BTS เปิดให้ชมห้องตัวอย่าง’บ้านชาวไทย’ครั้งแรก เริ่ม1ก.พ.69ทำเลศรีนครินทร์

- โครงการ “บ้านชาวไทย” เปิดให้เข้าชมห้องตัวอย่างครั้งแรกที่โครงการ D:CODE SRI NAKARIN ทำเลใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลืองสถานีศรีเอี่ยม
- เป็นความร่วมมือระหว่างบีทีเอส กรุ๊ป และ ธอส. ที่ช่วยให้คนมีบ้านง่ายขึ้น โดยไม่ต้องวางเงินดาวน์ ไม่ต้องผ่อนระหว่างก่อสร้าง และเริ่มผ่อนเมื่อโอนกรรมสิทธิ์
- ห้องชุดราคาเริ่มต้นสำหรับทำเลศรีนครินทร์อยู่ที่ประมาณ 1.89 ล้านบาท มาพร้อมเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน
1 กุมภาพันธ์ 2569 นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส เข้าเยี่ยมชมเปิดตัวห้องตัวอย่าง (Sales Gallery) โครงการ “บ้านชาวไทย“ สนับสนุนคุณภาพชีวิต เพื่อการอยู่อาศัยโครงการแรก D:CODE SRI NAKARIN โดยได้รับเกียรติจาก ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) นายรังสิน กฤตลักษณ์ กรรมการบริหาร และผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และรศ.ดร.เอกพงษ์ ตรีตรงประธานกรรมการ บริษัท ไอดีล วัน จำกัด พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง จากกลุ่มบริษัทบีทีเอส และพันธมิตร เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ณSale Gallery D:CODE SRI NAKARIN
นายคีรี กล่าวว่า โครงการ “บ้านชาวไทย” เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในการสนับสนุนคุณภาพชีวิตเพื่อการอยู่อาศัย โดยการจัดทำโครงการที่พักอาศัยที่มีคุณภาพ ในทำเลที่ดี และราคาที่เข้าถึงได้ ลดข้อจำกัดในกระบวนการมีบ้าน รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งเงินเพื่อให้ทุกคนสามารถมีบ้านได้โดยง่าย
ด้วยแนวคิดบ้านชาวไทยที่สนับสนุนช่วยให้คนมีบ้านได้ง่ายขึ้น โครงการฯ ต่าง ๆ ของแนวคิดบ้านชาวไทย จึงไม่ต้องมีเงินก้อน หรือ เงินดาวน์ระหว่างการก่อสร้าง เริ่มผ่อนกับธนาคารโดยตรงเมื่อโอนกรรมสิทธิ์ และไม่ต้องใช้เงินก้อน ในการตกแต่งภายใน เพราะห้องได้รับการตกแต่งตามมาตรฐานจากโครงการฯ โดยชำระเพียงแค่ค่าใช้จ่าย และภาษีอากรที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายอาคารชุดเท่านั้น
” คนที่ยังไม่มีบ้าน ต้องจ่ายค่าเช่าเดือนละ 6,000–10,000 บาท ขณะเดียวกัน หากคิดจะซื้อบ้าน ก็ต้องผ่อนดาวน์เพิ่มอีกก้อนนั่นหมายความว่า รายจ่ายหนึ่งความจำเป็น กลายเป็นภาระสองทางพร้อมกันและนี่คือเหตุผลที่หลายคน ไม่มีวันเริ่มต้นเปลี่ยนค่าเช่า ให้กลายเป็นเงินผ่อนนี่คือแก่นของโครงการ บ้านชาวไทย”
และนี่คือเหตุผลที่หลายคน “ไม่มีวันเริ่มต้น”เปลี่ยนค่าเช่า ให้กลายเป็นเงินผ่อนนี่คือแก่นของโครงการ “บ้านชาวไทย”
การออกแบบระบบที่ทำให้ค่าเช่าในช่วงเริ่มต้น ไม่สูญเปล่า แต่สามารถเปลี่ยนสถานะเป็น “เงินผ่อน” ในอนาคตผู้เข้าร่วมโครงการสามารถเข้าอยู่อาศัยได้เมื่อโครงการแล้วเสร็จ โดยมีธนาคารเข้ามาสนับสนุนสินเชื่อตามหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ช่วยลดแรงกดดันทางการเงินในช่วงตั้งต้นชีวิต
นอกจากนี้ความเสี่ยงต้องโปร่งใส ไม่ใช่ผลักให้ลูกค้าแบกหนึ่งในจุดที่โครงการนี้แตกต่าง คือการเปิดทางเลือกให้ผู้สนใจ “ถอยได้” หากคุณภาพจริงไม่เป็นไปตามที่นำเสนอไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้าง การตกแต่ง หรือเฟอร์นิเจอร์หากไม่ตรงตามที่สัญญาไว้ ผู้ซื้อสามารถทบทวนการตัดสินใจได้โดยไม่เกิดภาระผูกพัน และนี่คือการย้ายความเสี่ยงบางส่วนกลับมาที่ผู้พัฒนาโครงการ แทนที่จะผลักทั้งหมดให้ผู้บริโภค
สำหรับ “บ้านชาวไทย” สนับสนุนคุณภาพ ชีวิตเพื่อการอยู่อาศัย ตั้งอยู่บน 2 ทำเลศักยภาพ ได้แก่
1. โครงการ D:CODE SRI NAKARIN** อาคารชุด สูง 8 ชั้น จำนวนห้องชุดรวมประมาณไม่เกิน 4,150 หน่วย เนื้อที่โครงการฯประมาณไม่เกิน 42 ไร่ จำนวนอาคารพักอาศัยไม่เกิน 24 อาคาร ติดถนนศรีนครินทร์ ใกล้สะพานข้ามแยก ถนนบางนา – ตราดติดอู่ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้ามหานคร สายนัคราพิพัฒน์ (สายสีเหลือง) ระยะห่างจากสถานีศรีเอียม (YL17) ประมาณ 300 เมตร (ระยะทางโดยประมาณวัดจากทางเข้าโครงการถึงทางเข้าสถานีรถไฟฟ้า)
2. โครงการ D:CRAFT KHLONG LUANGอาคารชุด สูง 8 ชั้น จำนวนห้องชุดรวมประมาณไม่เกิน 7,500 หน่วย (โดยจะทยอยขายเป็นเฟส ๆ) เนื้อที่โครงการฯ ประมาณไม่เกิน115 ไร่ จำนวนอาคารพักอาศัย ไม่เกิน 60 อาคาร ติดถนนเทพกุญชร 2 – ถนนเลียบคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ใกล้แหล่งเศรษฐกิจและสถาบันการศึกษาสำคัญ อาทิ ตลาดไท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)
รายละเอียดข้างต้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ลงทะเบียนแสดงความสนใจโครงการฯ และการได้รับอนุมัติสินเชื่อสำหรับก่อสร้างโครงการฯ และอาคารชุดของกลุ่มเจ้าของโครงการฯ จากสถาบันการเงิน รวมถึงการได้รับอนุญาต และ/หรือ เห็นชอบตามกฎหมายหรือจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทบีทีเอสยังมีแผนเตรียมพัฒนาโครงการ “บ้านชาวไทย” ในทำเลศักยภาพอื่น ๆ อีกหลายแห่ง ทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพ ให้ครอบคลุมประชาชนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น
สำหรับอาคารชุดในโครงการ D:CODE SRI NAKARIN* และ D:CRAFT KHLONG LUANG*** จะมีห้องชุด ทั้งหมด 3Type คือ
1. ห้องชุด แบบ 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ (ครัวเปิด) ขนาดประมาณ 30 ตารางเมตร
• D:CODE SRI NAKARIN* ราคาเริ่มต้นประมาณ 1,890,000 บาท
• D:CRAFT KHLONG LUANG*** ราคาเริ่มต้นประมาณ 1,600,000 บาท
2. ห้องชุด แบบ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ (ครัวเปิด) ขนาดประมาณ 45 ตารางเมตร
• D:CODE SRI NAKARIN* ราคาเริ่มต้นประมาณ 2,850,000 บาท
• D:CRAFT KHLONG LUANG*** ราคาเริ่มต้นประมาณ 2,400,000 บาท
3. ห้องชุด แบบ 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ (ครัวเปิดสามารถเพิ่มเติมเป็นครัวปิดได้) ขนดประมาณ 60 ตารางเมตร
• D:CODE SRI NAKARIN* ราคาเริ่มต้นประมาณ 3,780,000 บาท
• D:CRAFT KHLONG LUANG*** ราคาเริ่มต้นประมาณ 3,200,000 บาท
โดยห้องชุดขนาดประมาณ 30 ตร.ม. และ 40 ตร.ม. มาพร้อมกับของตกแต่ง เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่ขายพร้อมห้องชุด 21 รายการ ได้แก่ เคาน์เตอร์ครัว พร้อมอ่างล้างจาน, โต๊ะทานอาหาร, เก้าอี้ทานอาหาร, โซฟา, โต๊ะกาแฟ, เตียง, ที่นอน และหมอน, ตู้เสื้อผ้า, โต๊ะข้างเตียง, โต๊ะแต่งตัว, เก้าอี้แต่งตัว, ตู้เย็น, เครื่องปรับอากาศ, โทรทัศน์, เครื่องซักผ้า, เครื่องดูดควัน, เตาไฟฟ้า, ไมโครเวฟ, โคมไฟแขวน, ผ้าม่าน และระบบ Smart Home
โดยห้องชุดขนาดประมาณ 60 ตร.ม. มาพร้อมกับของตกแต่ง เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ ที่ขายพร้อมห้องชุด 22 รายการ ได้แก่ เคาน์เตอร์ครัว พร้อมอ่างล้างจาน, โต๊ะทานอาหาร, เก้าอี้ทานอาหาร, โซฟา, โต๊ะกาแฟ, ชั้นวางโทรทัศน์, เตียง, ที่นอน และหมอน, ตู้เสื้อผ้า, โต๊ะข้างเตียง, โต๊ะแต่งตัว, เก้าอี้แต่งตัว, ตู้เย็น, เครื่องปรับอากาศ, โทรทัศน์, เครื่องซักผ้า, เครื่องดูดควัน, เตาไฟฟ้า, ไมโครเวฟ, โคมไฟแขวน, ผ้าม่าน และระบบ Smart Home
ทั้งนี้ข้อสงวนสิทธิ รายการของตกแต่ง เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ข้างต้น เป็นทรัพย์สินที่ขายพร้อมกับห้องชุดในโครงการฯ ไม่ใช่ของแถมแต่อย่างใด / การรับประกันทรัพย์สินที่ระบุข้างต้น เป็นไปตามข้อกำหนด และเงื่อนไขการรับประกันของผู้ผลิต, ผู้จัดจำหน่ายทรัพย์สิน หรือผู้ติดตั้ง ในกรณีที่เกิดความชำรุดบกพร่องใด ๆ ผู้ซื้อจะต้องใช้สิทธิเรียกร้องกับผู้ผลิต, ผู้จัดจำหน่ายหรือผู้ติดตั้งเองโดยตรง / กลุ่มเจ้าของโครงการฯ ขอสงวนสิทธิการปรับเปลี่ยนรายการทรัพย์สินที่ระบุข้างต้น โดยจะเลือกใช้รายการที่มีลักษณะ คุณภาพ และคุณสมบัติใกล้เคียงหรือเทียบเท่าที่ระบุไว้
นอกจากนี้ ทางโครงการฯ จัดให้มีที่จอดรถโดยไม่มีค่าใช้จ่ายทั่วทั้งโครงการ ทั้งจอดตามทางวิ่ง และภายในอาคาร เป็นระบบการจอดแบบทางวิ่งและช่องจอด (Conventional Parking) ออกแบบให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีจำนวนที่จอดรถ ประมาณ 30 – 35% ของจำนวนห้องชุดในแต่ละโครงการฯ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการฯ อาทิ สระว่ายนํ้า, ฟิตเนส, Co-working space สัญญาณโทรศัพท์ และอินเตอร์เน็ต หรือทีวี รวมทั้งโครงการฯ จะจัดให้มีระบบความปลอดภัยในการเข้าถึงโครงการฯ และการเข้าถึงแต่ละอาคารด้วยระบบ Smart Card ร่วมกับเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ ที่จะครอบคลุมทั้งภายใน และภายนอกอาคาร และพนักงานรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอ
ค่าส่วนกลางของทั้งสองโครงการฯ ประมาณ 35– 40 บาท/ตารางเมตร/เดือน ผู้บริหารนิติบุคคลในระยะแรก โครงการจะเป็นผู้บริหารนิติบุคคลอาคารชุด เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน เพื่อให้เจ้าของร่วมได้ทำการคัดเลือก และจัดตั้งคณะกรรมการนิติบุคคล ต่อไป โดย ณ ปัจจุบัน โครงการฯ อยู่ในระหว่างการขอใบอนุญาต การอนุมัติ และความเห็นชอบจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ซึ่งรวมถึงการขอใบอนุญาตก่อสร้างและการขอความเห็นชอบตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณและสิ่งแวดล้อมด้วย ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการจะเป็นไปตามที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าจะทยอยเริ่มก่อสร้างประมาณเดือนกันยายน 2569 และคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายเดือนธันวาคม 2571 และภายหลังจากการก่อสร้างแล้วเสร็จ จึงจะดำเนินการจดทะเบียนอาคารเป็นอาคารชุดต่อไป
ทั้งนี้ รายละเอียดข้างต้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ลงทะเบียนแสดงความสนใจโครงการฯ และการได้รับอนุมัติสินเชื่อสำหรับก่อสร้างโครงการฯ และอาคารชุดของกลุ่มเจ้าของโครงการฯ จากสถาบันการเงิน รวมถึงการได้รับอนุญาต และ/หรือ เห็นชอบตามกฎหมายหรือจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง
ขั้นตอนการลงทะเบียนแสดงความสนใจโครงการมีขั้นตอนและรายละเอียด ดังนี้
1. ลงทะเบียนแสดงความสนใจทาง http://www.baan-chaothai.com
2. ให้ข้อมูลส่วนบุคคลตามขั้นตอนที่ระบุใน Website เพื่อให้ธนาคารพันธมิตร (ธนาคารอาคารสงเคราะห์) รับทราบและคัดกรองโดยการคำนวณวงเงินกู้เบื้องต้นของผู้แสดงความสนใจ
3. การลงทะเบียนแสดงความสนใจ จะใช้เลขบัตรประชาชน และเบอร์โทรศัพท์ของผู้ลงทะเบียนเป็นข้อมูลหลัก
4. เลขบัตรประชาชน 1 เลข จะสามารถลงทะเบียนแสดงความสนใจโครงการ D:CODESRINAKARIN หรือโครงการ D:CRAFT KHLONG LUANG โครงการใดโครงการหนึ่งดังกล่าวได้เพียงจำนวน 1 ยูนิตเท่านั้น
5. เมื่อแสดงความสนใจแล้ว สามารถแก้ไขข้อมูลได้ 3 ครั้ง จนถึงวันปิดลงทะเบียนแสดงความสนใจ
6. วิธีการลงทะเบียนเข้าร่วม และจอง/ซื้อห้องชุดของโครงการฯ รวมถึงการดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกลุ่มเจ้าของโครงการฯ จะประกาศให้ท่านทราบผ่านทางเว็บไซต์ต่อไป
การลงทะเบียนแสดงความสนใจโครงการฯ ไม่ใช่การลงทะเบียนเข้าร่วม หรือจอง/ซื้อห้องชุด ของโครงการฯ ดังนั้นการลงทะเบียนแสดงความสนใจโครงการฯ และความสำเร็จของการลงทะเบียนดังกล่าวไม่เป็นการรับประกันว่าท่านจะได้รับสิทธิในการจองหรือซื้อห้องชุดในโครงการฯ
อย่างไรก็ตาม ธนาคารพันธมิตรที่ให้ความร่วมมือในการทำโครงการฯ คือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยเกณฑ์การพิจารณา อัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขต่าง ๆ จะเป็นไปตามที่ธนาคารฯ กำหนด ผู้ที่ได้รับสิทธิ และทำสัญญาจะซื้อจะขายจะไม่ต้องชำระเงินดาวน์กับโครงการฯ (เป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารฯ กำหนด) ยอดผ่อนต่อเดือนเริ่มต้นประมาณ 5,700 หรือเริ่มต้นประมาณ 6,700 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละโครงการฯ โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
“ผมขอเชิญชวนประชาชน “เปลี่ยนโอกาสเช่าเป็นเจ้าของ” จองสิทธิเข้าร่วมโครงการบ้านชาวไทย ได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านเว็บไซต์ www.baan-chaothai.com เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิประโยชน์ดี ๆ เพราะการลงทะเบียนครั้งนี้ ไม่มีเงื่อนไขในการจองสิทธิ ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องวางเงินดาวน์ ไม่ต้องผ่อนระหว่างก่อสร้าง และเริ่มผ่อนเมื่อโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งนับว่าเป็นการสนับสนุนคุณภาพชีวิต เพื่อการอยู่อาศัยให้กับชาวไทยทุกคน ที่จะได้ที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ในราคาที่เข้าถึงได้ มีเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ให้แบบพร้อมใช้งานอีกหลายรายการโดยเป็นไปตามข้อกำหนดของโครงการฯ สามารถลากกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย” นายคีรี กล่าวเน้นย้ำ
โดยสามารถลงทะเบียนแสดงความสนใจได้ผ่านเว็บไซต์ www.baan-chaothai.com ศึกษาเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ข้อกำหนด และเงื่อนไขการลงทะเบียนแสดงความสนใจโครงการบ้านชาวไทยในเว็บไซต์ www.baan-chaothai.com และศึกษาข้อมูลโครงการได้ที่ https://www.baan-chaothai.com/brochure01/ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center : 093 – 228 – 3333, Email baanchaothai2026@gmail.com และ LINE OA : @baanchaothai หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ผ่านโซเชียลมีเดีย “บ้านชาวไทย” ได้ทุกช่องทาง

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
เปิดกฎหมายเช่าใหม่ 2568 เปลี่ยนเกมตลาดที่คนเช่าควรรู้

กฎหมายเช่าใหม่ 2568 เปลี่ยนเกม’คนเช่า-คนปล่อย’ จาก ผู้เช่าเสียเปรียบ สู่สมดุลอำนาจในตลาดที่อยู่อาศัยรองรับวิถีชีวิตของคนยุคGeneration Rent
ในวันที่ราคาบ้านยังไกลเกินเอื้อมการ “เช่า” จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นวิถีชีวิตของคนทำงานยุคใหม่Generation Rent เติบโต พร้อมความจริงอีกด้านคือข้อพิพาทระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่าที่เกิดซ้ำ ๆ
ตั้งแต่ค่าเช่าที่ถูกปรับขึ้นกลางคัน ค่าน้ำ-ค่าไฟที่แพงเกินจริงไปจนถึงเงินประกันที่ไม่ได้คืนง่ายอย่างที่คิด
คำถามคือ… ใครควรเป็นฝ่ายคุ้มครอง?
ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เผยว่า คำตอบนั้นอยู่ใน กฎหมายเช่าฉบับใหม่ ปี 2568 ที่อาจเปลี่ยนดุลอำนาจของตลาดเช่าไปตลอดกาลเมื่อรัฐเข้ามา “ตั้งกติกา” ตลาดเช่าที่อยู่อาศัย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ประกาศใช้กฎหมายควบคุมสัญญาเช่าที่อยู่อาศัยฉบับใหม่มีผลตั้งแต่ 4 ก.ย. 2568
หัวใจของกฎหมายนี้ คือทำให้สัญญาเช่าทั่วประเทศ “ใช้มาตรฐานเดียวกัน”ครอบคลุมผู้ให้เช่าที่มีอสังหาฯ ให้เช่า ตั้งแต่ 3 หน่วยขึ้นไป
ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโด อะพาร์ตเมนต์แต่ไม่รวมโรงแรมและหอพักที่มีกฎหมายเฉพาะควบคุมอยู่แล้ว
เป้าหมายไม่ใช่การเอียงข้างใครแต่คือการลดช่องว่างความไม่เป็นธรรม
ที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในตลาดเช่าไทย

5 สิทธิผู้เช่าที่รู้ไว้ = ไม่เสียเปรียบ
แม้กฎหมายจะชัดเจนขึ้นแต่ในทางปฏิบัติ “สัญญา” ยังเป็นด่านแรกที่ต้องอ่านให้ขาด
ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ สรุป 5 สิทธิสำคัญที่ผู้เช่าควรรู้ ก่อนเซ็นชื่อทุกครั้ง
1. ค่าเช่าห้ามขึ้นกลางสัญญา
เมื่อระบุค่าเช่าและระยะเวลาไว้ชัดเจนผู้ให้เช่า ไม่มีสิทธิปรับราคา จนกว่าสัญญาจะสิ้นสุด นี่คือหลักประกันต้นทุนชีวิตที่ช่วยให้ผู้เช่าวางแผนค่าใช้จ่ายได้ล่วงหน้าไม่ต้องลุ้นว่าเดือนหน้าจะจ่ายแพงขึ้นหรือไม่
2. ค่าน้ำ-ค่าไฟ ต้องตามจริง ไม่บวกเพิ่ม
กฎหมายระบุชัดผู้ให้เช่าห้ามเก็บค่าน้ำ-ค่าไฟเกินอัตราที่รัฐกำหนดและต้องแจ้งรายละเอียดในใบแจ้งหนี้ทั้งราคาต่อหน่วย และจำนวนหน่วยที่ใช้เพื่อให้ตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์
3. ห้องเช่า = พื้นที่ส่วนตัว
แม้จะเป็นทรัพย์สินของผู้ให้เช่าแต่เมื่อทำสัญญาแล้ว ห้องนั้นคือ “อาณาเขตส่วนบุคคล” ของผู้เช่า
- ห้ามเข้าตรวจโดยพลการ
- ห้ามขนของ
- ห้ามปิดกั้นการเข้าออก
- ยกเว้นกรณีฉุกเฉินจริง ๆเช่น ไฟไหม้ น้ำรั่ว หรือแก๊สรั่วที่หากไม่เข้าไปทันทีจะเกิดความเสียหายร้ายแรง
4. เสื่อมตามเวลา ไม่ใช่ความผิดผู้เช่า
ผนังลอก กระเบื้องร่อน เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าคือ “ต้นทุนการถือครอง” ของผู้ให้เช่าหากผู้เช่าไม่ได้เป็นต้นเหตุผู้เช่าไม่ต้องจ่ายแต่ถ้าเสียหายจากความประมาทความรับผิดชอบก็ยังอยู่ที่ผู้เช่าเช่นเดิม
5. เงินประกัน ต้องได้คืน หากไม่ผิดสัญญา
หากไม่มีหนี้ค้าง
ไม่ทำห้องเสียหาย
และปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วน
ผู้เช่ามีสิทธิได้เงินประกันคืน เต็มจำนวน ผู้ให้เช่าไม่มีสิทธิอ้างเหตุเลื่อนลอยเพื่อริบเงิน
ฝั่งผู้ปล่อยเช่า: ปรับตัวอย่างไรไม่ให้พลาด
กฎหมายที่เข้มขึ้นไม่ได้หมายถึงความเสี่ยงอย่างเดียวแต่คือโอกาสสร้าง “ผู้เช่าคุณภาพ” ในระยะยาว
สัญญาชัด = ปัญหาน้อย
สัญญาที่ดีต้องระบุทุกอย่างให้ชัดค่าเช่า ค่าน้ำ-ไฟ เงินประกัน วันชำระ ค่าปรับรวมถึงกฎการอยู่อาศัยยิ่งโปร่งใสความขัดแย้งยิ่งน้อย
ยกเลิกสัญญา ต้องมีขั้นตอน
ผู้ให้เช่าไม่สามารถบอกเลิกด้วยวาจาต้องแจ้งเป็นหนังสือ
ให้เวลาแก้ไขตามที่กฎหมายกำหนดเพราะ “ความถูกต้องตามขั้นตอน”
คือเกราะป้องกันคดีในอนาคต
เงินประกัน ต้องคืนภายใน 7 วัน
เมื่อสัญญาสิ้นสุด และไม่มีปัญหาผู้ให้เช่าต้องคืนเงินภายใน 7 วันหากมีการหักค่าซ่อมต้องมีหลักฐานชัดเจนและคืนส่วนที่เหลือภายในกรอบเวลาเดียวกัน ผู้เช่าทำพังจริง กฎหมายก็เอาผิดได้หากพิสูจน์ได้ว่าผู้เช่าจงใจทำเสียหายผู้ให้เช่าสามารถเลือกดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง หรือทางอาญา
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 2 ก.พ.69 อ่อนค่า ดอลลาร์แข็ง-รับปธ.เฟดใหม่

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 2 ก.พ. อ่อนค่าลงที่ระดับ 31.55 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักมาจากการแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องของเงินดอลลาร์สหรัฐ
- เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเพื่อตอบรับข่าวการแต่งตั้งนายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่
- ตลาดประเมินว่าประธานเฟดคนใหม่อาจไม่สนับสนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากเท่าผู้สมัครคนอื่น
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้”เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.55 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.43 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.00-32.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.40-31.65 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลง ในลักษณะ Sideways Up และมีจังหวะอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.31-31.62 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับจังหวะการปรับฐานเป็นระยะๆ ของราคาทองคำ ตอบรับข่าวประธานาธิบดี Donald Trump เลือก Kevin Warsh เป็นประธาน FED คนใหม่ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดประเมินว่า Kevin Warsh อาจไม่ได้สนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย โดยเฉพาะในส่วนของการทำ Quantitative Easing (QE) มากเท่ากับผู้สมัครท่านอื่นๆ

อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ อีกทั้ง ราคาทองคำก็รีบาวด์สูงขึ้นบ้าง หลังปรับฐานหนัก เกินสถิติค่าเฉลี่ยของการปรับฐาน -10% (ประเมินจากช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้น “เร็ว แรง” เกินเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน เกิน +30%) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท แม้ว่าโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) จะมีกำลังมากขึ้น หลังเงินบาททยอยอ่อนค่าลง ตามการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์และจังหวะพักฐานของราคาทองคำ ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทก็อาจชะลอลงได้ หลังผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออกต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ หากรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด อาจกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงบ้าง ตามการปรับเลื่อนจังหวะการลดดอกเบี้ยของ FED ให้เร็วขึ้น (หลังผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) ส่วนราคาทองคำนั้น ได้ปรับตัวลงลึกว่าค่าเฉลี่ย -10% สะท้อนความเสี่ยงการปรับตัวลงต่อที่เริ่มจำกัด และเปิดโอกาสให้ ราคาทองคำสามารถมีจังหวะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง
และที่สำคัญ เราประเมินว่า ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครอง เพื่อรอลุ้น ผลการเลือกตั้งของไทย โดยจากสถิติในอดีต เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อราว 2%-3% ในช่วง 1 เดือน หลังการเลือกตั้ง ก่อนที่จะพลิกอ่อนค่าลง พร้อมความผันผวนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากนั้น ท่ามกลางความวุ่นวายของการเมืองไทย
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.00-32.10 บาทต่อดอลลาร์
เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงอ่อนค่าลง หากข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ทว่าความเสี่ยง Two-way risk ของเงินดอลลาร์ยังอยู่
สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลง หลังราคาทองคำปรับฐานหนัก ส่วนเงินดอลลาร์รีบาวด์แข็งค่าขึ้น หลัง Kevin Warsh ได้รับเลือกจากประธานาธิบดี Donald Trump เป็นประธาน FED คนใหม่
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ พร้อมรอติดตาม ผลการประชุม BOE และ ECB รวมถึง สถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และรายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน อย่าง หุ้นเทคฯ ใหญ่ (Alphabet และ Amazon)
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) รวมถึง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) และยอดการประกาศเลิกจ้างงาน (Challenger Job Cuts) เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนมกราคม โดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงาน อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ FED ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า FED อาจลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน เช่น หุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Alphabet และ Amazon ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดจะคอยติดตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งติดตาสถานการณ์การเมืองสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังเกิดภาวะ Government Shutdown อีกครั้ง ทว่าบรรดาผู้เล่นในตลาดพนัน (Polymarket) ประเมินว่า ภาวะดังกล่าวอาจไม่เกิน 5 วัน ต่างจากที่เกิดขึ้นในครั้งก่อน
▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจเลือกที่จะ “คงดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 3.75% และ 2.00% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี เราคงประเมินว่า BOE มีโอกาสลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้อีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ สู่ระดับ 3.25% ก่อนที่จะจบการลดดอกเบี้ย ตามการทยอยชะลอตัวลงของทั้งตลาดแรงงานและอัตราเงินเฟ้อของอังกฤษ ทว่า ECB จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 2.00% ตามเดิม ยกเว้น เศรษฐกิจยูโรโซนจะชะลอตัวลงหนัก แย่กว่าคาด ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของยูโรโซน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่น ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยผลการเลือกตั้งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินญี่ปุ่น ทั้งในส่วนของตลาดบอนด์และค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้พอควร ซึ่งต้องจับตาว่า พรรค LDP ของนายกฯ Sanae Takaichi และพันธมิตรจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างมากได้สำเร็จหรือไม่ ส่วนทางฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (RatingDog Manufacturing and Services PMIs) ในเดือนมกราคม ที่จะเน้นภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง เป็นสำคัญ ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) อาจกลับมา “ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย” 25bps สู่ระดับ 3.85% ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง นับตั้งแต่กลางปี 2025 ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานยังคงขยายตัวได้ดีกว่าที่ตลาดและ RBA ประเมิน ขณะที่ ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25% เพื่อรอประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จากการทยอยลดดอกเบี้ย 125bps ในปีก่อนหน้า อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินรูปี (INR) ได้ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง จนเป็นอีกปัจจัยที่ RBI ต้องคอยจับตาและเข้าดูแลอย่างใกล้ชิด
▪ ฝั่งไทย – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการลงประชามติ ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยอาจทยอยทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ในช่วงดึกของคืนวันเลือกตั้ง ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรม ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตในเดือนมกราคม พร้อมรอจับตา รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) และอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนมกราคม
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ต้องเจอทีมไหนบ้าง? เปิดคู่แข่ง “วอลเลย์บอลหญิงไทย” ในศึกเนชันส์ลีก 2026

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 (VNL 2026) เตรียมที่จะกลับมาระเบิดความมันกันอีกครั้ง ในช่วงระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 26 กรกฎาคม 2026
โดยล่าสุด สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้เผยโปรแกรมการแข่งขันในปีนี้ออกมาครบทั้ง 3 สนาม เป็นที่เรียบร้อย
ซึ่ง “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” จะได้แข่งขันในทวีปเอเชียเป็นหลัก สนามแรกที่ประเทศจีน, สนามสองในบ้าน (รอยืนยันทางการ) และสนามสุดท้ายที่ประเทศญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตามคู่แข่งที่ ทีมวอลเลย์บอลสาวไทย ต้องเจอจะเป็นทีมแกร่งจากทั่วโลกทั้งนั้น โดยเฉพาะสนามสุดท้ายที่ต้องบอกว่าหนักสุดเมื่อมีทั้ง ญี่ปุ่น, ตุรกี, บราซิล และ สหรัฐอเมริกา ทีมอันดับท็อปเทนโลกทั้งนั้น

โปรแกรมการแข่งขันของ ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย ในศึกเนชันส์ลีก 2026
สนามแรก ที่เมืองหนานจิง ประเทศจีน
แข่งระหว่างวันที่ 3-7 มิถุนายน 2569
คู่แข่งที่ต้องเจอ : จีน, เซอร์เบีย, เบลเยียม และ สาธารณรัฐเช็ก
สนามที่สอง (ยังไม่ประกาศเจ้าภาพอย่างเป็นทางการ)
แข่งระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน 2569
คู่แข่งที่ต้องเจอ : แคนาดา, ยูเครน, เนเธอร์แลนด์ และ บัลแกเรีย
สนามที่สาม ที่คันไซ ประเทศญี่ปุ่น
แข่งระหว่างวันที่ 8-12 กรกฎาคม 2569
คู่แข่งที่ต้องเจอ : ญี่ปุ่น, ตุรกี, บราซิล และ สหรัฐอเมริกา
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
‘ก้มหน้าเล่นมือถือ’ 60 องศา เท่ากับแบกข้าวสาร 27 กก.ตลอดเวลา

- การก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือที่มุม 60 องศา ทำให้กระดูกคอต้องรับน้ำหนักเทียบเท่ากับการแบกของหนัก 27 กิโลกรัม
- พฤติกรรมดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญของกลุ่มอาการ “Text Neck Syndrome” ซึ่งทำให้ปวดคอ บ่า และอาจทำให้กระดูกคอสูญเสียความโค้งตามธรรมชาติ
- หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการชาหรือแขนอ่อนแรง
น้อยคนนักที่จะไม่มีโทรศัพท์มือถือ และน้อยคนอีกเช่นกันที่จะไม่ “ก้มหน้าเล่นมือถือ” พฤติกรรมนี้กำลังเพิ่มความเสี่ยงและอันตรายต่อ “กระดูกคอ”อย่างที่อาจไม่เคยรู้ เพราะข้อมูลทางวิชาการยืนยันว่าหากก้มหน้า 60 องศา เทียบเท่ากับการแบกข้าวสาร 27 กิโลกรัม
ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาอย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนไปอย่างสิ้นเชิง แต่ภายใต้ความสะดวกสบายนั้นกลับแฝงไปด้วยภัยคุกคามทางสุขภาพที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกลุ่มอาการ “Text Neck Syndrome” ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้าง
ข้อมูลจากการศึกษาพบว่าประชากรกว่า 75 % ของโลกกำลังเผชิญกับภาวะนี้ เนื่องจากการก้มศีรษะลงเพื่อใช้งานโทรศัพท์มือถือในแต่ละวัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีสมาร์ทโฟนติดตัวตลอดเวลา ซึ่งมีค่าเฉลี่ยการใช้งานอยู่ที่ 3 ชั่วโมงต่อวัน และในกลุ่มที่ใช้งานหนักอาจสูงถึง 10 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว
ก้มมากแรงกดยิ่งมาก
ความน่ากังวลของสถานการณ์นี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่กลุ่มวัยทำงานเท่านั้น แต่ยังขยายตัวลงไปถึงกลุ่มเด็กและวัยรุ่นอย่างรวดเร็ว โดยพบว่าวัยรุ่นส่วนใหญ่ใช้เวลาเฉลี่ย 5 ถึง 7 ชั่วโมงต่อวันในการอ่านและส่งข้อความผ่านอุปกรณ์เหล่านี้
ส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมต่อบริเวณกระดูกสันหลังส่วนคอสูงถึง 1,825 ถึง 2,555 ชั่วโมงต่อปี พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อสรีรวิทยาของร่างกาย เนื่องจากน้ำหนักของกะโหลกศีรษะที่จะกระทำต่อแนวกระดูกสันหลังส่วนคอจะเพิ่มขึ้นตามองศาการก้มที่มากขึ้น

- ปกติเมื่อศีรษะอยู่ในแนวตรง (0 องศา) จะมีน้ำหนักกะโหลกศีรษะประมาณ 5 กิโลกรัมกระทำอยู่กับแนวกระดูกสันหลังส่วนคอและกล้ามเนื้อโดยรอบ
- ก้มศีรษะมากขึ้นที่ 15 องศา แรงเครียดที่คอเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าคือประมาณ 12 กิโลกรัม
- ก้มที่ 30 องศาน้ำหนักกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้นเป็น 18.14 กิโลกรัม
- เมื่อก้ม 45 องศา เพิ่มขึ้นเป็น 22.23 กิโลกรัมตามลำดับ
- และก้มคอที่มุม 60 องศาน้ำหนักที่เกิดขั้นมากถึง 27.22 กิโลกรัม
ไม่เพียงแต่ระดับองศาของการก้มคอเท่านั้นที่ส่งผลต่อความเครียดโครงสร้างต่าง ๆ รอบคอ แต่ความถี่ของการที่ศีรษะอยู่ในแนวนี้ส่งผลระทบเพิ่มเติมต่อสรีรวิทยาของคอด้วยแรงกดทับที่มหาศาลและต่อเนื่องนี้เองที่เป็นต้นเหตุสำคัญของ “โรคกระดูกคอเสื่อม” ซึ่งในอดีตมักจะพบในผู้ที่มีอายุ 40-45 ปีขึ้นไป แต่ในปัจจุบันพบว่าอายุของผู้ป่วยเริ่มลดน้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากพฤติกรรมการก้มศีรษะเป็นเวลานานจนกลายเป็นความเคยชิน
ลักษณะทางคลินิกที่น่ากลัว คือ การที่กระดูกสันหลังส่วนคอสูญเสียความโค้งตามธรรมชาติในลักษณะตัว “C” นอกจากจะทำให้เสียบุคลิกภาพแล้ว ยังส่งผลให้เส้นใยกล้ามเนื้อรอบข้อต่อคอสั้นลง เกิดความเครียดภายในหมอนรองกระดูก และนำไปสู่อาการปวดคอเรื้อรัง ปวดร้าวลงไปถึงแขน มีอาการชาหรืออ่อนแรงที่มือ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าเส้นประสาทอาจถูกกดทับแล้ว
กระทบระบบอื่นๆของร่างกาย
นอกเหนือจากปัญหาด้านกระดูกและกล้ามเนื้อแล้ว ภาวะ Text Neck Syndrome ยังส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังระบบอื่น ๆ ของร่างกายอย่างคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการมองเห็นที่ล้าจากการจ้องหน้าจอนานเกินไป อาการปวดศีรษะไมเกรน นอนไม่หลับ ไปจนถึงความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบย่อยอาหาร
ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมการใช้งานร่างกายเพียงข้างเดียว เช่น การใช้นิ้วปัดหน้าจอหรือการถืออุปกรณ์หนักด้วยมือเดียวต่อเนื่อง ยังอาจส่งผลให้เกิด “ภาวะไหล่ไม่เท่ากัน” หรือ “กระดูกสันหลังคด”ตามมา ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้หากเกิดขึ้นในวัยเด็กจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
วิธีการป้องกัน
การป้องกันเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในการทำให้ไม่เกิดผลเสียต่อร่างกายในอนาคต ต้องตระหนักว่ายิ่งป้องกันได้ในวัยที่น้อยเท่าไรยิ่งทำให้ห่างไกลจาก Text neck syndrome ง่ายขึ้นเท่านั้น
- หลีกเลี่ยงการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในท่าก้มคอหรือคอยื่นไปด้านหน้ามากเกินไป
- หลีกเลี่ยงท่าทางที่อยู่นิ่งเป็นระยะเวลานาน ควรเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง
- การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงาน จัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานอยู่ในแนวที่เหมาะสมเพื่อลดแรงกดที่ศีรษะ คอ และแขน เช่น การตั้งคอมพิวเตอร์พกพาให้หน้าจออยู่ในแนวระดับสายตา ไม่ก้มคอจนเกินไป หรือการใช้ที่ตั้งแท็บเล็ตช่วยลดการก้มคอและการถือค้างนานจนมีอาการปวดบ่าและแขน เป็นต้น
- หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ กัน เช่น การพิมพ์หรือการปัดนิ้วในท่าเดิมต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- หลีกเลี่ยงการถืออุปกรณ์ขนาดใหญ่หรือหนักด้วยมือเดียว
- ควบคุมปริมาณแสงและแสงสะท้อนบนหน้าจออุปกรณ์ต่าง ๆ การหยุดพักเป็นระยะยังช่วยให้ดวงตาไม่เกิดการล้าจนเกินไป
เจอเคส 22 ปี กระดูกคอเสี่อม
ขณะที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกระดูกและข้อ อาจารย์ประจำภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ข้อมูลเรื่อง“พฤติกรรม “ก้มหน้าเล่นมือถือ” (Text Neck) ทำร้ายกระดูกคอเท่ากับแบกข้าวสาร 1 ถัง จริงเหรอ?”ผ่านเฟซบุ๊ก ว่า แค่ก้มหน้าตอบไลน์ ทำไมปวดคอเหมือนไปแบกหินมา?”ชวนพิสูจน์ความจริง: ก้มหน้าเล่นมือถือ 1 ครั้ง = แบกข้าวสารไว้บนคอ 1 ถัง จริงเหรอ?
วันก่อนหมอได้ตรวจ “น้องวิน” (นามสมมติ) อายุแค่ 22 ปี เป็นโปรแกรมเมอร์และชอบเล่นเกมมือถือ น้องวินเดินเข้ามาด้วยอาการปวดต้นคอร้าวขึ้นขมับ กินยาพาราฯ ก็ไม่หาย พอหมอจับคอดู กล้ามเนื้อบ่าแข็งโป๊กเหมือนหิน พอส่งไป X-ray ผลออกมาน่าตกใจครับ “กระดูกคอตรงแด่ว” (Loss of Lordosis) ปกติกระดูกคอคนเราต้องโค้งเป็นรูปตัว C เพื่อรับน้ำหนัก แต่น้องวินกระดูกยืดตรงเหมือนทหารยืนตรงเคารพธงชาติ ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ “กระดูกคอเสื่อม”

น้องวินถามหมอตาโตว่า “โหหมอ ผมเพิ่ง 22 เองนะ กระดูกเสื่อมแล้วเหรอ? ผมก็แค่นั่งเล่นมือถือ ไม่ได้ไปแบกปูนที่ไหนสักหน่อย”
หมอเลยหยิบถุงทรายน้ำหนัก 20 กิโลฯ มาให้น้องวินลองถือ แล้วบอกว่า “เชื่อไหมครับ ว่าทุกครั้งที่คุณวินก้มหน้าเล่นเกม คอของคุณวินต้องรับน้ำหนักเท่ากับถุงทรายนี้ ตลอดเวลา!”
องศาเปลี่ยน น้ำหนักเปลี่ยน
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ อธิบายด้วยว่า ยิ่งเราก้มหัวยื่นออกไปข้างหน้ามากเท่าไหร่ กล้ามเนื้อคอต้องออกแรง “ดึง” ไว้ไม่ให้หัวทิ่มลงพื้นมากเท่านั้น สูตรคำนวณความเจ็บปวด (จากงานวิจัย):
- ก้ม 0 องศา (หน้าตรง): คอแบกน้ำหนัก 5 กิโลกรัม (ชิลๆ)
- ก้ม 15 องศา: น้ำหนักเพิ่มเป็น 12 กิโลกรัม
- ก้ม 30 องศา: น้ำหนักเพิ่มเป็น 18 กิโลกรัม
- ก้ม 60 องศา (ท่าเล่นมือถือปกติ): น้ำหนักพุ่งไปถึง 27 กิโลกรัม!!
“27 กิโลกรัม หนักแค่ไหน ลองนึกภาพข้าวสารถุงใหญ่ 2 ถัง (ถังละ 15 โล) หรือ เด็ก 8 ขวบ มาขี่คอคุณอยู่ตลอดเวลาที่คุณไถฟีด คือสิ่งที่กระดูกคอคุณกำลังเผชิญ ภาวะนี้วงการแพทย์เรามีชื่อเรียกเฉพาะว่า “Text Neck Syndrome”
อาการที่เกิดขึ้น
อาการ ปวดเมื่อย บ่าแข็งเป็นก้อน กดแล้วเจ็บจี๊ด นวดเท่าไหร่ก็ไม่หาย (เพราะพอนวดเสร็จ ก็กลับไปก้มต่อ)
- ระยะที่ 2: โครงสร้างเปลี่ยน (Structure Change) เมื่อก้มนานๆ ร่างกายจะปรับตัว เอ็นยึดกระดูกจะยืดออก หมอนรองกระดูกด้านหน้าถูกบีบอัด
อาการ: กระดูกคอที่เคยโค้งสวยๆ จะเริ่ม “ยืดตรง” (Military Neck) ทำให้ความสามารถในการรับแรงกระแทกลดลง เริ่มมีอาการปวดหัว ไมเกรน หรือปวดกระบอกตา
- ระยะที่ 3: กระดูกเสื่อมและทับเส้น (Degeneration) นี่คือระยะสุดท้ายที่ไม่อยากให้ใครไปถึง เมื่อหมอนรองกระดูกรับแรงอัดไม่ไหว มันจะเริ่ม “ปลิ้น” หรือร่างกายสร้าง “หินปูน” (Bone Spur) ขึ้นมาช่วยพยุง
อาการ: หินปูนหรือหมอนรองกระดูก ไปเบียดเส้นประสาท ทำให้มีอาการ “ไฟช็อตลงแขน” มือชา อ่อนแรง หรือหยิบจับของไม่ถนัด
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ผ่า ‘9 เทรนด์’ พลิกโฉมโครงสร้างระดับองค์กรยุค AI-Native

- ดาต้าเซ็นเตอร์จะเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐาน “AI-Native” ที่มี AI ฝังอยู่ในทุกมิติการทำงาน
- ระบบเครือข่ายทั้งแบบมีสายและไร้สายจะถูกขับเคลื่อนด้วย AIOps และ Agentic AI
- องค์กรจะเปลี่ยนมาใช้สถาปัตยกรรมเครือข่ายแบบครบวงจรที่บริหารจัดการได้จากส่วนกลาง
- ดาต้าเซ็นเตอร์ Edge จะพัฒนาเป็น “Micro-Hyperscaler” เพื่อนำขีดความสามารถระดับสูงไปสู่ผู้ใช้ในทุกภาคส่วน
HPE เผย 9 เทรนด์สำคัญของระบบเครือข่าย (Networking) และดาต้าเซ็นเตอร์ในปี 2026 ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของระบบอัตโนมัติที่สามารถเรียนรู้และตัดสินใจได้ด้วยตนเองในยุค AI-Native
คาดการณ์ว่า เมื่อองค์กรเร่งผนวกระบบ AI อัจฉริยะเข้ามาใช้ในระบบอย่างเต็มกำลัง โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะจะก้าวข้ามการเป็นเพียงเทคโนโลยีทดลอง สู่การเป็นรากฐานหลักของระบบที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และเพิ่มประสิทธิภาพพร้อมยกระดับความปลอดภัยได้ด้วยตนเอง โดยแทบไม่จำเป็นต้องใช้มนุษย์เข้ามาดูแลและตั้งค่าระบบ
ปัจจุบันองค์กรเร่งพัฒนาระบบ AI อย่างเข้มแข็งมากขึ้น โดยปี 2026 จะเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะพลิกโฉมวิธีการออกแบบ การบริหารจัดการ และการให้คุณค่ากับระบบเครือข่ายและดาต้าเซ็นเตอร์อย่างสิ้นเชิง
บทบาทของระบบอัจฉริยะจะเปลี่ยนจากการเป็นเพียงฟังก์ชันเสริม สู่การเป็นแกนกลางของระบบเครือข่ายและโครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะปูทางให้ดาต้าเซ็นเตอร์เดินหน้าสู่รูปแบบ AI-Native โครงสร้างเครือข่ายอัตโนมัติ และกรอบการดำเนินงานที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวอย่างครบวงจร ซึ่งช่วยจะยกระดับความยืดหยุ่น ประสิทธิภาพ และประสบการณ์ของผู้ใช้งานในทุกอุตสาหกรรม
‘ดาต้าเซนเตอร์’ พัฒนาสู่ AI-Native
ปราวีณ เชน รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปฝ่าย Data Center ของ HPE Networking เปิดมุมมองเชิงลึกถึงทิศทางของโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนด้วยพลัง AI อัจฉริยะ โดยชี้ให้เห็นว่า ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังก้าวสู่สภาพแวดล้อมแบบ AI-Native อย่างรวดเร็ว
ภายในปี 2026 ระบบอัจฉริยะอัตโนมัติ จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมฝังกลไกความปลอดภัยไว้ในทุกเลเยอร์ของระบบตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ
ตลอดจนผลักดันให้ดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Zero Trust ซึ่งยึดหลักการตรวจสอบทุกการเข้าถึงและไม่เชื่อถือโดยอัตโนมัติ กลายเป็นรากฐานหลักของระบบไอทีระดับองค์กร
1. สร้างนิยามใหม่แห่งการปฏิบัติงานด้วยดาต้าเซ็นเตอร์แบบ AI-Native
ภายในปี 2026 แนวคิด “AI-Native” จะเข้ามาแทนที่ “Cloud-Native” ในฐานะมาตรฐานหลักของดาต้าเซ็นเตอร์
โดย AI จะถูกฝังอยู่ในทุกมิติของการดำเนินงาน ตั้งแต่การจัดสรรเวิร์กโหลดไปจนถึงการวิเคราะห์สายเคเบิล ช่วยให้เกิดเป็นระบบทำงานแบบวงจรปิด (Closed-loop) ที่สามารถคาดการณ์ความขัดข้อง ปรับจูนประสิทธิภาพโดยอัตโนมัติ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยแทบไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่เข้ามาจัดการระบบเอง
2. ดาต้าเซ็นเตอร์ Edge ผสาน AI สู่ขุมพลัง “Micro-Hyperscaler” สำหรับทุกอุตสาหกรรม
ดาต้าเซ็นเตอร์ Edge จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมสู่รูปแบบ “Micro-Hyperscaler” ที่ผสมผสานระหว่าง Ethernet ความเร็วสูง ระบบการประมวผล AI แบบ Inference และการปฏิบัติงานแบบอัตโนมัติ เพื่อนำขีดความสามารถระดับ Hyperscale สู่การเข้าถึงผู้ใช้งานในระดับทั่วไปมากขึ้น
ตั้งแต่หน่วยงานภาครัฐระดับท้องถิ่น ร้านค้าปลีก ไปจนถึงสถาบันการศึกษา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการสร้างความยืดหยุ่น เพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบให้แก่องค์กรในทุกภาคส่วน
3. สมรภูมิแห่ง AI Fabrics จะเข้มข้นขึ้น
ดาต้าเซ็นเตอร์จะเริ่มต้นการออกแบบจากเครือข่าย มากกว่าการมุ่งเน้นที่พลังประมวลผลเพียงอย่างเดียว เมื่อเวิร์กโหลดด้าน AI ขยายตัวทั้งในด้านขนาดและความซับซ้อน เครือข่ายแบบ Open Ethernet มีแนวโน้มเข้ามาแทนที่ระบบเชื่อมต่อแบบปิด ช่วยให้ดาต้าเซ็นเตอร์ผันตัวจากการทำงานแบบ “AI Clusters” สู่ “AI Fabrics” ซึ่งเป็นโครงสร้างเครือข่ายอัจฉริยะที่ได้รับการออกแบบและปรับแต่งมาโดยเฉพาะ เพื่อรองรับการฝึกสอนและการประมวลผล AI ในระดับใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. Ethernet กับการเดินหน้าสู่ระบบอัตโนมัติแบบเต็มรูปแบบ
Ethernet จะพัฒนาไปสู่ระบบอัตโนมัติ โดยมีชิปสวิตช์ ASICs ขุมพลัง AI อัจฉริยะ ทำหน้าที่บริหารจัดการความแออัดของเครือข่าย จัดการการเกิดไมโครเบิร์สต์ หรือการรับส่งข้อมูลจำนวนมากในช่วงเวลาสั้น ๆ
รวมถึงเสริมแกร่งประสิทธิภาพการจัดการพลังงาน โดยสมรรถนะดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้แนวคิดเครือข่ายแบบ Intent-based Networking สามารถใช้งานได้จริง เมื่อโครงสร้างเครือข่ายสามารถเรียนรู้ คาดการณ์ และแก้ไขปัญหาการทำงานได้แบบเรียลไทม์ โดยเจ้าหน้าที่แทบไม่จำเป็นต้องลงไปกำหนดค่าด้วยตัวเองอีกต่อไป
5. ความปลอดภัยกลายเป็นพื้นฐานของ AI Fabric
ต่อจากนี้ กลไกความปลอดภัยจะถูกฝังเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง Fabric ซึ่งเป็นแกนหลักของระบบเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ แทนการวางระบบเสริมในภายหลัง
โดยนวัตกรรมการประเมินความน่าเชื่อถือที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-driven Trust Scoring) จะทำหน้าที่ประเมินกิจกรรมภายในระบบโดยอัตโนมัติ ผสานกับการแบ่งส่วนการเข้าถึงเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง และการปกป้องการรับส่งข้อมูลภายในระบบ ส่งผลให้แนวคิดดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Zero Trust กลายเป็นจริง พร้อมตรวจจับและสกัดกั้นภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ด้วยความเร็วระดับสูง
เครือข่ายระบบไร้สายและมีสาย จะถูกขับเคลื่อนด้วย AI-Native พร้อมปลดล็อกศักยภาพของวิศวกรจากงานเชิงปฏิบัติการ สู่บทบาทนักกลยุทธ์
6. AIOps สำคัญกว่าการเลือกมาตรฐาน Wi-Fi
ภายในปี 2026 แนวทางการบริหารจัดการเครือข่ายจะเปลี่ยนไปอย่างมาก เมื่อ AIOps เข้ามามีบทบาทเป็นกลไกหลักในการตัดสินใจแบบอัตโนมัติด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามนุษย์
โดยเฉพาะในการเลือกและจัดสรรคลื่นสัญญาณให้เหมาะสม รองรับการทำงานแบบหลายลิงก์ (Multi-link Operation) การควบคุมความแออัดเชิงคาดการณ์ และการปรับแต่งสัญญาณ RF แบบเรียลไทม์
7. เมื่อ Agentic AI เปลี่ยน LAN ให้มีความฉลาด สร้างประสบการณ์ในเชิงรุก
เครือข่ายอัตโนมัติ จะก้าวเข้ามาเป็นมาตรฐานหลักขององค์กร โดยมี Agentic AI ที่พัฒนาเต็มที่ และประสิทธิภาพระบบคลาวด์อัจฉริยะ เข้ามาทำงานแทนที่ฝ่าย IT ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
ส่งผลให้ระบบเครือข่าย LAN ผันบทบาทจากการรอแก้ไขปัญหา สู่การยกระดับประสบการณ์แก่ผู้ใช้งานในเชิงรุก ด้วยนวัตกรรม AI ที่ถูกฝังอยู่ในระบบของสวิตช์และอุปกรณ์กระจายสัญญาณ (Access Point) จะทำหน้าที่วิเคราะห์พฤติกรรม คาดการณ์ความต้องการของระบบ และแก้ไขปัญหาก่อนที่ผู้ใช้งานจะพบ
8. โซลูชันครบวงจร มาตรฐานใหม่ของระบบเครือข่ายที่จะช่วยให้ทุกประสบการณ์ราบลื่นเป็นองค์เดียว
องค์กรจะเลิกการบริหารจัดการเครือข่ายแบบแยกส่วน แต่มองหาสถาปัตยกรรมแบบครบวงจร ที่สามารถบริหารจัดการได้ง่าย ผ่านกรอบการปฏิบัติงานแบบรวมศูนย์ ด้วยระบบคลาวด์ และระบบ AI-Native แบบอัตโนมัติ จะช่วยส่งเสริมให้องค์กรรับสารแบบแหล่งข้อมูลเดียว เพื่อกำกับดูแลประสิทธิภาพของประสบการณ์การใช้งาน ความปลอดภัย และการบริหารอายุการใช้งานอุปกรณ์ ที่ครอบคลุมตั้งแต่เครือข่าย ระบบประมวลผล และการจัดเก็บข้อมูล ตั้งแต่ Edge ไปจนถึงคลาวด์
9. การปฏิวัติครั้งใหญ่ของสายอาชีพด้านเครือข่าย
ภายในปี 2026 จะเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบุคลากรสายอาชีพด้านเครือข่าย โดยองค์กรจะมุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถของวิศวกรมากกว่าการนำระบบ AI เข้ามาทดแทนมนุษย์
ปัจจุบัน Agentic AI และผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง AI Copilot ได้ถูกผสานเข้ากับระบบไอที ส่งผลให้งานประจำวันจำนวนมากถูกจัดการด้วยระบบอัตโนมัติเพิ่มขึ้น
เมื่อ Generative AI มีความแม่นยำสูงขึ้น AI จะเข้ามารับบทบาทเป็นด่านหน้าในการสนับสนุนการทำงาน ตั้งแต่การตรวจจับความผิดปกติ การแก้ไขนโยบาย ไปจนถึงการวางแผนเปลี่ยนฮาร์ดแวร์
ขณะเดียวกัน วิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเครือข่ายจะทำงานร่วมกับ AI อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อบริหารจัดการสภาพแวดล้อมของระบบ ก้าวข้ามงานปฏิบัติการแบบดั้งเดิม ขณะที่ AI จะกลายเป็นแกนหลักของการปฏิบัติการงานทั่วไปในระบบเครือข่ายระดับองค์กร
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
Verb to do ใช้ยังไง? สรุปหลักการ Do, Does, Did ฉบับเข้าใจง่าย เลิกสับสนทันที

ถ้าพูดถึงคำกริยาที่ขยันทำงานที่สุดในภาษาอังกฤษ ต้องยกตำแหน่งให้ Verb to do เลยครับ เพราะนอกจากจะแปลว่า “ทำ” ได้แล้ว มันยังชอบเสนอหน้าไปช่วยสร้างประโยคคำถามและประโยคปฏิเสธให้กริยาตัวอื่นอีกด้วย แต่ปัญหาก็คือเจ้า Verb to do นี่แหละที่ทำให้คนไทยหลายคนตกม้าตาย ทั้งเรื่องการเลือกใช้ Do หรือ Does และการสับสนว่าหลัง Did ต้องผันกริยาอีกไหม?
วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมาไขข้อข้องใจว่า Verb to do ใช้ยังไง มีกี่หน้าที่ และมีกฎเหล็กอะไรบ้างที่ต้องรู้ เพื่อให้คุณนำไปใช้สอบหรือใช้พูดได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องกลัวหน้าแตกครับ
ทำความรู้จัก: Verb to do คืออะไร?

Shutterstock
Verb to do มีสมาชิกหลักๆ อยู่ 4 รูปแบบ ตามช่วงเวลา (Tense) คือ:
- Do: ปัจจุบัน (ใช้กับประธานพหูพจน์)
- Does: ปัจจุบัน (ใช้กับประธานเอกพจน์)
- Did: อดีต (ใช้กับประธานทุกตัว)
- Done: ช่อง 3 (ใช้ใน Perfect Tense)
หน้าที่ของมันแบ่งออกเป็น 2 บทบาทหลักๆ ดังนี้ครับ
บทบาทที่ 1: เป็นกริยาแท้ (Main Verb)
ในบทบาทนี้ Verb to do จะมีความหมายว่า “ทำ” (To perform an action)
- Ex: I do my homework. (ฉันทำการบ้าน)
- Ex: She does the laundry. (เธอซักผ้า)
- Ex: We did a good job. (พวกเราทำได้ดีมาก)
หลักการเลือกใช้ Do / Does:
- I, You, We, They (หลายคน) → ใช้ Do
- He, She, It (คนเดียว) → ใช้ Does
บทบาทที่ 2: เป็นกริยาช่วย (Auxiliary Verb)
นี่คือจุดที่คนงงที่สุด! เมื่อเป็นกริยาช่วย มันจะ ไม่มีคำแปล แต่จะเข้ามาเพื่อช่วยสร้าง ประโยคปฏิเสธ และ ประโยคคำถาม ให้สมบูรณ์ (เพราะกริยาแท้บางตัวทำเองไม่ได้)
1. ใช้สร้างประโยคปฏิเสธ (Negative)
สูตร: Subject + do/does/did + not + V.inf (กริยาไม่ผัน)
- Don’t (do not): ใช้กับ I, You, We, They (ปัจจุบัน)
- I don’t like spicy food. (ฉันไม่ชอบอาหารเผ็ด)
- Doesn’t (does not): ใช้กับ He, She, It (ปัจจุบัน)
- He doesn’t know me. (เขาไม่รู้จักฉัน)
- Didn’t (did not): ใช้กับทุกคน (อดีต)
- She didn’t go to school yesterday. (เมื่อวานเธอไม่ได้ไปโรงเรียน)
2. ใช้สร้างประโยคคำถาม (Question)
สูตร: Do/Does/Did + Subject + V.inf (กริยาไม่ผัน)…?
- Do: Do you understand? (คุณเข้าใจไหม?)
- Does: Does she live here? (เธออาศัยอยู่ที่นี่หรือเปล่า?)
- Did: Did you sleep well? (เมื่อคืนหลับสบายไหม?)
กฎเหล็กที่ห้ามลืมเด็ดขาด! (The Golden Rule)
จำไว้นะครับว่า เมื่อมี Do, Does, Did เข้ามาช่วยในประโยคแล้ว กริยาแท้ตัวถัดไปต้องกลับสู่สภาพเดิม (Infinitive Verb) เสมอ
- ห้ามเติม s / es
- ห้ามเติม ed
- ห้ามเปลี่ยนรูปเป็นช่อง 2
ตัวอย่าง:
- ❌ Does she likes pizza? (ผิด! มี Does แล้ว like ห้ามเติม s)
- ✅ Does she like pizza?
- ❌ Did you went to the mall? (ผิด! มี Did แล้ว ห้ามใช้ went ช่อง 2)
- ✅ Did you go to the mall?
ตาราง: การผัน Verb to do ตามประธานและรูปประโยค
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า Verb to do ใช้ยังไง ในแต่ละสถานการณ์ ลองดูตารางสรุปด้านล่างนี้ครับ
| กลุ่มประธาน (Subject) | ประโยคบอกเล่า (Main Verb: ทำ) | ประโยคปฏิเสธ (Aux: ไม่…) | ประโยคคำถาม (Aux: ไหม…?) |
| I, You, We, They (พหูพจน์) | I do housework. | I don’t do housework. | Do you do housework? |
| He, She, It (เอกพจน์) | He does yoga. | He doesn’t do yoga. | Does he do yoga? |
| All Subjects (อดีต – Past) | She did the dishes. | She didn’t do the dishes. | Did she do the dishes? |
Export to Sheets
ข้อสังเกต: ในช่องปฏิเสธและคำถาม เมื่อมี don’t/doesn’t/did มาช่วยแล้ว กริยาแท้ข้างหลังจะกลับเป็น do (ไม่ผัน) เสมอ เช่น He doesn’t do yoga.
3 ข้อผิดพลาดที่คนไทยเจอบ่อย (Common Mistakes)
- ใช้ Verb to do ปนกับ Verb to be:
- ❌ Do you hungry? (คุณหิวไหม? – ผิด! Hungry เป็น Adjective ต้องใช้ Are)
- ✅ Are you hungry?
- จำไว้ว่า: Verb to do ใช้ช่วย กริยา (Verb) ส่วน Verb to be ใช้กับ คุณศัพท์ (Adj) หรือ นาม (Noun)
- ลืมเปลี่ยน Does กลับเป็น Do:
- ❌ He don’t care. (ผิด! He ต้องใช้ Doesn’t)
- ✅ He doesn’t care.
- เบิ้ลอดีต (Double Past):
- ❌ Did you saw him? (ผิด! Did เป็นอดีตแล้ว saw ต้องกลับเป็น see)
- ✅ Did you see him?
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
ผ่า ‘9 เทรนด์’ พลิกโฉมโครงสร้างระดับองค์กรยุค AI-Native

- ดาต้าเซ็นเตอร์จะเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐาน “AI-Native” ที่มี AI ฝังอยู่ในทุกมิติการทำงาน
- ระบบเครือข่ายทั้งแบบมีสายและไร้สายจะถูกขับเคลื่อนด้วย AIOps และ Agentic AI
- องค์กรจะเปลี่ยนมาใช้สถาปัตยกรรมเครือข่ายแบบครบวงจรที่บริหารจัดการได้จากส่วนกลาง
- ดาต้าเซ็นเตอร์ Edge จะพัฒนาเป็น “Micro-Hyperscaler” เพื่อนำขีดความสามารถระดับสูงไปสู่ผู้ใช้ในทุกภาคส่วน
HPE เผย 9 เทรนด์สำคัญของระบบเครือข่าย (Networking) และดาต้าเซ็นเตอร์ในปี 2026 ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของระบบอัตโนมัติที่สามารถเรียนรู้และตัดสินใจได้ด้วยตนเองในยุค AI-Native
คาดการณ์ว่า เมื่อองค์กรเร่งผนวกระบบ AI อัจฉริยะเข้ามาใช้ในระบบอย่างเต็มกำลัง โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะจะก้าวข้ามการเป็นเพียงเทคโนโลยีทดลอง สู่การเป็นรากฐานหลักของระบบที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และเพิ่มประสิทธิภาพพร้อมยกระดับความปลอดภัยได้ด้วยตนเอง โดยแทบไม่จำเป็นต้องใช้มนุษย์เข้ามาดูแลและตั้งค่าระบบ
ปัจจุบันองค์กรเร่งพัฒนาระบบ AI อย่างเข้มแข็งมากขึ้น โดยปี 2026 จะเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะพลิกโฉมวิธีการออกแบบ การบริหารจัดการ และการให้คุณค่ากับระบบเครือข่ายและดาต้าเซ็นเตอร์อย่างสิ้นเชิง
บทบาทของระบบอัจฉริยะจะเปลี่ยนจากการเป็นเพียงฟังก์ชันเสริม สู่การเป็นแกนกลางของระบบเครือข่ายและโครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะปูทางให้ดาต้าเซ็นเตอร์เดินหน้าสู่รูปแบบ AI-Native โครงสร้างเครือข่ายอัตโนมัติ และกรอบการดำเนินงานที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวอย่างครบวงจร ซึ่งช่วยจะยกระดับความยืดหยุ่น ประสิทธิภาพ และประสบการณ์ของผู้ใช้งานในทุกอุตสาหกรรม
‘ดาต้าเซนเตอร์’ พัฒนาสู่ AI-Native
ปราวีณ เชน รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปฝ่าย Data Center ของ HPE Networking เปิดมุมมองเชิงลึกถึงทิศทางของโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนด้วยพลัง AI อัจฉริยะ โดยชี้ให้เห็นว่า ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังก้าวสู่สภาพแวดล้อมแบบ AI-Native อย่างรวดเร็ว
ภายในปี 2026 ระบบอัจฉริยะอัตโนมัติ จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมฝังกลไกความปลอดภัยไว้ในทุกเลเยอร์ของระบบตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ
ตลอดจนผลักดันให้ดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Zero Trust ซึ่งยึดหลักการตรวจสอบทุกการเข้าถึงและไม่เชื่อถือโดยอัตโนมัติ กลายเป็นรากฐานหลักของระบบไอทีระดับองค์กร
1. สร้างนิยามใหม่แห่งการปฏิบัติงานด้วยดาต้าเซ็นเตอร์แบบ AI-Native
ภายในปี 2026 แนวคิด “AI-Native” จะเข้ามาแทนที่ “Cloud-Native” ในฐานะมาตรฐานหลักของดาต้าเซ็นเตอร์
โดย AI จะถูกฝังอยู่ในทุกมิติของการดำเนินงาน ตั้งแต่การจัดสรรเวิร์กโหลดไปจนถึงการวิเคราะห์สายเคเบิล ช่วยให้เกิดเป็นระบบทำงานแบบวงจรปิด (Closed-loop) ที่สามารถคาดการณ์ความขัดข้อง ปรับจูนประสิทธิภาพโดยอัตโนมัติ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยแทบไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่เข้ามาจัดการระบบเอง
2. ดาต้าเซ็นเตอร์ Edge ผสาน AI สู่ขุมพลัง “Micro-Hyperscaler” สำหรับทุกอุตสาหกรรม
ดาต้าเซ็นเตอร์ Edge จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมสู่รูปแบบ “Micro-Hyperscaler” ที่ผสมผสานระหว่าง Ethernet ความเร็วสูง ระบบการประมวผล AI แบบ Inference และการปฏิบัติงานแบบอัตโนมัติ เพื่อนำขีดความสามารถระดับ Hyperscale สู่การเข้าถึงผู้ใช้งานในระดับทั่วไปมากขึ้น
ตั้งแต่หน่วยงานภาครัฐระดับท้องถิ่น ร้านค้าปลีก ไปจนถึงสถาบันการศึกษา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการสร้างความยืดหยุ่น เพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบให้แก่องค์กรในทุกภาคส่วน
3. สมรภูมิแห่ง AI Fabrics จะเข้มข้นขึ้น
ดาต้าเซ็นเตอร์จะเริ่มต้นการออกแบบจากเครือข่าย มากกว่าการมุ่งเน้นที่พลังประมวลผลเพียงอย่างเดียว เมื่อเวิร์กโหลดด้าน AI ขยายตัวทั้งในด้านขนาดและความซับซ้อน เครือข่ายแบบ Open Ethernet มีแนวโน้มเข้ามาแทนที่ระบบเชื่อมต่อแบบปิด ช่วยให้ดาต้าเซ็นเตอร์ผันตัวจากการทำงานแบบ “AI Clusters” สู่ “AI Fabrics” ซึ่งเป็นโครงสร้างเครือข่ายอัจฉริยะที่ได้รับการออกแบบและปรับแต่งมาโดยเฉพาะ เพื่อรองรับการฝึกสอนและการประมวลผล AI ในระดับใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. Ethernet กับการเดินหน้าสู่ระบบอัตโนมัติแบบเต็มรูปแบบ
Ethernet จะพัฒนาไปสู่ระบบอัตโนมัติ โดยมีชิปสวิตช์ ASICs ขุมพลัง AI อัจฉริยะ ทำหน้าที่บริหารจัดการความแออัดของเครือข่าย จัดการการเกิดไมโครเบิร์สต์ หรือการรับส่งข้อมูลจำนวนมากในช่วงเวลาสั้น ๆ
รวมถึงเสริมแกร่งประสิทธิภาพการจัดการพลังงาน โดยสมรรถนะดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้แนวคิดเครือข่ายแบบ Intent-based Networking สามารถใช้งานได้จริง เมื่อโครงสร้างเครือข่ายสามารถเรียนรู้ คาดการณ์ และแก้ไขปัญหาการทำงานได้แบบเรียลไทม์ โดยเจ้าหน้าที่แทบไม่จำเป็นต้องลงไปกำหนดค่าด้วยตัวเองอีกต่อไป
5. ความปลอดภัยกลายเป็นพื้นฐานของ AI Fabric
ต่อจากนี้ กลไกความปลอดภัยจะถูกฝังเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง Fabric ซึ่งเป็นแกนหลักของระบบเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ แทนการวางระบบเสริมในภายหลัง
โดยนวัตกรรมการประเมินความน่าเชื่อถือที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-driven Trust Scoring) จะทำหน้าที่ประเมินกิจกรรมภายในระบบโดยอัตโนมัติ ผสานกับการแบ่งส่วนการเข้าถึงเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง และการปกป้องการรับส่งข้อมูลภายในระบบ ส่งผลให้แนวคิดดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Zero Trust กลายเป็นจริง พร้อมตรวจจับและสกัดกั้นภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ด้วยความเร็วระดับสูง
เครือข่ายระบบไร้สายและมีสาย จะถูกขับเคลื่อนด้วย AI-Native พร้อมปลดล็อกศักยภาพของวิศวกรจากงานเชิงปฏิบัติการ สู่บทบาทนักกลยุทธ์
6. AIOps สำคัญกว่าการเลือกมาตรฐาน Wi-Fi
ภายในปี 2026 แนวทางการบริหารจัดการเครือข่ายจะเปลี่ยนไปอย่างมาก เมื่อ AIOps เข้ามามีบทบาทเป็นกลไกหลักในการตัดสินใจแบบอัตโนมัติด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามนุษย์
โดยเฉพาะในการเลือกและจัดสรรคลื่นสัญญาณให้เหมาะสม รองรับการทำงานแบบหลายลิงก์ (Multi-link Operation) การควบคุมความแออัดเชิงคาดการณ์ และการปรับแต่งสัญญาณ RF แบบเรียลไทม์
7. เมื่อ Agentic AI เปลี่ยน LAN ให้มีความฉลาด สร้างประสบการณ์ในเชิงรุก
เครือข่ายอัตโนมัติ จะก้าวเข้ามาเป็นมาตรฐานหลักขององค์กร โดยมี Agentic AI ที่พัฒนาเต็มที่ และประสิทธิภาพระบบคลาวด์อัจฉริยะ เข้ามาทำงานแทนที่ฝ่าย IT ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
ส่งผลให้ระบบเครือข่าย LAN ผันบทบาทจากการรอแก้ไขปัญหา สู่การยกระดับประสบการณ์แก่ผู้ใช้งานในเชิงรุก ด้วยนวัตกรรม AI ที่ถูกฝังอยู่ในระบบของสวิตช์และอุปกรณ์กระจายสัญญาณ (Access Point) จะทำหน้าที่วิเคราะห์พฤติกรรม คาดการณ์ความต้องการของระบบ และแก้ไขปัญหาก่อนที่ผู้ใช้งานจะพบ
8. โซลูชันครบวงจร มาตรฐานใหม่ของระบบเครือข่ายที่จะช่วยให้ทุกประสบการณ์ราบลื่นเป็นองค์เดียว
องค์กรจะเลิกการบริหารจัดการเครือข่ายแบบแยกส่วน แต่มองหาสถาปัตยกรรมแบบครบวงจร ที่สามารถบริหารจัดการได้ง่าย ผ่านกรอบการปฏิบัติงานแบบรวมศูนย์ ด้วยระบบคลาวด์ และระบบ AI-Native แบบอัตโนมัติ จะช่วยส่งเสริมให้องค์กรรับสารแบบแหล่งข้อมูลเดียว เพื่อกำกับดูแลประสิทธิภาพของประสบการณ์การใช้งาน ความปลอดภัย และการบริหารอายุการใช้งานอุปกรณ์ ที่ครอบคลุมตั้งแต่เครือข่าย ระบบประมวลผล และการจัดเก็บข้อมูล ตั้งแต่ Edge ไปจนถึงคลาวด์
9. การปฏิวัติครั้งใหญ่ของสายอาชีพด้านเครือข่าย
ภายในปี 2026 จะเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบุคลากรสายอาชีพด้านเครือข่าย โดยองค์กรจะมุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถของวิศวกรมากกว่าการนำระบบ AI เข้ามาทดแทนมนุษย์
ปัจจุบัน Agentic AI และผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง AI Copilot ได้ถูกผสานเข้ากับระบบไอที ส่งผลให้งานประจำวันจำนวนมากถูกจัดการด้วยระบบอัตโนมัติเพิ่มขึ้น
เมื่อ Generative AI มีความแม่นยำสูงขึ้น AI จะเข้ามารับบทบาทเป็นด่านหน้าในการสนับสนุนการทำงาน ตั้งแต่การตรวจจับความผิดปกติ การแก้ไขนโยบาย ไปจนถึงการวางแผนเปลี่ยนฮาร์ดแวร์
ขณะเดียวกัน วิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเครือข่ายจะทำงานร่วมกับ AI อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อบริหารจัดการสภาพแวดล้อมของระบบ ก้าวข้ามงานปฏิบัติการแบบดั้งเดิม ขณะที่ AI จะกลายเป็นแกนหลักของการปฏิบัติการงานทั่วไปในระบบเครือข่ายระดับองค์กร
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ประโยชน์ของเม็ดบัว ที่ดีต่อสุขภาพ พร้อมข้อควรระวัง

ดอกบัว เป็นดอกไม้ที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนไทยมาช้านาน ดังจะเห็นได้จากการใช้ดอกบัวทั้งในงานมงคลและงานอวมงคล ตลอดจนการแปรูปส่วนต่างๆ ของบัวมาเป็นอาหารและใช้เพื่อสรรพคุณทางยา รากบัวสามารถนำไปทำเป็นเครื่องดื่มและยาสมุนไพร ใบบัวก็นำมาใช้ประกอบอาหาร ใยของก้านบัวก็ยังนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างการทอผ้าใยบัว และไม่เว้นแม้แต่ เม็ดบัว ที่ก็เป็นหนึ่งในอาหารเพื่อสุขภาพ เรียกได้ว่า บัว เป็นดอกไม้ที่มีทั้งความงามและมากไปด้วยประโยชน์ใช้สอยอย่างแท้จริง บทความนี้ Hello คุณหมอ จึงได้นำข้อมูลเกี่ยวกับเม็ดบัวมาฝากกันค่ะ
คุณค่าทางสารอาหารของเม็ดบัว
เม็ดบัว หรือ เมล็ดบัว คือส่วนของเมล็ดที่อยู่ข้างในฝักของบัวหลวง จัดเป็นธัญพืชชนิดหนึ่งที่ให้คุณค่าทางอาหารสูงไม่แพ้ธัญพืชตระกูลถั่ว แต่ในขณะที่ธัญพืชประเภทถั่วอย่าง อัลมอนด์หรือพีแคน จะมีสารอาหารประเภทกรดไขมันดีอย่าง กรดไขมันโอเมก้า 3 ในปริมาณสูง เม็ดบัวกลับให้สารอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนมากกว่าสารอาหารจำพวกกรดไขมัน และมากไปกว่านั้นเม็ดบัวยังเป็นอาหารที่ให้แคลอรีต่ำ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก หรืออยู่ในช่วงที่ต้องควบคุมอาหาร
การกินเม็ดบัวสด (ไม่ผ่านการปรุงสุก) 1 ออนซ์ (หรือประมาณ 28 กรัม) จะได้รับคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้
- พลังงาน 25.2 แคลอรี
- โปรตีน 1.17 กรัม
- ไขมัน 0.15 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 4.5 กรัม
นอกจากนี้ในเม็ดบัวยังอัดแน่นไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์อีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี วิตามินเอ วิตามินอี ไฟเบอร์ แคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียม สังกะสี และเม็ดบัวยังเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ และมีสารไฟโตนิวเทรียนท์ที่มีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน และมีสรรพคุณช่วยต้านการอักเสบได้อย่างดีอีกด้วย
โดยเม็ดบัวสามารถกินได้ทั้งแบบสด หรือนำไปผัดใส่ในอาหารเมนูต่างๆ รวมทั้งยังสามารถนำมาต้มทั้งแบบเป็นน้ำซุปหรือต้อมกินเป็นของหวานก็ได้เช่นกัน ซึ่งสูตรอาหารที่ใช้เม็ดบัวเป็นส่วนผสมนั้นมีอยู่มากมาย สามารถเลือกทำได้ตามความชอบ
ประโยชน์ของเม็ดบัว
- ดีต่อการลดน้ำหนักเพราะเม็ดบัวเป็นธัญพืชที่ให้ไฟเบอร์สูง จึงช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นานมากขึ้น ช่วยลดความอยากอาหารในมื้อต่อๆ ไปให้ลดลง ทำให้ไม่กินตามใจปากจนแคลอรีเกินพิกัด มากไปกว่านั้นเม็ดบัวยังจัดว่าเป็นอาหารที่มีแคลอรีต่ำ ซึ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในระหว่างการควบคุมปริมาณแคลอรีประจำวัน การกินเม็ดบัวเป็นของว่างจะช่วยให้รู้สึกอยู่ท้อง ไม่หิวบ่อย และไม่ทำให้แคลอรีพุ่งสูงด้วย
- ต่อต้านริ้วรอยในเม็ดบัวมีเอนไซม์ที่มีประโยชน์ในการต่อต้านริ้วรอยแห่งวัยที่ชื่อว่า แอล-ไอโซแอสปาทิล เมทิลทรานสเฟอเรส (L-isoaspartyl methyltransferase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สรรพคุณในการรักษาและซ่อมแซมโปรตีนที่ถูกทำลาย และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ด้วยเหตุนี้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์เพื่อผิวพรรณจึงมีการใช้สารสกัดจากเม็ดบัวเพื่อสรรพคุณในการบำรุงผิวพรรณและริ้วรอย
- ดีต่อสุขภาพหัวใจแมกนีเซียมที่อยู่ในเม็ดบัวเป็นสารอาหารที่ประโยชน์และช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพหัวใจ เพราะแมกนีเซียมจะเข้าไปช่วยเพิ่มปริมาณของออกซิเจนและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและสารอาหาร ช่วยให้เลือดสามารถไหลเวียนไปยังหัวใจและส่วนต่างๆ ในร่างกายได้ดีขึ้น แต่ถ้าหากร่างกายมีสารแมกนีเซียมในระดับที่ต่ำก็จะมีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอย่างโรคหลอดเลือด หรือโรคหัวใจ
- ดีต่อผู้ป่วยเบาหวานผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นที่จะต้องมีการใส่ใจกับระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ หากระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอาจมีผลต่อสุขภาพได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยเบาหวานคือต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อช่วยในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เม็ดบัวมีแคลอรีต่ำและมีไฟเบอร์สูงจึงช่วยควบคุมให้ระดับของกลูโคสในเลือดอยู่ในระดับปกติ ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง อีกด้วย
- ช่วยป้องกันมะเร็งเม็ดบัวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น ฟลาโวนอยด์ ไทอามีน ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ต้านการอักเสบของเซลล์ในร่างกาย และยังมีส่วนช่วยป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเรื้อรังอย่างโรคมะเร็งด้วย
- ช่วยให้หลับสบายเม็ดบัวมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย หากระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี ก็จะช่วยให้ร่างกายและสมองรู้สึกผ่อนคลาย ไม่กระสับกระส่าย สามารถนอนหลับได้ดีขึ้น ดังนั้น หากมีอาการนอนไม่หลับบ่อยๆ ลองรับประทานเม็ดบัวเป็นของว่างก่อนเข้านอน อาจช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้น
ข้อควรระวังในการบริโภคเม็ดบัว
แม้จะเต็มไปด้วยสารอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ก็มีข้อควรระวังบางประการที่ไม่ควรมองข้าม ดังนี้
- ผู้ที่มีอาการแพ้ธัญพืช หรือแพ้เม็ดบัว ที่ถึงแม้จะพบได้น้อย แต่ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันไม่ให้อาการแพ้กำเริบ
- แม้ว่าเม็ดบัวจะมีสรรพคุณทางยาที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ แต่ผู้ที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะและอยู่ระหว่างการรับประทานยาเพื่อป้องกันหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรปรึกษากับคุณหมอก่อนรับประทานเม็ดบัว เพราะสารประกอบในเม็ดบัวอาจมีผลต่อปฏิกิริยาของยารักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 2/2/2569
| ชนิดความบริสุทธิ์ของทอง | ราคาขาย/บาท | ราคารับซื้อ/บาท | ราคารับซื้อ/กรัม |
| ทองคำแท่ง 96.5% | 71,600.00 | 71,400.00 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 72,400.00 | 69,978.56 | 4,616.00 |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | n/a | 72,516.65 | 4,783.42 |
| ทองรูปพรรณ 90% | n/a | 62,980.70 | 4,154.40 |
| ทองรูปพรรณ 80% | n/a | 55,982.85 | 3,692.80 |
| ทองรูปพรรณ 50% | n/a | 31,490.35 | 2,077.20 |
| ทองรูปพรรณ 40% | n/a | 24,492.50 | 1,615.60 |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 2/2/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.85 | 30.85 | 31.35 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.48 | 30.48 | 30.78 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.64 | 28.64 | 28.94 | 28.64 | – | 28.64 | 28.64 | 28.64 | 28.64 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.59 | 26.59 | – | – | – | – | – | – | 26.59 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







