วิกฤตไฟสงครามอิหร่าน อสังหาฯ เร่งโล๊ะสต๊อก ระยะยาวชูบ้านประหยัดพลังงาน

- ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น แต่ในระยะสั้นราคาบ้านยังไม่ปรับขึ้นเนื่องจากผู้ประกอบการเร่งระบายสต็อกเดิม
- ในระยะยาว ภาคอสังหาริมทรัพย์จะปรับตัวโดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการบ้านประหยัดพลังงาน, Smart Home และที่อยู่อาศัยคาร์บอนต่ำเพื่อรับมือวิกฤต
- สถาบันการเงินมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้ ผ่านเครื่องมือทางการเงินสีเขียว (Green Finance) สำหรับผู้พัฒนาและผู้ซื้อบ้านประหยัดพลังงาน
สถานการณ์ไฟสงครามตะวันออกกลางลุกโซนหลังสงครามการสู้รบ สหรัฐอเมริกา อิสราเอลกับ อิหร่านบานปลาย สร้างแรงสั่นกระเทือนไปทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะพลังงานเป็นต้นทุนเศรษฐกิจที่ต้องรับมือ ประเทศไทยเช่นเดียวกันได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ภาคอสังหาริมทรัพย์หนึ่ง ในอุตสาหกรรมที่รับแรงกระแทกภัยสงครามซ้ำเติมความอ่อนแรงกำลังซื้อในประเทศ โดยมีผลต่อโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ ขณะปัจจุบันที่เปิดขายยังเป็นต้นทุนเก่า ผู้ประกอบการเน้นระบายสต๊อก ลดแลกแจกแถม เพื่อให้เกิดกระแสเงินสดหมุนเวียนมากกว่า
สอดคล้องนายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรเปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า สถานการณ์ระยะสั้นจากสงครามตะวันออกกลาง ราคาบ้านยังไม่ปรับขึ้น เพราะสต๊อกในตลาดยังมี แต่ระยะยาวอุตสาหกรรมต้องปรับตัวสู่บ้านประหยัดพลังงาน Smart Home และ Low Carbon Living พร้อมความร่วมมือจากสถาบันการเงินผ่าน Green Finance
1) ระยะสั้น “ราคาบ้านและคอนโดในตลาดยังไม่ปรับขึ้น”
ในระยะสั้นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับราคาบ้านและคอนโดทันที เนื่องจากปัจจุบันในตลาดยังมี สต๊อกที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างการขายอยู่ในระดับค่อนข้างมาก
ผู้ประกอบการจำนวนมากได้ล็อกต้นทุนวัสดุก่อสร้างไว้ล่วงหน้า มีการทำสัญญาก่อสร้างและสั่งวัสดุไว้ก่อนแล้ว รวมถึงมีแผนการตลาดที่กำหนดราคาขายไว้ล่วงหน้า
ดังนั้น บ้านและคอนโดที่เปิดขายอยู่ในปัจจุบันจึงยังคงราคาเดิมได้ในระยะหนึ่ง เพื่อรักษากำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งในช่วงนี้กำลังซื้อในประเทศยังถือว่าอ่อนแรง
อีกทั้งรัฐบาลยังมีมาตรการดูแลราคาพลังงาน เช่นการใช้กองทุนน้ำมันช่วยตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกินประมาณ 30 บาทต่อลิตร เพื่อลดผลกระทบต่อต้นทุนขนส่งและค่าครองชีพของประชาชน 
ดังนั้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะสั้นยังเน้นการระบายสต๊อกและรักษาระดับราคาเดิมก่อน
2) ทางออกระยะกลาง–ยาว : บ้านประหยัดพลังงาน (Energy Efficient Housing)
ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่ผันผวน แนวทางสำคัญของอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยคือการพัฒนา “บ้านประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”
ในอนาคตเราจะเห็นการยกระดับการออกแบบบ้านมากขึ้น เช่น เทคโนโลยีและดีไซน์ที่กำลังพัฒนา การออกแบบ Passive Design ลดความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน การใช้ ฉนวนกันความร้อนและกระจก Low-E การใช้ Solar Roof และระบบกักเก็บพลังงาน การใช้ Smart Home / IoT ควบคุมการใช้ไฟฟ้า ระบบ Smart Air-Conditioning และ Smart Lighting
แนวคิดบ้านประหยัดพลังงานที่พี่และผู้ประกอบการไทยทำ เช่น
-การจัดทิศทางบ้านให้รับลมธรรมชาติ
-หลังคาระบายความร้อน
-ช่องเปิดและหน้าต่างเพื่อ Cross Ventilation
-ระบบแสงธรรมชาติ (Daylight Design)
บ้านลักษณะนี้สามารถประหยัดพลังงาน
-ลดการใช้แอร์ลงได้ประมาณ 15-20%
-ลดค่าไฟของผู้อยู่อาศัย
-เพิ่มคุณภาพการอยู่อาศัย
อนาคต เทคโนโลยี IoT จะเข้ามาช่วยบริหารการใช้พลังงานแบบอัตโนมัติ
-ปิดไฟอัตโนมัติเมื่อไม่มีคนอยู่
-ควบคุมแอร์ผ่านมือถือ
-วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้พลังงานของผู้อยู่อาศัย
สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็น มาตรฐานใหม่ของบ้านยุคพลังงานแพง
3) ผู้บริโภคต้องปรับตัว : Low Carbon Living
การรับมือวิกฤตพลังงานไม่ใช่เรื่องของผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว
ผู้อยู่อาศัยเองก็ต้องปรับพฤติกรรมการใช้พลังงาน
ตัวอย่างพฤติกรรม Low Carbon Living เช่น
-ตั้งอุณหภูมิแอร์ 26-27 องศา
-ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า เบอร์ 5
-ใช้หลอดไฟ LED
-เปิดหน้าต่างรับลมธรรมชาติในช่วงเช้าและเย็น
-ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมระบบ Timer
-ติดตั้ง Solar Roof สำหรับบ้านเดี่ยว
การปรับพฤติกรรมเหล่านี้สามารถลดค่าไฟของครัวเรือนลงได้อีก 10-15%
4) บทบาทสถาบันการเงิน : Green Finance
ภาคการเงินเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน
สมาคมฯเห็นว่าสถาบันการเงินควรมีเครื่องมือทางการเงิน เช่น
4.1 Green Project Finance
สนับสนุนผู้พัฒนาโครงการที่สร้าง
-บ้านประหยัดพลังงาน
-โครงการ Low Carbon
-Smart Home Community
4.2) Green Mortgage / Post Finance
ให้สินเชื่อพิเศษแก่ผู้ซื้อบ้านที่มีคุณสมบัติ เช่น
-บ้านติด Solar Roof
-บ้านมาตรฐานประหยัดพลังงาน
-อาคารที่ผ่านมาตรฐาน Green Building
แนวทางนี้จะช่วยให้ประหยัดพลังงาน
-ผู้ประกอบการลงทุนด้านเทคโนโลยีมากขึ้น
-ผู้บริโภคเข้าถึงบ้านประหยัดพลังงานได้ง่ายขึ้น
5) ส่วนในเรื่องผลกระทบต่อราคาบ้าน หากราคาน้ำมันโลกเพิ่ม
ผลกระทบโดยตรงต่อราคาบ้านมักจะไม่ได้เกิดขึ้นทันที เพราะต้นทุนพลังงานเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนก่อสร้างทั้งหมด โดยหากราคาน้ำมันปรับขึ้นไปอยู่ในระดับประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้ต้นทุนขนส่งและวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และอาจสะท้อนต่อราคาบ้านประมาณ ไม่เกิน 1% แต่หากปรับขึ้นไปถึงระดับประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ผลกระทบอาจทำให้ต้นทุนวัสดุและโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นมากขึ้น และอาจสะท้อนต่อราคาบ้านในอนาคตประมาณ 2–3% อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการก็จะพยายามบริหารต้นทุนและออกแบบโครงการให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนตกไปอยู่ที่ผู้บริโภคมากเกินไป
รัฐบาลไทยยังใช้กองทุนน้ำมันช่วยตรึงราคาดีเซลไว้ประมาณ 30 บาทต่อลิตร เพื่อลดผลกระทบเศรษฐกิจ ต้นทุนพลังงานส่งผลต่ออุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างหลักๆ เช่น ปูนซีเมนต์ กระจก เซรามิก ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง
โดยภาพรวมมองว่าอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยของไทยกำลังอยู่ในช่วงของ การปรับตัวไปสู่บ้านประหยัดพลังงาน และการอยู่อาศัยแบบคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะเป็นทิศทางสำคัญของตลาดในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
มหกรรมบ้าน-คอนโด49 กระหึ่ม อสังหาฯ จัดโปรเด็ด ‘สถาพร’ ขนทัพ 7โครงการ ชูSE Green Innovation

- สถาพร เอสเตท นำ 7 โครงการที่อยู่อาศัยพร้อมอยู่ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม เข้าร่วมงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 49”
- ชูแนวคิดหลัก “SE Green Innovation” ในการพัฒนาโครงการ โดยเน้นการสร้างที่อยู่อาศัยที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- จัดแคมเปญพิเศษ “เลือกเรา เฟอร์ครบ จบทุกดีล” มอบข้อเสนอสุดคุ้มสำหรับผู้ที่จองภายในงาน เช่น ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 20 ปี และฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอน
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้มีปัจจัยเสี่ยงสูงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะภัยสงครามตะวันออกกลาง ซ้ำเติมเศรษฐกิจในประเทศที่อ่อนแอ และนำมาสู่ความไม่เชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว แม้ในขณะนี้ภายในประเทศจะมีสัญญาณที่ดีทั้งได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ดอกเบี้ยขาลง มีมาตรการรัฐคอยพยุง และแนวโน้มขยายมาตรการออกไป อย่างเกณฑ์LTV ลดค่าธรรมเนียมการโอน-จดจำนอง อย่างไรก็ตามท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้ออาจมีผลกระทบภาคธุรกิจที่ต่างลุกขึ้นมาช่วยเหลือตนเองเพื่อระบายสต๊อกสินค้าในมือให้ลดลง
งาน “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 49″ หนึ่งในอีเว้นต์ใหญ่ประจำปี (ปีละ2ครั้ง)ของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 19 – 22 มีนาคมนี้ภายใต้การนำของ3สมาคม ฯประกอบด้วย สมาคมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมอาคารชุดไทยและสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ถือเป็นแกนสำคัญ ช่วยให้ผู้บริโภคที่มีความพร้อมเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่ได้เปรียบ จากการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ ,ผู้ซื้อ ,ธนาคาร รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องโคจรมาพบกัน ขณะที่ผู้ประกอบการต่างใช้โอกาสนี้จัดแคมเปญสร้างสีสัน ดึงดูดยอดขายเพื่อให้ตลาดอสังหาฯกลับมาคึกคักอีกครั้ง
เช่นเดียวกับ “สถาพร เอสเตท” ยกขบวนบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ทั้ง 7 โครงการพร้อมอยู่ บนหลากหลายทำเลศักยภาพ ร่วมออกบูธในงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 49” พร้อมจัดแคมเปญเด็ด “เลือกเรา เฟอร์ครบ จบทุกดีล” พร้อมให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม
นายสุนทร สถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพทั้งโครงการคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม กล่าวว่าบริษัทฯได้เข้าร่วมงานมหกรรมบ้านและคอนโด มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้ผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยสามารถเลือกชมโครงการต่างๆ ที่ตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์ในการอยู่อาศัย โดยทางสถาพร เอสเตท มีแนวคิดหลักในการพัฒนาโครงการบ้าน ภายใต้แนวคิด SE Green Innovation โดยมุ่งสร้างที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตยุคใหม่ ควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม
พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการประหยัดพลังงานมาใช้ตั้งแต่การออกแบบบ้าน การเลือกวัสดุ ไปจนถึงระบบภายในบ้าน เช่น การออกแบบให้บ้านรับลมและแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสม การเลือกใช้อุปกรณ์และระบบที่ช่วยลดการใช้พลังงาน รวมถึงการนำเทคโนโลยี XELLS Smart Home Total Solution ที่ทำการทดลองโดยทาง Panasonic ซึ่งเป็นระบบความคุมบ้านอัจฉริยะ ที่มาพร้อมอัลกอรึทึม
เพื่อสร้างภาวะน่าสบายภายในบ้าน เข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้อยู่อาศัย ซึ่งแนวคิดนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยให้ผู้อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน ไปได้ถึง 29% (ผลการทดลองโครงการ Eternity รังสิต – วงแหวน) และลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตในบ้านที่ดีต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

สำหรับงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 49 นี้ บริษัทฯ เตรียมนำโครงการบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม บนหลากหลายทำเลคุณภาพ ทั้งกรุงเทพกรีฑา, สาทร, พระราม 4, สายไหม และรังสิต มาร่วมออกบูธในงาน พร้อมจัดแคมเปญสุดพิเศษ “เลือกเรา เฟอร์ครบ จบทุกดีล”
นายสุนทรระบุว่า เพียงจองภายในงาน ไม่ว่าจะเป็น ฟรี ค่าส่วนกลางสูงสุดถึง 20 ปี, ฟรี ตกแต่งแบบบ้านตัวอย่างทั้งหลัง, ฟรี ทุกค่าใช้จ่ายวันโอน และของรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับลูกค้าที่สนใจจองโครงการคุณภาพทั้ง 7 โครงการ ที่คัดสรรมาให้พิเศษ ได้แก่โครงการ “เดอะ คราวน์ เรสซิเดนท์เซส” (THE CROWN Residences) Luxury Condominium High Rise
บนพื้นที่ Freehold พร้อมอยู่ ติดถนนพระราม 4 ใกล้ One Bangkok เพียง 450 เมตร ถึง MRT ลุมพินี ในราคาเริ่มต้น 5.9 – 30 ล้านบาทโครงการ “เดอะ เชดด์ สาทร 1” (THE SHADE SATHON 1) คอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ท พร้อมอยู่ ใจกลางสาทร ใกล้ MRT ลุมพินี และ BTS ช่องนนทรี ในราคาเริ่มต้น 3.99 ล้านบาทโครงการ “อิเธอร์นิตี้ พระราม 9 – วงแหวนฯ” ( ETERNITY RAMA 9 – WONGWAEN) บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ กรุงเทพกรีฑา
เชื่อมต่อแหล่ง CBD พระราม 9 เอกสิทธิ์เพียง 70 ยูนิต ในราคาเริ่มต้น 7.9 – 17 ล้านบาทโครงการ “อิเธอร์นิตี้ รามอินทรา – วัชรพล” (ETERNITY RAMINTRA – WATCHARAPOL) บ้านเดี่ยว หน้ากว้าง 3 ที่จอดรถ ใกล้ทางด่วนสุขาภิบาล 5 เพียง 2 นาที ในราคาเริ่มต้น 10.9 – 18 ล้านบาทโครงการ “อิเธอร์นิตี้ สายไหม-พหลฯ” (ETERNITY SAIMAI-PHAHOL) บ้านแฝดสไตล์นอร์ดิก ติดถนนหลักสายไหม ใกล้รถไฟฟ้า 2 สถานี ในราคาเริ่มต้น 5.39 – 8 ล้านบาท
โครงการ “อิเธอร์นิตี้ รังสิต-วงแหวนฯ” (ETERNITY RANGSIT-WONGWAEN) บ้านหลังใหญ่ สไตล์โมเดิร์น ติดถนนรังสิต – นครนายก ใกล้วงแหวนฯ เพียง 800 เมตร ในราคาเริ่มต้น 4.3 – 14 ล้านบาทโครงการ “อิเธอร์นิตี้ ทาวน์ วัชรพล” (ETERNITY TOWN VACHARAPHOL) ทาวน์โฮม 3 ชั้น ไลฟ์สไตล์ธุรกิจ ติดถนนใหญ่ย่านวัชรพล – สายไหม ในราคาเริ่มต้น 6.5 – 8.5 ล้านบาท
” บริษัทฯ เชื่อว่าการเข้าร่วมงานมหกรรมบ้านและคอนโดในครั้งนี้ จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มาชมงาน รวมถึงประสบความสำเร็จสามารถสร้างยอดขายภายในงาน และได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาพบกับแคมเปญ ”เลือกเรา เฟอร์ครบ จบทุกดีล” พร้อมรับโปรฯสุดคุ้ม เฉพาะที่งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 49 ในวันที่ 19 – 22 มีนาคมนี้ เท่านั้น ที่บูธ 229 – 232 และ 255 – 258 ณ ฮอลล์ 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 11 มี.ค.69 ‘แข็งค่า‘ สงครามอิหร่าน ยังกดดัน

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ 31.60 บาทต่อดอลลาร์ แต่ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ไร้ทิศทางที่ชัดเจน
- สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงเป็นปัจจัยกดดันหลัก ทำให้ค่าเงินมีความผันผวนและเสี่ยงที่จะเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง
- การแข็งค่าของเงินบาทถูกชะลอลงจากการฟื้นตัวของเงินดอลลาร์ และการที่ตลาดลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)
- นักลงทุนจับตาปัจจัยสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อทิศทางค่าเงิน
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.60 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 31.65 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.40-31.75 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.41-31.73 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง ตามจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูงและอาจไม่ได้จบลงในเร็ววันนี้ อย่างที่ประธานาธิบดี Donald Trump ได้กล่าวไว้ในวันก่อนหน้าได้

ซึ่งภาพดังกล่าวได้สอดคล้องกับทั้งจังหวะการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และเงินดอลลาร์ ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุด ตลาดให้โอกาสราว 57% ที่ FED จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ย่อตัวลงบ้างในช่วงดังกล่าวทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.21%
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน บนความผันผวนที่สูงกว่าช่วงปกติ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง โดยเราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทมีความเสี่ยง Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรืออาจพอกล่าวได้ว่า ข่าว อย่าง Headline News ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินได้พอควร ดังจะเห็นได้จากในวันก่อนหน้า ที่เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นพอควร จากถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ระบุว่า การสู้รบในตะวันออกกลางอาจจบลงได้ในเร็ววันนี้ (ทว่าล่าสุด สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง) ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง
โดยหากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางไม่ได้มีพัฒนาการเพิ่มเติม อย่างมีนัยสำคัญ เรามองว่า ในช่วงวันนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ได้
ในเชิงเทคนิคัล แม้ว่าเงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เงินบาทจะยังไม่กลับมาสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้น ตราบใดที่เงินบาทยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 31.40-31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ทำให้ในช่วงนี้ เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ไปก่อนได้ เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยปัจจัยสำคัญ ยังคงเป็นพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นอย่างชัดเจน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่อาจไม่ได้จบลงในเร็ววันนี้ตามที่ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกมาย้ำในวันก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างตามการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor อาทิ Nvidia +1.2% ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.21% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.01%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +1.88% หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +4.6% ที่ปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับทิศทางหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งสหรัฐฯ ทว่า แนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่อาจไม่ได้ยืดเยื้อ กอปรกับท่าทีของบรรดาประเทศกลุ่ม G7 ที่พร้อมใช้น้ำมันสำรองเพื่อบรรเทาผลกระทบ ได้กดดันให้ ราคาน้ำมันดิบต่างปรับตัวลดลง ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลดลง อาทิ BP -2.1%, Shell -1.0%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นสู่โซน 4.14% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงไม่แน่ใจว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงได้ในเร็ววันนี้จริง ตามที่ประธานาธิบดี Donald Trump ได้กล่าวไว้ในวันก่อนหน้า ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ดังกล่าว ได้สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI และ PCE ที่จะทยอยรับรู้ในสัปดาห์นี้ และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ โซน 1.90% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Up สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI และ PCE ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 98.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.4-99.0 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) จะทยอยรีบาวด์สูงขึ้น ตามจังหวะการย่อตัวของเงินดอลลาร์ในช่วงแรก ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง ซึ่งหนุนการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กลับมากดดันราคาทองคำ ส่งผลให้ ราคาทองคำโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง
ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เช่นกัน เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า ECB มีโอกาสราว 29% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง 25bps ในปีนี้ หลังจากช่วงก่อนหน้า ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า ECB อาจต้องกลับมาเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ กระทบราคาพลังงานโลก
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เฉือนหลักร้อย! อันดับโลกล่าสุด “วิว กุลวุฒิ” ของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF)

การแข่งขันแบดมินตันอาชีพโลก ฤดูกาล 2026 ของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) เดินทางเข้าสู่สัปดาห์ที่ 11 ซึ่งทัวร์นาเมนต์ที่ผ่านมาเป็นรายการ ออล อิงแลนด์ โอเพ่น แชมเปี้ยนชิพ 2026 ที่ประเทศอังกฤษ
โดยจากผลงานที่ “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันชาวไทยวัย 24 ปี สามารถผ่านเข้าถึงรอบรองฯ ขณะที่ ฉี ยู่ฉี นักแบดมินตันชาวจีน ที่ครองมือ 1 โลก มีผลงานสวนทางหลังตกรอบแรกแบบพลิกความคาดหมาย

ล่าสุดจากการประกาศอันดับคะแนนของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) เมื่อวันอังคารที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา ปรากฏว่า “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักตบลูกขนไก่ขวัญใจชาวไทย โกยแต้มแซงขึ้นรั้งเบอร์ 1 โลกอีกครั้ง ด้วยการมี 100,779 คะแนน
ขณะที่ ฉี ยู่ฉี นักแบดมินตันจีน มีคะแนน 100,567 คะแนน หล่นมาอยู่ที่ 2 ของโลก ถือเป็นการกลับมาทวงบัลลังก์มือ 1 โลกได้อีกครั้งของ “วิว กุลวุฒิ” หลังเคยสร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นนักแบดมินตันชายเดี่ยวไทยคนแรกที่ก้าวขึ้นเป็นมือ 1 ของโลก เมื่อเดือนมิถุนายน ปีที่ผ่านมา
อันดับโลกของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประเภทชายเดี่ยว
1. กุลวุฒิ วิทิตศานต์ (ไทย) 100,779 คะแนน
2. ฉี ยู่ฉี (จีน) 100,567 คะแนน
3. แอนเดอร์ส แอนทอนเซ่น (เดนมาร์ก) 93,729 คะแนน
4. โจนาธาน คริสตี้ (อินโดนีเซีย) 84,174 คะแนน
5. คริสโต โปปอฟ (ฝรั่งเศส) 81,925 คะแนน
6. โจว เทียน เฉิน (ไต้หวัน) 79,239 คะแนน
7. หลี่ ชื่อเฟิง (จีน) 77,478 คะแนน
8. หลิน ชุนยี่ (ไต้หวัน) 73,418
9. โคได นาราโอกะ (ญี่ปุ่น) 69,654 คะแนน
10. อเล็กซ์ ลาเนียร์ (ฝรั่งเศส) 69,025 คะแนน
29. พณิชพล ธีระรัตน์สกุล (ไทย) 44,686 คะแนน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
“เลือดออกในสมอง” เป็นได้ทุกวัย สาเหตุเกิดจากอะไร และวิธีสังเกตอาการ

“เลือดออกในสมอง” เป็นได้ทุกวัย สาเหตุเกิดจากอะไร และวิธีสังเกตอาการ : Tricks for Life
ภาวะเลือดออกในสมองจากเส้นเลือดในสมองแตก เป็นภาวะฉุกเฉินทางระบบประสาท ที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงตัวโรคมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันใด ยิ่งไปถึงโรงพยาบาลไว โอกาสรอดตายยิ่งสูง
นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ภาวะเลือดออกในสมอง สามารถพบได้ในกลุ่มอายุ แต่อาจจะมีสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป ในผู้ป่วยอายุน้อย อาจจะพบได้จากสาเหตุของหลอดเลือดโป่งพอง หลอดเลือดผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ จนกว่าจะมีอาการผิดปกติทางระบบประสาทเมื่อเกิดการแตกของหลอดเลือด
อีกกลุ่มจะพบในผู้ป่วยที่มีโรคความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานาน ซึ่งอาจจะพบร่วมกับกลุ่มแรก และเป็นตัวเร่งให้เกิดการแตกของหลอดเลือดเร็วขึ้น หรือในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเรื้อรังที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ดี จนทำให้เกิดการเซาะ ฉีก ขาด ของผนังหลอดเลือด จนทำให้เกิดมีเลือดออกในสมอง เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิตได้
ด้านนายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า อาการเลือดออกในสมอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรงทันทีทันใด แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ร่วมกับมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท เช่น ความรู้สึกตัวผิดปกติไป พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง ขึ้นกับตำแหน่งที่มีเลือดออก

หากเป็นตำแหน่งสมองน้อย ผู้ป่วยอาจจะมีอาการเซ ทรงตัวลำบาก พูดผิดปกติ ซึ่งดูแล้วอาจจะคล้ายคนเมาได้ เนื่องจากสมองน้อย จะทำหน้าที่ในการควบคุมการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้ราบรื่น เมื่อผู้ป่วยมีอาการดังกล่าว ควรนำส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดในทันที เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยเร่งด่วน
สำหรับแนวทางการวินิจฉัยและรักษานั้น แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และส่งเอกซเรย์สมอง เพื่อยืนยันชนิด และตำแหน่งของความผิดปกติ เพื่อวางแผนในการรักษา แม้ว่า อัตราเสียชีวิตในผู้ป่วยที่มีเลือดออกนั้นจะสูงมาก
โดยมีรายงานตัวเลขจากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2568 พบว่า มีอัตราเสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดในสมองแตก ร้อยละ 20.10 แต่หากผู้ป่วยสามารถไปถึงโรงพยาบาลได้เร็วก็จะสามารถให้การรักษา ลดอัตราการเกิดและลดความรุนแรงของภาวะทุพลภาพ และลดอัตราการเสียชีวิตได้ด้วย การรักษาจะขึ้นกับตำแหน่งและปริมาณของเลือดที่ออก
หากมีเลือดออกปริมาณเล็กน้อย อาจจะให้การรักษาแบบประคับประคอง และความคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ แต่หากเลือดออกในปริมาณสูงอาจจะมีความจำเป็นต้องผ่าตัดระบายเลือดออก และการรักษายังขึ้นกับสาเหตุของเส้นเลือดแตกด้วย
หากพบว่าเกิดจากหลอดเลือดผิดปกติหรือหลอดเลือดโป่งพอง แพทย์จะพิจารณาทำการรักษาด้วยการสวนหลอดเลือดเพื่อเปิดทางเดินหลอดเลือดที่ผิดปกติ หรืออาจจะต้องรักษาด้วยหลากหลายวิธีร่วมกัน ขอเพียงผู้ป่วยที่มีอาการไปถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพราะรู้อาการไปโรงพยาบาลเร็ว โอกาสรอด และปลอดอัมพาตก็สูงขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
สีภาษาอังกฤษ สรุปคำศัพท์พื้นฐาน เฉดสี และสำนวนฮิต เลิกสับสน Color กับ Colour

เวลาที่คุณอยากอธิบายลักษณะของสิ่งของ เสื้อผ้า หรือแม้แต่อารมณ์ความรู้สึก คำศัพท์หมวดแรกๆ ที่เราต้องนึกถึงก็คือ สีภาษาอังกฤษ (Colors) ใช่ไหมครับ? แต่หลายครั้งที่เรามักจะนึกออกแค่สีพื้นฐานอย่าง Red, Blue หรือ Green พอต้องอธิบายสีที่ซับซ้อนขึ้นอย่าง “สีฟ้าอ่อน” หรือ “สีเขียวเข้ม” กลับนึกไม่ออกว่าจะวางคำศัพท์ตรงไหนดี
ยิ่งไปกว่านั้น ในภาษาอังกฤษยังมีสำนวน (Idioms) ที่ใช้ “สี” มาเปรียบเปรยอารมณ์และสถานการณ์อีกเพียบ! เช่น ถ้าฝรั่งบอกว่าเขารู้สึก “Blue” ไม่ได้แปลว่าเขากลายเป็นสเมิร์ฟตัวสีฟ้านะครับ แต่แปลว่าเขากำลังเศร้าต่างหาก วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมาอัปเกรดคลังคำศัพท์เรื่องสีให้กว้างขึ้น สรุปชัดเจนทั้งคำศัพท์พื้นฐาน วิธีเรียกเฉดสี และสำนวนเด็ดๆ ที่จะทำให้คุณพูดภาษาอังกฤษได้เหมือนเจ้าของภาษาครับ!
ปัญหาโลกแตก: Color กับ Colour เขียนแบบไหนถูก?
ก่อนจะไปดูคำศัพท์ เรามาเคลียร์ความสับสนเรื่องการสะกดคำว่า “สี” กันก่อนครับ เพราะหลายคนมักจะงงว่าตกลงมันต้องมีตัว ‘u’ หรือเปล่า? คำตอบคือ “ถูกทั้งคู่” ครับ ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้ภาษาอังกฤษโซนไหน:
- Color: เป็นการสะกดสไตล์ อเมริกัน (American English) นิยมใช้ในสหรัฐอเมริกา (จำง่ายๆ ว่าตัด u ทิ้งเพื่อความรวดเร็ว)
- Colour: เป็นการสะกดสไตล์ บริติช (British English) นิยมใช้ในอังกฤษ ออสเตรเลีย และประเทศในเครือจักรภพ
คำศัพท์ สีภาษาอังกฤษ พื้นฐานที่ต้องรู้ (Basic Colors)
มาเริ่มกันที่สีพื้นฐาน (Primary and Secondary Colors) ที่เจอบ่อยในชีวิตประจำวันกันครับ
- Red: สีแดง
- Yellow: สีเหลือง
- Blue: สีน้ำเงิน / สีฟ้า
- Green: สีเขียว
- Orange: สีส้ม
- Purple / Violet: สีม่วง
- Pink: สีชมพู
- Black: สีดำ
- White: สีขาว
- Brown: สีน้ำตาล
วิธีเรียก “เฉดสี” ให้ดูโปร (Describing Shades)
ถ้าไม่อยากพูดแค่ Blue เฉยๆ เราสามารถเติมคำขยายไว้ “หน้า” คำศัพท์สี เพื่อระบุความอ่อน-เข้มได้ครับ กฎนี้จำง่ายและนำไปใช้ได้ทันที:
- Light (สีอ่อน): Light blue (สีฟ้าอ่อน), Light green (สีเขียวอ่อน)
- Dark (สีเข้ม): Dark brown (สีน้ำตาลเข้ม), Dark red (สีแดงเข้ม)
- Bright (สีสว่าง/สีสด): Bright pink (สีชมพูสด), Bright yellow (สีเหลืองสว่าง)
- Pale (สีซีด): Pale green (สีเขียวซีด)
- Neon (สีสะท้อนแสง): Neon orange (สีส้มสะท้อนแสง)
ทริคเสริม: ถ้าเราอธิบายสีไม่ถูกว่ามันคือสีอะไรเป๊ะๆ ฝรั่งมักจะเติมคำว่า “-ish” ต่อท้ายสี เพื่อบอกว่า “ออกโทน…นิดๆ” ครับ
- Red => Reddish (ออกโทนแดงๆ)
- Yellow => Yellowish (ออกโทนเหลืองๆ)
ตาราง: สำนวน สีภาษาอังกฤษ ที่ฝรั่งใช้บ่อย (Color Idioms Matrix)
นี่คือไฮไลต์ที่จะทำให้ภาษาอังกฤษของคุณดูแพงขึ้นครับ การรู้สำนวนเกี่ยวกับสีจะช่วยให้คุณฟังฝรั่งเข้าใจและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
| สำนวน (Idiom) | ความหมายแฝง (Meaning) | ตัวอย่างประโยค (Example) |
| Out of the blue | ทันทีทันใด / จู่ๆ ก็เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด | He called me out of the blue. (จู่ๆ เขาก็โทรหาฉัน) |
| Catch someone red-handed | จับได้คาหนังคาเขา (ตอนกำลังทำผิด) | The thief was caught red-handed. (หัวขโมยถูกจับได้คาหนังคาเขา) |
| Green with envy | อิจฉาตาร้อนมากๆ | She was green with envy when I got a new car. (เธออิจฉามากตอนฉันได้รถใหม่) |
| Once in a blue moon | นานๆ ครั้งจะเกิดขึ้น / แทบจะไม่เกิดเลย | I eat junk food once in a blue moon. (นานๆ ทีฉันถึงจะกินจังก์ฟู้ด) |
| Black and white | ชัดเจน ตรงไปตรงมา / เป็นลายลักษณ์อักษร | The rules are in black and white. (กฎกติกาถูกเขียนไว้ชัดเจนแล้ว) |
กฎแกรมม่า: ตำแหน่งการวาง สีภาษาอังกฤษ ในประโยค
เวลาแต่งประโยค คำศัพท์สีจะทำหน้าที่เป็น คำคุณศัพท์ (Adjective) ครับ ดังนั้นตำแหน่งการวางจะคล้ายกับการขยายคำนามทั่วไป:
- วางไว้ “หน้า” คำนาม:
- I have a red car. (ฉันมีรถสีแดง)
- She is wearing a light blue dress. (เธอใส่ชุดเดรสสีฟ้าอ่อน)
- วางไว้ “หลัง” Verb to be (is/am/are):
- The sky is blue. (ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า)
- My shoes are black. (รองเท้าของฉันเป็นสีดำ)
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
‘พีดับบลิวซี’ เตือนองค์กรไทยเร่งวางกรอบกำกับดูแล ‘AI Agent’

- PwC ชี้ว่าองค์กรไทยส่วนใหญ่เร่งนำ AI มาใช้แต่ยังขาดกรอบการกำกับดูแลที่จำเป็นเพื่อบริหารความเสี่ยง และมักมองว่าเป็นเรื่องของฝ่ายไอทีมากกว่ายุทธศาสตร์องค์กร
- การพัฒนาอย่างรวดเร็วของ ‘AI Agent’ ที่สามารถคิด วิเคราะห์ และดำเนินการได้เอง ทำให้การวางกรอบกำกับดูแลที่รัดกุมกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใส
- องค์กรที่มีกรอบกำกับดูแล AI ที่เข้มแข็งไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้น
พีดับบลิวซี ประเทศไทย (PwC) รายงานว่า แม้องค์กรไทยจะเดินหน้าใช้ AI ในวงกว้างเพื่อเพิ่มศักยภาพ และตอบสนองต่อการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
ทว่าส่วนใหญ่ยังขาดกรอบการกำกับดูแลที่จำเป็นต่อการบริหารความเสี่ยงและการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ ผู้บริหารต้องเร่งพัฒนากรอบการกำกับดูแลที่รัดกุม เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และเสริมความโปร่งใสในยุค AI Agents ที่กำลังเปลี่ยนโฉมโลกธุรกิจ
พันธ์ศักดิ์ เสตเสถียร หุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชีด้านการบริหารความเสี่ยง บริษัท พีดับบลิวซี ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันองค์กรไทยมีความกระตือรือร้นในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สอดคล้องกับ รายงานผลสำรวจความหวังและความกังวลของกำลังแรงงานไทย ประจำปี 2568 ซึ่งระบุว่า แรงงานไทยใช้ AI ในการทำงานประจำวันเพิ่มขึ้นจาก 17% เป็น 24% ในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี หลายองค์กรยังคงประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง และขาดกรอบการกำกับดูแลระดับองค์กรที่ครอบคลุมการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI)
นอกจากนี้ หลายองค์กรยังมองว่า AI เป็นเพียงเรื่องของฝ่ายไอที (IT department) มากกว่ายุทธศาสตร์ขององค์กร รวมถึงละเลยเรื่องคุณภาพข้อมูลและทักษะ AI ของบุคลากร ซึ่งล้วนส่งผลต่อความยั่งยืนและความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว
เมื่อ AI เริ่มตัดสินใจและทำงานที่เคยเป็นบทบาทของมนุษย์ได้ การมีกรอบกำกับดูแลที่เข้มแข็งและบุคลากรที่มีความเข้าใจเทคโนโลยีจึงกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ องค์กรต่าง ๆ ควรต้องกำหนดแนวทางการกำกับดูแลและการใช้งาน AI ให้ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่า AI สามารถทำงานภายใต้หลักความโปร่งใส มีความรับผิดชอบ และยึดมั่นมาตรฐาน ที่สามารถสร้างคุณค่าได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในระยะยาว
เตรียมพร้อมสู่ยุค AI อัตโนมัติ
ขณะที่อุตสาหกรรมธนาคาร ประกันภัย และค้าปลีก เป็นผู้นำในการนำหลักการ Responsible AI มาใช้มากขึ้น ธุรกิจไทยโดยรวมยังคงต้องเร่งพัฒนากรอบการกำกับดูแลและแนวทางการใช้งาน AI ให้ทันต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI มากขึ้น
ข้อมูลจากรายงานผลสำรวจ 2025 Responsible AI Survey ของพีดับบลิวซีพบว่า องค์กรที่มีการกำกับดูแล AI ที่เข้มแข็งไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้
โดย 58% ของผู้ตอบแบบสำรวจรายงานว่าได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน (return on investment: ROI) และประสิทธิภาพการดำเนินงานดีขึ้น
ขณะที่ 55% กล่าวว่าประสบการณ์ลูกค้าและนวัตกรรมในองค์กรดีขึ้น และ 51% กล่าวว่าการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบช่วยเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการปกป้องข้อมูล ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นและคุณค่าที่ยั่งยืนผ่านการกำกับดูแล AI ที่รัดกุม
ขณะนี้กำลังเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI agent ที่สามารถคิด วิเคราะห์ วางแผน และลงมือทำได้อย่างอัตโนมัติ ซึ่งจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบการดำเนินธุรกิจและสังคมในวงกว้าง ด้วยเหตุนี้ องค์กรไทยจำเป็นต้องเสริมสร้างความรู้ด้านความเสี่ยง
รวมถึงใช้แนวทาง Responsible AI ในทุกมิติ ทั้งด้านนโยบาย การทดสอบผลลัพธ์ การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล ตลอดจนการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับการเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ เพื่อให้มั่นใจว่า AI มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อยุค ‘AI agent’
ข้อมูลจากรายงานของพีดับบลิวซี ยังระบุด้วยว่า 87% ของผู้นำองค์กรทั่วโลกคาดว่า AI agent จะเข้ามาพลิกโฉมโครงสร้างการกำกับดูแลภายในปีข้างหน้า
องค์กรไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนากรอบการกำกับดูแล AI ให้แข็งแกร่ง พร้อมเตรียมบุคลากรให้มีบทบาท ‘human-in-the-loop’ เพื่อให้มีการกำกับ ตรวจสอบ หรือช่วยตัดสินใจในประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญอย่างเหมาะสม
ตลอดจนดำเนินมาตรการจัดการความเสี่ยงใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับนโยบาย ข้อบังคับทางกฎหมาย และมาตรฐานต่าง ๆ ทั้งยังสามารถตรวจสอบและทบทวนผลลัพธ์ของ AI ได้อย่างต่อเนื่อง
เราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของยุค AI agent แต่หลายองค์กรในไทยยังไม่ได้ประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะเมื่อระบบเหล่านี้เริ่มมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจได้เอง ดังนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ต้องทำ คือ การมีกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน พร้อมทั้งให้บุคลากรที่เชี่ยวชาญเข้ามามีบทบาทในขั้นตอนที่สำคัญ เพื่อให้การทำงานของ AI มีความโปร่งใส สอดคล้องกับกฎระเบียบและมาตรฐาน ตลอดจนสามารถตรวจสอบหรือปรับแก้ได้ตามความเหมาะสมในแต่ละเหตุการณ์ หรือช่วงเวลา
ต้องเริ่มจากการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง
แม้ว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจได้ แต่พันธ์ศักดิ์ ย้ำว่า ความเร็วในการนำ AI มาใช้ต้องควบคู่กับมาตรการป้องกันและการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง โดยองค์กรไทยควรดำเนินการ ดังต่อไปนี้
- จัดทำกรอบการกำกับดูแล AI ให้แล้วเสร็จก่อนใช้งานจริง พร้อมทั้งทบทวน framework ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
- จัดประเภทกรณีการใช้งาน AI ตามระดับความเสี่ยง และอนุมัติการใช้งานล่วงหน้า (pre-approved) สำหรับกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่ำ
- เสริมสร้างความสามารถของบุคลากรผ่านโครงการพัฒนาและการยกระดับทักษะ พร้อมกำหนดบทบาทและมีกรอบความรับผิดชอบอย่างชัดเจน
เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็วในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน องค์กรไทยจำเป็นต้องออกแบบนโยบายและกรอบการกำกับดูแลให้ชัดเจนว่า AI ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพ ไม่ใช่เพื่อลดจำนวนพนักงาน โดยการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะและยกระดับความรู้ของบุคลากรจะช่วยให้พนักงานทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ของดีจากไทย! กาแฟขี้ช้าง ถูกยกให้เป็นกาแฟแพงระดับโลก เห็นราคาแล้วต้องร้องว้าว

กาแฟขี้ช้างของไทย หนึ่งในกาแฟที่แพงที่สุดในโลก รสชาติพิเศษจากธรรมชาติ
หากพูดถึงกาแฟที่มีราคาสูงที่สุดในโลก หลายคนอาจนึกถึงกาแฟชื่อดังจากต่างประเทศ แต่รู้หรือไม่ว่า ประเทศไทยก็มีหนึ่งในกาแฟที่แพงที่สุดในโลกเช่นกัน นั่นคือ “Black Ivory Coffee” หรือที่หลายคนเรียกว่า กาแฟขี้ช้าง
กาแฟชนิดนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งในเรื่องของกระบวนการผลิตและรสชาติ จนได้รับความสนใจจากนักดื่มกาแฟทั่วโลก และกลายเป็นหนึ่งในกาแฟที่มีราคาสูงที่สุดในตลาดกาแฟพรีเมียม
กาแฟขี้ช้างคืออะไร?
Black Ivory Coffee เป็นกาแฟที่ผลิตจากเมล็ดกาแฟอาราบิกาคุณภาพสูงที่ถูกนำไปให้ช้างกิน ก่อนที่เมล็ดกาแฟจะผ่านกระบวนการย่อยในระบบทางเดินอาหารของช้าง
หลังจากนั้น เมล็ดกาแฟจะถูกเก็บจากมูลช้าง นำมาทำความสะอาด คัดแยก และนำไปคั่วเพื่อทำเป็นกาแฟสำหรับดื่ม
กระบวนการย่อยในท้องช้างจะช่วย ลดความขมของเมล็ดกาแฟ และทำให้เกิดรสชาติที่นุ่ม ละมุน และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ซึ่งแตกต่างจากกาแฟทั่วไป
จุดกำเนิดของกาแฟขี้ช้าง
กาแฟชนิดนี้ถูกพัฒนาโดยนักธุรกิจชาวแคนาดาที่ร่วมมือกับศูนย์อนุรักษ์ช้างในจังหวัดเชียงรายของประเทศไทย
การผลิตกาแฟขี้ช้างไม่ได้ทำในปริมาณมาก เนื่องจากต้องอาศัยกระบวนการตามธรรมชาติและการดูแลช้างอย่างเหมาะสม ทำให้ผลผลิตในแต่ละปีมีจำนวนจำกัด
เกร็ดความรู้
การผลิตกาแฟขี้ช้างต้องใช้เมล็ดกาแฟจำนวนมาก เพราะเมล็ดกาแฟจำนวนหนึ่งจะถูกย่อยในระบบทางเดินอาหารของช้าง ทำให้เหลือเมล็ดที่สามารถนำมาผลิตกาแฟได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
ทำไมกาแฟขี้ช้างถึงมีราคาแพง?
เหตุผลที่ทำให้กาแฟขี้ช้างมีราคาสูง มีหลายปัจจัย เช่น
- กระบวนการผลิตซับซ้อน ต้องผ่านหลายขั้นตอนตั้งแต่การคัดเมล็ดกาแฟจนถึงการเก็บและทำความสะอาดเมล็ดจากมูลช้าง
- ผลผลิตมีจำนวนจำกัด เนื่องจากต้องอาศัยกระบวนการตามธรรมชาติ
- รสชาติเป็นเอกลักษณ์ เอนไซม์ในกระเพาะอาหารของช้างช่วยลดโปรตีนในเมล็ดกาแฟ ซึ่งเป็นสาเหตุของความขม
ราคาสูงระดับโลก
กาแฟขี้ช้างมีราคาประมาณ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 30,000–35,000 บาทต่อกิโลกรัม และในโรงแรมหรูบางแห่ง กาแฟเพียงหนึ่งแก้วอาจมีราคาหลายพันบาท
กาแฟชนิดนี้มักถูกเสิร์ฟในโรงแรมระดับลักชัวรีและสถานที่ท่องเที่ยวระดับพรีเมียมในหลายประเทศ
สรุป
กาแฟขี้ช้าง หรือ Black Ivory Coffee ถือเป็นหนึ่งในกาแฟที่แพงที่สุดในโลก ด้วยกระบวนการผลิตที่ไม่เหมือนใครและรสชาติที่นุ่มละมุนเป็นเอกลักษณ์ ทำให้กาแฟจากประเทศไทยชนิดนี้กลายเป็นที่รู้จักในระดับโลก และเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของวงการกาแฟไทย
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 11/3/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 77,600.00 | 77,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 5,016.00 | 76,042.56 | 78,600.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,514.40 | 68,438.30 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 4,012.80 | 60,834.05 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,257.20 | 34,219.15 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,755.60 | 26,614.90 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 5,197.93 | 78,800.62 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 11/3/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 31.05 | 31.05 | 32.35 | 31.05 | 31.05 | 31.05 | 31.05 | 31.05 | 31.05 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.68 | 30.68 | 31.78 | 30.68 | 30.68 | 30.68 | 30.68 | 30.68 | 30.68 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 27.84 | 27.84 | 28.94 | 27.84 | – | 27.84 | 27.84 | 27.84 | 27.84 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 25.79 | 25.79 | – | – | – | – | – | – | 25.79 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.64 | – | – | 49.51 | – | 40.14 | 39.79 | – | 39.64 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







