‘วีรันดา’ มัดใจลูกค้าโรงแรม อัดสิทธิประโยชน์ผ่านโปรแกรมสมาชิกใหม่ ‘V Escape Pass’

‘วีรันดา รีสอร์ท’ ผู้นำธุรกิจดีไซน์โฮเทลและไลฟ์สไตล์ ขานรับสัญญาณท่องเที่ยวฟื้นตัว เดินหน้ากลยุทธ์มัดใจลูกค้าผ่านโปรแกรมสมาชิกใหม่ล่าสุด ‘V Escape Pass’ ภายใต้แนวคิด ‘The Collective for Smart Travelers’ ชูสิทธิประโยชน์ระดับพรีเมียม ยกระดับประสบการณ์การพักผ่อนที่เหนือกว่า ควบคู่ความคุ้มค่า มุ่งเติมเต็มไลฟ์สไตล์การเดินทางของนักท่องเที่ยวยุคสมาร์ทดิจิทัล
นายภวัฒก์ องค์วาสิฏฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ VRANDA ผู้นำธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจไลฟ์สไตล์ เปิดเผยว่า จากสัญญาณการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ที่สดใสกว่าปีที่ผ่านมา สะท้อนได้จากอัตราการเข้าพักเฉลี่ย (Occupancy Rate) ในเดือน ม.ค. ของโรงแรมทั้ง 6 แห่งในเครือฯ ที่สูงถึง 75% และมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) เติบโตต่อเนื่อง หลังจากไตรมาส 4 ปี 2568 เติบโต 9% จากปีก่อน ก่อนจะเติบโตสูงถึง 18% ในเดือน ม.ค. 2569 เทียบกับปีที่แล้ว
วีรันดาฯ จึงรุกเดินหน้ากลยุทธ์การตลาดด้วยการเปิดตัวโปรแกรมสมาชิกใหม่ล่าสุด “V Escape Pass” ภายใต้แนวคิด “The Collective for Smart Travelers” เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การพักผ่อนควบคู่กับความคุ้มค่า ซึ่งความพิเศษของโปรแกรมนี้คือการเปิดให้ลูกค้าลงทะเบียนสมาชิกผ่านแอปพลิเคชัน Line เป็นครั้งแรก โดยจ่ายเพียง 2,000 บาท เพื่อใช้แทนส่วนลดห้องพักมูลค่ารวมกว่า 8,000 บาท มาพร้อมทางลัดสามารถอัปเกรดสถานะผ่านการซื้อ Membership Package เพื่อปลดล็อกเข้าสู่ระดับ GOLD ได้ทันที พร้อมรับสิทธิพิเศษต่างๆ ตลอดอายุสมาชิก เช่น ส่วนลดการจองห้องพัก สิทธิประโยชน์เดือนเกิด พัก 1 คืน แถม 1 คืน และอื่นๆ

วีรันดาฯ ตั้งเป้าหมายผลักดันโปรแกรมนี้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นแฟนคลับของวีรันดาให้สามารถเข้าพักหรือใช้บริการได้บ่อยมากขึ้น โดยลูกค้าสามารถเข้าพักโรงแรมในเครือทั้ง 6 แห่งประกอบไปด้วย วีรันดา รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า หัวหิน ชะอำ, วีรันดา ไฮ รีสอร์ท เชียงใหม่, วีรันดา รีสอร์ท พัทยา นาจอมเทียน, เวอโซ หัวหิน – วีรันดา คอลเล็กชัน, วีรันดา คอลเล็กชัน สมุย และ วีรันดา รีสอร์ท ภูเก็ต ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น
ข้อดีของโปรแกรม V Escape Pass ไม่ได้เป็นเพียงแค่บัตรส่วนลด แต่ยังมีสิทธิประโยชน์มากมาย ที่ทำให้การพักผ่อนมีความหมายและคุ้มค่าที่สุด โดยพร้อมมอบเอกสิทธิ์ที่จับต้องได้จริงตั้งแต่วันแรกที่สมัครสมาชิกซึ่งเป็นบัตรกำนัลที่แทนมูลค่าส่วนลดห้องพักโดยที่ยังไม่ต้องเลือกว่าจะใช้ห้องพักประเภทใดหรือสาขาไหน ซึ่งไม่มีข้อจำกัดเรื่องการใช้ในวันหยุดยาวหรือเทศกาล ถือเป็นจุดแข็งของเราที่ได้เปรียบและเป็นข้อแตกต่างจากบัตรกำนัลห้องพักที่มีขายทั่วไป

“กลยุทธ์การเติบโตของ VRANDA ยังคงมุ่งเน้นการสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ผ่านโมเดลธุรกิจที่เน้นตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเปิดตัวโปรแกรม V Escape Pass ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการบริหารจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) โดยเรานำส่วนที่ต้องไปจ่ายค่าคอมมิชชันให้กับเอเจนต์ หรือ OTAs มาเป็นส่วนลดให้กับลูกค้าโดยตรง เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าประจำที่มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการเข้าพักซ้ำและสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่มีทิศทางเป็นบวก จึงส่งผลให้ VRANDA มีแนวโน้มการเติบโตของรายได้ที่มั่นคงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน”
สำหรับโปรแกรม V Escape Pass สามารถลงทะเบียนผ่าน LINE Official Account ( @VerandaResort ) เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. 2569 โดยเชื่อมั่นว่าโปรแกรมดังกล่าว จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างฐานแฟนพันธุ์แท้และขับเคลื่อนรายได้ให้กับวีรันดา รีสอร์ทฯ อย่างมั่นคง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
THE ESSENCE ปลุกพระราม3 สู่โอเอซิสคนเมือง คอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์

THE ESSENCE โอเอซิสพระราม3 คอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์ใหม่ ที่ขาย “คุณภาพชีวิต” มากกว่าสินค้า รับ เทรนด์ Neighborhood Community มาแรง
เมื่อพระราม 3 ต้องการมากกว่า Community Mallในวันที่เมืองขยายตัวสิ่งที่คนเมืองตามหา อาจไม่ใช่ห้างใหญ่ขึ้นแต่คือ “พื้นที่ใกล้บ้านที่ดีพอสำหรับทุกวัน”THE ESSENCE AT KINGSQUAREเปิดตัวในฐานะ Everyday Life Oasisคอมมูนิตี้ ไลฟ์สไตล์ สเปซ ใจกลางพระราม 3นิยามของที่นี่ ไม่ใช่แค่พื้นที่ค้าปลีกแต่คือการออกแบบ “ประสบการณ์ประจำวัน”ให้ถูกคราฟต์อย่างตั้งใจ
ตลาดเอเชียกำลังเห็นภาพเดียวกันผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะคนทำงาน ครอบครัวรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการ SMEให้ความสำคัญกับ “คุณภาพชีวิตในรัศมีใกล้บ้าน” Neighborhood Communityจึงไม่ใช่แค่ที่กิน ที่ช็อปแต่คือพื้นที่สร้างความสัมพันธ์ และความหมาย
THE ESSENCE วางตำแหน่งตัวเอง
เป็นจุดตัดของ 4 มิติหลัก
- ร้านอาหารและคาเฟ่คราฟต์
- สตูดิโอเรียนรู้และพัฒนาตนเอง
- ซาลอนระดับพรีเมียม
- บริการดูแลรถยนต์ครบวงจร
ทั้งหมดถูกรวมไว้ในพื้นที่เดียวเพื่อลด “ระยะทางชีวิต” ของคนเมือง
Passion ของผู้ก่อตั้ง สู่พื้นที่จริง
เบื้องหลังโครงการนี้คือการรวมตัวของ 6 Community Foundersนำโดย ณัฐณี คงสิริกาญจน์ จาก Auto Essence Bangkokพร้อมพันธมิตรจาก
- Ubon Udon
- The Salonette
- 51 Bakehouse
- และ Finale Play Studio
ความน่าสนใจ คือผู้ก่อตั้งแต่ละราย ไม่ได้มาในฐานะ “ผู้เช่า”แต่คือ “เจ้าของประสบการณ์” ในสายงานของตัวเองเมื่อ Passion เรื่องรถ ความสะอาด ความงาม อาหาร และพัฒนาการเด็กถูกหลอมรวมในพื้นที่เดียวกันคอมมูนิตี้จึงมี DNA ชัดเจนไม่ใช่ศูนย์การค้าที่วางร้านเรียงกันเฉย ๆ
เปิดตัวด้วยภาพจำที่ต่าง
วันเปิดตัวสะท้อนตัวตนโครงการได้ชัดตั้งแต่ Curated Cars Collectionโชว์รถสปอร์ตหรูกว่า 10 คันไปจนถึง Drift Show
และโซน Creative Family Space ที่เด็กเล่น Ball Pit ขณะที่ผู้ใหญ่ทำกิจกรรมของตัวเองภาพที่เกิดขึ้นคือ “พื้นที่ที่คนต่างวัยอยู่ร่วมกันได้”
จาก Commercial Space สู่ Social Infrastructure
คำถามสำคัญคือTHE ESSENCE จะเป็นแค่กระแสช่วงเปิดตัว
หรือจะกลายเป็นแลนด์มาร์กระยะยาวของพระราม 3คำตอบอาจอยู่ที่แนวคิดถ้าพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั่วไปขาย “ทราฟฟิก”คอมมูนิตี้แบบนี้กำลังขาย “ความผูกพัน”และในระยะยาวความผูกพันของผู้คน
มีมูลค่ามากกว่าค่าเช่าต่อตารางเมตร
พระราม 3 วันนี้จึงไม่ได้แค่มีแลนด์มาร์กใหม่แต่กำลังได้ “โอเอซิสของชีวิตประจำวัน”ที่ออกแบบมาเพื่อให้คนเมืองใช้ชีวิตช้าลง… แต่คุณภาพมากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 23 ก.พ.69 ‘แข็งค่า‘ หลังลดคาดหวังดบ.เฟด

- เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 23 ก.พ. แข็งค่าขึ้นมากที่ระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ จากสัปดาห์ก่อนที่ปิด ณ ระดับ 31.20 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักที่หนุนการแข็งค่ามาจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง จากความไม่แน่นอนของแน่
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.20 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 30.75- 31.40 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.90-31.15 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และมีจังหวะทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 30.99-31.22 บาทต่อดอลลาร์) แม้ผู้เล่นในตลาดจะทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม
ทว่า ความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ (SCOTUS) ได้ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ได้กดดันให้ เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวสูงขึ้น เข้าใกล้โซน 5,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และยิ่งหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท แม้โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีกำลังมากขึ้น แต่เราประเมินว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) อาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และเงินบาทเสี่ยงเผชิญความผันผวนที่สูงขึ้น โดยต้องจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่จะส่งผลกระทบต่อทั้ง ทิศทางราคาน้ำมันดิบ ราคาทองคำ และเงินดอลลาร์ ในระยะสั้น ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ เรามองว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดอาจมีความระมัดระวังมากขึ้น ทำให้แรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติอาจชะลอลงบ้างและอาจเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรเพิ่มเติม อีกทั้ง เรามองว่า ควรระวังการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด หรือในกรณีที่ตลาดปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off)
ทั้งนี้ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น หลุดโซนแนวรับสำคัญ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งแม้จะเปิดทางให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อได้ไม่ยาก แต่เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทสู่โซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการแข็งค่าขึ้นเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก (Overvalued) จากการประเมิน Fair Value ของเงินบาทที่เรามองแถวโซน 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทดังกล่าว หากเกิดขึ้นจริง เป็นจังหวะที่น่าสนใจในการทยอยซื้อเงินดอลลาร์และบรรดาสกุลเงินต่างประเทศ (xTHB pairs)
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways หรือทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์
เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจรีบาวด์ขึ้นบ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงในกรณีที่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน อาจช่วยหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ทว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ได้กลับมาเป็นปัจจัยกดดันเงินดอลลาร์ อีกครั้ง
สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้เงินดอลลาร์จะได้อานิสงส์จากการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ทว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ได้กลับมากดดันเงินดอลลาร์อีกครั้ง
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และรอลุ้นผลการประชุม กนง. ของไทย พร้อมติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน อย่างใกล้ชิด
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนมกราคม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) เดือนกุมภาพันธ์ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์โดย ADP และรายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 21% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง Nvidia พร้อมคอยติดตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง
▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงาน ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีและยูโรโซน (IFO Business Climate) ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึง อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ ระยะสั้นและระยะกลาง (Inflation Expectations) ที่รวบรวมโดยทาง ECB นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า ECB มีโอกาสราว 30% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง 25bps ในปีนี้
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนมกราคม รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของพื้นที่กรุงโตเกียว ในเดือนกุมภาพันธ์ ในส่วนนโยบายการเงิน ผู้เล่นในตลาดและบรรดานักวิเคราะห์ ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจเลือก “คงดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 2.50% หลังเศรษฐกิจเกาหลีใต้ยังคงได้อานิสงส์จากกระแสการลงทุนในธีม AI ซึ่งหนุนความต้องการ Semiconductor ทั้งในส่วนของ Chip และ Memory จากเกาหลีใต้ ขณะเดียวกัน ทาง BOK ได้ให้น้ำหนักกับเสถียรภาพเศรษฐกิจและค่าเงินวอน (KRW) มากขึ้น ทำให้ทาง BOK ได้ส่งสัญญาณจบรอบการลดดอกเบี้ย ตั้งแต่ในการประชุมครั้งก่อน
▪ ฝั่งไทย – ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเราคาดว่า กนง. จะมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ “คงดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 1.25% เพื่อรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่มีอย่างจำกัด เพื่อใช้รับมือกับความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดต่อเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามความชัดเจนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ล่าสุด พร้อมรอล้นรายงานข้อมูล ยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) รวมถึงข้อมูลดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนมกราคม
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ฤดูกาล 2025-26 ประจำวันที่ 23 ก.พ. 69

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26 กลับมาแข่งขันกันในสัปดาห์ที่ 27 ภาพรวมของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ระหว่างวันเสาร์ที่ 21 มกราคม – วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
โดยหลังจากแข่งขันกันไป 9 คู่ในสัปดาห์นี้ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล กลับสู่ฟอร์มเก่งบุกคว้าชัยได้สำเร็จ นำเป็นจ่าฝูงด้วยการมี 61 คะแนน ขยับหนี “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ ที่รั้งอันดับ 2 ออกไปเป็น 5 คะแนน แต่แข่งมากกว่าอยู่ 1 เกม
ด้าน “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล บุกเก็บสามแต้มได้แบบหืดจับ รั้งอันดับ 6 ของตาราง ด้วยการมี 45 คะแนน ยังมีลุ้นแย่งท็อปโฟร์ในช่วงที่เหลือ

สรุปตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษล่าสุด
อันดับที่ 1 : อาร์เซนอล ชนะ 18 เสมอ 7 แพ้ 3 นัด 61 คะแนน ประตูได้ +35
อันดับที่ 2 : แมนฯ ซิตี้ ชนะ 17 เสมอ 5 แพ้ 5 นัด 56 คะแนน ประตูได้ +31
อันดับที่ 3 : แอสตัน วิลลา ชนะ 15 เสมอ 6 แพ้ 6 นัด 51 คะแนน ประตูได้ +10
อันดับที่ 4 : เชลซี ชนะ 12 เสมอ 9 แพ้ 6 นัด 45 คะแนน ประตูได้ +17
อันดับที่ 5 : แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 12 เสมอ 9 แพ้ 5 นัด 45 คะแนน ประตูได้ +10
อันดับที่ 6 : ลิเวอร์พูล ชนะ 13 เสมอ 6 แพ้ 8 นัด 45 คะแนน ประตูได้ +7
อันดับที่ 7 : เบรนท์ฟอร์ด ชนะ 12 เสมอ 4 แพ้ 11 นัด 40 คะแนน ประตูได้ +3
อันดับที่ 8 : บอร์นมัธ ชนะ 9 เสมอ 11 แพ้ 7 นัด 38 คะแนน ประตูได้ -2
อันดับที่ 9 : เอฟเวอร์ตัน ชนะ 10 เสมอ 7 แพ้ 9 นัด 37 คะแนน ประตูได้ -1
อันดับที่ 10 : ฟูแลม ชนะ 11 เสมอ 4 แพ้ 12 นัด 37 คะแนน ประตูได้ -3
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
เช็กเลย! ‘อวัยวะหมดอายุ’ ไม่พร้อมกัน ดูแลอย่างไร? ให้ชะลอความเสื่อม

- อวัยวะร่างกายแต่ละส่วนจะหมดอายุ หรือความเสื่อมในช่วงอายุที่แตกต่างกัน อย่าง สมองจะเสื่อม→ อายุเฉลี่ย 20 ปี ,ผิวหนัง → อายุเฉลี่ย 25 ปี ,หัวใจ → อายุเฉลี่ย 40 ปี ,ตับ → อายุเฉลี่ย 50 ปี
- ไต → อายุเฉลี่ย 50 ปี ,ปอด → อายุเฉลี่ย 50 ปี (เริ่มเสื่อมตั้งแต่ 20 ปี) ,ลำไส้ → อายุเฉลี่ย 55 ปี ,กระดูก → อายุเฉลี่ย 35 ปี ,รังไข่ → อายุเฉลี่ย 35 ปี ,ดวงตา → อายุเฉลี่ย 40 ปี ,ฟัน → อายุเฉลี่ย 40 ปี และหน้าอก (เต้านม) → อายุเฉลี่ย 35 ปี
- สัญญาณเตือนความเสื่อมของร่างกายที่สังเกตได้ อาทิ ความอ่อนเพลีย,ผิวแห้งกร้าน มีริ้วรอย, ฝ้า กระ หรือจุดด่างดำ, ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ,ขี้หลงขี้ลืม ความจำแย่ลง ,เบื่ออาหาร และน้ำหนักขึ้นหรือลงผิดปกติ
โดยปกติเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย มักเริ่มเสื่อมในช่วงอายุ 30 ปี เป็นต้นไป แต่อาการเสื่อมเริ่มสะสมได้ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่นและวัยทำงาน จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งภาวะอวัยวะล้มเหลว หรือหมดอายุ หมายความว่า อวัยวะหนึ่งหรือหลายอวัยวะของคุณไม่สามารถทำงานได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันหรือค่อยเป็นค่อยไป
หากอวัยวะสำคัญของคุณล้มเหลว หมดอายุ คุณจะต้องได้รับการช่วยชีวิตหรือการปลูกถ่ายอวัยวะเพื่อทดแทน อวัยวะสำคัญของคุณได้แก่ ตับ ไต หัวใจ สมอง ปอด และลำไส้เล็ก
อวัยวะแต่ละส่วน จะหมดอายุในช่วงวัยแตกต่างกัน
สมอง → อายุเฉลี่ย 20 ปี
- เริ่มเสื่อมตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ! เซลล์ประสาทลดลงทุกวัน
- ถ้าไม่ใช้สมองบ่อย เสื่อมเร็วเท่าคนแก่
ผิวหนัง → อายุเฉลี่ย 25 ปี
- คอลลาเจนเริ่มลด ผิวแห้งง่าย แพ้แดดไว
- อายุยังไม่มาก แต่ผิวพังได้ถ้าดูแลไม่ดี
หัวใจ → อายุเฉลี่ย 40 ปี
- ปั๊มเลือดน้อยลง เหนื่อยง่าย
- ผู้ชาย 45+ และผู้หญิง 55+ เสี่ยงโรคหัวใจสูง
ตับ → อายุเฉลี่ย 50 ปี
- ถ้าดูแลดี ฟื้นตัวไวมาก แต่ถ้าใช้หนัก = พังเร็ว
- ดื่มเหล้า นอนดึก คือศัตรู
ไต → อายุเฉลี่ย 50 ปี
- กรองของเสียน้อยลง ปัสสาวะบ่อยตอนดึก
- บางคนไม่รู้ว่าใช้ไตหนักจาก “กินยาเกินจำเป็น”
ปอด → อายุเฉลี่ย 50 ปี (เริ่มเสื่อมตั้งแต่ 20 ปี)
- หายใจตื้น ออกซิเจนในเลือดน้อยลง
- บางคนหอบง่าย แค่เดินขึ้นบันได
ลำไส้ → อายุเฉลี่ย 55 ปี
- แบคทีเรียดีลดลง เสี่ยงระบบย่อยรวน
- ท้องผูกบ่อย อาหารไม่ย่อย คือสัญญาณ
กระดูก → อายุเฉลี่ย 35 ปี
- ความหนาแน่นเริ่มลด กระดูกพรุนเร็ว
- ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนเสี่ยงมาก
รังไข่ → อายุเฉลี่ย 35 ปี
- ไข่เริ่มลด คุณภาพตกตั้งแต่ยังไม่ถึงเลขสี่
- ความสมดุลฮอร์โมนเริ่มปั่นป่วน
ดวงตา → อายุเฉลี่ย 40 ปี
- สายตายาว ตาแห้ง ตาพร่ามาเยือน
- เสี่ยงต้อกระจก ต้อหินมากขึ้น
ฟัน → อายุเฉลี่ย 40 ปี
- เหงือกร่น ฟันโยก ฟันผุง่าย
- เคี้ยวของแข็ง = พังแน่
หน้าอก (เต้านม) → อายุเฉลี่ย 35 ปี
- เริ่มหย่อนคล้อย ต่อมน้ำนมเสื่อม
- เสี่ยงซีสต์หรือมะเร็งได้ง่ายขึ้น
อวัยวะสำคัญที่อาจทำงานล้มเหลว
- ตับ
ตับของคุณทำหน้าที่หลายร้อยอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รวมถึงการกรองสารพิษออกจากเลือดภาวะตับวายอาจเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง
- ไต
ทำหน้าที่กำจัดของเสียออกจากเลือดผ่านทางปัสสาวะ และรักษาสมดุลของของเหลวและอิเล็กโทรไลต์ในร่างกายภาวะไตวายอาจเกิดขึ้นแบบเรื้อรังหรือเฉียบพลัน
- หัวใจ
หัวใจของคุณทำหน้าที่ส่งเลือดที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะอื่นๆ ทุกส่วน เมื่อหัวใจของคุณทำงานผิดปกติ มันจะส่งผลกระทบต่อร่างกายของคุณทั้งหมดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันคือการทำงานของหัวใจที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังเป็นภาวะเรื้อรังที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้นตามเวลา
- ปอด
ปอดเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทำหน้าที่ส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อทุกส่วนของร่างกายภาวะหายใจล้มเหลวอาจเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง
- ลำไส้เล็ก
ลำไส้เล็กทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารส่วนใหญ่จากอาหารที่คุณรับประทาน ซึ่งร่างกายต้องการเพื่อการทำงาน เมื่อลำไส้เล็กทำงานผิดปกติ ผลที่ตามมาคือภาวะขาดสารอาหารหรืออดอาหาร
- สมอง
สมองของคุณสั่งการให้ทุกอวัยวะทำงาน โรคความเสื่อมของสมองอาจทำให้สมองล้มเหลวเรื้อรังและค่อยเป็นค่อยไป ภาวะสมองล้มเหลวเฉียบพลันคือกระบวนการที่สมองตายเมื่อสมองหรือก้านสมอง ของคุณ ตาย อวัยวะที่เหลือก็จะตายตามไปด้วย
วิธีสังเกตความเสื่อมของร่างกาย
สำรวจ 10 อาการ สัญญาณร่างกายเริ่มทรุดโทรม และควรรีบเข้ารับการตรวจสุขภาพมีอะไรบ้าง
1.อ่อนเพลียเรื้อรัง
อาการอ่อนล้า รู้สึกไม่สบายตัว หมดเรี่ยวแรง หรือหลับไม่สนิท อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายของภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง ซึ่งร่างกายต้องการการพักผ่อนที่เพียงพอ โดยสาเหตุอาจเกิดจากการทำกิจกรรมบางประเภทอย่างหักโหม หรือเกิดจากการติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ฮอร์โมนในร่างกายขาดความสมดุล รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต
2.นอนไม่หลับ
อาการนอนไม่หลับ การนอนหลับไม่สนิท การหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดคืน การตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น การง่วงซึมหรือความเหนื่อยล้าระหว่างวันสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ อาการนอนไม่หลับเกิดจากปัจจัยที่หลากหลายและเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการนอนไม่หลับมากกว่า 2 สัปดาห์ อาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของการทำงานที่ปกติของไทรอยด์ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพ เพื่อประเมินอาการเพิ่มเติม
3.เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
ความไม่รู้สึกอยากอาหารหรือความต้องการรับประทานอาหารลดลง อาจเกิดได้จากสาเหตุทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงภาวะเบื่ออาหารจากการใช้ยาบางประเภท โดยผู้ที่เบื่ออาหารมักมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด ภาวะขาดสารอาหาร ในบางรายอาจพบว่าลิ้นเริ่มรับรสชาติได้ไม่เหมือนเดิม
4.ปวดเมื่อยตามร่างกาย
อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณส่วนต่าง ๆ โดยไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างแน่ชัด อาจเป็นผลจากการอักเสบของกล้ามเนื้อหลาย ๆ ตำแหน่งในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งหากผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจไม่สามารถขยับร่างกาย หรือทำกิจกรรมได้ตามปกติ ควรตรวจสุขภาพเพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจน และทำการรักษาอย่างจริงจัง
5.ปวดศีรษะเรื้อรัง
การปวดศีรษะเรื้อรังหมายถึงลักษณะการปวดหัวที่มีอาการต่อเนื่องมากกว่า 15 วันต่อเดือน ติดต่อกันอย่างน้อยเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากความเครียด โรคไมเกรน โรคซึมเศร้าหรือการใช้ยาแก้ปวดไม่ถูกวิธี
6.ไอเรื้อรัง
ภาวะไอเรื้อรังคือการไอที่มีระยะเวลาติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 8 สัปดาห์ ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ หรือภาวะอื่น ๆ เช่น ภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบ หอบหืด รวมไปถึงภาวะที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ภาวะกรดไหลย้อน เป็นต้น
7.ท้องอืด ท้องเฟ้อ
ผู้ป่วยมักมีอาการแน่นท้อง ปวดท้อง หรือรู้สึกไม่สบายท้องบริเวณส่วนบนหรือบริเวณลิ้นปี่ ในบางรายอาจรู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ ส่วนใหญ่มักมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ และเมื่อไม่ได้ตรวจสุขภาพเพื่อรับการรักษาที่ต้นเหตุอย่างถูกต้อง ก็ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเรื้อรังได้
8.ระบบขับถ่ายไม่ปกติ
ผู้ป่วยสามารถสังเกตได้จากอาการท้องเสียบ่อย อุจจาระเป็นน้ำ หรือท้องผูกบ่อย ถ่ายแข็งต้องออกแรงเบ่งมาก ในบางรายอาจมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย หรือมีอุจจาระสีดำเหนียวคล้ายยางมะตอย แม้จะรับประทานอาหารที่ปรุงสุกและถูกสุขอนามัย อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร การดูดซึมและการขับถ่าย
9.ปัสสาวะแสบขัด
รวมถึงอาการปัสสาวะขัด ปัสสาวะมีมดขึ้น หรือปัสสาวะเป็นเลือด อาจมีสาเหตุจากการติดเชื้อหรือโรคในระบบทางเดินปัสสาวะต่าง ๆ รวมถึงโรคเบาหวาน หรือดีซ่าน
10.มีเลือดออกผิดปกติ
ผู้ป่วยสามารถสังเกตได้จากการเกิดจ้ำเลือดตามผิวหนัง บางรายอาจอาเจียนออกมาเป็นเลือดหรือถ่ายเป็นเลือด รวมถึงการมีเลือดออกทางช่องคลอดนอกรอบประจำเดือน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีเลือดออกผิดปกติมักมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วย
ข้อแนะนำจากทีมแพทย์
อย่างไรก็ตาม คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการครบทุกข้อ หากสังเกตอาการผิดปกติอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ แล้วอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะการตรวจหาความเสื่อมระดับเซลล์ เพราะการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงได้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
‘การ์ทเนอร์’ เตือนองค์กร ‘AI Browser’ ความเสี่ยงอาจสูงเกินรับไหว

- AI Browser มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้ข้อมูลสำคัญขององค์กรรั่วไหลไปยังบริการ AI ภายนอก
- AI Agents อาจทำงานผิดพลาด ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียข้อมูลและการโจมตีระบบภายในองค์กร
- เบราว์เซอร์เหล่านี้มักถูกออกแบบโดยเน้นประสบการณ์ผู้ใช้มากกว่าความปลอดภัย ทำให้มีการเก็บข้อมูลการใช้งานเป็นเวลานาน และยังขาดระบบการจัดการจากส่วนกลางสำหรับองค์กร
- AI Browser ยังมีช่องโหว่ในการออกแบบที่อาจเป็นอันตราย ซึ่งอาจเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงบัญชีผู้ใช้หรือข้อมูลที่ละเอียดอ่อนได้
AI Browser มาพร้อมความสามารถในการยกระดับประสบการณ์การท่องเว็บให้รวดเร็วและชาญฉลาดยิ่งขึ้น ที่ขยายขอบเขตการเข้าถึงข้อมูลที่กว้างและลึกกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันความเหมาะสมของการนำมาใช้ในระดับองค์กรนั้นยังถือว่ามีความเสี่ยงสูงเกินกว่าที่องค์กรส่วนใหญ่จะยอมรับได้
เดนนิส ซวี รองประธานฝ่ายวิเคราะห์ การ์ทเนอร์ กล่าวว่า AI Browser เช่น Perplexity Comet และ ChatGPT Atlas ของ OpenAI มีศักยภาพปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของพนักงาน จากเดิมที่ค้นหาข้อมูลด้วยตนเองไปสู่การรันงานบนเว็บแบบอัตโนมัติ
ผ่านการบูรณาการ Agentic Features เข้ากับเบราว์เซอร์ ทำให้เครื่องมือเหล่านี้สามารถสรุปเนื้อหา ช่วยร่างอีเมล ตลอดจนค้นหาและสั่งซื้อสินค้าผ่านร้านค้าออนไลน์ได้อิสระ
สิ่งที่แตกต่างจากเบราว์เซอร์ดั้งเดิมคือ AI Browser เริ่มมีการใช้ “AI Agents” ที่ไม่เพียงแค่ตีความเจตจำนงของผู้ใช้เท่านั้น แต่ยังสามารถบริหารและจัดการเวิร์กโฟลว์การทำงานได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
สิ่งนี้ถือเป็นนิยามใหม่ของการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือองค์กรกับ Digital Touchpoints ทั้งบนเว็บไซต์ บริการคลาวด์ และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่าง ๆ
แม้จะมีขีดความสามารถน่าทึ่ง แต่ AI Browser มาพร้อมความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เราต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากเครื่องมือเหล่านี้ดำเนินการและการรันงานบนเว็บได้ด้วยตนเอง ซึ่งอาจก้าวข้ามผ่านระบบควบคุมความปลอดภัยแบบเดิม
ส่งผลให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญ การกระทำที่ผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องของ AI หรือแม้แต่การละเมิดข้อมูลหรือเอกสารรับรองที่ใช้ยืนยันตัวตน (Credentials) ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือช่องโหว่แฝงที่อาจยังไม่ถูกค้นพบในเทคโนโลยีที่ยังเพิ่งตั้งไข่นี้
จนกว่าเครื่องมือเหล่านี้จะมีมาตรการป้องกันที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ การ์ทเนอร์แนะนำให้องค์กรพิจารณาว่า AI Browser เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีความเสี่ยงสูงและยังมีข้อบกพร่องในเชิงฟังก์ชัน โดยควรระงับการใช้งานไว้ก่อนในตอนนี้ จากนั้นค่อยเริ่มโครงการนำร่องเมื่อเทคโนโลยีมีความปลอดภัยและเชื่อถือได้มากขึ้น
ข้อมูลละเอียดอ่อนรั่วไหลไปสู่บริการ AI ภายนอกองค์กร
ฟังก์ชันการสรุปเนื้อหา การนำทางอัตโนมัติ และการดำเนินงานต่าง ๆ ของ AI Browser ล้วนพึ่งพาระบบหลังบ้านบนคลาวด์ สิ่งนี้สร้างความเสี่ยงอย่างมากกับข้อมูลสำคัญ ๆ ที่อาจจะรั่วไหลออกนอกองค์กร โดยบางครั้งผู้ใช้อาจไม่ทราบหรือไม่ยินยอม
สิ่งสำคัญคือควรดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยของบริการหลังบ้านที่ขับเคลื่อน AI Browser หากพบว่าไม่ปลอดภัยเพียงพอสำหรับการใช้ในระดับองค์กร ให้ระงับการดาวน์โหลดหรือติดตั้งทันที
หากองค์กรอนุญาตให้ใช้ ต้องให้ความรู้แก่พนักงานว่าเนื้อหาใด ๆ ที่ปรากฏบนเบราว์เซอร์อาจถูกส่งไปยังคลาวด์ได้ และต้องหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนสูงที่ทิ้งไว้บนแท็บเบราว์เซอร์ขณะใช้ฟีเจอร์ที่อยู่บน Sidebar อาทิ การสรุปเนื้อหา หรือ การดำเนินการอัตโนมัติต่าง ๆ
หากเป็นไปได้ ให้ทดลองใช้เฉพาะเครื่องมือที่องค์กรไว้วางใจ เช่น ถ้า Microsoft Edge เพิ่มฟังก์ชันด้าน Agentic มากขึ้น ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับองค์กรที่ใช้งานและจัดเก็บข้อมูลอ่อนไหวไว้บน Microsoft 365 อยู่แล้ว
ความผิดพลาดในการรันงานของ AI Agents จากพนักงาน
AI Browser จูงใจให้พนักงานส่งต่องานที่ซ้ำซากจำเจให้ AI ทำแทน แต่สิ่งนี้มีราคาที่ต้องจ่าย เช่น เบราว์เซอร์อาจกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มผิดพลาด, เข้าอบรมหลักสูตรบังคับโดยไม่ได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ หรือแม้แต่จองเที่ยวบินผิดพลาดเนื่องจากการประมวลผลที่คลาดเคลื่อนของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM)
ที่อันตรายกว่านั้น AI Browser อาจถูกหลอกลวงให้เข้าไปยังเว็บไซต์ฟิชชิง (Phishing) นำไปสู่การสูญเสียข้อมูลในองค์กร และถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการโจมตีระบบภายใน
องค์กรควรนำร่องใช้งานเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ที่มีความเข้าใจ AI ระดับสูงก่อน และใช้กับงานที่มีความเสี่ยงต่ำเท่านั้น พร้อมย้ำเตือนให้ตรวจสอบการทำงานของ AI อย่างใกล้ชิด หากพบความผิดปกติให้หยุดการทำงานทันที
นอกจากนั้น การปรับปรุงนโยบายการใช้งานคอมพิวเตอร์ ให้ชัดเจนเกี่ยวกับข้อห้าม อาทิ ห้ามใช้ AI Browser ในการเข้าอบรมด้าน Cybersecurity ประจำปี เป็นต้น
เหตุเพราะเน้นประสบการณ์ผู้ใช้มากกว่าความปลอดภัย
โดยส่วนใหญ่ AI Browser ถูกออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้เป็นหลัก มักจะมีการเก็บข้อมูลการใช้งานและข้อมูลส่วนตัวไว้เป็นเวลานานตั้งแต่เริ่มต้น
การพัฒนาข้อกำหนดด้านความปลอดภัยสำหรับ AI Browser ที่จะนำมาใช้ และสอนผู้ใช้กลุ่มแรก ๆ ให้ปรับการตั้งค่าให้สอดคล้องกับมาตรฐานองค์กร จนกว่าจะมีระบบการจัดการจากส่วนกลาง (Centralized Management) มาเพิ่ม
สำหรับองค์กรที่เริ่มทดลองใช้แล้ว ให้ปิดฟีเจอร์การจัดเก็บข้อมูล เพื่อไม่ให้ผู้ให้บริการนำข้อมูลการค้นหาไปพัฒนาต่อ และสั่งให้ผู้ใช้ลบประวัติหรือหน่วยความจำในระบบอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ องค์กรควรตรวจสอบและตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน ว่าฟีเจอร์ต่าง ๆ อาทิ ผู้ช่วยจัดการอีเมล (Email Assistants) หรือเครื่องมือสำหรับสร้างกระบวนการทำงานอัตโนมัติ (Workflow Automation Tools) ที่มีการเชื่อมต่อกับระบบอีเมลขององค์กร (อาทิ Google Gmail หรือ Microsoft Outlook) หรือมีการเชื่อมการทำงานเข้ากับแอปพลิเคชันอื่น ๆ ขององค์กรอีกหรือไม่
ข้อบกพร่อง–การออกแบบที่เกิดเป็นช่องโหว่
เช่นเดียวกับเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ AI Browser ย่อมมีช่องโหว่ในการออกแบบ
ตัวอย่างเช่น มีการตรวจพบช่องโหว่ร้ายแรงใน ChatGPT Atlas ของ OpenAI เพียงไม่กี่วันหลังเปิดตัว ซึ่งอาจเปิดช่องให้มีการเข้าถึงบัญชีผู้ใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ส่งผลให้ผู้ใช้ได้รับคำแนะนำให้จำกัดการใช้งานเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่ำเท่านั้น และหลีกเลี่ยงการทดลองใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอ่อนไหวหรือข้อมูลที่มีความเสี่ยงสูง
เช่น ข้อมูลด้านการเงินส่วนบุคคล ขณะที่องค์กรจำเป็นต้องบังคับใช้มาตรการติดตั้งแพตช์อย่างเร่งด่วน รวมถึงสั่งระงับการดาวน์โหลดหรือติดตั้งโปรแกรมใหม่ จนกว่าช่องโหว่ดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์
วิวัฒนาการที่รวดเร็วของ AI Browser มาพร้อมกับศักยภาพที่น่าตื่นเต้นและความเสี่ยงที่สำคัญต่อองค์กร จนกว่าเครื่องมือเหล่านี้จะทำงานได้อย่างเสถียรและมีกรอบการกำกับดูแลชัดเจน
องค์กรควรระงับการใช้งานเพื่อปกป้องข้อมูลละเอียดอ่อนและรักษาการควบคุมไว้เหนือกระบวนการทำงานดิจิทัลและการจัดลำดับความสำคัญด้านความปลอดภัยตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในอนาคตเกิดประโยชน์และเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ เมื่อเทคโนโลยีมีความพร้อมสำหรับการใช้งานระดับองค์กร
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
หลักการเติม ing ท้ายคำกริยา สรุปกฎ 5 ข้อ เปลี่ยน ie เป็น y ตอนไหน? ต้องเบิ้ลตัวสะกดไหม?

เคยสับสนไหมครับ? เวลาจะเขียนคำว่า “วิ่ง” ในรูปกำลังกระทำ (Running) เราต้องเบิ้ลตัว n สองตัว แต่พอเขียนคำว่า “กิน” (Eating) กลับไม่ต้องเบิ้ล t ทั้งที่ดูคล้ายๆ กัน? หรือคำว่า “โกหก” (Lie) ทำไมกลายเป็น Lying หน้าตาเปลี่ยนไปจนจำแทบไม่ได้?
เรื่อง หลักการเติม ing ถือเป็นด่านปราบเซียนด่านแรกๆ ของการเรียนภาษาอังกฤษเลยครับ เพราะเราต้องใช้ทั้งใน Continuous Tense (กำลังทำ), Gerund (การทำ) และ Participle (ส่วนขยาย) ถ้าสะกดผิด ความหมายอาจเพี้ยนหรือทำให้ผู้อ่านสับสนได้ วันนี้ EngDuo Thailand จะมาสรุปกฎการสะกดคำ (Spelling Rules) ให้เข้าใจง่ายๆ พร้อมเทคนิคการจำที่จะทำให้คุณเขียนถูกเป๊ะทุกครั้งครับ
ทำไมต้องเติม -ing? (Why add -ing?)
การเติม -ing ท้ายคำกริยา (Verb) เป็นการเปลี่ยนรูปคำเพื่อใช้ใน 3 กรณีหลัก:
- บอกว่ากำลังทำ (Continuous Aspect): I am running. (ฉันกำลังวิ่ง)
- ทำหน้าที่เป็นคำนาม (Gerund): Swimming is fun. (การว่ายน้ำเป็นเรื่องสนุก)
- ทำหน้าที่ขยายคำนาม (Adjective): An exciting movie. (หนังที่น่าตื่นเต้น)
กฎ 5 ข้อ ของการเติม ing (The 5 Spelling Rules)
จำกฎพื้นฐานเหล่านี้ไว้ครับ รับรองว่าครอบคลุมคำศัพท์กว่า 90% ในภาษาอังกฤษแน่นอน
กฎข้อที่ 1: เติม ing ได้เลย (General Rule)
สำหรับคำกริยาทั่วไป ส่วนใหญ่เติม -ing ต่อท้ายได้เลยครับ ไม่ต้องคิดเยอะ
- Walk → Walking (เดิน)
- Read → Reading (อ่าน)
- Play → Playing (เล่น)
- Sleep → Sleeping (นอน)
กฎข้อที่ 2: ลงท้ายด้วย e (Silent ‘e’)
ถ้าคำนั้นลงท้ายด้วย e (ที่ไม่ออกเสียง) ให้ ตัด e ทิ้ง ก่อน แล้วค่อยเติม -ing
- Make → Making (ทำ – ตัด e)
- Write → Writing (เขียน)
- Come → Coming (มา)
- Dance → Dancing (เต้น)
- ข้อยกเว้น: ถ้าลงท้ายด้วย ee, oe, ye ให้เติม ing ได้เลย (ห้ามตัด)
- See → Seeing
- Agree → Agreeing
กฎข้อที่ 3: สระเสียงสั้นตัวเดียว ตัวสะกดตัวเดียว (CVC Rule)
กฎนี้สำคัญมาก! ถ้าคำพยางค์เดียว มีสระ 1 ตัว และตัวสะกด 1 ตัว ต้อง เบิ้ลตัวสะกดตัวท้าย ก่อน
- Run → Running (วิ่ง)
- Sit → Sitting (นั่ง)
- Swim → Swimming (ว่ายน้ำ – i ตัวเดียว m ตัวเดียว)
- Cut → Cutting (ตัด)
- Stop → Stopping (หยุด)
กฎข้อที่ 4: ลงท้ายด้วย ie (The ‘ie’ to ‘y’ Rule)
คำกลุ่มนี้มีน้อยแต่เจอบ่อย ให้เปลี่ยน ie → y แล้วเติม -ing
- Die → Dying (ตาย – ไม่ใช่ Dieing)
- Lie → Lying (โกหก / นอนราบ)
- Tie → Tying (ผูกเชือก)
กฎข้อที่ 5: คำ 2 พยางค์ ที่เน้นพยางค์หลัง (Stress on 2nd Syllable)
เหมือนกฎข้อ 3 ครับ ถ้าเน้นเสียงหนักที่พยางค์ท้าย และมีสระตัวเดียว ตัวสะกดตัวเดียว ต้อง เบิ้ลตัวสะกด
- Begin → Beginning (เริ่มต้น)
- Forget → Forgetting (ลืม)
- Refer → Referring (อ้างถึง)
- Admit → Admitting (ยอมรับ)
- ข้อยกเว้น: ถ้าเน้นพยางค์หน้า ไม่ต้องเบิ้ล
- Visit → Visiting (เยี่ยม)
- Open → Opening (เปิด)
- Listen → Listening (ฟัง)
ตาราง: สรุปสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ (Do’s and Don’ts)
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองดูตารางเปรียบเทียบข้อผิดพลาดที่มักพบบ่อยครับ
| เงื่อนไข (Condition) | สิ่งที่ต้องทำ (Correct Action) | ตัวอย่างที่ถูกต้อง (Correct) | ❌ ตัวอย่างที่ผิด (Wrong) |
| ลงท้ายด้วย e (ไม่ออกเสียง) | ตัด e ทิ้ง แล้วเติม ing | Having (มี) | Haveing |
| ลงท้ายด้วย ee | คงรูปเดิม แล้วเติม ing | Seeing (เห็น) | Seing |
| CVC (สระสั้น ตัวสะกดเดียว) | เบิ้ลตัวสะกด แล้วเติม ing | Planning (วางแผน) | Planing |
| ลงท้ายด้วย w, x, y | เติม ing ได้เลย (ไม่เบิ้ล) | Fixing, Snowing | Fixxing, Snowwing |
| ลงท้ายด้วย ie | เปลี่ยน ie เป็น y | Dying (ตาย) | Dieing |
| ลงท้ายด้วย y | เติม ing ได้เลย (ห้ามเปลี่ยน) | Studying (เรียน) | Studiing |
Note: ตัวอักษร w, x, y ถือเป็นข้อยกเว้นในกฎ CVC ครับ ไม่ต้องเบิ้ลตัวสะกดแม้จะเป็นสระเสียงสั้น (เช่น Fix → Fixing, Play → Playing)
เกร็ดความรู้เพิ่มเติม (Advanced Tips)
1. Panic → Panicking?
คำที่ลงท้ายด้วย c และออกเสียง /k/ (เค) เมื่อเติม ing ต้องเพิ่มตัว k เข้าไปก่อนครับ เพื่อให้ยังคงเสียง /k/ ไว้ ไม่งั้นจะกลายเป็นเสียง /s/ (ซ)
- Panic → Panicking (ตื่นตระหนก)
- Picnic → Picnicking (ไปปิคนิค)
- Mimic → Mimicking (เลียนแบบ)
2. British vs. American Spelling
คำที่ลงท้ายด้วย l (เช่น Travel, Cancel)
- British: นิยมเบิ้ล l → Travelling, Cancelling
- American: ไม่นิยมเบิ้ล → Traveling, Canceling (ใช้ได้ทั้งคู่ครับ แต่ในไทยนิยม British มากกว่าในตำราเรียน)
Writing Feedback: ครูผู้สอนจะช่วยตรวจแก้และอธิบายเหตุผลว่าทำไมคำนี้ถึงสะกดแบบนี้ เพื่อให้คุณเข้าใจรากฐานของภาษา
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
10 อาหาร “ดับกลิ่นปาก” กู้ชีพกลิ่นบูดให้หอมสดชื่น คุยกับคนอื่นได้แบบมั่นใจ!

10 อาหารสยบกลิ่นปาก เปลี่ยนลมหายใจให้หอมสดชื่นด้วยวิธีธรรมชาติ
เคยไหม… แปรงฟันแล้วแต่กลิ่นปากยังกวนใจ? หรือเพิ่งกินเมนูจัดเต็มมาจนไม่กล้าอ้าปากคุยกับใคร? ความจริงคือทางออกอาจไม่ได้อยู่ที่แปรงสีฟันเสมอไป แต่อยู่ที่ “ของกิน” ในมือคุณ!
มาส่อง 10 ไอเทมลับดับกลิ่นปาก ที่หาซื้อง่าย แต่ช่วยกำจัดแบคทีเรียและก๊าซไข่เน่าในช่องปากได้อย่างอยู่หมัด เปลี่ยนคุณให้เป็นคนใหม่ที่มีลมหายใจหอมมั่นใจตลอดวัน
10 อาหารดับกลิ่นปาก เปลี่ยนปากเหม็นเป็นหอมฟุ้ง
1. ผักและผลไม้เนื้อกรอบ
การเคี้ยวแอปเปิล แครอท หรือเซลเลอรี เปรียบเสมือนการใช้ “แปรงสีฟันธรรมชาติ” กากใยที่เหนียวและกรอบจะช่วยขัดเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันออกไป พร้อมกระตุ้นการผลิตน้ำลายเพื่อมาชำระล้างช่องปาก นอกจากนี้วิตามินซีในผลไม้ยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและป้องกันโรคเหงือกได้อีกด้วย
2. โยเกิร์ต
งานวิจัยพบว่าการทานโยเกิร์ตเพียง 3 ออนซ์ต่อวัน สามารถลดสารไฮโดรเจนซัลไฟด์ (ก๊าซกลิ่นไข่เน่า) ในปากได้ถึง 80% เพราะในโยเกิร์ตมีวิตามินดีและโพรไบโอติกส์ที่ช่วยปรับสมดุลแบคทีเรีย ทั้งในช่องปากและในระบบทางเดินอาหาร
3. สมุนไพรและเครื่องเทศ
ภูมิปัญญาโบราณที่ใช้ได้ผลจนถึงปัจจุบัน คือการเคี้ยวใบสมุนไพรสด เช่น พาร์สลีย์ สะระแหน่ (Mint) หรือโรสแมรี่ สาร “กรดโรสมารินิก” ในโรสแมรี่มีคุณสมบัติพิเศษในการลดกลิ่นกระเทียมได้ดีเยี่ยม หากไม่ชอบเคี้ยวสดๆ การจิบชาสมุนไพรก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีเช่นกัน
4. ชาเขียวและชาดำ
ในชามีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า “โพลีฟีนอล” ซึ่งช่วยทำลายสารประกอบซัลเฟอร์ที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นเหม็น อย่างไรก็ตาม ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะการดื่มชาดำมากเกินไปอาจทำให้ปากแห้ง ซึ่งจะย้อนกลับมาทำให้เกิดกลิ่นปากได้
5. หมากฝรั่งปราศจากน้ำตาล
หัวใจสำคัญคือต้องเป็นแบบ “ไม่มีน้ำตาล” เท่านั้น เพราะน้ำตาลคืออาหารชั้นดีของแบคทีเรีย การเคี้ยวหมากฝรั่งจะช่วยกระตุ้นน้ำลายให้ไหลเวียนมากขึ้น ช่วยชะล้างสิ่งสกปรกและลดกลิ่นปากได้ในเวลาอันสั้น
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 23/2/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 75,600.00 | 75,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,887.00 | 74,086.92 | 76,600.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,398.30 | 66,678.23 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,909.60 | 59,269.54 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,199.15 | 33,339.11 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,710.45 | 25,930.42 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 5,064.25 | 76,774.03 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 23/2/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.55 | 30.55 | 31.35 | 30.55 | 30.55 | 30.55 | 30.55 | 30.55 | 30.55 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.18 | 30.18 | 30.78 | 30.18 | 30.18 | 30.18 | 30.18 | 30.18 | 30.18 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.34 | 28.34 | 28.94 | 28.34 | – | 28.34 | 28.34 | 28.34 | 28.34 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.29 | 26.29 | – | – | – | – | – | – | 26.29 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







