จับตาวันนี้ วาระประชุม ‘บอร์ดอีอีซี’ สางปัญหา ‘ไฮสปีด 3 สนามบิน-แหลมฉบังเฟส 3’

- บอร์ดอีอีซีประชุมเพื่อพิจารณาความคืบหน้าและแก้ไขปัญหาโครงการลงทุนสำคัญในพื้นที่
- หารือประเด็นการแก้ไขสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่เอกชนเสนอโดยอ้างผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งรัฐมนตรีคมนาคมไม่เห็นด้วย
- เร่งหาข้อสรุปปัญหาการส่งมอบพื้นที่โครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ที่ล่าช้า เนื่องจากมีการตีความสัญญาด้านเทคนิคการถมทะเลที่แตกต่างกัน
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า วันนี้ (25 ก.พ.2569) เวลา 13.30 น.ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน เพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล
สำหรับวาระการประชุมในวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องโครงการสำคัญ เช่น 1.โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่า 2.24 แสนล้านบาท ที่ปัจจุบันยังติดปัญหาเรื่องการแก้ไขสัญญาโครงการฯ โดยนายพิพัฒน์ได้ออกมายืนยันไม่เห็นด้วยในการแก้ไขสัญญาในครั้งนี้ เพราะกังวลจะถูกเอกชนรายที่สองที่ชนะการประมูลฟ้องร้องได้
นอกจากนี้ประเด็นที่เอกชนเสนอมาเพื่อแก้ไขสัญญาอ้างผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้จำนวนผู้โดยสารไม่เป็นไปตามประมาณการเดิมนั้น นายพิพัฒน์ ระบุว่า ปัจจุบันภาคการท่องเที่ยวของไทยเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง จึงไม่ควรใช้สถานการณ์โควิดเป็นเหตุผลในการเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญา
2.แผนพัฒนาโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) ของอีอีซีบนพื้นที่ 15,000 ไร่ 1.34 ล้านล้านบาท โดยแผนแม่บทในการดึงดูดการลงทุนเพื่อพัฒนาพื้นที่
ทั้งนี้ประกอบด้วย สวนสนุกระดับโลกที่มีสเกลทัดเทียมกับสวนสนุกชั้นนำของโลก สปอร์ตคอมเพล็กซ์ ที่ได้มาตรฐานสากลและศูนย์จัดแสดงสินค้า และการประชุมที่ตั้งเป้าหมายให้เป็นฮับการจัดงานที่ใหญ่และทันสมัยระดับโลก
3.โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 (เฟส 3) มูลค่า 84,361 ล้านบาท โดยมีคู่สัญญาระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กับ บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล (GPC) ซึ่งมีการลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564
ที่ผ่านมากทท.ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้ GPC ซึ่งเป็นเอกชนคู่สัญญาร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ส่วนของท่าเรือ F1 และ F2 จากเดิมกำหนดจะส่งมอบพื้นที่ในปลายปี 2568
ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบการตีความในสัญญาด้านเทคนิคของการถมทะเลที่กำหนดในสัญญาแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องมีการร่วมตรวจสอบเทคนิคของงานถมทะเลเพิ่มเติม พบว่า การตีความระหว่าง 2 สัญญาไม่ตรงกัน
สำหรับสัญญาที่ กทท.จ้างกิจการร่วมค้า CNNC ถมทะเล ระบุไว้ในสัญญาว่าการถมทะเล หากมีการทรุดตัวในระยะเวลา 30 ปี ต้องไม่เกิน 20 เซนติเมตร
นอกจากนี้สัญญาร่วมลงทุนระหว่าง กทท.กับ GPC กำหนดเรื่องความหนาแน่นของวัสดุ อาทิ ทราย ต้องอัดแน่นและแข็งแรง ทำให้ต้องมีการร่วมตรวจสอบงานถมทะเลและเจรจารายละเอียดร่วมกัน ระหว่าง กทท. GPC และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อหาข้อสรุปต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ลดคาร์บอนสู่เครดิต ‘สินเชื่อสีเขียว’ พลิกกติกาอสังหาฯ ไทย

ธอส. เร่งขับเคลื่อนสินเชื่อพัฒนา “อาคารคาร์บอนต่ำ” ดอกเบี้ย 3.75% ปีแรก เปิดเกณฑ์ 6 หมวดตามกรอบ Thailand Taxonomy จูงใจผู้ประกอบการปรับรับเทรนด์ Net Zero มาตรฐานโลก
ทิศทางการเงินสีเขียวของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังชัดเจนขึ้น เมื่อธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดตัวสินเชื่อ พัฒนาโครงการอาคารคาร์บอนต่ำ หรือ Project Loan for Carbon Reduction Building ในรูปแบบ Pre-finance สำหรับผู้ประกอบการ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3.75% ในปีแรก พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียม Front-end Fee และค่าประเมินหลักประกันครั้งแรก หวังเร่งเครื่องให้ตลาดบ้านจัดสรร-คอนโดมิเนียมเข้าสู่มาตรฐาน Thailand Taxonomy อย่างเป็นรูปธรรม
แรงจูงใจอัตราดอกเบี้ย 3.75%
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ ธอส.ใช้ผลักดันวาระ ESG โดยเฉพาะมิติสิ่งแวดล้อม ผ่านการปล่อยสินเชื่อ Pre-finance ให้ผู้ประกอบการในสัดส่วน LTV ประมาณ 80% ของมูลค่าโครงการ คิดดอกเบี้ยปีแรก 3.75% เท่ากันทั้งโครงการแนวราบและอาคารให้เช่า
นอกจากต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ปกติ (กรณีไม่เข้าเกณฑ์คาร์บอนต่ำ ดอกเบี้ยพันธมิตรอยู่ที่ 3.9% และผู้ประกอบการทั่วไปเริ่มต้นราว 4.5%) ธอส.ยังยกเว้นค่าธรรมเนียมเงินกู้ และค่าประเมินหลักประกันครั้งแรก เหลือเพียงค่าตรวจงวดงานก่อสร้างงวดละ 2,400 บาทในกรณี Pre-finance
ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับต้นทุนโครงการระดับหลายสิบถึงหลายร้อยล้านบาท โดยเงื่อนไขสำคัญคือ โครงการต้องมีบ้านราคาขายไม่เกิน 7 ล้านบาทในสัดส่วนที่ธนาคารกำหนด เพื่อให้สอดคล้องพันธกิจช่วยผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางเข้าถึงที่อยู่อาศัย
เปิด 6 หมวด “เช็กลิสต์เขียว” ผ่าน 4 ใน 6 ก็เข้าเกณฑ์
หัวใจของสินเชื่อสีเขียวรอบนี้ อยู่ที่ “เกณฑ์ชี้วัดความเขียว” ซึ่ง ธอส.จัดทำร่วมกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกเพื่อกำหนดคุณสมบัติโครงการให้สอดคล้องกรอบ Thailand Taxonomy
โครงสร้างเกณฑ์แบ่งเป็น 3 ชั้น คือ มีใบรับรองอาคารเขียวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากผ่านการรับรองแล้ว ธนาคารไม่ต้องตรวจซ้ำ ใช้วัสดุที่มีฉลากสิ่งแวดล้อมหรือรับรอง CFR/ฉลากเขียว ธนาคารตรวจเอกสารการใช้วัสดุ กรณีไม่มีใบรับรอง ใช้ระบบเช็กลิสต์ 6 หมวด และต้องผ่านอย่างน้อย 4 หมวด
โดย 6 หมวดหลักประกอบด้วย ระบบเปลือกอาคาร เช่น ผนังก่ออิฐฉาบปูน 2 ชั้น หรืออิฐมวลเบา, ระบบหลังคา หลังคาเซรามิกหรือมีฉนวนกันความร้อน, กรอบอาคารและวัสดุตกแต่ง, ภูมิทัศน์และพื้นที่สีเขียว, ระบบประหยัดพลังงาน เช่น เครื่องปรับอากาศเบอร์ 5, และระบบจัดการน้ำเสียและของเสีย
โดยมีความความยืดหยุ่นถือเป็นจุดขายสำคัญให้กับผู้พัฒนาโครงการ เช่น ผนัง Precast หนา 10 ซม. สามารถเข้าเกณฑ์ได้ หรือหากไม่ผ่านหมวดหนึ่ง ก็ชดเชยด้วยหมวดอื่นให้ครบ 4 ใน 6
อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบภายหลังว่าไม่ได้ก่อสร้างตามแบบที่ยื่นไว้ ธนาคารมีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยเป็น MLR ซึ่งปัจจุบันราว 6.15% ทันที สะท้อนการยกระดับ “วินัยความเขียว” ให้เป็นเงื่อนไขทางการเงินจริงจัง
Taxonomy จากนโยบายสู่ธุรกรรมจริง
การออกแบบเกณฑ์ดังกล่าวสอดรับกรอบ Thailand Taxonomy ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานกำกับพยายามผลักดัน เพื่อจัดหมวดหมู่กิจกรรมเศรษฐกิจตามระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยแกนสำคัญของ Taxonomy คือการแบ่งกิจกรรมออกเป็น “สีเขียว” ซึ่งมีระดับการปล่อยคาร์บอนต่ำตามเกณฑ์
และ “สีเหลือง” หรือ Transition สำหรับกิจกรรมที่ยังไม่ถึงขั้นสีเขียวเต็มรูปแบบ แต่มีแผนลดคาร์บอนอย่างชัดเจน แนวคิดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้การเปลี่ยนผ่านเป็นภาระฉับพลันต่อภาคธุรกิจ หากเปิดทางให้ค่อย ๆ ปรับตัวภายใต้กรอบที่วัดผลได้จริง
สิ่งที่น่าสนใจคือ Taxonomy ไม่ได้หยุดอยู่ในเอกสารเชิงนโยบาย แต่เริ่มถูกแปลงเป็น “เงื่อนไขทางการเงิน” อย่างเป็นรูปธรรม ธนาคารนำเกณฑ์ดังกล่าวมาใช้ประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กับความเสี่ยงด้านเครดิต ทำให้คาร์บอนฟุตพริ้นท์กลายเป็นตัวแปรหนึ่งของต้นทุนเงินทุน

ในทางปฏิบัติ ตลาดอสังหารัมทรัพย์เริ่มเห็นธุรกรรมจริงแล้ว กรณี แสนสิริ ที่ได้รับสินเชื่อภายใต้กรอบ Taxonomy จาก ธนาคารกสิกรไทยโดยโครงการมีค่าการปล่อยคาร์บอนประมาณ 61.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตรต่อปี ถือเป็นหนึ่งในดีลแรก ๆ ที่สะท้อนว่าเกณฑ์การปล่อยคาร์บอนไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขรายงานความยั่งยืน แต่ผูกกับการเข้าถึงแหล่งทุนโดยตรง
โดยอาจเป็นเคสตั้งต้น ที่สร้างแรงกระเพื่อมในอุตสาหกรรม เพราะเมื่อมีตัวอย่างที่เข้าถึงสินเชื่อภายใต้เกณฑ์ชัดเจน ผู้ประกอบการรายอื่นย่อมต้องกลับไปทบทวนแบบก่อสร้าง ระบบพลังงาน และวัสดุ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขันด้านต้นทุนการเงิน
อีกด้านหนึ่ง ธนาคารเองก็ได้เครื่องมือใหม่ในการบริหารความเสี่ยงระยะยาว อาคารที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูงและปล่อยคาร์บอนต่ำย่อมมีต้นทุนดำเนินงานต่ำกว่า และมีความเสี่ยงจากมาตรการสิ่งแวดล้อมในอนาคตน้อยกว่า เมื่อโลกกำลังเดินหน้าสู่มาตรการคาร์บอนเข้มข้นขึ้น การประเมินโครงการผ่านเลนส์ Taxonomy จึงเท่ากับการป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบของสถาบันการเงินไปพร้อมกัน
โดยกล่าวอีกนัยได้ว่า Thailand Taxonomy กำลังทำหน้าที่เป็น “ภาษากลาง” ระหว่างภาคการเงินและภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้คำว่า Net Zero ถูกแปลออกมาเป็นตัวเลขที่วัดผลได้ และเชื่อมโยงกับอัตราดอกเบี้ยอย่างจับต้องได้จริง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 25 ก.พ.69 ‘อ่อนค่า‘ หลังดอลลาร์แข็งค่า

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากวันก่อนหน้า
- ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทคือการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น และการที่ตลาดลดความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะรีบลดดอกเบี้ย
- นักลงทุนจับตาผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยในช่วงบ่าย ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางของค่าเงินบาท
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.02 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.95-31.15 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 30.98-31.14 บาทต่อดอลลาร์) ตามแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าจากจังหวะการทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ ที่ยังได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าลงของ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ซึ่งอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากช่วงวันก่อนหน้า หลังมีรายงานข่าวว่า นายกฯ Sanae Takaichi มีความเห็นที่ขัดแย้งกับทางผู้ว่าฯ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อย่างชัดเจนในประเด็น BOJ เตรียมทยอยเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ระหว่างการพบปะกันของนายกฯ ญี่ปุ่น และผู้ว่าฯ BOJ ในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้อานิสงส์จากการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง (ล่าสุดตลาดให้โอกาสราว 23% ที่ FED จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้) สอดคล้องกับถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ที่ต่างย้ำจุดยืน ไม่เร่งรีบเดินหน้าลดดอกเบี้ย รวมถึงภาพการรีบาวด์ขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ อย่าง ตลาดหุ้นยุโรป ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง ตามจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ยังคงแกว่งตัวเหนือโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ หลังเผชิญแรงเทขายต่อเนื่องในช่วงวันก่อนหน้า
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เราประเมินว่า ในช่วงระหว่างวัน เงินบาท (USDTHB) อาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ทั้ง ถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ที่อาจสะท้อนถึงแนวโน้มความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุม กนง. ของไทย ที่จะรับรู้ในช่วง 14.00 น.
โดยแม้ว่า เราจะมองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.25% อีกทั้งล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ กนง. ลงบ้าง จากช่วงก่อนหน้า โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 50% ที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม อีก 1 ครั้ง 25bps สู่ระดับ 1.00% ทว่า ในการประชุมครั้งนี้ อาจมีคณะกรรมการเข้าประชุมเพียง 6 ท่าน ทำให้มีความน่าสนใจอย่างมาก หากผลการโหวตสูสี 3-3 และอาจต้องให้ประธานฯ หรือผู้ว่าฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้ชี้ขาดมติการประชุม นอกจากนี้ ทีมงานนโยบายการเงินของทางธปท. ได้มีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูง เป็น ดร.ดอน นาครทรรพ ทำให้การประชุม กนง. ครั้งนี้ มีความน่าสนใจและควรต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
หาก กนง. คงดอกเบี้ยตามคาดในการประชุมครั้งนี้ และผลการประชุมไม่ได้สะท้อนถึงแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมที่ชัดเจน เช่น กนง. ยังคงข้อความที่สื่อถึงความต้องการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่มีอย่างจำกัด จะทำให้ เราคงมั่นใจว่า กนง. อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไปก่อน จนกว่าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำอย่างชัดเจน ซึ่งภาพดังกล่าวอาจไม่ได้กดดันเงินบาทและเงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ได้
แต่หาก กนง. คงดอกเบี้ย ตามคาดจริง ทว่า กนง. กลับเปิดกว้างในแนวทางการดำเนินนโยบายการเงิน โดยตัดถ้อยความต้องการรักษา Policy Space ออก อาจสะท้อนว่า กนง. เริ่มมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ ในการประชุมครั้งถัดไป เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ กนง. โดยเฉพาะในการประชุมวันที่ 29 เมษายน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่กดดันเงินบาทได้บ้าง เช่นเดียวกันกับภาพการลดดอกเบี้ยแบบเซอร์ไพรส์ตลาดของ กนง. หากเกิดขึ้นอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้
โดยจากสถิติในอดีต เราพบว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวผันผวนบ้าง โดยจะมีกรอบการแกว่งตัว +/-1.0 SD ของ ค่าเงินบาท (USDTHB) ราว +0.12/-0.20% ในช่วงหลังรับรู้ผลการประชุม กนง. 30 นาที
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หนุนโดยการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มคลายกังวลผลกระทบของ AI ที่อาจกระทบภาคธุรกิจในหลายส่วน จากแนวโน้มการร่วมมือกันระหว่าง Antropic (เจ้าของ AI ที่สร้างประเด็นล่าสุด อย่าง Claude) กับพันธมิตร อย่าง Reuters Sales Force และ FactSet เป็นต้น ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.77% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.04%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป รีบาวด์ขึ้น +0.23% หนุนโดยการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ไม่ต่างจากภาพในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลผลกระทบจาก AI ลงบ้าง ทว่าโดยรวมตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวไร้ทิศทางแถวโซน 4.04% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ทั้งในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า หลังศาลสูงสุดยกเลิกมาตรการภาษี IEEPA โดย เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Up สอดคล้องกับภาพตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่รีบาวด์ขึ้นได้โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ โดยเฉพาะตลาดหุ้นยุโรป นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เผชิญแรงกดดันจากข่าวความขัดแย้งในประเด็นนโยบายการเงินระหว่างนายกฯ ญี่ปุ่น กับทางผู้ว่าฯ BOJ รวมถึงแรงหนุนจากถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ซึ่งต่างย้ำจุดยืนไม่เร่งรีบเดินหน้าลดดอกเบี้ย ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวขึ้นสู่โซน 97.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.7-98 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ภาพตลาดการเงินที่เริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยง กอปรกับแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ย่อตัวลง ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นบ้าง ตามแรงซื้อในจังหวะย่อตัวของผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยล่าสุด ราคาทองคำสามารถทรงตัวเหนือโซน 5,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลง “State of the Union” ของประธานาธิบดี Donald Trump ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงราว 9.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ส่วนในฝั่งไทย ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเรามองว่า กนง. จะมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ “คงดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 1.25% เพื่อรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่มีอย่างจำกัด เพื่อใช้รับมือกับความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดต่อเศรษฐกิจไทย
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (ความเสี่ยงยังต่ำอยู่ DOUGHCON 4 จาก 5 ระดับ https://www.pizzint.watch/ ) และ พัฒนาการของเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ฮีทสโตรก (Heat Stroke) อาการและสาเหตุกลุ่มเสี่ยงและวิธีป้องกัน เช็กที่นี่

- อาการสำคัญของฮีทสโตรกคือ ตัวร้อนจัดเกิน 40 องศาเซลเซียส ผิวแดงแห้งแต่ไม่มีเหงื่อ และอาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น สับสนหรือชัก
- กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่ทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้งเป็นเวลานาน
- สาเหตุเกิดจากร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ในสภาพอากาศร้อนจัด สามารถป้องกันได้โดยการดื่มน้ำให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดนานๆ
จากกรณีเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ประเทศไทยได้สิ้นสุดฤดูหนาวและเข้าสู่ฤดูร้อน ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยอุณหภูมิสูงสุดบริเวณประเทศไทยตอนบนสูงขึ้นและมีอากาศร้อน ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมประเทศไทยได้เปลี่ยนเป็นลมตะวันออกเฉียงใต้หรือลมฝ่ายใต้พัดปกคลุม ซึ่งเป็นการเข้าสู่ฤดูร้อนของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้าต่อไปอีกระยะหนึ่ง และคาดว่าฤดูร้อนจะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
ในเมื่อประเทศไทยก้าวสู่ฤดูร้อน เป็นทางการ เรื่องสำคัญของอากาศร้อนที่ตามมาคือ ฮีทสโตรก (heat stroke) หรือที่เรียกว่าโรคลมแดด เป็นภาวะรุนแรงที่เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความร้อนสูง ทำให้เกิดการสูญเสียการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ส่งผลให้อาจหมดสติ ชัก และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ บทความนี้จะมาอธิบายถึงอาการ สาเหตุ กลุ่มเสี่ยง วิธีปฐมพยาบาล และการป้องกันโรคฮีทสโตรก เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในช่วงหน้าร้อน
อาการ ฮีทสโตรก (heat stroke)
อาการของฮีทสโตรก สามารถแบ่งออกได้ตามความรุนแรงของอาการ ดังนี้:
อาการ: วิธีสังเกตอาการเพลียแดด, ตัวร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ, หน้ามืดเป็นลม
การป้องกัน: วิธีคลายร้อน, เสื้อผ้าที่เหมาะกับอากาศร้อน, อาหารที่ช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย
กลุ่มเสี่ยง: เด็กเล็ก, ผู้สูงอายุ, ผู้ที่มีโรคประจำตัว, คนทำงานกลางแจ้ง (Outdoor workers)
ปฐมพยาบาล: วิธีช่วยคนเป็นลมแดด, การลดอุณหภูมิร่างกายเบื้องต้น
5 สัญญาณอันตราย! ฮีทสโตรกที่ต้องรีบส่งโรงพยาบาล
- ตัวร้อนจัด: อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส
- ผิวหนังแห้ง: ผิวแดง ร้อน แต่ “ไม่มีเหงื่อ” (จุดสังเกตสำคัญ!)
- ระบบประสาทผิดปกติ: มึนงง สับสน พูดไม่รู้เรื่อง หรือชัก
- หัวใจเต้นเร็ว: หายใจหอบเหนื่อย
- ปวดศีรษะรุนแรง: ร่วมกับอาการคลื่นไส้อาเจียน
กลุ่มเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะโรคลมแดด
- ผู้สูงอายุและเด็กเล็ก : กลุ่มนี้มีระบบการควบคุมอุณหภูมิร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เท่าวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ ทำให้เกิดฮีทสโตรกได้ง่ายขึ้น
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว : เช่น โรคพาร์กินสัน หรือโรคความดันโลหิตสูง มักมีภาวะการควบคุมอุณหภูมิที่ผิดปกติจากการใช้ยารักษาโรค
- ผู้ทำงานกลางแจ้งหรือออกกำลังกายหนัก : เช่น คนงานก่อสร้าง นักกีฬา นักวิ่งมาราธอน หรือผู้ที่ต้องใช้แรงงานหนักกลางแจ้งเป็นเวลานาน
- ผู้ที่ดื่มน้ำน้อยในหน้าร้อน : การขาดน้ำทำให้ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ตามปกติ.
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ใครต้องเจอใคร? ทัพแบดมินตันไทย ลุยศึกออล อิงแลนด์ 2026 เช็กโปรแกรมที่นี่!

การแข่งขันแบดมินตัน ศึกออล อิงแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 (All England Open Badminton Championships 2026) รายการระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 1000
โดยรายการนี้ถือเป็นรายการแบดมินตันที่เก่าแก่ที่สุดในโลก จะทำการแข่งขันที่เมืองเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เริ่มแข่งขันช่วงระหว่างวันที่ 3-8 มีนาคม 2569

ล่าสุด ฝ่ายจัดการแข่งขันได้มีพิธีการจับสลากประกบคู่แข่งขันในรอบแรกออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่ง “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ มืออันดับ 2 ของโลกชาวไทย จะต้องพบกับ ลู่ กวางซู มืออันดับ 18 ของโลกจากจีน
ผลการจับสลากประกบคู่ แบดมินตัน ออล อิงแลนด์ 2026
ประเภทชายเดี่ยว
- กุลวุฒิ วิทิตศานต์ (ไทย) พบ ลู่ กวางซู (จีน)
ประเภทหญิงเดี่ยว
- รัชนก อินทนนท์ (ไทย) พบ เหยา เจียมิน (สิงคโปร์)
- พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ (ไทย) พบ อุนนาติ ฮูด้า (อินเดีย)
- บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์ (ไทย) พบ อากาเนะ ยามากูชิ (ญี่ปุ่น)
- ศุภนิดา เกตุทอง (ไทย) พบ ปุซาลา สินธุ (อินเดีย)
ประเภทคู่ผสม
- ดชาพล พัววรานุเคราะห์/ศุภิสรา เพียวสามพราน (ไทย) พบ หว่อง เทียนชี/ลิม ชิวเซียน (มาเลเซีย)
- รุษฐนภัค อูปทอง/เฌอย์ณิชา สุดใจประภารัตน์ (ไทย) พบ ตัง ชุนมาน/ซื่อ ยิงซวด (ฮ่องกง)
- พรรคพล ธีระรัตน์สกุล/ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย (ไทย) พบ จาฟาร์ ฮิดายาตุลลาห์/เฟลิซ่า อัลเบอร์ตา นาธาเนียล ปาซาริบู (อินโดนีเซีย)
สำหรับแฟนๆ กีฬาชาวไทยสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสดการแข่งขัน ออล อิงแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 ได้ทางช่อง True Sport 7 (686) ตั้งแต่วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569 เริ่มแข่งขันเวลา 17.00 น. เป็นต้นไป
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
แนะนำตัวภาษาอังกฤษ ให้โลกจำ! รวมประโยคเด็ดใช้ได้จริง ทั้งสัมภาษณ์งานและเจอเพื่อนใหม่

การ แนะนำตัวภาษาอังกฤษ (Self-Introduction) เป็นด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการสร้างความประทับใจ (First Impression) ไม่ว่าคุณจะไปสัมภาษณ์งาน เริ่มเรียนคลาสใหม่ หรือไปปาร์ตี้กับเพื่อนต่างชาติ
แต่เชื่อไหมครับว่า คนไทยหลายคนยังตกม้าตายด้วยประโยคเดิมๆ อย่าง “Hello. My name is Somchai. I am fine.” ซึ่งมันถูกต้อง แต่มัน “น่าเบื่อ” และไม่ชวนให้คุยต่อ วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมาอัปเกรดสกิลการแนะนำตัวให้ดูเป็นธรรมชาติ มั่นใจ และน่าจดจำ ด้วยโครงสร้างง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำตามได้ครับ
โครงสร้างการแนะนำตัว 5 ขั้นตอน (The 5-Step Formula)
การแนะนำตัวที่ดีไม่จำเป็นต้องยาวเหยียดครับ แต่ต้องครบถ้วนและน่าสนใจ ลองใช้สูตร 5 ขั้นตอนนี้ดูครับ
1. การทักทาย (Greeting)
เลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์
- ทางการ (Formal): Good morning / Good afternoon / Good evening
- ทั่วไป (General): Hello
- กันเอง (Informal): Hi / Hey
2. ชื่อและชื่อเล่น (Name & Nickname)
บอกชื่อจริง และบอกชื่อเล่นเพื่อให้เรียกง่ายขึ้น
- My name is… (ชื่อของฉันคือ…)
- I am… (ฉันคือ… – ดูเป็นกันเองกว่า)
- You can call me… (คุณเรียกฉันว่า…ก็ได้นะ) $\rightarrow$ ประโยคนี้ดีมากครับ ดูเป็นมิตร
- Ex: My name is Teerawat. You can call me Tee.
3. ที่มา/ภูมิลำเนา (Origin)
บอกว่ามาจากประเทศไหน หรือจังหวัดอะไร
- I am from… (ฉันมาจาก…)
- I come from… (ฉันมาจาก…)
- I grew up in… (ฉันโตที่…)
- Ex: I am originally from Chiang Mai, but now I live in Bangkok.
4. อาชีพ/การเรียน (Occupation / Education)
บอกว่าทำอะไรอยู่
- I work as a… (ฉันทำงานเป็น…)
- I work in… (ฉันทำงานในด้าน/แผนก…)
- I am currently studying… (ตอนนี้กำลังเรียน…)
- Ex: I work as a Digital Marketer.
- Ex: I am a student at Chulalongkorn University.
5. งานอดิเรก/ความสนใจ (Hobbies / Interests)
ข้อนี้สำคัญมาก! เพราะจะช่วยเปิดประเด็นให้คนอื่นชวนคุยต่อได้
- I enjoy… (ฉันสนุกกับ…)
- In my free time, I like to… (ในเวลาว่าง ฉันชอบ…)
- I am interested in… (ฉันสนใจเรื่อง…)
- Ex: I enjoy playing football and cooking.
ตาราง: เปรียบเทียบ แนะนำตัวทางการ vs ทั่วไป (Formal vs Informal)
เลือกใช้ประโยคให้ถูกกาละเทศะ จะทำให้คุณดูเป็นมืออาชีพขึ้นทันทีครับ
| หัวข้อ (Topic) | แบบทางการ (Formal / Interview) | แบบทั่วไป (Informal / Socializing) |
| ทักทาย | Good morning / Good afternoon. | Hi guys! / Hey everyone. |
| บอกชื่อ | My name is [Full Name]. | I’m [Nickname]. / Just call me [Nickname]. |
| บอกงาน | I work as a Senior Engineer at ABC Corp. | I’m an engineer. / I work for ABC. |
| บอกอายุ | I am [Number] years old. | I’m [Number]. |
| บอกความชอบ | My hobbies include reading and traveling. | I love reading and traveling. |
| ปิดท้าย | It is a pleasure to meet you. | Nice to meet you! |
ตัวอย่างบทพูด (Scripts) เอาไปปรับใช้ได้เลย
สถานการณ์ 1: สัมภาษณ์งาน (Job Interview)
“Good morning. My name is Somchai Jaidee. You can call me Som. I am from Bangkok. I graduated from XYZ University with a degree in Marketing. Currently, I work as a Content Creator where I manage social media campaigns. In my free time, I enjoy reading business news to update trends. It is a pleasure to meet you today.”
สถานการณ์ 2: เจอเพื่อนใหม่ในคลาส (Classmate / Party)
“Hi everyone! I’m Som. I’m from Thailand. I’m studying English here because I want to travel the world. I love playing guitar and eating spicy food. If anyone knows a good Thai restaurant nearby, let me know! Nice to meet you all.”
ข้อควรระวัง! (Common Mistakes)
- I come from vs I am come from:
- ❌ I am come from Thailand. (ผิด! Verb to be กับ Verb แท้ ห้ามอยู่ด้วยกัน)
- ✅ I come from Thailand. (ถูก)
- ✅ I am from Thailand. (ถูก)
- My nickname is…:
- ประโยคนี้ไม่ผิด แต่ฝรั่งไม่ค่อยใช้ครับ เขาจะงงว่าทำไมต้องมีชื่อเล่น
- แนะนำให้ใช้ “Please call me…” หรือ “You can call me…” จะดูเป็นธรรมชาติกว่า
- พูดจบแล้วเงียบกริบ:
- อย่าลืมประโยคปิดท้าย (Closing) เสมอ เช่น “Nice to meet you.” หรือถามกลับว่า “And you?” เพื่อไม่ให้วงสนทนาเดดแอร์
ฝึกแนะนำตัวให้มั่นใจกับ EngDuo
การอ่านบทความช่วยให้รู้วิธีเขียน แต่การ “พูด” ให้ออกมาลื่นไหลต้องอาศัยการฝึกฝน ที่ EngDuo Thailand เรามีคอร์ส General Conversation ที่จะช่วยปรับบุคลิกภาพการพูดของคุณ
- Personality Adjustment: ครูจะช่วยดูน้ำเสียง (Tone) และภาษากาย (Body Language) ให้ดูมั่นใจ
- Script Editing: ช่วยเกลาบทแนะนำตัวของคุณให้ดูน่าสนใจและเหมาะกับตัวตนของคุณที่สุด
- Role-Play: จำลองสถานการณ์จริง ทั้งแบบทางการและไม่ทางการ ให้คุณซ้อมจนคล่องปาก
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
เปิด 6 เทรนด์โซเชียลที่กำหนดทิศทางธุรกิจยุคใหม่ในปี 69

- AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจบนโซเชียลมีเดีย ตั้งแต่การสร้างคอนเทนต์อัตโนมัติ การทำตลาดแบบเฉพาะบุคคล ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณา
- แพลตฟอร์มโซเชียลจะกลายเป็นช่องทางการขายแบบครบวงจร โดยผสานการตลาดผ่านครีเอเตอร์ (Creator Economy) การซื้อขายผ่านแชท (Conversational Commerce) และวิดีโอคอมเมิร์ซ
- การค้าข้ามพรมแดน (Cross-border Commerce) จะเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยใช้ AI ช่วยให้ธุรกิจสามารถค้นหากลุ่มเป้าหมายใหม่และขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นางสาวแพร ดำรงค์มงคลกุล Country Director ประจำ Facebook ประเทศไทย จาก Meta กล่าวว่าในปัจจุบัน เส้นทางการซื้อของลูกค้ากำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมีความยืดหยุ่นและผสานรวมเข้ากับสภาพแวดล้อมทางโซเชียลมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ Meta เรามองว่าแพลตฟอร์มโซเชียลเป็นตัวเร่งการเติบโตที่ทรงพลัง ไม่ว่าจะเป็นการนำ AI มาใช้เพื่อปรับแต่งเฉพาะบุคคล (one-to-one personalization) ขยายช่องทางเข้าถึง และช่วยให้ธุรกิจขยายสู่ตลาดต่างประเทศ
การลงทุนอย่างต่อเนื่องใน AI ของเรายังช่วยเสริมสร้างระบบการจัดอันดับโฆษณาและระบบแนะนำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช่จะเข้าถึงลูกค้าที่เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม เช่น การปรับปรุงโมเดลในช่วงต้นปี 2569 ส่งผลให้คุณภาพโฆษณาบน Facebook ดีขึ้น 12% และอัตราการคอนเวอร์ชันบน Instagram เพิ่มขึ้น 3%
สะท้อนถึงประสิทธิภาพของโฆษณาที่แข็งแกร่งขึ้นให้กับธุรกิจแพลตฟอร์มโซเชียลได้กลายเป็นกลไกส่งเสริมการขายแบบครบวงจร (full-funnel sales engine) ที่เชื่อมโยงเส้นทางตั้งแต่การค้นพบผลิตภัณฑ์บน Reels ไปจนถึงการซื้อผ่านการแชท (conversational commerce) หรือการช้อปปิ้งแบบบูรณาการ AI ถูกผนวกเข้ากับทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายอัตโนมัติไปจนถึงการพัฒนาครีเอทีฟของชิ้นงานโฆษณา โดยเปลี่ยนจากการกำหนดเป้าหมายตามกลุ่มไปสู่การตลาดที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลขั้นสูง (hyper-personalized marketing)
ซึ่งหมายความว่า โซเชียลไม่ได้เป็นเพียงแค่ส่วนสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของธุรกิจ ด้วยจำนวนผู้ใช้งานแอปในเครือ Meta กว่า 3.58 พันล้านคนต่อวัน ธุรกิจจึงมีโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อนในการสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายที่นำไปพัฒนาต่อยอดได้และปรับแต่งได้ตามความต้องการเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง
1. การทำงานอัตโนมัติและ Generative AI ขับเคลื่อนเส้นทางของลูกค้าทั้งหมด
AI กำลังพลิกโฉมวิธีการที่ธุรกิจเข้าถึงและให้บริการลูกค้าอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การระบุกลุ่มเป้าหมายไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งโฆษณา ระบบการจัดอันดับโฆษณาที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยเพิ่มความเกี่ยวข้องของข้อความทางการตลาดและการคอนเวอร์ชัน ซึ่งเห็นได้จากการเติบโตของจำนวนการแสดงผลโฆษณา 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน Generative AI ยังได้ปฏิวัติการสร้างสรรค์คอนเทนต์ ทำให้สามารถผลิตเนื้อหาคุณภาพสูงที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่า
รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 ของเราชี้ให้เห็นถึงการนำ GenAI มาใช้ในธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราการสร้างรายได้ต่อปีจากการนำเครื่องมือสร้างวิดีโอด้วย AI มาใช้รวมกันแตะ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯในไตรมาส 4 และอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าสูงกว่าการเติบโตของรายได้จากโฆษณาโดยรวมถึงเกือบ 3 เท่า การผสมผสานกันระหว่างระบบอัตโนมัติและ GenAI ช่วยให้สามารถปรับแต่งเนื้อหาแบบเฉพาะบุคคลได้จำนวนมากในเวลาเดียวกันและช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมหาศาล

2. Instagram ปลดล็อกการเติบโตผ่านความคิดสร้างสรรค์และชุมชน
พลังของ Instagram ในประเทศไทยนั้นโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด โดยแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและการเติบโตที่แข็งแกร่ง แพลตฟอร์มนี้กำลังกลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ชุมชนเชื่อมโยงกัน นำไปสู่ยอดขายและความสัมพันธ์กับแบรนด์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราเห็นการเข้าถึงที่ขยายวงกว้างอย่างมีนัยสำคัญ ครอบคลุมผู้ใช้งานหลายเจเนอเรชันมากขึ้น สำหรับธุรกิจ Instagram มอบโอกาสพิเศษในการเชื่อมโยงกับชุมชนที่หลากหลายในทุกช่วงวัย ตั้งแต่กลุ่มผู้ใช้รุ่นใหม่ที่เน้นดิจิทัล ไปจนถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ทั้งหมดนี้อยู่ในอีโคซิสเต็มเดียวกัน สิ่งสำคัญคือ แพลตฟอร์มนี้เป็นที่ที่ความมหัศจรรย์ของการค้นพบแบรนด์โดยครีเอเตอร์ (Creator-Led Brand Discovery) เกิดขึ้น ครีเอเตอร์คือกระบอกเสียงที่น่าเชื่อถือที่สามารถเข้าถึงผู้คนท่ามกลางข้อมูลอันมหาศาล ทำให้ Instagram เป็นกลไกสำคัญสำหรับผู้ลงโฆษณาที่ต้องการสร้างการมีส่วนร่วมที่แท้จริง
การเติบโตอย่างรวดเร็วของรูปแบบคอนเทนต์หลักอย่างวิดีโอสั้น Reels กำลังขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมนี้ โดยมีเวลาการรับชมเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 การเติบโตนี้เป็นผลโดยตรงจากการเพิ่มประสิทธิภาพ AI ที่เราได้ดำเนินการเพื่อปรับปรุงคุณภาพของการแนะนำ ทำให้ระบบของเราสามารถระบุความสนใจของผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น และเปิดช่องทางการสร้างรายได้ใหม่สำหรับธุรกิจ ตัวอย่างที่ชัดเจนของเรื่องนี้คือแบรนด์เครื่องหอมสัญชาติไทยอย่าง Journal Boutique ในการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ แบรนด์ได้ใช้โฆษณาวิดีโอสั้นที่น่าสนใจและเล่าเรื่องราวแสดงให้เห็นถึงการใช้งานผลิตภัณฑ์ในชีวิตจริง ผ่าน Reels และ Stories แนวทางนี้ช่วยให้แบรนด์สามารถสื่อสารได้อย่างรวดเร็วและชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์คืออะไร วิธีใช้งานเป็นอย่างไร และให้ผลลัพธ์อย่างไร ซึ่งเป็นการสร้างการรับรู้เริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดไปยังแคมเปญการกำหนดเป้าหมายใหม่ (retargeting) ได้ต่อไป
3. การส่งข้อความกลายเป็นหน้าร้านค้าแห่งใหม่
การซื้อขายผ่านการแชท (conversational commerce) เป็นช่องทางหลักในการเชื่อมต่อกับลูกค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย แพลตฟอร์มการส่งข้อความ เช่น Messenger, Instagram DM และ WhatsApp ช่วยอำนวยความสะดวกในการให้บริการที่รวดเร็วและเป็นส่วนตัว การค้นพบผลิตภัณฑ์ และการทำธุรกรรม ปัจจุบัน AI เข้ามาช่วยยกระดับสิ่งนี้อย่างมีนัยสำคัญ ในการจัดการการสนทนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โอกาสที่น่าตื่นเต้นที่เราเห็นสำหรับธุรกิจไทยคือการใช้การส่งข้อความและแชทเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการดึงดูดลูกค้ากลับมาและรักษาลูกค้า (re-engage and retain customers) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟีเจอร์อย่างการส่งข้อความเชิงการตลาด (Marketing messages) บน Messenger ช่วยให้ธุรกิจสามารถเริ่มส่งข้อความโปรโมตที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลไปยังผู้ติดตามได้ โดยใช้รายชื่อจากระบบ CRM ที่มีอยู่หรือกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเอง เพื่อเชื่อมโยงกับกลุ่มลูกค้าที่ไม่สามารถเข้าถึงได้จากช่องทางอื่น ด้วยฐานผู้ใช้งาน Messenger กว่าพันล้านคนต่อเดือน
นอกจากนี้ การวัดผลแบบลงลึก (down-funnel measurement) ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถเพิ่มประสิทธิภาพกลยุทธ์การตลาดโดยรวมได้ การส่งข้อความกำลังทำหน้าที่เป็นหน้าร้านค้าดิจิทัลแบบครบวงจร ผสานรวมการบริการลูกค้า การตลาด และการขายได้อย่างราบรื่น ธุรกิจไทยสามารถทำงานร่วมกับ Meta Business Partners ในประเทศไทย เช่น ZWIZ.AI และ V Rich เพื่อใช้ฟีเจอร์นี้ซึ่งเปิดให้ใช้แล้วบน Messenger และในอนาคตอันใกล้นี้จะขยายไปยัง WhatsApp ในไทยด้วย
4. เศรษฐกิจครีเอเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เร่งการซื้อขายด้วย Facebook Affiliate Partnerships
ปัจจุบันครีเอเตอร์มีบทบาทสำคัญในการค้นพบและรีวิวผลิตภัณฑ์ โดย AI ช่วยเสริมสร้างระบบอีโคซิสเต็มของครีเอเตอร์และแบรนด์โดยการจับคู่คอนเทนต์กับกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วม นอกจากนี้ Meta ยังได้เปิดโปรแกรมพันธมิตรในเครือ (affiliate partnerships) อย่าง Facebook Affiliate with Shopee ที่ครีเอเตอร์สามารถแท็กรายการสินค้าของ Shopee ได้โดยตรงบนโพสต์และ Reels เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคชำระเงินบน Shopee ได้ทันที และครีเอเตอร์จะได้รับค่าคอมมิชชัน
นอกจากนี้ เรายังมีฟีเจอร์อย่างโฆษณาร่วมกับพันธมิตร (partnership ads) ซึ่งช่วยให้ผู้ลงโฆษณาสามารถทำงานร่วมกับพันธมิตร เช่น ครีเอเตอร์ โดยแสดงชื่อบัญชีของทั้งสองฝ่ายในส่วนหัวของโฆษณา ซึ่งใช้สัญญาณจากทั้งสองบัญชีเพื่อปรับปรุงการจัดอันดับและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น การร่วมมือนี้เป็นประโยชน์ต่อครีเอเตอร์ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ และเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ ในขณะที่ผู้ลงโฆษณาได้รับประโยชน์จากคอนเทนต์ที่แท้จริงและน่าสนใจยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยกระตุ้นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นและเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกด้านประสิทธิภาพโฆษณาที่มีคุณค่า
5. วิดีโอและ Live Commerce เปลี่ยนความสนใจเป็นผลลัพธ์
วิดีโอเป็นรูปแบบคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยอยู่แล้ว ความพยายามด้าน AI และผลิตภัณฑ์ของเรากำลังเปลี่ยนการมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้นนี้ให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่สำคัญ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในไตรมาส 4 ที่ทำให้จำนวนการดูคอนเทนต์ออร์แกนิกในหน้าฟีดและโพสต์วิดีโอบน Facebook เพิ่มขึ้น 7% และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อรายได้ประจำไตรมาสที่ใหญ่ที่สุดในรอบสองปี การใช้ฟีเจอร์อย่างโฆษณาวิดีโอถ่ายทอดสด (live video ads) บน Facebook ยังช่วยให้แบรนด์สามารถโปรโมตการถ่ายทอดสดของตนไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น สิ่งนี้ช่วยเพิ่มความสนใจและเปิดโอกาสให้มีการถามตอบและการโต้ตอบแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเทรนด์นี้เพื่อขับเคลื่อนการค้นพบแบรนด์
6. การเติบโตของการค้าข้ามพรมแดนเข้าถึงได้ง่ายขึ้นด้วย AI
การค้าข้ามพรมแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และแพลตฟอร์มดิจิทัลคือหัวใจสำคัญของการเติบโตในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่มีประสิทธิภาพสำหรับธุรกิจไทย ด้วยการใช้ประโยชน์จากการกำหนดเป้าหมายที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่แข็งแกร่งและโซลูชันการค้า เช่น Advantage+ Shopping Campaigns, Click-to-WhatsApp/Messenger และการส่งข้อความโปรโมททางการตลาด (paid messaging) ซึ่งเป็นที่นิยมในภาคอุตสาหกรรมที่หลากหลาย อย่างภาคการท่องเที่ยวและการบริการ ความงาม และสุขภาพ ธุรกิจสามารถค้นพบกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ทดสอบตลาด และขยายการดำเนินงานข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โอกาสนั้นไร้ขีดจำกัด โดยเฉพาะการใช้งานบนแอปในเครือ Meta ที่มีผู้คนเข้ามาใช้งานกว่า 3.58 พันล้านคนต่อวัน
เมื่อความสามารถเหล่านี้ผนวกกัน แพลตฟอร์มโซเชียลจะไม่ใช่แค่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจเท่านั้น แต่จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ สำหรับธุรกิจที่เตรียมพร้อมสำหรับอนาคตข้างหน้า ปี 2569 อยู่ตรงหน้าเราแล้ว และเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะต้องเปิดรับการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วย AI และโซเชียลอย่างเต็มที่
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
เลือกผิดสุขภาพพัง? รู้ก่อนดื่ม นมวัว – นมอัลมอนด์ – นมถั่วเหลือง

นมวัว vs นมอัลมอนด์ vs นมถั่วเหลือง ดื่มแบบไหนดีต่อสุขภาพที่สุด?
ทุกวันนี้เวลาเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต โซนนมไม่ได้มีแค่นมวัวแบบเดิม ๆ อีกต่อไป เพราะมีทั้ง “นมอัลมอนด์” และ “นมถั่วเหลือง” ให้เลือกเต็มชั้นวาง
หลายคนจึงเริ่มสงสัยว่า ตกลงแล้วนมแบบไหนดีกับสุขภาพมากที่สุด? หรือจริง ๆ แล้วแต่ละชนิดก็เหมาะกับคนละแบบกัน?
มาเปรียบเทียบแบบชัด ๆ ทั้งเรื่องโปรตีน แคลเซียม แคลอรี และความเหมาะสมกับแต่ละไลฟ์สไตล์
นมวัว ตัวจริงเรื่องโปรตีนและแคลเซียม
นมวัวเป็นนมที่คนไทยคุ้นเคยที่สุด มีทั้งแบบเต็มมันเนย พร่องมันเนย และแบบไม่มีแลคโตส
จุดเด่นของนมวัว
- โปรตีนสูงประมาณ 7–8 กรัมต่อแก้ว
- แคลเซียมสูง ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน
- มีวิตามิน B12 และวิตามิน D
เหมาะกับเด็ก วัยรุ่น คนออกกำลังกาย หรือผู้สูงอายุที่ต้องการเสริมกระดูก
อย่างไรก็ตาม คนที่แพ้แลคโตสอาจมีอาการท้องอืด หรือถ่ายเหลวได้ และสูตรเต็มมันเนยมีไขมันอิ่มตัวค่อนข้างสูง

นมอัลมอนด์ ทางเลือกของสายลดน้ำหนัก
นมอัลมอนด์เป็นนมจากพืชที่กำลังมาแรง เพราะแคลอรีต่ำ และไม่มีแลคโตส
จุดเด่นของนมอัลมอนด์
- แคลอรีต่ำกว่านมวัว
- ไม่มีแลคโตส
- มีวิตามิน E ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
จึงเหมาะกับคนควบคุมน้ำหนัก หรือผู้ที่แพ้นมวัว
ข้อควรรู้คือ โปรตีนในนมอัลมอนด์ค่อนข้างต่ำ และบางสูตรมีน้ำตาลเติมเพิ่ม ควรเลือกสูตร “ไม่หวาน”
นมถั่วเหลือง โปรตีนสูงจากพืช
นมถั่วเหลืองถือเป็นนมพืชที่ให้โปรตีนสูงที่สุด ใกล้เคียงกับนมวัว
จุดเด่นของนมถั่วเหลือง
- โปรตีนประมาณ 6–8 กรัมต่อแก้ว
- ไม่มีแลคโตส
- มีไขมันดี
- มีสารไอโซฟลาโวนที่พบในถั่วเหลือง
เหมาะกับคนที่ต้องการโปรตีนจากพืช สายวีแกน หรือคนควบคุมไขมันในเลือด
ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับไทรอยด์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนดื่มเป็นประจำ
เทียบชัด ๆ นมแบบไหนเหมาะกับใคร?
- อยากได้โปรตีนสูง เสริมกระดูก → นมวัว
- อยากลดน้ำหนัก คุมแคลอรี → นมอัลมอนด์ (สูตรไม่หวาน)
- อยากได้โปรตีนจากพืช → นมถั่วเหลือง
สรุปแบบเข้าใจง่าย
จริง ๆ แล้วไม่มีนมชนิดไหน “ดีที่สุด” สำหรับทุกคน
แต่มีนมที่ “เหมาะที่สุด” สำหรับเป้าหมายสุขภาพของแต่ละคน
ก่อนเลือกซื้อ แนะนำให้ดูฉลากโภชนาการ เลี่ยงสูตรหวาน และเลือกให้เหมาะกับร่างกายของตัวเอง
เพราะสุดท้ายแล้ว สุขภาพดี เริ่มต้นจากการเลือกสิ่งที่เหมาะกับเราเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 25/2/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 75,850.00 | 76,050.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,903.00 | 74,329.48 | 76,850.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,412.70 | 66,896.53 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,922.40 | 59,463.58 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,206.35 | 33,448.27 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,716.05 | 26,015.32 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 5,080.83 | 77,025.38 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 25/2/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.55 | 30.55 | 31.35 | 30.55 | 30.55 | 30.55 | 30.55 | 30.55 | 30.55 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.18 | 30.18 | 30.78 | 30.18 | 30.18 | 30.18 | 30.18 | 30.18 | 30.18 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.34 | 28.34 | 28.94 | 28.34 | – | 28.34 | 28.34 | 28.34 | 28.34 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.29 | 26.29 | – | – | – | – | – | – | 26.29 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







