รับสร้างบ้านต่ำกว่า 5 ล้านโตสวน 16% บ้านหรูวูบ 35%หันลุยอีสาน–ใต้

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เผยบ้านต่ำกว่า 5 ล้านโต 16% สวนบ้านหรูวูบ 35% ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านแห่ลุยภาคอีสาน–ใต้ ปลุกกำลังซื้อท้องถิ่น
ตลาดรับสร้างบ้าน “หดตัว” แต่ไม่เท่ากันในวันที่ภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านทั่วประเทศหดตัว 11%ตัวเลขของ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน สะท้อนความจริงอีกด้าน ปี 2568 มูลค่างานสั่งสร้างบ้านของสมาชิกอยู่ที่ 9,885 ล้านบาท ลดลง 17.8% จากปีก่อนหน้าที่ทำได้ 12,000 ล้านบาทแต่เมื่อแยกดูเป็นรายเซกเมนต์“วิกฤต” กลับไม่ได้กระทบทุกกลุ่มเท่ากัน
ต่ำกว่า 5 ล้านReal Demand ตัวจริง
บ้านราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาทเติบโต 16% จาก 3,471 ล้านบาท เป็น 4,027 ล้านบาทนี่คือกลุ่มที่เรียกได้ว่าเป็น “The Resilient Segment”สะท้อน Real Demand ของคนที่ต้องการมีบ้านจริง ๆและพร้อมตัดสินใจ แม้เศรษฐกิจยังไม่ชัดเจนในวันที่คนรวย “กอดเงินสด”คนอยากมีบ้านกลับ “เดินหน้าสร้าง”
บ้านหรู 20 ล้านขึ้นไป ทรุดแรง 35%
อีกด้านหนึ่งบ้านระดับ 20 ล้านบาทขึ้นไป ลดลงถึง 35%มูลค่าเหลือ 1,792 ล้านบาทไม่ใช่เพราะไม่มีเงินแต่เพราะ “ความไม่มั่นใจ”ผู้บริโภคระดับบนจำนวนมากเลือกชะลอการตัดสินใจรอดูเสถียรภาพเศรษฐกิจและรัฐบาลใหม่เพราะบ้าน คือการลงทุนระยะยาวตลาดจึงไม่ได้ขาดกำลังซื้อแต่ขาด “ความเชื่อมั่น”
ปักหมุด ‘อีสาน–ใต้’ เกมรุกภูมิภาค
ปี 2569 สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เดินเกมรุกตั้งคณะอนุกรรมการชั่วคราวภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้สำเร็จเป้าหมายไม่ใช่แค่ขยายฐานสมาชิกแต่ยกระดับมาตรฐานรับสร้างบ้านในภูมิภาคป้องกันปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงานและเชื่อมโยงเครือข่ายวัสดุก่อสร้าง–สถาบันการเงิน–ผู้ประกอบการท้องถิ่นพร้อมเตรียมจัด “มหกรรมรับสร้างบ้าน” ใน 2 ภูมิภาคหวังกระตุ้นกำลังซื้อ และหมุนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เดินหน้า
เตรียมชง ครม.ใหม่ ลดภาษี–ดอกเบี้ยต่ำ
ข้อเสนอจากภาคเอกชนชัดเจน 3 เรื่อง
1. สร้างเสถียรภาพนโยบาย ฟื้นความเชื่อมั่น
2. มาตรการลดหย่อนภาษี สำหรับผู้ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินตนเอง
3. สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อเร่งการตัดสินใจ
เพราะในเกมอสังหาฯ“ความมั่นใจ” คือปัจจัยที่ทรงพลังที่สุด
จังหวะนี้… โอกาสทองของคนสร้างบ้าน
ต้นทุนวัสดุก่อสร้างยังไม่ปรับขึ้นแรงผู้ประกอบการอัดโปรโมชันกระตุ้นยอดขายเศรษฐกิจกำลังรอจังหวะฟื้นตัวนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่สร้างบ้าน “ราคาเดิม”ก่อนต้นทุนขยับตามวัฏจักรเศรษฐกิจในวันที่ตลาดยังไม่ร้อนแรงบางที… คนที่ตัดสินใจเร็วอาจเป็นผู้ที่ได้ต้นทุนดีที่สุดเพราะบ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยแต่คือการลงทุนระยะยาวของชีวิต
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
กูรู ฟันธง GDP 69 แนวโน้ม 2% ยังโตต่ำ ตลาดอสังหาฯต้องการ 3.5 –5% ดันฟื้นตัว

- สภาพัฒน์ปรับคาดการณ์ GDP ปี 69 เป็น 1.5-2.5% (ค่ากลาง 2.0%) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่ายังเป็นการเติบโตในระดับต่ำ
- ภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องการการเติบโตของ GDP ในระดับ 3.5-5% จึงจะสามารถขับเคลื่อนให้ตลาดฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง
- การเติบโตที่ระดับ 2% ถูกมองว่าเป็นเพียง “การประคองตัว” ไม่ใช่ “การฟื้นตัว” เนื่องจากปัจจัยลบอย่างหนี้ครัวเรือนสูงและเกณฑ์สินเชื่อที่เข้มงวด
ตัวเลขสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์คาดการณ์รอบเก่าที่ประมาณ 1.2–2.2% หรือมีบางสำนักประเมินไว้ราว 1.6–1.7% (เช่น World Bank ประเมินไว้ ~1.6%) ล่าสุด 16-17กพ69
สภาพัฒน์ปรับกรอบตัวเลขขึ้นมาเป็น 1.5–2.5% (ค่ากลางประมาณ 2.0%) ซึ่งถือว่า “เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิม” โดยเฉพาะที่ค่าล่างไม่ต่ำเท่ากรอบก่อนหน้า และค่ากลางสูงขึ้นเล็กน้อยด้วย
นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า แม้ ค่ากลาง GDP ขยับจาก ~1.6% → ~2.0% ดูเหมือน “ดีขึ้น” แต่ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ ถือว่า ยังอยู่ในโหมดชะลอ Slow growth mode ด้วยเหตุผลหลัก ๆ คือ
1) ระดับ 2% ยังถือว่า “ต่ำ” สำหรับภาคอสังหาฯโดยธรรมชาติแล้ว ภาคอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตได้ดีเมื่อ
- GDP โตระดับ 3.5–5%
- รายได้ครัวเรือนขยายตัวชัด
- ความเชื่อมั่นผู้บริโภคแข็งแรง
นายสุนทรประเมินว่า GDPที่ระดับ 2% ถือว่าเป็น “การประคองตัว” มากกว่า “การฟื้นตัว”
ขณะที่อสังหาฯ เป็นสินค้าราคาสูง และพึ่งพา ความมั่นใจในอนาคต มากกว่าสินค้าทั่วไปและต้องดูว่าโครงสร้างการเติบโตครั้งนี้ อาจยังไม่ได้กระจายถึงกำลังซื้อบ้านคือแม้ GDP จะดีขึ้นเล็กน้อย แต่ต้องดูว่าโตจากอะไร เช่น
- การส่งออก
- การท่องเที่ยว
- ภาครัฐลงทุน
ถ้าไม่ได้โตจาก รายได้ครัวเรือนระดับกลาง–ล่าง โดยตรงกำลังซื้อบ้านจริงอาจไม่ได้ดีขึ้นตาม GDP มากนัก ทั้งนี้ต้องจับตาดูภาระหนี้ครัวเรือนประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนในระดับสูงเมื่อเทียบกับ GDPแม้เศรษฐกิจดีขึ้นเล็กน้อย แต่ตามข้อเท็จจริง
-Debt service ratio ยังสูง
-ธนาคารยังเข้มงวด
-อัตราปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection rate) ยังสูง
ดังนั้น “ยอดโอนจริง” อาจยังไม่ฟื้นตัวในขณะที่ต้นทุนผู้ประกอบการยังสูง
-ต้นทุนที่ดินปรับขึ้นต่อเนื่อง
-ค่าแรงและวัสดุก่อสร้างยังสูง
-การแข่งขันด้านโปรโมชั่นรุนแรง
กำไรผู้ประกอบการจึงยังถูกกดดัน แม้เศรษฐกิจภาพรวมดีขึ้นเล็กน้อย
สรุป ตัวเลข 2.0% เป็นเพียง ค่ากลางเพราะกรอบคาดการณ์ยังอยู่ที่ 1.5–2.5%แปลว่า Downside risk ยังมีอยู่พอสมควรผู้ประกอบการจึงยังต้องระวังตัว
การขยับจาก 1.6% → 2.0% คือ สัญญาณเชิงบวกแต่ยังไม่ใช่จุดเปลี่ยนวัฏจักร ภาพรวมจึงยังเรียกว่า“ทรงตัวในระดับต่ำ” มากกว่า “ฟื้นตัว”ดังนั้นตลาดยังเป็นกลุ่ม real demand มากกว่า speculater และผู้ประกอบการรายเล็กจะถูกกดดันต่อเนื่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 20 ก.พ.69 ‘ทรงตัว‘ หลังดอลลาร์รับแรงหนุน

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ 31.18 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวจากวันก่อนหน้า โดยคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.05-31.30 บาทต่อดอลลาร์
- เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีกว่าคาด และท่าทีของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ที่ไม่รีบปรับลดอัตราดอกเบี้ย
- อย่างไรก็ตาม เงินบาทยังได้รับแรงหนุนจากราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นตามความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งช่วยจำกัดการอ่อนค่า
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.18 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.21 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดอยู่ที่ระดับ 31.05-31.30 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในลักษณะ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.14-31.30 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง ตามจังหวะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังพอได้อานิสงส์จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ทยอยออกมาดีกว่าคาด รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ในช่วงนี้ที่ยังคงสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง ทำให้ FED ยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องเร่งรีบลดดอกเบี้ยในระยะสั้นนี้
นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมได้ช่วยหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ PCE อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) อนึ่ง เงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการทยอยปรับตัวขึ้นของ ราคาทองคำ(XAUUSD) ที่ได้อานิสงส์จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ร้อนแรงอยู่
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แม้ว่า เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ในกรณีที่เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ไม่ยาก หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยหากประเมินจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจากฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปที่จะทยอยรับรู้ในวันนี้นั้น เราพบว่า มีโอกาสที่เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ แต่เงินบาทอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทดสอบโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ง่ายนัก เนื่องจาก แถวโซนแนวต้านดังกล่าว บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์อยู่ ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังร้อนแรง ยังพอช่วยหนุนราคาทองคำ ซึ่งตราบใดที่ราคาทองคำยังสามารถทยอยปรับตัวสูงขึ้นหรือรีบาวด์ขึ้นบ้าง จะช่วยลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทได้
ทั้งนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (เราขอแนะนำให้ติดตาม การประเมินสถานการณ์จาก https://www.pizzint.watch/ ที่มีการจัดทำ Pentagon Pizza Index ที่จะช่วยสะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมของฝั่ง Pentagon ได้ หากยอดสั่งซื้อ Pizza ในพื้นที่ใกล้ Pentagon พุ่งสูงขึ้นผิดปกติ ติดต่อกัน โดยล่าสุด ระดับ Doughcon นั้นอยู่ในระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดและไม่ได้สะท้อนถึงความเสี่ยงที่จะเกิดปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในระยะสั้นนี้) แต่เราประเมินว่า โอกาสเกิดการบุกโจมตีขนานใหญ่ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลอิหร่านและผู้นำสูงสุดในปัจจุบัน อาจมีโอกาสเกิดต่ำ ขณะที่ ทางการสหรัฐฯ อาจเลือกการโจมตีทางอากาศแบบที่เคยทำในช่วงปีก่อนหน้า เพื่อลดทอนความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับทางสหรัฐฯ ทำให้ หากสุดท้ายทั้งสหรัฐฯ กับอิหร่าน สามารถกลับมาเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดลงได้ อาจกดดันราคาทองคำ รวมถึงราคาน้ำมันดิบ ที่ปรับตัวขึ้นมาพอควรในช่วงนี้ จากประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ เรามองว่า บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังพอทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นไทย เพิ่มเติมได้บ้าง ซึ่งอาจช่วยลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าที่อาจเกิดขึ้นต่อเงินบาทได้
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้ สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลปัญหาการปล่อยกู้ Private Credit ของทาง Blue Owl Capital ที่สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นในกลุ่มธุรกิจดังกล่าวและยังส่งผลกระทบต่อหุ้นธีม AI ขณะเดียวกัน รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ได้ออกมาผสมผสาน สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.28% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.31%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.53% กดดันโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาผสมผสาน โดยเฉพาะ หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ อย่าง Rio Tinto -3.7% ที่รายงานผลประกอบการน่าผิดหวัง สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นกลุ่มเหมืองแร่อื่นๆ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มของหุ้นธีม AI/Semiconductor และเลือกที่จะลดความเสี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าว สอดคล้องกับภาพในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารและการบิน รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงาน ท่ามกลางสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงอยู่
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงสู่โซน 4.07% ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่า การปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เรายังคงมองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ยังเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นได้บ้าง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึง ประเด็นความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของสหรัฐฯ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกัน บรรดาเจ้าหน้าที่ FED ต่างย้ำจุดยืนไม่เร่งรีบเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์นั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะทยอยประกาศในวันศุกร์นี้เพิ่มเติม ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวขึ้นสู่โซน 97.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.6-98.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ทยอยปรับตัวสูงขึ้นได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากทั้งการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ โดยล่าสุด ราคาทองคำสามารถทรงตัวเหนือโซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนธันวาคม อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ยอดขายบ้านใหม่ (New Home Sales) ในเดือนธันวาคม และดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ โดย S&P ในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของอังกฤษ ในเดือนมกราคม พร้อมรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการจากฝั่งอังกฤษและยูโรโซน ในเดือนกุมภาพันธ์
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ พัฒนาการของเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ได้ครบ 24 ทีม! FIVB สรุปรายชื่อทีมแข่ง “ลูกยางยุวชนหญิง U17 ชิงแชมป์โลก 2026”

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง รุ่นอายุต่ำกว่า 17 ปี ชิงแชมป์โลก 2026 ที่กรุงซานติอาโก ประเทศชิลี รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 6-16 สิงหาคม 2026
โดยหนนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) มีการตัดสินใจเพิ่มทีมลงแข่งขันมากที่สุดจำนวน 24 ทีม (ก่อนหน้านี้มี 16 ทีม) ซึ่ง “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” สามารถคว้าตั๋วเข้าร่วมการแข่งขันในฐานะทีมที่มีอันดับโลกดีที่สุดที่ยังไม่ได้สิทธิ์
รูปแบบการแข่งขันจะแบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 6 ทีม แข่งขันแบบพบกันหมด โดยคัดเอาทีม 1-4 อันดับดีที่สุดของแต่ละกลุ่มผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่จะเป็นแบบแพ้คัดออก (รอบน็อกเอาต์) นอกจากนี้ยังมีการแข่งรอบจัดอันดับอีกด้วย

สรุปทีมได้สิทธิ์ แข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง U-17 ชิงแชมป์โลก 2026
เจ้าภาพ : ชิลี
แชมป์เก่า : จีน
ทวีปเอเชีย : ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ฟิลิปปินส์ และ ไทย
ทวีปยุโรป : อิตาลี, โปแลนด์, ตุรกี, โครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก และ สเปน
ทวีปแอฟริกา : อียิปต์, ตูนีเซีย และ แอลจีเรีย
ทวีปนอร์เซกา : สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก, เปอร์โตริโก และ สาธารณรัฐโดมินิกัน
ทวีปอเมริกาใต้ : เวเนเซุเอล่า, บราซิล, เปรู และ อาร์เจนตินา
สำหรับการจับสลากแบ่งกลุ่ม วอลเลย์บอลหญิง รุ่นอายุต่ำกว่า 17 ปี ชิงแชมป์โลก 2026 ทางด้าน สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) จะมีพิธีขึ้นในวันที่ 18 มีนาคมนี้
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
สังคมไทย ‘เครียด-คลั่ง-ความรุนแรง’ พุ่ง ระวัง! ภาวะทางจิตเวชอันตราย

- จิตแพทย์ชี้ว่าเหตุความรุนแรงในสังคมที่เพิ่มขึ้นมีปัจจัยจากหลายด้าน เช่น การเข้าถึงอาวุธร้ายแรงได้ง่าย และพฤติกรรมเลียนแบบจากการนำเสนอข่าว
- สาเหตุส่วนบุคคลมักเกิดจากความเครียด สภาวะจิตใจที่ไม่ปกติ การใช้สารเสพติดที่ส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์ หรืออาการของโรคทางจิตเวชกำเริบ
- ผู้ที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้หรือแสดงความโกรธรุนแรงเกินกว่าเหตุ อาจมีปัญหาทางจิตใจ ควรหลีกเลี่ยงการปะทะและแนะนำให้พบแพทย์เพื่อรับการรักษา
แพทย์หญิงเพ็ญชาญา อติวรรณาพัฒน์ จิตแพทย์ ศูนย์สุขภาพใจ โรงพยาบาลวิมุต เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันมักมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และเริ่มมีหลายกรณีที่เป็นข่าวปรากฏออกมา ซึ่งในทางการแพทย์จะไม่สามารถออกความเห็นเชิงลึกได้มากนักกับผู้ก่อเหตุหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพราะไม่ได้ตรวจหรือรักษาบุคคลดังกล่าว แต่ภาพรวมของเหตุการณ์ความรุนแรงส่วนใหญ่เริ่มหนักขึ้นกว่าในอดีต ไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยแต่ยังรวมถึงต่างประเทศทั่วโลก
ปัจจัยสำคัญคือ คนสามารถหาอาวุธร้ายแรงได้ง่าย เข้าถึงได้ง่าย ทั้งผ่านช่องทางออนไลน์แบะออฟไลน์ ทำให้เหตุการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังม่การเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ จากการการนำเสนอข่าวที่ลงรายละเอียดชื่อและประวัติผู้ต้องหาอย่างเต็มที่จนถูกพูดถึงเป็นจำนวนมาก ประเด็นนี้ อาจทำให้คนบางกลุ่มมองว่าผู้ก่อเหตุมีชื่อเสียง เป็นฮีโร่ และเกิดพฤติกรรมเลียนแบบได้ โดยเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นใกล้ ๆ กันในเวลาไล่เลี่ยกัน
โดยความรุนแรงส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความเครียดและสภาวะจิตใจของบุคคล หลายเหตุการณ์ผู้ก่อเหตุมักมีความเครียด หรือมีสภาวะจิตใจที่ไม่ปกติแตกต่างจากคนปกติทั่วไป ถัดมาคือการใช้สารเสพติดที่มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง เช่น กระท่อม กัญชา
สารเหล่านี้จะไปกวนระบบสารเคมีในสมองและระบบควบคุมอารมณ์ ทำให้ความยับยั้งชั่งใจ ระเบิดความโกรธออกมามากกว่าปกติจนขาดสติ หากใครระเบิดอารมณ์บ่อยและรุนแรง ไม่สมกับเหตุ เช่น แค่เดินชนแล้วจะใช้ปืนขู่ แสดงว่าบุคคลนั้นมีปัญหาเรื่องการควบคุมตัวเอง อาจเกิดจากปัจจัยทางชีวภาพหรือสารเคมีในสมอง
สาเหตุต่อมาคือ โรคทางจิตใจที่กำเริบ ยกตัวอย่าง ไบโพลาร์ หรือ โรคจิตเภท (หูแว่ว หวาดระแวง) หากได้รับการรักษาผู้ป่วยจะน่ารักและใช้ชีวิตปกติได้ แต่ความรุนแรงมักเกิดเมื่อ โรคกำเริบ เช่น มีเสียงสั่งให้ทำร้ายคน หรือมีความหลงผิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่
แพทย์หญิงเพ็ญชาญา กล่าวว่า หากพบบุคคลที่มีแนวโน้มกระทำความรุนแรง แนะนำว่าอย่าคุยตอนบุคคลนั้นโมโหอย่าพยายามไปสั่งสอนหรือชวนทะเลาะตอนอารมณ์เดือด ควรเลือกคุยตอนที่อยู่ในสภาวะที่พร้อมจะฟังดีที่สุด หากเป็นไปได้ควรชวนพบจิตแพทย์ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เหมือนไปหาหมอรักษาโรคกายทั่วไป เพราะพฤติกรรมเหล่านี้พบได้ทั้งในผู้ที่ใช้สารเสพติด ผู้ป่วยสมองเสื่อม หรือผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตใจ
ส่วนผู้ที่เริ่มมีอาการควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ควรหลีกเลี่ยงการเสพคลิปวิดีโอหรือข่าวความรุนแรงซ้ำ ๆ เพราะอาจทำให้เกิดภาวะเครียด นอกจากนี้ ควรตระหนักรู้ถึงการควบคุมสารเสพติดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจำกัดการเข้าถึงอาวุธร้ายแรงอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งหมดเป็นการให้ความรู้เชิงวิชาการทางการแพทย์เท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข่าวที่กำลังเป็นกระแสแต่อย่างใด
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ถอดยุทธศาสตร์โครงข่ายอัจฉริยะ AIS คลื่นมากสุด ผสาน AI อัดงบ 3.5 หมื่นล้าน ปักธง National Digital Infrastructure

- AIS ประกาศทุ่มงบลงทุน 30,000-35,000 ล้านบาทในปี 2569 เพื่อยกระดับเครือข่ายสู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งชาติ” (National Digital Infrastructure)
- นำเทคโนโลยี AI มาเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการเครือข่ายสู่ Autonomous Network ที่สามารถวิเคราะห์และจัดสรรทรัพยากรได้อัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเสถียร
- ชูจุดเด่นการเป็นผู้ให้บริการที่มีคลื่นความถี่มากที่สุด ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเครือข่ายคุณภาพสูงที่รองรับการใช้งานได้อย่างครอบคลุม
- พัฒนานวัตกรรม 5G ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้งานจริง เช่น 5G Uplink 2CC สำหรับการอัปโหลด และ Massive MIMO สำหรับพื้นที่หนาแน่น
- มุ่งขยายความครอบคลุมของ 5G ให้เกิน 95% ของประชากร ควบคู่ไปกับการยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์เพื่อสร้างประสบการณ์เครือข่ายที่ต่อเนื่องและปลอดภัย
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว AIS ประกาศเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายอย่างเป็นระบบ ทั้งการเสริมศักยภาพคลื่นความถี่ การยกระดับสู่ Autonomous Network และการนำ AI มาเป็นแกนกลางบริหารจัดการเครือข่าย ปี 2569 วางกรอบงบลงทุน 30,000–35,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ควบคู่การผนึกพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก สร้าง AI Ecosystem ครั้งใหญ่ของประเทศ เป้าหมายชัดคือยกระดับบทบาทเครือข่ายสู่ National Digital Infrastructure รองรับการใช้งานของคนไทยเต็มศักยภาพ
นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี AIS ระบุว่า National Digital Infrastructure ต้องตั้งอยู่บนสองแกนหลัก คือ Coverage ที่ครอบคลุม และคุณภาพบริการที่เชื่อถือได้ ปัจจุบัน AIS ให้บริการมือถือครอบคลุมมากกว่า 95% ของพื้นที่ประชากร โครงข่ายบรอดแบนด์เข้าถึงกว่า 20 ล้านครัวเรือน พร้อมขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั้ง Data Center และ Cloud ภายในประเทศ
พร้อมกันนั้น ยังเร่งพัฒนาเครือข่ายสู่ Autonomous Network ร่วมกับพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อยกระดับ Trusted Connectivity ให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าทุกการเชื่อมต่อมีเสถียรภาพและปลอดภัย
คลื่นมากสุด ต่อยอดคุณภาพสู่เวทีโลก
“คลื่นความถี่” คือทรัพยากรตั้งต้นที่กำหนดศักยภาพเครือข่าย ทั้งด้านแบนด์วิธ ความครอบคลุม และการรองรับผู้ใช้งานพร้อมกัน ยิ่งมีคลื่นหลากหลายและบริหารจัดสรรมีประสิทธิภาพ ยิ่งรองรับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลที่หนาแน่นได้ตั้งแต่เมืองใหญ่ถึงหัวเมืองท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรจะมีความหมายก็ต่อเมื่อแปลงเป็นประสบการณ์จริง AIS จึงใช้เวทีทดสอบอิสระยืนยันคุณภาพ ทั้งรางวัลจาก Ookla ผู้พัฒนา Speedtest ที่สะท้อนผลทดสอบหลายล้านครั้งทั่วประเทศ และรางวัลจาก TM Forum ที่ตอกย้ำทิศทางพัฒนาโครงข่ายอัจฉริยะ ทำให้คำว่า “คุณภาพเครือข่าย” ไม่ได้เป็นเพียงข้อความทางการตลาด แต่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ
Autonomous Network เมื่อ AI คือสมองของโครงข่าย
ยุคที่ดาต้าเติบโตแบบก้าวกระโดด พฤติกรรมผู้ใช้เปลี่ยนเร็ว และทราฟฟิกสลับจุดหนาแน่นตลอดเวลา เครือข่ายแบบเดิมอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ แนวคิด Autonomous Network จึงเข้ามายกระดับโครงข่ายให้ “บริหารจัดการตัวเอง” ได้มากขึ้น
AI ถูกนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเครือข่ายมหาศาลแบบเรียลไทม์ เพื่อประเมินสถานการณ์ คาดการณ์ผลกระทบ และปรับทรัพยากรอัตโนมัติ ทั้งการบริหารทราฟฟิก การจัดสรรแบนด์วิธ และการดูแลคุณภาพสัญญาณตามพื้นที่และช่วงเวลา ผลลัพธ์คือความต่อเนื่องของการใช้งานที่ดีขึ้น รองรับช่วงพีคได้มีประสิทธิภาพ และลดการรอแก้ปัญหาแบบตั้งรับ
นวัตกรรม 5G ตอบโจทย์พฤติกรรมจริง
พฤติกรรมผู้ใช้ไทยมีความหลากหลาย บางพื้นที่หนาแน่นจากอุปกรณ์ 5G บางจุดโดดเด่นด้านอัปโหลดจากการไลฟ์และค้าขายออนไลน์ ขณะที่เทศกาลหรืออีเวนต์ใหญ่ทำให้ทราฟฟิกพุ่งพร้อมกัน
AIS จึงวางเทคโนโลยีให้สอดคล้องบริบทจริง ทั้ง 5G Uplink 2CC เพิ่มประสิทธิภาพอัปโหลดผ่านการรวมคลื่น, Massive MIMO และ 5G Downlink 3CC รองรับผู้ใช้งานจำนวนมากในเขตธุรกิจ รวมถึง VoNR บน 5G SA ที่ยกระดับคุณภาพเสียงคมชัด พร้อมใช้งานดาต้าควบคู่กันได้อย่างราบรื่น โครงสร้างเหล่านี้ไม่เพียงตอบโจทย์วันนี้ แต่ยังเป็นฐานต่อยอดบริการดิจิทัลในอนาคต
Coverage ที่แปลว่า “ความต่อเนื่อง”
ในมุมมองปี 2026 Coverage ไม่ใช่แค่มีสัญญาณ แต่คือความต่อเนื่องของประสบการณ์ ตั้งแต่ย่านเศรษฐกิจ เส้นทางคมนาคม สถานีขนส่ง แหล่งท่องเที่ยว ไปจนถึงพื้นที่จัดงานและเทศกาล
การขยาย 5G ครอบคลุมประชากรมากกว่า 95% ทำให้คนไทยทุกภูมิภาคเข้าถึงโอกาสดิจิทัลใกล้เคียงกัน รองรับทั้งทำงาน เรียน เดินทาง ค้าขายออนไลน์ และบริโภคคอนเทนต์ได้ต่อเนื่องในพื้นที่ใช้ชีวิตจริง
โครงข่ายในวันที่ประเทศเผชิญวิกฤต
บทบาท National Digital Infrastructure ไม่ได้จำกัดอยู่แค่วันปกติ แต่ต้องพร้อมในภาวะฉุกเฉิน ทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือเหตุไม่คาดคิดที่ต้องใช้การสื่อสารเข้มข้น
AIS สื่อสารแนวทางเตรียมความพร้อมผ่านการตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ มอนิเตอร์เครือข่าย 24 ชั่วโมง จัดกำลังสำรอง และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การติดต่อสื่อสารและการช่วยเหลือเดินหน้าต่อได้ สะท้อนบทบาทโครงข่ายที่ “อยู่กับคนไทย” ในช่วงเวลาสำคัญที่สุด
ความปลอดภัยคือมาตรฐานเดียวกับประสบการณ์
เมื่อชีวิตประจำวันผูกกับดิจิทัล ความปลอดภัยไซเบอร์จึงเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์เครือข่าย ผู้ใช้ต้องการความอุ่นใจตั้งแต่ต้นทาง ลดความเสี่ยงสแปม ลิงก์อันตราย และภัยสแกม
AIS ขับเคลื่อนแนวทางเครือข่ายปลอดภัย ผ่านระบบเฝ้าระวัง คัดกรองความเสี่ยง และความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องผู้บริโภคในภาพรวม สอดรับความคาดหวังยุคใหม่ที่ต้องการทั้งคุณภาพและความปลอดภัยในมาตรฐานเดียวกัน
การลงทุนระดับ 3.5 หมื่นล้านบาท จึงไม่ใช่เพียงการขยายโครงข่ายให้กว้างขึ้น แต่คือการยกระดับ “มาตรฐานประสบการณ์” ในระดับประเทศ พร้อมปักหมุด AI Ecosystem เป็นเกมใหม่ของความได้เปรียบ เมื่อเครือข่ายต้องทำหน้าที่มากกว่าการเชื่อมต่อ หากแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล สนับสนุนสังคม และสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้คนไทยอย่างต่อเนื่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
หลักการเติม ed ท้ายคำกริยา สรุปกฎ 5 ข้อ และวิธีออกเสียงให้เป๊ะ

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมคำว่า Stop พอเป็นอดีตต้องเขียนว่า Stopped (มี p สองตัว) แต่คำว่า Open กลับเขียนว่า Opened (ไม่ต้องเบิ้ล n)? หรือทำไมบางคำลงท้ายด้วย -ed เหมือนกัน แต่ออกเสียงไม่เหมือนกันเลย? (เช่น Wanted อ่านว่า ว้อน-ทิด แต่ Worked อ่านว่า เวิร์ค-ทึ)
เรื่อง หลักการเติม ed เป็นพื้นฐานสำคัญมากในการเรียนภาษาอังกฤษ เพราะมันไม่ได้ใช้แค่บอกเล่าเรื่องราวใน อดีต (Past Simple) เท่านั้น แต่ยังใช้ใน Perfect Tense (V.3) และ Passive Voice อีกด้วย วันนี้ EngDuo Thailand จะมาไขข้อข้องใจทั้งหมด สรุปกฎการเติมและการออกเสียงให้คุณเข้าใจง่ายๆ ภายใน 5 นาทีครับ
ทำไมต้องเติม -ed? (Why do we add -ed?)
เราเติม -ed ท้ายคำกริยาปกติ (Regular Verbs) เพื่อเปลี่ยนหน้าที่ของมันครับ
- เป็นกริยาช่อง 2 (Past Simple): บอกว่าทำไปแล้วในอดีต (I walked.)
- เป็นกริยาช่อง 3 (Past Participle): บอกว่าทำเสร็จแล้ว หรือถูกกระทำ (I have walked.)
- เป็นคำคุณศัพท์ (Adjective): บอกความรู้สึก (I am bored.)
กฎ 5 ข้อ ของการเติม ed (The 5 Spelling Rules)
จำกฎเหล่านี้ไว้นะครับ จะได้เขียนถูกและไม่โดนหักคะแนนสอบ
กฎข้อที่ 1: เติม ed ได้เลย (General Rule)
สำหรับคำกริยาทั่วไป ส่วนใหญ่เติม ed ต่อท้ายได้เลยครับ
- Walk → Walked (เดิน)
- Play → Played (เล่น)
- Cook → Cooked (ทำอาหาร)
- Listen → Listened (ฟัง)
กฎข้อที่ 2: ลงท้ายด้วย e อยู่แล้ว (Ending in ‘e’)
ไม่ต้องเติม e ซ้อนกันครับ ให้เติมแค่ d ตัวเดียวพอ
- Love → Loved (รัก)
- Dance → Danced (เต้น)
- Live → Lived (อาศัย)
- Move → Moved (ย้าย)
กฎข้อที่ 3: สระเสียงสั้นตัวเดียว ตัวสะกดตัวเดียว (CVC Rule)
ถ้าเป็นคำพยางค์เดียว มีสระ 1 ตัว และตัวสะกด 1 ตัว ต้อง เบิ้ลตัวสะกดตัวท้าย ก่อน แล้วค่อยเติม ed
- Stop → Stopped (หยุด – สระ o ตัวเดียว, ตัวสะกด p ตัวเดียว)
- Plan → Planned (วางแผน)
- Jog → Jogged (วิ่งเหยาะๆ)
- Beg → Begged (ขอร้อง)
กฎข้อที่ 4: ลงท้ายด้วย y (The ‘Y’ Rule)
ต้องดู “หน้า y” ครับ
- หน้า y เป็น “พยัญชนะ”: เปลี่ยน y → i แล้วเติม ed
- Study → Studied (เรียน)
- Cry → Cried (ร้องไห้)
- Try → Tried (พยายาม)
- หน้า y เป็น “สระ” (a, e, i, o, u): เติม ed ได้เลย (ห้ามเปลี่ยน!)
- Play → Played (เล่น)
- Enjoy → Enjoyed (สนุก)
- Stay → Stayed (พัก)
กฎข้อที่ 5: คำ 2 พยางค์ ที่เน้นพยางค์หลัง (Stress on 2nd Syllable)
ถ้าคำนั้นเน้นเสียงหนักที่พยางค์หลัง และลงท้ายด้วยสระตัวเดียว ตัวสะกดตัวเดียว ต้อง เบิ้ลตัวสะกด ครับ
- Admit → Admitted (ยอมรับ)
- Prefer → Preferred (ชอบมากกว่า)
- Control → Controlled (ควบคุม)
- ข้อยกเว้น: ถ้าเน้นพยางค์หน้า ไม่ต้องเบิ้ล (เช่น Visit → Visited, Open → Opened)
ตาราง: สรุปหลักการเติม ed และตัวอย่าง (Quick Reference)
ตารางนี้สรุปความแตกต่างของแต่ละกฎ เพื่อให้คุณเช็กความถูกต้องได้ง่ายๆ ครับ
| ลักษณะคำ (Condition) | กฎการเติม (Rule) | ตัวอย่าง V.1 (Base Form) | ตัวอย่าง V.2/V.3 (Past Form) |
| ทั่วไป | เติม -ed | Work | Worked |
| ลงท้ายด้วย e | เติม -d | Hope | Hoped |
| ลงท้ายด้วย y (หน้า y พยัญชนะ) | เปลี่ยน y → ied | Carry | Carried |
| ลงท้ายด้วย y (หน้า y สระ) | เติม -ed | Destroy | Destroyed |
| CVC (พยางค์เดียว สระสั้น) | เบิ้ลตัวสะกด + ed | Shop | Shopped |
| 2 พยางค์ (เน้นพยางค์หลัง) | เบิ้ลตัวสะกด + ed | Commit | Committed |
| 2 พยางค์ (เน้นพยางค์หน้า) | เติม -ed (ไม่เบิ้ล) | Happen | Happened |
หลักการออกเสียง ed (Pronunciation) – สำคัญมาก!
เติมถูกแล้วต้องอ่านให้ถูกด้วยครับ ไม่งั้นฝรั่งงงแน่นอน กฎการออกเสียงมี 3 แบบ:
1. ออกเสียง /id/ (อิด หรือ เอ็ด)
เฉพาะคำที่ลงท้ายด้วยเสียง t หรือ d เท่านั้น! (เพื่อให้แยกเสียงได้)
- Want → Wanted (ว้อน-ทิด)
- Need → Needed (นีด-เด็ด)
- Start → Started (สตาร์ท-ทิด)
2. ออกเสียง /t/ (ทึ – เสียงท้ายสั้นๆ)
ใช้กับคำที่ลงท้ายด้วย เสียงไม่ก้อง (Voiceless) เช่น p, k, f, s, sh, ch
- Work → Worked (เวิร์ค-ทึ) ไม่อ่าน เวิร์ค-เก็ด
- Watch → Watched (วอช-ทึ)
- Kiss → Kissed (คิส-ทึ)
3. ออกเสียง /d/ (ดึ – เสียงสั่นในคอ)
ใช้กับคำที่ลงท้ายด้วย เสียงก้อง (Voiced) เช่น b, g, v, z, m, n, l, r และสระทั้งหมด
- Play → Played (เพล-ดึ) ไม่อ่าน เพล-เย็ด
- Love → Loved (เลิฟ-ดึ)
- Call → Called (คอล-ดึ)
ฝึกฝนให้เป๊ะกับ EngDuo
เรื่อง หลักการเติม ed และการออกเสียงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความคุ้นเคย (Familiarity) ที่ EngDuo Thailand เราเน้นการฝึกฝนผ่านการฟังและพูดจริง
- Pronunciation Workshop: ฝึกออกเสียงท้ายคำ (Final Sounds) ให้ชัดเจน โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่าง /t/, /d/ และ /id/
- Spelling Drills: แบบฝึกหัดเขียนคำศัพท์ที่มักเขียนผิด (เช่น Traveling vs Travelling – แบบ British ต้องเบิ้ล l)
- Contextual Learning: เรียนรู้ผ่านบทสนทนาในอดีต (What did you do yesterday?) เพื่อให้คุณใช้ V.2 ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
8 อาหารสีเข้ม “อาวุธลับ” ล็อกอายุผิวและบำรุงสายตา ยิ่งกินยิ่งดูเด็ก!

หน้าแก่ก่อนวัย-ตาอ่อนล้า? เช็ก 8 อาหารสีเข้ม ตัวช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ที่สาวๆ ต้องมีติดโต๊ะ
เคยสงสัยไหมว่าทำไมการทาครีมบำรุงราคาแพงหรือการใช้ยาหยอดตาบ่อยๆ ถึงยังไม่สามารถแก้ปัญหาผิวโทรมและดวงตาที่เหนื่อยล้าได้อย่างเบ็ดเสร็จ สาเหตุอาจเกิดจากการที่เซลล์ภายในร่างกายกำลังถูกทำลายด้วยแสงแดดและแสงสีฟ้าโดยที่เราไม่รู้ตัว การเลือกรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงจึงเป็นอาวุธลับสำคัญในการชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิวและดวงตาให้กลับมาสดใสอีกครั้ง
บทความนี้จะพาคุณไปค้นพบพลังของ 8 แหล่งอาหารสีเข้มที่หาทานได้ง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพในการฟื้นฟูร่างกายจากภายในสู่ภายนอก ซึ่งจะช่วยล็อกความอ่อนเยาว์และถนอมสายตาให้คู่กับสาวๆ ไปอีกนาน
8 แหล่งอาหารสีเข้ม กินชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิวและดวงตา
1. บลูเบอร์รี่และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่สีเข้ม
ผลไม้ลูกเล็กสีม่วงเข้มเหล่านี้อัดแน่นไปด้วยสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ การรับประทานบลูเบอร์รี่เป็นประจำจะช่วยลดอาการเหนื่อยล้าของดวงตาจากการจ้องหน้าจอนานๆ พร้อมช่วยให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งและไม่โทรมง่ายแม้ในวันที่พักผ่อนน้อย
2. ผักเคลและผักใบเขียวเข้ม
ผักเคลจัดว่าเป็นซูเปอร์ฟู้ดที่อุดมไปด้วยลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ในปริมาณสูงมาก สารอาหารทั้งสองชนิดนี้เปรียบเสมือนแว่นกันแดดตามธรรมชาติที่ช่วยกรองแสงสีฟ้าและป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิวหนังสามารถทนต่อมลภาวะในเมืองได้ดียิ่งขึ้น
3. มะเขือเทศสีแดงสดและสีม่วง
สารไลโคปีน (Lycopene) ในมะเขือเทศทำหน้าที่เป็นสารกันแดดแบบรับประทานที่ช่วยปกป้องผิวจากการถูกรังสี UV ทำร้ายอย่างได้ผล หากเลือกรับประทานมะเขือเทศสายพันธุ์สีม่วงเข้มจะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ซึ่งมีส่วนช่วยในการลดเลือนริ้วรอยก่อนวัยและทำให้ผิวพรรณดูสุขภาพดี
4. ดาร์กช็อกโกแลต (70% ขึ้นไป)
การรับประทานดาร์กช็อกโกแลตในปริมาณที่เหมาะสมช่วยส่งเสริมระบบการไหลเวียนโลหิตใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวดูมีเลือดฝาดและมีความชุ่มชื้นมากขึ้น สารฟลาโวนอยด์ในโกโก้เข้มข้นยังมีส่วนสำคัญในการบำรุงระบบประสาทตา ช่วยให้การมองเห็นมีความคมชัดและช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย
5. ข้าวไรซ์เบอร์รี่
การเปลี่ยนมาบริโภคข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่มีสีม่วงเข้มจะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินอีและแกมมาออไรซานอลในปริมาณสูง สารเหล่านี้โดดเด่นเรื่องการชะลอความเสื่อมของเซลล์และลดการอักเสบภายในร่างกาย ถือเป็นวิธีดูแลตัวเองที่ทำได้ง่ายในทุกมื้ออาหารเพื่อผิวพรรณที่เนียนนุ่มและสุขภาพแข็งแรง
6. ทับทิม
ทับทิมได้รับฉายาว่าเป็นอัญมณีแห่งความงามเพราะมีกรดเอลลาจิก (Ellagic Acid) ที่ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินผิดปกติ สารนี้ช่วยลดปัญหาจุดด่างดำและฝ้าแดดที่สร้างความกังวลใจให้คุณผู้หญิง ทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวดูยืดหยุ่นและแลดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ
7. แครอทสีม่วง
แครอทสีม่วงเข้มมีเบต้าแคโรทีนเข้มข้นทำงานร่วมกับแอนโทไซยานิน ซึ่งช่วยบำรุงสุขภาพดวงตาแบบคูณสองและช่วยให้การมองเห็นในที่มืดดีขึ้น การรับประทานแครอทสีเข้มยังช่วยลดความหยาบกร้านของผิวที่เกิดจากความร้อนและแสงแดด ถือเป็นตัวเลือกที่ดีในการชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว
8. ถั่วดำ
เปลือกของถั่วดำอุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์ที่ช่วยต้านความเสื่อมของเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี การรับประทานถั่วดำเป็นประจำไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องรูปร่างเพราะมีไฟเบอร์สูง แต่ยังช่วยปรับสมดุลเมตาบอลิซึมของผิว ส่งผลให้ผิวพรรณดูสดใสไม่หมองคล้ำตามกาลเวลา
สรุปเทคนิคชะลอความเสื่อมของเซลล์ด้วยอาหารสีเข้ม
การมีผิวพรรณที่อ่อนเยาว์และดวงตาที่สดใสเริ่มต้นจากการเลือกสิ่งดีๆ เข้าสู่ร่างกายในทุกวัน อาหารสีเข้มทั้ง 8 ชนิดนี้คือตัวช่วยจากธรรมชาติที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิวและดวงตาได้อย่างเห็นผล เพียงแค่คุณใส่ใจและเลือกรับประทานอย่างสม่ำเสมอ ความสวยที่ยั่งยืนจากภายในสู่ภายนอกก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 20/2/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 73,650.00 | 73,850.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,761.00 | 72,176.76 | 74,650.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,284.90 | 64,959.08 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,808.80 | 57,741.41 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,142.45 | 32,479.54 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,666.35 | 25,261.87 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,933.68 | 74,794.59 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 20/2/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.55 | 30.55 | 31.35 | 30.55 | 30.55 | 30.55 | 30.55 | 30.55 | 30.55 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.18 | 30.18 | 30.78 | 30.18 | 30.18 | 30.18 | 30.18 | 30.18 | 30.18 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.34 | 28.34 | 28.94 | 28.34 | – | 28.34 | 28.34 | 28.34 | 28.34 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.29 | 26.29 | – | – | – | – | – | – | 26.29 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







