พลิกเกมรับสร้างบ้าน“ต้นแบบแสนสิริ”ชู Fixed Costฝ่าต้นทุนพุ่ง

“แสนสิริ” เดินเกมรุก ปั้นธุรกิจรับสร้างบ้าน “ต้นแบบ Crafted by Sansiri” เป็น New S-Curveชูจุดขาย “Fixed Cost” พร้อมขยายสู่ตลาดบ้านหรู-ต่างจังหวัด ตั้งเป้ายอดขาย 700 ล้าน
ธนะสาร ธนทรัพย์สมบุญ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากแผนกลยุทธ์ของแสนสิริ เพื่อเร่งขยายฐานรายได้ใหม่ผ่านธุรกิจที่หลากหลาย เสริมเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว แสนสิริตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่จาก 15% เป็น 25% ภายใน 5 ปี โดยมี “ต้นแบบ Crafted by Sansiri” เป็นหนึ่งในธุรกิจสำคัญ
“ในปี 2569 นี้ ได้ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า หรือประมาณ 700 ล้านบาท เพื่อตอบรับกับดีมานด์ตลาดบ้านสร้างเองที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 77% ของประเทศ สอดคล้องกับมูลค่าตลาดรวมบ้านสร้างเองทั่วประเทศในปี 2568 ที่มีการคาดการณ์มูลค่ารวมอยู่ที่กว่า 190,000 ล้านบาท ”
ในจังหวะที่อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญความผันผวนทั้งด้านเศรษฐกิจและต้นทุน “การกระจายความเสี่ยง” กลายเป็นยุทธศาสตร์หลักของผู้ประกอบการรายใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่เร่งขยายพอร์ตธุรกิจใหม่ เพื่อเสริมเสถียรภาพรายได้ในระยะยาว “ต้นแบบ Crafted by Sansiri” ถูกวางบทบาทเป็นมากกว่าธุรกิจเสริม แต่คือ “เครื่องยนต์ใหม่” ที่จะผลักดันสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่เพิ่มจาก 15% เป็น 25% ภายใน 5 ปี

หลังเปิดตัวเพียงไม่ถึงปี ธุรกิจนี้สามารถสร้างยอดขายทะลุ 300 ล้านบาท สะท้อนดีมานด์ที่ซ่อนอยู่ในตลาดรับสร้างบ้าน ซึ่งก่อนหน้านี้ยังขาด “ผู้เล่นระดับแบรนด์” ที่สร้างความเชื่อมั่นได้อย่างเป็นระบบปี 2569 แสนสิริจึงเร่งเครื่องเต็มกำลัง ตั้งเป้ายอดขาย 700 ล้านบาท หรือเติบโตมากกว่า 2 เท่าตัว ภายใต้สมมติฐานว่าตลาดรวมบ้านสร้างเองยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าสูงถึง 190,000 ล้านบาท
Fixed Cost สยบความเสี่ยงงบบานปลาย
ท่ามกลางวิกฤตต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น “ความไม่แน่นอนของงบประมาณ” กลายเป็น Pain Point สำคัญของผู้บริโภคโมเดล “Fixed Cost” จึงถูกยกขึ้นเป็นหัวใจของเกมนี้แสนสิรินำระบบพรีคาสท์จากโรงงานของตนเองเข้ามาใช้ ควบคุมทั้งคุณภาพ เวลา และต้นทุนได้อย่างแม่นยำ ทำให้ลูกค้าสามารถ “ล็อกงบ” ได้ตั้งแต่วันเซ็นสัญญา
แตกต่างจากผู้รับเหมาทั่วไปที่มักเผชิญปัญหางบบานปลายข้อมูลเชิงลึกระบุว่า ผู้บริโภคกว่า 40% เคยเผชิญปัญหางบประมาณเกินจริงและคุณภาพวัสดุไม่ตรงตามที่ตกลงไว้ ส่งผลให้ “ความโปร่งใส” กลายเป็นปัจจัยตัดสินใจอันดับต้น แซงหน้าราคาแนวคิดนี้สอดรับกับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “Trust & Value” มากกว่าการเลือกตัวเลือกที่ถูกที่สุด
ต่างจังหวัดแรงไม่ตก ดีมานด์ครอง 77% ของตลาด
อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คือ การเติบโตของตลาดรับสร้างบ้านในต่างจังหวัด ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 77% ของทั้งประเทศจังหวัดหัวเมืองใหญ่ เช่น ชลบุรี นครราชสีมา เชียงใหม่ และภูเก็ต กลายเป็นฐานลูกค้าหลัก โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าของที่ดินที่ต้องการสร้างบ้านบนที่ดินมรดกหรือทำเลเดิมของครอบครัวความต้องการดังกล่าว
สะท้อน “คุณค่าทางจิตใจ” ที่โครงการจัดสรรไม่สามารถทดแทนได้ ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังต้องการมาตรฐานงานก่อสร้างระดับแบรนด์รูปแบบบ้านยอดนิยม ได้แก่ Modern Classic และ Modern French Renaissance ที่เน้นความหรูหราเหนือกาลเวลา พร้อมพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ รองรับครอบครัวขยาย (Multi-Generation)
เจาะตลาดบ้านหรู 1,000 ตร.ม. อัพมาร์จิ้น
การขยับเข้าสู่ตลาด Private Residential หรือบ้านขนาดใหญ่กว่า 1,000 ตารางเมตร ถือเป็นอีกก้าวเชิงกลยุทธ์ตลาดนี้แม้มีขนาดเล็กกว่า แต่มี “กำลังซื้อสูง” และต้องการบริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบโดยสถาปนิก วิศวกร ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพและบริการหลังการขายจุดแข็งของแสนสิริคือการมีทีม In-house ครบวงจร ทำให้สามารถควบคุมมาตรฐานได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ต่างจากโมเดลการจ้างแยกส่วนที่พบในตลาดทั่วไปพร้อมกันนี้ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) ยังเป็นการยกระดับความน่าเชื่อถือ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม
One Stop Service ปิดจุดอ่อนตลาดเดิม
ความสำเร็จของ “ต้นแบบ” ไม่ได้เกิดจากเพียงแบรนด์ แต่เกิดจากการ “แก้ Pain Point” อย่างตรงจุดโมเดล One Stop Service ครอบคลุมตั้งแต่ การออกแบบการผลิต (พรีคาสท์) การจัดส่งการก่อสร้าง พร้อมบ้านตัวอย่างจริงกว่า 18 ซีรีส์ มากกว่า 100 แบบ ช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจของลูกค้าผลลัพธ์คือยอดขาย 200 ล้านบาทภายใน 6 เดือนแรก และปิดปีที่ 300 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดในธุรกิจใหม่
นอกจากความคุ้มค่า ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับ “คุณภาพชีวิต” มากขึ้น แนวโน้ม Sustainable Living หรือบ้านประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวขยายขณะเดียวกัน เทรนด์ Pet Humanization ก็มาแรง ส่งผลให้เกิดดีมานด์บ้านที่ออกแบบเพื่อสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในโรดแมปการพัฒนาแบบบ้านในอนาคต
ภาพใหญ่ของ “ต้นแบบ Crafted by Sansiri” ไม่ใช่แค่ธุรกิจรับสร้างบ้าน แต่คือการยกระดับบทบาทจาก “ผู้พัฒนาโครงการ” สู่ “พาร์ตเนอร์ระยะยาว” ของลูกค้าในยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ความเชื่อมั่นจึงมีมูลค่ามากกว่าราคาการชู Fixed Cost ควบคู่กับมาตรฐานงานก่อสร้าง และบริการครบวงจร คือคำตอบของเกมนี้ และหากแสนสิริสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ต่อเนื่อง “ต้นแบบ” อาจไม่ใช่เพียง New S-Curve แต่จะกลายเป็น “แกนหลัก” ของรายได้ในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
‘UP’ พลิกเกมอสังหาฯสร้างเกราะธุรกิจฝ่าเงินเฟ้อด้วยมูลค่าเพิ่ม

LPP เดินเกมรุกครั้งใหญ่ รีแบรนด์สู่ “UP” ปรับบทบาทสร้าง Ecosystem บริการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ชูโมเดล “Economic Shield” สร้างมูลค่าเพิ่มพร้อมเปิดแนวรบใหม่
อภิชาติ เกษมกุลศิริ กรรมการบริหาร บริษัท บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่ธุรกิจอสังหาฯ ไทย เผชิญแรงสั่นสะเทือนจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งต้นทุนก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้น 5-10% อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อที่ชะลอตัว การ “ตั้งรับ” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป
การเปิดตัวแบรนด์ “UP” ของ LPP Property Management จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อ หากแต่เป็นการ “ยกเครื่องเชิงยุทธศาสตร์” ทั้งองค์กร จากปัญหา “ความสับสนในภาพจำ” จากการใช้ชื่อย่อหลากหลาย ทั้ง LPP, LPS, LSS ส่งผลต่อการรับรู้ของตลาดและความชัดเจนของแบรนด์
การเลือกใช้ “UP” ในฐานะ Master Service Brand จึงเป็นการสร้างเอกภาพใหม่ ที่ทั้ง “สั้น จำง่าย และขยายได้” ที่สำคัญ “UP” ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนแค่ภาพลักษณ์ แต่เป็น “แพลตฟอร์มแบรนด์” ที่รองรับการเติบโตในอนาคต (Scalability) ครอบคลุมบริการอสังหาฯ ทุกมิติ

จากผู้ดูแลอาคาร สู่ Ecosystem สร้าง “มูลค่า”
แก่นของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ คือการขยับจาก “ผู้ให้บริการดูแลอาคาร” สู่การเป็น “Integrated Property Services Ecosystem” โครงสร้างใหม่ถูกออกแบบให้บริการทั้ง 9 ด้าน ภายใต้ “UP” ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การบริหารที่อยู่อาศัย (LIVE UP) อาคารสำนักงาน (WORK UP) ไปจนถึงการซื้อขาย (BOOK UP) พัฒนาโครงการ (PLAN UP) และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (POWER UP)
ทั้งหมดนี้เป็น “ห่วงโซ่คุณค่า” ที่สร้างผลลัพธ์ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การยกระดับคุณภาพชีวิต (Living Experience) การเพิ่มประสิทธิภาพอาคาร (Property Performance) และ การเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน (Asset Value) นี่คือการย้าย “จุดโฟกัส” จากการบริหารต้นทุน ไปสู่การ “สร้างมูลค่า” อย่างแท้จริง
“เอาชนะเงินเฟ้อ” ภารกิจใหม่ธุรกิจอสังหาฯ
ในโลกเศรษฐกิจปัจจุบัน การถือครองสินทรัพย์เฉยๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไปแนวคิดสำคัญที่ “UP” นำเสนอคือ การทำให้ทรัพย์สิน “เติบโตเร็วกว่าเงินเฟ้อ” ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Asset Value Enhancement หรือการปรับปรุงมูลค่าแทนที่จะปล่อยให้ทรัพย์สินเสื่อมค่าตามกาลเวลา
โมเดลนี้ “ยกระดับ” ทั้งด้านกายภาพ การใช้งาน และประสิทธิภาพการบริหาร เพื่อผลักดันให้มูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้บริบทที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น การมี “ระบบบริหารจัดการที่ดี” เป็นปัจจัยสำคัญที่แยกผู้ชนะออกจากผู้แพ้

โมเดล “Economic Shield” เกราะธุรกิจฝ่าวัฏจักร
หนึ่งในแกนยุทธศาสตร์ที่โดดเด่น คือวางโมเดลธุรกิจแบบ “Economic Shield” หรือเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ โครงสร้างนี้ตั้งอยู่บน 3 เสาหลัก ได้แก่ 1.Property Management เป็นฐานรายได้มั่นคง 2.Secondary Market เครื่องยนต์เติบโตใหม่ 3.Value-added Services เป็นตัวเร่งกำไร
การผสมผสานทั้ง 3 ส่วน ทำให้ธุรกิจ “กระจายความเสี่ยง” และรักษาเสถียรภาพได้แม้ในช่วงเศรษฐกิจผันผวนโดยเฉพาะรายได้จาก Property Management ที่มีสัดส่วนกว่า 51% ทำหน้าที่เป็น “กระดูกสันหลัง” รองรับการขยายตัวไปสู่ธุรกิจใหม่
เกมรุกตลาดมือสอง “Blue Ocean” ที่ถูกมองข้าม
ไฮไลต์สำคัญของกลยุทธ์ คือการรุกเข้าสู่ “ตลาดมือสอง” ทั้งบ้านและรถยนต์ ซึ่งถูกมองว่าเป็น มหาสมุทรแห่ง“โอกาส” ข้อมูลชี้ชัดว่า ตลาดมือสองมีอัตราการเติบโตสูงกว่าตลาดมือหนึ่ง 4-5 เท่า สวนทางกับภาพรวมอสังหาฯ ที่ชะลอตัว เหตุผลหลักมาจาก ราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับต้นทุนใหม่ และศักยภาพในการเพิ่มมูลค่า
ในช่วงที่ต้นทุนก่อสร้างพุ่งสูง สินทรัพย์เดิม (Inventory) กลับกลายเป็น “ของดีราคาถูก” ที่สามารถนำมาปรับปรุงและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ กลยุทธ์ของ “UP” จึงไม่ใช่แค่ “ขายของมือสอง” แต่คือการ “รีดีไซน์คุณค่า” ของสินทรัพย์เหล่านั้น
แม้ปัจจุบันบริษัทบริหารพื้นที่กว่า 1.3 ล้านตารางเมตร แต่การวิเคราะห์ตลาดพบว่า ในกรุงเทพฯ ยังมีพื้นที่อีก 10-20 ล้านตารางเมตร ที่ต้องการบริการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพช่องว่างนี้สะท้อน “ดีมานด์แฝง” ที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองโดยเฉพาะกลุ่มอาคารเก่า หรือทรัพย์สินมือสอง ที่ต้องการทั้ง การปรับปรุง การเพิ่มประสิทธิภาพ และการบริหารเชิงกลยุทธ์ นี่คือพื้นที่ที่ “UP” ตั้งเป้าเข้าไปสร้างมูลค่า
เทคโนโลยี+บริการ = สูตรเพิ่ม Margin
สุรวุฒิ สุขเจริญสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวเสริมว่า อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานตั้งแต่ระบบจอดรถอัจฉริยะ ไปจนถึงการใช้ AI วิเคราะห์การใช้พลังงาน สิ่งเหล่านี้ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มอัตรากำไร (Margin) ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อผนวกกับบริการเชิงคุณค่า (Value Services) ทำให้โมเดลธุรกิจไม่ได้แข่งขันที่ “ราคา” เพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันที่ “ผลลัพธ์”
จุดแข็งที่น่าสนใจ คือ ความสามารถในการเติบโตโดย “ไม่ก่อหนี้” ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา LPP Property Management ขยายธุรกิจโดยไม่ต้องเพิ่มทุนจากบริษัทแม่ และไม่สร้างภาระหนี้เพิ่มเติม สะท้อนถึง กระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง วินัยทางการเงิน และโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนในยุคที่หลายองค์กรต้องพึ่งพาเงินทุนภายนอก นี่คือความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่สำคัญ
“คน” ยังเป็นหัวใจ แม้ในยุคเทคโนโลยี
แม้จะเดินหน้าใช้เทคโนโลยี แต่ “Service from the Heart” ยังคงเป็นแกนหลัก องค์กรให้ความสำคัญกับการเตรียมบุคลากรล่วงหน้า โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญ (Key Person) ที่ต้องผ่านการฝึกฝนก่อนลงสนามจริง แนวคิดนี้สะท้อนว่า ในธุรกิจบริการ “ประสบการณ์ของลูกค้า” ยังขึ้นอยู่กับ “คน” เป็นหลัก จากรายได้ 1,832 ล้านบาทในปี 2568 บริษัทตั้งเป้าทะยานสู่ 2,200 ล้านบาทในปี 2569 โดยมี “UP” เป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก
การเติบโตครั้งนี้ไม่ได้มาจากการขยายปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการ “ยกระดับคุณภาพรายได้” ผ่านบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เกมใหม่ของอสังหาฯ ไม่ใช่แค่ “สร้าง” แต่ต้อง “ยกระดับ”การเปิดตัว “UP” คือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมอสังหาฯ
จากเดิมที่เน้น “การพัฒนาโครงการใหม่” สู่ยุคที่ต้อง “บริหารและเพิ่มมูลค่า” สินทรัพย์ที่มีอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผู้ชนะไม่ใช่ผู้ที่มีทรัพย์สินมากที่สุด แต่คือผู้ที่ “บริหารทรัพย์สินได้ดีที่สุด” และ “UP” กำลังเดิมพันว่าการสร้างมูลค่าเพิ่ม คือคำตอบของเกมนี้ในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 18 มี.ค.69 ‘แข็งค่า‘ หวังสงครามคลี่คลาย

- เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 32.32 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.40 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามาจากความหวังของนักลงทุนว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มจะคลี่คลายลง
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบค่าเงินบาทในวันนี้จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 32.20-32.55 บาทต่อดอลลาร์
- ตลาดยังคงจับตาผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความผันผวนให้กับค่าเงิน
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.32 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.40 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.20-32.55 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง (แกว่งตัวในกรอบ 32.24-32.43 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยเปิดรับความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความหวังว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยังมีโอกาสมทยอยคลี่คลายลงได้ ซึ่งจะช่วยให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เริ่มทยอยกลับมาได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่สูง กอปรกับผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ในช่วงวันพฤหัสฯ (ตามเวลาประเทศไทย) ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงระมัดระวังต่อการปรับมุมมองเชิงบวกและยังคงประเมินว่า FED อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ราว 1 ครั้ง ในปีนี้
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) เริ่มอ่อนกำลังลงบ้าง ตามการทยอยเปิดรับความเสี่ยงอย่างระมัดระวังของผู้เล่นในตลาด อย่างไรก็ดี เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยง Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง
ในช่วงระหว่างวัน หากไม่มีพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเพิ่มเติม เรามองว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง ตราบใดที่บรรดานักลงทุนต่างชาติยังคงทยอยขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจชะลอลงได้แถวโซนแนวต้านสำคัญ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อประเมินจากโฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออกที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์ในโซนดังกล่าวและปัจจัยเชิงเทคนิคัล แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด (นานเกิน 5 สัปดาห์ ซึ่งเป็นกรอบระยะเวลาที่ ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ระบุไว้) เงินบาทอาจสามารถอ่อนค่าลงต่อได้ไม่ยาก โดยจะมีโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 32.80-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทยอยเปิดรับความเสี่ยงเพิ่มเติม อย่างระมัดระวัง จากความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีโอกาสทยอยคลี่คลายลงได้บ้าง โดยเฉพาะในส่วนของการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อาทิ Alphabet +1.8% และ Amazon +1.6% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.25% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.47%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.67% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยังมีโอกาสทยอยคลี่คลายลงบ้าง ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลาง ทั้ง ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดเปิดรับความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง สะท้อนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม Defensive อาทิ Utilities รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงานเป็นหลัก
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อย สู่ระดับ 4.20% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมองว่า FED อาจลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ทั้งนี้ การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุม FED และบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ในวันพฤหัสฯ นี้ โดยเราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA
อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% ขึ้นไป สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ เหนือโซน 1.90%-2.00% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย (โซนดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และไทย ที่เหมาะสม จากโมเดล Adrian, Crump, and Moench หรือ โมเดล ACM )
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อย ตามการทยอยเปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาด หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีโอกาสทยอยคลี่คลายลงได้บ้าง นอกจากนี้ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม อย่าง ฝั่งยุโรป ยังได้ช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของเงินยูโร (EUR) ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงสู่โซน 99.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.5-99.8 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะย่อตัวลงบ้าง แต่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม กอปรกับ ท่าทีของผู้เล่นในตลาดที่ต่างรอลุ้น ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก และสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุม FOMC ของ FED ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงราว 01.00 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยเรามองว่า FED อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50%-3.75% ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น การปรับคาดการณ์เศรษฐกิจและแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot ใหม่ พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของประธาน FED Jerome Powell อย่างใกล้ชิด ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI รวมถึงยอดคำสั่งซื้อภาคโรงงาน (Factory Orders)
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ได้แล้ว 4 ทีม! เปิดชื่อสโมสรผ่านเข้ารอบ 8 ทีม ศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 2025-26

การแข่งขัน ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ฤดูกาล 2025-26 ที่มีการเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันมาใช้ระบบการแข่งขันแบบกึ่งลีกแทน รวมทั้งคิดคะแนนในตารางรวมทั้ง 36 ทีม
ซึ่งหลังจากที่ได้ทำการแข่งขันกันมาตั้งแต่รอบแรก ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ล่าสุดได้ 4 ทีม ที่สามารถผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อย

สรุป 4 ทีม เข้ารอบ 8 ทีม ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ฤดูกาล 2025-26
- ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส)
- เรอัล มาดริด (สเปน)
- อาร์เซนอล (อังกฤษ)
- สปอร์ติง ลิสบอน (โปรตุเกส)
สำหรับการหาทีมผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย จะทำการแข่งขันแบบเหย้า-เยือน นัดแรกจะแข่งวันที่ 7-8 เมษายน ขณะที่นัดสอง จะทำการแข่งขันวันที่ 14-15 เมษายน นี้
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
เตือน! ‘อดนอน’ เสี่ยงทำลายสมอง ย้ำ ‘การนอนคุณภาพ’ กุญแจสุขภาพดี

- การนอนหลับเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยลดและยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสมอง กับระบบของร่างกาย
- หากอดนอน นอนหลับไม่ต่อเนื่อง หรือตื่นบ่อยในระหว่างคืน ส่งผลเสียต่อระบบกำจัดของเสียในสมองในลักษณะเดียวกับความเสื่อมตามวัย
- การป้องกันภาวะสมองเสื่อมต้องให้ความสำคัญกับการนอนหลับเป็นอย่างมาก ทั้งการแก้ไขความผิดปกติของการนอนหลับ หรือการปลูกฝังสุขนิสัยการนอนหลับที่ดี
การนอนหลับถือเป็นรากฐานสำคัญของการดูแลสุขภาพ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการดูแลด้านโภชนาการและการออกกำลังกาย เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายและสมองได้ฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเองอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ในวิถีชีวิตของผู้คนยุคปัจจุบัน การนอนหลับกลับกลายเป็นองค์ประกอบด้านสุขภาพที่ถูกละเลยมากที่สุด หลายคนยอมลดทอนเวลานอนเพื่อแลกกับการทำงาน การใช้สื่อดิจิทัล หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยอาจไม่ตระหนักว่า การอดนอนหรือการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพนั้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิตมากกว่าที่คาดคิด
เนื่องในวันนอนหลับโลก (World Sleep Day) ประจำปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Sleep Well, Live Better” จึงเป็นโอกาสสำคัญในการทำให้ทุกคนตระหนักและเห็นคุณค่าของการนอนหลับอย่างแท้จริง เพราะการนอนหลับที่มีคุณภาพคือพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ทั้งยังมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการฟื้นฟูร่างกาย การสังเคราะห์สารที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่าง ๆ รวมถึงการกำจัดสารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย
การนอนหลับส่งผลต่อภาวะสุขภาพ
“การนอนหลับเป็นปัจจัยสำคัญที่มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับภาวะสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการทำงานของสมอง” นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือคุณหมอแอมป์ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความสำคัญของการนอนหลับที่มีต่อภาวะสุขภาพ
สมองเป็นอวัยวะที่ต้องใช้พลังงานสูงมาก กระบวนการสร้างพลังงานดังกล่าวทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระในปริมาณมาก และเมื่ออายุมากขึ้น ปริมาณสารอนุมูลอิสระที่เกิดจากกระบวนการนี้ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย การนอนหลับจึงเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้สมองสามารถควบคุมและปรับสมดุลระดับสารอนุมูลอิสระให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมได้ เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่มีองค์ประกอบของไขมันสูงและมีการใช้ออกซิเจนในปริมาณมาก จึงมีความไวต่อการเกิดความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative stress) และการสะสมอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อโปรตีน ไขมัน และดีเอ็นเอในระบบประสาทส่วนกลาง นำไปสู่ความเสื่อมของระบบประสาท และในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ได้

“อดนอน” ส่งผลภาวะสมองเสื่อม
การนอนหลับจึงเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยลดและยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสมอง ขณะนอนหลับ สมองจะอยู่ในช่วงที่เรียกว่า Hypometabolic state หรือภาวะที่อัตราการเผาผลาญพลังงานลดลง โดยจะต่ำกว่าช่วงตื่นประมาณ 5–15% ส่งผลให้การใช้น้ำตาลกลูโคสในสมองลดลง ช่วงเวลานี้จึงถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟู (Restorative period) โดยระหว่างการนอนหลับ สมองจะกำจัดสารอนุมูลอิสระที่สะสมในช่วงตื่น ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูแหล่งพลังงานในสมอง นอกจากนี้ การนอนหลับยังช่วยกระตุ้นการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น เมลาโทนิน รวมถึงเอนไซม์อย่าง Superoxide dismutase, Catalase และ Glutathione peroxidase ซึ่งล้วนมีบทบาทในการปกป้องเซลล์สมองจากความเสียหาย
หากมองให้ลึกถึงกระบวนการในระดับเซลล์ โดยเฉพาะช่วงการนอนหลับลึกที่มีคลื่นสมองแบบเดลต้า (Delta wave) จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไมโทคอนเดรีย ซึ่งเปรียบเสมือนโรงงานผลิตพลังงานให้แก่เซลล์ การนอนหลับกระตุ้นให้เกิดการแบ่งตัวของไมโทคอนเดรีย การกำจัดไมโทคอนเดรียที่เสื่อมสภาพ (Mitophagy) และการเพิ่มพื้นที่ผิวของเยื่อหุ้มชั้นใน ส่งให้การผลิตพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในทางกลับกัน การนอนหลับไม่เพียงพอมีความเกี่ยวข้องกับความเสียหายในระดับเซลล์ของสมอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองในระยะยาว
“การอดนอนเพียง 1 คืน สามารถรบกวนสมดุลของสารอนุมูลอิสระในร่างกายได้ ด้วยเหตุนี้ แนวทางในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมจึงให้ความสำคัญกับการนอนหลับเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขความผิดปกติของการนอนหลับ หรือการปลูกฝังสุขนิสัยการนอนหลับที่ดี (Sleep hygiene)” นพ.ตนุพล อธิบายเพิ่มเติมถึงการดูแลสุขภาพสมองด้วยการนอนหลับอย่างมีคุณภาพและสม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมในระยะยาว

สมองมีระบบหนึ่งที่ชื่อว่า Glymphatic system ทำหน้าที่กำจัดของเสีย เช่น amyloid-β, α-synuclein รวมถึงช่วยรักษาสมดุลของสารอนุมูลอิสระในสมอง อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของระบบนี้จะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาหลายด้าน เช่น การไหลเวียนเลือดในสมองลดลง การเปลี่ยนแปลงของการผ่านเข้าออกของสารต่าง ๆ ในสมอง และประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนน้ำไขสันหลังรอบหลอดเลือดที่ลดลง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ระบบการกำจัดของเสียในสมองทำงานได้ลดลง เพิ่มภาวะการอักเสบเรื้อรังและการสะสมของสารอนุมูลอิสระในเนื้อเยื่อสมอง (brain parenchyma) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ
การอดนอน การนอนหลับที่ไม่ต่อเนื่อง หรือการตื่นบ่อยในระหว่างคืน ก็ส่งผลเสียต่อระบบกำจัดของเสียในสมองในลักษณะเดียวกับความเสื่อมตามวัย การนอนหลับที่ขาดความลึกและความต่อเนื่อง ทำให้ช่วงเวลาที่ระบบดังกล่าวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดสั้นลง ส่งผลให้ความสามารถในการกำจัดของเสียลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของสมองในระยะยาว

เมื่ออายุมากขึ้น รูปแบบการนอนหลับของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากกลไกการควบคุมวงจรการนอนและตื่นเสื่อมสภาพลง ระบบนาฬิกาชีวภาพ (Circadian rhythm) ถูกรบกวน จากระดับของ Sirtuin 1 (SIRT1) ที่ลดลง ทำให้ความสามารถในการปรับตัวต่อเปลี่ยนแปลงของเวลาลดลง ส่งผลให้หลับได้ยากขึ้น ตื่นบ่อยในเวลากลางคืน และคุณภาพการนอนหลับลดลง ขณะเดียวกัน ฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งมีบทบาททั้งในการส่งเสริมการนอนหลับและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ก็มีปริมาณลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้คุณภาพการนอนหลับแย่ลงไปอีก
จะเห็นได้ว่าการนอนหลับไม่เพียงพอและความชรามีผลกระทบต่อร่างกายในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน คือ ก่อให้เกิดการสะสมของสารอนุมูลอิสระ ภาวะดังกล่าวอาจก่อให้เกิดวงจรย้อนกลับ (Feedback loop) กล่าวคือ การนอนหลับไม่เพียงพอทำให้เกิดการสะสมของอนุมูลอิสระ ส่งผลให้เซลล์เสื่อมสภาพ นำไปสู่การกระตุ้นการอักเสบของระบบประสาท การอักเสบนี้จะกลับไปรบกวนคุณภาพการนอนทำให้นอนหลับไม่ต่อเนื่องและไม่เพียงพอ เกิดเป็นวงจรซ้ำ ๆ ซึ่งในระยะยาวอาจนำไปสู่การเสื่อมถอยเกี่ยวกับกระบวนการทางความคิด (cognitive) และโรคทางระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับอายุ

สำหรับผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) จะเกิดการขาดออกซิเจนเป็นช่วง ๆ ระหว่างการนอนหลับ เมื่อร่างกายกลับมาได้รับออกซิเจนหลังจากช่วงที่ขาดออกซิเจน จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างสารอนุมูลอิสระอย่างรวดเร็วผ่านหลายกลไก เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง นอกจากนี้ การขาดออกซิเจนเป็นช่วง ๆ ยังทำให้เกิดภาวะตื่นบ่อย (micro-arousals) ส่งผลให้การนอนหลับไม่ต่อเนื่อง ในหนึ่งคืน ผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับอาจตื่นตัวในลักษณะนี้ได้ประมาณ 10-43 ครั้งต่อชั่วโมง การนอนหลับที่ขาดความต่อเนื่องนี้ทำให้กระบวนการฟื้นฟูร่างกายและการกำจัดของเสียในสมองลดลง ส่งผลต่อสุขภาพในลักษณะคล้ายการอดนอนเรื้อรัง แม้ระยะเวลานอนหลับจะเพียงพอก็ตาม

“โรคอ้วนถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และยังมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความรุนแรงของโรค ซึ่งสามารถประเมินได้จากค่าดัชนีการหยุดหายใจ–หายใจตื้น (Apnea–Hypopnea Index: AHI) ที่สะท้อนจำนวนครั้งเฉลี่ยของการหยุดหายใจและการหายใจตื้นต่อชั่วโมงของการนอนหลับ โดยพบว่า ค่า AHI มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามระดับความอ้วน ดังนั้น การลดน้ำหนักจึงไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือโรคมะเร็งเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการปกป้องสุขภาพสมองในระยะยาวอีกด้วย” นพ.ตนุพล กล่าว
ผู้ที่ทำงานเป็นกะมักประสบปัญหาการนอนหลับและมีอาการง่วงนอนอย่างมากในเวลากลางวัน อีกทั้งยังพบ ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานเป็นกะกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคมะเร็ง รวมถึงความผิดปกติทางอารมณ์ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า การรับประทานอาหารเฉพาะในช่วงเวลากลางวันสามารถช่วยลดความผิดปกติของนาฬิกาชีวภาพได้ โดยช่วยป้องกันความผิดปกติของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการทำงานของเบต้าเซลล์ในตับอ่อน อีกทั้งยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงปัญหาทางอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเป็นกะ

ทั้งนี้ เนื่องจากการทำงานของไมโทคอนเดรียได้รับอิทธิพลโดยตรงจากนาฬิกาชีวภาพ เมื่อการนอนหลับถูกรบกวน ประสิทธิภาพการทำงานของไมโทคอนเดรียจะลดลง และมีส่วนเร่งกระบวนการเสื่อมของเซลล์หรือความชราให้เกิดเร็วขึ้น
จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะเห็นได้ว่า การนอนหลับเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้สมองได้ฟื้นฟู อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับระบบเผาผลาญและสุขภาพโดยรวมของร่างกาย เมื่ออายุเพิ่มขึ้น การเกิดอนุมูลอิสระในสมองก็มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การดูแลพฤติกรรมการนอนหลับจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อช่วยลดความเสียหายของสมองจากอนุมูลอิสระ และลดความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม
นพ.ตนุพล ได้ขอฝากแนวทางการสร้างสุขนิสัยการนอนหลับที่ดีทั้ง 10 ประการ เพื่อให้ทุกคนนำไปปรับใช้ในการดูแลสุขภาพสมองไปพร้อมกัน
- นอนหลับให้เพียงพอ โดยวัยผู้ใหญ่ควรนอนให้ได้ 7-9 ชั่วโมงทุกคืน เข้านอนและตื่นนอนเวลาเดิม แม้จะเป็นวันหยุด ควรเข้านอนก่อน 22.00 น. ของทุกวัน การนอนหลับใน 1 คืนมีช่วงหลับลึกประมาณ 20% และนอนให้ได้ครบรอบของการนอนหลับเพื่อให้ตื่นมาสดชื่น
- สร้างสิ่งแวดล้อมสำหรับการนอนหลับที่ดี จัดการสิ่งที่อาจรบกวนการนอนหลับ เช่น ใส่ที่อุดหู (earplugs) เพื่อลดเสียง หรือใส่ที่ปิดตาเพื่อลดแสง และปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับการนอนหลับ
- ใช้เตียงสำหรับการนอนหลับเท่านั้น ไม่ใช้ทำงาน ดูโทรทัศน์ หรือรับประทานอาหาร และไปที่เตียง เฉพาะเวลาที่รู้สึกง่วง
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในความหนักระดับปานกลาง เพราะการออกกำลังกาย ช่วยส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับให้ดีขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มีความหนักมากเกินไป หรือการออกกำลังกายใกล้เวลานอน โดยเว้นระยะอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเวลาเข้านอน
- หากมีโรคประจำตัว ควรตรวจสอบว่า ยาที่ใช้เป็นประจำส่งผลต่อการนอนหลับหรือไม่ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่รับประทานยาหลายชนิด ให้ลองปรึกษาแพทย์ประจำตัวถึงผลข้างเคียงของยาต่อการนอนหลับ
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน ทั้งนี้ ความไวต่อปริมาณคาเฟอีนของแต่ละคนมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว อายุ และรหัสพันธุกรรม ซึ่งสามารถส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับได้
- งดการดื่มแอลกอฮอล์ และงดการสูบบุหรี่ เพราะทั้งสองอย่าง ทำให้คุณภาพการนอนหลับลดลง การสูบบุหรี่ 1 มวน ทำให้หลับลึกน้อยลง 2 นาที ส่วนการดื่มแอลกอฮฮล์ ทำให้ดูเหมือนจะหลับง่ายขึ้น แต่แท้จริงแล้ว การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้การนอนหลับเข้าสู่ช่วง REM หรือหลับลึกยากขึ้น
- หลีกเลี่ยงอาหารมื้อใหญ่ หรืออาหารที่ย่อยยาก อย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะทำให้นอนหลับไม่สนิทจากอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือภาวะกรดไหลย้อน ในบางครั้งผู้ที่มีภาวะนี้อาจไม่ได้รู้สึกตัวตื่นเต็มที่ แต่เป็นลักษณะรู้สึกตัวสั้น ๆ ระหว่างการนอนหลับ (Sleep fragmentation) แต่เมื่อตื่นมาจะไม่สดชื่น รู้สึกหลับไม่เต็มอิ่ม
- ลดการรับประทานแป้ง น้ำตาลและผลไม้ในมื้อเย็น เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้น สามารถรบกวนการนอนหลับได้ หากจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ควรรับประทานก่อนเข้านอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมง เพื่อให้นอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ
- พยายามทำกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกสงบและผ่อนคลายก่อนเข้านอน เช่น ทำสมาธิ นั่งสมาธิ เดินจงกรม เป็นต้น เพราะความเครียดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาการนอนหลับ
การนอนหลับที่เพียงพอและมีคุณภาพ เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพสมองให้แข็งแรงในระยะยาว เพราะการให้คุณค่ากับการนอนหลับ คือการให้คุณค่ากับชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับแนวคิดของวันนอนหลับโลก ปี 2026 ที่ว่า “Sleep Well, Live Better” เพราะการนอนหลับที่ดี ไม่ใช่เพียงการพักผ่อนในแต่ละวัน หากแต่เป็นการลงทุนเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในวันข้างหน้า

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
สั่งอาหารภาษาอังกฤษ ให้เป๊ะปัง! รวมประโยคเด็ดตั้งแต่จองโต๊ะยันเช็คบิล เลิกชี้เมนูแล้วบอก This one!

เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ หรือเข้าร้านอาหารหรูๆ ที่พนักงานเป็นชาวต่างชาติ หลายคนอาจจะเกิดอาการประหม่าเวลาต้อง สั่งอาหารภาษาอังกฤษ (Ordering food) จนสุดท้ายก็จบลงด้วยการชี้ไปที่รูปในเมนูแล้วยิ้มแห้งๆ พร้อมพูดว่า “This one, please!” ซึ่งมันก็พอเอาตัวรอดไปได้ในมื้อนั้นครับ แต่มันคงจะดีกว่ามากถ้าเราสามารถสื่อสารเพื่อสั่งอาหาร ปรับแต่งรสชาติ หรือแม้แต่สอบถามเมนูแนะนำของร้านได้อย่างมั่นใจเหมือนเจ้าของภาษา
การสั่งอาหารเป็นหนึ่งในทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการเอาตัวรอด (Survival English) ที่จำเป็นและถูกนำมาใช้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวันครับ วันนี้ Engduo Thailand จะพาคุณไปจำลองสถานการณ์จริงในร้านอาหาร รวบรวมประโยคเด็ดตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าร้านไปจนถึงตอนจ่ายเงิน พร้อมคำศัพท์เกี่ยวกับรสชาติและอาการแพ้อาหาร เพื่อให้คุณเอ็นจอยกับมื้ออร่อยได้อย่างไร้ความกังวลครับ!
4 ขั้นตอนการ สั่งอาหารภาษาอังกฤษ ระดับมือโปร
มาดูลำดับเหตุการณ์ปกติเวลาเราไปทานอาหารที่ร้านกันครับ หากเราเตรียมตัวไปตาม 4 สเต็ปนี้ รับรองว่าไม่มีสะดุดแน่นอน
1. การจองโต๊ะและการต้อนรับ (Greeting & Seating)
เมื่อเดินเข้าไปในร้าน พนักงานมักจะถามว่าเรามากี่ท่าน หรือได้ทำการจองไว้ไหม เราสามารถตอบได้ง่ายๆ ดังนี้ครับ:
A table for two, please. (ขอโต๊ะสำหรับ 2 ท่านครับ)
I have a reservation under the name… (ฉันจองโต๊ะไว้ในชื่อ…)
Do you have any free tables? (พอจะมีโต๊ะว่างไหมครับ?)
2. การขอเมนูและการสั่งอาหาร (Asking for Menu & Ordering)
เมื่อนั่งโต๊ะเรียบร้อย ก็ถึงเวลาขอดูเมนูและสั่งอาหารครับ พนักงานมักจะถามว่า “Are you ready to order?” (พร้อมสั่งหรือยังครับ?) เราสามารถตอบและสั่งอาหารได้เลย:
Could we have the menu, please? (ขอเมนูหน่อยได้ไหมครับ?)
I would like to have the spaghetti. (ฉันขอสั่งสปาเก็ตตี้ครับ)
Can I get a cheeseburger, please? (ขอชีสเบอร์เกอร์ 1 ชิ้นครับ)
What do you recommend? (คุณมีเมนูอะไรแนะนำบ้างไหมครับ?)
3. การปรับแต่งอาหารและแจ้งการแพ้ (Customization & Allergies)
เรื่องนี้สำคัญมากครับ! ใครไม่กินเผ็ด แพ้ถั่ว หรืออยากให้แยกน้ำจิ้ม ต้องรู้ประโยคเหล่านี้เอาไว้เพื่อความปลอดภัยและรสชาติที่ถูกปาก
Can you make it less spicy? (ทำแบบเผ็ดน้อยได้ไหมครับ?)
I am allergic to peanuts. (ฉันแพ้ถั่วลิสงครับ)
Can I have the dressing on the side? (ขอน้ำสลัดแยกมาต่างหากได้ไหมครับ?)
No onions, please. (ไม่ใส่หัวหอมนะครับ)
4. การเรียกเก็บเงิน (Asking for the Bill)
เมื่อทานเสร็จแล้ว ต้องการเช็คบิล ให้สบตาพนักงาน ยกมือขึ้นเล็กน้อย แล้วพูดประโยคคลาสสิกเหล่านี้ครับ:
Can I have the bill, please? (สไตล์บริติช) หรือ Can I have the check, please? (สไตล์อเมริกัน) แปลว่า รบกวนเก็บเงินด้วยครับ
Do you accept credit cards? (ที่นี่รับบัตรเครดิตไหมครับ?)
Keep the change. (ไม่ต้องทอนครับ ใช้พูดเวลาต้องการให้ทิปพนักงาน)
ตาราง: รวมประโยคสนทนา สั่งอาหารภาษาอังกฤษ (Customer vs Waiter)
เพื่อให้เห็นภาพการโต้ตอบที่ชัดเจนขึ้น ลองมาดูตารางเปรียบเทียบประโยคที่พนักงานมักจะถาม และวิธีที่เราควรตอบกลับให้ดูเป็นธรรมชาติกันครับ
| พนักงานเสิร์ฟถาม (Waiter/Waitress) | ลูกค้าตอบกลับ (Customer) | สถานการณ์ (Situation) |
| Would you like something to drink? (รับเครื่องดื่มอะไรดีครับ?) | I will have a glass of water, please. (ขอน้ำเปล่าแก้วหนึ่งครับ) | สั่งเครื่องดื่มก่อนเริ่มมื้ออาหาร |
| Are you ready to order? (พร้อมสั่งอาหารหรือยังครับ?) | Yes, I will take the steak. (พร้อมครับ ขอสั่งสเต็กครับ) | เริ่มสั่งอาหารจานหลัก |
| How would you like your steak done? (รับสเต็กสุกระดับไหนดีครับ?) | Medium rare, please. (ขอสุกระดับมีเดียมแรร์ครับ) | เลือกระดับความสุกของเนื้อ |
| Is everything okay? (อาหารรสชาติโอเคไหมครับ?) | Yes, it is delicious! (โอเคครับ อร่อยมากเลย!) | พนักงานเข้ามาเช็กระหว่างทาน |
| Would you like any dessert? (รับของหวานเพิ่มไหมครับ?) | No, thank you. Just the bill, please. (ไม่รับครับ รบกวนเช็คบิลเลยครับ) | สั่งของหวานหรือเตรียมจ่ายเงิน |
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
ดอกลำโพง มีทั้งพิษและประโยชน์ หากใช้ให้เป็น

หลังจากที่มีข่าวสองพี่น้องภาคเหนือ นำใบจากต้นลำโพงขาวที่พ่อเด็ดมาเก็บไว้ในบ้าน มาทำกับข้าวรับประทาน ส่งผลให้เด็กทั้งสองคนช็อค หมดสติ ตาค้าง น้ำลายฟูมปาก จนต้องเร่งส่งไปล้างท้องทำการรักษาที่โรงพยาบาลนั้น บางคนอาจสงสัยว่า ผู้เป็นพ่อเก็บใบลำโพงมีพิษเอาไว้ในบ้านทำไม
คำตอบคือ ต้นลำโพงมีประโยชน์มากมาย แต่จะมีพิษ ต่อเมื่อนำมารับประทานอย่างผิดวิธีนั่นเอง
ประโยชน์ของต้นลำโพง
ใบ : รสเมาเบื่อ ตำพอกฝีทำให้ยุบ แก้ปวดบวม อักเสบ
ดอก : หั่นตากแดดให้แห้ง ใช้มวนสูบแก้ริดสีดวงจมูกและหอบหืด
ผล : แก้ไข้พิษ แก้ไข้ที่ทำให้กระสับกระส่าย
เมล็ด : คั่วพอหมดน้ำมัน ปรุงทำกินเป็นยา บำรุงประสาท แก้ไข้พิษ
น้ำมันจากเมล็ด : ฆ่าเชื้อโรค แก้กลากเกลื้อน หิด เหา เชื้อโรคที่มีตัว
ราก : รสเมาหวานน้อยๆ แก้ฝีกาฬทั้งปวง ดับพิษ ร้อน แก้ปวดบวมอักเสบ
ถ่านจากราก : รสเย็น แก้ไข้พิษ เซื่องซึม แก้ไข้กาฬ
นอกจากนี้ บางตำรายังระบุว่า รากลำโพงใช้แก้หมาบ้ากัด แก้วิกลจริต และลำโพงทั้งต้นตากแห้งหั่นสูบแก้โรคหืด
ข้อควรระวังในการใช้ต้นลำโพง
แม้แพทย์แผนโบราณของไทยจะใช้ลำโพงรักษาโรคได้มากมาย แต่ก็เตือนให้ระวังเป็นอย่างยิ่งถึงการใช้เมล็ดลำโพง เพราะเชื่อว่ามีพิษทางเมาเบื่ออย่างรุนแรง อาจทำให้เป็นบ้า หรือถึงตายได้ จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “มะเขือบ้า”รวมทั้งคนไทยในอดีตเรียกคนบ้าบางจำพวกว่า “บ้าลำโพง” เพราะเชื่อว่าเกิดจากการกินหรือสูบลำโพงนั่นเอง
อาการของผู้ที่ได้รับพิษจากต้นลำโพง
ในเมล็ดและใบลำโพงมีสารโทรเพน อัลคาลอยด์ ได้แก่ สโคโพลามีน (scopolamine) และไฮออสไซอะมีน (hy-oscyamine) ที่ทำให้เกิดอาการต่อไปนี้
– กระหายน้ำอย่างรุนแรง ปากและคอแห้งผาด
– ม่านตาขยาย สู้แสงไม่ได้
– กลืนน้ำลายยาก
– พูดไม่ชัด พูดลำบาก
– ผิวหนังร้อนแดง คล้ำแห้ง
– ตัวร้อน ปวดศีรษะ
– มึนงง ประสาทหลอน
– ชัก ชีพจรเต้นเร็วแต่อ่อน
– น้ำลายฟูมปาก หมดสติ
วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น
ให้กินผงถ่าน เพื่อลดการดูดซึม แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล เพื่อล้างท้อง
คำแนะนำในการใช้ต้นลำโพง
ควรปรึกษาแพทย์แผนไทย หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรก่อนใช้ใบ ดอก เมล็ด หรือผลของต้นลำโพงในการรักษาโรคต่างๆ
เกร็ดความรู้
ดอกลำโพง กับดอกแตรนางฟ้า มักถูกจำสลับกัน ดอกลำโพงจะตั้งขึ้น หรือเจริญเติบโตในแนวเฉียง ลำต้นเป็นไม้พุ่มเตี้ย ติดเมล็ดได้ง่าย แต่ดอกแตรนางฟ้าจะคว่ำลง และเป็นลำต้นสูงใหญ่กว่าต้นลำโพง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 18/3/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 76,250.00 | 76,450.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,929.00 | 74,723.64 | 77,250.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,436.10 | 67,251.28 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,943.20 | 59,778.91 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,218.05 | 33,625.64 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,725.15 | 26,153.27 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 5,107.77 | 77,433.79 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 18/3/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 32.05 | 32.05 | 33.35 | 32.05 | 32.05 | 32.05 | 32.05 | 32.05 | 32.05 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 31.68 | 31.68 | 32.78 | 31.68 | 31.68 | 31.68 | 31.68 | 31.68 | 31.68 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 27.05 | 27.05 | 28.15 | 27.05 | – | 27.05 | 27.05 | 27.05 | 27.05 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 23.79 | 23.79 | – | – | – | – | – | – | 23.79 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 41.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 41.04 |
| เบนซิน 95 | 40.64 | – | – | 49.51 | – | 41.14 | 40.79 | – | 40.64 |
| ดีเซล | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.94 | 46.14 | 49.84 | 46.14 | – | – | – | – | 43.94 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







