แสนสิริ เปิด ‘นาราสิริ วิคตัวร์’กรุงเทพกรีฑา รับดีมานด์มหาเศรษฐี

แสนสิริ ดัน กรุงเทพกรีฑา ‘Ultra Luxury District’เปิด ‘นาราสิริ วิคตัวร์’ มูลค่าโครงการกว่า 7,000 ล้าน รับดีมานด์มหาเศรษฐี มองไทย Safe Haven
ในวันที่เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความผันผวน ตลาดอสังหาริมทรัพย์บางเซ็กเมนต์เริ่มชะลอ! แต่ “บ้านลักชัวรี” กลับเดินสวนกระแส! ล่าสุด แสนสิริ เปิดตัว “นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา” มูลค่าโครงการกว่า 7,000 ล้านบาท วางตำแหน่งเป็นเรือธงแห่งปีในพอร์ต Sansiri Luxury Collection ราคาเริ่มต้น 65-120 ล้านบาท มีเพียง 94 ยูนิต
คำถามคือ ทำไมในจังหวะที่โลกผันผวน แสนสิริกลับเลือก “เร่งเครื่อง” ในตลาดบน?
ตลาดลักชัวรี ขับเคลื่อนด้วย Real Demand
หากมองลึกลงไป กลุ่มลูกค้าลักชัวรี วันนี้ ไม่ได้ซื้อเพราะกระแสแต่ซื้อเพราะ “คุณภาพชีวิตระยะยาว” พฤติกรรมของกลุ่ม High-Net-Worth และ New Wealth ไทย มีความ “Selective” มากขึ้นเลือกแบรนด์ที่ไว้ใจได้เลือกทำเลที่มีศักยภาพเติบโตและเลือกสินทรัพย์ที่ส่งต่อคุณค่าได้ในอีก 20-30 ปี
นี่คือเหตุผลที่แสนสิริเดินเกมรุก ต่อยอดความสำเร็จของ Sansiri Krungthep Kreetha Community คอมมูนิตี้ลักชัวรีกว่า 500 ไร่ มูลค่ารวมกว่า 33,000 ล้านบาท
จากวันที่ “กรุงเทพกรีฑา” ยังไม่ใช่ชื่อที่โดดเด่น หากแต่วันนี้ ที่ดินย่านนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 150-170% ภายใน 12 ปีและบ้านลักชัวรีบางโครงการสร้าง Rental Yield 7-10% ต่อปีตัวเลขเหล่านี้กำลังสะท้อนว่ากรุงเทพกรีฑาไม่ได้เป็นเพียง “ทำเลทางเลือก”แต่กำลังถูกยกระดับสู่ “Future Ultra Luxury District”
“นาราสิริ วิคตัวร์” มรดกแห่งดีไซน์สไตล์ฝรั่งเศส
นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑาถูกนิยามว่าเป็นบ้านเดี่ยวระดับ Legacy แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรม Modern French Renaissance สะท้อนความสง่างามเหนือกาลเวลา (Timeless Design)บ้าน 2 ชั้น 4-5 ห้องนอนพื้นที่ใช้สอย 453-678 ตารางเมตร บนที่ดินส่วนกลางกว่า 7 ไร่ องค์ประกอบภายในโครงการถูกออกแบบให้เป็น “World-Class Residential Experience” ไม่ว่าจะเป็น Grande Clubhouse, Private Lounge, Salon de thé และ Atelier รวมทั้ง Panoramic Gym วิวสวนขนาดใหญ่ และ พื้นที่สำหรับเด็กและสัตว์เลี้ยง
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ คือ การตั้งอยู่ในคอมมูนิตี้เดียวกับ Brighton College Bangkokโรงเรียนนานาชาติระดับท็อปเมื่อรวมกับการเชื่อมต่อย่าน “ทองหล่อ-พระราม 9” และโครงสร้างพื้นฐานฝั่งตะวันออกทำเลนี้จึงตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุน
ข้อมูลจาก Savills ชี้ว่าแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Ultra-High-Net-Worth Individuals (UHNWIs) ทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุค “Flight to Quality” พวกเขาไม่ได้มองหาเพียงบ้านแต่กำลังมองหา “Safe Haven” ประเทศที่ปลอดภัยมีเสถียรภาพ มีสิทธิในทรัพย์สินชัดเจนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับครอบครัว
กรุงเทพฯ จึงกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของเงินทุนระดับโลกโดยเฉพาะในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่แน่นอน
อสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีจึงไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัยแต่เป็น “สินทรัพย์คุณภาพสูง” สำหรับกระจายความเสี่ยง
จาก Developer สู่ Luxury Ecosystem
สิ่งที่ “แสนสิริ” กำลังทำไม่ใช่แค่การสร้างบ้านหลังใหญ่แต่คือการสร้าง “Luxury Ecosystem” ตั้งแต่การพัฒนาคอมมูนิตี้ การออกแบบระดับเวิลด์คลาสการเลือกวัสดุและงานคราฟท์ ไปจนถึงบริการหลังการขายที่เตรียมยกระดับใหม่
ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้แนวคิด Sansiri Luxury Collection “The Forefront of Luxury” ในวันที่การแข่งขันตลาดบนเข้มข้น แบรนด์จึงกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดไม่ต่างจากทำเล
เดิมพันระยะยาวบนทำเลอนาคต
การเปิดตัว “นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา” จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มซัพพลายในตลาดบ้านราคา 100 ล้านบาท แต่คือการตอกหมุดยุทธศาสตร์ยกระดับกรุงเทพกรีฑาสู่ Ultra Luxury District เต็มรูปแบบในโลกที่ทุนกำลังไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยบ้านลักซ์ชัวรีในประเทศที่มั่นคงอาจไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยแต่คือ “Legacy Asset” ที่สร้างทั้งคุณค่า ความภูมิใจ และความมั่งคั่งระยะยาวและดูเหมือนว่าแสนสิริกำลังวางหมากเกมนี้เร็วกว่าหลายคนหนึ่งก้าวเสมอ
อีกมิติที่น่าจับตา คือ “จังหวะเวลา” ของการเปิดตัวโครงการระดับ 7,000 ล้านบาท ในช่วงที่ผู้ประกอบการหลายรายชะลอการลงทุน เซ็กเมนต์ลักชัวรีจึงกลายเป็นพื้นที่ที่การแข่งขันวัดกันด้วยคุณภาพ มากกว่าปริมาณ
เพราะกำลังซื้อของกลุ่ม UNHWIs และ New Wealth ไม่ได้หายไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ หากแต่ไหลเข้าสินทรัพย์ที่มั่นคงกว่า บ้านเดี่ยวระดับ Ultra Luxury บนที่ดินศักยภาพ จึงมีสถานะใกล้เคียง “สินทรัพย์สะสมมูลค่า” มากกว่าสินค้าทั่วไป และเมื่อซัพพลายในตลาดมีจำกัด การตัดสินใจลงทุนของดีเวลอปเปอร์รายใหญ่จึงสะท้อนความเชื่อมั่นระยะยาวต่อดีมานด์จริงอย่างมีนัยสำคัญ
ท้ายที่สุด การยกระดับกรุงเทพกรีฑาสู่ Future Ultra Luxury District ไม่ได้เกิดจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เกิดจากการปั้นระบบนิเวศทั้งย่านให้ครบวงจร ตั้งแต่ที่อยู่อาศัยระดับบน โรงเรียนนานาชาติ ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงบริการหลังการขายระดับพรีเมียม หากแผนต่อยอดของแสนสิริเดินหน้าได้ตามหมากที่วางไว้ กรุงเทพกรีฑาอาจไม่ได้เป็นเพียงทำเลดาวรุ่งของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก แต่จะกลายเป็น “ต้นแบบย่านลักชัวรีแห่งอนาคต” ที่สร้างมูลค่าเพิ่มแบบก้าวกระโดดในทศวรรษข้างหน้า
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
‘เศรษฐา’ ชี้ไทยป่วยแต่ไม่หนักแนะเร่งเครื่อง FDI ฝ่ามรสุมโลก

“เศรษฐา ทวีสิน” สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทย “มีไข้” แต่ยังไม่วิกฤติ ท่ามกลางแรงกดดันภาษีสหรัฐ แนะเร่งปฏิรูปกติกา ดึง FDI เร่งแก้หนี้ ปลดล็อกลงทุนสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเป็น “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี มองว่า ไทยไม่ได้ป่วยหนักเกินเยียวยา หากแต่กำลังเผชิญอาการเรื้อรังที่ต้องการการรักษาถูกจุดเศรษฐกิจไทยยัง “มีศักยภาพสูงมาก” หากเทียบโครงสร้างพื้นฐาน ความพร้อมภาคบริการ และห่วงโซ่อุปทานที่ฝังรากลึกในภูมิภาค แต่โจทย์สำคัญคือ อัตราการเติบโตที่ยังเป็นรองประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเห็นได้ชัด
“แรงขับเคลื่อนสำคัญอยู่ที่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งไทยยังเป็นเป้าหมายระดับท็อปของอาเซียน ทว่าโจทย์ท้าทายคือการปลดล็อกคอขวดด้านกฎระเบียบ และเร่งกระบวนการหลังการประกาศลงทุนให้เงินทุนไหลสู่การจ้างงานจริงได้เร็วขึ้น การเมืองที่ชัดเจนขึ้นหลังการเลือกตั้ง และการเดินหน้างบประมาณปี 2569 ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน”
ภาษี “ทรัมป์” ตัวแปรใหม่ เกมการค้าโลก
กรณีข้อเสนอด้านภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุแนวคิดเก็บภาษีในอัตราใกล้เคียงกันทุกประเทศ ต้องพิจารณาในรายละเอียดอย่างรอบคอบ หากอัตราภาษีใหม่อยู่ที่ 10-15% ก็ยังต่ำกว่ากรอบเดิมราว 19% ที่เคยเป็นฐานการเจรจา แต่สาระสำคัญอยู่ที่ “เงื่อนไขและข้อยกเว้น” ซึ่งอาจเปลี่ยนสมการการแข่งขันในภูมิภาคได้ทันที ไทยจึงต้องเกาะติดและเตรียมกลยุทธ์เชิงรุก ไม่ใช่รอรับแรงกระแทก
เอกชนขอ “เร็วและชัด” สกัดต้นทุนคอร์รัปชัน
เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจตรงไปตรงมาความรวดเร็วและความชัดเจนเชิงนโยบาย คือปัจจัยตัดสินใจลงทุนในยุคความไม่แน่นอนสูง อีกด้านหนึ่ง “คอร์รัปชัน” ยังเป็นต้นทุนแฝงที่บั่นทอนขีดความสามารถการแข่งขัน เขาย้ำว่าเป็นโจทย์ที่ทุกรัฐบาลต้องจริงจัง เพราะผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาพลักษณ์ แต่ลุกลามถึงต้นทุนทางการเงินและความเชื่อมั่นระยะยาว
แม้ไทยยังถูกมองเป็น “Darling” ของนักลงทุนต่างชาติ แต่เสน่ห์ดังกล่าวไม่ใช่สิ่งถาวร หากการเมืองไร้เสถียรภาพ กติกาไม่แน่นอน และโครงสร้างเศรษฐกิจไม่ถูกปรับปรุง
“ไทยมีศักยภาพสูงมาก เพียงแต่ต้องเร่งปลดล็อกคอขวดต่าง ๆ ทำให้การลงทุนง่ายขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดโดยเร็ว”
นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า ทางรอดจึงไม่ใช่เพียงการดึงเงินทุนใหม่ แต่คือการ “จัดบ้านตัวเอง” ให้พร้อมรองรับทุนโลกเร็ว ชัด โปร่งใส และปรับตัวทันเทคโนโลยี ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เหมือนคนมีไข้ การรักษาอาจไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ทันที แต่ต้องเริ่มกินยาถูกขนาน ก่อนอาการจะลุกลามเกินควบคุม
สำหรับ 5 ความเสี่ยงใหญ่ เศรษฐกิจไทยปีนี้ ประกอบด้วย 1.หนี้ครัวเรือนเรื้อรัง กดกำลังซื้อในประเทศ 2.ขั้นตอนทำธุรกิจล่าช้า แม้ไทยเป็นเป้าหมายลงทุนหลัก 3.อสังหาฯ ชะลอจากดอกเบี้ยและอัตราปฏิเสธสินเชื่อสูง 4.ความผันผวนเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะนโยบายการค้าสหรัฐและ 5.เสถียรภาพการเมืองภายในที่ต้องรักษาความต่อเนื่องเชิงนโยบาย
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 24 ก.พ.69 ‘แข็งค่า‘ หลังราคาทองหนุน

- เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 30.98 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักที่หนุนให้เงินบาทแข็งค่าคือราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- การแข็งค่าของเงินบาทยังมีจำกัด เนื่องจากการฟื้นตัวของเงินดอลลาร์และภาวะตลาดการเงินที่ปิดรับความเสี่ยง
- นักลงทุนจับตารอรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เพื่อประเมินทิศทางค่าเงิน
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 30.98 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.04 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.85-31.05 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Down โดยเงินบาทยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทะลุโซนแนวรับสำคัญ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 30.95-31.05 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่า ตามการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังร้อนแรงอยู่ และแรงซื้อจากฝั่งผู้เล่นในตลาดจีน หลังจบช่วงวันหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง ตามการรีบาวด์แข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ได้อานิสงส์จากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ขณะเดียวกัน บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพิ่มเติม ก่อนจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ

แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แม้ว่า เงินบาทจะแรงหนุนฝั่งแข็งค่าจากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ แต่แรงหนุนดังกล่าวอาจแปรเปลี่ยนเป็นแรงกดดันต่อเงินบาทได้ไม่ยาก หากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลง กดดันให้ ราคาทองคำชะลอการปรับตัวขึ้น หรืออาจย่อตัวลงได้บ้าง นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินอาจส่งผลกระทบต่อแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติได้บ้าง ทำให้ เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวรับสำคัญ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้ไกล
อย่างไรก็ตาม เรามองว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากเงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลง ในกรณีที่ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 34% ที่ FED จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ในปีนี้) ซึ่งภาพดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล้วนออกมาแย่กว่าคาด หรือมีประเด็นบางอย่างเกิดขึ้น เช่น ปัญหา Private Credit ทวีความรุนแรงและเสี่ยงลุกลามบานปลาย (ปัจจุบัน เรายังไม่เห็นโอกาสเกิดภาพดังกล่าวมากนัก) นอกจากนี้ ความกังวลต่อความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจสูงขึ้น จะเป็นอีกปัจจัยที่กดดันเงินดอลลาร์ได้ ทว่า เรามองว่า ภาพดังกล่าวอาจยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากทางการสหรัฐฯ อาจใช้เวลา 150 วัน ที่มีการใช้มาตรา 122 ขึ้นภาษีนำเข้า เพื่อสอบสวน หาแนวทางใช้มาตราอื่นๆ เช่น 232 และ 301 ในการขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ทำให้ความวุ่นวายของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อาจกลับมาอีกครั้งในช่วงดังกล่าว
ในเบื้องต้นเราคงประเมินว่า แม้เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่การแข็งค่ามีแนวโน้มเป็นไปอย่างจำกัด แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจริง เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทสู่โซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการแข็งค่าขึ้นเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก (Overvalued) จากการประเมิน Fair Value ของเงินบาทที่เรามองแถวโซน 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทดังกล่าว หากเกิดขึ้นจริง เป็นจังหวะที่น่าสนใจในการทยอยซื้อเงินดอลลาร์และบรรดาสกุลเงินต่างประเทศ (xTHB pairs)
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้ สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อผลกระทบของ AI ที่อาจกระทบภาคธุรกิจในหลายส่วน สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive ทั้ง กลุ่ม Healthcare กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและกลุ่ม Utilities ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.04% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -1.13%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลง -0.45% กดดันโดยความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม จากการปรับตัวลงของหุ้น Healthcare ใหญ่ อย่าง Novo Nordisk -16.5% หลังผลการทดลองยา CagriSema ออกมาน่าผิดหวัง นอกจากนี้ ความกังวลผลกระทบของ AI ยังคงกดดันตลาดหุ้นยุโรปไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน กลุ่มสื่อสาร และกลุ่ม Utilities
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงสู่โซน 4.04% ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่า การปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอจับตา ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า หลังศาลสูงสุดยกเลิกมาตรการภาษี IEEPA โดยประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับมุมมองของเรา ที่ยังคงมองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ยังเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นได้บ้าง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึง ประเด็นความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของสหรัฐฯ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน แม้จะเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ทว่า เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ เพิ่มเติม ก่อนจะปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 97.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.5-97.9 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน) ที่ยังคงร้อนแรงอยู่ กอปรกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ทยอยปรับตัวสูงขึ้นได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ โดยล่าสุด ราคาทองคำสามารถทรงตัวเหนือโซน 5,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP รวมถึงดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลางหลัก โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า BOE อาจลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ขณะที่ ECB มีโอกาสเพียง 32% ที่จะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง 25bps
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน (ความเสี่ยงยังต่ำอยู่ DOUGHCON 4 จาก 5 ระดับ https://www.pizzint.watch/ ) และ พัฒนาการของเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ฤดูกาล 2025-26 ประจำวันที่ 24 ก.พ. 69

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26 กลับมาแข่งขันกันในสัปดาห์ที่ 27 ภาพรวมของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ระหว่างวันเสาร์ที่ 21 – วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
โดยหลังจากแข่งขันกันไปครบทุกคู่ในสัปดาห์นี้ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ยังคงนำเป็นจ่าฝูงด้วยการมี 61 คะแนน ขณะที่ “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ รั้งอันดับ 2 ด้วยการมี 56 คะแนน และแข่งน้อยกว่าอยู่ 1 เกม
ด้าน “ปีศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด บุกเก็บสามแต้มได้สำเร็จ ขยับอันดับขึ้นไปอยู่ที่ 4 ของตาราง ด้วยการมี 48 คะแนน ลุ้นแย่งท็อปโฟร์ในช่วงที่เหลือสนุกแน่นอน

สรุปตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษล่าสุด
อันดับที่ 1 : อาร์เซนอล ชนะ 18 เสมอ 7 แพ้ 3 นัด 61 คะแนน ประตูได้ +35
อันดับที่ 2 : แมนฯ ซิตี้ ชนะ 17 เสมอ 5 แพ้ 5 นัด 56 คะแนน ประตูได้ +31
อันดับที่ 3 : แอสตัน วิลลา ชนะ 15 เสมอ 6 แพ้ 6 นัด 51 คะแนน ประตูได้ +10
อันดับที่ 4 : แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 13 เสมอ 9 แพ้ 5 นัด 48 คะแนน ประตูได้ +11
อันดับที่ 5 : เชลซี ชนะ 12 เสมอ 9 แพ้ 6 นัด 45 คะแนน ประตูได้ +17
อันดับที่ 6 : ลิเวอร์พูล ชนะ 13 เสมอ 6 แพ้ 8 นัด 45 คะแนน ประตูได้ +7
อันดับที่ 7 : เบรนท์ฟอร์ด ชนะ 12 เสมอ 4 แพ้ 11 นัด 40 คะแนน ประตูได้ +3
อันดับที่ 8 : บอร์นมัธ ชนะ 9 เสมอ 11 แพ้ 7 นัด 38 คะแนน ประตูได้ -2
อันดับที่ 9 : เอฟเวอร์ตัน ชนะ 10 เสมอ 7 แพ้ 10 นัด 37 คะแนน ประตูได้ -2
อันดับที่ 10 : ฟูแลม ชนะ 11 เสมอ 4 แพ้ 12 นัด 37 คะแนน ประตูได้ -3
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
รู้จัก “ฝีคัณฑสูตร” สัญญาณเตือน อาการและวิธีรักษา ย้ำหายเองไม่ได้

รู้จัก “ฝีคัณฑสูตร” สัญญาณเตือน อาการและวิธีรักษา ย้ำหายเองไม่ได้ : Tricks for Life
สัญญาณของโรค “ฝีคัณฑสูตร” (Anal Fistula) คือ อาการปวดบริเวณทวารหนัก มีหนองไหล หรือแผลเรื้อรังที่ไม่หาย เกิดจากภาวะติดเชื้อเรื้อรังที่พบได้บริเวณทวารหนัก แม้ผู้ป่วยหลายรายจะคิดว่าเป็นเพียงฝีธรรมดา แต่แท้จริงแล้วโรคนี้ไม่สามารถหายเองได้ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม อาการอาจกลับมาเป็นซ้ำและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันในระยะยาว
พันโทหญิงแพทย์หญิงจรรยวรรธน์ สร้างสมวงษ์ ศัลยศาสตร์แพทย์ชำนาญการด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล เล่าให้ฟังว่า “ฝีคัณฑสูตร” มักเกิดจากการอุดตันและการติดเชื้อของต่อมผลิตเมือกบริเวณขอบทวารหนัก (Anal gland) เมื่อเกิดการอักเสบจนกลายเป็นฝีภายใน และปล่อยทิ้งไว้นาน ฝีอาจแตกออกจนเกิดเป็นช่องทางเชื่อมระหว่างทวารหนักกับผิวหนังรอบนอก ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวด หนองไหล หรือแผลเรื้อรังที่สร้างความรำคาญและความไม่สบายตัวอย่างต่อเนื่อง
อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ความเจ็บปวดบริเวณทวารหนัก โดยเฉพาะขณะนั่งหรือขณะขับถ่าย มีเลือดหรือหนองไหล คัน บวมแดง หรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ในบางรายอาจมีไข้ร่วมด้วย หากพบว่ามีแผลเรื้อรัง ปวดซ้ำ หรือมีหนองไหลอย่างต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างเหมาะสม เนื่องจากการรักษาที่ตรงจุดตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญต่อการลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดฝีคัณฑสูตร ได้แก่ การติดเชื้อที่ต่อมบริเวณทวารหนัก ประวัติเคยเป็นฝีหนองรอบทวาร โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น Crohn’s disease ภาวะเบาหวาน หรือภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจทำให้การอักเสบเกิดขึ้นได้ง่ายและหายช้ากว่าปกติ
การรักษาฝีคัณฑสูตร ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาได้ตายตัว เนื่องจากขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของเส้นทางฝี วิธีการรักษา และการดูแลหลังการรักษาของผู้ป่วย โดยเป้าหมายสำคัญของการรักษาคือการกำจัดช่องทางติดเชื้อ ลดโอกาสการเกิดซ้ำ และรักษาการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักให้ได้มากที่สุด
ปัจจุบัน แนวทางการรักษาได้พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในเทคนิคที่นำมาใช้คือ FiLaC (Fistula Laser Closure) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเลเซอร์ที่ออกแบบมาเพื่อรักษาฝีคัณฑสูตรโดยเฉพาะ หลักการทำงานคือการใช้เลเซอร์พลังงานสูงผ่านเส้นใยที่ยืดหยุ่น เพื่อเข้าไปปิดช่องทางฝีจากภายใน
ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง และลดผลกระทบต่อกล้ามเนื้อหูรูด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการควบคุมการขับถ่าย ผู้ป่วยบางรายอาจฟื้นตัวและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
หลังการรักษา การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม เช่น การแช่น้ำอุ่น การรักษาความสะอาด การรับประทานอาหารที่มีกากใย และการหลีกเลี่ยงการเบ่งขณะขับถ่าย มีส่วนช่วยให้แผลฟื้นตัวได้ดี หากมีอาการปวด บวม มีหนอง หรือแผลบริเวณทวารหนักที่ไม่หาย ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
สภาพอากาศภาษาอังกฤษ พูดโชว์โปร! รวมคำศัพท์และประโยคถาม-ตอบ ครบจบในที่เดียว

รู้ไหมครับว่าหัวข้อการสนทนาที่ยอดฮิตที่สุดในโลก (โดยเฉพาะกับชาวอังกฤษ) คือเรื่องอะไร? คำตอบคือ “เรื่องดินฟ้าอากาศ” (Weather) นั่นเองครับ! ไม่ว่าจะเจอกันในลิฟต์ เริ่มต้นการประชุม หรือทักทายเพื่อนใหม่ การถามว่า “วันนี้อากาศเป็นไงบ้าง?” คือการ Break the ice (ละลายพฤติกรรม) ที่ดีที่สุด
แต่ถ้าคุณยังพูดได้แค่ “It is hot.” หรือ “It is rain.” (ซึ่งผิดไวยากรณ์นะ!) บทสนทนาอาจจะจบลงดื้อๆ วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมาอัปเกรดคลังคำศัพท์ สภาพอากาศภาษาอังกฤษ ให้หลากหลาย พร้อมโครงสร้างประโยคที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณคุยเรื่องลมฟ้าอากาศได้แบบมืออาชีพครับ
คำศัพท์สภาพอากาศพื้นฐาน (Basic Weather Vocabulary)
เรามักใช้คำคุณศัพท์ (Adjective) บรรยายสภาพอากาศ โดยวางหลัง It is… ครับ
1. สภาพท้องฟ้า (Sky Conditions)
- Sunny: แดดจัด / ท้องฟ้าแจ่มใส
- Cloudy: มีเมฆมาก / ครึ้มฟ้าครึ้มฝน
- Partly cloudy: มีเมฆบางส่วน (ยังมีแดดบ้าง)
- Clear: ท้องฟ้าโปร่ง (ไม่มีเมฆเลย)
- Overcast: เมฆเต็มท้องฟ้า (มืดครึ้ม)
2. สภาพฝนและลม (Rain & Wind)
- Rainy: ฝนตก
- Windy: ลมแรง
- Stormy: มีพายุ
- Foggy: มีหมอกหนา
- Misty: มีหมอกจางๆ (พอเห็นทาง)
3. อุณหภูมิ (Temperature) – ไล่จากร้อนไปหนาว
- Boiling / Scorching: ร้อนตับแลบ (ร้อนจนเดือด)
- Hot: ร้อน
- Warm: อบอุ่น (กำลังดี)
- Cool: เย็นสบาย
- Chilly: เย็นยะเยือก (เริ่มสั่น)
- Cold: หนาว
- Freezing: หนาวจัด (จนแข็ง)
ประโยคถาม-ตอบ ยอดฮิต (Q&A Patterns)
จะเริ่มบทสนทนาเรื่อง สภาพอากาศภาษาอังกฤษ ต้องใช้ประโยคไหน? จำ 2 แพทเทิร์นนี้ไว้ใช้ได้ตลอดชีพครับ
คำถาม (Questions)
- What’s the weather like today? (วันนี้อากาศเป็นอย่างไรบ้าง? – นิยมที่สุด)
- How’s the weather? (อากาศเป็นไงบ้าง?)
- Is it raining outside? (ข้างนอกฝนตกอยู่ไหม?)
คำตอบ (Answers)
ใช้โครงสร้าง: It is + Adjective หรือ It is + V.ing
- It is sunny. (แดดออก)
- It is raining. (ฝนกำลังตก – ใช้ V.ing)
- It looks like rain. (ดูเหมือนฝนจะตกนะ)
ตาราง: คำนาม vs คำคุณศัพท์ (Noun vs Adjective)
จุดที่คนไทยใช้ผิดบ่อยที่สุดคือการสลับกันระหว่าง Noun กับ Adjective ตารางนี้จะช่วยให้คุณเลือกใช้ได้ถูกต้องครับ
| สภาพอากาศ | คำนาม (Noun) ใช้หลัง ‘There is…’ | คำคุณศัพท์ (Adjective) ใช้หลัง ‘It is…’ | ตัวอย่างการใช้ที่ถูกต้อง (Correct Usage) |
| แดด | Sun | Sunny | It is sunny. (ไม่ใช่ It is sun) |
| ฝน | Rain | Rainy | It is rainy today. |
| ลม | Wind | Windy | It is very windy. |
| เมฆ | Cloud | Cloudy | It is cloudy. |
| หิมะ | Snow | Snowy | It is snowy. |
| หมอก | Fog | Foggy | It is foggy outside. |
| พายุ | Storm | Stormy | It is stormy. |
เคล็ดลับ: ถ้าใช้ It is ให้เติม -y (Adjective) เกือบทุกคำครับ!
สำนวนเกี่ยวกับอากาศที่ฝรั่งชอบใช้ (Weather Idioms)
อยากพูดให้ดูโปร ต้องมีสำนวนติดปากไว้บ้างครับ
- Raining cats and dogs: ฝนตกหนักมาก (ไม่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงนะ!)
- Ex: Don’t go out! It’s raining cats and dogs.
- Under the weather: รู้สึกไม่สบาย / ป่วย
- Ex: I’m feeling a bit under the weather today.
- Break the ice: ละลายพฤติกรรม / เริ่มต้นบทสนทนา
- Ex: He told a joke to break the ice.
- Save it for a rainy day: เก็บหอมรอมริบไว้ใช้ยามจำเป็น
- Ex: Don’t spend all your money. Save it for a rainy day.
ฝึกพูดเรื่องดินฟ้าอากาศกับ EngDuo
การรู้คำศัพท์ สภาพอากาศภาษาอังกฤษ คือจุดเริ่มต้น แต่การนำไปใช้ “ชวนคุย” (Small Talk) ให้ลื่นไหลต้องอาศัยการฝึกฝน ที่ EngDuo Thailand เรามีคอร์ส Conversation ที่ช่วยให้คุณมั่นใจในทุกบทสนทนา
- Small Talk Simulation: ฝึกจำลองสถานการณ์ทักทายเพื่อนร่วมงานต่างชาติด้วยเรื่องอากาศ (It’s chilly today, isn’t it?)
- Daily Report: ฝึกเขียนหรือพูดรายงานสภาพอากาศประจำวัน เพื่อให้คุ้นเคยกับโครงสร้างประโยค
- Listening Practice: ฝึกฟังข่าวพยากรณ์อากาศ (Weather Forecast) เพื่อจับใจความสำคัญ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
1. Weather กับ Climate ต่างกันยังไง?
- Weather (สภาพอากาศ): เป็นระยะสั้น เปลี่ยนแปลงรายวัน/ชั่วโมง (เช่น วันนี้ฝนตก พรุ่งนี้แดดออก)
- Climate (ภูมิอากาศ): เป็นระยะยาว เป็นลักษณะประจำถิ่น (เช่น ประเทศไทยมีอากาศร้อนชื้น)
2. ถามว่า “How is the weather like?” ได้ไหม? ผิดครับ! ห้ามเอา How กับ Like มาผสมกัน
- ✅ What is the weather like? (What คู่ Like)
- ✅ How is the weather? (How เดี่ยวๆ ไม่มี Like)
3. Forecast แปลว่าอะไร? แปลว่า “การพยากรณ์” ครับ Weather Forecast คือ พยากรณ์อากาศ ที่เราดูในข่าว
4. องศาเซลเซียส พูดว่ายังไง? พูดว่า Degrees Celsius ครับ
- Ex: It is 30 degrees Celsius. (มันร้อน 30 องศา)
5. Shower ในเรื่องอากาศแปลว่าอะไร? แปลว่า “ฝนตกปรอยๆ” หรือ “ฝนไล่ช้าง” (ตกแป๊บเดียวแล้วหยุด) ครับ ไม่ได้แปลว่าอาบน้ำนะ!
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
‘ไมโครซอฟท์’ เปิดคู่มือการตลาด พลิกเกมธุรกิจยุค AI-powered discovery

“ไมโครซอฟท์” เปิดตัวคู่มือ AEO และ GEO กลยุทธ์การตลาดยุค AI จาก Traffic สู่ Influence แนวทางสำคัญสำหรับแบรนด์ในการปรับตัวสู่ยุคของ AI-powered discovery
ท่ามกลางภูมิทัศน์การตลาดดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บทบาทของเสิร์ชเอนจินแบบเดิมกำลังถูกท้าทายด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เข้ามาเป็น “ตัวกลาง” ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค
จากเดิมแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงอันดับบนหน้าผลการค้นหา วันนี้ขยับไปสู่การทำให้ AI เข้าใจ ตีความ และแนะนำแบรนด์ได้อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ
ล่าสุด “ไมโครซอฟท์” เปิดตัวคู่มือกลยุทธ์การตลาดสำหรับธุรกิจยุคใหม่ “From Discovery to Influence: A Guide to AEO and GEO” ชูแนวทางสำคัญสำหรับแบรนด์ในการปรับตัวสู่ยุคของ AI-powered discovery
โดยระบุว่า SEO แบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป เมื่อผู้บริโภคหันมาใช้ AI Assistants, AI Browsers และ AI Agents ค้นหาและตัดสินใจซื้อสินค้า ตอกย้ำว่าความสำเร็จในยุค AI ไม่ได้วัดจากจำนวน Traffic อีกต่อไป แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้าง “Influence” ผ่านข้อมูลสินค้าที่สมบูรณ์ ทันสมัย และน่าเชื่อถือ
จาก Traffic สู่ Influence
ในอดีต SEO เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ แต่ AEO (Answer Engine Optimization) หรือการปรับแต่งเนื้อหาให้ AI agents และ assistants สามารถค้นหา เข้าใจ และนำเสนอคำตอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ GEO หรือการปรับแต่งเนื้อหาสำหรับ generative AI search environments
เพื่อให้สามารถค้นพบได้ ไว้วางใจได้ และมีความน่าเชื่อถือ (Generative Engine Optimization) จะเป็นกุญแจสำคัญในยุค AI กล่าวคือ AEO สร้างความชัดเจนผ่านข้อมูลที่แม่นยำและทันสมัยที่ AI สามารถตีความได้
ขณะที่ GEO สร้างความน่าเชื่อถือผ่านเนื้อหาที่ทำให้แบรนด์ดูมีความเชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือ โดย AI assistants, browsers และ agents จะไม่เพียงช่วยจัดทำดัชนีเว็บไซต์ แต่ยังวิเคราะห์และตีความข้อมูลทั้งภายในและภายนอกเว็บไซต์ เพื่อแนะนำแบรนด์ที่มีความน่าสนใจเมื่อพิจารณาจากความสมบูรณ์ ความทันสมัย และบริบทของข้อมูลสินค้า ดังนั้นทุกรายละเอียด ทุกจุดเด่น และทุกสัญญาณด้านราคาจึงมีความสำคัญทั้งหมด

AI Browsers – AI Assistants – AI Agents สร้างระบบนิเวศใหม่
ไมโครซอฟท์ระบุว่า อีโคซิสเต็มของการชอปปิงบน AI มี 3 องค์ประกอบหลักที่เชื่อมโยงและทำงานร่วมกัน ได้แก่
- AI Browsers
- AI Assistants
- AI Agents
ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล : รูปแบบของข้อมูลที่จะช่วยยกระดับธุรกิจในยุค AI ประกอบด้วย
- Crawled Data ข้อมูลที่ AI เรียนรู้จากการฝึกอบรมและดึงจากหน้าเว็บที่ถูกจัดทำดัชนี ซึ่งสร้างการรับรู้พื้นฐานเกี่ยวกับแบรนด์และให้บริบทสำหรับคำตอบของ AI
- Product Feeds และ APIs ข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจนที่ผู้ค้าปลีกส่งไปยัง AI platforms โดยตรง ให้ความแม่นยำ รายละเอียด และความสม่ำเสมอ
- Live Website Dataข้อมูล real-time ที่ AI agents เห็นเมื่อเข้าชมเว็บไซต์จริง ตั้งแต่สื่อมัลติมีเดีย รีวิวผู้ใช้ ราคาที่เปลี่ยนแปลงได้ ไปจนถึงความสามารถในการทำธุรกรรม
ส่วน 3 กลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มการค้นพบบน AI คือ
- Data Structure: ทำให้แคตตาล็อกอ่านได้ด้วย AI
- Content Enrichment: ออกแบบตามบริบทและความต้องการของผู้ใช้จริง
- Trust Signals: สร้างความน่าเชื่อถือ
ไมโครซอฟท์พบว่า ร้านค้าหรือธุรกิจส่วนใหญ่มีข้อมูลที่ AI ต้องการอยู่แล้ว เพียงแต่ข้อมูลเหล่านั้นยังไม่ถูกจัดโครงสร้างให้ชัดเจน ซึ่งสินค้าที่มีข้อมูลครบถ้วนจะได้อันดับที่สูงกว่า
อีกทั้ง AI ไม่เพียงแค่อ่านข้อมูลแต่ยังลงมือดำเนินการจริงบนเว็บไซต์ด้วย หากการไลฟ์ขายสินค้าเกิดปัญหาย่อมส่งผลกระทบต่อยอดขายอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม Agentic Commerce ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งหมายความว่าผู้ที่เริ่มเคลื่อนไหวตอนนี้จะไม่เพียงถูกค้นพบแต่จะกลายเป็นมาตรฐานที่คนอื่นต้องตามให้ทัน
ดังนั้น สิ่งที่ควรจะต้องเร่งทำคือการการตรวจสอบและปรับแคตตาล็อกเพื่อให้ AI อ่านได้ ลดช่องว่างของบริบท และสร้างระบบที่ทำให้ข้อมูลทันสมัยอยู่เสมอในทุกช่องทาง
คู่มือดังกล่าวจัดทำโดย Jennifer Myers, Principal Product Manager, Microsoft Shopping and Copilot และ Paul Longo, General Manager, AI in Ads, Microsoft Advertising
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ข้าวขาว vs ข้าวกล้อง vs ควินัว ต่างกันอย่างไร? เทียบชัด ๆ อันไหนดีกว่า เหมาะกับใครที่สุด

ข้าวขาว vs ข้าวกล้อง vs ควินัว ต่างกันอย่างไร? เทียบชัด ๆ อันไหนดีกว่า เหมาะกับใครที่สุด
ข้าวขาว ข้าวกล้อง และควินัว เป็นตัวเลือกยอดฮิตของคนรักสุขภาพในยุคนี้ หลายคนสงสัยว่า ข้าวขาว vs ข้าวกล้อง vs ควินัว อันไหนดีกว่า และแบบไหนเหมาะกับการลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำตาลในเลือดมากที่สุด เพราะแม้จะเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตเหมือนกัน แต่คุณค่าทางโภชนาการแตกต่างกันชัดเจน
บทความนี้จะพา เทียบชัด ๆ ข้าวขาว ข้าวกล้อง และควินัว ทั้งแคลอรี โปรตีน ใยอาหาร ดัชนีน้ำตาล (GI) และสรุปว่าใครควรเลือกกินแบบไหน เพื่อให้คุณตัดสินใจได้เหมาะกับเป้าหมายสุขภาพของตัวเอง
ข้าวขาว (White Rice) คืออะไร? ทำไมยังเป็นตัวเลือกหลักของคนไทย
ข้าวขาว คือข้าวที่ผ่านกระบวนการขัดสี เอาเยื่อหุ้มเมล็ดและจมูกข้าวออก ทำให้เนื้อสัมผัสนุ่ม หุงง่าย และเก็บรักษาได้นาน จึงเป็นข้าวที่คนไทยบริโภคมากที่สุด
คุณค่าทางโภชนาการข้าวขาว (ประมาณ 100 กรัม)
- พลังงานประมาณ 130 กิโลแคลอรี
- โปรตีน 2–3 กรัม
- ใยอาหารต่ำ
- ดัชนีน้ำตาล (GI) ค่อนข้างสูง
ข้อดีของข้าวขาว
ข้าวขาวย่อยง่าย เหมาะกับเด็ก ผู้สูงอายุ หรือคนที่มีปัญหาระบบทางเดินอาหาร อีกทั้งยังให้พลังงานรวดเร็ว เหมาะกับคนที่ต้องการใช้พลังงานทันที
ข้อควรระวัง
เนื่องจากใยอาหารต่ำและมีค่า GI สูง ข้าวขาวอาจทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งเร็ว หากกินในปริมาณมากโดยไม่ควบคุม อาจไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือผู้ป่วยเบาหวาน
ข้าวกล้อง (Brown Rice) ดีกว่าข้าวขาวจริงไหม?
ข้าวกล้อง คือข้าวที่ยังคงเยื่อหุ้มเมล็ดไว้ ทำให้มีวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารสูงกว่าข้าวขาว จึงมักถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับคนรักสุขภาพ
คุณค่าทางโภชนาการข้าวกล้อง (ประมาณ 100 กรัม)
- พลังงานประมาณ 120–125 กิโลแคลอรี
- โปรตีน 2–3 กรัม
- ใยอาหารปานกลางถึงสูง
- ดัชนีน้ำตาลต่ำกว่าข้าวขาว
ข้อดีของข้าวกล้อง
ใยอาหารช่วยให้อิ่มนานขึ้น และช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด จึงเหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ควบคุมน้ำตาล หรือดูแลสุขภาพระยะยาว
ข้อควรระวัง
เนื้อสัมผัสค่อนข้างแข็งกว่าข้าวขาว และใช้เวลาหุงนานกว่า บางคนอาจต้องใช้เวลาปรับตัว
ควินัว (Quinoa) ซูเปอร์ฟู้ด โปรตีนสูง เหมาะกับสายฟิตจริงหรือ?
ควินัว แม้หลายคนจะเรียกว่า “ข้าวควินัว” แต่จริง ๆ แล้วเป็นพืชเมล็ดจากต่างประเทศ มีจุดเด่นเรื่องโปรตีนและกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน จึงได้รับความนิยมในกลุ่มคนออกกำลังกายและสายวีแกน
คุณค่าทางโภชนาการควินัว (ประมาณ 100 กรัม)
- พลังงานประมาณ 120 กิโลแคลอรี
- โปรตีน 4–5 กรัม
- ใยอาหารสูง
- ดัชนีน้ำตาลต่ำ
ข้อดีของควินัว
มีโปรตีนสูงกว่าข้าวขาวและข้าวกล้อง ให้กรดอะมิโนจำเป็นครบ และมีใยอาหารสูง ช่วยให้อิ่มนาน เหมาะกับคนลดน้ำหนักและคนออกกำลังกาย
ข้อควรระวัง
ราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป และรสสัมผัสอาจแตกต่างจากข้าวที่คนไทยคุ้นเคย
ตารางเปรียบเทียบ ข้าวขาว vs ข้าวกล้อง vs ควินัว
| คุณสมบัติ | ข้าวขาว | ข้าวกล้อง | ควินัว |
|---|---|---|---|
| พลังงาน | ประมาณ 130 kcal | ประมาณ 123 kcal | ประมาณ 120 kcal |
| โปรตีน | 2–3 g | 2–3 g | 4–5 g |
| ใยอาหาร | ต่ำ | ปานกลาง | สูง |
| ดัชนีน้ำตาล (GI) | สูง | ปานกลาง | ต่ำ |
สรุป ข้าวขาว ข้าวกล้อง หรือควินัว อันไหนดีกว่า?
คำตอบของคำถาม ข้าวขาว vs ข้าวกล้อง vs ควินัว อันไหนดีกว่า ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน หากต้องการย่อยง่ายและพลังงานเร็ว ข้าวขาวอาจตอบโจทย์ แต่หากต้องการคุมระดับน้ำตาลและอิ่มนาน ข้าวกล้องเป็นตัวเลือกที่ดี ส่วนคนที่ต้องการโปรตีนเพิ่มและใยอาหารสูง ควินัวอาจเหมาะกว่า
สุดท้ายแล้ว ไม่มีข้าวชนิดไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่การเลือกกินให้เหมาะกับสุขภาพและปริมาณที่พอดี คือหัวใจสำคัญของการดูแลตัวเองในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 24/2/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 75,950.00 | 76,150.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,910.00 | 74,435.60 | 76,950.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,419.00 | 66,992.04 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,928.00 | 59,548.48 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,209.50 | 33,496.02 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,718.50 | 26,052.46 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 5,088.08 | 77,135.29 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 24/2/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.55 | 30.55 | 31.35 | 30.55 | 30.55 | 30.55 | 30.55 | 30.55 | 30.55 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.18 | 30.18 | 30.78 | 30.18 | 30.18 | 30.18 | 30.18 | 30.18 | 30.18 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.34 | 28.34 | 28.94 | 28.34 | – | 28.34 | 28.34 | 28.34 | 28.34 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.29 | 26.29 | – | – | – | – | – | – | 26.29 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







