สาระน่ารู้ประจำวันที่ 26 มีนาคม 2569

สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ย้ำปรับสูตรค่าKใหม่ ไทมไลน์ ต้องชัด จี้รัฐจ่ายค่าK ค้างท่อคืนรับเหมาหลังสำนักงบฯอนุมัต

  • สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจ่ายเงินชดเชยค่างานก่อสร้าง (ค่า K) ที่ค้างจ่ายผู้รับเหมาเป็นมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่ได้รับแม้สำนักงบประมาณจะอนุมัติแล้ว
  • เสนอให้มีการปรับปรุงสูตรการคำนวณค่า K ใหม่ให้สะท้อนต้นทุนวัสดุก่อสร้างและราคาน้ำมันที่แท้จริง โดยต้องมีกรอบเวลาดำเนินการที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้รับเหมากล้าเซ็นสัญญากับภาครัฐ
  • ปัญหาการจ่ายค่า K ที่ล่าช้าและไม่เป็นระบบ ทำให้ผู้รับเหมาต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นเอง และเสี่ยงต่อการทิ้งงาน ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อโครงการภาครัฐในระยะยาว

วิกฤตความตึงเครียดและสงครามในตะวันออกกลางได้กลับมาเป็นปัจจัยสำคัญที่สั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก เมื่อเกิดความไม่แน่นอนด้านความมั่นคง ย่อมส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นนี้ได้ลุกลามไปยังกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งภาคการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก ยิ่งได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากสถานการณ์ดังกล่าว ราคาน้ำมันในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดโลก จนทำให้ภาครัฐต้องทบทวนนโยบายด้านพลังงาน โดยตัดสินใจยกเลิกมาตรการตรึงราคาน้ำมันบางส่วน เพื่อลดภาระทางการคลัง และปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เลือกใช้นโยบายช่วยเหลือแบบเจาะจง โดยมุ่ง “อุ้ม” 5 กลุ่มธุรกิจสำคัญที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น เพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวรุนแรง และลดผลกระทบต่อประชาชนในภาพรวม นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของการบริหารเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนของโลกในปัจจุบัน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยแผนรับมือวิกฤตพลังงาน โดยเตรียมเลิกตรึงราคาน้ำมันดีเซลและปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือพุ่งเป้า 5 กลุ่มธุรกิจ/กลุ่มเปราะบางที่แบกรับต้นทุนสูงขึ้น (รับเหมา-ประมง-เกษตร-ขนส่ง-กลุ่มเปราะบาง) โดยเน้น “ช่วยคน” มากกว่า “อุ้มราคา” 

มาตรการช่วย 5 กลุ่มหลักจากวิกฤตพลังงาน

1.ผู้รับเหมาภาครัฐ & อุตสาหกรรม เตรียมปรับค่า K (สัญญาปรับราคาได้) และเสริมสภาพคล่องผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) โดยนายเอกนิติมองว่าเริ่มมีผลกระทบจากการที่ผู้รับเหมาไม่เซ็นสัญญากับภาครัฐ

2.ประมง ผลักดันการใช้น้ำมัน B20 ที่มีราคาถูกลง และเชื่อมโยงรายได้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม

3.เกษตรกร ลดต้นทุนค่าปุ๋ย และรับสิทธิช่วยเหลือซ้ำสอง

4.ขนส่ง-โลจิสติกส์ ลดต้นทุนรถโดยสาร-รถบรรทุก โดยใช้คูปองหรือเงินช่วยเหลือ

5.กลุ่มเปราะบาง เติมเงินผ่าน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพสำหรับผู้มีรายได้น้อย 13.4 ล้านคน 

 ขานรับ ปรับสูตรค่าKใหม่รัฐบาลต้องมีไทม์ไลน์ชัดเจน

ด้านนายกฤษดา จันทร์จำรัสแสง อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCA) เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า นับเป็นเรื่องที่ดี ที่รัฐบาลประกาศ ให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมก่อสร้างไทยซึ่งเป็นหนึ่งในภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบต่อราคาน้ำมันส่งผลให้ภาคขนส่งราคาวัสดุขยับขึ้น โดยปรับค่าKใหม่ หรือสัญญาที่ปรับราคาได้ดัชนีความผันผวนของเศรษฐกิจ ตามความเป็นจริง

โดยต้องมีไทม์ไลน์ที่ชัดเจน ไม่เกิน6เดือน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วผู้รับเหมาไม่กล้าเช็นสัญญา เพราะต้นทุนปรับขึ้นทุกทาง ราคาน้ำมันขยับขึ้นต่อเนื่องรัฐบาลหนุดตรึงราคา ภาคขนส่ง วัสดุก่อสร้างขึ้นยกแผง และความไม่แน่นอนของสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางว่าจะเป็นเช่นนี้อีกนานเท่าใด เกรงว่าจะขยายวงมากขึ้น

“เชื่อว่าผู้รับเหมาไม่กล้าเช็นสัญญาโครงการใหม่กับภาครัฐแน่นอน เพราะเมื่อเซ็นสัญญาแล้ว หากแบกไม่ไม่ไหวผู้รับเหมาจะยกเลิกสัญญากลางคัน ภาครัฐได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจ หากฝืนทำจนจบและขอคืนค่าเคหน่วยงานภาครัฐจะยึดเดือนที่เช็นสัญญา”

   ผู้รับเหมาก่อสร้างร้องปัญหาค่า K ล่าช้า แบกรับต้นทุนพุ่ง แต่รัฐจ่ายไม่ทัน

อย่างไรก็ตามในส่วนค่าเคที่ค้างท่อ หรือยังไม่จ่ายคืนผู้รับเหมาที่ทำงานให้ก่อน ยังไม่ได้รับมานานถึง3-5ปี มีอยู่ประมาณ3-4,000ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้ต้องคืนทันที แม้ว่าสำนักงบประมาณกระทรวงการคลังจะอนุมัติแล้ว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่นำงบดังกล่าวมาจ่ายคืนผู้รับเหมา แต่กลับโยกเงินที่เหลือไปประมูลงานซ่อมสร้างถนน มองว่าไม่เป็นธรรมและเงินค่าเคก็ค้างท่อและกลายเป็นดินพอกหางหมู

“หน่วยงานทำเรื่องมาที่สำนักงบ ว่าเป็นตัวเลขเท่าใดแต่ไม่ใช่เงินสำนักงบ ส่วนราชการต้องเป็นเงินเหลือจ่ายเอาเข้าจริงก็ทำไม่ได้  ไม่ถึงผู้รับเหมา แต่รัฐนำไปก่อสร้างซ่อมทำโครงการ ไม่เตรียยมงบประมาณล่วงหน้า เราทำสัญญาไปแล้วเราซื้อของแพงไปกว่าราคาที่ประมูลได้ รับเหมาควกเงินไปก่อน ส่วนที่แพงกว่าสัญญา เขาต้องจ่าย ”  

ทั้งนี้สถานการณ์ราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้รับเหมาก่อสร้างที่ทำสัญญากับภาครัฐ เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่ยึดราคาตามผลการประมูลเดิม ขณะที่ต้นทุนจริงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ในสัญญาจะมี “ค่า K” หรือดัชนีปรับราคาค่างานก่อสร้าง เพื่อใช้ชดเชยความผันผวนของต้นทุน แต่ในทางปฏิบัติกลับพบปัญหาการเบิกจ่ายล่าช้า

“แม้สำนักงบประมาณจะอนุมัติ ให้หน่วยงานสามารถเบิกจ่ายค่า K ได้ แต่หลายหน่วยงานกลับไม่ดำเนินการ หรือไม่ได้จัดเตรียมงบประมาณรองรับไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้ภาระต้นทุนตกอยู่กับผู้รับเหมาโดยตรง”

ตัวอย่างเช่น สัญญาโครงการก่อสร้างมูลค่า 100 ล้านบาท แต่เมื่อลงมือดำเนินการจริง ต้นทุนวัสดุปรับเพิ่มเป็น 115 ล้านบาท ทำให้ผู้รับเหมามีภาระเพิ่มขึ้น 15 ล้านบาท แม้ภาครัฐจะชดเชยผ่านค่า K ประมาณ 11 ล้านบาท แต่ยังคงเหลือภาระขาดทุนบางส่วน

ในทางกลับกัน หากโครงการใช้งบประมาณต่ำกว่าสัญญา เช่น ใช้จริงเพียง 90 ล้านบาท หน่วยงานรัฐจะเร่งเรียกคืนส่วนต่างทันที โดยอาจหักเงินคืนประมาณ 6 ล้านบาท ทำให้เกิดคำถามเรื่องความเป็นธรรม

 “กลไกค่า K ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการจ่ายเงินไม่เป็นระบบและขาดความต่อเนื่อง สวนทางกับการเรียกเงินคืนที่ดำเนินการอย่างรวดเร็ว”

ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวยังสะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบงบประมาณภาครัฐ ที่ไม่ได้จัดสรรงบรองรับค่า K ไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน ส่งผลให้เงินชดเชยไม่สามารถส่งถึงผู้รับเหมาได้ตามกำหนด และกระทบต่อสภาพคล่องของภาคก่อสร้างโดยรวม

ที่ผ่านมาสมาคมฯเสนอให้ภาครัฐเร่งปรับปรุงกลไกการจ่ายค่า K ให้เป็นระบบอัตโนมัติ กำหนดกรอบระยะเวลาการจ่ายที่ชัดเจน และจัดสรรงบประมาณรองรับอย่างเพียงพอ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดภาระความเสี่ยงที่ตกอยู่กับภาคเอกชน

“ขณะที่ราคาน้ำมัน ราคาวัสดุก่อสร้างขึ้นราคาทำสัญญาไปแล้วต้องยึดสัญญาเก่า  ถ้าจะคืนต้องยึดเดือน ประมูล  ค่าK มีแต่ลบ น้ำมันลง ของไม่ลง ดังนั้นต้องจ่ายค่าKคืนประเด็นหลักจะทำไงจึงจ่ายค่าKที่ค้างได้ เหมือนที่บอกน้ำมันหายจาก จ๊อบเปอร์ กับเอ็นยูสเซอร์ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้”

อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยยื่นหนังสือถึงรัฐบาล เร่งแก้ปัญหาวิกฤตต้นทุนก่อสร้างพุ่งจากการแพงของน้ำมันและวัสดุก่อสร้างที่คาดว่าจะสูงขึ้น 5-15% เสนอ 4 แนวทางด่วน รวมถึงการปรับปรุงสูตรค่า K (Escalation Factor) ให้สะท้อนต้นทุนจริงในระยะยาว

เพื่อป้องกันผู้รับเหมาทิ้งงานและช่วยเหลือเสถียรภาพเศรษฐกิจ ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้รับเหมาแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว หวั่นเกิดการทิ้งงานและเลิกจ้างงานครั้งใหญ่ในโครงการภาครัฐ ล่าสุดราคาสีทั้งหมดขึ้น30 % สายไฟ (สายเมน) ปรับขึ้น 2 % โดยปรับราคาทุกวัน ถ้าไม่ช่วยเร่งด่วนผู้รับเหมามีแต่ล้มหายตายจาก ภาครัฐได้รับความเสียหาย ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหายไปประชาชนเสียประโยชน์

สำหรับการคำนวณเงินชดเชยค่า K  จะเกิดขึ้นเมื่อดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเปลี่ยนแปลงเกิน 4% จากเดือนเปิดซอง หากค่า K > 1.04 จะได้รับเงินเพิ่ม แต่หากค่า K < 0.96 จะต้องคืนเงินชดเชย หากล่าช้าจากความผิดผู้รับเหมา จะใช้ค่า K เดือนสุดท้ายของสัญญาหรือเดือนที่ส่งมอบงานจริง แล้วแต่ค่าใดน้อยกว่า 

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


DAD ยกระดับความปลอดภัย ติดตั้งระบบตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวครอบคลุม 8 อาคาร 65 จุด

  • บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (DAD) ติดตั้งระบบตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ครอบคลุม 8 อาคารสำคัญ รวมกว่า 65 จุดตรวจวัด
  • ระบบสามารถตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนได้หลายทิศทางแบบเรียลไทม์ พร้อมส่งข้อมูลเข้าศูนย์ควบคุมเพื่อวิเคราะห์และแจ้งเตือนอย่างแม่นยำ
  • มีวัตถุประสงค์เพื่อระบุสาเหตุของแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจริง ลดความตื่นตระหนก และช่วยวางแผนบำรุงรักษาโครงสร้างอาคารในระยะยาว

ดร.ธีธัช สุขสะอาด รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด หรือ DAD Asset Development ผู้บริหารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ เปิดเผยว่า  ได้ดำเนินการติดตั้งระบบตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนของอาคารในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ รวม 8 อาคาร กว่า 65 จุดตรวจวัด พร้อมเปิดใช้งานเป็นที่เรียบร้อย  ได้แก่ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคาร A) อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B)  อาคารศาลปกครอง  อาคาร C ในทิศต่างๆ และอาคารพดด้วง

ระบบดังกล่าวทำงานผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่ การตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนหลายทิศทางแบบเรียลไทม์ พร้อมส่งข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ควบคุมกลาง การติดตั้งโครงข่ายครอบคลุมทุกอาคารสำคัญ  จึงเป็นระบบเทคโนโลยีที่สามารถแจ้งเตือนและวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแม่นยำ สามารถบันทึกข้อมูลย้อนหลังได้ถึง 2 ปี เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์แนวโน้มและประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างอาคาร ช่วยวางแผนบำรุงรักษาและบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความตื่นตระหนกจากเหตุสั่นสะเทือน และยกระดับศูนย์ราชการฯ สู่การเป็น Smart Government Complex อย่างยั่งยืน

“ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นที่ตั้งของหน่วยงานภาครัฐกว่า 50 หน่วย การมีระบบตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนของอาคาร ทำให้เราสามารถตอบคำถามต่อผู้สงสัยด้วยเหตุผลจริง ไม่ใช่ความรู้สึก เพราะหลายครั้งที่มีการโทรเข้ามาแจ้งเหตุว่าอาคารมีการสั่นสะเทือน ก่อให้เกิดความกลัว และวิตกกังวล แต่เมื่อติดตั้งระบบนี้จะสามารถตอบได้ทันทีว่าการสั่นของอาคารมาจากแผ่นดินไหว หรือมาจากรถขนาดใหญ่วิ่งผ่านอาคารจนเกิดแรงสั่น” ดร. ธีธัช กล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 26 มี.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ หลังดอลลาร์รีบาวด์

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 26 มี.ค. อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 32.77 บาทต่อดอลลาร์ จากวันก่อนหน้าที่ปิด 32.64 บาทต่อดอลลาร์
  • สาเหตุหลักของการอ่อนค่ามาจากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐ (รีบาวด์)
  • เงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนในสถานการณ์ตะวันออกกลางและท่าทีของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ที่อาจคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 32.55-32.95 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้” เช้านี้ ที่ระดับ 32.77 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.64 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.55-32.95 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.80 บาทต่อดอลลาร์ อีกทั้งยังคงแกว่งตัวในกรอบที่กว้างกว่าช่วงปกติก่อนหน้า สะท้อนถึงภาวะผันผวนสูงของเงินบาท (แกว่งตัวในกรอบ 32.47-32.84 บาทต่อดอลลาร์) โดยการเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงของเงินบาทนั้น สอดคล้องกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงสูงอยู่ สะท้อนจากทั้งการทยอยรีบาวด์สูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบ กอปรกับ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ส่วนใหญ่ในช่วงนี้ ต่างย้ำจุดยืนระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงิน โดย FED อาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงได้นาน เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคงประเมินว่า FED มีโอกาสคงดอกเบี้ยในปีนี้ (โอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง อยู่ที่ราว 18%) ส่วนบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ทั้ง BOE และ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้

นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม ตามการทยอยย่อตัวลงของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ถูกกดดันจากทั้ง แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลักที่อาจตึงตัวขึ้น เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการทยอยเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ที่ยังมีความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังพอมีโอกาสทยอยคลี่คลายลงได้ 

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) จะกลับมามีกำลังมากขึ้น สอดคล้องกับการทยอยอ่อนค่าลงของเงินบาททดสอบโซนแนวต้าน 32.80 บาทต่อดอลลาร์ ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ ตราบใดที่สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันดิบไม่ได้พุ่งสูงขึ้นรุนแรง เหมือนในช่วงก่อนหน้า โดยเรามองว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออก อาจรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์เพิ่มเติมได้ หลังเงินบาทได้กลับมาอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้านอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดฝั่งที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) อาจเลือกทยอยขายทำกำไรสถานะดังกล่าวบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่สูง ซึ่งทำให้ เงินบาทสามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง

นอกจากนี้ เรามองว่า แรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติได้ชะลอลงบ้าง ทำให้ เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าที่ลดลง และช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทได้ 

อย่างไรก็ดี แม้จะมีกระแสข่าวความพยายามในการเจรจาหยุดยิงของสหรัฐฯ แต่เราจะยังไม่เชื่อมั่น 100% และขอสงวนท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนจากความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีโอกาสที่จะทยอยคลี่คลายลงได้ จากกระแสข่าวความพยายามของทางการสหรัฐฯ ในการเจรจากับฝั่งอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้ง ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังสูงอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนหลักจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อาทิ Amazon +2.2%% และ Nvida +2.0% ทำให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.54% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.77%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +1.42% ท่ามกลางความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังพอมีโอกาสทยอยคลี่คลายลงได้ จากกระแสข่าวการพยายามเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งของฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งหนุนให้ หุ้นในหลายกลุ่มทยอยรีบาวด์สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและการเงิน รวมถึง กลุ่ม Healthcare และเทคฯ โดยมีเพียงกลุ่มพลังงานที่เผชิญแรงกดดันบ้าง 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนไร้ทิศทางที่ชัดเจน แถวโซน 4.34% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ว่าจะพอมีความหวังว่า สถานการณ์อาจทยอยคลี่คลายลงได้ ตามกระแสข่าวความพยายามในการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งจากฝั่งสหรัฐฯ กอปรกับท่าทีของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ซึ่งต่างย้ำจุดยืนระมัดระวังการดำเนินนโยบายการเงิน ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า FED อาจคงดอกเบี้ยในปีนี้ (โอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง อยู่ราว 18%) ทั้งนี้ เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ การเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์เสี่ยงผันผวนสูงเช่นกัน โดยบอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลกยังมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นบ้าง หากสถานการณ์กลับมาทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด อย่างไรก็ตาม เราคงมุมมองเดิม ว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บอนด์ระยะยาว อย่าง บอนด์ 10 ปี ในหลายประเทศมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะหากมองว่า แม้ในกรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด หนุนให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงได้นาน จนบรรดาธนาคารกลางหลักต่างคงดอกเบี้ยได้นานขึ้น หรือ ขึ้นดอกเบี้ย แต่ภาพดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ และอาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะกดดันเศรษฐกิจมากเกินไป หรือ เกิด Policy Mistake จนทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงหนัก เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% ขึ้นไป สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ เหนือโซน 1.90%-2.00% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย (โซนดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และไทย ที่เหมาะสม จากโมเดล Adrian, Crump, and Moench  หรือ โมเดล ACM )

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยรีบาวด์สูงขึ้น สอดคล้องกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังสูงอยู่ และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังเชื่อว่า FED อาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยนานขึ้น หรือมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยได้ ตามท่าทีของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ซึ่งย้ำจุดยืนระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงินจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 99.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.1-99.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ การทยอยรีบาวด์สูงขึ้นของเงินดอลลาร์ กอปรกับท่าทีของบรรดาธนาคารกลางหลักที่อาจใช้นโยบายการเงินตึงตัว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง เข้าใกล้โซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์  

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ   

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB ด้วยเช่นกัน 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


โปรแกรมถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลหญิงไทย เนชันส์ลีก 2026 เช็กที่นี่!

เปิดโปรแกรมถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ในศึกเนชันส์ลีก 2026 (VNL 2026) เช็กตารางการแข่งขันครบทุกสัปดาห์ พร้อมช่องทางการรับชมถ่ายทอดสดผ่านช่องทางไหนบ้าง

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 (VNL 2026) เตรียมที่จะกลับมาระเบิดความมันกันอีกครั้ง ในช่วงระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 26 กรกฎาคม 2026

โดย สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้กำหนดโปรแกรมการแข่งขันในปีนี้ออกมาครบทั้ง 108 เกม ของรอบแรก ตลอด 3 สัปดาห์เป็นที่เรียบร้อย

ซึ่ง “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” จะต้องลงแข่งขันทั้งหมด 12 เกมในรอบแรก เพื่อทำอันดับให้ดีที่สุด 8 อันดับแรกเพื่อผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ ขณะที่ทีมอันดับสุดท้าย (อันดับ 18) จะต้องตกชั้น

โปรแกรมถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลหญิงไทย เนชันส์ลีก 2026

รอบแรก สัปดาห์แรก

วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2569

  • ไทย พบ เซอร์เบีย เวลา 14.00 น. (ถ่ายทอดสด : Mono29, Monomax)

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569

  • ไทย พบ จีน เวลา 18.30 น. (ถ่ายทอดสด : Mono29, Monomax)

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569

  • ไทย พบ เบลเยียม เวลา 14.00 น. (ถ่ายทอดสด : Mono29, Monomax)

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569

  • ไทย พบ สาธารณรัฐเช็ก เวลา 10.30 น. (ถ่ายทอดสด : Mono29, Monomax)

รอบแรก สัปดาห์ที่สอง

วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569

  • ไทย พบ ยูเครน เวลา 20.30 น. (ถ่ายทอดสด : Mono29, Monomax)

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569

  • ไทย พบ บัลแกเรีย เวลา 20.30 น.(ถ่ายทอดสด : Mono29, Monomax)

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569

  • ไทย พบ แคนาดา เวลา 20.30 น. (ถ่ายทอดสด : Mono29, Monomax)

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569

  • ไทย พบ เนเธอร์แลนด์ เวลา 20.30 น. (ถ่ายทอดสด : Mono29, Monomax)

รอบแรก สัปดาห์ที่สาม

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569

  • ไทย พบ สหรัฐอเมริกา เวลา 13.30 น. (ถ่ายทอดสด : Mono29, Monomax)

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569

  • ไทย พบ ญี่ปุ่น เวลา 17.20 น. (ถ่ายทอดสด : Mono29, Monomax)

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569

  • ไทย พบ บราซิล เวลา 13.30 น. (ถ่ายทอดสด : Mono29, Monomax)

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569

  • ไทย พบ ตุรกี เวลา 13.30 น. (ถ่ายทอดสด : Mono29, Monomax)

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


3 สัญญาณเตือนที่คุณไม่ควรดีใจเวลาน้ำหนักลด ผอมลงไวเกินไป อาจไม่ใช่เรื่องดีอย่างที่คิด

น้ำหนักลดฮวบโดยไม่ทราบสาเหตุ สัญญาณเตือนสุขภาพที่คุณไม่ควรดีใจ

หลายคนอาจรู้สึกดีใจเมื่อเห็นตัวเลขบนตาชั่งลดลง ทั้งที่ไม่ได้ควบคุมอาหารหรือออกกำลังกาย แต่ความจริงแล้ว “น้ำหนักลดฮวบโดยไม่ทราบสาเหตุ” อาจไม่ใช่ข่าวดีเสมอไป เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่ามีบางอย่างผิดปกติ การสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

โดยเฉพาะหากน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่นาน และเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงโรคร้ายแรงได้ ดังนั้นการทำความเข้าใจสัญญาณเตือนจึงช่วยให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม

น้ำหนักลดแบบไหน เข้าข่ายผิดปกติ?

โดยทั่วไป หากน้ำหนักลดลงมากกว่า 5% ของน้ำหนักตัวภายใน 6–12 เดือน โดยไม่ได้ตั้งใจ ถือว่าเข้าข่ายผิดปกติ เช่น จาก 60 กิโลกรัม ลดเหลือ 55 กิโลกรัม ทั้งที่ยังใช้ชีวิตและรับประทานอาหารเหมือนเดิม

หากน้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้ ควรเริ่มสังเกตสัญญาณอื่น ๆ ของร่างกายร่วมด้วย เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพ

3 สัญญาณเตือนที่คุณไม่ควรดีใจเวลาน้ำหนักลด

1. กินปกติ แต่ผอมลงเรื่อย ๆ

หากคุณยังคงรับประทานอาหารในปริมาณเท่าเดิม หรือมากขึ้น แต่กลับน้ำหนักลดลง อาจเป็นสัญญาณของระบบเผาผลาญที่ผิดปกติ หรือร่างกายดูดซึมสารอาหารได้น้อยลง รวมถึงอาจเกี่ยวข้องกับโรคทางฮอร์โมน เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ

2. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายผิดปกติ

น้ำหนักที่ลดลงพร้อมกับอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง เหนื่อยง่าย หรือเวียนศีรษะ อาจสะท้อนถึงปัญหาสุขภาพ เช่น ภาวะโลหิตจาง หรือภาวะที่ร่างกายใช้พลังงานมากผิดปกติ ซึ่งควรได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

3. มีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย

หากมีอาการอื่นร่วมกับน้ำหนักลด เช่น เบื่ออาหาร กลืนลำบาก ไอเรื้อรัง ปวดท้อง หรือการขับถ่ายเปลี่ยนแปลง อาจเป็นสัญญาณของโรคในระบบทางเดินอาหาร หรือโรคร้ายแรงบางชนิดที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

สาเหตุของน้ำหนักลดฮวบโดยไม่ทราบสาเหตุ

น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจอาจเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางร่างกายหรือจิตใจ เช่น ความเครียด ภาวะซึมเศร้า โรคเกี่ยวกับฮอร์โมนอย่างไทรอยด์ โรคเบาหวาน หรือโรคในระบบทางเดินอาหาร รวมถึงโรคร้ายแรงบางประเภท

การปล่อยให้อาการดำเนินต่อไปโดยไม่ตรวจสอบ อาจทำให้โรคพัฒนาไปสู่ระยะที่รุนแรงมากขึ้น ดังนั้นการสังเกตและใส่ใจสุขภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น

น้ำหนักลดไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

แม้การมีน้ำหนักลดลงจะดูเป็นเรื่องน่ายินดีในหลายกรณี แต่หากเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ “น้ำหนักลดฮวบโดยไม่ทราบสาเหตุ” อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม การพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียดจะช่วยให้สามารถดูแลและรักษาได้อย่างทันท่วงที

อย่าดีใจเร็วเกินไปกับการผอมลง เพราะสุขภาพที่ดีสำคัญกว่าตัวเลขบนตาชั่งเสมอ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


aka ย่อมาจาก อะไร? ไขข้อข้องใจตัวย่อฮิต พร้อมรวมศัพท์แชทฝรั่งที่ต้องรู้

เวลาไถโซเชียลมีเดีย ดูหนังฝรั่ง หรืออ่านข่าวบันเทิง เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเห็นหรือได้ยินคำว่า “AKA” (เอ-เค-เอ) ผ่านตากันมาบ้างใช่ไหมครับ? บางคนอาจจะเห็นในโปรไฟล์ของศิลปินคนโปรดที่มักจะมีชื่อต่อท้ายแปลกๆ หรือในประโยคแนะนำตัวเท่ๆ ในภาพยนตร์ แต่ก็ยังแอบสงสัยอยู่ลึกๆ ว่าตกลงแล้ว aka ย่อมาจาก อะไรกันแน่? แล้วมันใช้ในบริบทไหนได้บ้าง?

วันนี้ Engduo Thailand จะพาคุณมาไขข้อข้องใจเรื่องตัวย่อภาษาอังกฤษยอดฮิตคำนี้ พร้อมเจาะลึกวิธีการนำไปใช้ในประโยคให้ดูเป็นธรรมชาติแบบเจ้าของภาษา และแถมตารางรวมตัวย่ออื่นๆ ที่สายแชทและคนวัยทำงานต้องรู้ รับรองว่าอ่านจบแล้วคุณจะแชทและเขียนอีเมลได้โปรขึ้นแน่นอนครับ!

ไขคำตอบ aka ย่อมาจาก อะไร?

คำว่า aka หรือ a.k.a. ย่อมาจากคำว่า Also Known As ครับ

แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “หรือที่รู้จักกันในนาม”, “ฉายาคือ”, “มีอีกชื่อหนึ่งว่า”

เรามักจะใช้คำนี้เวลาต้องการแนะนำชื่อรอง นามแฝง (Alias) นามปากกา (Pseudonym) หรือฉายาของบุคคล สถานที่ หรือแม้กระทั่งสิ่งของต่างๆ เพื่อให้คนฟังเข้าใจง่ายขึ้น หรือเพื่อให้รู้ว่าเรากำลังพูดถึงใครที่มีชื่อเรียกหลายชื่อครับ

วิธีอ่านออกเสียง: เราจะอ่านเรียงตัวอักษรไปเลยครับว่า เอ-เค-เอ (A-K-A) ไม่ได้อ่านรวบคำว่า “อาก้า” แบบชื่อปืนนะครับ!

ตัวอย่างการใช้ aka ในประโยคภาษาอังกฤษ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองมาดูตัวอย่างการนำคำว่า Also Known As (aka) ไปใช้ในสถานการณ์จริงกันครับ

Dwayne Johnson, aka The Rock, is a famous actor. (ดเวย์น จอห์นสัน หรือที่รู้จักกันในนาม เดอะ ร็อค เป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง)

My real name is Alexander, aka Alex. (ชื่อจริงของผมคืออเล็กซานเดอร์ หรือเรียกสั้นๆ ว่าอเล็กซ์ก็ได้ครับ)

Bangkok, aka the City of Angels, is the capital of Thailand. (กรุงเทพมหานคร หรือที่รู้จักกันในนามเมืองแห่งเทพ คือเมืองหลวงของประเทศไทย)

ตาราง: รวมตัวย่อภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อยในการทำงานและแชท (Common Abbreviations)

นอกจาก AKA แล้ว ในภาษาอังกฤษยังมีตัวย่ออีกมากมายที่เรามักจะเจอในอีเมล หรือในแชทคุยงาน ตารางนี้รวบรวมคำฮิตที่คุณต้องรู้ไว้เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์และสื่อสารกับชาวต่างชาติได้รวดเร็วขึ้นครับ

ตัวย่อ (Abbreviation)คำเต็มภาษาอังกฤษ (Full Form)ความหมายและวิธีใช้ (Meaning & Usage)
ASAPAs Soon As Possibleเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ (มักใช้เร่งงานในอีเมล)
FYIFor Your Informationแจ้งให้ทราบเป็นข้อมูล (ใช้เวลาส่งข้อมูลให้คนอื่นอ่าน แต่ไม่ต้องตอบกลับ)
TBA / TBDTo Be Announced / To Be Determinedจะแจ้งให้ทราบภายหลัง / กำลังรอการตัดสินใจ (ใช้เวลายังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องเวลาหรือสถานที่)
RSVPRépondez s’il vous plaît (ภาษาฝรั่งเศส)กรุณาตอบกลับ (มักเจอบนการ์ดเชิญงานแต่งหรืองานอีเวนต์ เพื่อยืนยันการเข้าร่วม)
N/ANot Applicable / Not Availableไม่สามารถระบุได้ / ไม่มีข้อมูล (ใช้เวลาต้องกรอกฟอร์มแต่ช่องนั้นไม่ตรงกับเรา)
DIYDo It Yourselfทำด้วยตัวเอง (งานประดิษฐ์หรืองานช่างที่ซ่อมเองประกอบเอง)

ข้อควรระวัง: aka ต้องมีจุด (Period) คั่นไหม?

หลายคนสงสัยว่าเวลาเขียน ควรเขียนแบบไหนถึงจะถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ คำตอบคือ สามารถเขียนได้ทั้งสองแบบเลยครับ!

  • แบบมีจุด (a.k.a.): ดูเป็นทางการ มักใช้ในงานเขียน บทความวิชาการ หรือข่าว
  • แบบไม่มีจุด (aka): ดูเป็นธรรมชาติ พิมพ์ง่าย นิยมใช้ในแชท โซเชียลมีเดีย หรือบทสนทนาทั่วไปข้อแนะนำคือ เลือกใช้แบบใดแบบหนึ่งให้สม่ำเสมอในบทความหรือข้อความนั้นๆ ก็พอครับ ไม่ต้องสลับไปสลับมาในงานเขียนเดียวกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


สธ. กางแผนลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดันไทยสู่ Net Zero 2050

  • กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) วางแผนปรับระบบบริการสุขภาพสู่ “ระบบสุขภาพคาร์บอนต่ำ” เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในปี 2050
  • ดำเนินโครงการ GREEN & CLEAN Hospital Challenge เพื่อส่งเสริมให้โรงพยาบาลจัดการพลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และคำนวณ Carbon Footprint ขององค์กร
  • พัฒนาแพลตฟอร์มเดียว (Single Platform) เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยให้โรงพยาบาลวางแผนลดการปล่อยก๊าซฯ ได้อย่างเป็นระบบและแม่นยำ

25 มีนาคม 2569 นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ รวมถึงระบบบริการทางการแพทย์ ทำให้ภาคสาธารณสุขจำเป็นต้องปรับตัวสู่ “ระบบสุขภาพคาร์บอนต่ำ” โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการให้บริการ ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมศักยภาพในการปรับตัวต่อผลกระทบด้านสุขภาพ

จากข้อมูลโดย The Lancet ปี 2022 ระบุว่า ภาคบริการสุขภาพทั่วโลกมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ ร้อยละ 5.2 ของทั้งหมด สะท้อนบทบาทสำคัญของสถานบริการการสาธารณสุขในการร่วมลดโลกร้อนและขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ โดยปรับตัวเป็นองค์กรสุขภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมของประเทศไทย (NDC 3.0) ที่ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก ร้อยละ 47 ภายในปี 2035 และเป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี 2050 

ด้านแพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การดำเนินงาน GREEN & CLEAN Hospital Challenge เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งบุคลากรสาธารณสุข ชุมชน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยบูรณาการงานอนามัยสิ่งแวดล้อมเข้ากับการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้และระบบจัดเก็บข้อมูลการใช้พลังงานและทรัพยากร เพื่อนำมาคำนวณเป็น Carbon Footprint ของโรงพยาบาล และใช้กำหนดมาตรการลดการปล่อยก๊าซอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่ผ่านการพัฒนาเป็น “โรงพยาบาลคาร์บอนต่ำและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” แล้วจำนวน 62 แห่ง ซึ่งถือเป็นต้นแบบสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสุขภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายแพทย์นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเสริมว่า กรมอนามัย ได้ร่วมกับกองบริหารการสาธารณสุขและมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) พัฒนาระบบฐานข้อมูลและการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในแพลตฟอร์มเดียว (Single Platform) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลอย่างเป็นระบบช่วยให้สถานบริการสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแม่นยำ

การพัฒนา Single Platform ดังกล่าว ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับระบบสุขภาพไทยให้สอดรับกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสะท้อนบทบาทของภาคสาธารณสุขในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี 2050 ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


4 ผักริมรั้ววัยเด็ก บางชนิดคือราชาผัก และเด็กรุ่นใหม่อาจไม่รู้จักแล้ว

ผักริมรั้ววัยเด็ก 4 ชนิด สมุนไพรใกล้ตัวที่คนรุ่นใหม่อาจไม่เคยลิ้มลอง

ในยุคที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเต็มไปด้วยผักเมืองหนาวและพืชผักนำเข้า หลายคนอาจหลงลืม “ผักริมรั้ว” ที่เคยเป็นคลังอาหารประจำบ้านในสมัยอดีต ผักเหล่านี้เติบโตง่ายตามธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี และมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ที่ซ่อนคุณประโยชน์ทางยาไว้อย่างมหาศาล ซึ่งในปัจจุบันหาทานได้ยากขึ้นและเด็กยุคใหม่อาจไม่รู้จักวิธีการกินที่ถูกต้อง

ความเสน่ห์ของผักริมรั้วคือการเก็บสดๆ มาประกอบอาหารภายในครัวเรือน โดยเฉพาะ 4 ชนิดเด่นที่เป็นสัญลักษณ์ของเมนูพื้นบ้านไทย ซึ่งแต่ละชนิดมีรสชาติและสรรพคุณที่น่าสนใจ ดังนี้

1. กระถิน ผักเคียงคู่สำรับส้มตำและน้ำพริก

กระถินถือเป็นผักที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยมานาน โดยเฉพาะยอดอ่อนและเมล็ดอ่อนที่มีรสชาติฝาดนิดๆ แต่เคี้ยวมัน ยิ่งกินคู่กับอาหารรสจัดอย่างส้มตำ ลาบ หรือน้ำพริก จะช่วยตัดรสและชูรสชาติอาหารให้กลมกล่อมขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

  • ประโยชน์ทางสุขภาพ: ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่ากระถินมีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตาและต่อต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ช่วยบำรุงกระดูก
  • วิธีกิน: นิยมกินยอดสดและเมล็ดอ่อนเป็นผักเหนาะ หรือนำยอดกระถินมาลวกจิ้มน้ำพริกกะปิ

2. ดอกแค สมุนไพรลดไข้ในแกงส้ม

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว ดอกแคสีขาวจะเริ่มบานสะพรั่งบนต้นริมรั้ว แม้จะมีรสขมนิดๆ บริเวณเกสร แต่ผู้ใหญ่มักบอกว่าเป็น “ยาดี” ที่ช่วยปรับสมดุลร่างกายในช่วงเปลี่ยนฤดูกาลได้เป็นอย่างดี

  • ประโยชน์ทางสุขภาพ: ดอกแคมีสรรพคุณเด่นในการช่วยแก้ไข้หัวลม (ไข้เปลี่ยนฤดู) มีวิตามินซีสูงช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน และมีเส้นใยอาหารที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี
  • วิธีกิน: เมนูยอดฮิตคือแกงส้มดอกแค หรือนำไปลวกจิ้มน้ำพริก โดยควรดึงเกสรตัวผู้ที่มีรสขมจัดออกก่อนนำไปปรุงอาหาร

3. ดอกโสน ดอกไม้สีทองจากท้องทุ่ง

ดอกโสนสีเหลืองนวลที่ขึ้นตามริมคูน้ำหรือท้องทุ่ง ปัจจุบันเริ่มหากินได้ยากขึ้นในเขตเมือง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ และรสชาติหวานมันเป็นเอกลักษณ์ ใครเห็นเป็นต้องนึกถึงภาพความสดใสของท้องนาในสมัยก่อน

  • ประโยชน์ทางสุขภาพ: ดอกโสนอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง และมีธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงโลหิต
  • วิธีกิน: สามารถนำไปชุบแป้งทอดกรอบ ลวกจิ้มน้ำพริก ใส่ในแกงส้ม หรือแม้แต่ทำเป็นขนมหวานอย่าง “ขนมดอกโสน” ที่หาทานได้ยากในปัจจุบัน

4. ตำลึง ราชาผักริมรั้วที่กินง่ายได้ประโยชน์

ปิดท้ายด้วยผักไม้เลื้อยที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดอย่างตำลึง ซึ่งมักพันอยู่ตามรั้วบ้าน เป็นผักที่กินง่าย รสชาติจืดสนิทแต่แฝงด้วยความหวานธรรมชาติเมื่อนำไปต้มสุก เป็นผักชนิดแรกๆ ที่พ่อแม่มักใส่ในอาหารให้ลูกหลานทานตั้งแต่ยังเด็ก

  • ประโยชน์ทางสุขภาพ: เครือข่ายคนไทยไร้พุงระบุว่าตำลึงเป็นผักที่มีวิตามินเอสูงมาก ช่วยในเรื่องการมองเห็น นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหารกลุ่มแป้งได้ดี
  • วิธีกิน: นิยมนำยอดและใบอ่อนมาทำแกงจืดตำลึงหมูสับ หรือใส่ในก๋วยเตี๋ยวและต้มเลือดหมู

การหันกลับมาทำความรู้จักและรับประทานผักริมรั้วเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะได้คุณค่าทางอาหารที่สดใหม่และปลอดภัย แต่ยังเป็นการสืบสานภูมิปัญญาด้านอาหารไทยที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างยั่งยืนอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 26/3/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a69,800.0070,000.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,512.0068,401.9270,800.00
ทองรูปพรรณ 90%4,060.8061,561.73n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,609.6054,721.54n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,030.4030,780.86n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,579.2023,940.67n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,675.6570,882.85n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 26/3/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9541.0541.0541.5541.0541.0535.0541.0541.0541.05
แก๊สโซฮอล์ 9140.6840.6840.9340.6840.6834.6840.6840.6840.68
แก๊สโซฮอล์ E2036.0536.0536.5536.0530.0536.0536.0536.05
แก๊สโซฮอล์ E8532.7932.7932.79
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม52.0457.5449.8452.04
เบนซิน 9549.6457.5144.1449.7949.64
ดีเซล38.9438.9438.9438.9438.9432.9438.9438.9438.94
ดีเซลพรีเมี่ยม54.6456.8457.8456.8454.64
แก๊ส NGV16.6916.69


About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า