สาระน่ารู้ประจำวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569

อสังหาผ่านจุดต่ำสุด บ้านมือสองผงาด ปี 69 ตลาดทรงตัวปรับสมดุลใหม่

  • ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 4 ปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ทำให้ยอดโอนกรรมสิทธิ์ฟื้นตัว
  • บ้านมือสองมีบทบาทในตลาดมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีสัดส่วนการโอนสูงถึง 62% ในไตรมาส 4 ปี 2568 สะท้อนถึงกำลังซื้อที่เปราะบางและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวัง
  • คาดการณ์ว่าในปี 2569 ตลาดอสังหาฯ จะเข้าสู่ภาวะทรงตัวและเป็นการปรับสมดุลใหม่ โดยจำนวนและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย

ตลาดที่อยู่อาศัยไทยในปี 2568 เปรียบเสมือนเรือที่ฝ่าคลื่นลมแรงมาตลอดทั้งปีก่อนจะเริ่มเห็นแสงรำไรในไตรมาสสุดท้ายข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) สะท้อนว่า ไตรมาส 4/2568 ตลาดเริ่มฟื้นตัวแบบ ไตรมาสต่อไตรมาส (QoQ) หลังอัดมาตรการกระตุ้นระยะสั้น หรือ Quick Big Win ทั้งลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนอง และผ่อนคลายเกณฑ์ LTVแรงส่งดังกล่าวทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศขยับขึ้นทันที

จำนวนหน่วยโอนอยู่ที่ 89,198 หน่วย เพิ่มขึ้น 5.7% จากไตรมาสก่อนมูลค่าโอนแตะ 247,145 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.3%ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ทั้งประเทศในไตรมาส 4 อยู่ที่ 148,748 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.3%สัญญาณนี้บ่งชี้ชัดว่า ตลาดผ่านจุดต่ำสุดแล้ว!

เมื่อแยกประเภทสินทรัพย์ พบว่า บ้านแนวราบโอน 60,086 หน่วย เพิ่มขึ้น 4.4%มูลค่า 174,469 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3%ด้านอาคารชุดโอน 29,112 หน่วย เพิ่มขึ้น 8.6%มูลค่า 72,677 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 17%ตัวเลขคอนโดที่เร่งตัวแรงกว่า สะท้อนแรงซื้อที่กลับเข้ามาในช่วงปลายปี โดยเฉพาะกลุ่มที่ตัดสินใจเร็วจากแรงจูงใจด้านค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขสินเชื่อ

บ้านมือสอง “ขึ้นแท่น” โครงสร้างตลาดเปลี่ยน

ประเด็นที่น่าจับตาที่สุด ไม่ใช่แค่การฟื้นตัวแต่คือ “โครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไป”ในไตรมาส 4 บ้านสร้างใหม่มีสัดส่วนเพียง 38% ของการโอนทั้งหมด ลดลงจากปีก่อนขณะที่บ้านมือสองขยับขึ้นเป็น 62%หากมองทั้งปี 2568 การโอนทั่วประเทศอยู่ที่ 316,214 หน่วย ลดลง 9.1%มูลค่ารวม 864,913 ล้านบาท ลดลง 11.8%บ้านสร้างใหม่ลดลงแรงกว่า -13.9% ขณะที่บ้านมือสองลดลงเพียง -6.2%สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ “ระมัดระวังมากขึ้น” และเลือกสินทรัพย์ราคาจับต้องได้มากกว่านี่คือการปรับตัวเชิงโครงสร้าง ภายใต้กำลังซื้อที่ยังเปราะบาง และภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

ต่างชาติยังหนุนคอนโด แต่ราคาต่อหน่วยลด

อีกภาพที่น่าสนใจ คือดีมานด์จากต่างชาติ ไตรมาส 4/2568 มีการโอนห้องชุดให้ต่างชาติ 3,888 หน่วย เพิ่มขึ้น 9.3% จากปีก่อนทั้งปีมียอด 14,899 หน่วย เพิ่มขึ้น 2.2%แม้มูลค่ารวมทั้งปีลดลง 10.7% เหลือ 60,921ล้านบาทสะท้อนแนวโน้ม“ราคาต่อหน่วยเฉลี่ยลดลง”สัญญาณนี้ชี้ว่าตลาดกำลังปรับเข้าสู่ระดับราคาปานกลางมากขึ้นผู้ซื้อหลักยังคงเป็นชาวจีน แม้จำนวนและมูลค่าจะลดลงแต่กลุ่มรัสเซียและไต้หวันกลับเติบโตโดดเด่นดีมานด์ต่างชาติที่กระจายตัวมากขึ้น อาจช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ตลาดคอนโดไทยในระยะยาว

 อสังหาฯ ปี 2569 ปีแห่งการ “ทรงตัว”

REIC ประเมินว่า ปี 2569 ตลาดจะอยู่ในภาวะทรงตัวคาดจำนวนโอนทั่วประเทศ 314,593 หน่วย ลดลงเล็กน้อย 0.5%มูลค่าประมาณ 858,453 ล้านบาท ลดลง 0.7%สินเชื่อปล่อยใหม่คาดใกล้เคียงปี 2568 ที่ระดับ 5.39 แสนล้านบาทภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจไทยเติบโต 1.5-2.5%ดอกเบี้ยมีแนวโน้มขาลงและภาครัฐเดินหน้ามาตรการคลายภาระหนี้ เช่น “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” หรือ “คุณสู้เราช่วย”ปี 2569 จึงอาจไม่ใช่ปีแห่งการเติบโตหวือหวาแต่เป็นปีแห่ง “การปรับสมดุล”

  จุดเปลี่ยนของอสังหาฯ ไทย บทสรุปของปี 2568 คือ การหดตัวทั้งจำนวนและมูลค่าแต่ไตรมาสสุดท้ายพิสูจน์ว่า มาตรการรัฐยังมีพลังในการกระตุ้นตลาดส่วนปี 2569 จะเป็นช่วงเวลาที่อุปสงค์ อุปทาน และภาวะสินเชื่อค่อย ๆ ปรับเข้าหาจุดสมดุลใหม่

คำถามสำคัญคือ เมื่อบ้านมือสองมีบทบาทมากขึ้น ดีเวลอปเปอร์จะปรับกลยุทธ์อย่างไรและเมื่อกำลังซื้อยังไม่กลับมาเต็มที่ตลาดจะเติบโตบนฐาน “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ” ได้หรือไม่ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เปราะบางตลาดที่อยู่อาศัยไทย อาจไม่ได้กำลังเข้าสู่รอบขาขึ้นครั้งใหญ่แต่กำลังเดินเข้าสู่ยุคใหม่ที่ความยั่งยืน สำคัญกว่าความร้อนแรง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


‘คิงเพาเวอร์’ ปั๊มรายได้นอกบ้าน เล็งประมูลดิวตี้ฟรี สนามบินเซี่ยงไฮ้

ย้อนไปก่อนวิกฤติโควิด-19 ทุบอุตสาหกรรมท่องเที่ยว “คิง เพาเวอร์” ผู้นำธุรกิจค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยว มีรายได้หลัก 2 ทาง ได้แก่ “แอร์พอร์ต ดิวตี้ฟรี” และ “ดาวน์ทาวน์ ดิวตี้ฟรี” ในสัดส่วน 50% เท่ากัน แต่ปัจจุบันบริษัทต้องปรับกลยุทธ์เพื่อกระจาย “ความหลากหลายของรายได้” ให้สอดรับกับเทรนด์การเดินทางท่องเที่ยวและพฤติกรรมการจับจ่ายที่เปลี่ยนไป

นิตินัย ศิริสมรรถการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า บริษัทฯ ปรับกลยุทธ์เพื่อกระจายความหลากหลายของรายได้ให้สอดรับกับเทรนด์การเดินทางท่องเที่ยวและจับจ่ายที่เปลี่ยนไป โดยเมื่อปี 2568 ได้ปิดดาวน์ทาวน์ ดิวตี้ฟรี (กิจการร้านค้าปลอดอากรในเมือง) จำนวน 3 สาขา ประกอบด้วย สาขาศรีวารี พัทยา และมหานคร ต้องมาปรับปรุงหรือเปลี่ยนโฉมใหม่ (Revamp) ให้พื้นที่เหล่านั้นเป็นลักษณะโครงการ “มิกซ์ยูส” (Mix-used) ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะปรับปรุงเป็นมิกซ์ยูสรูปแบบไหน

ควบคู่กับการเดินหน้าบุกตลาด “อี-คอมเมิร์ซ” (E-commerce) มากยิ่งขึ้น รวมถึงการออกแคมเปญส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง อัดโปรโมชันเพื่อตรึงกำลังซื้อและรักษาการรับรู้ (Perception) ว่า คิง เพาเวอร์ ไม่ได้ขายสินค้าในราคาแพงเกินไป ต้องยอมให้กำไร (Margin) บางลงไปบ้าง แต่สิ่งที่ได้มาคือส่วนแบ่งตลาด (Market Share) กับ Perception ว่าสินค้าที่ขายในคิง เพาเวอร์ นั้นอยู่ในระดับราคาที่ค่อนข้างถูกกว่าคนอื่น

“เมื่อก่อน คิง เพาเวอร์ อาจจะมีรายได้จากแค่ดิวตี้ฟรีเท่านั้น แต่วันนี้ต้องมี อี-คอมเมิร์ซ มีการปรับปรุงสาขาดาวน์ทาวน์ไปทำมิกซ์ยูส ควบคู่กับการปรับตัวภายในบริษัทที่มีพอสมควรแล้วในตอนนี้”

สนใจประมูลดิวตี้ฟรี “เซี่ยงไฮ้ผู่ตง” อาคาร 3

อีกกลยุทธ์สำคัญคือการบุกหารายได้จาก “ตลาดต่างประเทศ” โดยสนใจผนึกกับพันธมิตรเพื่อร่วมทุนเข้าประมูลดิวตี้ฟรีใน “สนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง” ประเทศจีน หนึ่งในสนามบินที่ใหญ่ที่สุดของโลก ในอาคารผู้โดยสาร 3 (Terminal 3) โดยมีกำหนดยื่นประมูลในปลายปี 2571 และคาดว่าน่าจะรู้ผลในปี 2572 เนื่องจาก Terminal 3 ของสนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตงมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2573

“เหตุผลที่ คิง เพาเวอร์ จะไปประมูลดิวตี้ฟรีที่สนามบินเซี่ยงไฮ้ผู่ตง เป็นเพราะเราต้องการกระจายความหลากหลายของรายได้ ในเมื่อตลาดนักท่องเที่ยวจีนมาไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มร้อย เราก็ไปขายของในประเทศเขาเลยดีกว่า ระหว่างนี้ก็ต้องศึกษาและติดตามพารามิเตอร์ต่างๆ โดยเฉพาะเทรนด์การจับจ่ายใช้สอยของแต่ละเจเนอเรชัน”

หลังจากเดือน ก.ย. 2568 นำร่องโปรเจกต์จัดตั้งบริษัทที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ภายใต้ชื่อ บริษัท เซี่ยงไฮ้ คิง เพาเวอร์ คอมเมิร์ซ จำกัด (Shanghai King Power Commerce Co., Ltd.) พร้อมเปิดตัว 2 ธุรกิจ ณ สนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง ได้แก่ “TAI HAI TAO” ร้านขนมไทยและอาหารสำเร็จรูปคุณภาพ และ “SOMBAT THAI” ร้านอาหารไทยแท้ที่คัดสรรวัตถุดิบจากประเทศไทย

“แม้สเกลร้านค้าทั้งสองจะไม่ได้ใหญ่ แต่เราพยายามเอาของยากไปลองตลาดก่อน เพราะร้านอาหารและอาหารบรรจุหีบห่อ (Packaged Food) ต้องมีการสต็อกสินค้า ขอไลเซนส์ต่างๆ เพื่อที่คิงเพาเวอร์จะได้เตรียมความพร้อมและศึกษาตลาดล่วงหน้า ก่อนเข้าร่วมประมูลดิวตี้ฟรีใน Terminal 3 ของสนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง”

ลุ้นโมเมนตัม “จีนเที่ยวไทย” หลังตรุษจีน

นิตินัย เล่าเพิ่มเติมถึงความท้าทายของการฟื้นตลาด “นักท่องเที่ยวจีน” ว่า แม้กรณีพิพาทระหว่างจีน-ญี่ปุ่น จะทำให้นักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงโกลเด้นวีคเทศกาลตรุษจีน 2569 เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดจีนค่อนข้างชัดเจน แต่ก็ยังต้อง “นั่งลุ้นกันต่อ!” เพราะหลังผ่านตรุษจีนแล้วก็จะเข้าสู่โลว์ซีซัน ว่าสุดท้ายแล้วโมเมนตัมการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนจะสามารถยืนระยะ และฟื้นตัวกลับมาเท่าเดิมหรือไม่ ก่อนเข้าสู่ไฮซีซันปลายปีนี้ที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวยังมีความหวังอยู่

“ข้อพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่นส่งอานิสงส์บวกแก่คิง เพาเวอร์ ทำให้ในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนกลับมาใกล้เคียงปี 2562 ก่อนโควิด เพียงแต่ว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวยังไม่กลับมาดีเท่าเดิม น้อยลงไปค่อนข้างมาก คาดว่าเป็นเพราะปัจจัยเศรษฐกิจโลกโดยรวมกำลังผันผวน พอมีอะไรไม่แน่นอน ทุกคนก็เก็บเงินไว้ก่อน”

“เจเนอเรชัน”เปลี่ยนผ่านสะเทือนแบรนด์เนม?

อีกปัจจัยที่ไม่สามารถปล่อยผ่าน คือการเปลี่ยนผ่านของ “เจเนอเรชัน” และ “ค่านิยม” ในช่วงนี้ โดยเฉพาะพฤติกรรมของเหล่า Gen Z และ Gen Alpha ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าพวกเขายังสนใจสินค้าแบรนด์เนมราคาแพงๆ อยู่หรือไม่? หรือว่าเน้นซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมราคาประมาณ 2-3 หมื่นบาท แล้วห้อยอาร์ตทอยหรือตุ๊กตาคาแรกเตอร์ เช่น ลาบูบู้ (Labubu) และครายเบบี้ (Crybaby) ที่สะท้อนตัวตนความชอบแทน

ขณะที่ในประเทศจีน คน Gen X และ Gen Y บางคนเริ่มมองว่าหากใครใช้สินค้าแบรนด์เนมมากเกินไป อาจถูกเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ “สีเทา” ได้ ส่วน Gen Z หลังๆ เห็นเทรนด์ค่อนข้างชัดว่ามีการใช้แบรนด์เนมลดลงมาก เน้นให้ความสำคัญกับสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งานและคาแรกเตอร์ส่วนตัวมากกว่า

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาปัจจัย “ภูมิรัฐศาสตร์” อย่างใกล้ชิด แม้ “ภาษีทรัมป์” จะค่อนข้างเป็นบวกกับธุรกิจดิวตี้ฟรี แต่ในภาพรวมของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม ทำให้ภาคการท่องเที่ยวมันแผ่วลงค่อนข้างชัด ขณะที่ “เงินบาทแข็งค่า” ก็ทำให้ราคาสินค้าในไทยอาจจะเสียเปรียบ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่เงินเยนอ่อนค่า นักท่องเที่ยวอาจเลือกชอปปิงที่ประเทศต้นทางมากกว่า

“เมื่อปัจจัยต่างๆ แปรผันค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นเวลาทำอะไรก็อย่าวู่วาม ต้องศึกษาข้อมูลให้ดี อาจลงทุนโปรเจกต์นำร่อง (Pilot) ก่อนเพื่อศึกษาตลาดและความเสี่ยง”

“AI” ช่วยลีนไขมันองค์กร

หลังจากบริษัทเพิ่งประกาศโครงการ “สมัครใจลาออก” (Voluntary Separation Program : VSP) เพื่อลดต้นทุนการบริหารงานในช่วงใกล้เคียงกับการปิดสาขาดาวทาวน์ ดิวตี้ฟรี 3 แห่งเมื่อปีที่แล้ว ทำให้มีพนักงานลดลงจากประมาณ 8,000 คน เหลือราว 6,000 คน โดยบริษัทจะต้องบริหารจัดการ “ขั้นตอนการทำงาน” (Working Process) ตั้งแต่ต้นจนจบของทั้งองค์กรซึ่งตอนนี้ทำไปแล้ว 80-90% ว่ามีจุดไหนที่สามารถใช้ “เทคโนโลยี AI” เข้าไปจัดการได้ ตั้งเป้าให้ AI มีส่วนช่วยจัดการสัก 50% ก่อน แล้วแต่ละขั้นตอนที่เอา AI เข้าไปช่วยจัดการงานนั้น ก็จะได้วัด KPI ของพนักงานในแต่ละขั้นตอนด้วย เพราะฉะนั้นการวัด KPI แทนที่จะวัดแค่มุมยอดขาย ว่าขายของดีหรือไม่ แต่ตอนนี้สามารถนำมาวัดผลระหว่างทางได้ด้วย

“การใช้ AI นอกจากจะช่วยลีนองค์กรให้มีไขมันน้อยลง ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรในการวัดผล ชี้วัดการทำงานของพนักงานได้ด้วย”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 26 ก.พ.69 ‘แข็งค่า‘ นโยบายการค้าไม่แน่นอน

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์
  • การแข็งค่าของเงินบาทเป็นผลจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 30.95-31.15 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยที่ต้องจับตาเพิ่มเติมคือทิศทางฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”  จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.10 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้  คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.95-31.15 บาทต่อดอลลาร์  

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.03-31.13 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามช่วงการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทว่าการอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์ยังคงเผชิญแรงขายจากบรรดาผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างวัน ควรจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ที่บางส่วนอาจเริ่มทยอยขายทำกำไรสถานะถือครองสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะในฝั่งบอนด์ อย่าง บอนด์ระยะยาว ซึ่งปรับตัวลดลงมาพอควร และสอดคล้องกับการประเมิน Fair Value ของเรา (อย่าง บอนด์ 10 ปี) ขณะเดียวกัน บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจเริ่มประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจยังไม่เร่งรีบลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในเร็วนี้ ซึ่งจะจำกัดการปรับตัวลดลงต่อของบอนด์ยีลด์ได้ อีกทั้ง การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินบาทเริ่มดูจำกัดลง ทำให้บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจเริ่มพิจารณาขายทำกำไรการถือครองบอนด์ตามที่เราประเมินไว้    

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

ขณะเดียวกัน บรรดาผู้เล่นในตลาดการเงินต่างเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ลดความน่าสนใจในการถือครองเงินดอลลาร์ลง อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มเติม ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ย่อตัวลงบ้าง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย และมีส่วนกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงบ้างและชะลอโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นในช่วงคืนที่ผ่านมา โดยผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามแนวโน้มการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในวันพฤหัสบดีนี้ อย่างใกล้ชิด  

แนวโน้มค่าเงินบาท 

เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งต้องรอติดตาม การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ในวันนี้ อย่างใกล้ชิด โดยพัฒนาการของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จะส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้อย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการเคลื่อนไหวของตัวแปร ทั้ง ราคาทองคำและราคาน้ำมันดิบ โดยในกรณีที่ สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน อาจต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า ปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวจะมีลักษณะพุ่งเป้า เจาะจง เหมือนในปีก่อนหน้า หรือเสี่ยงที่จะบานปลาย และยืดเยื้อหรือไม่ (ซึ่งอาจจะคล้ายกับปฏิบัติการทางทหารในอิรัก และอัฟกานิสถาน) เพราะหากสถานการณ์ความขัดแย้งเสี่ยงลุกลามบานปลาย และอิหร่านมีการตอบโต้กลับที่รุนแรง จนกระทบต่อ Supply Chain ของพลังงานโลก อย่าง การปิดช่องแคบ Hormuz อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันเงินบาทด้านอ่อนค่า ทว่า เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนบ้าง หากราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ในทางกลับกัน หากการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่าย มีทิศทางที่ดีขึ้น ช่วยทำให้ ตลาดเริ่มคลายกังวลความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อาจกดดันให้ ราคาทองคำย่อตัวลงได้ และกดดันให้ เงินบาทสามารถทยอยอ่อนค่าลงเช่นกัน

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หนุนโดยการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor โดยบรรดาผู้เล่นในตลาดได้ทยอยคลายกังวลผลกระทบของ AI และเลือกกลับเข้าซื้อบรรดาหุ้นเทคฯ ที่เผชิญแรงขายในช่วงก่อนหน้า ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.81% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.26%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.69% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ไม่ต่างจากภาพในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลผลกระทบจาก AI ลง นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ส่วนใหญ่ ออกมาดีกว่าคาด และบางบริษัทได้ปรับเป้าผลกำไรสูงขึ้น  เช่น ธนาคาร HSBC +7.9% ได้เป็นอีกปัจจัยที่หนุนการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรป

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวไร้ทิศทางแถวโซน 4.04% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติมที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED (ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดประเมิน FED มีโอกาสราว 16% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้) และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า หลังศาลสูงสุดยกเลิกมาตรการภาษี IEEPA โดย เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Down ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ที่ลดทอนความน่าสนใจของเงินดอลลาร์ ขณะเดียวกัน การรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา ยังคงเผชิญแรงขายและการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวลงสู่โซน 97.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.6-98 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ ท่าทีของบรรดาผู้เล่นในตลาด ที่ต่างรอจับตาการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในวันพฤหัสฯ นี้ กอปรกับ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ได้ลดทอนความน่าสนใจของทองคำ พร้อมกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ย่อตัวลงบ้าง ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากทั้งจังหวะการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ รวมถึงแรงซื้อในจังหวะย่อตัวของผู้เล่นในตลาด ช่วยให้ราคาทองคำสามารถทรงตัวเหนือโซน 5,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED 

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ด้วยเช่นกัน 

ส่วนทางฝั่งเอเชีย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.50% พร้อมย้ำว่า BOK ได้จบรอบการลดดอกเบี้ยลงแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพของค่าเงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) ส่วนในช่วงเช้าของวันศุกร์นี้ราว 6.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมกราคม รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของพื้นที่กรุงโตเกียว ในเดือนกุมภาพันธ์  

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งต้องรอติดตามการเจรจาของทั้งสองฝ่ายในวันพฤหัสฯ นี้ อย่างใกล้ชิด (ความเสี่ยงยังต่ำอยู่ DOUGHCON 4 จาก 5 ระดับ https://www.pizzint.watch/ ) และ พัฒนาการของเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ครบแล้ว สรุป 16 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2025-26

ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย ได้สโมสรครบถ้วนเรียบร้อย โดยในรอบเพลย์ออฟมีครบทุกอารมณ์ทั้งความน่าตื่นเต้น, พลิกล็อก และดราม่า โดยการจับสลากประกบคู่จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์นี้

 โบโด/กลิมท์ สร้างเรื่องสุดเซอร์ไพรส์เมื่อสามารถปราบ อินเตอร์ มิลาน ด้วยสกอร์รวม 2 นัดชนะ  5-2  ซึ่งถือว่าหักปากกาเซียนอย่างมาก เพราะไม่มีใครคิดว่าทีมเล็กๆ จากนอร์เวย์ จะไล่อัดรองแชมป์โทรฟี่ “บิ๊กเอียร์” เมื่อซีซั่นที่แล้ว จนอยู่หมัด

 ขณะที่ อตาลันต้า พลิกนรกจากออกไปเยือนแพ้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 0-2 เกมแรก กลับมาเข้ารอบ 16 ทีมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ โดยเกมนี้เต็มไปด้วยดราม่า เมื่อยอดทีมจากแบร์กาโม่ นำไปก่อน 3-0 แต่ในช่วงท้ายเกม “เสือเหลือง” ตีไข่แตกเป็น 3-1 ซึ่งสกอร์รวมเสมอ 3-3 แต่แล้วในช่วงทดเจ็บนาทีสุดท้ายเจ้าบ้านได้จุดโทษและเป็นประตูชัยชนะ 4-1 รวม 2 นัดชนะ 4-3

    ส่วน เรอัล มาดริด เปิดรังซานติอาโก้ เบร์นาเบว เฉือนชนะ เบนฟิก้า 2-1 สกอร์รวมสองนัดชนะ 3-1 ด้าน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เส้นทางการป้องกันแชมป์ยังคงอยู่ เมื่อสามารถปราบ โมนาโก สกอร์รวม 2 นัด 5-4 

    ด้าน ยูเวนตุส เกมแรกโดน กาลาตาซาราย สอยยับ 2-5 แต่เกม 2 อุตส่าห์รวมพลังเปิดบ้านชนะ กาลาตาซาราย 3-0 รวมสองนัดเสมอ 5-5 ต้องต่อเวลาพิเศษ 30 นาที และโดนทีมเยือนยิงคืน 2 ประตู จบ 120 นาทีแม้ “ม้าลาย” ชนะ 3-2 แต่สกอร์รวมสองนัดแพ้ ยอดทีมจากตุรกี 5-7 

สรุปรายชื่อ 16 ทีมสุดท้าย ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2025/26

กลุ่มทีมวาง (8 อันดับแรกจากรอบลีก เฟส):

– อาร์เซน่อล

– บาเยิร์น มิวนิค

– ลิเวอร์พูล

– ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

– บาร์เซโลน่า

– เชลซี

– สปอร์ติ้ง ลิสบอน

– แมนเชสเตอร์ ซิตี้

กลุ่มผู้ชนะ 8 ทีม จากรอบเพลย์ออฟ:

– นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

– แอตเลติโก มาดริด

– ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น

– โบโด/กลิมท์

– อตาลันต้า 

 – เรอัล มาดริด

– ปารีส แซงต์-แชร์กแมง

– กาลาตาซาราย

ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th


ไอไม่หยุดทำไงดี? รวม 10 วิธีบรรเทาอาการไอ ให้หายเร็วที่สุด

ไอไม่หยุด เป็นหวัด เป็นหอบหืด คอแห้ง ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เป็นโรคกรดไหลย้อน ภูมิแพ้ สูบบุหรี่ วัณโรค หลอดลมโป่งพอง ไปจนถึงผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เหล่านี้คือสาเหตุที่ทำให้เรามี อาการไอ ทั้งไอแห้ง ไอแบบมีเสมหะ หรือไอเรื้อรัง แต่ไม่ว่าจะไอแบบไหน ก็สร้างความรำคาญให้กับเราได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน จนบางครั้งไอจนหน้าดำหน้าแดง แถมไอในที่สาธารณะอย่างบนรถโดยสารก็กลัวคนจะมองค้อน

Sanook Health เข้าใจคุณดี จึงมีข้อมูลจาก”พบแพทย์” ขอแนะนำ วิธีบรรเทาอาการไอให้ลดลงโดยเร็วที่สุด ทั้งง่าย และได้ผลแน่นอน

 10 วิธีบรรเทาอาการไอให้หายเร็วที่สุด

  1. ดื่มน้ำให้มากขึ้น
    เริ่มต้นง่ายๆ กับการดื่มน้ำในแต่ละวันให้มากขึ้น ใครที่มีเสมหะในคอ น้ำก็จะช่วยละลายเสมหะให้น้อยลงได้ ส่วนใครที่มีอาการไอแห้งๆ น้ำก็จะช่วยให้ความชุ่มชื้นในลำคอได้ ทำให้มีอาการระคายเคืองภายในคอลดลงเช่นกัน
  2. ดื่มน้ำอุ่น
    หากเลือกที่จะดื่มน้ำให้มากขึ้นแล้ว ควรเลือกดื่มน้ำอุ่นแทนการดื่มน้ำเย็น เพราะน้ำอุ่นจะช่วยละลายเสมหะ และให้ความชุ่มชื้นภายในลำคอได้ดีกว่าน้ำเย็น นอกจากนี้ยังสามารถเลือกดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำผึ้งมะนาวระหว่างวันได้เช่นกัน
  3. อาบน้ำอุ่น
    ข้างในอุ่นแล้ว ข้างนอกก็ต้องอุ่นด้วย การอาบน้ำอุ่นนอกจากจะช่วยลดน้ำมูกได้แล้ว ยังดีต่อร่างกายของคนที่เป็นหวัด และภูมิแพ้อีกด้วย
  4. อมยาแก้ไอ
    อย่าคิดว่าอาการไอจะหายไปได้เองง่ายๆ หากมีอาการไอจนตัวงอ ไอจนเพื่อนข้างๆ รำคาญ ควรรีบหายาแก้ไอมาอมด่วนๆ เพราะในยาแก้ไอจะมีส่วนประกอบที่จะช่วยลดอาการระคายเคืองภายในลำคอได้
  5. ใช้เครื่องทำความชื้นในอากาศ
    บ้านไหนที่เปิดเครื่องปรับอากาศนอน ตกกลางคืนอากาศอาจจะแห้งจนทำให้อาการไอแย่หนักไปกว่าเดิม แม้ว่าอากาศในบ้านเราจะค่อนข้างร้อนชื้นอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการระคายเคืองคออยู่แล้ว อากาศแห้งๆ เย็นๆ จะยิ่งทำให้อาการไอเป็นหนักกว่าเดิม และอาจมีอาการคัดจมูกร่วมด้วย ดังนั้นหากใช้เครื่องทำความชื้นภายในห้องนอน ก็จะช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองคอได้

    Note: เครื่องทำความชื้น เป็นเครื่องที่เสียบปลั๊กแล้วมีไอน้ำพุ่งออกมา สามารถเพิ่มความชื้นในอากาศภายในห้องได้ (โรงพยาบาลบางแห่งจะมีเครื่องเพิ่มความชื้นในห้องผู้ป่วย) จะกลิ่นหอมๆ หรือไม่มีกลิ่นก็ได้ แล้วแต่คนชอบ แต่หากเลือกกลิ่นที่ช่วยให้หลับดี เช่น กลิ่นดอกคาโมมายด์ กลิ่นลาเวนเดอร์ ก็จะช่วยให้เรานอนหลับง่าย พักผ่อนได้เต็มที่ไปด้วย
  1. งดสูบบุหรี่
    ใครที่สูบบุหรี่ควรงดการสูบบุหรี่ในช่วงที่มีอาการไอเด็ดขาด เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้ระคายเคืองคอมากยิ่งขึ้น และยังอาจทำให้มีเสมหะมากขึ้นได้อีกด้วย (แต่อยากจะแนะนำให้เลิกสูบบุหรี่ไปเลยจะดีกว่า เพราะการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของโรคหลอดลมโป่งพอง และโรคอันตรายอื่นๆ อีกมากมาย)

    หากคุณไม่ใช่คนที่สูบบุหรี่ ก็ควรอยู่ให้ไกลห่างจากผู้ที่สูบบุหรี่ หรือกลุ่มคนที่สูบบุหรี่ด้วยเช่นกัน
  2. งดใช้น้ำหอม สเปรย์ต่างๆ
    ส่วนประกอบของน้ำหอม และสเปรย์ต่างๆ (รวมถึงสเปรย์น้ำหอมปรับอากาศ) การทำให้โพรงจมูกมีอาการระคายเคืองได้ และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีเสมหะเพิ่มมากขึ้น หรือไอเรื้อรังได้
  3. หลีกเลี่ยงฝุ่น ควันต่างๆ
    นอกจากน้ำหอม และสเปรย์แล้ว อากาศรอบตัวอย่างอากาศแห้งๆ จากเครื่องปรับอากาศภายในสำนักงาน ฝุ่นควันจากท่อไอเสียของรถยนต์ ควันจากการทำอาหาร มลพิษทางอากาศเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองในโพรงจมูก และลำคอได้ ดังนั้นขณะที่มีอาการไอ ควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตัวเองจากมลพิษทางอากาศเหล่านี้ด้วย
  4. นอนพักผ่อนให้มากขึ้น
    ส่วนใหญ่แล้ว อาการไอที่แย่ลงเรื่อยๆ หรือหายช้า เป็นเพราะร่างกายไม่มีเวลาที่จะซ่อมแซมตัวเอง เพราะเราใช้ร่างกายของเราหนักเกินไปจนพักผ่อนน้อยนั่นเอง ดังนั้นหากรู้ตัวว่าป่วย ไอหนักมาก ควรรีบเข้านอนแต่หัววันตั้งแต่อากาศยังไม่เย็นมากจนเกินไป และพักผ่อนให้เพียงพอ
  5. พบแพทย์
    ทางสุดท้ายที่จะเพิ่งได้ คือการพบหมอให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย เพราะอาการไอที่เราเป็นมานาน ทำทุกอย่างแล้วก็ไม่หาย อาจจะไม่ใช่อาการไอธรรมดาๆ โดยอาการไออาจจะเป็นเพียงอาการเบื้องต้น ที่เป็นสัญญาณเตือนถึงโรคอันตรายอื่นๆ ได้ ดังนั้นการพบแพทย์ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับใครก็ตามที่อาการไอไม่ดีขึ้นเลยภายใน 1-2 สัปดาห์

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


เขียน E-mail ภาษาอังกฤษอย่างไรให้คนอ่านเข้าใจ

จะเขียน E-mail ภาษาอังกฤษ บางคนก็อาจจะเกรงๆ ไม่น้อย ยิ่งงานที่ต้องติดต่อด้วยภาษาอังกฤษด้วยแล้ว ความเป็นทางการย่อมมากกว่าส่งหาเพื่อนฝูงแน่นอน แบบนี้เราจะเริ่มต้นยังไงดีล่ะ ? ตามเรามาดูกันเลย

SUBJECT (หัวข้อ E-mail)

ไม่ว่าจะส่งหาอย่างเป็นทางการ หรือส่งแบบไม่เป็นทางการให้เพื่อนสนิท ทางที่ดีคุณควรหลีกเลี่ยงการใช้คำที่ความหมายคลุมเครือ มีจำนวนคำที่น้อยหรือมากเกินไป 

สำหรับหัวข้อ  E-mail ภาษาอังกฤษ ที่ดี ควรอธิบายรายละเอียดของเนื้อหาอย่างสรุปคร่าวๆ ได้ภายใน 5 คำ ว่ามาติดต่อ หรือส่งมาเพื่ออะไร เช่น ‘Final Workflow on Project #2’ หรือ “Weekly report on customer feedback” 

หรือการสร้างชื่อย่อสำหรับแต่ละ project ก็ช่วยให้ง่ายต่อการตั้งชื่อ E-mail ก็ได้  เช่น ‘P2: Final Workflow’

เพราะถ้าหากคุณจั่วหัว E-mail ไม่ดี นอกจาก E-mail อาจจะไม่ได้รับความสนใจ โดนมองว่าเป็นสแปมแล้ว  ตัว E-mail อาจจะโดนมองว่าไม่สำคัญ ถูกเด้งไปอยู่ถังขยะเมล์แทนได้

TONE (น้ำเสียงที่ใช้ใน E-mail)

โดยทั่วไปแล้ว การกำหนดโทน น้ำเสียง สำหรับ E-mail จะเริ่มด้วยที่ คำทักทาย ซึ่งตามมาตรฐานที่ใช้ในเชิงงาน คือ Dear + (คำนำหน้าชื่อ) + ชื่อผู้รับ เช่น Dear Mr. Jonathan, หรือ Dear Susan

กรณีไม่รู้จักผู้รับดี หรือเป็นการติดต่อในครั้งแรก แนะนำให้เขียนคำทักทายเป็นทางการหน่อย โดยใส่ Dear + คำนำหน้า + ชื่อสกุล เช่น Dear Mr. Mcintosh 

และหากไม่รู้จักชื่อผู้รับ ก็ให้ใส่ตำแหน่งของผู้รับ หรือเขียนในลักษณะกว้างๆ แทน เช่น Dear Principal หรือ Dear Sir/Madam หรือ To whom it may concern

ตรงกันข้าม หาก E-mail ที่ว่า เป็นการเขียนส่งถึงเพื่อนฝูงที่ไม่ได้เจอกันนาน คนรู้จักมักคุ้น การเขียนแบบทางการอาจจะดูห่างเหินทางการไป โดยเราสามารถใส่เพียงชื่อตัวผู้รับอย่างเดียว หรือ ใส่ชื่อตัวผู้รับและคำทักทายนำหน้าเพื่อลดความเป็นทางการลงได้  เช่น David, หรือ Dear David, หรือ Hi/Hello David

PLEASANTRIES (ย่อหน้า E-mail)

ทั่วไปแล้วย่อหน้าราวๆ 2 – 3 ประโยคนั้น จะเป็นเหมือนย่อหน้ามารยาท มีจุดประสงค์หลักๆ ให้ผู้ที่ได้รับรู้สึกดี อย่างการถามสารทุกข์สุขดิบ เช่น ‘Hope this finds you well’ สำหรับทางการ หรือ ‘Hope you are fine.’ สำหรับอีเมลที่ค่อนข้างเป็นกันเอง

หากเป็นการติดต่อกันครั้งแรก โดยเฉพาะกับ E-mail ทางการ หลังจากทักทายและถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเรียบร้อยแล้ว เราก็ควรเขียนแนะนำตัวเองสักนิด (ชื่อ+ตำแหน่ง+บริษัท) ได้เลย เช่น  I’m Somsri, marketing at Thailand Exports. 

ISSUE (เนื้อหา หัวข้อ ที่ส่ง E-mail มา)

ในแต่ละ E-mail หนึ่งฉบับ เราควรเขียนประเด็นที่จะกล่าวถึงเพียง 1-2 ประเด็นเท่านั้น หากมีมากกว่า 2 ประเด็น เราควรทำเป็นหัวข้อ หรือ bullet point แต่ละหัวข้อควรมีใจความที่เข้าใจง่าย มีเนื้อหาที่กระชับและเจาะจงรายละเอียด นอกจากนี้ เราควรบอกวัตถุประสงค์ที่เขียนมาให้ชัดเจน และโยงให้เห็นความเกี่ยวข้องกับผู้รับ

หากแต่ละประเด็นงานที่กล่าวถึงต้องมีผู้รับผิดชอบ เราก็ควรจะระบุชัดเจนว่าใครมีหน้าที่รับผิดชอบอะไรด้วย เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน 

เนื่องจากปกติผู้อ่านมักมีเวลาน้อย เนื้อความอีเมล์จึงควรสั้นและกระชับที่สุด การสื่อสารข้อมูลที่ย่อยแล้วจะช่วยให้ผู้รับ E-mail เข้าใจได้เร็วขึ้น และช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้นอีกด้วย ยกตัวอย่างประโยคต่างๆ เช่น 

Further to your last email, … = อ้างถึงอีเมลที่คุณส่งมาครั้งก่อน … (อ้างถึงการติดต่อที่ผ่านมา)

I am writing in connection with / with regard to … = ฉันส่งอีเมลมาเกี่ยวกับเรื่อง … (แจ้งเหตุผลที่เขียนมา)

I am writing to let you know that … = ฉันเขียนอีเมลมาเพื่อแจ้งให้ทราบว่า… (ให้ข้อมูลทั่วไป)

I am delight to tell you that … = ฉันรู้สึกยินดีที่จะแจ้งให้ทราบว่า … (ให้ข้อมูลเชิงบวก)

We regret to inform you that … = ฉันเสียใจที่จะแจ้งให้ทราบว่า … (ให้ข้อมูลเชิงลบ)

Please find attached my report. = ฉันได้ส่งรายงานมาตามแนบ (แจ้งเกี่ยวกับไฟล์แนบ)

Could you give me some information about …? = คุณช่วยส่งข้อมูลเกี่ยวกับ … ให้ฉันหน่อยได้ไหม? (ขอข้อมูล)

I would be grateful if you could … = ฉันจะขอบคุณมาก ถ้าคุณจะช่วย … (ขอความร่วมมือ/ช่วยเหลือ)

If you wish, I will be happy to … = ถ้าคุณต้องการ ฉันยินดีที่จะ … (เสนอให้ความช่วยเหลือ)

Thank you for your help. = ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ (แสดงความเห็นในตอนท้าย)

Please feel free to contact me if you have any questions. My direct line is … = หากมีข้อสงสัย โปรดติดต่อฉันที่เบอร์ … (ใช้ช่วงตอนท้ายของอีเมล)

CLOSING LINE (ประโยคปิดท้าย ก่อนจบ E-mail)

หลังจากที่ติดต่อ สื่อสาร กับผู้รับครบทุกประเด็นแล้ว การจะจบ E-mail แบบห้วนๆ เลย คงดูไม่มีมารยาทเท่าไหร่ ดังนั้นการเขียนประโยคปิดท้ายจึงสำคัญมากๆ 

กรณีเขียนถึงคนที่เราไม่ได้รู้จักดี อาจจะใช้คำว่า “I appreciate your help with this. Let me know what you think about this.” 

หรือหากต้องการทางการหน่อย ก็สามารถใช้ประโยคเหล่านี้ได้ เช่น

Thank you for your patience and cooperation.

Hope to hear from you soon.

Thank you for your consideration. แล้วต่อด้วย  If you have any questions or concerns, don’t hesitate to let me know. และ I look forward / I’m looking forward to hearing from you.

Have a nice / lovely / great / weekend / wonderful day / time.

และควรหลีกเลี่ยงการใช้ประโยคจบที่เขียนว่า Best wishes หรือ Cheers เพราะทั้งสองประโยคนี้จะแสดงถึงความเป็นกันเองมากเกินไป ซึ่งจะเหมาะกับการใช้ในการเขียนอีเมลส่วนตัวถึงคนสนิทของคุณมากกว่านั่นเอง

หากเขียนถึงคนที่เรารู้จักดี อาจใช้คำลงท้ายเป็น Best wishes หรือ Kind regards หรือ Regards ก็ได้ หรือตัว อีเมลอาจลงท้ายด้วยข้อความอื่นๆ อย่างง่าย เช่น Thank you, หรือ See you tomorrow, หรือ Keep up the good work! ได้เช่นกัน 

ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th


ATMPsความหวังผู้ป่วย ปี2569 ขึ้นทะเบียนยามะเร็งใหม่ ‘ยีนบำบัด’

  • เรื่อง ATMPs เป็นความหวังของประเทศ ถ้าเกิดเราทำได้ ก็ลดการพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศ เป็นการรักษาที่มีความแม่นยำ ถ้าเราทำสำเร็จในบางโรค จะช่วยคนไข้ผู้ป่วยโรคนั้นได้อย่างมหาศาล
  • อย. ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานมุ่งเน้นการเป็น Facilitator หรือผู้อำนวยความสะดวกให้คำปรึกษา ส่งทีมเข้าไปช่วยดู
  • หนังสือรับรองมาตรฐาน GMDP PIC/Sที่ อย.มอบให้กับศูนย์ EC-ATMPs เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผลิตภัณฑ์เซลล์บำบัดและเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง

ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวล้ำไปอย่างรวดเร็ว โลกกำลังจับตามองนวัตกรรมที่เรียกว่า ATMPs (Advanced Therapy Medicinal Products) หรือผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง ซึ่งครอบคลุมถึงยีนบำบัด (Gene Therapy) และเซลล์บำบัด (Cell Therapy) สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงความหวังใหม่ของผู้ป่วยโรคที่รักษาได้ยาก แต่ยังเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” (New Economic Engine) ที่ประเทศไทยกำลังเร่งเครื่องเพื่อก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ หรือ Medical Hub อย่างเต็มภาคภูมิ

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ “ผู้คุมกฎ” แต่กลายมาเป็น “พี่เลี้ยง” และ “ผู้สนับสนุน” (Facilitator) เพื่อปลดล็อกศักยภาพของระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจไทย เพื่อปูทางไปสู่อนาคตของผลิตภัณฑ์ ATMPs สัญชาติไทยที่จะได้รับการขึ้นทะเบียนในเร็ววันนี้

ATMPs ไม่ใช่ยาเคมีแบบดั้งเดิมที่ผลิตออกมาเป็นล็อตใหญ่ๆ (Mass production) แล้ววางขายทั่วไป แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนสูง มักจะเป็นการผลิตแบบเฉพาะรายบุคคล (Personalized Medicine) เช่น การนำเซลล์ของผู้ป่วยไปเพาะเลี้ยงหรือตัดต่อพันธุกรรมแล้วนำกลับมารักษา ความซับซ้อนนี้มาพร้อมกับความท้าทายในการกำกับดูแล

กำกับดูแล ATMPs ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

“ภญ.สุภัทรา บุญเสริม” เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงบทบาทในการกำกับดูแล  ATMPs ว่า อย.ได้วางโครงสร้างการกำกับดูแลไว้อย่างครบวงจร ตั้งแต่ “ต้นน้ำ” จนถึง “ปลายน้ำ” โดย ตัวผลิตภัณฑ์ ต้องมีคุณภาพ ความปลอดภัย และที่สำคัญคือต้องมีประสิทธิผลจริง การผลิต ควบคุมมาตรฐานห้องปฏิบัติการและสถานที่ผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล GMP และ PIC/S การนำส่ง ควบคุมอุณหภูมิและวิธีการขนส่งจากห้องแล็บไปถึงมือแพทย์ เพื่อให้เซลล์หรือยีนยังคงสภาพสมบูรณ์ 

“อย. เรากำกับดูแล ATMPs ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะมีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพในการรักษา คุ้มค่ากับเงินที่ผู้มาใช้บริการเสียไป เพราะฉะนั้นการอนุมัติอนุญาตของ อย. ทั้งตัวผลิตภัณฑ์และก็สถานที่ผลิต ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน”

ดัน Sandbox-Ecosystem เป็นจริง

เลขาธิการ อย. กล่าวว่า จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้วงการ ATMPs ไทยตื่นตัวคือการสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการวิจัยและพัฒนา อย. ไม่ได้ปล่อยให้เอกชนหรือโรงเรียนแพทย์สู้เพียงลำพัง แต่ได้สร้างระบบ Sandbox ขึ้นมา Sandbox คือพื้นที่ความร่วมมือระหว่าง “ผู้ผลิต” เช่น ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ “ผู้ใช้” โรงพยาบาลต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน ภายใต้ Sandbox นี้ ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการผลิตจากสถานที่ที่ได้มาตรฐาน GMP และอยู่ในขั้นตอนการวิจัย สามารถนำมาใช้รักษาผู้ป่วยจริงได้เพื่อเก็บข้อมูลทางคลินิก

กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (Excellence Center for AdvancedTherapy Medicinal Products; EC-ATMPs) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (แห่งแรกของไทย) ซึ่งถือเป็นต้นแบบ Prototype ที่ได้รับหนังสือรับรองมาตรฐานวิธีการผลิตที่ดีในการศึกษาวิจัยทางคลินิกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ไม่เพียงแต่ผลิตเพื่อใช้เอง แต่ยังทำหน้าที่ถ่ายทอดเทคโนโลยี Technology Transfer ให้กับภาคเอกชน เช่น บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เพื่อให้เอกชนสามารถพัฒนาสถานที่ผลิตของตนเองให้ได้มาตรฐานในอนาคต

ลดการนำเข้า-สร้างมูลค่ามหาศาล

เลขาธิการ อย. อธิบายเหตุผลว่า ทำไมไทยต้องทุ่มเทกับ ATMPs ว่าคำตอบอยู่ที่ “ความมั่นคงทางยา” และ “เศรษฐกิจ” เนื่องจากปัจจุบันมียา ATMPs จากต่างประเทศที่ขึ้นทะเบียนแล้ว แต่มีราคาสูงมาก ยกตัวอย่างเช่น ยารักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็กที่มีราคาเข็มละกว่า 60 ล้านบาท การที่ไทยสามารถผลิต ATMPs ได้เอง จะช่วยลดการพึ่งพายานำเข้ามูลค่ามหาศาล และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ตลาดสุขภาพ Wellness & Healthcare เป็นอุตสาหกรรมที่ไม่เคยถดถอยแม้เศรษฐกิจโลกจะผันผวน การมีผลิตภัณฑ์ ATMPs ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจะดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามารักษาในไทย ตอกย้ำภาพลักษณ์ Medical Hub ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ไม่ใช่แค่การบริการดี แต่มีเทคโนโลยีชั้นเลิศ

“เรื่อง ATMPs เป็นความหวังของประเทศ เป็นการรักษาที่มีความแม่นยำ ถ้าเราทำสำเร็จในบางโรค จะช่วยคนไข้ผู้ป่วยโรคนั้นได้อย่างมหาศาล ลดการพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ถ้าเรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์ชั้นสูง ผู้ป่วยบางโรคซึ่งเขาไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นแล้ว ก็จะมาที่ประเทศไทย ATMPs ถ้าเราประสบความสำเร็จ จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยได้”

2569ขึ้นทะเบียน“ยามะเร็ง”สัญชาติไทย

ส่วนคำถามที่ว่าแล้ว เมื่อไหร่ประเทศไทยจะมี ATMPs สัญชาติไทยวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์?” เลขาธิการอย. กล่าวว่า จากข้อมูลล่าสุด มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าภายในปี 2569 ประเทศไทยคาดว่าจะมีผลิตภัณฑ์ ATMPs ตัวแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ใช่ยาสำหรับความงามหรือข้อเข่าเสื่อม แต่เป็น “ยีนบำบัดสำหรับรักษามะเร็ง” (Gene Therapy for Cancer) ซึ่งพัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและโรงเรียนแพทย์ ปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยทางคลินิกเฟสที่ 2 และหากสำเร็จ นี่จะเป็นก้าวประวัติศาสตร์ของวงการยาไทยที่สามารถผลิตยารักษาโรคซับซ้อนได้เอง

ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนกว่า 10 แห่ง ก็กำลังเร่งศึกษาวิจัยและปรับปรุงสถานที่ผลิตให้ได้มาตรฐาน GMP เพื่อเตรียมยื่นขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการรักษาข้อเข่าเสื่อม หรือการฟื้นฟูสภาพผิว

มั่นใจ ATMPs ไทยจะได้รับการยอมรับระดับโลก

อุปสรรคสำคัญในอดีตคือความล่าช้าและความไม่เข้าใจระเบียบ แต่ปัจจุบัน อย. ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานมุ่งเน้นการเป็น Facilitator หรือผู้อำนวยความสะดวกให้คำปรึกษาตั้งแต่ต้นน้ำ อย. ส่งทีมเข้าไปช่วยดูสถานที่ผลิตและให้คำแนะนำตั้งแต่เริ่มออกแบบโรงงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการลงทุนผิดทางแล้วต้องมารื้อแก้ภายหลัง มาตรฐานสากล แม้จะรวดเร็ว แต่มาตรฐานความปลอดภัยยังคงเข้มข้น โดยอ้างอิงจากมาตรฐาน (EU, USA, ญี่ปุ่น ฯลฯ) เพื่อให้มั่นใจว่า ATMPs ไทยจะได้รับการยอมรับในระดับโลก

ด้วยนโยบายที่ชัดเจนของกระทรวงสาธารณสุข และการทำงานเชิงรุกของ อย. ที่เชื่อมประสานทั้งโรงเรียนแพทย์ ภาคเอกชน และหน่วยงานสนับสนุนการลงทุน (BOI/EEC) ทำให้เชื่อมั่นได้ว่า ประเทศไทย “ไม่ได้ตกขบวน” รถไฟสายเทคโนโลยีนี้ ATMPs จะเป็นกุญแจสำคัญที่ไขประตูสู่ยุคใหม่ของเศรษฐกิจสุขภาพไทย เปลี่ยนจากการเป็นเพียง “ผู้บริโภค” เทคโนโลยี มาเป็น “ผู้สร้างสรรค์” นวัตกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยและความมั่งคั่งของประเทศในอนาคต

“วิวัฒนาการทางการแพทย์อะไรที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญทั่วโลก อย. เราพยายามจะทำหน้าที่นอกเหนือการเป็น Regulator ในการเป็น Facilitator. เราพยายามที่จะเข้าไปจับมือ ไปช่วยกับทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้การทำเป็นราบรื่น ไปเป็นไปตามแนวทางที่ถูกต้อง ในอนาคตในเชิงพาณิชย์ ถ้าทำเป็น Volume เป็น Mass ต้นทุนมันก็จะถูกลง” เลขาธิการอย.กล่าวทิ้งท้าย 

ความสำคัญ GMDP/PICs จุฬาฯ

หนังสือรับรองมาตรฐาน GMDP PIC/Sที่ อย.มอบให้กับศูนย์ EC-ATMPs เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผลิตภัณฑ์เซลล์บำบัดและเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (แห่งแรกของไทย)มีความสำคัญสูงสุดในการยกระดับมาตรฐานการผลิตและกระจายยา “เซลล์บำบัด” (ATMPs) ให้เทียบเท่าสากล เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย 

เป็นการรับรอง มาตรฐานการผลิตยาที่ดี (GMP) และการกระจายยาที่ดี (GDP) ตามมาตรฐาน PIC/S สำหรับผลิตภัณฑ์เซลล์บำบัดหรือผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) แห่งแรกในประเทศไทย ยกระดับความปลอดภัย รับรองว่าเซลล์บำบัดที่ผลิตขึ้นมีความปลอดภัย คุณภาพสูง และมีประสิทธิผลตามมาตรฐานสากลสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม เป็นรากฐานสำคัญในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเซลล์บำบัด รวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้านการผลิตและให้บริการเซลล์บำบัดในประเทศ

เป้าหมายหลัก มุ่งเน้นไปที่การวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (Translational Research) และการนำมาใช้จริงในทางคลินิก (Clinical Use) เพื่อแก้ปัญหาโรคซับซ้อน  ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเข้าถึงเซลล์บำบัดที่ทันสมัยและปลอดภัยได้ง่ายขึ้น

หนังสือรับรองนี้เกิดจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกว่า 200 ล้านบาท โดยจุฬาฯ และพันธมิตร เช่น บพข. เพื่อพัฒนาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ขั้นสูง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


“น้ำมันมะกอก” กินทุกวันร่างกายจะเป็นอย่างไร ใครบ้างที่ต้องระวัง

“น้ำมันมะกอก” จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย หากกินเพียวๆ วันละ 1 ช้อนโต๊ะทุกวัน

หลายคนคุ้นเคยกับการนำน้ำมันมะกอกมาใช้ประกอบอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่รักสุขภาพและผู้ที่รับประทานอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Diet) แต่ปัจจุบัน เทรนด์การดูแลสุขภาพที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากคือ การดื่มน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์แบบเพียวๆ วันละ 1 ช้อนโต๊ะ หากเราทำพฤติกรรมนี้ติดต่อกันทุกวัน ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง และมีข้อควรระวังอะไรที่ต้องรู้

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อรับประทานน้ำมันมะกอกทุกวัน

1. หัวใจและหลอดเลือดแข็งแรงขึ้น การกินน้ำมันมะกอกถือเป็นการเติม “ไขมันดี” เข้าสู่ร่างกาย โดยไขมันดีเหล่านี้จะเข้าไปทำหน้าที่ลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ส่งผลให้ความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดตีบตันและโรคหัวใจวายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

2. สมองแล่นและลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์ สมองของมนุษย์ต้องการไขมันดีเป็นแหล่งพลังงานชั้นยอด สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันมะกอกจะเข้าไปช่วยปกป้องเซลล์ประสาทจากการอักเสบและความเสื่อมสภาพ ช่วยเสริมสร้างความจำให้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์เมื่ออายุมากขึ้น

3. ระบบขับถ่ายดีขึ้น บอกลาอาการท้องผูก สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายหรือผู้สูงอายุ น้ำมันมะกอกเปรียบเสมือนสารหล่อลื่นตามธรรมชาติที่ช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ไหลลื่นขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี ทำให้ระบบย่อยอาหารโดยเฉพาะการย่อยไขมันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

4. ร่างกายลดการอักเสบเรื้อรังลง การอักเสบซ่อนเร้นในร่างกายคือต้นเหตุของโรคร้ายหลายชนิด ในน้ำมันมะกอกมีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบได้คล้ายคลึงกับการรับประทานยาแก้ปวดลดไข้บางชนิด (ในปริมาณต่ำ) จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาปวดข้อ ข้ออักเสบ หรือภาวะอักเสบเรื้อรังต่างๆ

5. ผิวพรรณชุ่มชื้นและดูอ่อนเยาว์ การบำรุงผิวที่ดีที่สุดคือการบำรุงจากภายใน วิตามินและสารอาหารในน้ำมันมะกอกจะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ลดการสูญเสียน้ำในชั้นผิวหนัง และปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำร้ายโดยอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวดูมีสุขภาพดีและลดปัญหาผิวอักเสบได้

ความลับที่ซ่อนอยู่ในน้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ

เหตุผลที่น้ำมันมะกอกมีสรรพคุณมากมายขนาดนี้ เป็นเพราะอุดมไปด้วยสารอาหารล้ำค่า ได้แก่

  • กรดโอเลอิก (Oleic Acid): กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่มีสูงถึง 70-80% ช่วยเคลียร์หลอดเลือดและลดไขมันเลว
  • โพลีฟีนอล (Polyphenols): สารต้านอนุมูลอิสระทรงพลังที่ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย
  • วิตามินอี (Vitamin E) และ สควาลีน (Squalene): ตัวช่วยสำคัญในการชะลอวัยและบำรุงผิวพรรณ

กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุดและปลอดภัย

  • ปริมาณและเวลาที่เหมาะสม: แนะนำให้ดื่มวันละ 1 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 15 มิลลิลิตร) ในตอนเช้าขณะท้องว่าง หรือหากไม่คุ้นชิน สามารถนำไปราดบนสลัดผักได้
  • การเลือกซื้อ: ต้องเลือกใช้น้ำมันมะกอกสกัดเย็นประเภท Extra Virgin Olive Oil เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วนที่สุด และควรบรรจุในขวดแก้วสีเข้มเพื่อป้องกันแสงแดดทำลายคุณค่าทางอาหาร
  • ข้อควรระวังเรื่องความร้อน: ห้ามนำน้ำมันมะกอกประเภทสกัดเย็นไปทอดในความร้อนสูงเกิน 190 องศาเซลเซียสเด็ดขาด เพราะจะทำให้สารอาหารเสื่อมสภาพและเปลี่ยนเป็นสารที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย

ใครบ้างที่ควรระวัง

แม้จะมีประโยชน์มหาศาล แต่น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะให้พลังงานสูงถึง 120 กิโลแคลอรี หากรับประทานเกินความจำเป็นอาจส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน หรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำดี ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเริ่มรับประทาน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 26/2/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a76,150.0076,350.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,923.0074,632.6877,150.00
ทองรูปพรรณ 90%4,430.7067,169.41n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,938.4059,706.14n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,215.3533,584.71n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,723.0526,121.44n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%5,101.5577,339.50n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 26/2/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9530.5530.5531.3530.5530.5530.5530.5530.5530.55
แก๊สโซฮอล์ 9130.1830.1830.7830.1830.1830.1830.1830.1830.18
แก๊สโซฮอล์ E2028.3428.3428.9428.3428.3428.3428.3428.34
แก๊สโซฮอล์ E8526.2926.2926.29
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม40.0449.5449.8440.04
เบนซิน 9539.1449.5139.6439.2939.14
ดีเซล29.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม43.4445.6449.8445.6443.44
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า