สาระน่ารู้ประจำวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

10 บิ๊กทุนสน ที่ดิน’อสมท’ 50 ไร่ ทำเลทองย่านรัชดา-พระราม 9 มูลค่า 9 พันล้าน

  • บมจ. อสมท เปิดประมูลที่ดินแปลงใหญ่ขนาด 50 ไร่ ในทำเลศักยภาพสูงย่านรัชดา-พระราม 9
  • มีกลุ่มทุนขนาดใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติกว่า 10 ราย สนใจเข้าร่วมลงทุนในที่ดินซึ่งมีมูลค่าประเมินราว 9 พันล้านบาท
  • ทำเลดังกล่าวเหมาะสำหรับพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่รูปแบบมิกซ์ยูส เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่

ที่ดิน ย่านรัชดาภิเษก –พระราม9  เริ่มคึกคักขึ้น เมื่อ”อสมท” หรือ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดประมูลที่ดินแปลงใหญ่ ทำเลศักยภาพ  50-1-30.5ไร่ บนถนนเทียมร่วมมิตรเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ใกล้สถานีรถไฟฟ้าศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จุดตัดMRT ใต้ดินสายสีน้ำเงิน จิ๊กซอว์ตัวสำคัญเติมเต็มให้ย่านดังกล่าว มีสีสันมากขึ้นและพบว่ามีนักลงทุนให้ความสนใจมากกว่า10ราย 

 ภายหลัง ได้จัด Market Sounding เชิญชวนนักลงทุนและผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังและเสนอความคิดเห็นนักลงทุน เมื่อวันที่11กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาโดยความคืบหน้า จะเปิดให้เอกชนเสนอโครงการลงทุนอสังหาฯ ภายใน Q1/69 คาดประกาศชื่อผู้ชนะภายใน Q4/69

ด้วยทำเลศักยภาพ และเป็นที่ดินแปลงใหญ่ ท่ามกลางความเจริญของเมือง ที่มีโครงการที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน เกิดขึ้นจำนวนมาก ประเมินว่าย่านนี้เหมาะอย่างมากต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โครงการขนาดใหญ่รูปแบบมิกซ์ยูส อย่างไรก็ตาม แปลงที่ดิน ของ  อสมท 50 ไร่ เป็นหนึ่งใน ที่ดินแปลงใหญ่ที่สุดในย่าน ที่จะเติมเต็มความสมบูรณ์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนพื้นที่โดยรอบและการตัดสินใจของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ในรอบ10ปีที่ผ่านมาย่านพระราม9-รัชดาภิเษกนี้ไม่เคยหลับใหล เป็นได้ทั้งการอยู่อาศัย การพักผ่อน  แหล่งงาน โรงแรม ความบินเทิง สัมมนาวิชาการ แหล่งช้อปปิ้ง สะท้อนได้จาก โครงการคอนโดมิเนียมและอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า แหล่งช้อปปิ้ง เกิดขึ้นต่อเนื่อง มีคอนโดระดับกลางถึงบนจำนวนมาก มีความต้องการสูงจากลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติ เนื่องจากอยู่ใกล้รถไฟฟ้าและศูนย์กลางไลฟ์สไตล์  

ขณะที่ ราคาและแนวโน้มราคาที่ดินทำเลพระราม 9-รัชดาภิเษกมีแรงกดดันต่อราคาที่ดินขึ้นต่อเนื่องราคาที่ดินบางแปลงถูกบันทึกไว้ที่สูงถึงเกือบ 2 ล้านบาทต่อตารางวา บ่งชี้ถึงศักยภาพของย่าน ว่าเป็นพื้นที่รองรับการเติบโตของธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์

ที่มี จุดเด่นเชิงคุณภาพชีวิตและการใช้งานจริงใกล้แหล่งไลฟ์สไตล์ครบทั้งศูนย์การค้า โรงแรม ร้านอาหาร และ ย่านสถานบันเทิง ตั้งแต่แยกพระราม 9 ถึงรัชดาภิเษก  ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยและการทำธุรกิจ เช่น ออฟฟิศ เช่าออฟฟิศ และโฮมออฟฟิศ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อการเดินทางทั้งรถไฟฟ้าและถนนหลัก 

ทั้งนี้โดยภาพรวม พระราม9 -รัชดาภิเษก ทำเลยัง ร้อนแรงและมีศักยภาพ โดยมีตัวชีวัดจาก MRT ใต้ดิน สายสีส้มตัดกับMRT  ใต้ดิน สายสีน้ำเงิน โครงการพัฒนาเชิงพาณิชย์ รูปแบบมิกซ์ยูสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้ง เป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ ตอบโจทย์ทั้งที่อยู่อาศัยและธุรกิจ

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


เปิดเทคนิคให้ได้’เงินกู้’ ของคนอยากเริ่มต้น ’บ้านชาวไทย’

  • ผู้กู้ควรมีรายได้ประมาณ 15,000 – 20,000 บาทต่อเดือนขึ้นไปสำหรับคอนโดราคา 1.6 ล้านบาท และควรจัดการภาระหนี้สินเดิมให้น้อยที่สุดเพื่อเพิ่มโอกาสอนุมัติ
  • โครงการ “บ้านชาวไทย” ร่วมมือกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เสนอเงื่อนไขพิเศษช่วยให้กู้ได้ 100% ไม่ต้องวางเงินดาวน์ และได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำ
  • สำหรับผู้ที่รายได้น้อยหรือมีภาระหนี้ สามารถขอคำปรึกษาเพื่อเข้าร่วม “โรงเรียนการเงิน ธอส.” เพื่อสร้างวินัยและประวัติทางการเงินก่อนยื่นกู้จริง

ทำงานมาทั้งชีวิต อยากมีบ้านเป็นของตนเอง ต้องทำอย่างไร การมีบ้านเป็นของตนเองคือหนึ่งในความฝันสำคัญของคนไทยหลายคนเพราะบ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยแต่คือความมั่นคงของชีวิตและครอบครัว อย่างไรก็ตาม ราคาบ้านที่ปรับตัวสูงขึ้นรวมถึงภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้หลายคนรู้สึกว่าความฝันนี้ดูไกลเกินเอื้อม

“บ้านชาวไทย” ความหวังความฝันของคนรุ่นใหม่ที่อยากมีบ้านเป็นของตนเอง ภายใต้บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS  พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมราคาประหยัดเริ่มต้นเพียง 1 ล้านกว่าบาท หรือเริ่มประมาณ 1.6-1.89 ล้านบาทเน้นทำเลใกล้รถไฟฟ้าและแหล่งงาน

เพื่อช่วยคนรุ่นใหม่และวัยทำงานเป็นเจ้าของบ้านได้ง่ายขึ้น ผ่อนสบายเท่าค่าเช่า ประมาณ 6,000-7,000 บาท/เดือนโดยไม่ต้องวางเงินดาวน์ และกู้ได้ 100% ภายใต้ความร่วมมือของพันธมิตร อย่างธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)  ที่นอกจาก ได้ดอกเบี้ยอัตราต่ำพิเศษแล้ว ราคาขายยังต่ำกว่าท้องตลาด25-30% ไม่ต้องวางเงินก้อนใหญ่ เพื่อดาวน์ มีเฟอร์นิเจอร์พร้อม เพียงหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้ทันที

สะท้อนความจริงแล้วการมีบ้านไม่ใช่เรื่องยากเกินไปหากเรารู้จักวางแผนทางการเงินอย่างถูกต้อง และเข้าใจ “เทคนิคการเข้าถึงสินเชื่อ” อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมด้านเครดิต การเลือกประเภทสินเชื่อที่เหมาะกับรายได้ การเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย หรือการบริหารค่างวดให้ผ่อนสบายในระยะยาว

“ฐานเศรษฐกิจ”พาไปทำความเข้าใจเทคนิคสำคัญที่จะช่วยให้คุณกู้ผ่านง่ายขึ้นผ่อนบ้านได้แบบไม่หนักเกินกำลังและก้าวสู่การเป็นเจ้าของบ้านในแบบที่มั่นคงและยั่งยืน

 เทคนิคการเข้าถึงสินเชื่อหรือกู้เงินกับธนาคารเพื่อผ่อนบ้านชาวไทย 

1.ต้องดูรายได้  ให้สอดคล้องกับที่อยู่อาศัยที่จะซื้อ  

การซื้อบ้านราคา 1.6 ล้านบาท ควรมีรายได้ต่อเดือนประมาณ 15,000 – 20,000 บาทขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาระหนี้สินอื่นๆ และระยะเวลาการกู้ หากไม่มีหนี้เลย เงินเดือน 15,000 บาทอาจเพียงพอ แต่หากมีภาระหนี้ควรมีรายได้สูงกว่านี้ เพื่อให้ยอดผ่อนต่อเดือน (ประมาณ 7,500 – 10,000 บาท) ไม่เกิน 50-60% ของรายได้ 

ข้อมูลสำคัญสำหรับการคำนวณ

  • ค่างวดต่อเดือน สำหรับบ้านราคา 1.6 ล้านบาท ยอดผ่อนจะอยู่ที่ประมาณ 7,500 – 10,000 บาท/เดือน
  • สูตรคำนวณ: ธนาคารมักกำหนดภาระหนี้รวมไม่ควรเกิน 40-60% ของรายได้ต่อเดือน
  • กรณีมีหนี้อื่น: หากมีหนี้รถ หนี้บัตรเครดิต ต้องนำมาคำนวณรวมด้วย ทำให้ต้องมีเงินเดือนสูงกว่า 20,000 บาทขึ้นไป 

หมายเหตุ: ผลการกู้จริงขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร และคุณสมบัติของผู้กู้ เช่น อายุงาน, ประวัติทางการเงิน, และอาชีพ

ลดภาระหนี้ให้หมดไปหรือน้อยที่สุด

สำหรับการผ่อนบ้านต้องมีความพร้อม และ ก่อนที่จะยื่นกู้กับธนาคาร ต้องตรวจสอบภาระหนี้สิน ว่ามีมากน้อยแค่ไหน เช่นบัตรเครดิต หนี้เครดิตบูโร หนี้จากการผ่อนชำระสินค้า เช่นโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ เพราะไม่เช่นนั้น การพิจารณาให้กู้ของธนาคารอาจน้อยลงหรือได้วงเงินกู้น้อยลง ทางออกต้องกำหนดเวลาชำระหนี้ให้หมดโดยเร็วหรือให้เหลือน้อยที่สุดทั้งนี้ระยะเวลาขึ้นอยู่กับภาระหนี้ว่ามากหรือน้อย

ขอคำปรึกษาพูดคุยกับทางธนาคารและโครงการ

นอกจากนี้หากต้องการที่อยู่อาศัยจริง สามารถ ขอคำปรึกษากับทางธนาคาร และโครงการเพื่อหาทางช่วยเหลือให้ได้บ้านและเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะ หากรายได้น้อย และมีภาระหนี้ สามารถเข้าโรงเรียนการเงินธอส.เพื่อ เข้ากระบวนการผ่อนกับทางธอส.จัดตั้งขึ้น

เพื่อสร้างวินัยทางการเงินและช่วยเหลือประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อบ้านทั่วไปได้ โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพอิสระ พ่อค้าแม่ค้า หรือผู้ไม่มีสลิปเงินเดือน ให้สามารถเก็บออมเงินต่อเนื่อง 12-24 เดือน เพื่อสร้างหลักฐานรายการทางการเงิน (Statement) และเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อบ้านสูงสุด 3 ล้านบาท  

ในขณะเดียวกันสามารถยืดระยะเวลาการผ่อนกับธอส.ออกไปได้ 40 –70ปี เป็นต้นส่วนทางโครงการอาจใช้วิธีเช่า-ออม ระยะยาวหรือผ่อนกับทางโครงการ2-3ปีแล้ว จึงผ่อนกับธนาคารเป็นต้น

รายละเอียดโครงการ “บ้านชาวไทย”

  • รูปแบบโครงการ: คอนโดมิเนียม Low Rise 8 ชั้น เน้นทำเลศักยภาพใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ
  • ทำเลนำร่อง:
    • D:CODE ศรีนครินทร์ (ติดถนนศรีนครินทร์ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลืองสถานีศรีเอี่ยม 300 เมตร): ขนาด 30-60 ตร.ม. เริ่ม 1.89 ล้านบาท
    • D:CRAFT คลองหลวง (ใกล้ตลาดไท-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์): ขนาด 30-60 ตร.ม. เริ่ม 1.6 ล้านบาท
  • จุดเด่น:
    • ไม่ต้องดาวน์/ไม่ต้องจอง: ปิดโอกาสการสวมสิทธิ์และเปิดโอกาสให้คนรายได้ไม่เกิน 50,000 บาท/เดือน ได้เป็นเจ้าของ
    • ห้องแต่งครบ: ให้ของตกแต่งและเครื่องใช้ไฟฟ้าครบ 21 รายการ (เช่น แอร์, ตู้เย็น, ทีวี, ไมโครเวฟ, เตาไฟฟ้า, ชุดครัว, ชุดโซฟา, เตียง)
    • กู้ได้เต็ม 100%: ดอกเบี้ยพิเศษจาก ธอส.
  • การถือครอง: เป็นแบบกรรมสิทธิ์ขายขาด (Freehold)
  • ระยะเวลา: คาดเริ่มก่อสร้าง ก.ย. 2569 แล้วเสร็จ ธ.ค. 2571 

การลงทะเบียน: เปิดให้ลงทะเบียนแสดงความสนใจผ่านเว็บไซต์ {Link: www.baan-chaothai.com https://www.baan-chaothai.com/} โดย จะปิดการลงทะเบียน สิทธิ ภายใน วันที่20 กุมภาพันธ์ 2569ที่จะถึงนี้ ที่สำคัญผู้ซื้อต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อน 

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 13 ก.พ.69 ‘อ่อนค่า‘ ดอลลาร์แข็งค่า-ทองย่อ

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 31.07 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 30.97 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักมาจากการที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น เนื่องจากบรรยากาศตลาดการเงินโดยรวมอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off)
  • ราคาทองคำที่ปรับตัวลดลงจากแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงและความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านที่คลี่คลาย เป็นอีกปัจจัยที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่า

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.07 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  30.97 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.90-31.20 บาทต่อดอลลาร์  

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up และสามารถทรงตัวเหนือโซนแนวรับสำคัญ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 30.92-31.12 บาทต่อดอลลาร์) หลังบรรยากาศปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ของตลาดการเงินโดยรวม ทั้งในฝั่งสหรัฐฯ และยุโรป ได้หนุนให้ เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น 

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงด้วยเช่นกัน อีกทั้งในช่วงนี้ เงินเยนญี่ปุ่นยังคงได้อานิสงส์จากกระแสการลงทุนในตลาดทุนญี่ปุ่น ตอบรับผลการเลือกตั้งญี่ปุ่น

อนึ่ง แม้ว่าบรรยากาศในตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง แต่แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงได้สร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (XAUUSD) รวมถึงราคาแร่โลหะ อย่าง เงิน เช่นกัน สะท้อนพฤติกรรมการปรับลดความเสี่ยงต่อพอร์ตการลงทุนของผู้เล่นในตลาด 

นอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีแนวโน้มคลี่คลายลงบ้าง หลังทั้งสองฝ่ายยังคงพร้อมเดินหน้าเจรจาเพิ่มเติม ได้เป็นอีกปัจจัยที่กดดันราคาทองคำและการปรับตัวลดลงของราคาทองคำในช่วงคืนที่ผ่านมาดังกล่าว ยังส่งผลกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงเช่นกัน  

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท แม้เงินบาท (USDTHB) จะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงคืนที่ผ่านมา แต่เราคงประเมินว่า เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง (แต่โดยรวมยังเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways) ในช่วงระหว่างวัน ตามอานิสงส์จากแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในส่วนของหุ้นไทยที่อาจยังดำเนินต่อไปได้ ในช่วงที่ตลาดต่างเทขายหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI ซึ่งตลาดหุ้นไทยมีหุ้นในกลุ่มดังกล่าวน้อย 

กอปรกับ แรงขายทองคำในช่วงที่ผ่านมา แม้จะกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงแรง ทว่า ราคาทองคำก็สามารถรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง ตามแรงซื้อในจังหวะย่อตัวของผู้เล่นในตลาด ทำให้ หากราคาทองคำสามารถรีบาวด์ขึ้นต่อได้ หรืออย่างน้อยแกว่งตัวในกรอบ Sideways อาจพอช่วยลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทได้ อย่างไรก็ตาม เรามองว่า การเคลื่อนไหวของราคาทองคำ คือ Two-way risk ต่อเงินบาท ที่พร้อมทำให้เงินบาทเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง โดยต้องจับตา ทั้งรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในคืนนี้ ที่จะทยอยรับรู้ในช่วง 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย และสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างใกล้ชิด 

เราประเมินว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดกลับมาเชื่อว่า FED มีโอกาสราว 36% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ หากอัตราเงินเฟ้อ CPI ออกมาสูงกว่าคาด จะส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ได้อีกครั้ง เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงรับรู้ข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ล่าสุด หนุนให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้ โดยหากเงินบาทอ่อนค่าลงจากปัจจัยกดดันดังกล่าว เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัดแถวโซนแนวต้าน 31.20-31.30 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางแรงขายจากบรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกเป็นต้น 

ในทางกลับกัน หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ในกรณีที่ อัตราเงินเฟ้อ CPI ออกมาตามคาด หรือ ต่ำกว่าคาด เราประเมินว่า หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 31.00 บาทต่อดอลลาร์ หรือแข็งค่าหลุดจากโซนแนวรับดังกล่าวได้จริง การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด จนกว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยอย่างชัดเจน อาทิ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาดต่อเนื่อง หรือตลาดการเงินเผชิญความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 อีกครั้ง ซึ่งจะกดดันให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อีกรอบ และหนุนให้ เงินบาทอาจสามารถทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในโซนต่ำกว่าระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ และที่สำคัญ จากการประเมิน Fair Value ของเงินบาทจากปัจจัยพื้นฐาน โดยใช้โมเดล Behavioral Equilibrium Exchange Rate (BEER) เราพบว่า เงินบาท (USDTHB) ยังคงมี Fair Value ในช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทะลุโซน 31 บาทต่อดอลลาร์ เช่นแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก ทำให้เงินบาทมักจะกลับตัวอ่อนค่าลงในช่วงระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า ตามการประเมินข้อมูลสถิติในอดีต 

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยงชัดเจน ท่ามกลางแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI รวมถึงหุ้นกลุ่มอื่นๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากแนวโน้มการใช้งาน AI เช่น กลุ่มขนส่ง ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อาทิ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่ม Utilities เป็นต้น ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.57% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลงกว่า -2.03%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลดลง -0.49% ตามแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาผสมผสาน กอปรกับความกังวลผลกระทบจากการใช้งาน AI ยังส่งผลกดดันให้ หุ้นบางกลุ่ม เช่น กลุ่มขนส่ง เผชิญแรงเทขายรุนแรง ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงาน ได้พลิกกลับมาปรับตัวลดลง หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงแรง จากการปรับลดคาดการณ์อุปสงค์ความต้องการใช้น้ำมันของ IEA ล่าสุด ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม และหุ้นกลุ่ม Healthcare 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สู่โซน 4.10% ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทั้งนี้ เรายังคงประเมินว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ยังเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นได้บ้าง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึง ประเด็นความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของสหรัฐฯ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่าการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังภาวะปิดรับความเสี่ยงดังกล่าวได้ช่วยหนุนให้เงินเยนญี่ปุ่นทยอยแข็งค่าขึ้นด้วยเช่นกัน (นอกจากนี้ เงินเยนญี่ปุ่นยังคงได้อานิสงส์จากแรงซื้อสินทรัพย์ญี่ปุ่น ตอบรับผลการเลือกตั้งล่าสุด) ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 96.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 96.7-97.1 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ได้สร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ผ่านการขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อปรับสถานการลงทุนของผู้เล่นในตลาด นอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงบ้าง ได้เป็นอีกปัจจัยกดดันราคาทองคำ ส่งผลให้ ราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ก่อนจะรีบาวด์ขึ้นบ้างและแกว่งตัวแถวโซน 4,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม ที่บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI มีแนวโน้มชะลอตัวลงเพิ่มเติมสู่ระดับ 2.5%y/y เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน ซึ่งอาจเปิดทางให้ FED ยังมีแนวโน้มทยอยปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ได้ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดยังคงมองว่า FED จะสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ 2-3 ครั้ง ในปีนี้ 

 และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง  

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ฤดูกาล 2025-26 ประจำวันที่ 13 ก.พ. 69

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26 กลับมาแข่งขันกันในสัปดาห์ที่ 26 ภาพรวมของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ระหว่างวันอังคารที่ 10 มกราคม – วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569

โดยหลังจากแข่งขันกันไปครบทุกคู่ในสัปดาห์นี้ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล เก็บเพิ่ม 1 แต้ม แต่ยังนำเป็นจ่าฝูงมี 56 คะแนน อย่างไรก็ตาม “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ ที่รั้งอันดับ 2 ทำแต้มไล่จี้เหลือเพียงแค่ 4 แต้มเท่านั้น

ด้าน “สิงห์ผยอง” แอสตัน วิลลา ยังรักษาอันดับ 3 ได้อย่างเหนียวแน่น และทำให้การลุ้นอันดับท็อปโฟร์สนุกทันทีหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด, เชลซี, ลิเวอร์พูล และ เบรนท์ฟอร์ด มีแต้มไม่ห่างกัน

สรุปตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษล่าสุด

อันดับที่ 1 : อาร์เซนอล ชนะ 17 เสมอ 6 แพ้ 3 นัด 57 คะแนน ประตูได้ +32
อันดับที่ 2 : แมนฯ ซิตี้ ชนะ 16 เสมอ 5 แพ้ 5 นัด 53 คะแนน ประตูได้ +30
อันดับที่ 3 : แอสตัน วิลลา ชนะ 15 เสมอ 5 แพ้ 6 นัด 50 คะแนน ประตูได้ +10
อันดับที่ 4 : แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 12 เสมอ 9 แพ้ 5 นัด 45 คะแนน ประตูได้ +10
อันดับที่ 5 : เชลซี ชนะ 12 เสมอ 8 แพ้ 6 นัด 44 คะแนน ประตูได้ +17
อันดับที่ 6 : ลิเวอร์พูล ชนะ 12 เสมอ 6 แพ้ 8 นัด 42 คะแนน ประตูได้ +6
อันดับที่ 7 : เบรนท์ฟอร์ด ชนะ 12 เสมอ 4 แพ้ 10 นัด 40 คะแนน ประตูได้ +5
อันดับที่ 8 : เอฟเวอร์ตัน ชนะ 10 เสมอ 7 แพ้ 9 นัด 37 คะแนน ประตูได้ -1
อันดับที่ 9 : บอร์นมัธ ชนะ 9 เสมอ 10 แพ้ 7 นัด 37 คะแนน ประตูได้ -2
อันดับที่ 10 : นิวคาสเซิล ชนะ 10 เสมอ 6 แพ้ 10 นัด 36 คะแนน ประตูได้ 0

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ทัน ‘โรคไตเรื้อรัง’ ก่อนสาย: ตรวจคัดกรอง เช็คสัญญาณเตือนด้วยตนเอง

  • โรคไตเรื้อรังอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน หรือผู้ที่ความเสี่ยงสูงกว่าปกติ ควรได้รับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ
  • สัญญาณที่บ่งบอกว่าไตเริ่มมีการบาดเจ็บเสียหายในระยะแรกสุด คือการพบ “อัลบูมิน” (Albumin) หรือโปรตีนไข่ขาวรั่วออกมาปนในปัสสาวะ
  • ประชาชนสามารถใช้ชุดตรวจคัดกรองโปรตีนอัลบูมินในปัสสาวะเบื้องต้นได้เองที่บ้าน (Home Use Test Kits)

สถานการณ์โรคไตเรื้อรังในประเทศไทยปี 2568 มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยพบผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสูงกว่า 1.12 ล้านคน คาดการณ์ว่าผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายประมาณ 80,000 คน และมีแนวโน้มผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในภาคอีสานที่พบอัตราผู้ป่วยสูงที่สุด ทั่วโลกมีผู้ป่วยรวมกว่า 850 ล้านคน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งคัดกรอง

คอลัมน์ “สุขภาพดี รู้ก่อน ป้องกันได้” ตอนที่ 2  จะเล่าเรื่อง “โรคไตเรื้อรัง” โดย “นพ.ปรัชญา  พุมอุทัยวิรัตน์” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์โรคไต งานอายุรกรรมทั่วไป โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่อ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ อธิบายว่าในระยะแรกที่ไตเริ่มเสื่อมสภาพ ร่างกายมักไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ที่ชัดเจนกว่าผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการ เช่น บวม เหนื่อยง่าย หรือปัสสาวะผิดปกติ โรคมักดำเนินไปสู่ระยะรุนแรงที่ยากต่อการรักษาให้กลับคืนสู่สภาพเดิม และอาจนำไปสู่ภาวะไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องเข้ารับการบำบัดทดแทนไต เช่น การฟอกเลือดหรือปลูกถ่ายไตในที่สุด

 “การตรวจคัดกรอง” จึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการค้นหาโรคไตเรื้อรังในระยะเริ่มแรกที่ยังไม่มีอาการ เพื่อชะลอการเสื่อมของไตและป้องกันภาวะแทรกซ้อน บทความนี้จะนำเสนอความรู้เกี่ยวกับการคัดกรองโรคไตเรื้อรัง และทางเลือกใหม่ในการตรวจสอบเบื้องต้นด้วยตนเองที่ประชาชนควรรู้

ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง?

แม้ว่าโรคไตเรื้อรังอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่มีประชากรบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ และควรได้รับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่

  1. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง เป็นสองสาเหตุหลักที่พบได้บ่อยที่สุด
  2. ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เนื่องจากอวัยวะต่างๆ เสื่อมสภาพตามวัย
  3. ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต พันธุกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคไตบางชนิด เช่น โรคไตถุงน้ำ
  4. ผู้ที่ได้รับยาหรือสารเคมีบางชนิดต่อเนื่อง เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือสมุนไพรบางชนิดที่ส่งผลต่อการทำงานของไต
  5. ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน หรือโรคอ้วน

วิธีการตรวจคัดกรองโรคไตในปัจจุบัน

ในการตรวจสุขภาพประจำปี หรือเมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะประเมินการทำงานของไตผ่าน 2 วิธีหลักประกอบกัน คือ

  1. การตรวจเลือด (Blood Test) เพื่อวัดระดับครีเอตินิน (Creatinine) ซึ่งเป็นของเสียในเลือด และนำมาคำนวณหาค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) เพื่อประเมินว่าไตยังสามารถขับของเสียได้กี่เปอร์เซ็นต์
  2. การตรวจปัสสาวะ (Urine Test) เพื่อหาความผิดปกติ เช่น เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และที่สำคัญที่สุดคือการหา “โปรตีน” หรือ “ไข่ขาว” ที่รั่วออกมาในปัสสาวะ

สัญญาณเตือนแรกเริ่ม: โปรตีนไข่ขาวรั่วในปัสสาวะ (Albuminuria)

หนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกว่าไตเริ่มมีการบาดเจ็บเสียหายในระยะแรกสุด คือการพบ “อัลบูมิน” (Albumin) หรือโปรตีนไข่ขาวรั่วออกมาปนในปัสสาวะ ในภาวะปกติ ไตที่มีสุขภาพดีจะมีหน่วยกรองที่ทำหน้าที่เสมือนตะแกรงที่ละเอียดมาก คอยกั้นไม่ให้โปรตีนที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่ เช่น อัลบูมิน หลุดรอดออกมาสู่ปัสสาวะ แต่เมื่อหน่วยกรองของไตเริ่มเสื่อมสภาพหรือถูกทำลายจากโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง รูของตะแกรงนี้จะกว้างขึ้น ทำให้โปรตีนอัลบูมินรั่วซึมออกมาได้ การตรวจพบอัลบูมินในปัสสาวะจึงเป็นตัวบ่งชี้ที่ไว (Sensitive marker) ต่อการเริ่มเสื่อมของไต

ใช้ชุดตรวจโปรตีนไข่ขาวรั่วในปัสสาวะด้วยตนเอง (Self-Screening Kits)

ในปัจจุบัน ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ ได้มีการพัฒนาชุดตรวจคัดกรองโปรตีนอัลบูมินในปัสสาวะเบื้องต้นที่ประชาชนสามารถใช้งานได้เองที่บ้าน (Home Use Test Kits) ซึ่งเป็นเครื่องมือเสริมที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง

ประโยชน์ของชุดตรวจด้วยตนเอง

  • เข้าถึงง่ายและสะดวก ช่วยให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงสามารถตรวจสอบสุขภาพไตเบื้องต้นได้บ่อยขึ้น โดยไม่ต้องรอรอบการตรวจสุขภาพประจำปี
  • ทราบผลรวดเร็ว ส่วนใหญ่เป็นแถบตรวจ (Dipstick) ที่จุ่มลงในปัสสาวะและอ่านค่าสีที่เปลี่ยนแปลงได้ภายในไม่กี่นาที
  • เพิ่มความตระหนักรู้ ทำให้ประชาชนใส่ใจสุขภาพไตของตนเองมากขึ้น

ข้อควรระวังและการแปลผล

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ประชาชนต้องเข้าใจคือ “ชุดตรวจนี้เป็นเพียงเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยโรค”

  • หากผลตรวจเป็นลบ (ปกติ) ไม่ได้การันตีว่าไม่มีโรคไต 100% แต่มีความเสี่ยงต่ำในขณะนั้น ควรดูแลสุขภาพต่อไป
  • หากผลตรวจเป็นบวก (พบโปรตีนรั่ว) ยังไม่ต้องตื่นตระหนก การพบโปรตีนในปัสสาวะอาจเกิดจากสาเหตุอื่นชั่วคราวได้ เช่น การออกกำลังกายหนัก มีไข้ หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  • สิ่งที่ต้องทำเมื่อผลเป็นบวก คือการ ไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาล เพื่อทำการตรวจยืนยันผลด้วยวิธีมาตรฐานในห้องปฏิบัติการที่ละเอียดแม่นยำกว่า และหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

อย่างไรก็ตาม การดูแลรักษาไตให้แข็งแรงคือการลงทุนทางสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดเค็ม คุมเบาหวานและความดันโลหิตให้ดี คือหัวใจสำคัญ และสำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง การใช้เทคโนโลยีชุดตรวจโปรตีนไข่ขาวในปัสสาวะด้วยตนเอง ถือเป็น “สัญญาณกันขโมย” ที่ช่วยเตือนให้เรารู้ตัวก่อนที่ภัยเงียบจะลุกลาม อย่าปล่อยให้ความไม่รู้ทำร้ายไตของคุณ เริ่มต้นตรวจคัดกรองตั้งแต่วันนี้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


15 สำนวนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ ‘ดอกไม้’

ดอกไม้ นอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศของความสดชื่น โรแมนติก และอบอุ่นหัวใจแล้ว ในภาษาอังกฤษ ดอกไม้ ยังถูกนำมาใช้ในสำนวนเพื่อเปรียบเปรยสื่อความหมายที่แตกต่างกันออกไปเวลาพูดด้วย ใครอยากรู้ว่ามีสำนวนอะไรบ้าง ตาม วอลล์สตรีท อิงลิช ไปดูกันเลย^^

  1. A flavor of the week = ดอกไม้ริมทาง ถูกใจไม่นาน คบไม่จริงจัง
  2. April showers bring May flowers = ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงาม
  3. As fresh as a daisy = รู้สึกสดชื่น มีพลัง
  4. Come up roses / Come up smelling of roses = การมาถึงของสิ่งดี ๆ ที่อาจจะเคยไม่ดีมาก่อน
  5. Flowery speech = คำพูดสวยหรู แต่จับใจความไม่ได้
  6. Flower of the flock = คนหรือสิ่งที่ดีที่สุดในกลุ่ม
  7. Flower of youth = ช่วงชีวิตวัยหนุ่มสาว
  8. Late bloomer = คนที่แสดงสิ่งต่าง ๆ หรือประสบความสำเร็จช้ากว่าคนอื่น
  9. No bed of roses = การได้มาด้วยความยากลำบาก เรื่องที่ทำใจได้ยาก
  10. Pushing up the daisies (= to be dead) = เสียชีวิต มาจากที่ดอกเดซี่มักขึ้นบริเวณหลุมศพ นิยมใช้กับเรื่องในอนาคตแบบขำ ๆ เช่น ถ้าสอบตก ฉันตายแน่!
  11. Rose-colored glasses = คนที่มองโลกในแง่ดี
  12. Shrinking Violet = คนที่ขี้อายมาก ๆ
  13. Stop and smell the roses = หยุดพักระหว่างทางบ้างในเวลาที่เหนื่อยล้า
  14. Tall poppy = ใช้เรียกคนที่สมบูรณ์แบบ มีครบทุกอย่างในชีวิต
  15. There’s no rose without the thorn = แปลตรงตัวได้ว่าไม่มีกุหลาบไหนไม่มีหนาม สื่อว่าทุกสิ่งย่อมมีทั้งด้านที่ดีและไม่ดี

ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th


นักวิจัย AI ทยอยลาออก เตือนโลกกำลังเสี่ยง OpenAI, Anthropic และ xAI โตเร็วเกินควบคุม

  • นักวิจัยจากบริษัทเอไออย่าง OpenAI, Anthropic และ xAI ทยอยลาออก
  • แสดงความกังวลว่าการพัฒนาเอไอรวดเร็วเกินไป โดยบริษัทให้ความสำคัญกับผลกำไรมากกว่าความปลอดภัย และจริยธรรม
  • มีการเตือนถึงความเสี่ยงที่เอไออาจถูกใช้เพื่อชี้นำหรือควบคุมผู้ใช้ (ChatGPT) และสร้างเนื้อหาที่เป็นอันตราย (Grok)
  • OpenAI ยุบทีมที่ดูแลด้านพันธกิจเพื่อให้เอไอเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการลดความสำคัญด้านความปลอดภัย

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา วงการปัญญาประดิษฐ์กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งสำคัญ เมื่อบรรดานักวิจัย และผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทพัฒนาเอไอชั้นนำของโลก พากันลาออก พร้อมออกมาเตือนสาธารณะว่า “เอไอกำลังถูกพัฒนาเร็วเกินไป โลกอาจยังไม่พร้อมรับมือ เสี่ยงก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ และสังคมในวงกว้าง”

การลาออกในระลอกนี้เกิดขึ้นกับบริษัทสำคัญอย่าง OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT, Anthropic ผู้พัฒนา Claude และ xAI ของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) โดยหลายคนเลือกเปิดเผยเหตุผลของตนเองอย่างตรงไปตรงมา พร้อมตั้งคำถามถึงทิศทางของอุตสาหกรรมเอไอที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางธุรกิจ และผลกำไรมากกว่าประเด็นด้านจริยธรรม ความปลอดภัย และผลกระทบระยะยาวต่อมนุษย์

อดีตหัวหน้าทีม Safeguards ของ Anthropic เตือน “โลกกำลังตกอยู่ในอันตราย”

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า หนึ่งในเสียงเตือนที่ได้รับความสนใจมากคือ มิรินังก์ ชาร์มา (Mrinank Sharma) อดีตหัวหน้าทีมวิจัยด้านมาตรการคุ้มกันความเสี่ยง หรือ Safeguards Research ของบริษัทแอนโทรปิก (Anthropic) ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนาแชตบอต คลอดด์ (Claude) โดยชาร์มาโพสต์จดหมายเปิดผนึกผ่านโซเชียลมีเดีย ประกาศลาออกจากตำแหน่ง พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า “โลกกำลังตกอยู่ในอันตราย” 

จดหมายดังกล่าว ชาร์มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเชิงลึกว่า เหตุใดเขาจึงตัดสินใจลาออก แต่กล่าวเพียงว่า ตลอดช่วงเวลาที่ทำงานในบริษัท เขาเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การพยายามทำให้ “คุณค่า” หรือ “หลักจริยธรรม” เป็นตัวกำหนดการตัดสินใจเชิงธุรกิจนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากในทางปฏิบัติ และในที่สุด เขาก็เห็นว่าถึงเวลาที่ต้องก้าวต่อไป

แอนโทรปิกออกแถลงการณ์ ระบุว่า บริษัทขอบคุณชาร์มาสำหรับผลงานด้านการวิจัยความปลอดภัยของเอไอ พร้อมชี้ว่า เขาไม่ได้เป็นหัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยของบริษัทโดยรวม และไม่ได้รับผิดชอบการกำหนดนโยบายความปลอดภัยทั้งหมดขององค์กร

นักวิจัย OpenAI ลาออก พร้อมเตือน ChatGPT เสี่ยงชี้นำ และควบคุมผู้ใช้

ในฝั่งของบริษัทโอเพนเอไอ (OpenAI) ผู้พัฒนาแชตจีพีที (ChatGPT) ก็มีนักวิจัยระดับสูงตัดสินใจลาออกเช่นกัน โดย โซอี ฮิตซิก (Zoë Hitzig) ซึ่งทำงานเป็นนักวิจัยกับโอเพนเอไอมานานกว่า 2 ปี เผยแพร่บทความผ่านหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ เพื่อประกาศการลาออก พร้อมอธิบายถึงความกังวลต่อทิศทางของบริษัท

ฮิตซิก ระบุว่า เธอมีความกังวลอย่างมากต่อกลยุทธ์ด้านโฆษณาที่โอเพนเอไอกำลังพัฒนา ซึ่งอาจทำให้แชตจีพีทีกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สามารถชี้นำหรือโน้มน้าวผู้ใช้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว เธอเตือนว่า แชตบอตเอไอมีศักยภาพในการ “บงการ” พฤติกรรมของมนุษย์ในรูปแบบที่นักวิจัยเองก็ยังไม่มีเครื่องมือเพียงพอจะเข้าใจหรือป้องกัน

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ฮิตซิกหยิบยกขึ้นมาคือ คลังข้อมูลผู้ใช้จำนวนมหาศาลที่แชตจีพีทีสะสมไว้ ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลส่วนตัว และความรู้สึกที่เปราะบาง 

เช่น ความกลัวเกี่ยวกับสุขภาพ ปัญหาความสัมพันธ์ ความเชื่อเรื่องพระเจ้า และมุมมองต่อชีวิตหลังความตาย เธอมองว่า ข้อมูลลักษณะนี้มีความอ่อนไหวสูง และก่อให้เกิดปัญหาทางจริยธรรมอย่างรุนแรง หากถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือโฆษณา

ฮิตซิก ระบุว่า เหตุผลที่ผู้ใช้กล้าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวลึกซึ้งกับแชตจีพีทีเป็นเพราะเชื่อว่า พวกเขากำลังพูดคุยกับ “โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีแรงจูงใจแอบแฝง” ไม่ได้พยายามขายสินค้า หรือชักจูงความคิด แต่หากโอเพนเอไอเปลี่ยนแชตจีพีทีให้เป็นแพลตฟอร์มโฆษณา ความไว้วางใจดังกล่าวอาจถูกบั่นทอน และนำไปสู่การใช้ข้อมูลผู้ใช้ในลักษณะที่สร้างความเสียหาย

OpenAI ยุบทีม Mission Alignment ผู้ดูแลพันธกิจเพื่อมนุษยชาติ

เสียงวิพากษ์ของฮิตซิกเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยี Platformer รายงานว่า โอเพนเอไอได้ยุบทีม Mission Alignment ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อดูแลให้การพัฒนาเอไอของบริษัทสอดคล้องกับพันธกิจหลัก คือ การสร้างเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติทั้งหมด

ทีม Mission Alignment มีบทบาทสำคัญในการกำกับแนวทางการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป หรือ Artificial General Intelligence (AGI) ซึ่งหมายถึงระบบเอไอที่มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้ได้ใกล้เคียงกับมนุษย์

การยุบทีมดังกล่าวจึงถูกมองว่า เป็นสัญญาณว่าบริษัทอาจลดความสำคัญของประเด็นด้านจริยธรรม เพื่อเร่งขยายธุรกิจ และเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตาม โอเพนเอไอยังไม่ได้ออกมาให้คำชี้แจงต่อสาธารณะเกี่ยวกับเหตุผลในการยุบทีมดังกล่าว

xAI ของอีลอน มัสก์ ผู้ร่วมก่อตั้งลาออกต่อเนื่อง หลัง Grok ถูกวิจารณ์หนัก

ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทเอ็กซ์เอไอ (xAI) ของอีลอน มัสก์ ก็เผชิญกระแสลาออกครั้งใหญ่ เมื่อผู้ร่วมก่อตั้ง 2 คน ประกาศลาออกภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมงผ่านแพลตฟอร์ม X ส่งผลให้ขณะนี้ เหลือผู้ร่วมก่อตั้งทำงานอยู่เพียง 6 คน จากทั้งหมด 12 คน นอกจากนี้ ยังมีพนักงานอย่างน้อย 5 รายที่ประกาศลาออกในช่วงสัปดาห์เดียวกัน

การลาออกในวงกว้างนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เอ็กซ์เอไอกำลังควบรวมกิจการกับบริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) เพื่อสร้างบริษัทเอกชนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการว่า เหตุใดผู้ร่วมก่อตั้ง และพนักงานจำนวนมากจึงตัดสินใจแยกทาง

มัสก์โพสต์ผ่าน X ระบุว่า บริษัทมีการ “ปรับโครงสร้างองค์กร” เพื่อเร่งการเติบโต ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแยกทางกับพนักงานบางส่วน

ก่อนหน้านี้ เอ็กซ์เอไอถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั่วโลก หลังแชตบอตกร็อก (Grok) ถูกพบว่าสามารถสร้างภาพเชิงเพศที่ไม่ได้รับความยินยอม โดยมีทั้งภาพผู้หญิงและเด็ก เป็นเวลาหลายสัปดาห์ก่อนที่บริษัทจะเข้ามาแก้ไข 

นอกจากนี้ กร็อกยังถูกพบว่าสร้างข้อความที่มีลักษณะต่อต้านชาวยิว (antisemitic) ในบางกรณี ทำให้เกิดคำถามอย่างหนักถึงมาตรการด้านความปลอดภัยของบริษัท
ผู้บริหารด้านความปลอดภัย OpenAI ถูกปลด หลังคัดค้านโหมดผู้ใหญ่

อีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนความตึงเครียดระหว่าง “ฝ่ายความปลอดภัย” กับ “ฝ่ายธุรกิจ” คือรายงานของเดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล ที่ระบุว่า โอเพนเอไอได้ปลด ไรอัน ไบเออร์ไมสเตอร์ (Ryan Beiermeister) ผู้บริหารระดับสูงด้านความปลอดภัย หลังจากเธอคัดค้านการเปิดใช้งาน “โหมดผู้ใหญ่” (adult mode) บนแชตจีพีทีซึ่งอนุญาตให้สร้างเนื้อหาแนวอีโรติก

โอเพนเอไอ ชี้แจงว่า การปลดไบเออร์ไมสเตอร์เกิดจากข้อกล่าวหาเรื่องการเลือกปฏิบัติต่อพนักงานชาย ไม่เกี่ยวข้องกับข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่เธอแสดงออก ขณะที่ไบเออร์ไมสเตอร์ยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว “ไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง”

ปรากฏการณ์ลาออกในวงการเอไอไม่ใช่เรื่องใหม่

ปรากฏการณ์ที่นักวิจัยเอไอระดับโลกลาออกพร้อมออกมาเตือนสาธารณะไม่ใช่เรื่องใหม่ นับตั้งแต่แชตจีพีทีเปิดตัวในปลายปี 2565 หนึ่งในกรณีสำคัญคือ เจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoffrey Hinton) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ผู้ได้รับฉายาว่า “บิดาแห่งเอไอ” ซึ่งลาออกจากกูเกิล (Google) เพื่อออกมาเตือนถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเอไอต่อเศรษฐกิจและสังคม

ฮินตันเคยกล่าวว่า เอไออาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และอาจนำไปสู่โลกที่ผู้คนจำนวนมากไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือความจริง

ผู้บริหารเทคโนโลยีเตือน เอไอเริ่มแทนที่แรงงานแล้ว

ขณะเดียวกัน เสียงเตือนเกี่ยวกับผลกระทบของเอไอต่อการจ้างงานก็ถูกส่งออกมาจากผู้บริหารในอุตสาหกรรมเอง โดย แมตต์ ชูเมอร์ (Matt Shumer) ซีอีโอของไฮเปอร์ไรท์ (HyperWrite) โพสต์บทความยาวเกือบ 5,000 คำ ระบุว่า โมเดลเอไอรุ่นล่าสุดได้ทำให้งานด้านเทคโนโลยีบางประเภทล้าสมัย และการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเกิดขึ้นจริงในบริษัทของเขา

ชูเมอร์ระบุว่า สิ่งที่เขาเขียนไม่ใช่การคาดการณ์ในอนาคต แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว พร้อมเตือนว่า แรงงานในหลายอุตสาหกรรมอาจเผชิญชะตากรรมเดียวกันในระยะเวลาอันใกล้

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


สาวเบาหวานกินกะหล่ำปลีทุกวัน นาน 3 เดือน ผลตรวจกลับไม่เป็นอย่างที่คิด!

กินกะหล่ำปลีลดเบาหวาน? อุทาหรณ์สาวป่วยหนักหลังกินติดต่อกัน 3 เดือน พร้อมวิธีคุมน้ำตาลที่ถูกต้อง

การกินกะหล่ำปลีทุกวันจะช่วยคุมน้ำตาลในเลือดได้จริงหรือ? หลายคนอาจเคยเห็น “สูตรมหัศจรรย์” นี้ในโซเชียลมีเดีย แต่ความจริงนั้นอาจไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด

พบอุทาหรณ์หญิงรายหนึ่งที่พยายามรักษาโรคเบาหวานด้วยการกินแต่กะหล่ำปลีติดต่อกัน 3 เดือน แต่ผลตรวจกลับน่าตกใจ เพราะระดับน้ำตาลไม่ลดลง แถมยังพุ่งสูงจนอยู่ในระดับอันตราย สาเหตุมาจาก “กับดักสุขภาพ” ที่หลายคนมองข้าม

3 กับดักอันตรายของการกินอาหารซ้ำซาก

  1. ภาวะขาดสารอาหารและระบบเผาผลาญพัง: แม้กะหล่ำปลีจะมีใยอาหารสูง แต่ร่างกายยังต้องการโปรตีนและไขมันดี การกินแต่ผักอย่างเดียวทำให้ระบบเมตาบอลิซึมทำงานผิดปกติ
  2. หิวสะสมจน “ตบะแตก”: การกินแต่ผักต้มทำให้หิวเร็ว นำไปสู่การแอบกินขนมหรือข้าวเพิ่ม ซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลแกว่ง (Fluctuation) มากกว่าเดิม
  3. ร่างกายเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน: เมื่อได้รับพลังงานน้อยเกินไป ร่างกายจะลดอัตราการเผาผลาญลง ส่งผลให้ไขมันสะสมง่ายขึ้น และภาวะดื้ออินซูลินแย่ลง

สูตรคุมน้ำตาลฉบับยั่งยืน: “กินสีรุ้ง” และ “ลำดับมื้ออาหาร”

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การคุมเบาหวานที่ได้ผลต้องเน้นความหลากหลาย:

  • กินอาหาร 5 สี: เน้นผักใบเขียว, ฟักทอง (เบต้าแคโรทีน) และกะหล่ำม่วง (แอนโทไซยานิน) เพื่อรักษาสมดุลหลอดเลือด
  • โปรตีนต้องถึง: ทุกมื้อควรมีโปรตีนขนาดเท่าฝ่ามือ เช่น ปลา, เต้าหู้ หรือเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เพื่อช่วยให้ย่อยช้าลงและน้ำตาลไม่พุ่งสูง
  • ปรับลำดับการกิน: เริ่มจาก ผัก > โปรตีน > คาร์โบไฮเดรต เทคนิคนี้จะช่วยให้ระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหารคงที่ที่สุด

เคล็ดลับเสริมคุมน้ำตาลที่มักถูกลืม

  • กลยุทธ์การดื่มน้ำ: ดื่มน้ำอุ่นหลังตื่นนอน 300 มล. และดื่มน้ำเล็กน้อยก่อนมื้ออาหารเพื่อลดความอยากกินเกิน
  • ขยับตัวหลังอาหาร: ไม่ต้องเข้ายิม แค่เดินเล่นเบาๆ หรือยืดเหยียดขณะดูทีวี ก็ช่วยให้กล้ามเนื้อดึงน้ำตาลไปใช้ได้ดีขึ้น
  • จัดการความเครียด: คอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) คือศัตรูของน้ำตาล ลองใช้น้ำมันหอมระเหยหรือฝึกหายใจลึกๆ แทนการกินของหวานแก้เครียด

สรุป: ไม่มีอาหารชนิดใดเป็น “ยารักษาสารพัดโรค” กุญแจสำคัญคือความสมดุลและความสม่ำเสมอที่ทำได้จริงในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 13/2/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a73,100.0073,300.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,725.0071,631.0074,100.00
ทองรูปพรรณ 90%4,252.5064,467.90n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,780.0057,304.80n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,126.2532,233.95n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,653.7525,070.85n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,896.3774,228.97n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 13/2/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9530.8530.8531.3530.8530.8530.8530.8530.8530.85
แก๊สโซฮอล์ 9130.4830.4830.7830.4830.4830.4830.4830.4830.48
แก๊สโซฮอล์ E2028.6428.6428.9428.6428.6428.6428.6428.64
แก๊สโซฮอล์ E8526.5926.5926.59
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม40.0449.5449.8440.04
เบนซิน 9539.1449.5139.6439.2939.14
ดีเซล29.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม43.4445.6449.8445.6443.44
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า