สาระน่ารู้ประจำวันที่ 4 มีนาคม 2569

แสนสิริลุย 3 ทำเล’บางหว้า-ชินเขต-รังสิต’เจาะAffordable1-3 ล้าน

เมื่อ “ค่าเช่า” ใกล้ “ค่าผ่อน” แสนสิริลุยตลาดล่าง 3 ทำเล’บางหว้า-ชินเขต-รังสิต’ เจาะAffordable ราคา1-3 ล้านบูมแรงยิลด์แตะ 10%

ในวันที่กำลังซื้อยังเปราะบาง เซกเมนต์ที่ยืนหนึ่งกลับไม่ใช่ลักชัวรี แต่คือคอนโดราคา 1-3 ล้าน แสนสิริ ประเมินว่า กลุ่ม Affordable คือฐานลูกค้าใหญ่สุดของตลาด เพราะ ผ่อนล้านละ 6,300-7,000 บาทต่อเดือน ใกล้เคียงค่าเช่าสมการจึงเปลี่ยนจาก “เช่าอยู่” เป็น “ซื้อถือครอง”โดยเฉพาะ First Jobber ที่เริ่มมีรายได้ประจำ

โดยมองว่าการผ่อนคือการสร้างสินทรัพย์ระยะยาว ในมุมนักลงทุน ตัวเลขก็ชวนคิดRental Yield เฉลี่ย 6-8% บางทำเลพุ่งถึง 10%เมื่อดอกเบี้ยเริ่มมีทิศทางขาลง สินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสดทันที จึงกลับมาอยู่ในเรดาร์อีกครั้ง     

ปักหมุด “บางหว้า-ชินเขต-รังสิต”

 1. บางหว้า  Interchange ฝั่งธนฯ ดีมานด์แน่น    บางหว้า คือ Gateway เชื่อมรถไฟฟ้าสายหลักเข้าเมืองสาทร-สีลมอัตราดูดซับในพื้นที่แตะ 82%โครงการไฮไลต์คือ THE MUVE Bangwa คอนโด Ready-to-move-in ใกล้ MRT/BTS บางหว้า และใกล้ ม.สยามจุดขายคือดีไซน์จับกลุ่ม Gen ใหม่ พร้อม Co-working Space และระบบความปลอดภัย LIV-24

  • ยอดขาย 90% ของชั้นที่เปิดขาย
  •  Yield ราว 6% จากฐานนักศึกษา-คนทำงาน
  •  ราคาเริ่ม 1.59 ล้านบาท

บางหว้า จึงไม่ใช่แค่ทำเลเดินทางสะดวกแต่คือทำเล “ปล่อยเช่าง่าย”

 2. ชินเขต (งามวงศ์วาน)

แคมปัสคอนโดที่แทบไม่มีคู่แข่ง ชินเขต คือ Rare Item ของตลาดเพราะแทบไม่มีคอนโดใหม่เปิดขายในรอบหลายปีอัตราการขายในพื้นที่สูงถึง 97%รายล้อมด้วย North Park, เบทาโกร และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กว่า 17,000 คน

ไฮไลต์คือ VAY Chinnakhetคอนโดแต่งครบพร้อมอยู่ เชื่อมวิภาวดี-ประชาชื่น-แจ้งวัฒนะใกล้รถไฟฟ้า 3 สาย พร้อมที่จอดรถอัตโนมัติ และ EV Charger

  •  Yield ประมาณ 6%
  •  เปิดจองครั้งแรก 7-8 มีนาคม 2569
  •  ราคาเริ่ม 1.59 ล้านบาท

นี่คือทำเลที่ดีมานด์ “พร้อมรอของ”


 3. รังสิต-ม.กรุงเทพ Gold Mine ของนักลงทุน

ถ้าถามหาทำเล Yield สูงต้นๆ ของประเทศ รังสิต-ม.กรุงเทพ คือคำตอบ ฐานนักศึกษาเกือบ 50,000 คน ดีมานด์เช่าต่อเนื่องทั้งปีโครงการใหม่คือ dcondo vivid ต่อยอดความสำเร็จจาก dcondo รุ่นก่อนที่ Sold Out และผู้เช่าเต็มกว่า 390 ห้อง

จุดเด่น

  •  สระว่ายน้ำยาว 40 เมตร
  •  Outdoor Co-working
  •  Layout ออกแบบเพื่อปล่อยเช่าโดยเฉพาะ
  •  Yield สูงสุดถึง 10%
  •  ราคาเริ่ม 1.79 ล้านบาท
  •  ค่าเช่าเฉลี่ย 9,000-12,000 บาท/เดือน

สำหรับนักลงทุน นี่คือทำเลที่ “ตัวเลขทำงานแทนเรา”คอนโดล้านต้นๆ ยังเป็นสนามที่ใครก็ต้องจับตา

ภาพใหญ่ของตลาดวันนี้ชัดเจนว่า “Affordable ไม่ได้แปลว่ากำไรน้อย”เมื่อทำเลใกล้แหล่งงาน-สถานศึกษาเมื่อค่าผ่อนใกล้ค่าเช่า และเมื่อ Yield ยังแข่งขันได้ เกมจึงไม่ใช่แค่ขายเพื่ออยู่ แต่คือการสร้างกระแสเงินสดในพอร์ตระยะยาวในวันที่อสังหาฯ หลายเซกเมนต์ชะลอตัวคอนโดล้านต้นๆ อาจกำลังเป็น “ของจริง” ของรอบนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เศรษฐกิจผันผวน พันธมิตรแข็งแกร่งคือหัวใจ SC จับมือทุนยักษ์ญี่ปุ่นขยายลงทุนสู่ธุรกิจโรงแรม

  • SC Asset โดยบริษัทในเครือ SCX Corporation ร่วมทุนกับ Tokyo Tatemono Thailand เพื่อขยายการลงทุนสู่ธุรกิจโรงแรม
  • ร่วมกันพัฒนาโครงการโรงแรม “โวโค กรุงเทพฯ สยาม” มูลค่า 2,200 ล้านบาท บนทำเลศักยภาพตรงข้ามสยามดิสคัฟเวอรี่
  • การจับมือครั้งนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญเพื่อสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งและกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน

ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน วิสัยทัศน์ ของบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พันธมิตรที่แข็งแกร่งคือหัวใจสำคัญ พร้อมผนึกกำลังกระจายความเสี่ยงต่อยอดธุรกิจใหม่ที่หลากหลาย

SCX Corporation ในเครือ SC Asset เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับ Tokyo Tatemono Thailand พันธมิตรอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ร่วมลงทุนพัฒนาโครงการโรงแรม “โวโค กรุงเทพฯ สยาม” มูลค่าโครงการ 2,200 ล้านบาท บนทำเลศักยภาพตรงข้ามศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ ตอกย้ำความเชื่อมั่นนักลงทุนระดับสากลหลังร่วมทุนด้านคลังสินค้ากันก่อนหน้านี้แล้ว 2 โครงการ

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า SCX Corporation บริษัทในเครือที่ดูแลธุรกิจรายได้ประจำ (Recurring Income) ได้ร่วมทุนกับ Tokyo Tatemono Thailand ในเครือ Tokyo Tatemono Co., Ltd. ขยายการลงทุนสู่ธุรกิจโรงแรม ผ่านโครงการ voco Bangkok Siam มูลค่า 2,200 ล้านบาท ตั้งอยู่ตรงข้าม Siam Discovery นับเป็นโรงแรม voco แห่งที่ 4 ในประเทศไทย ภายใต้เครือ IHG Hotels & Resorts

“ในภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน การมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จอย่างยั่งยืน โดย Tokyo Tatemono เป็นพันธมิตรระดับสากลที่ให้ความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และศักยภาพของ SC มาอย่างต่อเนื่อง การร่วมทุนครั้งนี้เป็นการต่อยอดความร่วมมือจากธุรกิจที่อยู่อาศัยและคลังสินค้าเพื่อเช่า สู่กลุ่ม Hospitality พร้อมเชื่อมั่นร่วมกันว่าโครงการจะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับการร่วมทุนที่ผ่านมา” ณัฐพงศ์ กล่าว

โรงแรม voco Bangkok Siam สูง 29 ชั้น เป็นโรงแรมในกลุ่ม Upscale Lifestyle ภายใต้แบรนด์ voco ของเครือ IHG Hotels & Resorts ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวก ความเป็นตัวเอง และพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เกิดแรงบันดาลใจ ประกอบด้วยห้องพักจำนวน 350 ห้อง พร้อมห้องอาหาร บาร์ ฟิตเนส สระว่ายน้ำบนดาดฟ้าที่สามารถมองเห็นวิวเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ รวมถึงห้องประชุมสำหรับนักธุรกิจ และสามารถเดินทางไปยังสยามพารากอน สยามสแควร์ เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ รวมถึงสถานีรถไฟฟ้า BTS สยาม ได้อย่างสะดวกสบาย โดยมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2572

ด้าน นายฟุมิโอะ ทะจิมะ ผู้บริหารระดับสูง บริษัท โตเกียว ทาเทโมโนะ จำกัด หรือ Tokyo Tatemono กล่าวว่า Tokyo Tatemono ให้ความสำคัญกับการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมองเห็นศักยภาพของตลาดในระยะยาว ทั้งในด้านการท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาเมือง โดยเฉพาะการร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเข้าใจตลาดและมีแนวคิดการพัฒนาโครงการที่สอดคล้องกัน

“การร่วมลงทุนกับ SCX Corporation ในโครงการ voco Bangkok Siam เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร ทั้งด้านความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค การพัฒนาโครงการที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ และวิสัยทัศน์ระยะยาวในการสร้างคุณค่าให้เมืองและผู้ใช้งาน เราเชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาโรงแรมในกลุ่ม Upscale Lifestyle และสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อ SCX Corporation และตลาด Hospitality ของไทย” นายฟุมิโอะ กล่าว

ก่อนหน้านี้ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC Asset บริษัทแม่ของ SCX Corporation เพิ่งประกาศร่วมทุนกับ Tokyo Tatemono Thailand เพิ่มเติมในธุรกิจคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวใหม่ในปีนี้ 2 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 20,000 ล้านบาท

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 4 มี.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ กังวลสงครามบานปลาย

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 4 มี.ค. อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 31.64 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักมาจากความกังวลต่อสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่อาจบานปลายและยืดเยื้อ
  • ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนกังวลเรื่องเงินเฟ้อและลดความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ซึ่งหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
  • กรอบค่าเงินบาทวันนี้คาดว่าจะเคลื่อนไหวในระดับ 31.50-31.85 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.64 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันที่ 2 มีนาคม ณ ระดับ 31.45 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้  คาดว่าอยู่ที่ระดับ 31.50-31.85 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุทุกโซนแนวต้าน และมีจังหวะเข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะพลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ยังคงแกว่งตัวเหนือโซนแนวต้านก่อนหน้า ที่กลายมาเป็นโซนแนวรับ อย่างโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.25-31.95 บาทต่อดอลลาร์) 

ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น จนลุกลาม บานปลายเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค และเสี่ยงที่จะยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกที่อาจปรับตัวสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงได้นาน ทำให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า ราคาพลังงานโลกที่อยู่ในระดับสูง 

กอปรกับ การขนส่งและการเดินเรือที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบดังกล่าว จะหนุนให้เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นและกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางได้ ดังจะเห็นได้จากการที่ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า FED มีโอกาสราว 80% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้

จากก่อนหน้า ที่ตลาดเคยมองว่า FED มีโอกาสราว 40% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง โดยภาพดังกล่าวได้หนุนให้ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ขณะเดียวกันได้ กดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงแรง โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันก่อนหน้า อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังบรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอจังหวะทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง สอดคล้องกับการรีบาวด์ขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และช่วยกดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลงบ้าง ขณะเดียวกัน ราคาทองคำสามารถรีบาวด์สูงขึ้นและทรงตัวเหนือโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เรายอมรับว่า แม้เราจะได้ประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) เสี่ยงอ่อนค่าลง ทว่าการอ่อนค่าของเงินบาทนั้นรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้พอสมควร ดังจะเห็นได้จากการที่เงินบาทสามารถอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้านและเกือบทดสอบโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงคืนที่ผ่านมา ทำให้ เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงบ้าง

ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจชะลอลง เนื่องจากบรรดาผู้ส่งออกต่างรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์ (จึงไม่แปลกที่เงินบาทจะผันผวนอ่อนค่าหนัก ในช่วงวันหยุดของตลาดการเงินไทยในวันก่อน) ทว่า แรงกดดันต่อเงินบาทด้านอ่อนค่ายังคงมีอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในช่วงระยะสั้น ตราบใดที่ สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ ส่งผลให้ ราคาพลังงานโลกเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นและทรงตัวที่ระดับสูงได้นาน ทำให้ผู้เล่นในตลาดจะยิ่งกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะ FED ซึ่งหากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงทยอยออกมาดีกว่าคาด จะยิ่งทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม หนุนการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทำให้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อและอาจทดสอบโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง 

โดยหากประเมินจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในสัปดาห์นี้ เราพบว่า จากข้อมูลสถิติการเคลื่อนไหวของเงินบาทในอดีตที่ผ่านมา เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ขณะที่ เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ (หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED)

แต่เราขอเน้นย้ำว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจผันผวนและผิดไปจากสถิติในอดีตได้ ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนนั้น จำเป็นต้องอาศัย การใช้เครื่องมือที่หลากหลายและใช้ประโยชน์จากความผันผวน อย่าง Options 

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED หากเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวสูงขึ้น ในกรณีที่ สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้อกว่าคาด อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่างรอจังหวะทยอยเข้าซื้อ หุ้นที่ปรับตัวลงแรงในช่วงนี้ โดยเฉพาะกลุ่มเทคฯ หนุนให้โดยรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ สามารถรีบาวด์ขึ้นบ้าง และโดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.94% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -1.02%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ดิ่งลงกว่า -3.08% ท่ามกลางความกังวลผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด จนอาจทำให้เศรษฐกิจยุโรปเผชิญแรงกดดันจากทั้งราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางที่อาจคงดอกเบี้ยได้นานกว่าคาดหรือเริ่มมีความเสี่ยงของการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี หุ้นยุโรปบางส่วนที่รายงานผลประกอบการออกมาสดใสและดีกว่าคาดยังพอสามารถปรับตัวสูงขึ้น สวนภาพการปรับตัวลงรุนแรงของตลาดหุ้นยุโรปได้บ้าง 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นทดสอบโซน 4.10% ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ที่ผู้เล่นในตลาดได้มอง FED มีโอกาสราว 50% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ก่อนที่ผู้เล่นในตลาดจะปรับมุมมองใหม่ และประเมิน FED มีโอกาสลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ราว 80% ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงบ้าง สู่ระดับ 4.05% นอกจากนี้ ความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ในระยะสั้น ยังพอช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทั้งนี้ เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่จะรับรู้ในช่วงวันศุกร์ และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ โซน 1.90% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์มีจังหวะย่อตัวลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED บ้าง (จาก 50% เป็น 80% ในการลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ปีนี้) อีกทั้ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้พอรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง จำกัดการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.1-99.7 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่า จังหวะการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ปรับตัวลงรุนแรง ก่อนที่จะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง ตามแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด หนุนให้ ราคาทองคำยังคงสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการของสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ (ISM Services PMI) และรายงานข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในเดือนกุมภาพันธ์ เช่นกัน พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานยอดสต็อกน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ โดย EIA ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันเพิ่มเติมได้ นอกเหนือจากปัจจัยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางช่วงนี้ 

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ท่ามกลางความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจเร่งสูงขึ้น หากราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อและอยู่ในระดับสูงได้นาน จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น   

ส่วนในฝั่งเอเชีย บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของจีน ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่จะเป็นรายงานจากฝั่งของทางการจีนและจากทาง RatingDog ซึ่งจะเน้นรายงานข้อมูลจากบรรดาภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดสามารถประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนได้

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ฤดูกาล 2025-26 ประจำวันที่ 4 มี.ค. 69

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26 กลับมาแข่งขันกันในสัปดาห์ที่ 29 ภาพรวมของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ระหว่างวันอังคารที่ 3 – วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2569

โดยหลังจากแข่งขันกันไป 4 คู่ในสัปดาห์นี้ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล เป็นจ่าฝูงด้วยการมี 64 คะแนน นำ “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ อันดับ 2 อยู่ 5 คะแนน แต่แข่งมากกว่าอยู่ 1 เกม

ด้าน “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล แพ้เป็นเกมที่ 9 ของฤดูกาล มี 48 คะแนน รั้งอันดับ 5 ของตารางตามเดิม และทำให้การลุ้นแย่งท็อปโฟร์ในช่วงที่เหลือดุเดือดขึ้นกว่าเดิม

สรุปตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษล่าสุด

อันดับที่ 1 : อาร์เซนอล ชนะ 19 เสมอ 7 แพ้ 3 นัด 64 คะแนน ประตูได้ +36
อันดับที่ 2 : แมนฯ ซิตี้ ชนะ 18 เสมอ 5 แพ้ 5 นัด 59 คะแนน ประตูได้ +32
อันดับที่ 3 : แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 14 เสมอ 9 แพ้ 5 นัด 51 คะแนน ประตูได้ +12
อันดับที่ 4 : แอสตัน วิลลา ชนะ 15 เสมอ 6 แพ้ 7 นัด 51 คะแนน ประตูได้ +8
อันดับที่ 5 : ลิเวอร์พูล ชนะ 14 เสมอ 6 แพ้ 9 นัด 48 คะแนน ประตูได้ +9
อันดับที่ 6 : เชลซี ชนะ 12 เสมอ 9 แพ้ 7 นัด 45 คะแนน ประตูได้ +16
อันดับที่ 7 : เบรนท์ฟอร์ด ชนะ 13 เสมอ 5 แพ้ 11 นัด 44 คะแนน ประตูได้ +4
อันดับที่ 8 : เอฟเวอร์ตัน ชนะ 12 เสมอ 7 แพ้ 10 นัด 43 คะแนน ประตูได้ +1
อันดับที่ 9 : บอร์นมัธ ชนะ 9 เสมอ 13 แพ้ 7 นัด 40 คะแนน ประตูได้ -2
อันดับที่ 10 : ฟูแลม ชนะ 12 เสมอ 4 แพ้ 12 นัด 40 คะแนน ประตูได้ -2

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


แพทย์เผย “ท่านอน” ที่ดีที่สุดต่อกระดูกสันหลัง ป้องกันปวดหลัง-คอแข็ง ให้ทุกเช้าไม่ทรมาน!

นอนอย่างไรไม่ให้ปวดหลัง? เคล็ดลับจากศัลยแพทย์ประสาท เพื่อสุขภาพกระดูกสันหลังที่ดี

อาการตื่นมาแล้วปวดคอ หลังแข็ง หรือลุกไม่ขึ้น เป็นปัญหาที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ตามวัย แต่ความจริงแล้ว ดร. เบ็ตซี่ กรันช์ (Dr. Betsy Grunch) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Lady Spine Doc” ศัลยแพทย์ระบบประสาทระดับโลก ยืนยันว่าเราสามารถควบคุมและป้องกันอาการเหล่านี้ได้ เพียงแค่รู้จัก “ท่านอน” ที่ถูกต้อง

เนื่องจากเราใช้เวลาถึง 1 ใน 3 ของชีวิตอยู่บนเตียง การนอนในท่าที่ซัพพอร์ตสรีระจึงไม่ใช่แค่เรื่องความสบาย แต่คือการปกป้องโครงสร้างร่างกายในระยะยาว

เคล็ดลับจัดท่านอนฉบับศัลยแพทย์: บอกลาอาการปวดหลัง

1. คนชอบนอนหงาย

สำหรับคนชอบนอนหงาย ให้หาหมอนรองไว้ใต้ข้อพับเข่า เพื่อให้เข่างอเล็กน้อย วิธีนี้จะช่วยรักษาความโค้งของหลังส่วนล่างและลดแรงกดทับได้ดี

2. คนชอบนอนตะแคง

สำหรับคนชอบนอนตะแคง ให้หนีบหมอนไว้ระหว่างเข่าทั้งสองข้าง เพื่อช่วยประคองระดับสะโพกและหลังให้สมดุล ส่วนลักษณะขาจะเหยียดตรงหรือสวมกอดหมอนข้างท่าไหนก็ได้ตามสะดวก

ดร. กรันช์ ให้คำแนะนำที่ชัดเจนว่า “ควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ” อย่างเด็ดขาด เพราะเป็นท่าที่ขัดต่อสรีระธรรมชาติและสร้างแรงกดทับต่อกระดูกสันหลังมากที่สุด

3 สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง (เพื่อสุขภาพหลังระยะยาว)

จากคำแนะนำของ Dr. Grunch เราสามารถสรุปข้อควรระวังหลักๆ ได้ดังนี้:

  1. เลิกนอนคว่ำ: นี่คือท่านอนที่ศัลยแพทย์แนะนำให้เลี่ยงที่สุด เพราะทำให้กระดูกสันหลังผิดรูปและสร้างแรงกดทับที่คอและหลัง
  2. ละเลยการหนุนเข่า: การนอนหงายหรือตะแคงโดยไม่มีหมอนประคองเข่า อาจทำให้กระดูกสันหลังส่วนล่างแอ่นหรือบิดเบี้ยวจนเกิดอาการปวดเมื่อย
  3. ใช้หมอนที่ไม่ซัพพอร์ตต้นคอ: หากหมอนไม่สามารถรักษาแนวระนาบของคอให้ขนานกับลำตัวได้ จะนำไปสู่ปัญหาปวดคอบ่าไหล่เรื้อรัง

“ไม่สำคัญว่าขาของคุณจะเหยียดตรงหรือจะงอท่าไหน ตราบใดที่คุณรู้สึกสบายและมีอุปกรณ์ช่วยซัพพอร์ตให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวที่ถูกต้อง” การปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยด้วยหมอนเพียงใบเดียว อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คุณตื่นมาพร้อมความสดชื่นและสุขภาพหลังที่ยืนยาวครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ขอโทษภาษาอังกฤษ ให้ดูจริงใจ! รวมประโยคเด็ดตั้งแต่ระดับทั่วไปจนถึงทางการ

เวลาทำผิดพลาด ไม่ว่าจะเดินชนคน เดินทางมาสาย หรือส่งอีเมลผิด ประโยคแรกที่คนไทยมักนึกถึงคือ “I’m sorry” ใช่ไหมครับ? แน่นอนว่าคำนี้แปลว่าขอโทษและใช้ได้จริง แต่รู้หรือไม่ครับว่าในโลกของการสื่อสารภาษาอังกฤษ การใช้แค่ “Sorry” สั้นๆ ในบางสถานการณ์ (เช่น การทำงานที่ผิดพลาดร้ายแรง) อาจฟังดูเบาเกินไปและดูไม่เป็นมืออาชีพเท่าที่ควร

การ ขอโทษภาษาอังกฤษ ถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการรักษาความสัมพันธ์ (Relationship Management) วันนี้ Engduo Thailand จะพาคุณมาก้าวข้ามความจำเจ ขยายคลังคำศัพท์ให้กว้างขึ้น พร้อมเจาะลึกการเลือกใช้คำขอโทษให้เหมาะกับสถานการณ์ เพื่อให้คุณสื่อสารได้อย่างมั่นใจและดูเป็นมืออาชีพสุดๆ ครับ

3 ระดับของการ ขอโทษภาษาอังกฤษ (Levels of Apology)

เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้ เรามาแบ่งประโยคขอโทษออกเป็น 3 ระดับ ตามระดับความรุนแรงของความผิดและความสนิทสนมกันครับ

1. ระดับทั่วไป / เรื่องเล็กน้อย (Casual / Minor Mistakes)

ใช้กับเพื่อนสนิท คนรู้จัก หรือความผิดเล็กๆ น้อยๆ เช่น เดินชน เหยียบเท้า หรือพิมพ์แชทผิด

  • Sorry! / So sorry!: ขอโทษทีนะ (สั้นๆ ง่ายๆ)
  • My bad!: ความผิดฉันเองแหละ (เป็นสแลงยอดฮิต ใช้กับเพื่อนสนิทเท่านั้น)
  • Oops, sorry about that: อุ๊ย ขอโทษทีนะ (ใช้เวลาทำของตก หรือเดินชน)
  • I messed up: ฉันทำพังเองแหละ / ฉันทำพลาดเอง (ยอมรับผิดแบบแมนๆ)

2. ระดับกึ่งทางการ / คนทำงาน (Standard / Business English)

ใช้ในที่ทำงาน คุยกับเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย หรือความผิดที่ส่งผลกระทบต่อคนอื่นระดับปานกลาง

  • I am so sorry for…: ฉันต้องขอโทษจริงๆ สำหรับ… (ตามด้วย Noun หรือ V.ing)
    • Ex: I am so sorry for being late.
  • I apologize for…: ฉันขออภัยสำหรับ… (ดูทางการและเป็นผู้ใหญ่กว่า sorry)
    • Ex: I apologize for the delay.
  • My apologies: ขออภัยด้วยครับ/ค่ะ (มักใช้เวลาตอบอีเมลสั้นๆ)
  • That was my fault: นั่นเป็นความผิดของฉันเอง (แสดงความรับผิดชอบอย่างชัดเจน)

3. ระดับทางการมาก / เรื่องซีเรียส (Formal / Deep Regret)

ใช้กับลูกค้าองค์กร ความผิดพลาดระดับบริษัท หรือเรื่องที่กระทบจิตใจอย่างรุนแรง

  • Please accept my sincere apologies: โปรดรับคำขอโทษอย่างจริงใจจากฉัน (ดูแพงและเป็นทางการสุดๆ)
  • I deeply regret…: ฉันรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งกับ…
  • I cannot express how sorry I am: ฉันไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกผิดนี้อย่างไรดี (ซึ้งใจและรู้สึกผิดมาก)

ตาราง: แมตช์สถานการณ์กับวิธีขอโทษพร้อมเสนอทางออก (Apology & Solution Matrix)

การขอโทษที่ดีที่สุดคือ “การเสนอทางแก้ปัญหา” ครับ ตารางนี้จะช่วยให้คุณจับคู่ประโยคขอโทษกับประโยคเสนอทางออกได้อย่างมืออาชีพ

สถานการณ์ความผิด (The Mistake)ประโยคขอโทษภาษาอังกฤษ (The Apology)ประโยคเสนอทางแก้ปัญหา (The Solution / Follow-up)
มาประชุมสายI apologize for being late. (ขออภัยที่มาสายครับ)I got stuck in traffic. Let’s get started. (รถติดนิดหน่อยครับ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า)
ส่งไฟล์งานผิดMy apologies for sending the wrong file. (ขออภัยที่ส่งไฟล์ผิดครับ)Please find the correct version attached. (รบกวนดูไฟล์ที่ถูกต้องที่แนบมานี้นะครับ)
ลืมตอบอีเมลลูกค้าI am so sorry for the late reply. (ขออภัยอย่างยิ่งที่ตอบกลับล่าช้า)I will get this sorted out for you immediately. (ผมจะรีบจัดการเรื่องนี้ให้คุณทันทีครับ)
เหยียบเท้าเพื่อนร่วมงานOops! Sorry about that! (อุ๊ย ขอโทษทีครับ!)Are you okay? (คุณเป็นอะไรไหม?)
ทำของบริษัทเสียหายPlease accept my sincere apologies. (โปรดรับคำขอโทษอย่างจริงใจจากผมด้วยครับ)I will pay for the replacement. (ผมจะจ่ายค่าชดเชยให้ครับ)

กฎเหล็กที่ต้องรู้: Sorry กับ Excuse me ใช้ต่างกันอย่างไร?

คนไทยหลายคนยังสับสน 2 คำนี้ครับ จำหลักการง่ายๆ ดังนี้:

  • Excuse me (ขอโทษที่ขัดจังหวะ): ใช้ “ก่อน” ที่จะรบกวนใคร เช่น ขอทาง ขอถามคำถาม หรือเรียกพนักงานเสิร์ฟ
    • Ex: Excuse me, where is the restroom? (ขอโทษนะคะ ห้องน้ำไปทางไหน)
  • Sorry (ขอโทษที่ทำผิด): ใช้ “หลัง” จากที่ทำผิดไปแล้ว หรือแสดงความเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
    • Ex: I am sorry I broke your glass. (ฉันขอโทษที่ทำแก้วคุณแตก)

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


‘เทคโนโลยี’ กับภารกิจ ‘Net Zero’ เส้นทางระยะยาวสู่ ‘ความยั่งยืน’

  • เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมหลักได้ถึง 20% ภายในปี 2050 โดยเฉพาะในภาคพลังงาน การขนส่ง และการผลิต
  • เทคโนโลยีอย่าง IoT และเซ็นเซอร์มีบทบาทสำคัญในการเก็บข้อมูลการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแม่นยำและเป็นระบบ เพื่อใช้วัดค่า Carbon Footprint
  • Data Analytics และ AI ช่วยนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อมองเห็นแนวโน้มการใช้พลังงาน ระบุจุดที่ปล่อยคาร์บอนสูง และหาโอกาสในการปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพ
  • การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ประเด็น “ความยั่งยืน” และเป้าหมาย “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” ภายในองค์กรนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

การจัดการปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการดำเนินงาน หรือ Carbon Footprint  กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ประสิทธิภาพการทำงาน และความน่าเชื่อถือขององค์กรในสายตาลูกค้าและนักลงทุน 

รายงานจาก World Economic Forum (WEF) ระบุว่า การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมหลักได้สูงสุดประมาณ 20% ภายในปี 2050

โดยเฉพาะในสามอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนในระดับสูง ได้แก่ ภาคพลังงาน การขนส่ง และการผลิตวัสดุอุตสาหกรรม

เส้นทางสู่กลยุทธ์ ‘ESG’

โอเพน เทค (OPEN-TEC) ศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ ทีซีซี เทคโนโลยี กรุ๊ป ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ทำความเข้าใจ และเรียนรู้แนวทางการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ Carbon Footprint อย่างมีประสิทธิภาพ

คาร์บอน ฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) คืออะไร Carbon Footprint คือปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่เกิดจากกิจกรรมขององค์กร ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยสามารถแบ่งตามมาตรฐาน GHG Protocol ออกเป็น 3 ขอบเขต ได้แก่

  • ขอบเขต 1: การปล่อยก๊าซโดยตรงจากกิจกรรมหรือทรัพย์สินขององค์กร
  • ขอบเขต 2: การปล่อยก๊าซทางอ้อมจากพลังงานที่ซื้อมาใช้
  • ขอบเขต 3: การปล่อยก๊าซทางอ้อมจากกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งนี้ การวัด Carbon Footprint อย่างเป็นระบบช่วยให้องค์กรเข้าใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างรอบด้าน สามารถกำหนดเป้าหมายและแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีหลักเกณฑ์

ตลอดจนรองรับการรายงานด้าน ESG และการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีกับ ‘Carbon Footprint’

การวัด Carbon Footprint อย่างแม่นยำ จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง ครอบคลุม และต่อเนื่อง เทคโนโลยีดิจิทัลจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้องค์กรสามารถเก็บ รวบรวม และบริหารจัดการข้อมูลด้านพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ

โดย IoT และเซ็นเซอร์นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเก็บข้อมูล โดยช่วยติดตามการใช้พลังงาน การทำงานของเครื่องจักร หรือการปล่อยก๊าซจากกระบวนการต่าง ๆ แบบอัตโนมัติและเรียลไทม์ ช่วยให้องค์กรเห็นภาพการใช้พลังงานที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลา และในขั้นตอนถัดไป

ข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์เหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังคลาวด์และดาต้าแพลตฟอร์มซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลจากหลายแหล่งไว้ในระบบเดียว ช่วยเพิ่มความสะดวกในการบริหารจัดการข้อมูล รองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว และเอื้อต่อการเชื่อมต่อกับระบบ Carbon Accounting และการรายงานตามมาตรฐานสากล

ขณะเดียวกัน Data Analytics และ AI มีบทบาทในการนำข้อมูลจำนวนมากมาวิเคราะห์ เพื่อช่วยให้องค์กรมองเห็นแนวโน้มการใช้พลังงาน ระบุจุดที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง หรือค้นหาโอกาสในการปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม

การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้จำเป็นต้องได้รับการออกแบบและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านประสิทธิภาพและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม

ผสานไอที คลาวด์ ดาต้าแพลตฟอร์ม

สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ การมีพันธมิตรด้านเทคโนโลยีที่สามารถบูรณาการ “ระบบไอที, คลาวด์ และ ดาต้าแพลตฟอร์ม” เข้ากับการบริหารจัดการคาร์บอน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริง โดยผู้ให้บริการด้าน

เทคโนโลยีกับการลด Carbon Footprint เมื่อองค์กรมีข้อมูลด้าน Carbon Footprint ที่ชัดเจนและเชื่อถือได้แล้ว เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถนำมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะในสามอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูง ได้แก่ ภาคพลังงาน ภาคการขนส่ง และภาคการผลิตวัสดุอุตสาหกรรม

เป็นไปได้ด้วย ‘เทคโนโลยี’

สำหรับ ภาคพลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการผลิตและการใช้พลังงาน ระบบ Energy Management System ที่ใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์และการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ ช่วยปรับการทำงานของระบบพลังงานให้เหมาะสม ลดการสูญเสีย และสนับสนุนการผสานพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบได้อย่างเป็นระบบ

ขณะที่ ภาคการขนส่ง เทคโนโลยีช่วยสนับสนุนการวางแผนและบริหารจัดการเส้นทางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การวิเคราะห์ข้อมูลช่วยลดระยะทางที่ไม่จำเป็น และเอื้อต่อการใช้รูปแบบการขนส่งที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนลดลง รวมถึง ภาคการผลิตวัสดุอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก ซีเมนต์ หรือเคมีภัณฑ์

เทคโนโลยีอย่าง Data Analytics และ AI ช่วยวิเคราะห์กระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานสูง เพื่อระบุจุดที่สามารถปรับปรุง ลดการใช้พลังงาน และลดของเสีย เทคโนโลยีเหล่านี้ยังช่วยสนับสนุนการพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสอดคล้องกับเป้าหมายการลดคาร์บอนในระยะยาว

จากที่กล่าวไปข้างต้น เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญตลอดกระบวนการบริหารจัดการ Carbon Footprint ตั้งแต่การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการนำข้อมูลมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ขณะที่การประยุกต์ใช้ IoT, คลาวด์, Data Analytics และ AI ช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นภาพการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนอย่างชัดเจน ตัดสินใจได้บนพื้นฐานของข้อมูลจริง และปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการบริหารจัดการเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน ESG และ Net Zero ได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


6 อาหารเสริมจากธรรมชาติ ตัวช่วยรีดไขมัน-ปั้นกล้าม พร้อมปรับสมดุลฮอร์โมน!

ปลุกความแมนให้พุ่งพล่าน! 6 อาหารธรรมชาติ เคล็ดลับเพิ่มเทสโทสเตอโรนให้เต็มแม็กซ์

การมีรูปร่างที่คมชัดและกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการยกเวทเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือ “เทสโทสเตอโรน” (Testosterone) หรือฮอร์โมนเพศชายที่เป็นกุญแจหลักในการเผาผลาญไขมันและสร้างมวลกล้ามเนื้อ หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยจากธรรมชาติที่ไม่ต้องพึ่งพาสารสังเคราะห์ นี่คือ 6 สุดยอดผักและถั่วที่จะเปลี่ยนร่างกายคุณให้กลายเป็นเครื่องจักรเผาผลาญพลังงาน

1. บล็อกเอสโตรเจนด้วย “ผักตระกูลกะหล่ำ”

อยากลดไขมันหน้าท้องต้องรู้จัก บรอกโคลี และกะหล่ำดอก ผักกลุ่มนี้มีสาร Indole-3-carbinol ที่ช่วยกำจัดเอสโตรเจนส่วนเกิน (ฮอร์โมนเพศหญิง) ออกจากร่างกาย เมื่อเอสโตรเจนต่ำลง เทสโทสเตอโรนจะทำงานได้เต็มที่ ทำให้การรีดไขมันทำได้ง่ายขึ้น และกล้ามเนื้อดูคมชัด (Lean) มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

2. “ผักใบเขียวเข้ม” เชื้อเพลิงชั้นดีของกล้ามเนื้อ

ผักโขมและเคล คือแหล่งของแมกนีเซียมปริมาณมหาศาล แร่ธาตุชนิดนี้เปรียบเสมือนสวิตช์เปิดการทำงานของฮอร์โมนเพศชาย ทั้งในขณะที่คุณพักผ่อนและตอนซ้อมหนัก ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ส่งสารอาหารไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ไว และเพิ่มความอึดในการออกกำลังกาย

3. “ถั่วและเมล็ดพืช” แหล่งสังกะสีปั้นหุ่น

เมล็ดฟักทองและวอลนัท อุดมไปด้วยสังกะสี (Zinc) ซึ่งเป็นแร่ธาตุหลักในการสร้างสเปิร์มและฮอร์โมนเพศชาย นอกจากนี้ไขมันดีในถั่วยังเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตฮอร์โมน ช่วยให้ระดับพลังงานคงที่ ไม่เพลียง่ายระหว่างวัน

4. “หอมและกระเทียม” สูตรลับเร่งการหลั่งฮอร์โมน

สาร Allicin และ Quercetin ในสมุนไพรใกล้ตัว ช่วยกระตุ้นการผลิตเทสโทสเตอโรนโดยตรง และที่สำคัญคือช่วยลด คอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนความเครียดที่เป็นตัวการทำลายกล้ามเนื้อ การกินกระเทียมสดจึงช่วยรักษามาดแมนและปกป้องมวลกล้ามเนื้อของคุณไว้ได้

5. “อะโวคาโด” ขุมพลังไขมันดี

อะโวคาโดจัดเป็น Superfood สำหรับผู้ชาย เพราะมีวิตามินบี 6 และกรดโฟลิกที่ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในอะโวคาโดช่วยให้ร่างกายรักษาระดับการผลิตฮอร์โมนให้เสถียร พร้อมบำรุงหัวใจให้แข็งแรง รองรับการออกกำลังกายที่หนักหน่วง

6. “บราซิลนัท” ราชาแห่งซีลีเนียม

ถ้าอยากเพิ่มสมรรถภาพแบบเร่งด่วน ถั่วบราซิล (Brazil Nuts) คือคำตอบ ด้วยแร่ธาตุซีลีเนียมที่สูงมาก ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพอสุจิและปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย เพียงทานวันละ 1-2 เม็ด ก็เพียงพอที่จะช่วยให้ร่างกายแข็งแกร่งและดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

การปรับสมดุลฮอร์โมนผ่านอาหารธรรมชาติเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะนอกจากจะได้หุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์มแล้ว ยังช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นและสมรรถภาพทางร่างกายพร้อมลุยในทุกสถานการณ์

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 4/3/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a77,300.0077,500.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,997.0075,754.5278,300.00
ทองรูปพรรณ 90%4,497.3068,179.07n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,997.6060,603.62n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,248.6534,089.53n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,748.9526,514.08n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%5,178.2478,502.12n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 4/3/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9530.5530.5531.8530.5530.5530.5530.5530.5530.55
แก๊สโซฮอล์ 9130.1830.1831.2830.1830.1830.1830.1830.1830.18
แก๊สโซฮอล์ E2028.3428.3429.4428.3428.3428.3428.3428.34
แก๊สโซฮอล์ E8526.2926.2926.29
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม40.0449.5449.8440.04
เบนซิน 9539.1449.5139.6439.2939.14
ดีเซล29.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม43.4445.6449.8445.6443.44
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า