ ตามข่าวเจรจาหยุดยิง

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 7 เม.ย. ทรงตัวที่ระดับ 32.59 บาทต่อดอลลาร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า
  • การทรงตัวของเงินบาทเป็นผลมาจากกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
  • แม้มีข่าวการเจรจา แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญความผันผวนได้ทั้งสองทิศทาง
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบค่าเงินบาทสำหรับวันนี้ไว้ที่ 32.45-32.75 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.59 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ วันศุกร์ที่ 3 เม.ย. มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.00-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.75 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา รวมถึงช่วงวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันหยุดของตลาดการเงินไทย เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะพลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง จนทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เพียงช่วงระยะเวลาไม่นาน (แกว่งตัวในกรอบ 32.44-32.72 บาทต่อดอลลาร์) ตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่หนุนให้ เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง (พร้อมกับจังหวะย่อตัวลงบ้างของราคาน้ำมันดิบ

ส่วน ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้าง และแกว่งตัวเหนือโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน การโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ยังคงดำเนินต่อไป 

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท แม้ โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลง ตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญความผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ที่กว้าง (โดยเฉพาะกรอบการเคลื่อนไหวรายวัน) โดยเงินบาทมีโซนแนวรับแรกในช่วง 32.40-32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.20 บาทต่อดอลลาร์ และ แนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.75 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์) 

ในช่วงระหว่างสัปดาห์ นอกเหนือจากพัฒนาของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เรามองว่า ควรจับตา รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ที่อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้ พร้อมกันนั้น ควรติดตาม โฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกและผู้เล่นที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่า) ที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์ ในจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน นอกจากนี้ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้บรรดานักลงทุนต่างชาติจะเริ่มทยอยเข้ามากดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ทำให้ เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลง ขณะที่ บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เนื่องจากหากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด เศรษฐกิจไทยเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะ Stagflation อนึ่ง เราคงมองว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง ตราบใดที่เงินบาทยังสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ หากประเมินจากกราฟเงินบาทใน Time Frame Daily จะพบว่า เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง จนกว่าจะสามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 32.25 บาทต่อดอลลาร์ ได้ อย่างชัดเจน

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways บนความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินผันผวนไปตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตา พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI จากฝั่งสหรัฐฯ และไทย

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะ อัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนมีนาคม ที่จะสะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนเมษายน ซึ่งผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะยาวที่จะส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้ในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนมีนาคม ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) และอัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้ พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด  

▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB รวมถึง รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) เดือนเมษายน ซึ่งอาจสะท้อนความกังวลจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่อาจกดดันให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับตัวลดลง จากระดับ -3.1 จุด ในเดือนก่อนหน้า สู่ระดับ -6.4 จุด

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า BOJ มีโอกาสที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ (มีโอกาสราว 65% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย +25bps ในการประชุมเดือนเมษายนนี้) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI  ในเดือนมีนาคม ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า บรรดาธนาคารกลางฝั่งเอเชีย อาทิ ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) และธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.25% 2.50% และ 5.25% ตามลำดับ เพื่อรอประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง    

▪ ฝั่งไทย – เราประเมินว่า ผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่หนุนให้ ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย (Headline CPI) เดือนมีนาคม เร่งตัวขึ้นราว +1.0%m/m สู่ระดับ +0.31%y/y และหากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าคาดอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเข้าสู่กรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 1%-3% ได้ตั้งแต่ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ทว่า ธปท. อาจไม่ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นมากนัก จนนำไปสู่การใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้น อย่างที่ ตลาดการเงินกำลังคาดหวังอยู่ (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ธปท. มีโอกาส ราว 59% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้) โดยเฉพาะในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน เดือนเมษายนนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำพอควรจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเช่นกัน อีกทั้งสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ในส่วนของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนมีนาคม เรามองว่า มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง คล้ายกับที่ได้เกิดขึ้นในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2022    

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ใครติดบ้าง? “ส.ลูกยางไทย” ประกาศรายชื่อ 30 วอลเลย์บอลหญิงไทยเข้าแคมป์ฝึกซ้อม

สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ประกาศรายชื่อนักตบลูกยางสาวทีมชาติไทยจำนวน 30 คน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงรายการสำคัญประจำปี 2569

โดยจะมีการเข้าร่วมฝึกซ้อม และคัดเลือกตัวในวันพุธที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. ณ อาคารศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา ชั้น 3 การกีฬาแห่งประเทศไทย

สำหรับการฝีกซ้อมในครั้งนี้เพื่อเตรียมทีมสำหรับการแข่งขันรายการสำคัญในปีนี้ประกอบด้วย รายการ เนชันส์ ลีก 2026 และ รายการ ซี วี.ลีก 2026

รายชื่อนักกีฬาที่เข้าร่วมการฝึกซ้อมและคัดเลือกตัว
Setter (เซตเตอร์)

  1. กนกพร แสงทอง
  2. ณัฏฐณิชา ใจแสน
  3. เซราห์ แอนโคมาห์
  4. พรพรรณ เกิดปราชญ์

Libero (ลิเบอโร)

  1. ปิยะนุช แป้นน้อย
  2. กัลยรัตน์ คำวงษ์

7. จิดาภา นาหัวหนอง
8. จิรัจฌา น้าวประจุล

Middle Blocker (บอลเร็ว)
9. ทิพย์สุดา บัวหลาย
10. วิมลรัตน์ ทะนะพันธุ์
11. กัญญารัตน์ ขุนเมือง
12. ศศิธร เจตตะ
13. วารุณี การรัมย์
14. ณัฐริกา วะสาร
15. ชุลีพร ฤทธิ์วิเศษ
16. ทัดดาว นึกแจ้ง
17. หัตถยา บำรุงสุข

Outside Hitter (หัวเสา) และ Opposite Hitter (บีหลัง)
18. อัจฉราพร คงยศ
19. วริศรา สีทาเลิศ
20. ศศิภาพร จันทรวิสูตร
21. กัญธิมา เอกปัชชา
22. ชัชชุอร โมกศรี
23. วิภาวี ศรีทอง
24. ธนัชชา สุขสด
25. พิมพิชยา ก๊กรัมย์
26. กาญจนา ศรีใสแก้ว
27. ณิรารัชย์ ศรีกุตา
28. นันท์นภัส มูลจะคำ
29. สุภาวดี พันวิลัย
30. ปพัชญา พลทำ

ทั้งนี้ นักกีฬาที่อยู่ระหว่างการแข่งขันให้กับสโมสรในต่างประเทศ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ และเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว ให้เข้ารายงานตัวเพื่อร่วมเข้าแคมป์ฝึกซ้อมกับทีมทันที

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


กรุงเทพเดือด ค่าดัชนีความร้อนพุ่งระดับ ‘อันตราย’ ออกแดดเสี่ยงฮีทสโตรก

สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ประกาศค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) วันที่ 7 เม.ย. 69 พุ่งระดับ ‘อันตราย’ เสี่ยงกระทบสุขภาพ ออกแดดเสี่ยเป็นงฮีทสโตรก

กรุงเทพเดือด “สำนักสิ่งแวดล้อม กทม.” ประกาศค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) วันที่ 7 เม.ย. 69 พุ่งระดับ ‘อันตราย’ เสี่ยงกระทบสุขภาพ ออกแดดเสี่ยเป็นงฮีทสโตรก

ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ประจำวันอังคารที่ 7 เมษายน 2569 พบว่าอยู่ในระดับ “อันตราย” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งหรืออยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน

ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปควรสังเกตอาการของตนเองอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หรือเป็นลม ควรรีบหลีกเลี่ยงความร้อนและพักผ่อนในที่ร่ม ขณะที่กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว หากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศและค่าดัชนีความร้อนได้แบบเรียลไทม์ ผ่านเว็บไซต์ airbkk.com และแอปพลิเคชัน AirBKK เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างปลอดภัยในช่วงสภาพอากาศร้อนจัดนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


other another ใช้ยังไง? สรุปหลักการใช้คำบอก “อื่น ๆ” ฉบับเข้าใจง่าย เลิกสับสนพหูพจน์-เอกพจน์

“Can I have another cup of coffee?” หรือ “I have other things to do.”? สองประโยคนี้ดูเหมือนจะคล้ายกัน แต่ถ้าคุณเผลอสลับที่กันเมื่อไหร่ ความเป็นมืออาชีพในภาษาอังกฤษของคุณอาจจะดรอปลงทันทีครับ ความสงสัยที่ว่า other another ใช้ยังไง เป็นปัญหาคลาสสิกของคนไทย เพราะในภาษาไทยเราใช้คำว่า “อื่น” หรือ “อีกอัน” แทนได้เกือบทุกสถานการณ์ แต่ภาษาอังกฤษเขาเคร่งครัดเรื่อง “จำนวน” และ “ความเจาะจง” มากครับ

การใช้กลุ่มคำ Other ผิดตำแหน่งอาจจะทำให้คนฟังเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าคุณกำลังพูดถึงของแค่ชิ้นเดียวหรือหลายชิ้นกันแน่ วันนี้ Engduo จะพาคุณมาถอดรหัสตระกูล Other ทั้งหมด ตั้งแต่ Another, Other, Others ไปจนถึง The other พร้อมทริคการจำที่การันตีว่าคุณจะไม่มีวันลืม รับรองว่าอ่านจบแล้วจะเลิกงงแน่นอนครับ!

1. การใช้ Another (An + Other): “อีกหนึ่งอัน” หรือ “อันอื่นสักอัน”

จำง่ายๆ จากชื่อของมันเลยครับ Another เกิดจากคำว่า An + Other ดังนั้นกฎของมันจึงเหมือนกับ Article ‘An’ คือต้องใช้กับ คำนามนับได้เอกพจน์ (Singular Countable Noun) เท่านั้นครับ

โดย Another มักจะมีความหมายใน 2 ทิศทางคือ:

  • ขอเพิ่มอีก 1 (One more): Could I have another glass of water, please? (ขอน้ำอีกสักแก้วได้ไหมครับ?)
  • ขอเปลี่ยนเป็นอันอื่น (A different one): This shirt is too small. Do you have another color? (เสื้อตัวนี้เล็กไป มีสีอื่นไหมครับ?)

2. การใช้ Other: “อื่น ๆ” (แบบกว้างๆ ไม่เจาะจง)

Other จะทำหน้าที่เป็น Adjective ที่ต้องมีคำนามตามหลังเสมอ โดยจะใช้กับ คำนามนับได้พหูพจน์ (Plural Countable Nouns) หรือ คำนามนับไม่ได้ (Uncountable Nouns) เพื่อสื่อถึงสิ่งที่เหลืออยู่แบบไม่เฉพาะเจาะจงครับ

  • ใช้กับนามพหูพจน์: I have other friends who live in London. (ฉันมีเพื่อนคนอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในลอนดอน)
  • ใช้กับนามนับไม่ได้: I need other information before making a decision. (ฉันต้องการข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ)

3. การใช้ Others และ The others (ในฐานะสรรพนาม)

สองคำนี้มีความพิเศษตรงที่มันทำหน้าที่เป็น “สรรพนาม” (Pronoun) คือไม่ต้องมีคำนามตามหลังครับ เพราะตัวมันเองแปลว่า “คนอื่นๆ” หรือ “สิ่งอื่นๆ” ไปแล้ว

  • Others (ไม่เจาะจง): Some people like tea, others prefer coffee. (บางคนชอบชา ส่วนคนอื่นๆ ชอบกาแฟมากกว่า)
  • The others (เจาะจง): I found two of my keys, but I can’t find the others. (ฉันเจอกุญแจ 2 ดอกแล้ว แต่ยังหาดอกอื่นๆ ที่เหลือไม่เจอ – ใช้ the เพื่อบอกว่าคือส่วนที่เหลือที่เรารู้อยู่แล้วว่ามีกี่ชิ้น)

ตารางสรุป: วิธีเลือกใช้ Another, Other, Others (Usage Decision Table)

เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกใช้ได้ถูกต้องภายในเสี้ยววินาที ลองใช้ตารางเปรียบเทียบหน้าที่และประเภทคำนามนี้เป็นตัวช่วยเช็กความแม่นยำครับ

คำที่ใช้ (Word)ประเภทของคำ (Type)คำนามที่ตามหลัง (Following Noun)ความหมายที่สื่อ (Meaning)
AnotherAdjective / Pronounนามเอกพจน์ (Countable)อีก 1 อัน / อันอื่นอีกอัน (ไม่เจาะจง)
OtherAdjectiveนามพหูพจน์ / นามนับไม่ได้อื่นๆ / อีกหลายอัน (ไม่เจาะจง)
OthersPronounไม่ต้องมีคำนามตามหลังคนอื่นๆ / สิ่งอื่นๆ (หลายอย่าง ไม่เจาะจง)
The otherAdjective / Pronounนามเอกพจน์ หรือ พหูพจน์อันที่เหลือ (อันเดียว) / ส่วนที่เหลือ (เจาะจง)

จุดที่คนไทยมักพลาด: การใช้ Another กับจำนวนตัวเลข

แม้ว่าเราจะบอกว่า Another ใช้กับเอกพจน์ แต่มีข้อยกเว้นหนึ่งที่ฝรั่งใช้บ่อยมาก คือการใช้ Another กับช่วงเวลาหรือจำนวนเงินที่มีตัวเลขกำกับครับ เช่น:

  • I need another two weeks to finish the job. (ฉันต้องการเวลาอีก 2 สัปดาห์เพื่อทำงานให้เสร็จ)
  • It will cost another 500 baht. (มันจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 500 บาท)ในกรณีนี้ เรามองว่า “2 สัปดาห์” หรือ “500 บาท” เป็น “หนึ่งก้อนของเวลา/เงิน” จึงใช้ Another ได้ครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. “The other” กับ “The others” ต่างกันอย่างไร?

  • The other (ไม่มี s) มักใช้กับ “อันสุดท้ายที่เหลืออยู่” จากทั้งหมด 2 อัน เช่น “I have two pens. One is red, the other is blue.”
  • The others (มี s) ใช้กับ “กลุ่มที่เหลืออยู่ทั้งหมด” จากจำนวนที่มากกว่า 2 เช่น “I have ten pens. One is red, the others are blue.”

2. ใช้ Other กับคำนามเอกพจน์ได้ไหม?

ไม่ได้ครับ! ถ้าจะใช้กับนามเอกพจน์ที่ไม่เฉพาะเจาะจง ต้องใช้ Another แต่ถ้าเป็นนามเอกพจน์ที่เฉพาะเจาะจง (มีแค่หนึ่งเดียวที่เหลืออยู่) ต้องใช้ The other ครับ

3. “Each other” คืออะไร?

Each other แปลว่า “ซึ่งกันและกัน” ครับ ใช้เมื่อมีคน 2 คนทำสิ่งเดียวกันต่อกัน เช่น “We love each other.” (เรารักซึ่งกันและกัน)

4. มีคำว่า Any other ไหม และใช้ยังไง?

มีครับ! Any other มักใช้ในประโยคปฏิเสธหรือคำถาม เพื่อสื่อว่า “คนอื่น/สิ่งอื่นคนไหนก็ได้” เช่น “Is there any other question?” (มีคำถามอื่นอีกไหมครับ?)

5. “Every other day” แปลว่าอะไร?

เป็นสำนวนที่เจอบ่อยมากครับ แปลว่า “วันเว้นวัน” (ทุกๆ วันที่สอง) เช่น “I go to the gym every other day.” (ฉันไปยิมวันเว้นวันครับ)

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


‘ไมโครซอฟท์’ อัดงบ 1 พันล้านดอลลาร์ ยกระดับคลาวด์–AI เสริมอธิปไตยดิจิทัลไทย

  • ไมโครซอฟท์ประกาศแผนการลงทุนมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในประเทศไทย
  • ต่อยอดความร่วมมือ พัฒนาศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI
  • การลงทุนนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงนวัตกรรมคลาวด์และ AI อย่างทั่วถึง พร้อมเสริมสร้างอธิปไตยในโลกดิจิทัลให้กับประเทศไทย
  • แผนงานมุ่งขับเคลื่อนศักยภาพของประเทศใน 3 ด้านสำคัญ คือ เทคโนโลยี, ความมั่นคง, และบุคลากร

ไมโครซอฟท์ ยกระดับแผนงานด้านความร่วมมือในประเทศไทย ประกาศการลงทุนมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ระหว่างปี 2569 – 2571 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI

พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานด้านอื่นๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในโครงการ “ขับเคลื่อนการเติบโต ความมั่งคั่ง และความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกด้วย AI”

เป้าหมายสำคัญมุ่งสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงนวัตกรรมคลาวด์และ AI ได้อย่างมั่นใจและทั่วถึง ควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะให้คนไทยนับล้านทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจไทย

นายแบรด สมิธ รองประธานกรรมการบริหารและประธาน ไมโครซอฟท์กล่าว  เทคโนโลยีคลาวด์และ AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของชาติ

ดังนั้น ทุกประเทศจึงต้องมีทั้งเทคโนโลยีระดับโลกและความรู้ความเข้าใจที่ช่วยให้สามารถสร้างประโยชน์จากเทคโนโลยีนั้นได้

การลงทุนครั้งนี้ไม่โครซอฟท์จะร่วมสนับสนุนวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการสร้างระบบคลาวด์และ AI ที่มีความมั่นคงสูงผสมผสานทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ไว้วางใจได้ แพลตฟอร์มที่ปลอดภัย และทักษะที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้สามารถนำ AI มาใช้งานเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันได้จริง และสร้างโอกาสในการทำงานไปพร้อมๆ กัน

สำหรับแผนงานในระยะใหม่นี้ มุ่งขับเคลื่อนศักยภาพของประเทศไทยใน 3 ด้านสำคัญ เพื่ออนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในทุกมิติ

  • เทคโนโลยี ด้วยโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกที่ทุกองค์กรในไทยสามารถเข้าใช้งานได้อย่างมั่นใจ
  • ความมั่นคง จากรากฐานเชิงดิจิทัลที่แข็งแกร่ง สร้างโอกาสให้กับทุกคนอย่างทั่วถึง เสริมความมั่นใจในการใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย มอบอธิปไตยในโลกดิจิทัลให้กับประเทศไทย
  • บุคลากร ทั้งคนทำงาน ภาคการศึกษา และผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ให้มีทักษะสำคัญสำหรับการเติบโตในโลกยุค AI

ยกระดับเทคโนโลยี ด้วยโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก

การลงทุนมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ของไมโครซอฟท์ครั้งนี้ เพื่อพัฒนาศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI ในประเทศไทย

ภายใต้มาตรฐานระดับโลกของบริษัท ทั้งในด้านประสิทธิภาพการทำงาน ความมั่นคง และความยั่งยืน โดยรวมถึงการใช้พลังงานสะอาดและการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ความร่วมมือทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทย ต่อยอดจากการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์สู่การพัฒนาศักยภาพและโอกาสการจ้างงานใหม่ในตำแหน่งที่ต้องการทักษะสูง ทั้งยังปูทางไปสู่การถ่ายทอดความรู้ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคให้กับพันธมิตรในประเทศไทย อันนับเป็นการสร้างขีดความสามารถให้กับภาคธุรกิจของไทยในระยะยาว

โดยแผนงานทั้งหมดที่ไมโครซอฟท์ประกาศในมีจุดมุ่งหมายที่จะเร่งการกระจายตัวของ AI (AI diffusion) ในประเทศไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

ไมโครซอฟท์ระบุว่า กลุ่มประเทศซีกโลกเหนือ มีผู้ใช้งาน AI ราว 1 ใน 4 ของประชากรวัยทำงานทั้งหมด ขณะที่กลุ่มประเทศซีกโลกใต้ มีอัตราต่ำกว่าที่ 1 ใน 7 ซึ่งบ่งชี้ถึงโอกาสในการเติบโตที่ยังมีอีกมาก และความสำคัญของการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI และการยกระดับทักษะในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา

กล่าวได้ว่า ระดับการกระจายตัวของ AI ในระบบเศรษฐกิจระดับแถวหน้าของโลก และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

เสริมสร้างความเชื่อมั่น ด้วยรากฐานดิจิทัลที่มั่นคง

นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีแล้ว การลงทุนของไมโครซอฟท์ในประเทศไทยยังรวมถึงการร่วมกันกำหนดแนวทางที่จะช่วยให้ประเทศไทยและคนไทยมีศักยภาพและโอกาสที่จะกำหนดอนาคตของตนเองในโลกดิจิทัล ผ่านทางฐานรากที่มั่นคงและเชื่อถือได้

สอดคล้องกับแนวทางการกำกับดูแลข้อมูล ความปลอดภัยไซเบอร์ และกรอบการพัฒนาและใช้งาน AI ของประเทศไทยเอง พร้อมยกระดับให้รากฐานเหล่านี้กลายเป็นปัจจัยที่ช่วยเร่งการเติบโตทางดิจิทัล เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรในการทำ AI มาใช้งานอย่างกว้างขวาง และช่วยให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากนานาชาติได้มากยิ่งขึ้นไป

ครอบคลุมถึงการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรกำกับดูแลของไทย รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญของประเทศในการพัฒนากฎหมายและกรอบการกำกับดูแลในด้านต่างๆ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจในยุค AI 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของเอเชีย

การจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ ต้องมุ่งสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคต ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านดิจิทัลและ AI ที่เสริมให้เศรษฐกิจไทยพร้อมคว้าโอกาสจากอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ๆ

ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างศักยภาพให้คนไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างเต็มที่ การประกาศลงทุนของไมโครซอฟท์ในวันนี้เป็นส่วนสำคัญในการเดินหน้าสู่จุดมุ่งหมายนี้ และยังช่วยตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นในอนาคตของประเทศไทย

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทยและตลาดใหม่ กล่าวว่า การนำความชาญฉลาดของ AI มาอยู่ในมือของคนไทยทุกคน จะเปิดโอกาสให้เราได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และเติบโตในแนวทางของตนเองได้

ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไป ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ หรือหน่วยงานภาครัฐ ทุกคนต่างสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้จริง พลิกแนวทางการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือสร้างโอกาสใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน และนำไปสู่การสร้างแต้มต่อในการแข่งขันให้กับประเทศไทย พร้อมปูทางไปสู่สังคมที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

AI เป็นพลังที่สร้างโอกาสในการเติบโตให้กับทุกคนได้อย่างทั่วถึง และประเทศไทยมีโอกาสที่จะนำพลังที่ยิ่งใหญ่นี้มาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับทุกคน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


10 ราชาผักผลไม้ กินทุกวัน ร่างกายเปลี่ยนแบบรู้สึกได้

10 ผักผลไม้ “กินทุกวัน” ร่างกายเปลี่ยนแบบรู้สึกได้ สุขภาพดีขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ความเชื่อ

การดูแลสุขภาพไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องยากๆ เพียงแค่ปรับพฤติกรรมการกินให้ถูกต้อง โดยเฉพาะการเพิ่มผักและผลไม้ในมื้ออาหารประจำวัน ก็สามารถช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างชัดเจน ทั้งเรื่องระบบขับถ่าย ผิวพรรณ ไปจนถึงภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) และ Harvard T.H. Chan School of Public Health แนะนำว่า ควรกินผักและผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง และเสริมสร้างสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรง

10 ผักผลไม้ กินทุกวัน ดีต่อร่างกายแบบเห็นผล

1. บรอกโคลี

บรอกโคลีเป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเค และไฟเบอร์สูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบในร่างกาย และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. มะเขือเทศ

มะเขือเทศมีสารไลโคปีนที่โดดเด่น ช่วยบำรุงหัวใจและลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูสดใส เปล่งปลั่งจากภายใน

3. กล้วย

กล้วยเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานเร็วและมีโพแทสเซียมสูง ช่วยควบคุมความดันโลหิต และยังช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย เหมาะสำหรับกินในตอนเช้าหรือก่อนออกกำลังกาย

4. แอปเปิล

แอปเปิลมีไฟเบอร์ชนิดเพคตินที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และช่วยให้อิ่มนาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและดูแลสุขภาพหัวใจ

5. แครอท

แครอทมีเบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา และยังช่วยดูแลผิวพรรณให้แข็งแรง ลดความเสื่อมของเซลล์

6. ส้ม

ส้มเป็นแหล่งของวิตามินซีที่ดี ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดโอกาสการเป็นหวัด และยังช่วยให้ผิวกระจ่างใส สุขภาพดีจากภายใน

7. ผักโขม

ผักโขมอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงเลือด ลดอาการอ่อนเพลีย และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย

8. สตรอว์เบอร์รี่

สตรอว์เบอร์รีมีวิตามินซีสูง และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอวัย ลดการอักเสบ และส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจ

9. อะโวคาโด

อะโวคาโดเป็นแหล่งของไขมันดีที่ช่วยลดไขมันเลวในร่างกาย ทำให้อิ่มนาน เหมาะสำหรับผู้ที่ดูแลสุขภาพและควบคุมน้ำหนัก

10. สับปะรด

สับปะรดมีเอนไซม์โบรมีเลนที่ช่วยย่อยอาหาร ลดอาการท้องอืด และยังมีวิตามินซีที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง

กินผักผลไม้ยังไงให้ได้ประโยชน์สูงสุด

แม้ว่าผักและผลไม้จะมีประโยชน์มาก แต่การกินให้ถูกวิธีก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรกินให้หลากหลายสี เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน และควรเลือกกินแบบสดหรือผ่านการปรุงน้อยที่สุด เพื่อลดการสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการ

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลหรือเกลือเพิ่มในผลไม้และผัก รวมถึงล้างให้สะอาดก่อนรับประทาน เพื่อลดสารตกค้างที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายในระยะยาว

สรุป

การกินผักและผลไม้เป็นประจำทุกวัน เป็นหนึ่งในวิธีดูแลสุขภาพที่ง่ายและได้ผลจริง หากเลือกกินอย่างเหมาะสมและหลากหลาย ก็สามารถช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ลดความเสี่ยงโรค และทำให้คุณรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 7/4/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a71,650.0071,850.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,632.0070,221.1272,650.00
ทองรูปพรรณ 90%4,168.8063,199.01n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,705.6056,176.90n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,084.4031,599.50n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,621.2024,577.39n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,800.0072,768.00n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 7/4/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9543.9543.9544.4543.9543.9543.9543.9543.9543.95
แก๊สโซฮอล์ 9143.5843.5843.8343.5843.5843.5843.5843.5843.58
แก๊สโซฮอล์ E2038.9538.9539.4538.9538.9538.9538.9538.95
แก๊สโซฮอล์ E8534.8934.8934.89
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม53.0457.5449.8453.04
เบนซิน 9552.5457.5153.0452.6952.54
ดีเซล50.5450.5450.5450.5450.5450.5450.5450.5450.54
ดีเซลพรีเมี่ยม70.4470.9473.8470.9470.44
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า