สาระน่ารู้ประจำวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569

ดีลเดือด! ต่างชาติแห่ซื้อโรงแรมไทย ปี 69 จ่อทะลุ 1.2 หมื่นล้าน

คอลลิเออร์ส โรงแรมดีลเดือด! ต่างชาติแห่ซื้อโรงแรมไทย ปี 69 จ่อทะลุ 1.2 หมื่นล้าน บนทำเลศักยภาพพุ่งเป้า กรุงเทพฯ-ภูเก็ต

แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 จะชะลอตัว แต่สัญญาณฟื้นตัวระยะยาวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย กลับปลุกความเชื่อมั่นนักลงทุน หนุนตลาด “ซื้อ-ขาย” โรงแรมไทย คึกคักอีกครั้ง เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ โดย “นักลงทุนไทย-ต่างชาติ” เร่งช้อนสินทรัพย์บนทำเลศักยภาพ เพื่อรีโนเวต อัปเกรด สร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว

ภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส (ประเทศไทย )จำกัด กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญ แม้เผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเยือนไทยเพียง 32.97 ล้านคน ลดลง 7.23% จากปีก่อนหน้า สร้างรายได้ 1.54 ล้านล้านบาท หดตัว 4.71%
 

ตลาดหลักยังคงกระจุกตัวใน 5 ชาติ ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ขณะที่รายได้สูงสุดมาจากนักท่องเที่ยวจีน รัสเซีย และอินเดีย สะท้อนกำลังซื้อที่ยังมีบทบาทต่อภาคโรงแรม ซึ่งในอีกด้าน “การท่องเที่ยวภายในประเทศ” ยังคงเป็น “แรงพยุง” สำคัญ นักท่องเที่ยวชาวไทยมีจำนวนกว่า 202.66 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.84% สร้างรายได้ 1.17 ล้านล้านบาท ขยายตัว 4.18%  โดยกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวชายทะเลยังคงครองสัดส่วนหลัก

อัตราเข้าพักลด แต่ราคาห้องเพิ่มขึ้น

แม้อัตราการเข้าพักเฉลี่ย (Occupancy Rate) ของโรงแรมทั่วประเทศในปีที่ผ่านมาจะลดลงมาอยู่ที่ราว 72% แต่ภาพที่น่าสนใจคือ โรงแรมจำนวนมากยังสามารถดันอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) และรายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อน “การปรับกลยุทธ์” ของผู้ประกอบการที่หันมาโฟกัสกลุ่มตลาดคุณภาพการบริหารรายได้และการยกระดับสินค้ามากกว่าการแข่งขันด้านปริมาณเพียงอย่างเดียว

ตลาดซื้อขายโรงแรมฟื้น นักลงทุนกลับมา

ข้อมูลการซื้อขายโรงแรมในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่ารวมกว่า 137,923 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ “เกือบ 14,000ล้านบาท” โดยช่วงพีค อยู่ในปี 2560-2561 มีมูลค่าซื้อขายเกินกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี  ตามการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 

สำหรับปี 2568 มีการซื้อขายโรงแรมราว 6 แห่ง รวม 1,574 ห้อง มูลค่ากว่า 10,145 ล้านบาท กระจุกตัวในเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี และสมุย  

ภัทรชัย ประเมินว่า ปี 2569 มูลค่าการซื้อขายโรงแรมไทยมีโอกาสแตะระดับ 12,000 ล้านบาทจากดีลที่อยู่ระหว่างการเจรจาและความต้องการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติ

 “กรุงเทพฯ-ภูเก็ต” ทำเลทองนำโด่ง

สำหรับทำเลยอดนิยมของนักลงทุนยังคงเป็น กรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย พัทยา กระบี่ และเชียงใหม่ ซึ่งมีดีมานด์ท่องเที่ยวต่อเนื่อง และเหมาะกับการนำโรงแรมมาปรับปรุง และเปิดบริการใหม่ในอนาคต 

“หลังโควิด-19 โรงแรมจำนวนไม่น้อยถูกนำออกขายจากแรงกดดันด้านต้นทุนและสภาพคล่อง กลายเป็นหน้าต่างแห่งโอกาส สำหรับนักลงทุนที่มีความพร้อมในการเข้าซื้อสินทรัพย์ในราคาที่เหมาะสม”

สูตรคัดเลือก “ROIต้องถึง” อายุอาคารไม่มาก

จากพฤติกรรมนักลงทุน พบว่า โรงแรมที่ได้รับความสนใจสูง มักมีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ ผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 6% ต่อปีอายุอาคารไม่เกิน 10-15 ปี เพื่อลดต้นทุนซ่อมบำรุง จำนวนห้องพักมากกว่า 150 ห้อง จะสร้างความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ โดยกลยุทธ์ Value-Add เป็นหัวใจการลงทุนยุคใหม่ 

“การลงทุนโรงแรมในปัจจุบัน ไม่ได้หยุดอยู่แค่การถือครองทรัพย์สิน แต่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านกลยุทธ์สำคัญ เช่น รีโนเวตและยกระดับมาตรฐานโรงแรม ปรับตำแหน่งตลาดจากระดับกลางสู่ Upper Midscale หรือ Upscale ดึงแบรนด์โรงแรมระดับสากลเข้าบริหาร ปรับโครงสร้างต้นทุนและโมเดลรายได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระยะยาว”

โรงแรมไทยยังเป็นสินทรัพย์น่าลงทุน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่า ปี 2569 ไทยจะต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 34 ล้านคน แม้เศรษฐกิจโลกยังผันผวน แต่ศักยภาพการฟื้นตัวของท่องเที่ยวไทยยังเป็นแรงหนุนสำคัญ 

ในภาพใหญ่ “ตลาดซื้อขายโรงแรมไทย” กำลังเปลี่ยนผ่านจากการลงทุนแบบดั้งเดิม สู่การลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่เน้น Value-Add และความยั่งยืนในระยะยาว ทำให้ “โรงแรมไทย” ยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ดาวเด่นที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


‘ปี 2025’ ธุรกิจทั่วโลกต่างเลือก ‘ฮ่องกง’ เป็นซูเปอร์สปริงบอร์ดขยายธุรกิจสู่ภูมิภาค

สำหรับธุรกิจไทยที่กำลังมองหาโอกาสการเติบโตในระดับภูมิภาค ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการแข่งขันทางธุรกิจในปัจจุบัน “ฮ่องกง” แสดงบทบาทที่ชัดเจนมากขึ้นในฐานะจุดหมายเชิงกลยุทธ์

ในปี 2025 บริษัทจากทั่วโลกรวมถึงจีนแผ่นดินใหญ่จำนวน 11,070 บริษัทจดทะเบียนธุรกิจใน ฮ่องกง ซึ่งเพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน ขณะที่จำนวนสตาร์ตอัปทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,221 ราย จากผลสำรวจ “2025 Annual Survey of Companies in Hong Kong with Parent Companies Located outside Hong Kong” และ “2025 Startup Survey” ซึ่งเผยแพร่โดยรัฐบาลฮ่องกงเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2026

ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่เพียงสถิติเชิงปริมาณ แต่ชี้ให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นจริง ทั้งจากนโยบายเชิงรุก การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการขยายธุรกิจข้ามพรมแดนในระดับภูมิภาคและระดับโลก

สำหรับผู้ประกอบการไทย แนวคิดเรื่องการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศไม่ได้อยู่แค่ว่าเป็นไปได้หรือไม่ แต่อยู่ในขั้นขยายไปที่ไหน โดยฮ่องกงถูกกล่าวถึงในฐานะจุดหมายสำคัญของการขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค

ฮ่องกง จุดแข็งที่ตอบโจทย์การขยายธุรกิจในทางปฏิบัติ

จุดเด่นของฮ่องกงอยู่ที่การผสานความชัดเจนด้านกฎระเบียบ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และความใกล้ชิดกับตลาดจีนแผ่นดินใหญ่โครงสร้างกฎหมายแบบ Common Law โครงสร้างธนาคารแบบเปิด (Open Banking) และ Regulatory Sandbox ช่วยให้สตาร์ตอัปสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างคล่องตัว พร้อมเปิดทางสู่การเชื่อมต่อกับนักลงทุน ธนาคาร และพันธมิตรสถาบันระดับนานาชาติ

ขณะเดียวกัน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่แข็งแกร่ง และโครงสร้างพื้นฐานในการทำธุรกิจข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ธุรกิจสามารถขยายตลาดระดับภูมิภาคไปพร้อมกับการทดสอบนวัตกรรมใหม่ๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

สิ่งที่ธุรกิจไทย “ต้องการจริง” เมื่อก้าวออกนอกประเทศ

เมื่อขยายสู่ตลาดต่างประเทศ นักธุรกิจไทย จำนวนไม่น้อยต้องเผชิญความท้าทาย เช่น การเข้าถึงเงินทุนระดับสากล การทำความเข้าใจกฎระเบียบที่แตกต่าง ความเร็วในการแข่งขัน ไปจนถึงการค้นหาพันธมิตรที่เหมาะสม

ฮ่องกงสามารถตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเป็นหนึ่งในตลาดทุนที่ใหญ่ที่สุดของโลก และยังครองอันดับ ตลาด IPO ใหญ่ที่สุดในโลกในปี 2025 ด้วยมูลค่าระดมทุนสูงถึง 158.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับแบรนด์ สินค้าไทยสตาร์ตอัป หรือภาคการผลิตที่มองหาเงินทุนระดับ Series A หรือเส้นทางสู่การเข้าตลาดหลักทรัพย์ ฮ่องกงจึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแหล่งเงินทุนที่มีศักยภาพสูงสุดของเอเชีย นอกเหนือจากจีนแผ่นดินใหญ่

ทางเลือกที่ “ชัดเจน” มากขึ้นสำหรับผู้ประกอบการไทย

ล่าสุดในเดือนมกราคม Invest Hong Kong(InvestHK) หน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลฮ่องกง ได้จัดงาน ASEAN Business Community Reception เพื่อเปิดโอกาสให้เครือข่ายธุรกิจอาเซียนในฮ่องกงได้สร้างความร่วมมือใหม่ เสริมความแข็งแกร่งของพันธมิตรเดิม และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจภายใต้ระบบนิเวศ ASEAN Hong Kong ที่กำลังเติบโตอย่างคึกคัก

จากสถิติจำนวนบริษัทต่างชาติจดทะเบียนใหม่สูงสุด นโยบายที่เอื้อต่อการลงทุนตลาดทุนที่มีความแข็งแรง รวมถึงระบบนิเวศฟินเทคและสตาร์ตอัปที่มีพลวัต ฮ่องกงกำลังตอกย้ำบทบาทของตนเองในฐานะ แพลตฟอร์มสำคัญสำหรับธุรกิจไทยในการขยายสู่เอเชียและระดับโลก

สำหรับธุรกิจไทยที่พร้อมก้าวสู่การเติบโต “ฮ่องกง” เป็นซูเปอร์สปริงบอร์ดในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ

ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสนับสนุนผู้ประกอบการจาก InvestHK คลิกได้ที่นี่ หรืออีเมล enq@InvestHK.gov.hk.

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 5 ก.พ.69 ‘อ่อนค่า‘ ดอลลาร์รับแรงหนุน

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 31.73 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากวันก่อนหน้า
  • ปัจจัยหลักมาจากการที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดสหรัฐฯ และการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น
  • การอ่อนค่าของเงินบาทถูกชะลอลงบ้างจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ
  • ธนาคารกรุงไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 31.60-31.85 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.73 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  31.65 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาท ในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.60-31.85 บาทต่อ ดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up ทดสอบโซนแนวต้านแถว 31.75-31.80 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 31.58-31.77 บาทต่อดอลลาร์) ตามจังหวะการทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ที่ได้อานิสงส์จากทั้งภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ รวมถึง การอ่อนค่าลงต่อเนื่องของ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มผลกระทบจากนโยบาย Sanaenomics หากพรรค LDP ของนายกฯ Sanae Takaichi สามารถครองเสียงข้างมากในสภาหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ 

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ ในเดือนมกราคม ที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 53.8 จุด (ระดับเกิน 50 จุด สะท้อนถึง ภาวะขยายตัวของภาคการบริการ) ดีกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อย แม้ว่าจะเผชิญแรงกดดันบ้าง จากรายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ที่เพิ่มขึ้นเพียง +2.2 หมื่นราย น้อยกว่าที่ตลาดคาด 

อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลัง ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถทยอยรีบาวด์สูงขึ้น แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์บ้าง หรืออาจเพิ่มสถานะ Long THB (มองเงินบาทแข็งค่าขึ้น) ในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ หลังเงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และอาจยังพอได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อผลลัพธ์ของการเลือกตั้งญี่ปุ่น ที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ หลังผลโพลและคาดการณ์ของบรรดานักวิเคราะห์ ต่างสะท้อนว่า พรรค LDP และพันธมิตร อาจคว้าเสียงข้างมากในสภา ทำให้นโยบาย Sanaenomics อาจดำเนินการต่อได้ไม่ยาก บรรดาผู้เล่นในตลาดจึงเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับ Sanae Trades (Short JPY และมอง บอนด์ยีลด์ระยะยาวของญี่ปุ่นเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น) อีกครั้ง อย่างไรก็ดี เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ หากผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลว่า โซน 160 เยนต่อดอลลาร์ ขึ้นไป อาจเป็นโซนที่จะเห็นการเข้าแทรกแซงค่าเงินจากทั้งทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ ทำให้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์จากประเด็นดังกล่าว อาจจำกัดเช่นกัน ทั้งนี้ เงินดอลลาร์อาจได้แรงหนุนเพิ่มเติม หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด

อย่างไรก็ดี แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า แต่ความไม่แน่นอนของความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน อาจพอช่วยหนุนราคาทองคำและช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทไว้แถวโซนแนวต้าน 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนที่เราคาดว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์เพิ่มเติม โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออก และที่สำคัญ บรรดาผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก เพื่อรอลุ้น ผลการเลือกตั้งของไทย นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา เรายังคงเห็น แรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ทั้งในส่วนของหุ้นและบอนด์ ซึ่งอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทไม่ให้เกินโซนแนวต้านดังกล่าวได้เช่นกัน ส่วนโซนแนวรับของเงินบาทยังคงอยู่แถวโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.30 บาทต่อดอลลาร์

เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (ที่กำลังเกิดขึ้น) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรดานักลงทุนในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าขายบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะกลุ่มที่จะเผชิญผลกระทบจากกระแสการใช้งาน AI อย่าง กลุ่ม Software นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างก็ขายบรรดาหุ้นเทคฯ กลุ่ม AI/Semiconductor เพิ่มเติม หลังผิดหวังกับรายงานผลประกอบการของ AMD -17.3% อนึ่ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน ท่ามกลาง ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงอยู่ หนุนการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.51% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.51%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.03% แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ทั้งหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML -4.2% และหุ้นเทคฯ กลุ่ม Software และกลุ่มบริการเชิงพาณิชย์ ไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มสื่อสาร และกลุ่มพลังงาน รวมถึงบรรดาหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และ Healthcare (ยกเว้น Novo Nordisk -17.2% ที่ถูกกดดันจากแนวโน้มผลประกอบการที่แย่กว่าคาด) 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหว Sideways แถวโซน 4.28% แม้ว่า รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ จะออกมาดีกว่าคาด อีกทั้งผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ ทว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เราประเมินว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงนี้ อาจมีลักษณะ Sideways ไร้ทิศทางที่ชัดเจน โดยเราคงมุมมองเดิมว่า ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจในการดำเนินกลยุทธ์ รอจังหวะเข้าซื้อ หรือ Buy on Dip หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นทะลุโซน 4.25% (เช่นเดียวกันกับฝั่งบอนด์ระยะยาวของไทยที่ควรทยอยเข้าซื้อ หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ปรับตัวสูงขึ้นเกิน 1.90%) ทว่าผู้เล่นในตลาดอาจไม่สามารถคาดหวังผลตอบแทนจากการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์อย่างมีนัยสำคัญได้ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่อาจกดดันบอนด์ยีลด์ระยะยาวเป็นระยะๆ ทั้งความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 และทิศทางนโยบายการเงินของ FED แต่สามารถถือครองบอนด์ระยะยาวเพื่อรับบอนด์ยีลด์ที่อยู่ในระดับสูง  

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง หนุนโดยการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) จากความกังวลต่อผลกระทบของนโยบาย Sanaenomics หากพรรค LDP และพันธมิตรคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ ที่ออกมาดีกว่าคาด ได้ช่วยหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 97.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.4-97.7 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการปรับตัวแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ กอปรกับแรงขายทำกำไรบ้างของผู้เล่นในตลาดได้ กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ย่อตัวลงบ้าง ทว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ กอปรกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงร้อนแรงอยู่ และแรงซื้อของผู้เล่นในตลาดในจังหวะราคาทองคำย่อตัว ได้หนุนให้ราคาทองคำสามารถรีบาวด์สูงขึ้นสู่โซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง

ในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ทั้ง BOE และ ECB จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.75% และ 2.00% ตามลำดับ ทว่า BOE อาจส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ หากตลาดแรงงานอังกฤษและอัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลงเพิ่มเติม 

ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงาน อาทิ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOTLS Job Openings) ที่ถูกเลื่อนประกาศจากผลกระทบของภาวะ Government Shutdown ที่ผ่านมา และ ยอดการประกาศเลิกจ้างงาน (Challenger Job Cuts) โดยรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ดังกล่าว กอปรกับถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (ที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง) ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland และแนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


อันดับโลกล่าสุด “นักแบดมินตันหญิงไทย” หลังจบ ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2026

การแข่งขัน แบดมินตันรายการใหญ่ระดับนานาชาติ ปริ๊นเซส สิริวัณณวรี ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2026 รายการระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 300 ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ปิดฉากลงเรียบร้อย

ล่าสุดจากการประกาศอันดับคะแนนล่าสุดของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประเภทหญิงเดี่ยว สัปดาห์ที่ 6 ของปี 2026 เมื่อวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ปรากฏว่า “เมย์” รัชนก อินทนนท์ และ พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ สองนักตบลูกขนไก่สาวชาวไทย ยังคงมีอันดับอยู่ในท็อปเทนโลก ด้วยการรั้งอ้นดับ 7 และ 8 ตามลำดับ

ขณะที่ ศุภนิดา เกตุทอง ที่ลงแข่งขันในรายการ ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส และยุติเส้นทางในรอบก่อนรองชนะเลิศ ขยับอันดับขึ้นมาอยู่ที่ 15 ส่วน “น้องพิ้งค์” พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ ดาวรุ่งวัย 19 ปี รั้งอันดับ 31 โลก

อันดับโลกของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประเภทหญิงเดี่ยว

1. อัน เซ ยอง (เกาหลีใต้) 117,270 คะแนน
2. หวาง จื้ออี้ (จีน) 103,362 คะแนน
3. เฉิน ยู่เฟย (จีน) 94,635 คะแนน
4. อากาเนะ ยามากูชิ (ญี่ปุ่น) 93,064 คะแนน
5. ฮั่น หยู (จีน) 88,250 คะแนน
6. ปุตรี กุสุมา วาร์ดานี (อินโดนีเซีย) 73,590 คะแนน
7. รัชนก อินทนนท์ (ไทย) 69,964 คะแนน
8. พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ (ไทย) 67,258 คะแนน
9. โทโมกะ มิยาซากิ (ญี่ปุ่น) 63,164 คะแนน
10. เกา ฟาง เจีย (จีน) 56,550 คะแนน
15. ศุภนิดา เกตุทอง (ไทย) 52,677 คะแนน
16. บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์ (ไทย) 52,610 คะแนน
31. พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ (ไทย) 41,920 คะแนน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


สธ. เฝ้าระวัง ไวรัสนิปาห์ ต่อเนื่อง เผยผลสำรวจ ปชช.เชื่อมั่นระบบเฝ้าระวัง

  • กรมควบคุมโรคยืนยันเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ไวรัสนิปาห์อย่างต่อเนื่อง
  • ผลสำรวจพบว่าประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นในระบบเฝ้าระวังของภาครัฐ แต่ยังกังวลเรื่องมาตรการป้องกันและการคัดกรองผู้เดินทาง
  • แนะประชาชนให้รับข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น หน่วยงานสาธารณสุข เพื่อป้องกันความสับสนจากข่าวปลอม

4 กุมภาพันธ์ 2569 นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าประชาชนให้ความสนใจและติดตามข่าวสารเกี่ยวกับไวรัสนิปาห์อย่างใกล้ชิด มีการค้นหาข้อมูลและแลกเปลี่ยนข่าวสารผ่านสื่อและช่องทางต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

กรมควบคุมโรคจึงได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคของกรมควบคุมโรค เพื่อสะท้อนภาพรวมความเข้าใจและความรู้สึกของประชาชนต่อสถานการณ์ดังกล่าว

จากผลจากการสำรวจพบว่า ช่องทางที่ประชาชนรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์มากที่สุด คือสื่ออินเทอร์เน็ต รองลงมาคือข้อมูลจากบุคลากรทางการแพทย์ ขณะที่สื่อโทรทัศน์ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นอีกช่องทางสำคัญในสัดส่วนใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าข้อมูลข่าวสารที่กรมควบคุมโรคเผยแพร่มีความน่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพ ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อระบบการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ของกรมควบคุมโรคแต่ยังมีประชาชนบางส่วนที่รู้สึกวิตกกังวล

ประเด็นที่กังวลมากที่สุด ได้แก่ วิธีการป้องกันโรค มาตรการคัดกรองการเดินทางเข้าประเทศ และการเตรียมความพร้อมของระบบสาธารณสุข สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีทั้งความเชื่อมั่นและความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ควบคู่กันไป

นพ.มณเฑียร กล่าวว่า ความกังวลของประชาชนเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีการเผยแพร่ข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือเป็นข่าวปลอมปะปนอยู่ จึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล และหลีกเลี่ยงการส่งต่อข่าวสารที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน

ในด้านการดำเนินงาน กรมควบคุมโรคยังคงทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการเฝ้าระวังโรค การติดตามสถานการณ์ การเตรียมความพร้อมของระบบสาธารณสุข และการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน

หากมีข้อมูลหรือสถานการณ์ที่สำคัญ จะมีการแจ้งให้ทราบผ่านช่องทางทางการของหน่วยงานอย่างชัดเจน การที่ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดสะท้อนถึงความใส่ใจด้านสุขภาพ พร้อมย้ำขอให้ประชาชนรับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น หน่วยงานสาธารณสุขของรัฐ และไม่ตื่นตระหนกกับข่าวที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ

กรมควบคุมโรคขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางทางการ ดูแลสุขภาพตนเองตามคำแนะนำด้านสาธารณสุข และร่วมกันใช้สื่ออย่างรู้เท่าทัน เพื่อช่วยลดความสับสนจากข่าวปลอม และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ การที่ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นเรื่องที่ดี แต่ขอให้รับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และไม่ส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ

พร้อมย้ำว่า หน่วยงานด้านสาธารณสุขยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลความปลอดภัยด้านสุขภาพของประชาชน และหากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


วลีที่ชอบ รวม 50+ ประโยคภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันง่ายๆ แค่จำไปใช้ก็สื่อสารได้เลย!

ประโยคภาษาอังกฤษในงานบริการ

ฝึกใช้ประโยคที่มากกว่า Yes, No, OK, Thank you ได้แล้วค่ะ! ภาษาอังกฤษในงานบริการมีประโยชน์สำหรับทุกคนมากๆ เพราะเต็มไปด้วยวลีที่สุภาพ ทำให้คนใช้ดูดีขึ้นในพริบตา เช่น แทนที่จะถามว่า ‘คุณชื่ออะไร’ ให้ใช้ ‘ขอทราบชื่อคุณหน่อยได้ไหมครับ’ เห็นมั้ยว่าเก๋ขึ้นเป็นกอง!

สำหรับพนักงาน

ประโยคภาษาอังกฤษคำแปล
Can I have your phone number, please?ขอทราบเบอร์โทรศัพท์หน่อยได้ไหมคะ
Would you like to have it here or take away?คุณลูกค้าจะทานที่นี่ หรือรับกลับคะ
How many people today/tonight?วันนี้คุณลูกค้ามากี่ท่านคะ
I am very sorry for your wait.ขอโทษที่ให้รอนะคะ
How was your meal?อาหารเป็นอย่างไรบ้างคะ
Would you like to pay by cash or card?คุณลูกค้าจะชำระด้วยเงินสดหรือการ์ดคะ
It should take around 15 minutes.รอประมาณ 15 นาทีนะคะ

สำหรับลูกค้า

ประโยคภาษาอังกฤษคำแปล
Can I see the menu?ขอดูเมนูหน่อยได้ไหมคะ
I would like to order take away.จะสั่งกลับบ้านค่ะ
Do you have any recommended dishes?มีเมนูแนะนำไหมคะ
A table for two, please.ขอโต๊ะสำหรับ 2 ที่ค่ะ
I would like to order… / Can I have…ขอสั่ง [เมนู] หน่อยค่ะ / อยากได้ [เมนู] ค่ะ
Check, please / Can I have the bill, please.เช็คบิลค่ะ / ขอบิลหน่อยค่ะ
It was a nice treat. I really appreciate it!ดูแลดีมากเลย ประทับใจมากค่ะ

Key Takeaways

  • Can I have ไม่ได้แปลว่า ‘ฉันสามารถมี’ แต่เป็นการขออย่างสุภาพ เช่น Can I have water? (ขอน้ำหน่อยได้ไหมคะ) หรือ Can I have it more? (ขออีกหน่อยได้ไหมคะ)
  • Please เติมได้ทั้งหลังประโยคคำถาม และประโยคบอกเล่า เพิ่มความสุภาพ แต่! อย่าใช้จนเยอะเกินไป เพราะจะกลายเป็นการประชดได้นะคะ
  • Would you like ก็เป็นวลีสำหรับถามอย่างสุภาพ ตามด้วย to+verb เช่น Would you like to have some coffee? (รับกาแฟหน่อยไหมคะ? – อันนี้ได้ยินบ่อยบนเครื่องบิน)
  • Do you have ก็เป็นประโยคที่มีประโยชน์มากๆ แปลเป็นไทยว่า ‘มีไหม’ เช่น Do you have any Croissant? (มีครัวซองต์ไหม) หรือ Do you have free Wifi (มีไวไฟฟรีไหม – ถ้าถามในร้านอาหาร หมายถึงที่ร้านน่ะมีให้ใช้ฟรีไหม ไม่ได้หมายถึงคนที่ถูกถามว่ามีไวไฟให้ฉันใช้ไหม)

ประโยคภาษาอังกฤษในการซื้อขาย

คนจะกล้าพูดก็ตอนต่อราคานี่ล่ะค่ะ! มหัศจรรย์แห่งการช้อปปิ้งคือการสื่อสารที่มากกว่าการชี้ เพราะบางทีต้องถามว่ามีสีอื่นไหม มีไซส์หรือเปล่า ซื้อเยอะลดไหม โอ้ย! สารพัดจะสรรหามาอธิบาย เอาเป็นว่าถ้าซื้อของได้ ขายของให้ชาวต่างชาติเป็น ชีวิตนี้ก็ไม่อดตายแล้วค่ะคุณขา

สำหรับพนักงาน

ประโยคภาษาอังกฤษคำแปล
What are you looking for, Sir/Ma’amกำลังมองหาอะไรอยู่คะคุณผู้ชาย/คุณผู้หญิง
What can I do for you?มีอะไรให้ช่วยไหมคะ
We have a special offer for you.เรามีโปรโมชั่นพิเศษนะคะ
I make very little out of it.ไม่แพงเลยค่ะ ได้กำไรนิดเดียวเอง
Today is the last day of the promotion.วันนี้โปรโมชั่นวันสุดท้ายแล้วนะคะ
I will give you 2 for + [offered price]ถ้าซื้อ 2 ชิ้นให้ราคา [ราคา] เลยค่ะ
Your total comes to + [price]ทั้งหมดรวมเป็น + [ราคา]

สำหรับลูกค้า

ประโยคภาษาอังกฤษคำแปล
I am looking for…ฉันกำลังมองหา + [สินค้า]
Can I try it on?ขอลองหน่อยได้ไหมคะ?
I will take this/that oneฉันเอาอันนี้ / อันนั้น
How much is it?อันนี้เท่าไหร่คะ?
Can you give me a discount?ลดหน่อยได้ไหมคะ?
Can you make it + [ideal price]ขอเป็นราคา [ราคา] ได้ไหมคะ?
I can spend only + [ideal price]มีงบแค่ [ราคา] เองค่ะ

Key Takeaways

  • Sir / Ma’am แปลว่าคุณผู้ชาย / คุณผู้หญิง (Ma’am ย่อมาจาก Madam) เอาไว้ใช้เพื่อให้เกียรติลูกค้า และจำไว้ว่าอย่าเรียกลูกค้าผู้ชายว่า ‘Mister’ ควรใช้ Hello, sir! จะเหมาะกว่า
  • Can I / Can you เป็นวลีที่เอาไว้ถามว่าเราสามารถทำสิ่งนั้นได้ไหม เช่น Can I go to the restroom? (ขอไปห้องน้ำหน่อยได้ไหม) / Can you split the bill? (แยกบิลให้หน่อยได้ไหม) สุภาพน้อยกว่า Could you please แต่ก็ใช้ง่าย และใช้บ่อยมากในชีวิตประจำวัน

ประโยคภาษาอังกฤษในการทำความรู้จักเพื่อนใหม่

นอกจาก Hi! และ Hello! ควรจะต่อด้วยเรื่องอะไรดี อย่าปล่อยให้บทสนทนาเงียบจนหมดความมั่นใจ เพราะว่าไปคนไทยนี่ละที่ชวนคุยเก่งไม่แพ้ชาติอื่น แค่ศึกษาให้ดีก่อนว่าเวลาเป็นการพูดระดับสากลแล้ว เรื่องไหนควรถาม เรื่องไหนไม่ควรพูด!

ประโยคภาษาอังกฤษคำแปล
Hi! My name is Kanpong. / Hi! It’s Kanpong.สวัสดี ผมชื่อกันต์พงศ์ / เรากันต์พงศ์นะ
How is it going?เป็นยังไงบ้าง (เหมือน How are you)
Fine, how are you?สบายดี แล้วคุณล่ะ
How was your day?วันนี้เป็นไงบ้าง
Everything is great.ทุกอย่างดีมากๆ
How long have you been here?คุณอยู่ที่นี่มานานเท่าไหร่แล้ว
Thank you for having me.ขอบคุณมากๆ เลยที่ชวนฉันมา
Pretty nice place, isn’t it?ที่นี่สวยดีนะ ว่าไหม?
I love your dress.ชุดสวยมาก ผมชอบมาก
Nice to meet you / Good to see youดีใจที่ได้เจอนะ

Key Takeaways

  • No Personal Questions! เพิ่งรู้จักกันอย่าถามข้อมูลส่วนตัว เช่น อายุเท่าไหร่ เชื้อชาติอะไร เกิดวันไหน แนะนำให้พูดคุยเรื่องทั่วไป เช่น สภาพอากาศ / สถานที่ หรืองานอดิเรก
  • Admire เน้นชมไม่เน้นวิจารณ์ เป็นธรรมดาที่ชาวต่างชาติจะชมแล้วชมอีก เช่น I love your dress หรือ I love your hair ซึ่งวลี I love ตรงนี้มีความหมายว่าชอบมาก เป็นการให้เกียรติอีกฝ่าย ถ้าไม่สนิทกันงดวิจารณ์นะคะ โดยเฉพาะเรื่องรูปร่างและสีผิว จะด้วยความหวังดีก็ไม่ควร
  • How was เป็นคำถามที่ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว และต้องการคำอธิบายมากกว่า Yes หรือ No เช่น How was your meal? (อาหารที่กินไปเป็นยังไงบ้าง?) หรือ How was your trip? (ไปเที่ยวมาเป็นยังไงบ้าง?) เป็นการชวนคุยที่ดีทีเดียว
  • isn’t it ในทางแกรมม่าเรียกโครงสร้างนี้ว่า ‘Question Tag’ ตรงนี้ให้เข้าใจว่าเป็นการชวนคุย หรือหาพวก เพราะแปลเป็นไทยให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ‘ใช่ไหม’ เช่น This movie is very cool, isn’t it? (หนังเรื่องนี้เจ๋งมากเลย ใช่ไหม) เวลาตอบก็ Yes หรือ No ปกติที่เราอยากตอบ

ประโยคภาษาอังกฤษในการเดินทาง

ทริปต่างประเทศนี่ถือเป็นเครื่องชี้วัดระดับภาษาอังกฤษได้เลยนะว่าคุณมีทักษะในการเอาตัวรอดมากแค่ไหน จริงอยู่ที่เทคโนโลยีจะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สำคัญ แต่บางครั้งก็ไม่ทันใจใช่ไหมล่ะ จะดีกว่าไหมที่คุณสามารถใช้ประโยคพื้นฐานได้อย่างคล่องแคล่ว ประหยัดเวลาได้เยอะ ส่วน Google Translate แนะนำว่าเอาไว้ใช้ตอนจะคอมเพลนโรงแรม!

ประโยคภาษาอังกฤษคำแปล
Hi! Please take me to this address.สวัสดีค่ะ ช่วยพาฉันไปที่นี่หน่อย
I need to go to + [place]ฉันอยากไปที่ + [สถานที่]
Is it far from here?มันไกลจากที่นี่มากไหม?
Could you please help me, please?ขอโทษนะคะ ช่วยฉันหน่อยได้ไหม?
How could I get there?ฉันจะไปที่นั่นจากตรงนี้ได้ยังไง
Where can I buy a ticket?ตั๋วซื้อตรงไหนเหรอคะ
Where can I find a bus/taxi/subway?ไม่ทราบว่า รสบัส/แท็กซี่/ใต้ดิน ขึ้นตรงไหนคะ
I am lost.ฉันหลงทาง
I lost my wallet.ฉันทำกระเป๋าสตางค์หาย
Do you know where the [place] is?รู้ไหมว่า [สถานที่] อยู่ตรงไหน?

Key Takeaways

  • Questions! ถามถูกก็ได้คำตอบถูก บางครั้งความงุนงงเกิดจากคำถามที่ผิดนั่นล่ะค่ะ ฉะนั้นจำให้แม่น ฝึกให้ดีว่าถ้าอยากได้คำตอบแบบนี้ ควรถามแบบไหน What When Where How พวกนี้ต้องใช้แน่นอนค่ะ
  • Excuse me ขอโทษนะคะ ไม่ได้แปลว่าคุณทำผิด แต่ใช้เมื่อจะเข้าไปรบกวนใครสักคนเมื่อเราต้องการความช่วยเหลือ อย่าใช้ help นะคะ เดี๋ยวเขาจะตกใจ ส่วนถ้าฟังไม่ทัน บอก Pardon อันนี้แปลว่าขอโทษเหมือนกัน แต่ใช้ในกรณีที่อยากจะให้เขาพูดอีกครั้ง

ประโยคภาษาอังกฤษในการแนะนำตัว

ปี 2020 แล้ว จะให้พูดเป็นแค่ Hello my name is ก็จะดูตามคนอื่นเขาไม่ทันสักหน่อย การแนะนำตัวไม่ใช่แค่การบอกข้อมูลส่วนตัว แต่รวมไปถึงรสนิยมและความเป็นตัวคุณเองซึ่งจะคัดกรองเพื่อน และเรื่องที่คุยได้อย่างออกรส

ประโยคภาษาอังกฤษคำแปล
I have been learning English for + [time]ฉันเรียนภาษาอังกฤษมาแล้ว + [เวลา]
My hometown is…+[city] / I live in… + [city]บ้านเกิดของฉันคือ..] / ฉันอยู่ที่เมือง [ชื่อเมือง]
I am + [job] / I work as + [job]งานของฉันคือ [งาน] / ฉันทำงานตำแหน่ง…
I would to be + [ideal job]ฉันอยากทำงานเป็น + [ตำแหน่ง]
I used to be + [job]ฉันอยากเคยทำงานเป็น + [ตำแหน่ง]
I enjoy + [Verb -ing]ฉันชอบ + [กิจกรรมที่ชอบทำ]
My favorite [catagory] is [object][หมวดหมู่] ที่ฉันชอบชื่อ [ชื่อสิ่งของ]
It’s complicatedมันยากที่จะเล่าให้ฟัง
I have got a + [pet]สัตว์เลี้ยงของฉันคือ + [ประเภทของสัตว์เลี้ยง]
I am a [character] personฉันเป็นคน + [นิสัย]
The reason why I [verb] is [reason]เหตุผลที่ฉัน [กริยา] ก็เพราะ [ เหตุผล]
I can teach you how to…ฉันสามารถสอนคุณให้…
My dream is…ความฝันของฉันคือ…
I am still looking for someone.จริงๆ ฉันก็กำลังมองหาใครสักครอยู่นะ
It is a pleasure meeting you.ดีใจจังเลยที่ได้เจอคุณ

Key Takeaways

  • Express your self คีย์หลักของการแนะนำตัวคือ อธิบายความเป็นตัวคนให้ดูน่าสนใจ ไม่ต้องโดดเด่นมากก็ได้ แต่ควรมีมากกว่าข้อมูลพื้นฐานทั่วไป เพราะนั่นเป็นสิ่งที่คนอื่นอยากรู้
  • I am ประโยคง่ายๆ อย่าง I am สามารถใช้ได้ในหลายสถานการณ์ เช่น I am Thai (ฉันเป็นคนไทย) โดยไม่ต้องพูดว่า I come from Thailand
  • How about you เป็นคำถามต่อท้ายเพื่อถามผู้สนทนากลับให้แชร์เรื่องของตัวเอง เช่น My favorite music is Jazz, how about you.
  • Because การเติมเหตุผลของสิ่งที่พูดลงไปทำให้บทสนทนาน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยอีกคนไม่ต้องเสียเวลาถามต่อ และยังฝึกฝนให้เราพูดได้ยาวและนานขึ้นด้วย เช่น I have been learning English for 5 years because I want to improve my speaking skill.

ขอบคุณข้อมูลจาก korpungun.com


DITTO ลุยไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ดันรายได้ปี 69 โต 20% ชิงงานใหม่หนุนแบ็กล็อกพุ่ง 8–9 พันล้าน

  • DITTO ขยายธุรกิจสู่ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ โดยเข้าถือหุ้น 35% ในบริษัท Growpro เพื่อต่อยอดธุรกิจการบริหารจัดการข้อมูล
  • ตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2569 เติบโตไม่น้อยกว่า 20% และคาดว่าจะสามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง
  • เตรียมเข้าชิงงานใหม่มูลค่า 3,000-4,000 ล้านบาท เพื่อผลักดันให้มูลค่างานในมือ (Backlog) สิ้นปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 8,000-9,000 ล้านบาท

นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทวางเป้าหมายรายได้เติบโตไว้ที่ไม่น้อยกว่า 20% และคาดว่าจะสามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ได้อีกครั้งต่อเนื่องจากปีก่อน

หลังขยายธุรกิจใหม่ จากการเข้าร่วมลงทุนถือหุ้น บริษัท โกรโปร คอนซัลติ้ง แอนด์ เซอร์วิสเซส จำกัด (Growpro) ในสัดส่วน 35% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วในวงเงินลงทุนไม่เกิน 70 ล้าน ในธุรกิจการรักษาความปลอดภัย ทางไซเบอร์ (Cyber Security) ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจด้านการบริหารจัดการข้อมูลของบริษัท

โดยในการลงทุนครั้งนี้ บริษัทเล็งเห็นว่าเป็นธุรกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจระบบบริหารจัดการข้อมูลของบริษัท ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าส่วนเพิ่ม (Synergy) ให้ธุรกิจ ช่วยเสริมธุรกิจทั้ง บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) หรือ NETBAY ซึ่งมี Resource เพื่อรุกงานใหม่มากขึ้น และ บริษัท ทีม คอลซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAMG

การร่วมเป็นพันธมิตรกับ GrowPro ทำให้เรามี Project ร่วมกันมากขึ้น จากที่นโยบายของภาครัฐ ก้าวสู่ Digital Transformation และอีกหลายหน่วยงานที่ต้องการพัฒนาแพลตฟอร์ม ทั้ง ปปง. กรมศุลกากร กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเดิมที NETBAY จะพัฒนาแพลตฟอร์ม E-Tax ก็จะขยายฐานลูกค้าไปยังรีเทล VAT Refund ซึ่งเราก็ทำให้ร้านขายเสื้อผ้า เช่น Gentle Woman แล้ว

พร้อมกันนี้ ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ (Backlog) รอทยอยรับรู้เป็นรายได้รวมกว่า 5,000 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ ใน 2 – 3 ปี และปี 2569 นี้จะรับงานใหม่ไม่น้อยกว่า 3,000 – 4,000 ล้านบาท ทำให้สิ้นปีคาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาระดับของ Backlog ได้อยู่ที่ไม่น้อยกว่า 8,000 – 9,000 ล้านบาท

ผนึก Growpro เสริมแกร่ง

นายคงสิทธิ์ เดชอัมพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Growpro กล่าวว่า การได้ร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจกับ DITTO ที่เข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 35% แบ่งเป็น 3 งวด งวดแรก 10% ชำระเรียบร้อยแล้ว เพื่อเสริมธุรกิจด้าน ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ (Cybersecurity)ของบริษัทให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น และเป็นการรองรับการขยายตัวของธุรกิจข้อมูล (DATA) เพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขัน ขณะนี้ได้มีการทำงานร่วมกันแล้ว

ทั้งนี้ บริษัท Growpro คือ ผู้ให้บริการด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ครบวงจรรายเดียวในประเทศไทย ให้บริการครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. Professional Service บริการผู้เชี่ยวชาญสำหรับการออกแบบและติดตั้งระบบความปลอดภัย
  2. Managed Security Services บริการจากผู้เชี่ยวชาญพร้อมเครื่องมือสำหรับการบริหารจัดการและดูแลระบบอย่างต่อเนื่อง 
  3. Consulting Service บริการที่ปรึกษาช่วยให้คำปรึกษา วางโครงสร้างด้านความปลอดภัย และการจัดการข้อมูลให้สอดคล้องกับบริบทของธุรกิจแต่ละองค์กร

หนึ่งในบริการสำคัญคือ ศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ Cybersecurity Operation Center (CSOC) ซึ่งทำหน้าที่เฝ้าระวัง ตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกตามไซเบอร์ ตลอด 24 ชั่วโมง และดำเนินการภายใต้มาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022

ทั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการ CSOC ถือเป็นหัวใจหลัก  ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วัน โดยได้ยกระดับให้มีความทัดเทียมระดับสากลด้วยเทคโนโลยีล่าสุดด้วยระบบ Threat Intelligence ที่คอยวิเคราะห์ข้อมูลภัยคุกคามจากทั่วโลก

ทำให้รู้เท่าทันรูปแบบการโจมตีใหม่ๆ และสามารถป้องกันได้ก่อนที่ภัยจะถึงลูกค้า และระบบ Automation Analysis and Response จะทำการวิเคราะห์และตอบสนองเหตุการณ์นั้นๆ โดยอัตโนมัติด้วยความเร็วเมื่อถูกภัยคุกคาม ช่วยลดระยะเวลาที่จะก่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

โดย Growpro มีทีม Developer เพื่อพัฒนานำ AI เข้ามาใช้ในการปฏิบัติงานด้านวิเคราะห์ด้านความปลอดภัย และพัฒนาระบบสนับสนุนการให้บริการ ตอบโจทย์การใช้งาน User Experience (UX) ของลูกค้าโดยเฉพาะ Web Portal ลูกค้าสามารถเข้าดูสถานะความปลอดภัย Dashboard

ตลอดจนรายงานต่างๆ ได้แบบ Real Time และ Mobile Application นวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้บริหารหรือทีมไอทีของลูกค้าสามารถเฝ้าดูสถานะรับแจ้งเตือน สื่อสารกับทีม CSOC ได้ทันที ผ่านแอปพลิเคชัน เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการประสานงานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

สำหรับในปี 2569 บริษัทยังคงเดินหน้ายกระดับการให้บริการเพื่อสนับสนุนองค์กรในฐานะพันธมิตร ด้านความปลอดภัยเชิงปฏิบัติการอย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่ CSOC การบริการ Managed Detection and Response (MDR) ที่เน้นการตรวจจับเชิงพฤติกรรมและการตอบสนองเชิงรุก Manage Cloud SIEM สำหรับองค์กรที่มีโครงสร้างระบบแบบ Cloud และ Hybrid ไปจนถึง Application Security Service และบทบาทในฐานะ Official Security Service Partner ของ Microsoft

“เราได้รับความไว้วางใจให้เป็นพาร์ตเนอร์กับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย อาทิ IBM, Microsoft, Palo Alto Networks, Cloudflare และแบรนด์ชั้นนำอื่น ๆ อีกทั้งทีมงานของเรามีความเชี่ยวชาญในการติดตั้งและวางระบบโซลูชั่นเหล่านี้ ให้เหมาะสมบริบทธุรกิจไทย เพื่อให้การลงทุนด้าน IT Security ของลูกค้าคุ้มค่ามากที่สุด” นายคงสิทธิ์ กล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ขิง คืออะไร? รู้จักสมุนไพรเผ็ดร้อนที่มีดีมากกว่าแค่ทำแกง

ขิง เป็นพืชสมุนไพรที่อยู่คู่ครัวไทยมานาน หลายคนรู้จักในฐานะเครื่องปรุงในแกง พริกแกง หรือน้ำขิงร้อน ๆ แต่จริง ๆ แล้วขิงมีสรรพคุณทางยาเพียบ โดยเฉพาะเรื่องระบบย่อยอาหาร บรรเทาอาการคลื่นไส้ ไปจนถึงการช่วยลดอักเสบในร่างกาย

ลองมาทำความรู้จักขิงให้ลึกขึ้นอีกนิด แล้วจะรู้ว่าของดีบางอย่างก็อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

ขิงคืออะไร?

ขิง (Zingiber officinale) เป็นพืชล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน ซึ่งใช้เป็นทั้งอาหารและยา ลักษณะเด่นของขิงคือกลิ่นหอมฉุนและรสเผ็ดร้อนจากสารออกฤทธิ์ที่ชื่อว่า gingerol ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ให้ประโยชน์ทางยา

ในครัวไทย นิยมใช้ขิงสด ขิงแก่ หรือน้ำขิงในอาหารหลากหลาย เช่น ขิงผัดไข่ น้ำขิงร้อน ขิงดอง ไปจนถึงสมุนไพรในตำรับยาแผนไทย

ประโยชน์ของขิง

1. ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร

ขิงมีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นน้ำย่อยและการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ช่วยให้ย่อยดีขึ้น เหมาะมากกับคนที่มักจุกเสียด แน่นท้อง หรือกินแล้วไม่ค่อยย่อย

2. บรรเทาอาการคลื่นไส้ – อาเจียน

มีงานวิจัยสนับสนุนว่าขิงสามารถลดอาการคลื่นไส้ในคนที่เมารถ ตั้งครรภ์ หรือแม้แต่ผู้ที่รับเคมีบำบัดได้อย่างปลอดภัย

3. ต้านการอักเสบ

สาร gingerol ในขิงมีฤทธิ์ต้านอักเสบ ช่วยลดอาการปวดข้อในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ หรือแม้แต่คนที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง

4. ช่วยลดน้ำตาลในเลือดเล็กน้อย

บางงานวิจัยพบว่าขิงอาจมีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวานหรือเบาหวานชนิดที่ 2

5. เสริมภูมิคุ้มกัน – ลดหวัด

ขิงมีฤทธิ์อุ่น ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และลดอาการคัดจมูก จึงนิยมนำมาต้มน้ำดื่มเวลารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว

ข้อควรระวัง

  • ขิงสดมีฤทธิ์ร้อน อาจไม่เหมาะกับคนที่ธาตุร้อนมาก หรือมีแผลในกระเพาะ
  • ควรระวังในผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย หรือใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • หากกินมากเกินไป (เช่นน้ำขิงหวานจัด) อาจได้พลังงานส่วนเกินโดยไม่รู้ตัว

วิธีนำขิงมาใช้ในชีวิตประจำวัน

  • ขูดขิงสดลงในน้ำร้อน ดื่มเป็นชาขิง
  • ใช้ขิงผัดอาหาร เช่น ขิงผัดไข่ ขิงผัดไก่
  • ใส่ในซุป ต้มยำ หรือพะโล้เพื่อเพิ่มความเผ็ดอุ่น
  • ใช้ขิงดองเป็นเครื่องเคียง (เช่นกับข้าวมันไก่)

สรุป

ขิงอาจดูเป็นเครื่องปรุงธรรมดาในครัว แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยคุณค่าทางยา ทั้งในแง่ของการย่อยอาหาร บรรเทาคลื่นไส้ ลดอักเสบ และดูแลภูมิคุ้มกัน เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะถ้าใช้ในปริมาณพอดีและต่อเนื่อง

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 5/2/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a73,400.0073,600.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,745.0071,934.2074,400.00
ทองรูปพรรณ 90%4,270.5064,740.78n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,796.0057,547.36n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,135.2532,370.39n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,660.7525,176.97n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,917.1074,543.24n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 5/2/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9530.8530.8531.3530.8530.8530.8530.8530.8530.85
แก๊สโซฮอล์ 9130.4830.4830.7830.4830.4830.4830.4830.4830.48
แก๊สโซฮอล์ E2028.6428.6428.9428.6428.6428.6428.6428.64
แก๊สโซฮอล์ E8526.5926.5926.59
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม40.0449.5449.8440.04
เบนซิน 9539.1449.5139.6439.2939.14
ดีเซล29.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม43.4445.6449.8445.6443.44
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า