สาระน่ารู้ประจำวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

อสังหาฯ พลิกเกมธุรกิจกระจายความเสี่ยง เร่งหาทางรอดกำลังซื้อซบ

  • ผู้ประกอบการอสังหาฯ รายใหญ่ปรับกลยุทธ์รับมือกำลังซื้อซบเซา โดยหันมาสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) เพื่อกระจายความเสี่ยงแทนการแข่งขันเปิดโครงการใหม่
  • กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงมีความหลากหลาย เช่น ศุภาลัยรุกธุรกิจคลังสินค้าให้เช่า, เสนาขยายพอร์ตคอนโดเช่าและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และแอสเซทไวส์เน้นธุรกิจโรงแรมในภูเก็ต
  • แสนสิริปรับโมเดลธุรกิจสู่การเป็น “แพลตฟอร์มการอยู่อาศัย” (Living Platform) เพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่องระยะยาวจากบริการหลังการขายและไลฟ์สไตล์ต่างๆ

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 เผชิญแรงกดดันรอบด้าน กำลังซื้อหด สินเชื่อเข้ม ผู้ประกอบการรายใหญ่เร่งปรับโมเดล จากแข่งขาย สู่เพิ่มพอร์ตธุรกิจรายได้ประจำ โดยปีนี้ ยังคงถูกมองว่าไม่ใช่ปีแห่งการฟื้นตัวเต็มรูปแบบของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย หากแต่เป็นปีแห่งการ “คัดกรองผู้รอด” ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวจำกัด หนี้ครัวเรือนยังสูง และสถาบันการเงินคุมเข้มสินเชื่อ โดยเฉพาะตลาดระดับกลาง-ล่างซึ่งเป็นฐานใหญ่ของอุตสาหกรรม

ภาพที่เริ่มชัดคือ ผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่ได้แข่งกันเปิดโครงการมากที่สุดอีกต่อไป แต่หันมาแข่งกันที่ความสามารถในการกระจายความเสี่ยง สร้างรายได้หลายทาง และรักษาสภาพคล่อง เพื่อยืนระยะในตลาดที่ไม่เอื้อให้เติบโตแบบก้าวกระโดด

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนผ่านหมากธุรกิจของ 4 ค่ายอสังหาริมทรัพย์ใหญ่อย่าง บริษัทศุภาลัยจำกัด (มหาชน)  บมจ.เสนา บมจ.แสนสิริ และบมจ.แอสเซทไวส์ ที่แม้จะเผชิญโจทย์เดียวกัน แต่เลือกปรับ “สูตรรับมือ” ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ศุภาลัย จากขายสู่เช่ารุกคลังสินค้าเพิ่มรายได้ประจำ

ศุภาลัยยังคงรักษาบทบาทผู้เล่นรายใหญ่ที่เน้นความมั่นคงเป็นหลักกลยุทธ์ปี 2569 ไม่ได้เน้นการเร่งเปิดโครงการ แต่ให้ความสำคัญกับการบริหารพอร์ตและฐานะทางการเงิน แม้รายได้หลักยังมาจากการขายอสังหาริมทรัพย์ แต่บริษัทเริ่มเพิ่มน้ำหนักรายได้ประจำ (Recurring Income) อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งการพัฒนาโครงการเช่า เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โดยเลือกเฉพาะดีลที่มีผู้เช่ารองรับชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะตลาดผันผวน

หนึ่งในหมากใหม่ที่สะท้อนการกระจายความเสี่ยงของศุภาลัยอย่างเป็นรูปธรรม คือการรุกเข้าสู่ ธุรกิจคลังสินค้าให้เช่า เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นการต่อยอดจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ไปสู่สินทรัพย์ที่สร้างรายได้ประจำ (RecurringIncome) ในระยะยาว

โดยศุภาลัยได้จัดตั้งนิติบุคคลใหม่ชื่อ บริษัท เอสอีเอ เอสเตท จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1,200 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนดังกล่าว ในรูปแบบการร่วมทุน (Joint Venture) ระหว่าง 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ศุภาลัยถือหุ้น 41% กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ยูโรเปี้ยนฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ ยูโร่เค้ก ถือหุ้น 10% กลุ่มเอยูกรุ๊ป (AU Group) ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติจีนที่จดทะเบียนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ฮ่องกง ถือหุ้น 49%

โดยบริษัทได้เข้าซื้อที่ดินในพื้นที่ อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ประมาณ 200 ไร่ ใช้งบลงทุนรวมทั้งมูลค่าที่ดินและการพัฒนาโครงการคลังสินค้า ราว 1,600 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในช่วง กุมภาพันธ์ 2569 และสามารถเริ่มสร้างรายได้ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของโครงการ จะเป็นผู้เช่าคลังสินค้าและกลุ่มอุตสาหกรรมเบา เช่น ธุรกิจประกอบสินค้า เฟอร์นิเจอร์ และกิจการที่ต้องการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการกระจายสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนจีน ที่มีความต้องการพื้นที่คลังสินค้าในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ศุภาลัยมองโครงการนี้เป็นโครงการนำร่อง เพื่อประเมินผลตอบแทนและความต้องการของตลาดอย่างรอบคอบ ก่อนพิจารณาขยายการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต โดยตั้งเป้าว่า ภายใน 5 ปี สัดส่วนรายได้จากธุรกิจเช่า ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ราว 1,000 ล้านบาท หรือประมาณ 3-4% ของรายได้รวม จะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 5-6% เพื่อช่วยลดความผันผวนจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายที่ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและสินเชื่อที่เข้มงวด

เสนา สร้างกันชนธุรกิจสู้ตลาด Affordable ซบ

ในฝั่งของ เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ กลยุทธ์ปี 2569 หนึ่งในหมากสำคัญที่เสนานำมาใช้ประคองธุรกิจในช่วงตลาดซบ คือการเร่งขยายพอร์ต “รายได้ประจำ” ผ่านโมเดลเช่าในรูปแบบต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์ LivNex และ RentNex ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ยังไม่พร้อมซื้อในวันนี้ แต่ยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยจริง

โดย LivNex หรือ “เช่าออมบ้าน” ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกลุ่มที่อยากมีบ้าน แต่กู้ไม่ผ่านในปัจจุบัน โดยเปิดโอกาสให้เข้าพักอาศัย พร้อมปรับโครงสร้างทางการเงินภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี เพื่อกลับมายื่นกู้ใหม่ในอนาคต โมเดลนี้ช่วยดึงลูกค้าจากกลุ่มรีเจ็กต์เรต 70% กลับมาได้ราว 20-30%

ปัจจุบัน LivNex มีผู้เข้าร่วมโครงการแล้ว 976 ราย คิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินกว่า 1,900 ล้านบาท และยังสร้าง Capital Gain ให้บริษัทสูงถึง 30% จากการบริหารสินทรัพย์ในช่วงที่ตลาดขายชะลอตัว

ขณะที่ RentNex เป็นโมเดล “เช่าตรงกับเสนา” สำหรับกลุ่มที่ยังไม่ต้องการถือกรรมสิทธิ์ โดยเน้นทำเลที่มีดีมานด์เช่าสูง เช่น ใกล้สถานศึกษาและแหล่งงาน ปัจจุบันมีพอร์ตเช่ากว่า 605 ยูนิต ค่าเช่าเฉลี่ย 5,500-10,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Yield) 6-8% ต่อปี

ปี 2569 เสนาวางแผนขยายพอร์ตเช่ารวมทั้ง LivNex และ RentNex ครอบคลุม 40 โครงการ จำนวนประมาณ 3,000 ยูนิต โดยกันพื้นที่ไม่เกิน 15% ของโครงการคอนโด สำหรับทำพอร์ตเช่า และในช่วง 9 เดือน แรกของปี 2568 บริษัทมีรายได้จากค่าเช่าแล้ว 180 ล้านบาท

นอกจากพอร์ตเช่าแล้วเสนายังขยับหมากใหม่ด้วยการนำคอนโดมิเนียมบางโครงการมาปรับเป็น “เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์” เพื่อตอบโจทย์ตลาดเช่าระยะยาวของชาวต่างชาติ และกลุ่มคอร์ปอเรต

โครงการนำร่องคือ “ปีติ สุขุมวิท 101” ซึ่งถูกรีโพซิชันเป็นเซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์ภายใต้แบรนด์ “ชามา (Shama)” บริหารโดย ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป โดยมุ่งเจาะกลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานในไทย มีอัตราค่าเช่าอยู่ในช่วง 40,000-80,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับขนาดห้อง เช่น ห้องขนาด45 ตร.ม. ค่าเช่า 40,000-50,000 บาทต่อเดือน ให้ผลตอบแทนราว 6-8% ซึ่งสูงกว่าการขายในช่วงตลาดซบ และช่วยสร้างรายได้สม่ำเสมอในระยะยาว

แอสเซทไวส์ ปูทาง New S- Curve โรงแรม-ไลฟ์สไตล์

ในฝั่งแอสเซทไวส์ (ASW) การสร้าง “รายได้ประจำ” ถูกยกระดับจากบทบาทเสริม มาเป็นหนึ่งในแกนลดความผันผวนของธุรกิจ โดยร่วมมือ พันธมิตรที่เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะธุรกิจ Hospitality ที่เลือกใช้ Hotel Chain มืออาชีพเข้าบริหาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การดำเนินงาน และสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินในการสนับสนุนเงินทุน

กลยุทธ์ดังกล่าวเดินควบคู่กับการรุกตลาดภูเก็ต ผ่านบริษัทย่อย “ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ (TITLE)” ซึ่งเป็นฐานรายได้สำคัญในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างภูเก็ต เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นต่างชาติที่ซื้อด้วยเงินสด และต้องชำระงวดละ 25% จนครบก่อนโอน ทำให้โครงการมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องต่ำ และพึ่งพา Project Loan จากธนาคารน้อยกว่าตลาดกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ภูเก็ตถูกมองเป็นบ้านหลังที่สองที่ปลอดภัยและคุ้มค่า ทั้งในเชิงอยู่อาศัยและการลงทุนระยะยาว โดยกลุ่มราคาที่ขายดีที่สุดอยู่ช่วง 7-8 ล้านบาท ในเชิง Hospitalityแอสเซทไวส์เดินหน้าสร้างรายได้ต่อเนื่อง ผ่านโครงการโรงแรมและไลฟ์สไตล์

เช่น การเตรียมเปิดโรงแรม “Voco Phuket Bangtao” ซึ่งบริหารโดยเครือโรงแรมระดับสากล รวมถึงธุรกิจร้านอาหารริมชายหาด และคอมมูนิตี้ เชิงท่องเที่ยว เพื่อเชื่อมอสังหาริมทรัพย์เข้ากับการใช้ชีวิตจริง โมเดลดังกล่าวช่วยต่อยอดดีมานด์จากผู้ซื้อคอนโด-วิลล่าต่างชาติ และปูทางให้พอร์ต Hospitality กลายเป็น New S-Curve ของ ASW ในระยะกลางถึงยาว

แสนสิริ ขยับสู่แพลตฟอร์มการอยู่อาศัย

แสนสิริเป็นผู้ประกอบการที่ปรับบทบาททางธุรกิจชัดเจนที่สุดรายหนึ่ง จากการเป็นเพียงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย สู่การวางตัวเป็น “แพลตฟอร์มการอยู่อาศัย” (Living Platform) ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย บริการหลังการขาย การดูแลซ่อมบำรุงบ้าน การปล่อยเช่า ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับธุรกิจไลฟ์สไตล์และบริการในชีวิตประจำวันของลูกบ้าน

หัวใจของโมเดลนี้ คือการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค จากธุรกรรมแบบครั้งเดียวจบ (One-time Transaction) ไปสู่ความสัมพันธ์ระยะยาว (Long-term Relationship) โดยมองลูกค้าไม่ใช่แค่ “ผู้ซื้อบ้าน” แต่เป็นฐานผู้ใช้งาน (User Base) ที่สามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องผ่านบริการต่าง ๆ ตลอดอายุการอยู่อาศัย ซึ่งช่วยลดการพึ่งพารายได้ จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว และลดความผันผวนจากวัฏจักรตลาดที่อยู่อาศัยในระยะยาว

ภาพรวมของอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 จึงเห็นได้ว่ากำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง จากอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยยอดขาย สู่การวัดศักยภาพจากความสามารถในการบริหารพอร์ตและสร้างรายได้หลายทาง ผู้ประกอบการที่ยังพึ่งพาการขายเพียงอย่างเดียวจะเผชิญแรงกดดันสูง ขณะที่รายที่มีพอร์ตเช่า โรงแรม หรือธุรกิจบริการเข้ามาเสริม อาจจะเข้ามามีบทบาทในการสร้างความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจ ในเกมที่ความผันผวนยังมีอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


การเคหะฯ ชี้แจงเหตุโครงสร้างโดมพังถล่ม ภายในศูนย์ฝึกอบรม กฟน. เมืองใหม่บางพลี

  • การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ชี้แจงว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โครงสร้างโดมพังถล่มภายในศูนย์ฝึกอบรมของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
  • พื้นที่เกิดเหตุไม่อยู่ในความรับผิดชอบของ กคช. เนื่องจากได้ขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ กฟน. ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549
  • กคช. ไม่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ ก่อสร้าง หรือควบคุมงานในพื้นที่ดังกล่าว โดยปัจจุบัน กฟน. เป็นผู้ดูแลและรับผิดชอบโดยตรง

จากกรณีที่เกิดเหตุโครงสร้างโดมขนาดใหญ่พังถล่มลง ภายในพื้นที่ศูนย์ฝึกอบรมและทดสอบทักษะ การไฟฟ้านครหลวงระยะที่ 2 ซอยการเคหะเมืองใหม่บางพลี ตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ส่งผลให้โครงสร้างเหล็กและหลังคาได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง และมีการเชื่อมโยงถึงการเคหะแห่งชาติในฐานะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ขอเรียนชี้แจงว่า พื้นที่เกิดเหตุดังกล่าวไม่อยู่ในความรับผิดชอบของการเคหะแห่งชาติเนื่องจากที่ดินแปลงดังกล่าวการเคหะแห่งชาติได้ดำเนินการขายให้แก่การไฟฟ้านครหลวง ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นระยะเวลา 19 ปีมาแล้ว และได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแล บริหารจัดการ และรับผิดชอบของหน่วยงานเจ้าของพื้นที่โดยตรง

ทั้งนี้ การเคหะแห่งชาติไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง การออกแบบ การควบคุมงาน หรือการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวแต่อย่างใด จึงขอชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สาธารณชน รวมถึงขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอส่งกำลังใจให้กับหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 11 ก.พ.69 ‘อ่อนค่า‘ ดอลลาร์แข็งค่า-ทองย่อ

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ในภาวะตลาดการเงินปิดรับความเสี่ยง และราคาทองคำที่ปรับตัวลดลง
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 31.05-31.35 บาทต่อดอลลาร์
  • ตลาดยังคงจับตารอรายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทิศทางค่าเงินและแนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.25 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  31.15 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.05-31.35 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up เข้าใกล้โซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.11-31.30 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามจังหวะอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม ออกมาแย่กว่าคาด (ทรงตัว เทียบกับที่ตลาดมอง +0.4%m/m) หนุนให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED บ้าง โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 38% ที่  FED จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ 

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลง จากทั้งจังหวะการย่อตัวลงของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ยังคงหนุนความต้องการซื้อทองคำในจังหวะย่อตัวจากผู้เล่นในตลาด รวมถึง การทยอยรีบาวด์สูงขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองเงินดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญจนกว่าจะรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่จะรับรู้ในช่วงคืนวันพุธนี้ ตามเวลาประเทศไทย 

แนวโน้มค่าเงินบาท 

เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง บนความผันผวนที่สูงขึ้น โดยในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจพอได้อานิสงส์จากแรงซื้อสินทรัพย์ไทย จากบรรดานักลงทุนต่างชาติ หลังรับรู้ผลการเลือกตั้ง สอดคล้องกับสถิติการทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินบาท ในช่วง Post-Election Rally อย่างไรก็ตาม เราขอย้ำว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน (และหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นพอควร อาจมีการทยอยขายทำกำไรสถานะ Long THB หรือมองเงินบาทแข็งค่าขึ้นบ้าง) เพื่อรอลุ้น ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในคืนวันพุธนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงิน ผ่านการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย FED ได้อย่างมีนัยสำคัญ 

โดยเราประเมินว่า ในช่วงก่อนรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ปัจจัยสำคัญต่อเงินบาท ทั้งเงินดอลลาร์และราคาทองคำ อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways แต่ต้องระวังความผันผวนของตลาดการเงินที่อาจสูงขึ้น ในช่วงทยอยรับรู้ข้อมูลดังกล่าว โดยจากสถิติย้อนหลัง 1 ปี เราพบว่า กรอบการแกว่งตัว +/-1.0 SD ของค่าเงินบาท (USDTHB) สูงถึงราว +0.22%/-0.39% ในช่วงหลังรับรู้ข้อมูล 30 นาที

อนึ่ง เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (ต้องติดตามประเด็นการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ที่อาจจุดฉนวนความขัดแย้งทางการเมือง จนนำไปสู่การประท้วงได้)

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวมากขึ้น จากความผิดหวังต่อรายงานข้อมูลยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ล่าสุด และแรงขายหุ้นธีม AI โดยเฉพาะ Alphabet -1.8% หลังบริษัทประกาศระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังมีความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนของบรรดาหุ้นธีม AI อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Tesla +1.9% และการปรับตัวขึ้นของหุ้น Defensive เช่น กลุ่ม Utilities ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.33% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ลดลง -0.59%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.07% ท่ามกลางรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาผสมผสาน ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม อาทิ Kering +10.9% หลังบริษัทรายงานยอดขายที่ลดลงน้อยกว่าคาด รวมถึงการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มยานยนต์ ที่ได้อานิสงส์จากรายงานผลประกอบการดีกว่าคาดของ Ferrari +10.2% 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.14% ตามภาวะระมัดระวังตัวของตลาดการเงินโดยรวม ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ตามรายงานข้อมูลยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาแย่กว่าคาด ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4.25% (เช่น เดียวกับบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ที่เรามองว่า โซน 1.90% ขึ้นไป มีความน่าสนใจ) เนื่องจากบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ยังเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นได้บ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของสหรัฐฯ และการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทยอยออกมาดีกว่าคาดอีกครั้ง โดยเฉพาะล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า FED จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง และอาจมีโอกาสราว 38% ที่จะลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ได้  

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน แม้จะเผชิญแรงกดดันจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาด ทว่าเงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากภาวะระมัดระวังตัวของตลาดการเงิน อีกทั้งผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในวันพุธนี้ ก่อนปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 96.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 96.6-97 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง แต่การเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนของเงินดอลลาร์ (ที่มีจังหวะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง) กอปรกับแรงขายทำกำไรทองคำของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ยังคงแกว่งตัวในกรอบ Sideways แถวโซน 5,000-5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากความต้องการซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว (Buy on Dip) ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อย่างความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงมีอยู่ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) ในเดือนมกราคม ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงราว 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED หลังผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า FED จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ และยังมีโอกาสพอควรที่จะลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ได้ 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง  

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ฤดูกาล 2025-26 ประจำวันที่ 11 ก.พ. 69

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26 กลับมาแข่งขันกันในสัปดาห์ที่ 26 ภาพรวมของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ระหว่างวันอังคารที่ 10 มกราคม – วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569

โดยหลังจากแข่งขันกันไป 4 คู่ในสัปดาห์นี้ ทางด้าน “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล นำเป็นจ่าฝูงมี 56 คะแนน ขณะที่ “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ รั้งอันดับ 2 ด้วยการมี 50 คะแนน แม้จะยังไม่ได้ลงทำการแข่งขัน

ด้าน “ปีศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด สะดุดเสมอหลังคว้าชัยมา 4 นัดติด ยังรั้งอันดับ 4 ได้อย่างเหนียวแน่นมี 45 คะแนน ส่วน เชลซี ก็เสมอเช่นกันอยู่อันดับ 5 มี 44 คะแนน

สรุปตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษล่าสุด

อันดับที่ 1 : อาร์เซนอล ชนะ 17 เสมอ 5 แพ้ 3 นัด 56 คะแนน ประตูได้ +32
อันดับที่ 2 : แมนฯ ซิตี้ ชนะ 15 เสมอ 5 แพ้ 5 นัด 50 คะแนน ประตูได้ +27
อันดับที่ 3 : แอสตัน วิลลา ชนะ 14 เสมอ 5 แพ้ 6 นัด 47 คะแนน ประตูได้ +9
อันดับที่ 4 : แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 12 เสมอ 9 แพ้ 5 นัด 45 คะแนน ประตูได้ +10
อันดับที่ 5 : เชลซี ชนะ 12 เสมอ 8 แพ้ 6 นัด 44 คะแนน ประตูได้ +17
อันดับที่ 6 : ลิเวอร์พูล ชนะ 11 เสมอ 6 แพ้ 8 นัด 39 คะแนน ประตูได้ +5
อันดับที่ 7 : เบรนท์ฟอร์ด ชนะ 12 เสมอ 3 แพ้ 10 นัด 39 คะแนน ประตูได้ +5
อันดับที่ 8 : เอฟเวอร์ตัน ชนะ 10 เสมอ 7 แพ้ 9 นัด 37 คะแนน ประตูได้ -1
อันดับที่ 9 : บอร์นมัธ ชนะ 9 เสมอ 10 แพ้ 7 นัด 37 คะแนน ประตูได้ -2
อันดับที่ 10 : นิวคาสเซิล ชนะ 10 เสมอ 6 แพ้ 10 นัด 36 คะแนน ประตูได้ 0

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ยกระดับนวัตกรรมรักษา“มะเร็ง” พบคนไทยป่วยพุ่ง 1.4 แสนรายต่อปี

  • ปัจจุบันมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย โดยมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 1.4 แสนรายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตราว 8-9 หมื่นคนต่อปี
  • ประเทศไทยมีนวัตกรรมการรักษามะเร็งที่ก้าวหน้าระดับสากล เช่น การผ่าตัดแผลเล็กและใช้หุ่นยนต์, การฉายรังสีที่แม่นยำสูง, การใช้ยามุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด (CAR-T Cell)
  • สาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งมาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ ความเสื่อมของร่างกายตามวัย, พฤติกรรมส่วนบุคคล (เช่น สูบบุหรี่, ดื่มสุรา) และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมลพิษ PM2.5
  • แม้เทคโนโลยีการรักษาจะทันสมัย แต่ยังมีความท้าทายด้านการกระจายทรัพยากรที่กระจุกตัวในกรุงเทพฯ และการพึ่งพาการนำเข้านวัตกรรมจากต่างประเทศ

นายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย มากกว่าการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โรคหัวใจ หรือแม้แต่โรคสมอง โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิต 80,000 – 90,000 คนต่อปี อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% ต่อปี และมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 1.4 แสนรายต่อปี

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งและเป็นต้นเหตุการเสียชีวิตของคนไทยมากที่สุดมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1. ความเสื่อมของร่างกาย เมื่ออายุมากขึ้น กลไกการตรวจจับและซ่อมแซมเซลล์ที่ผิดปกติของร่างกายจะแย่ลง ทำให้เกิดมะเร็งได้ง่ายขึ้น 2. พฤติกรรมส่วนบุคคล เช่น การสูบบุหรี่ (รวมถึงบุหรี่มือสองและบุหรี่ไฟฟ้า), การดื่มสุรา, การนอนดึก และการบริโภคอาหารที่มีไขมันหรือน้ำตาลสูงจนเกิดภาวะอ้วน 3. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะมลพิษทางอากาศอย่าง PM2.5 ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างชัดเจน

“แม้จำนวนผู้เสียชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งจะเพิ่มขึ้น แต่ความชันของกราฟการเสียชีวิตของมะเร็งแต่ละชนิดค่อยๆ ลดลง อีกนัยหนึ่งคือเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง เนื่องจากการเข้าถึงระบบหลักประกันสุขภาพค่อนข้างที่ดีขึ้น ทั้งบัตรทอง, ประกันสังคม รวมถึงสิทธิข้าราชการ

ขณะเดียวกันภาครัฐได้พยายามขับเคลื่อนการป้องกันและคัดกรอง ทำให้ผู้คนเริ่มตระหนักรู้มากขึ้น เช่น การฉีดวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก และการให้ยาต้านไวรัสตับอักเสบเพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งตับ”

โดยการลดลงหรือเพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งจะแตกต่างกันตามแต่ละชนิด ยกตัวอย่างมะเร็งตับและมะเร็งปากมดลูก มีแนวโน้มลดลงจากการฉีดวัคซีนและการรักษาที่ดีขึ้น, มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามวิถีการใช้ชีวิตแบบตะวันตก ขณะที่มะเร็งปอดในผู้หญิงและคนอายุน้อยกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสัมพันธ์กับมลพิษ PM2.5 ที่จะส่งผลในระยะยาวอีกประมาณ 15-20 ปี

นายแพทย์สมชาย กล่าวว่า ประเภทมะเร็งที่พบบ่อยในผู้ชาย อันดับ 1 คือ มะเร็งตับและท่อน้ำดี ตามมาด้วยมะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งปอด, มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ส่วนผู้หญิงพบอันดับ 1 คือ มะเร็งเต้านม ตามมาด้วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งปอด มะเร็งตับและท่อน้ำดี และมะเร็งปากมดลูก

โอกาสในการรักษาโรคมะเร็งทั้งในผู้หญิงและผู้ขายจะขึ้นอยู่กับระยะของโรคเป็นสำคัญ ซึ่งการรักษาโรคมะเร็งในประเทศไทยถือว่ามีความก้าวหน้าอย่างมาก ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีระดับพื้นฐานไปจนถึงนวัตกรรมระดับโลก สามารถแบ่งประเภทการรักษาได้ ดังนี้

1. การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgery) ปัจจุบันแนวทางการผ่าตัดในไทยเริ่มเปลี่ยนจากแผลใหญ่มาเป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery) เพื่อให้คนไข้ฟื้นตัวเร็วและกลับบ้านได้ไวขึ้น แบ่งเป็นการผ่าตัดส่องกล้อง ที่เป็นมาตรฐานใช้กันอย่างแพร่หลาย

สถาบันมะเร็งแห่งชาติใช้วิธีนี้ผ่าตัดให้คนไข้สูงถึง 80-90% ถัดมาคือการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด มักใช้ในกรณีที่ซับซ้อนหรือผู้ป่วยอายุน้อยเพื่อความแม่นยำสูง เนื่องจากแขนกลหุ่นยนต์สามารถทำงานได้โดยไม่มีอาการมือสั่นเหมือนมนุษย์

2. การรักษาด้วยรังสีรักษา หรือเทคโนโลยีการฉายรังสีที่หลากหลายเพื่อลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อปกติ ด้วยการใช้รังสีเอกซ์เรย์ ถือเป็นวิธีมาตรฐานที่มีให้บริการทั่วประเทศ, การใช้โปรตอนรังสีอนุภาคหนักที่มีความแม่นยำสูง ลดการบาดเจ็บของอวัยวะข้างเคียง, ไซเบอร์ไนฟ์ หรือหุ่นยนต์ฉายรังสีที่สามารถฉายแสงทดแทนการผ่าตัดได้ในมะเร็งบางชนิด

เช่น ปอด ตับ และต่อมลูกหมาก โดยเครื่องจะขยับตามการหายใจของคนไข้ เหมาะกับผู้สูงอายุที่ไม่สามารถดมยาสลบได้ ยังรวมถึงการใช้อนุภาคหนักที่ไทยกำลังอยู่ในขั้นตอนเจรจานำเข้ามาจากประเทศจีน ถือเป็นเทคโนโลยีทำลายล้างสูงและแม่นยำ ใช้ในกรณีที่มะเร็งดื้อรังสีปกติ และใช้ระยะเวลาการรักษาสั้นเพียง 3-5 ครั้ง เท่านั้น

3. การรักษาด้วยยา มีทั้งใช้ยาแบบดั้งเดิมและเทคโนโลยีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เคมีบำบัด เพื่อทำลายเซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว, ใช้ยามุ่งเป้า เพื่อเข้าไปขัดขวางการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ, ใช้ภูมิคุ้มกันบำบัด กระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายจัดการกับมะเร็ง รวมถึงนวัตกรรม CAR-T Cell ที่นำเซลล์ของผู้ป่วยมาพัฒนาและฉีดกลับเข้าไปเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง

4. การป้องกันและการรักษาเชิงระบบ ส่วนนี้ประเทศไทยได้เน้นจัดการที่ต้นเหตุเพื่อลดจำนวนผู้ป่วยใหม่ ในรูปแบบการฉีดวัคซีน เช่น วัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก และวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีเพื่อป้องกันมะเร็งตับ ใช้ยาต้านไวรัส เช่น การให้ยาต้านไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ที่สามารถลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งตับได้ถึง 70%, การคัดกรองรอยโรค ด้วยโปรแกรมตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ตรวจเลือดในอุจจาระและส่องกล้องสำหรับผู้ที่อายุ 50-70 ปี เพื่อจัดการก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง

5. การรักษาแบบประคับประคอง กรณีนี้จะใช้สำหรับกลุ่มที่รักษาไม่หายขาด เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความสบายและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในช่วงท้ายของโรค

นายแพทย์สมชาย กล่าวว่า ในประเทศไทยมีเทคโนโลยีและยาที่ครบถ้วนในระดับสากล มีผลครอบคลุมการรักษาที่จัดอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากและมีมาตรฐานระดับสากลเช่นเดียวกัน แต่อาจมีข้อจำกัดเรื่องการกระจายตัวของทรัพยากรส่วนใหญ่ที่กระจุกตัวอยู่แค่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และเรื่องนี้ภาครัฐกำลังมีแผนกระจายเทคโนโลยีไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้คนไทยเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียมและไม่ล้มละลายจากการรักษาโรคมะเร็ง

“ถ้าเทียบนวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งกับต่างประเทศ ไทยเราเก่งและมีศักยภาพสูง แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเฉพาะโครงสร้างการใช้งบประมาณในโครงการต่างๆ ด้านสุขภาพ ทั้งยังขาดก็คือแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรม แม้มีงานวิจัยมากมายทุกแขนงก็ได้แต่นำเข้าแต่ไม่สามารถผลิตใช้เองได้จริงในประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของโรคมะเร็งในประเทศไทยขึ้นอยู่กับมะเร็งแต่ละชนิด ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากปัจจัยอะไรบ้าง เช่น PM 2.5 ที่กำลังสะสมทำให้เกิดมะเร็งหลายชนิดและยังไม่อาจชี้ชัดได้ในตอนนี้ แต่อีกประมาณ 7-8 ปี ในอนาคต จะพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก .thansettakij.com


หัวเว่ย คลาวด์หนุนใช้ ‘AI’ เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร ยกระดับอุตสาหกรรม

  • หัวเว่ย คลาวด์ ชี้แนวโน้มการใช้ AI ในองค์กรกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ความอัจฉริยะ (Intelligent Transformation) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเร่งการตัดสินใจทางธุรกิจ
  • นำเสนอโซลูชัน AI แบบครบวงจรตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ถึงซอฟต์แวร์ พร้อมศูนย์ข้อมูล 3 แห่งในไทยเพื่อรองรับอธิปไตยทางข้อมูลและความปลอดภัย
  • แนะองค์กรที่ต้องการใช้ AI ต้องเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เตรียมความพร้อมข้อมูล และวางรากฐานด้านความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง
  • เผยเทรนด์การใช้ Hybrid AI ที่ผสานโอเพ่นซอร์สกับบริการบนคลาวด์ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างต้นทุน ความยืดหยุ่น และความปลอดภัยของข้อมูล

นายสุรศักดิ์ วนิชเวทย์พิบูล หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) หัวเว่ย คลาวด์ ประเทศไทย เปิดเผยในงาน Cybersec Asia 2026 Bangkok ว่า การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) มาใช้งานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้ก้าวเข้าสู่การพัฒนาระยะใหม่ จากเดิมที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) สู่การเปลี่ยนผ่านสู่ความอัจฉริยะในระดับองค์กร (Enterprise-wide Intelligent Transformation) ซึ่งขับเคลื่อนโดยความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเร่งการตัดสินใจทางธุรกิจให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การเริ่มต้นใช้งาน AI ไม่ควรเริ่มจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว องค์กรจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เตรียมความพร้อมด้านข้อมูล และวางรากฐานด้านธรรมาภิบาลและความมั่นคงปลอดภัยให้แข็งแกร่ง ก่อนนำ AI มาใช้งานในวงกว้าง

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมีแนวโน้มการใช้งาน Hybrid AI ที่เพิ่มขึ้น โดยผสานการใช้ AI แบบโอเพ่นซอร์สสำหรับข้อมูลที่มีความอ่อนไหวหรือมีความเสี่ยงสูง เข้ากับบริการ AI บนคลาวด์สำหรับกรณีการใช้งานที่เน้นนวัตกรรม แนวทางดังกล่าวช่วยให้องค์กรสามารถสร้างสมดุลระหว่างการบริหารต้นทุน ความยืดหยุ่น และความปลอดภัยของข้อมูล พร้อมลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน

“ความสำเร็จของ AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกโมเดลเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนา การบริหารจัดการ และการดูแลวงจรชีวิตของ AI ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย”

สำหรับขีดความสามารถด้าน AI ของหัวเว่ย คลาวด์ ถูกพัฒนาบนโครงสร้างเทคโนโลยีแบบครบวงจร (End-to-End) ที่ผสานทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง ครอบคลุมตั้งแต่ชิปประมวลผล AI Ascend แพลตฟอร์มพัฒนา AI บริการโมเดลขนาดใหญ่ ไปจนถึงเครื่องมือสำหรับพัฒนาแอปพลิเคชัน เพื่อรองรับการฝึกโมเดล การนำไปใช้งาน และการดำเนินงานในระดับองค์กร

อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน หัวเว่ย คลาวด์ ให้บริการคลาวด์ระดับภูมิภาค 34 แห่งทั่วโลก โดยมีศูนย์ข้อมูล 3 แห่งในประเทศไทย เพื่อรองรับการคุ้มครองอธิปไตยของข้อมูล (Data Sovereignty) และปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น 

นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกมากกว่า 170 รายการ ครอบคลุมด้านความมั่นคงปลอดภัย การดำเนินงาน และมาตรฐานอุตสาหกรรม

นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ความปลอดภัยของ AI ต้องครอบคลุมตลอดทั้งวงจรการใช้งาน ตั้งแต่คุณภาพของข้อมูล ความน่าเชื่อถือของโมเดล การควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง การคุ้มครองความเป็นส่วนตัว ไปจนถึงการตรวจสอบภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสถาปัตยกรรมความปลอดภัย (Security Architecture) ของหัวเว่ย คลาวด์ ประกอบด้วยระบบป้องกันหลายชั้น การเข้ารหัสข้อมูลทั้งในขั้นตอนจัดเก็บและรับส่ง ระบบบริหารจัดการตัวตนที่เข้มงวด และระบบเฝ้าระวังที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อช่วยตรวจจับและลดความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ ทำให้องค์กรมั่นใจได้ว่า ระบบ AI จะมีทั้งประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และการปฏิบัติตามข้อกำหนดและกฎระเบียบ

“AI ที่น่าเชื่อถือ เริ่มต้นจากความเข้าใจว่าข้อมูลใดสามารถนำมาใช้ได้ ใครมีสิทธิ์เข้าถึง และจะตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI อย่างไร”

อย่างไรก็ดีด้วยโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ แพลตฟอร์ม AI และแนวคิดด้านความปลอดภัยเป็นศูนย์กลาง หัวเว่ย คลาวด์ ประเทศไทย มุ่งสนับสนุนองค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรม ให้สามารถเร่งการนำ AI มาใช้งานได้อย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน

“เป้าหมาย คือ การช่วยให้องค์กรเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้าน AI ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้อย่างปลอดภัย สอดคล้องกับกฎระเบียบ และมีประสิทธิภาพ” 

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


12 เดือนภาษาอังกฤษเดือนภาษาอังกฤษ 12 เดือน มีที่มาอย่างไร? พร้อมคำอ่าน คำแปล

12 เดือนภาษาอังกฤษ (Months of the Year in English)

การเขียน เดือนภาษาอังกฤษ 12 เดือน พร้อมคำอ่าน คำแปล

  1. January (แจน-ยัว-รี หรือ แจน-ยู-เออ-รี) เดือนมกราคม
  2. February (เฟบ-บู-รี หรือ เฟบ-บู-เออ-รี) เดือนกุมภาพันธ์
  3. March (มาร์ช) เดือนมีนาคม
  4. April (เอ-พริล) เดือนเมษายน
  5. May (เม) เดือนพฤษภาคม
  6. June (จูน) เดือนมิถุนายน
  7. July (จู-ลาย) เดือนกรกฎาคม
  8. August (ออ-กัส) เดือนสิงหาคม
  9. September (เซ็ป-เทม-เบอร์) เดือนกันยายน
  10. October (อ็อก-โท-เบอร์) เดือนตุลาคม
  11. November (โน-เวม-เบอร์) เดือนพฤศจิกายน
  12. December (ดี-เซ็ม-เบอร์) เดือนธันวาคม

เดือนตัวย่อภาษาอังกฤษ – ไทย

  1. ตัวย่อเดือนมกราคม ภาษาอังกฤษ  Jan. (ม.ค.)
  2. ตัวย่อเดือนกุมภาพันธ์ ภาษาอังกฤษ  Feb. (ก.พ.)
  3. ตัวย่อเดือนมีนาคม ภาษาอังกฤษ  Mar. (มี.ค.)
  4. ตัวย่อเดือนเมษายน ภาษาอังกฤษ  Apr. (เม.ย.)
  5. ตัวย่อเดือนพฤษภาคม ภาษาอังกฤษ  May (พ.ค.)
  6. ตัวย่อเดือนมิถุนายน ภาษาอังกฤษ  Jun. (มิ.ย.)
  7. ตัวย่อเดือนกรกฎาคม ภาษาอังกฤษ  Jul. (ก.ค.)
  8. ตัวย่อเดือนสิงหาคม ภาษาอังกฤษ  Aug. (ส.ค.)
  9. ตัวย่อเดือนกันยายน ภาษาอังกฤษ  Sept. / Sep. (ก.ย.)
  10. ตัวย่อเดือนตุลาคม ภาษาอังกฤษ  Oct. (ต.ค.)
  11. ตัวย่อเดือนพฤศจิกายน ภาษาอังกฤษ  Nov. (พ.ย.)
  12. ตัวย่อเดือนธันวาคม ภาษาอังกฤษ  Dec. (ธ.ค.)

ประวัติความเป็นมา 12 เดือนภาษาอังกฤษ

ชื่อเดือนภาษาอังกฤษบางเดือนนั้นมีที่มาจากชื่อของเทพเจ้าหรือเทพธิดากรีกและโรมัน เช่น January (Janus), March (Mars), May (Maia) และ June (Juno) ขณะที่ชื่อเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเป็นการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Julius Caesar (July) และ Augustus Caesar (August)

เดือนมกราคม ภาษาอังกฤษ – January

“January มาจาก Janus เทพเจนัสหรือยานุส เทพเจ้าแห่งการเริ่มต้นและสิ้นสุดของโรมัน เทพเจนัสมี 2 หน้า หน้าด้านหนึ่งจะมองไปยังอนาคต และอีกด้านจะมองไปทางอดีต วันเฉลิมฉลองของเทพองค์นี้จัดขึ้นในเดือนมกราคม”

เดือนกุมภาพันธ์ ภาษาอังกฤษ – February

“February มาจากเทศกาลของชาวโรมันโบราณที่ชื่อว่า Februa (Festival of Purification) ซึ่งเป็นเทศกาลที่เฉลิมฉลองความบริสุทธิ์ สุขภาพ และความอุดมสมบูรณ์”

เดือนมีนาคม ภาษาอังกฤษ – March

“March มาจากเทพเจ้า Mars เทพเจ้าแห่งสงครามของโรมัน หรือ เทพ Ares เทพแห่งสงครามของชาวกรีก โดยปฏิทินโรมันดั้งเดิม หรือ ปฏิทินโรมิวลุส (Calendar of Romulus) เริ่มต้นจากเดือนมีนาคม ก่อนที่จะมีการเพิ่มเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ในเวลาต่อมา”

เดือนเมษายน ภาษาอังกฤษ – April

““April มาจากคำในภาษาละติน aperire ซึ่งแปลว่า กำลังเปิด (“to open”) หมายถึง ฤดูที่ดอกไม้เริ่ม “เปิด” ใบ ผลิบาน ในฤดูใบไม้ผลิ ตรงกับเดือนเมษายน สมัยก่อนชาวกรีกบูชาเทพี Venus มีอีกชื่อคือ Aphrodite หรือ Aphros จึงเรียกเดือนแห่งการบูชาเทพีองค์นี้ว่า เดือน Aphrilis และกลายเป็น April ในที่สุด ”

เดือนพฤษภาคม ภาษาอังกฤษ – May

“May มาจากเทพีกรีก Maia เทพธิดาแห่งการเจริญเติบโตและความอุดมสมบูรณ์”

เดือนมิถุนายน ภาษาอังกฤษ – June

“June มีที่มาจากเทพีโรมัน Juno ( หรือ เฮร่า Hera ตามคติของกรีก) เทพีแห่งการแต่งงานและการถือกำเนิด สมรสกับ Jupiter (Zeus) ผู้เป็นราชาแห่งเทพเจ้าทั้งหลาย”

เดือนกรกฎาคม ภาษาอังกฤษ – July

“July มาจาก Julius Caesar รัฐบุรุษแห่งอาณาจักรโรมันโบราณ ซึ่งเหตุผลที่ตั่งชื่อเดือน July ตามชื่อของจูเลียซ ซีซาร์เพราะเขาเป็นคนเริ่มการปรับปรุงปฏิทินโรมัน ซึ่งมีอิทธิพลต่อปฏิทินเกรกอเรียนที่เราใช้กันมาถึงปัจจุบัน ”

เดือนสิงหาคม ภาษาอังกฤษ – August

“August มาจาก Augustus Caesar จักรพรรดิโรมันองค์แรก และเป็นหลานชายของจูเลียซ ซีซาร์ นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ที่ปรับปรุงปฏิทินต่อจากจูเลียซ ซีซาร์จนสำเร็จอีกด้วย ”

เดือนกันยายน ภาษาอังกฤษ – September

“September มาจากรากศัพท์ละติน Septem แปลว่า 7 เพราะในอดีต ชาวโรมันนับเดือนมีนาคมเป็นเดือนแรกของปี ทำให้เดือนสิงหาคมเป็นเดือนที่ 7 นั่นเอง”

เดือนสิงหาคม ภาษาอังกฤษ – October

“October มาจากรากศัพท์ละติน Octo แปลว่า 8 เพราะนับเดือนมีนาคมเป็นเดือนแรก เช่นเดียวกัน ตามปฏิทินโรมันโบราณ”

เดือนพฤศจิกายน ภาษาอังกฤษ – November

“November มาจากรากศัพท์ละตินคำว่า Novem แปลว่า 9 เพราะนับเดือนมีนาคมเป็นเดือนแรก เช่นเดียวกัน ตามปฏิทินโรมันโบราณ”

เดือนพฤศจิกายน ภาษาอังกฤษ – December

“December มาจากรากศัพท์ละตินคำว่า Decem แปลว่า 10 เพราะนับเดือนมีนาคมเป็นเดือนแรก เช่นเดียวกัน ตามปฏิทินโรมันโบราณ”

ขอบคุณข้อมูลจาก edufirstschool.com


นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย? ลองวางผลไม้ 2 ชนิดนี้ไว้ข้างเตียง เคล็ดลับหลับลึกที่คาดไม่ถึง!

เคล็ดลับหลับลึก! แค่วาง “ผลไม้ 2 ชนิด” ไว้ข้างเตียง ช่วยคลายเครียด ปรับสมดุลการนอน

หลายคนต้องเผชิญกับปัญหา “การนอนหลับ” ที่กลายเป็นเรื่องยาก ทั้งอาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย พลิกตัวไปมา หรือตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วข่มตาหลับต่อไม่ได้ ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมอย่างมาก แต่รู้หรือไม่ว่าทางออกอาจง่ายกว่าที่คิด เพียงแค่ใช้พลังจากธรรมชาติอย่าง “แอปเปิ้ล” และ “ส้ม” มาวางไว้ในห้องนอน

1. พลังของผลไม้ตระกูลส้ม: กลิ่นบำบัดที่ช่วยให้สมองผ่อนคลาย

เซี่ย เผิงปิน นักโภชนาการจากโรงพยาบาลจงต้า (มหาวิทยาลัยเซาท์อีสต์ ประเทศจีน) ระบุว่าการใช้กลิ่นเพื่อควบคุมการทำงานของร่างกายคือหลักการของ “อโรมาเธอราพี” (Aromatherapy) ที่มีมาอย่างยาวนาน

  • สารลิโมนีน (Limonene): พบมากในเปลือกส้ม มะนาว และเกรปฟรุต สารนี้มีคุณสมบัติเด่นในการช่วยผ่อนคลายระบบประสาท ลดความวิตกกังวล และช่วยให้จิตใจสงบลง
  • กระตุ้นเซโรโทนิน: กลิ่นของมะนาวและส้มช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนความสุข (Serotonin) และลดระดับฮอร์โมนความเครียด (Norepinephrine) ทำให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะพร้อมพักผ่อน
  • เคล็ดลับเพิ่มเติม: ตามตำรับยาโบราณ แนะนำให้ใช้เปลือกส้มตากแห้งทำเป็นไส้หมอน เพื่อให้ได้สูดดมกลิ่นหอมสดชื่นตลอดการนอนหลับ

2. แอปเปิ้ล: ตัวช่วยลับที่ทำให้ระบบประสาทสงบ

ไม่เพียงแค่รสชาติที่อร่อย แต่ “กลิ่น” ของแอปเปิ้ลสุกยังมีสารประกอบที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการนอนหลับ

  • สารลิแนลูล (Linalool): ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคประจำมณฑลไห่หนานระบุว่า แอปเปิ้ลสุกจะปล่อยกลิ่นที่มีสารลิแนลูล ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยให้ร่างกายสงบ
  • กระตุ้นตัวรับ GABA: กลิ่นของแอปเปิ้ลจะเข้าไปกระตุ้นตัวรับ GABA ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ยับยั้งความตื่นตัวของระบบประสาท ช่วยลดความกระวนกระวายใจ ทำให้คุณเข้าสู่ห้วงนิทราได้รวดเร็วและหลับลึกยิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 11/2/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a74,300.0074,500.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,803.0072,813.4875,300.00
ทองรูปพรรณ 90%4,322.7065,532.13n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,842.4058,250.78n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,161.3532,766.07n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,681.0525,484.72n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,977.2075,454.35n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 11/2/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9530.8530.8531.3530.8530.8530.8530.8530.8530.85
แก๊สโซฮอล์ 9130.4830.4830.7830.4830.4830.4830.4830.4830.48
แก๊สโซฮอล์ E2028.6428.6428.9428.6428.6428.6428.6428.64
แก๊สโซฮอล์ E8526.5926.5926.59
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม40.0449.5449.8440.04
เบนซิน 9539.1449.5139.6439.2939.14
ดีเซล29.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม43.4445.6449.8445.6443.44
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า