สาระน่ารู้ประจำวันที่ 4 กุมภาพันธุ์ 2569

3สมาคมอสังหาฯจี้เขย่ากติกาที่ดินขยายสิทธิ์เช่า60ปี ลดไซซ์บ้าน

3 สมาคมอสังหาฯชงเขย่ากติกาที่ดิน!ใหม่ ด้วยการขยายสิทธิ์เช่า60ปี พร้อมกับลดไซซ์บ้านหนุนคนซื้อบ้านหลังแรก ปลดล็อกดึงลงทุน

ตลาดที่อยู่อาศัยไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ เมื่อกติกา “ที่ดิน” ออกแบบมาเพื่อประชากรยุคขยายตัว ขณะที่กำลังซื้อและขนาดครัวเรือนในปัจจุบันหดตัวต่อเนื่อง แนวทางการปรับ “ขนาดที่ดินขั้นต่ำ” และปลดล็อกทรัพย์อิงสิทธิ์การเช่าระยะยาวเป็น 60 ปี จึงถูกจับตาในฐานะจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของอสังหาริมทรัพย์ไทย

ล่าสุด  3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ บุกกรมที่ดิน เสนอ “ผ่าตัดกติกาใหญ่” ปรับขนาดที่ดินขั้นต่ำ และปลดล็อกทรัพย์อิงสิทธิ์ 60 ปี หวังดึงบ้านกลับใกล้เมือง เปิดโอกาสคนทำงานรุ่นใหม่มีบ้าน พร้อมยกระดับ

โจทย์ใหญ่“คนเล็กลง”แต่กติกายังใหญ่เกิน

สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์หลัก ได้แก่ สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เข้าหารือกับ “กรมที่ดิน” เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดที่อยู่อาศัยไทย และเสนอแนวทางปรับกติกาให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจและประชากรที่เปลี่ยนไป

หัวใจของการหารืออยู่ที่ 2 ประเด็นสำคัญ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “คอขวด” ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังแรก (First Jobber) เข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ยากขึ้นทุกปี

ลดไซซ์ที่ดิน แก้บ้านแพงดึงเมืองกลับใกล้คนทำงาน

ประเด็นแรก เสนอให้ ปรับลดขนาดที่ดินขั้นต่ำ ซึ่งปัจจุบันกำหนดให้บ้านเดี่ยวต้องเริ่มต้นที่ 50 ตารางวา บ้านแฝด 35 ตารางวา ทาวน์เฮาส์ 16 ตารางวา กติกานี้ถูกใช้มายาวนาน ในยุคที่ครอบครัวไทยมีบุตรเฉลี่ย 2 คน

“วันนี้โครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ครัวเรือนมีบุตรต่ำกว่า 1 คน ขณะที่กำลังซื้อหดตัว กติกาเดิมจึงกลายเป็นต้นทุนผลักที่อยู่อาศัยออกไปไกลจากเมือง และเพิ่มภาระการเดินทางของแรงงานคุณภาพ”

ทั้ง 3 สมาคมจึงเสนอให้ปรับลดขนาดที่ดินขั้นต่ำเป็น บ้านเดี่ยว 35 ตารางวา บ้านแฝด 28 ตารางวา ทาวน์เฮาส์ 14 ตารางวา โดยคงหน้ากว้างที่ดินเท่าเดิม เพื่อรักษาคุณภาพการอยู่อาศัย พื้นที่เปิดโล่ง และมิติทางสถาปัตยกรรม การขยับครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดราคาบ้านเริ่มต้น แต่ยังอาจเป็นกุญแจสำคัญในการดึงที่อยู่อาศัยกลับเข้าใกล้ศูนย์กลางเมือง ลดภาระชีวิตคนทำงาน และทำให้การมี “บ้านหลังแรก” ไม่ต้องรอถึงวัยกลางคน

ทรัพย์อิงสิทธิ์ 60 ปี สมดุลใหม่เกมเช่าที่ดิน

ประเด็นที่สอง ความคืบหน้าของ พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ์ ซึ่งทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า ไทยไม่ควรขายกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ชาวต่างชาติ แต่ควรเปิดทาง “เช่าระยะยาว” อย่างมีกรอบ

หลังแนวคิดเช่า 99 ปีถูกต่อต้านอย่างหนัก! ข้อเสนอใหม่จาก 3 สมาคม คือ เช่า 30 ปี ต่ออายุได้อีก 30 ปี รวม 60 ปี ซึ่งถูกมองว่าเหมาะสมกับวงรอบสินเชื่อที่อยู่อาศัย 2 รุ่น และยังรักษาอำนาจการตัดสินใจไว้ในมือเจ้าของที่ดินไทย

“ในเชิงการแข่งขัน ระยะเวลา 60 ปี แม้สั้นกว่าเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือ มาเลเซีย ที่ให้เช่าสูงถึง 70-80 ปี แต่ไทยยังมีแต้มต่อด้านค่าครองชีพ โครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพชีวิต และสังคมที่เปิดรับชาวต่างชาติ ซึ่งเพียงพอจะดึงดูดการลงทุนโดยไม่ต้อง ยกที่ดินออกจากมือคนไทย”

 กรมที่ดิน“รับลูก”ตั้งโจทย์ศึกษาต่อ

ทั้ง 2 ข้อเสนออยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม โดย “กรมที่ดิน” เตรียมเปิดรับมุมมองจากสภาสถาปนิก หน่วยงานผังเมือง และผู้บริโภค ขณะที่ประเด็น “ทรัพย์อิงสิทธิ์” ยังต้องชั่งน้ำหนักว่าจะใช้กฎหมายเดิมที่อนุญาตให้เช่าเพื่อพาณิชยกรรม 50 ปี หรือแก้ไขกฎหมายจัดสรรที่ดินโดยตรง

เกมนี้อาจยังไม่จบเร็ว แต่ชัดเจนว่า “กติกาที่ดิน” กำลังถูกเขย่าอีกครั้ง และผลลัพธ์อาจเป็นตัวแปรสำคัญ ที่กำหนดว่าคนรุ่นใหม่จะมีบ้านใกล้เมือง หรือเมืองจะยังคงไกลเกินเอื้อมต่อไป

ในมุมมองเชิงโครงสร้าง ข้อเสนอทั้ง 2 ประเด็นยังสะท้อนความพยายาม “ปรับกติกาใหญ่” ให้สอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยเฉพาะบริบทสังคมสูงวัยและอัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง ซึ่งกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการอยู่อาศัยจาก “บ้านใหญ่-อยู่นาน” ไปสู่ “บ้านพอดี-ยืดหยุ่นได้” 

หากยังยึดกติกาที่ออกแบบมาเพื่อประชากรยุคขยายตัว ย่อมทำให้ต้นทุนการอยู่อาศัยสูงเกินความจำเป็น และกลายเป็นแรงกดดันต่อคุณภาพชีวิตของแรงงานในเมืองใหญ่

ขณะเดียวกัน การขยับกรอบทรัพย์อิงสิทธิ์ให้ชัดเจน ยังจะเป็น”เครื่องมือ”สำคัญในการเชื่อมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเข้ากับกระแสการลงทุนโลก ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดทุนและบุคลากรคุณภาพจากต่างประเทศ หากประเทศไทยไม่สามารถเสนอ “สิทธิการอยู่อาศัยที่มั่นคงเพียงพอ” อาจเสียโอกาสให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่ปรับกฎหมายรองรับไปก่อนแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องถึงขั้นขายกรรมสิทธิ์ แต่ใช้กลไก “เช่าระยะยาว” เป็นจุดสมดุล

ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การออกแบบรายละเอียดเชิงกฎหมาย เพื่อป้องกันการ “เก็งกำไร” และการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ ขณะเดียวกันต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้เช่า นักลงทุน และเจ้าของที่ดินไทย ว่า ระบบดังกล่าว โปร่งใส บังคับใช้ได้จริง และไม่กระทบโครงสร้างการถือครองที่ดินในระยะยาว 

หากเดินเกมได้อย่างรอบคอบ การปรับกติกาครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาบ้านแพง แต่เป็นจุดตั้งต้นของการปฏิรูปที่อยู่อาศัยไทยทั้งระบบ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ผังกทม.ใหม่ เปิดโซนทำเลทองพลิกโฉมมหานครดีเดย์ มี.ค.69ติดประกาศ90วัน

  • ผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ เตรียมปิดประกาศ 90 วันให้ประชาชนตรวจสอบในเดือนมีนาคม 2569 และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้กลางปี 2570
  • มีการปรับเพิ่มพื้นที่สีส้ม (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) มากที่สุด เอื้อให้พัฒนาอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษได้ โดยเฉพาะทำเลรอบสถานีรถไฟฟ้า
  • กำหนด 9 โซนทำเลทองที่มีศักยภาพสูงตามแนวรถไฟฟ้า เช่น รัชโยธิน, ดอนเมือง-หลักสี่, มีนบุรี และตลิ่งชัน โดยปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง

กรุงเทพมหานคร ผลักดันร่างผังเมืองรวมกรุงเทพ มหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่4) พ.ศ..ให้บังคับใช้โดยเร็ว หลังล่าช้ามานาน คาดว่าจะประกาศใช้ได้ ประมาณกลางปี2570 แทนผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครพ.ศ. 2556  ที่ล้าสมัย ตามไม่ทันความเจริญของเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป 

สำหรับขั้นตอนล่าสุด ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการผังเมืองกรมโยธาธิการและผังเมือง โดย กทม.จะปรับแก้ร่างผังเมือง ตามความเห็นของคณะกรรมการดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องที่ประชาชนเรียกร้อง เช่น

ยกเลิกโครงข่ายถนนบางโครงการ ที่กระทบประชาชน แต่ในภาพรวม สาระสำคัญโดยเฉพาะสีของการใช้ประโยชน์ที่ดิน 90% ไม่เปลี่ยนแปลง และในเดือนมีนาคม2569 กทม.จะปิดประกาศ90วันเพื่อให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียตรวจสอบอีกครั้ง  

ทั้งนี้นอกจากการใช้ประโยชน์ที่ดินตามผังเมืองรวมกทม.ใหม่ เปลี่ยนแปลงมากที่สุดจนสร้างความฮือฮา คือการปรับเพิ่ม พื้นที่สีส้ม (ที่ดินประเภทอยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง)  (ย.6-ย.10) ครองพื้นที่มากถึง 349.95 ตร.กม. เพิ่มขึ้น 23.49% คิดเป็น 41.06% ของพื้นที่รวมกทม. 1,568.73 ตร.กม.

เมื่อเทียบกับผังเมืองรวมกทม. ปี2556 มีพื้นที่ 248.08 ตร.กม. ส่งผลดีต่อดีเวลลอปเปอร์ เพิ่มพื้นที่ขาย โครงการได้มากขึ้น คือ สามารถสร้างอาคารสูงเกิน 23 เมตร และอาคารขนาดใหญ่พิเศษเกิน 1 หมื่นตารางเมตร ได้

โดยเฉพาะทำเลรอบสถานีรถไฟฟ้าที่เป็นทั้งสถานีเดี่ยวๆ และสถานีร่วมแล้ว โดยพื้นที่ที่เป็นสถานีร่วม หรือจุดตัดรถไฟฟ้า รัศมี800เมตร พัฒนาอาคารขนาดใหญ่พิเศษและอาคารสูงได้เกิน1หมื่นตารางเมตร สูงเกิน23เมตร หรือไม่จำกัดความสูง  

สำหรับพื้นที่สีน้ำตาล (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก)แม้จะปรับสัดส่วนขึ้นไม่มาก แต่ได้เปลี่ยนแปลงในบางทำเลให้น่าลงทุนอย่างรูปแบบมิกซ์ยูส ตามทำเลหายากและที่มีมีราคาสูง  อย่างย่านพหลโยธิน ห้าแยกลาดพร้าว ไปจนถึง แยกรัชโยธิน ฮับการเดินทางกรุงเทพฯตอนเหนือ

ขณะ ย่านพระราม9-รัชดาภิเษก (แยกพระราม9 –ศูนย์วัฒนธรรม) มีรถไฟฟ้าสายสีส้ม เชื่อมMRTสายสีน้ำเงิน ( จุดตัดรถไฟฟ้า หรือจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินซึ่งเป็นอุโมงค์ใต้ดินแห่งแรกของไทย) นอกจากนี้มี สถานทูตจีน ศูนย์การค้า อาคารสำนักงานสำคัญหลายแห่ง ที่อยู่อาศัยแนวสูง 

โดยผังเมืองกำหนดเป็น ศูนย์กลางธุรกิจรองจากศูนย์กลางธุรกิจหลัก อย่าง เพลินจิต สุขุมวิท สีลม สาทร หรือ ศูนย์กลางธุรกิจใหม่  โดยกำหนดเป็นพื้นที่สีแดง พ.7 สร้างได้8เท่าของแปลงที่ดิน เมื่อรวมโบนัส รวมเป็น 9.6เท่าของแปลงที่ดิน  ( โบนัส: เสียสละ พื้นที่ขาย สร้างพื้นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นสวนสาธารณะ ทางเท้า ทางจักรยาน ฯลฯบวกพื้นที่ก่อสร้างเพื่อพาณิชยกรรม เพื่อขายอีก20%)   

  ผังมืองกทม.ใหม่ที่เป็นไฮไลต์ กำหนดพื้นที่สำคัญเพื่อรองรับการพัฒนาเมืองให้ขยายตัวไปตามระบบรางหรือแนวเส้นทางรถไฟฟ้า รวมถึงสนับสนุนพื้นที่อนุรักษ์กระตุ้นการท่องเที่ยวในหลายจุดสำคัญ โฟกัส9โซนทำเลทองดังต่อไปนี้ 

บริเวณที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์ 

เริ่มจากพื้นที่ชั้นในมีการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจาก ที่ดินพื้นที่สีน้ำตาลอ่อน ประเภทอนุรักษ์เพื่อส่งเสริมเอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมไทย (ศ.1 และ ศ.2) เป็นประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก  (ย.11) พาณิชยกรรม (พ.1 และ พ.2 ใหม่) และสถาบันราชการ การสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ (ส.) ประกอบกับการควบคุมเขตพื้นที่ซ้อนทับ(Overlay_ Control)

โดยข้อกำหนดตามแผนผังแสดงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครตามกฎหมายควบคุมอาคารแต่ตามหลักการต้องยอมรับว่าการก่อสร้างอาคารสูงบริเวณนี้ยังมีข้อจำกัดเช่นเดิม ผังเมืองเพียงต้องการสะท้อนให้เห็นศักยภาพที่แท้จริงว่าเป็นย่านพาณิชย กรรมที่น่าจับตาและดึงดูดการท่องเที่ยวให้เข้าพื้นที่บริเวณนี้ได้โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เนื่องจากกรุงเทพ มหานคร ยังเป็นจุดหมายปลายทางของใครหลายคน ที่คงมีเอกลักษณ์ที่ประเทศอื่นไม่มี เช่นวัด วัง ที่ถูกโอบล้อมด้วยชุมชนอยู่อาศัย สถาปัตยกรรมที่หาชมได้ยากยิ่ง

บริเวณที่ 2 รัชโยธิน

ทำเลแห่งความเจริญของกรุงเทพฯตอนเหลือ ผังเมืองรวมกทม.ใหม่ ได้ปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ ที่ดินจากพื้นที่สีส้ม ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (ย.5 และ ย.7) เป็นพื้นที่สีน้ำตาล ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก (ย.11 และ ย.13) รองรับรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต)  รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว (หมอชิต-คูคต) และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง)

ปัจจุบันมีการพัฒนาเกิดขึ้นรอบพื้นที่รวมถึงศูนย์คมนาคมบางซื่อ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สถานีรถไฟหลักแห่งใหม่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเปิดบริการครบทุกเส้นทาง

บริเวณที่ 3 ดอนเมือง-หลักสี่

ย่านดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงสูง ผังเมืองรวมกทม.ใหม่จึงเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่สีเหลือง ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย (ย.3) เป็นพื้นที่สีส้ม ประเภทที่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (ย.7) และพื้นที่สีแดงพาณิชยกรรม (พ.5 ใหม่) รองรับรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) สายสีเขียว (หมอชิต-คูคต) สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) และรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมืองสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) 

บริเวณที่ 4 ลาดพร้าว-รามอินทรา

ย่านลาดพร้าว และรามอินทราสร้างปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงสูง จากการมาของรถไฟฟ้า ดังนั้นกทม.จึงปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่สีเหลือง ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย (ย.3 และ ย.4) เป็นพื้นที่สีส้ม ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (ย.6 และ ย.7) รองรับรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) และสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี)

บริเวณที่ 5 ศรีนครินทร์

นับเป็นอีกทำเลที่มีการเปลี่ยนแปลงมีรถไฟฟ้าสายสีเหลืองพาดผ่าน สร้างความเจริญเกิดขึ้นในพื้นที่ ดังนั้น จึงปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินพื้นที่สีเหลือง ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย (ย.4) เป็นพื้นที่สีส้มประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (ย.7) รองรับรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายสีเขียว (อ่อนนุช-เคหะฯ) สายสีแดง (ARL พญาไท-สุวรรณภูมิ) และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง)

บริเวณที่ 6 มีนบุรี

พื้นที่ย่านชานเมืองกทม.แต่ วันนี้ พลิกโฉม เปลี่ยนแปลงไปมากการจราจรติดขัดมีโครงการที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นมาก จากรถไฟฟ้าดังนั้น ผังเมืองรวมกทม.ใหม่ จึง ปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่สีเหลือง ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย (ย.3) เป็นพื้นที่สีส้มประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (ย.6) และจากพื้นที่สีส้มประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (ย.6) เป็นพื้นที่สีส้มประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (ย.10 ใหม่) และพื้นที่สีแดง ประเภทพาณิชยกรรม (พ.5 ใหม่) รองรับรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี) และสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี)

บริเวณที่ 7 ทางนํ้าหลากฝั่งตะวันออก

 โซนตะวันออกของกทม.เป็นอีกพื้นที่ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะความเจริญแผ่ขยาย ส่งผลให้กทม.ปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่ขาวทะแยงเขียว ประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม (ก.1) บางส่วน เป็นพื้นที่สีเขียว ประเภทชนบทและเกษตรกรรม (ก.2 ใหม่) โดยการดำเนินการปรับปรุง ขยาย และขุดคลองระบายนํ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันนํ้าท่วมและการระบายนํ้าตามแผนผังแสดงผังนํ้า

บริเวณที่ 8 ตลิ่งชัน-ทวีวัฒนา

 อีกทำเล ที่เปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด รับการมาของระบบราง โดยมีการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่ขาวทะแยงเขียว ประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม (ก.2 เดิม) และพื้นที่สีเขียว ประเภทชนบท และกษตรกรรม (ก.4 เดิม) เป็นพื้นที่สีเหลือง ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย (ย.1, ย.3 และ ย.4) พื้นที่สีส้ม ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง(ย.6 และ ย.8) และพื้นที่สีแดงประเภทพาณิชยกรรม (พ.4 ใหม่) รองรับรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายสีแดง (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) สายสีนํ้าเงิน (ท่าพระ-บางแค) และสายสีเขียว (ส่วนต่อขยายบางหว้า-ตลิ่งชัน)

บริเวณที่ 9 วงเวียนใหญ่-สุขสวัสดิ์

นับเป็นทำเลที่มีการเปลี่ยนแปลงมากเช่นกัน ทั้งจากความเจริญที่มาจากรถไฟฟ้า โครงข่ายถนน และการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งแนวรายแนวสูง  ส่งผลให้ มีการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่สีเหลือง ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย (ย.4) เป็นพื้นที่สีส้ม ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (ย.8) และจากพื้นที่สีน้ำตาล ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก (ย.11) เป็นพื้นที่สีน้ำตาลประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก (ย.13) รองรับรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายสีเขียว (สนามกีฬาแห่งชาติ-บางหว้า) และสายสีม่วง (เตาปูน-ครุใน)

 นี่คือย่านสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงจากการมาของรถไฟฟ้า แม้ผังเมืองรวมกทม.จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงล่าช้าแต่เชื่อว่าจะประกาศใช้ถูกจังหวะเวลา แน่นอน !!! 

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 4 ก.พ.69 ‘อ่อนค่า‘ ราคาทองขึ้นต่อ

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 4 ก.พ. อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 31.66 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 31.54 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทให้อ่อนค่า มาจากแรงซื้อทองคำที่เพิ่มขึ้น หลังราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ราคาทองคำและน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลด้านความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และสงครามรัสเซีย-ยูเครน
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 31.50-31.80 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.66 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  31.54 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้  คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.50-31.80 บาทต่อดอลลาร์  

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้านแถว 31.70 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 31.49-31.73 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่าโดยรวมเงินดอลลาร์จะทยอยอ่อนค่าลง ทว่าเงินบาทกลับเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ตามโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำที่เริ่มมีนัยต่อเงินบาทอีกครั้ง หลังราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องราว 300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากช่วงเช้าวันอังคารที่ผ่านมา สอดคล้องกับความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทกับราคาทองคำที่ทยอยลดลง (ประเมินจาก Correlation ในช่วง 30 วัน) จากเดิมเกิน 80% สู่ระดับราว 40% ล่าสุด นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม จากโฟลว์ธุรกรรมที่เกี่ยวกับน้ำมันดิบ หลังราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ในช่วงคืนที่ผ่านมา จากสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึง สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กลับมาร้อนแรงขึ้น 

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ หลังการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ (XAUUSD) จากจุดต่ำสุดในช่วงที่ผ่านมา ได้หนุนให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนได้ทยอยไล่ราคาซื้อทองคำและโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวได้มีส่วนกดดันเงินบาท สะท้อนผ่านความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำกับเงินบาทที่ลดลงพอควร อย่างไรก็ดี หากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำไม่ได้เร่งตัวขึ้นและเริ่มปรับตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือ แกว่งตัว Sideways เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจทยอยขายทำกำไรทองคำ (หรือบางส่วนอาจทยอยลดสถานะขาดทุน) ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวจะพอช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง 

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังมีโอกาสปรับตัวแข็งค่าขึ้นบ้าง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลการจ้างงานจากฝั่งเอกชน ไม่ว่าจะเป็น ADP หรือ Revelio และรายงานดัชนี ISM PMI ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ทว่า ความวุ่นวายของการเมืองสหรัฐฯ จากภาวะ Government Shutdown และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังมีความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างรอจังหวะที่จะขายเงินดอลลาร์ หรือเพิ่มสถานะ Short USD (Sell/Short on Rally) ซึ่งจะจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์

โดยรวมเราประเมินว่า แม้เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม จากโฟลว์ธุรกรรมไล่ซื้อทองคำ และความเสี่ยงการแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจจำกัดอยู่แถวโซนแนวต้าน 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนที่เราคาดว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์เพิ่มเติม โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออก และที่สำคัญ บรรดาผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก เพื่อรอลุ้น ผลการเลือกตั้งของไทย ส่วนโซนแนวรับของเงินบาทยังคงอยู่แถวโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.30 บาทต่อดอลลาร์ 

เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (ที่กำลังเกิดขึ้น) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ กลุ่ม Software จากความกังวลว่า นวัตกรรมใหม่จาก AI อาจกระทบต่อแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นกลุ่มดังกล่าวในอนาคต ทั้งนี้ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาร้อนแรงขึ้น โดยเฉพาะ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้หนุนการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.84% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.43%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.10% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มการเงิน หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงาน ทว่าความกังวลต่อแนวโน้มผลกระทบของ AI ต่ออุตสาหกรรม Software และบริการด้านต่างๆ ได้กดดันให้ บรรดาหุ้นเทคฯ กลุ่ม Software และกลุ่มบริการเชิงพาณิชย์ ต่างปรับตัวลดลงหนัก ไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อย แต่โดยรวมยังคงแกว่งตัวแถวระดับ 4.28% ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี การปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงจำกัดอยู่ หลังผู้เล่นในตลาดได้ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง ทั้งนี้ เราคงมุมมองเดิมว่า ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจในการดำเนินกลยุทธ์ รอจังหวะเข้าซื้อ หรือ Buy on Dip หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นทะลุโซน 4.25% (เช่นเดียวกันกับฝั่งบอนด์ระยะยาวของไทยที่ควรทยอยเข้าซื้อ หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ปรับตัวสูงขึ้นเกิน 1.90%) ทว่าผู้เล่นในตลาดอาจไม่สามารถคาดหวังผลตอบแทนจากการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์อย่างมีนัยสำคัญได้ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่อาจกดดันบอนด์ยีลด์ระยะยาวเป็นระยะๆ ทั้งความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 และทิศทางนโยบายการเงินของ FED แต่สามารถถือครองบอนด์ระยะยาวเพื่อรับบอนด์ยีลด์ที่อยู่ในระดับสูง  

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการปรับตัวลดลงหนักของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่แย่กว่าตลาดหุ้นอื่นๆ โดยเฉพาะฝั่งยุโรป ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดได้กลับมากังวลผลกระทบจากภาวะ Government Shutdown มากขึ้น หลังล่าสุดภาวะดังกล่าวได้ทำให้ การประกาศรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลการจ้างงานต้องเลื่อนออกไป จนกว่าภาวะ Government Shutdown จะสิ้นสุดลง ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 97.4 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.3-97.7 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ กอปรกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง และแรงซื้อของผู้เล่นในตลาดในจังหวะราคาทองคำย่อตัว (รวมถึงการไล่ราคาซื้อ) ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ปรับตัวสูงขึ้นสู่โซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในเดือนมกราคม หลัง รายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ที่ตามกำหนดเดิมจะต้องรายงานในคืนวันศุกร์นี้ตามเวลาประเทศไทย ได้ถูกเลื่อนประกาศไปก่อน จนกว่าภาวะ US Government Shutdown จะคลี่คลายลง

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) ในเดือนมกราคม รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED

นอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (ที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง) ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland และแนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


คอนเฟิร์ม 12 ชาติ! AVC ประกาศสิทธิ์ทีมเข้าแข่งขันศึกลูกยางชาย เอวีซี คัพ 2026

การแข่งขันวอลเลย์บอลชาย เอวีซี คัพ 2026 (AVC Cup 2026) เตรียมที่จะกลับมาแข่งขันกันในช่วงระหว่างวันที่ 20-28 มิถุนายน 2026 ที่เมืองอาเมดาบัด ประเทศอินเดีย

โดย สหพันธ์วอลเลย์บอลแห่งเอเชีย (AVC) ได้ประกาศสิทธิ์ชาติที่จะเข้าร่วมแข่งขันในปีนี้ทั้งหมด 12 ทีม ซึ่งคัดเอา 6 ทีมที่มีผลงานดีที่สุดในรายการนี้เมื่อปี 2025 บวกกับ 5 ทีมที่มีอ้นดับโลกดีที่สุด และ ทีมเจ้าภาพ

ขณะที่ทางด้าน อิหร่าน, ญี่ปุ่น และ จีน สามทีมยักษ์ใหญ่ในวงการลูกยางหนุ่มจะไม่ต้องเข้าร่วมในการแข่งขันปีนี้ เนื่องจากได้สิทธิ์แข่งขันในวอลเลย์บอล เนชันส์ลีก 2026

สรุปรายชื่อ 12 ชาติ ที่ได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันวอลเลย์บอลชาย เอวีซี คัพ 2026

  • อินเดีย (เจ้าภาพ)
  • บาห์เรน
  • ปากีสถาน
  • กาตาร์
  • เกาหลีใต้
  • ออสเตรเลีย
  • อินโดนีเซีย
  • ไต้หวัน
  • ไทย
  • เวียดนาม
  • เติร์กเมนิสถาน
  • คีร์กิซสถาน

สำหรับผลงานของ “ทัพนักตบลูกยางหนุ่มไทย” ในศึก เอวีซี คัพ 2025 ปีที่ผ่านมา จบอันดับ 9 ของรายการ ขณะที่แชมป์ตกเป็นของ บาห์เรน ทีมแกร่งจากเอเชียตะวันออกกลาง

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


อัปเดตค่าฝุ่น PM2.5  ล่าสุดในกทม.4 ก.พ.69 สูงสุด12เขต ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี

  • สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ วันที่ 4 ก.พ. 69 ภาพรวมคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ดี โดยมีค่าเฉลี่ย 24.7 มคก./ลบ.ม.
  • พบ 12 เขตที่มีปริมาณฝุ่นสูงสุด นำโดยเขตบางรัก (32.8 มคก./ลบ.ม.) แต่ทุกพื้นที่ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน
  • แนวโน้มของฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีทิศทางลดลง

ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร ขอรายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในกรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 07:00 น.ค่าเฉลี่ยของกรุงเทพมหานคร 24.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.)

12 อันดับ ของค่าฝุ่นPM2.5 พื้นที่สูงสุดในกรุงเทพมหานคร

1 เขตบางรัก 32.8 มคก./ลบ.ม.

2 เขตหนองแขม 31.9 มคก./ลบ.ม.

3 เขตลาดกระบัง 31.7 มคก./ลบ.ม.

4 เขตปทุมวัน 31.2 มคก./ลบ.ม.

5 เขตทวีวัฒนา 30.2 มคก./ลบ.ม.

6 เขตบางคอแหลม 30 มคก./ลบ.ม.

7 เขตประเวศ 29.3 มคก./ลบ.ม.

8 เขตพระโขนง 28.9 มคก./ลบ.ม.

9 เขตสัมพันธวงศ์ 28.8 มคก./ลบ.ม.

10 เขตพระนคร 28.4 มคก./ลบ.ม.

11 เขตบางพลัด 27.8 มคก./ลบ.ม.

12 เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 27.5 มคก./ลบ.ม.

กรุงเทพเหนือ

21.5 – 26.9 มคก./ลบ.ม.

ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์ดี

กรุงเทพตะวันออก

18.5 – 31.7 มคก./ลบ.ม.

ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง

กรุงเทพกลาง

18.6 – 28.8 มคก./ลบ.ม.

ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์ดี

กรุงเทพใต้

17.2 – 32.8 มคก./ลบ.ม.

ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง

กรุงธนเหนือ

19.8 – 30.2 มคก./ลบ.ม.

ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์ดี

กรุงธนใต้

20.4 – 31.9 มคก./ลบ.ม.

ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์ดี

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


If Clause สรุปครบ 4 แบบ! เทคนิคจำแม่น ใช้สอบได้ ใช้พูดคล่อง

“ถ้าฉันรวย… ฉันจะซื้อเกาะส่วนตัว” หรือ “ถ้ารู้งี้… ฉันคงอ่านหนังสือมาดีกว่า” ประโยคเงื่อนไขเหล่านี้คือสิ่งที่เราใช้ในชีวิตประจำวันบ่อยมากครับ แต่พอเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษปุ๊บ หลายคนเริ่มเหงื่อตก เพราะ If Clause (Conditional Sentences) มีตั้งหลายแบบ เดี๋ยว V.1 เดี๋ยว V.2 แถมยังมี V.3 โผล่มาอีก!

ไม่ต้องกังวลไปครับ วันนี้ EngDuo Thailand จัดทำ If Clause สรุป แบบรวบรัด ตัดส่วนเกินที่ทำให้งงออก เหลือแต่ “แก่น” ที่คุณต้องรู้ เพื่อให้คุณแยกแยะได้ทันทีว่าสถานการณ์ไหนต้องใช้แบบไหน พร้อมสูตรโครงสร้างที่จำง่ายที่สุดครับ

If Clause คืออะไร? (Concept)

If Clause หรือประโยคเงื่อนไข คือประโยคที่ประกอบด้วย 2 ส่วนเสมอ:

  1. If-clause: ส่วนเงื่อนไข (ขึ้นต้นด้วย If – ถ้า…)
  2. Main clause: ส่วนผลลัพธ์ (ผลที่จะตามมา)

หลักการจำง่ายๆ คือ “คู่ใครคู่มัน” ครับ ห้ามสลับคู่เด็ดขาด เราแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก (0, 1, 2, 3) ตามระดับความเป็นจริงและช่วงเวลาครับ

เจาะลึก 4 ประเภทของ If Clause (จำสูตรได้ ใช้เป็นเลย)

Type 0: ความจริงเสมอ (Zero Conditional)

ใช้พูดถึง ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ หรือ กฎธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นเสมอ (100%)

  • Concept: ถ้าทำ A… B เกิดขึ้นแน่ๆ
  • Structure:$$If + Subject + V.1 (Present Simple), Subject + V.1 (Present Simple)$$
  • Ex: If you heat ice, it melts. (ถ้าคุณให้ความร้อนน้ำแข็ง มันก็ละลาย – จริงเสมอ)

Type 1: เป็นไปได้ในอนาคต (First Conditional)

ใช้พูดถึงเหตุการณ์ที่ มีโอกาสเกิดขึ้นสูง ในอนาคต หรือการคาดเดา

  • Concept: ถ้าทำ A… B จะเกิดขึ้น (เป็นไปได้ > 50%)
  • Structure:$$If + Subject + V.1 (Present Simple), Subject + will + V.inf$$
  • Ex: If it rains, I will stay home. (ถ้าฝนตก ฉันจะอยู่บ้าน – รอดูฟ้าฝน ถ้าตกก็ทำตามนั้น)

Type 2: เพ้อฝันในปัจจุบัน (Second Conditional)

ใช้พูดถึงเรื่องที่ ไม่จริงในปัจจุบัน หรือ เรื่องสมมติที่เป็นไปได้ยาก (มโน) รวมถึงการให้คำแนะนำ

  • Concept: ถ้าตอนนี้ฉันเป็น… ฉันจะ… (แต่ความจริงไม่ได้เป็น)
  • Structure:$$If + Subject + V.2 (Past Simple), Subject + would + V.inf$$
  • Ex: If I won the lottery, I would buy a big house. (ถ้าฉันถูกหวย ฉันจะซื้อบ้านหลังโต – ตอนนี้ยังไม่ถูก แค่ฝัน)
  • Note: ถ้าใช้ Verb to be ให้ใช้ were กับประธานทุกตัว (If I were you…)

Type 3: เสียดายในอดีต (Third Conditional)

ใช้พูดถึงเรื่องใน อดีตที่จบไปแล้ว และ กลับไปแก้ไม่ได้ (รู้งี้…)

  • Concept: ถ้าตอนนั้นทำ A… ป่านนี้คงได้ B ไปแล้ว (แต่ความจริงไม่ได้ทำ)
  • Structure:$$If + Subject + had + V.3 (Past Perfect), Subject + would have + V.3$$
  • Ex: If I had studied harder, I would have passed the exam. (ถ้า(ตอนนั้น)ฉันอ่านหนังสือหนักกว่านี้ ฉันคงสอบผ่านไปแล้ว – ความจริงคือตก)

ตาราง: เปรียบเทียบ If Clause ทั้ง 4 แบบ (The Cheat Sheet)

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ลองดูตารางเปรียบเทียบ “เวลา” และ “ความน่าจะเป็น” ของแต่ละแบบครับ

ประเภท (Type)เวลาที่พูดถึง (Time Reference)ระดับความเป็นจริง (Probability)โครงสร้างย่อ (Formula)คีย์เวิร์ดช่วยจำ (Memory Aid)
Type 0ทุกเวลา (General)100% (จริงเสมอ)If V.1, V.1ความจริง (Fact)
Type 1อนาคต (Future)> 50% (เป็นไปได้)If V.1, Will V.infน่าจะเกิด (Possible)
Type 2ปัจจุบัน (Now)0% (ไม่จริงตอนนี้)If V.2, Would V.infมโน/ฝัน (Unreal Present)
Type 3อดีต (Past)0% (แก้ไม่ได้แล้ว)If Had V.3, Would have V.3รู้งี้… (Regret/Past)

เทคนิคพิเศษที่ข้อสอบชอบออก (Advanced Tips)

1. Unless = If…not

คำว่า Unless แปลว่า “เว้นเสียแต่ว่า” หรือ “ถ้า…ไม่” ดังนั้นในประโยคหลัง Unless ห้ามใส่ not ซ้ำ

  • If you do not hurry, you will be late.
  • $\rightarrow$ Unless you hurry, you will be late. (ถ้าคุณไม่รีบ คุณจะสาย)

2. Inversion (การลดรูป)

ภาษาทางการมักตัด If ทิ้ง แล้วสลับกริยามาไว้หน้าประโยค

  • Type 1: If I should see him… $\rightarrow$ Should I see him…
  • Type 2: If I were you… $\rightarrow$ Were I you…
  • Type 3: If I had known… $\rightarrow$ Had I known…

3. Mixed Conditional (แบบผสม)

บางครั้งเหตุการณ์ในอดีต (Type 3) ส่งผลถึงปัจจุบัน (Type 2)

  • โครงสร้าง: $$If + Past Perfect (Type 3), would + V.inf (Type 2)$$
  • Ex: If I had eaten breakfast (อดีต), I would not be hungry now (ปัจจุบัน).(ถ้าเมื่อเช้ากินข้าวมา ตอนนี้คงไม่หิวหรอก)

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


รู้จัก ‘AI กฎหมาย’ ของค่าย Anthropic เรื่องใหญ่เขย่าตลาดหุ้นสหรัฐ 9 ล้านล้าน

เครื่องมือ AI ด้านกฎหมายของ ‘Anthropic’ จุดคำถามใหญ่ต่ออนาคตซอฟต์แวร์ เมื่อความสามารถใหม่ของ AI เริ่มบ่อนทำลายความได้เปรียบเดิม นักลงทุนเร่งเทขายหุ้นเทค ฉุดมูลค่าตลาดสหรัฐหายกว่า 9 ล้านล้านบาทในคืนเดียว

เมื่อคืนวันอังคารที่ 3 ก.พ. ในฝั่งสหรัฐ ตลาดหุ้นเกิดการเทขายอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในกลุ่ม “หุ้นเทค” ฉุดมูลค่าหุ้นหายวับถึงราว 2.85 แสนล้านดอลลาร์ (กว่า 9 ล้านล้านบาท) ในกลุ่มซอฟต์แวร์ บริการทางการเงิน และการบริหารสินทรัพย์ ขณะที่นักลงทุนยังเร่งเทขายหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้จะแค่เล็กน้อยด้วย

ตะกร้าหุ้นซอฟต์แวร์สหรัฐของ Goldman Sachs ร่วงลง 6% ซึ่งเป็นการปรับลดลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การเทขายจากมาตรการภาษีในเดือนเม.ย. 2025 ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มบริการทางการเงินดิ่งลงเกือบ 7% ดัชนี Nasdaq 100 ลดลงสูงสุดถึง 2.4% ก่อนจะลดช่วงลบลงมาเหลือ 1.6%

แรงกระเพื่อมเขย่าตลาดหุ้นอเมริกาครั้งนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนเปิดตลาด เมื่อสตาร์ตอัปเทคดาวรุ่งอย่าง Anthropic เปิดตัว “เครื่องมือ AI ด้านกฎหมายตัวใหม่” เข้าไปในระบบผู้ช่วย Cowork เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยทำงานอัตโนมัติตั้งแต่ “การตรวจทานสัญญา การจัดทำเอกสารทางกฎหมาย ไปจนถึงการวิจัยและสรุปข้อมูลเชิงกฎหมาย”

ทำไมถึงทำให้เกิดแรงเทขายในตลาดหุ้น

นักลงทุนมองว่า การเปิดตัวเครื่องมือดังกล่าวเป็นสัญญาณว่าความก้าวหน้าของ AI กำลังเริ่มบ่อนทำลาย “ป้อมปราการการแข่งขันทางธุรกิจ” ที่บริษัทซอฟต์แวร์ต่างๆ สร้างขึ้นมานาน โดยเฉพาะ “ธุรกิจที่อาศัยรายได้จากการขายสิทธิการใช้งานซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล และบริการข้อมูลเฉพาะทาง”

แม้ว่าความกังวลนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ในตลาด นับตั้งแต่โมเดล Generative AI เริ่มถูกนำเข้าสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ นักลงทุนตั้งคำถามมาตลอดว่า AI จะเข้ามาแย่งบทบาทของซอฟต์แวร์องค์กรหรือไม่ แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ Anthropic ครั้งนี้ ยิ่งเร่งให้คำถามนั้นกลับมาอยู่แถวหน้าของตลาดอีกครั้ง

จุดต่างของ Anthropic กับสตาร์ตอัปรายอื่น

Anthropic เป็นหนึ่งในกลุ่มสตาร์ตอัป AI จำนวนมากที่กำลังพัฒนาเครื่องมือสำหรับอุตสาหกรรมกฎหมาย ก่อนหน้านี้ก็มีสตาร์ตอัปอย่าง Legora และ Harvey AI ได้หลั่งไหลเครื่องมือจำนวนมา โดยอ้างว่าสามารถช่วยลดภาระงานซ้ำซากของทนายความได้ นักลงทุนได้อัดฉีดเงินเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ AI วงการกฎหมายมาแล้วมากกว่า 2 ปี ส่งผลให้ Harvey AI มีมูลค่ากิจการ 5 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมิ.ย. และ Legora สามารถระดมทุนได้ 1.8 พันล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค. ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม Anthropic มีความแตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นตรงที่บริษัทพัฒนาโมเดล AI ของตัวเอง และสามารถปรับแต่งโมเดลให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรมได้

สถานะดังกล่าวทำให้ Anthropic ถูกมองว่ามีศักยภาพในการ “ดิสรัปต์” โดยไม่ใช่แค่ให้บริการข้อมูลและข่าวกฎหมายแบบดั้งเดิม แต่ยังรวมถึงสตาร์ตอัป AI ด้านกฎหมายด้วยกันเอง ซึ่งหลายรายยังต้องพึ่งพาโมเดลพื้นฐานจากผู้พัฒนา AI รายใหญ่

ในเว็บไซต์บริษัทของ Anthropic ระบุว่า เครื่องมือกฎหมายดังกล่าวสามารถช่วยทำงานอัตโนมัติ เช่น การตรวจสัญญาและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย แต่ย้ำด้วยว่าผลลัพธ์ทั้งหมดควรได้รับการตรวจสอบโดยทนายความที่มีใบอนุญาต

“Anthropic เปิดตัวความสามารถใหม่ของ Cowork สำหรับภาคกฎหมาย ซึ่งเพิ่มระดับการแข่งขัน” ทีมนักวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนลีย์ นำโดยโทนี แคปแลน เขียนไว้ในบทวิเคราะห์

“เรามองว่านี่เป็นสัญญาณของการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จึงอาจส่งผลเชิงลบได้”

หุ้นบริษัทไหนถูกเทขายบ้าง

หุ้นของ Thomson Reuters, LegalZoom.com และ London Stock Exchange ซึ่งล้วนให้บริการเครื่องมือหรือฐานข้อมูลด้านกฎหมายและการวิจัย ร่วงลงมากกว่า 12% ทั้งหมด และเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปรับตัวลงหนักที่สุดในสหรัฐและแคนาดา กดดันให้กองทุน iShares Expanded Tech-Software Sector ETF ลดลง 4.6% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน 

แรงเทขายยังลามไปยังตลาดซอฟต์แวร์ในวงกว้าง โดย PayPal, Expedia Group, EPAM Systems, Equifax และ Intuit เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด หุ้นทั้งหมดร่วงลงมากกว่า 10% ดัชนี S&P สองชุดที่ติดตามหุ้นซอฟต์แวร์ หุ้นข้อมูลทางการเงิน และหุ้นตลาดหลักทรัพย์ สูญเสียมูลค่ารวมกันเกือบ 3 แสนล้านดอลลาร์

“ถ้าความก้าวหน้าดำเนินไปเร็วอย่างที่เราได้ยินจาก OpenAI และ Anthropic นี่จะกลายเป็นปัญหา นักลงทุนเริ่มไล่ขายบริษัทใดก็ตามที่อาจถูกดิสรัปต์ ซึ่งก็คือซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันแทบทุกประเภท” อาร์ต โฮแกน หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ B. Riley Wealth Management กล่าว

อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เสี่ยง

ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คนในซิลิคอนแวลลีย์และวิศวกรซอฟต์แวร์ต่างกล่าวชื่นชมความสามารถของโมเดล AI ของ Anthropic อย่าง Claude โดยเฉพาะความสามารถในการควบคุมเดสก์ท็อปและดำเนินโครงการเขียนโค้ดได้ค่อนข้างอัตโนมัติ

แม้โมเดลและเครื่องมือ AI อื่นๆ จะมีความสามารถใกล้เคียงกัน แต่ขณะนี้ผู้ใช้นับล้านคนกำลังค้นพบและนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ในการเขียนซอฟต์แวร์ วิเคราะห์ข้อมูล และทำงานอื่นๆ บริษัทซอฟต์แวร์จึงออกมาปกป้องโมเดลธุรกิจของตน โดยชี้ว่าการเขียนโค้ดมักเป็นส่วนที่ง่ายที่สุดของการสร้างแพลตฟอร์มที่ต้องอาศัยความเชื่อถือ รวมถึงข้อมูลและสารสนเทศเฉพาะของแต่ละองค์กร แต่ถึงอย่างนั้น ความวิตกของนักลงทุนยังคงอยู่

แม้ก่อนการปรับฐานในวันอังคาร กลุ่มซอฟต์แวร์และบริการก็เป็นกลุ่มย่อยที่ทำผลงานแย่ที่สุดของปีนี้ในดัชนี S&P Dow Jones Indices อยู่แล้ว

หลายบริษัทที่เข้าไปลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ของบริษัทซอฟต์แวร์อย่างหนักในช่วงหลายปีมานี้ ก็ได้รับผลกระทบจากแรงเทขายเช่นกัน หุ้นของ Ares Management, KKR และ Blue Owl Capital ร่วงลงมากกว่า 9% ขณะที่ Apollo Global Management และ Blackstone ลดลงมากกว่า 4.5%

บริษัทจัดการกองทุนไพรเวตอิควิตีได้เข้าซื้อกิจการซอฟต์แวร์จำนวนมากตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยมักกู้เงินจากกองทุน private debt เพื่อใช้ทำดีลซื้อกิจการ ส่งผลให้ซอฟต์แวร์กลายเป็นสัดส่วนสำคัญในพอร์ตการลงทุนของบริษัทเหล่านี้

ซอฟต์แวร์เคยถูกมองว่าจะ “กลืนกินโลก” ตามคำทำนายของ มาร์ก แอนเดรสเซน นักลงทุนสายเทคโนโลยี และจนถึงช่วงหลัง การเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ก็สร้างผลตอบแทนที่ดี แต่ขณะนี้ เมื่ออุตสาหกรรมเผชิญแรงกดดันจาก AI การถือครองบริษัทซอฟต์แวร์บางส่วนจึงเริ่มถูกจับตามองมากขึ้น

“ผมไม่ได้มองว่านี่เป็นปัญหาของไพรเวท อีควิตี้ หรือสภาพคล่อง” จอน เกรย์ ประธานและซีโอโอของ Blackstone กล่าวในงาน WSJ Invest Live เมื่อวันอังคาร “แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ คุณอาจเป็นบริษัทซอฟต์แวร์เจ้าตลาดที่เป็น system of record และอาจเริ่มเผชิญความเสี่ยงจากผู้เล่น AI ที่เข้ามาดิสรัปต์”

ปัจจุบัน ซอฟต์แวร์คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของการลงทุนใน BDCs ซึ่งเป็นกองทุนไพรเวท เครดิต ประเภทหนึ่งที่มุ่งเข้าไปพัฒนาธุรกิจและกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับสัดส่วนประมาณ 10% ในปี 2016 ตามข้อมูลวิจัยของบาร์เคลย์ส

“ปีนี้คือปีชี้ชะตาว่าบริษัทใดจะเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้จาก AI และทักษะที่สำคัญที่สุดคือ การไม่ตกอยู่ในกลุ่มผู้แพ้” สตีเฟน ยิว ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Blue Whale Growth Fund กล่าว

“จนกว่าภาพจะชัดเจนขึ้น การยืนขวางกระแส AI ถือเป็นเส้นทางที่อันตราย”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


7 ประโยชน์แบล็คเบอร์รี ที่สายเฮลธ์ตี้ไม่ควรพลาด!

หากให้เอ่ยถึงผลไม้ตระกูลเบอร์รีมาสักอย่าง เพื่อนๆ หลายคนคงจะตอบว่าสตรอว์เบอร์รี เชอร์รี บลูเบอร์รี หรือราสป์เบอร์รีกันเป็นอันดันแรกๆ กันใช่ไหม? จริงๆ แล้วนั้นผลไม้ตระกูลเบอร์รีนั้นมีอีกชื่อหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือแบล็คเบอร์รี ผลไม้ตระกูลเบอร์รีสีม่วงเข้ม รูปทรงกรวย ผลแน่นและมีเปลือกเป็นปุ่มกลมเล็กๆ แล้วก็ขอบอกเลยว่าถ้าใครเป็นสายกินเปรี้ยวจะต้องโปรดปรานผลไม้ชนิดนี้อย่างแน่นอน เพราะน้องเขาทั้งมีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แถมยังฉ่ำน้ำอีกด้วย และที่สำคัญคือมาพร้อมประโยชน์จัดเต็ม ซึ่งในวันนี้เราจะมาแชร์ 7 ประโยชน์แบล็คเบอร์รีให้ทุกคนได้ทราบกัน ใครเป็นสายเฮลธ์ตี้ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง! ถ้าพร้อมแล้ว ตามไปดูกันเลย…

เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

Boost immune system

เพราะแบล็คเบอร์รีเป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รีที่โดดเด่นไปด้วยรสเปรี้ยว ที่มีวิตามินซีสูง ดังนั้นเรื่องของสารต้านอนุมูลอิสระนี่ไม่เป็นสองรองใครเลยทีเดียว จึงมีคุณสมบัติเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และต้านอาการอักเสบในร่างกายให้แข็งแรงและสมบูรณ์ 

บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง
Nourish the skin
นอกจากสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแล้วยังช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว บำรุงผิวพรรณให้กระชับ และเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย

ลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ

Reduce risk of heart disease

ด้วยความที่แบล็คเบอร์รีมีสีม่วงเข้ม จึงอุดมไปด้วยสารไบโอฟลาโวนอยด์ อันมีคุณสมบัติช่วยลดอัตราความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และภาวะไขมันอุดตันเส้นเลือดในสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุในการเกิดอัมพาต นอกจากนั้นการทานแบล็คเบอร์รียังจะช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด พร้อมควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมอีกด้วย กินหนึ่งอย่างครอบคลุมสุขภาพได้ทั้งร่างกายแบบนี้ต้องลองแล้วล่ะ!

เพิ่มการตื่นตัวของประสาทและสมอง

Stimulate brain and nervous system

แบล็คเบอร์รี ไม่ได้มีคุณประโยชน์ต่อผู้ที่สุ่มเสี่ยงเป็นโรคหัวใจเท่านั้น คนธรรมดาในวัยเรียนวัยทำงานก็สามารถทานได้เช่นกัน เพราะแบล็คเบอร์รีมีฤทธิ์ช่วยเพิ่มการตื่นตัวของระบบประสาทและสมอง พัฒนาสุขภาพสมองให้มีประสิทธิภาพ พร้อมช่วยป้องกันอาการสูญเสียความจำอันเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น ใครอยากสมองไบร์ท แบล็คเบอร์รีช่วยคุณได้นะ

กระตุ้นแบคทีเรียดีในลำไส้ให้แข็งแรง

Boost better health for beneficial intestinal bacteria

บำรุงผิว หัวใจและสมองที่เป็นส่วนประกอบของร่างกายไปแล้ว แบล็คเบอร์รีก็ยังมีคุณประโยชน์เผื่อแผ่ไปถึงแบคทีเรียดีในลำไส้อีกด้วย! เพราะแบล็คเบอร์รีเป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง ซึ่งไฟเบอร์เหล่านี้ก็เป็นอาหารของแบคทีเรียดีในลำไส้ ที่จะช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ย่อยอาหารได้สะดวก ช่วยให้เราได้สบายท้อง คลายกังวลจากอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือท้องผูกได้แบบปลิดทิ้งเลยล่ะ

ช่วยให้เลือดแข็งตัวให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

Help with blood clotting

ด้วยความที่แบล็คเบอร์รีนั้นอุดมไปด้วยวิตามินเค จึงมีส่วนช่วยในการทำให้เลือดแข็งตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลดีสุดๆ หากคุณได้รับบาดเจ็บจนเกิดแผลที่มีเลือดออก การทานแบล็คเบอร์รีเป็นประจำจะช่วยสมานแผลได้ไวยิ่งขึ้น นอกจากนั้นวิตามินเคยังจะช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรงยิ่งขึ้นอีกด้วย อยากมีกระดูกแข็งแรงและไม่เลือดตกยางออกบ่อยๆ ก็อย่าลืมกินแบล็คเบอร์รีกันนะทุกคน

ป้องกันการเกิดโรคเหงือกและฟันผุ

Prevent gingivitis and tooth decay

จากผลการศึกษาของงานวิจัยสารสกัดแบล็คเบอร์รีที่มีผลดีต่อโรคทางทันตกรรม ของนักวิจัยประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 2013 พบว่าสารสกัดแบล็คเบอร์รีมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบในช่องปาก จึงสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคเหงือกและฟันผุได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก crm.tops.co.th


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 4/2/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a75,600.0075,800.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,887.0074,086.9276,600.00
ทองรูปพรรณ 90%4,398.3066,678.23n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,909.6059,269.54n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,199.1533,339.11n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,710.4525,930.42n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%5,064.2576,774.03n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 4/2/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9530.8530.8531.3530.8530.8530.8530.8530.8530.85
แก๊สโซฮอล์ 9130.4830.4830.7830.4830.4830.4830.4830.4830.48
แก๊สโซฮอล์ E2028.6428.6428.9428.6428.6428.6428.6428.64
แก๊สโซฮอล์ E8526.5926.5926.59
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม40.0449.5449.8440.04
เบนซิน 9539.1449.5139.6439.2939.14
ดีเซล29.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม43.4445.6449.8445.6443.44
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า