สาระน่ารู้ประจำวันที่ 6 มีนาคม 2569

ออริจิ้น จับมือเอเจนต์ต่างชาติชูทำทองหล่อเจาะมหาเศรษฐีทั่วโลก

เมื่ออสังหาฯ ไม่ได้แข่งแค่ “ทำเล” แต่แข่งที่ “เครือข่ายทุน” ออริจิ้นจึงเลือกเปิดเกมใหม่ ดึงพาร์ตเนอร์ระดับสากล ปักหมุดทองหล่อ สู่ตลาดมหาเศรษฐีทั่วโลก

หากพูดถึงทำเลที่สะท้อนภาพ “Luxury กรุงเทพฯ” ชื่อของ ทองหล่อ มักถูกยกขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆแต่วันนี้ ทองหล่อไม่ใช่แค่แหล่งไลฟ์สไตล์มันคือ “สินทรัพย์” ที่นักลงทุนระดับ Ultra High Net Worth มองหาบนที่ดิน Freehold ผืนใหญ่หายาก ใจกลางซอย 10โครงการมิกซ์ยูสมูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาทอย่างOrigin Thonglor Worldกำลังถูกวางหมากใหม่ เพื่อพาแบรนด์ก้าวสู่เวทีโลก

เกมรุกระดับสากล ผ่าน Exclusive Master Agent

บริษัทในเครือ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ แต่งตั้ง All Well Corpเป็น Exclusive Master Agent อย่างเป็นทางการดีลนี้ไม่ใช่แค่การตั้งตัวแทนขายแต่คือการ “เปิดประตูเครือข่ายทุนต่างชาติ”เป้าหมายชัดเจนส่งแฟลกชิปโปรเจ็กต์ Grand Hampton Thonglorสู่เครือข่ายนักลงทุนระดับมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งในมุม Capital Gain และ Rental Yield

มากกว่าคอนโด คือสินทรัพย์บริหารผลตอบแทน

Grand Hampton Thonglor ถูกออกแบบในรูปแบบHotel Serviced Residence ระดับ 5 ดาวพร้อมระบบบริหารปล่อยเช่าโดยHHR (Hampton Hotel & Residence Management)

นั่นหมายความว่าผู้ซื้อไม่ได้ถือแค่ “ยูนิต”แต่ถือ “ระบบบริหารรายได้” ที่เชื่อมตลาดสากลในยุคที่นักลงทุนต่างชาติมองหาเมืองปลายทางใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กรุงเทพฯ ยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลัก และทองหล่อ คือจุดที่ราคายังขยับได้บนความหายากของที่ดิน Freehold

Mixed-Use ระดับเรือธง ปักหมุด Prime Luxury DestinationOrigin Thonglor World ถูกพัฒนาในแนวคิด “BEYOND YOUR LIVING”โครงการรวมทั้ง

  •  Branded Residence
  •  Hotel Serviced Residence
  •  Executive Office
  •  Lifestyle Retail
  •  Healthcare Center

ทั้งหมด 795 ยูนิตบนที่ดินกว่า 6 ไร่เชื่อมต่ออโศก–พร้อมพงษ์–เอกมัยพร้อมรถไฟฟ้า 2 สายในอนาคตนี่ไม่ใช่แค่คอนโดแต่คือ “Luxury Ecosystem” ใจกลางเมือง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


แสนสิริ เปิดเกมเดือด! เปิดจอง 112 โครงการ เริ่ม 999 บาท ลดสูงสุด 10 ล้าน

ปี69เกมอสังหาฯ รอบนี้จึงไม่ใช่แค่ “ขายบ้าน” แต่คือการเร่งปิดดีลในจังหวะทองของผู้ซื้อ แสนสิริ ระเบิดศึกผุดโปร“เดอะ โปร MUST GO ON”จอง 999 ลดสูงสุด 10 ล้าน

ในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกำลังซื้อชะลอตัวผู้ประกอบการเลือกได้เพียงสองทาง “รอ” หรือ “เร่ง”และ แสนสิริ เลือกอย่างหลังในงาน มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 49 วันที่ 19–22 มีนาคมนี้ แบรนด์ยักษ์ใหญ่เปิดเกมภายใต้ธีม “SANSIRI THE MUSICA” พร้อมโปรโมชัน “เดอะ โปร MUST GO ON”ลดสูงสุด 10 ล้านบาทจองเริ่ม 999 บาทครอบคลุม 112 โครงการทั่วประเทศนี่ไม่ใช่แค่แคมเปญแต่มันคือ ยุทธศาสตร์เร่งระบาย“สต็อก” และกระตุ้นดีมานด์ในจังหวะดอกเบี้ยต่ำ 1%

112 โครงการ ตั้งแต่ 9 แสน ถึง 49 ล้าน

สิ่งที่น่าสนใจคือความ “กว้าง” ของพอร์ตตั้งแต่คอนโดระดับเริ่มต้นไม่ถึงล้านไปจนถึงบ้านลักเซอรี่ 49 ล้านบาท ไฮไลต์คอนโด เลิฟ เจริญนคร วิวแม่น้ำ ใกล้ ไอคอนสยาม XT พญาไท ใกล้ BTS พญาไท ,โฟล บาย แสนสิริใกล้ BTS คลองสาน กลุ่มบ้านลักชัวรี เศรษฐสิริ วัชรพล-เทพรักษ์ ลดสูงสุด 10 ล้าน ณริณสิริ กรุงเทพกรีฑา ราคาแตะ 49 ล้านช่วงราคาที่กว้าง สะท้อนชัดว่าแสนสิริกำลัง “ปูพรมทุกเซกเมนต์”

ทำไมต้องเร่งเกมตอนนี้?

เพราะ “จังหวะต้นทุนเงินต่ำ” ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1%ทำให้ภาระผ่อนลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อรวมกับ ดอกเบี้ย 0% นาน 1 ปี, ผ่อนล้านละ 2,500 บาท/เดือน, จองเท่าไหร่ ลดเพิ่ม X10 นี่คือการสร้างแรงจูงใจแบบ Multi-Layerเพื่อเร่งการตัดสินใจของผู้ซื้อในมุมธุรกิจนี่คือการเร่ง “ยอดโอน” และ “กระแสเงินสด” ในช่วงที่ตลาดยังไม่ฟื้นเต็มตัว

จากบ้าน สู่ประสบการณ์แบรนด์

ธีม “SANSIRI THE MUSICAL”ไม่ใช่แค่ลูกเล่นการตลาด แต่สะท้อนแนวคิดใหม่ว่าบ้านไม่ใช่เพียงที่อยู่อาศัยแต่คือ “ประสบการณ์” และ “ไลฟ์สไตล์”แม้แต่รางวัลใหญ่ยังพาผู้โชคดีบินไปลอนดอนสัมผัสละครเวทีระดับโลกแบบ Private Tripนี่คือการยกระดับแบรนด์

จาก Developerสู่ Lifestyle Curator ตลาดอสังหาฯ วันนี้ไม่ได้วัดกันแค่ทำเลหรือดีไซน์ แต่วัดกันที่ “ใครปิดการขายได้ก่อน”ในช่วงหน้าต่างโอกาสดอกเบี้ยต่ำ

แคมเปญ 112 โครงการของแสนสิริ จึงเป็นมากกว่างานแฟร์แต่มันคือการส่งสัญญาณว่าผู้นำตลาดยังเลือก “เดินเกมรุก” และสำหรับผู้ซื้อนี่อาจเป็นหนึ่งในจังหวะดีที่สุดในรอบหลายปีที่จะได้บ้าน ในเงื่อนไขที่คุ้มค่าที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 6 มี.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ หลังราคาทองร่วง

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 6 มี.ค. อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 31.77 บาทต่อดอลลาร์ จากวันก่อนหน้าที่ปิด 31.60 บาทต่อดอลลาร์
  • การอ่อนค่าเป็นผลจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง
  • ปัจจัยเสริมที่ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่ามาจากการที่ตลาดลดความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดดอกเบี้ย หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.77 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 31.60 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.55-31.95 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงและมีจังหวะอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 31.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.56-31.85 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ซึ่งกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงหลุดโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาท 

หลังผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 58% ที่ FED จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้) รวมถึง แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางอื่นๆ (ตลาดมองธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB มีโอกาส 65% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน ธนาคารกลางอังกฤษ หรือ BOE มีโอกาสราว 89% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้)

ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ หนุนให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงที่จะเร่งเงินเฟ้อให้สูงขึ้น จนกระทบการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางได้ นอกจากนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนเงินดอลลาร์เพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนทยอยขายทำกำไรการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์บ้าง โดยเฉพาะเมื่อประเมินจากการอ่อนค่าของ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ได้อ่อนค่าเข้าใกล้โซน 158 เยนต่อดอลลาร์ ทำให้ผู้เล่นในตลาดมีความกังวลว่า ทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ อาจเตรียมเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น เหมือนที่เตรียมจะทำในช่วงก่อนหน้า

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า การเคลื่อนไหวของ เงินบาท (USDTHB) ในระยะนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึง ความผันผวนของเงินบาทที่สูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งทำให้กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทรายวันจะกว้างขึ้นจากช่วงก่อนหน้า เช่น 35 สตางค์ต่อดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย นอกจากนี้ แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะ FED ซึ่งต้องคอยติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ

แต่เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากบรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์ ในช่วงเงินบาทอ่อนค่า ทำให้ การอ่อนค่าของเงินบาทที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ยาก จะเริ่มถูกชะลอลงตั้งแต่โซนแนวต้าน 31.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะมีโซนแนวต้านสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์

และที่สำคัญ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดได้ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักมาพอควร โดยเฉพาะในส่วนของ FED ทำให้ หากรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในคืนวันศุกร์นี้ ไม่ได้ออกมาดีกว่าคาดชัดเจน อาจช่วยชะลอการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ซึ่งจะช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ ในทางกลับกัน หากยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED กดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลงได้บ้าง 

อย่างไรก็ตาม เรามองว่า ควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ผ่านดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) อย่างใกล้ชิด เพราะในเชิงเทคนิคัล หากดัชนี DXY ปรับตัวขึ้นทะลุโซน 99.50 จุด จะเปิดโอกาสให้ปรับตัวสูงขึ้นต่อทดสอบโซน 101.5-102.0 จุด ที่เป็นเป้าของ Double Bottoms pattern ในกราฟรายสัปดาห์ (Weekly Time Frame) ได้ ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจค่อยเป็นค่อยไป หรืออาจไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อได้อย่างที่เราคาดการณ์ไว้ได้ หากทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ ส่งสัญญาณพร้อมเข้าดูแล/แทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ซึ่งต้องจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่นแถวโซน 158-159 เยนต่อดอลลาร์ อย่างใกล้ชิด หลังในช่วงก่อนหน้า โซนดังกล่าวเป็นจุดที่เริ่มเห็นการส่งสัญญาณพร้อมเข้าแทรกแซง อย่าง Rate Checks จากฝั่งทางการสหรัฐฯ (NY FED) จนทำให้ เงินเยนญี่ปุ่นมีจังหวะแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง จนถึงโซน 152-153 เยนต่อดอลลาร์ ได้

เราขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่จะรับรู้ในช่วงราว 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยจากสถิติในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา เราพบว่า กรอบการแกว่งตัว +/-1.0 SD ของค่าเงินบาท (USDTHB) จะสูงถึง +0.30%/-0.40% ในช่วงหลังรับรู้ข้อมูล 30 นาที

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงยืดเยื้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น หนุนการปรับตัวขึ้นของเงินเฟ้อ จนทำให้ FED อาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้อย่างที่ตลาดเคยคาดหวัง โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาสดใสและดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี บรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ อย่าง หุ้นเทคฯ ใหญ่ Nvidia +0.2% แม้จะเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ทว่า ผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่างรอจังหวะทยอยเข้าซื้อ Buy on Dip ซึ่งช่วยลดทอนการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มดังกล่าว ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.57% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.26%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงกว่า -1.29% กดดันโดยความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มราคาพลังงานโลก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ทิศทางเงินเฟ้อในฝั่งยุโรปและแนวโน้มการดำเนินนโยบายของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรปที่สะท้อนจากการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของทั้ง ECB และ BOE  ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากอานิสงส์การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell +1.6% สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4.14% ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาด อีกทั้ง บรรดาผู้เล่นในตลาดได้กลับมากังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ ทั้งนี้ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่จะรับรู้ในช่วงคืนวันศุกร์นี้ ตามเวลาประเทศไทย และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ โซน 1.90% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดต่างทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด กอปรกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงนี้ล้วนออกมาดีกว่าคาด ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้ชะลอการอ่อนค่า เมื่อเข้าใกล้โซน 158 เยนต่อดอลลาร์ จากความกังวลว่า ทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ อาจส่งสัญญาณพร้อมเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น เหมือนที่ได้ทำในช่วงก่อนหน้า ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.8-99.4 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ทว่า ความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก (หรือเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย ในกรณีของ ECB) กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ปรับตัวลดลง หลุดจากโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นบ้าง และสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ไฮไลท์สำคัญ อย่าง รายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) ของสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนมกราคม ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED อาจจะกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ 

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจยูโรโซน ในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 พร้อมรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB โดยเฉพาะประธาน ECB Christine Lagarde เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ จากผลกระทบของการสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมามองว่า ECB มีโอกาสที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ 

ในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนาม ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน ทั้ง อัตราเงินเฟ้อ CPI ยอดการส่งออกและนำเข้า ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดค้าปลีก

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อยาวนานกว่าคาด

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เข้มข้นต่อเนื่อง! “นักกีฬาไทย” ตกรอบหมด ศึกพูล 9 ลูก “พัทยา โอเพ่น 2026”

“Pattaya Open 2026” ศึกพูล 9 ลูกระดับนานาชาติ “ เก็บคะแนนสะสมโลกในรายการ World Nineball Tour (WNT Ranking Event) เข้าสู่วันรองสุดท้ายของการแข่งขัน (5 มีนาคม)

โดยความร่วมมือระหว่าง Think Curve – คิดไซด์โค้ง, S1 และ Matchroom Multi Sport องค์กรกีฬาชั้นนำระดับโลก โดยมี J-Flowers, Thailand Pool Table, น้ำดื่มตราไทยไทย และ Helios แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำของไทย ร่วมสนับสนุนการแข่งขันในครั้งนี้ โดยวันนี้เป็นการแข่งขันในรอบ 16 คนสุดท้าย และรอบก่อนรองชนะเลิศตั้งแต่เวลา 11.00 น.

สถานการณ์ล่าสุดและไฮไลท์ประจำวัน คือ ตัวเต็งเริ่มทยอยตกรอบกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Micky Krause มือวางอันดับ 9 ของโลกชาวเดนมาร์ก ที่เหลือรอดอยู่พลิกล็อคตกรอบ 16 คนสุดท้าย ด้วยการพ่ายให้กับ Dennis Lauron Orcollo ขาดลอย 4-9 แร็ค ด้านนักกีฬาไทยที่เหลือรอดเพียงคนเดียว ต้านทานความแกร่งของ Zoren James Aranas จากฟิลิปปินส์ไม่ไหว พ่ายขาดไป 1-9 แร็ค แต่อย่างน้อยต่างคนต่างได้รางวัลติดกระเป๋าไปคนละ 1,000 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐฯ

ขณะที่รอบ 8 คนสุดท้าย นักแข่งฟิลิปปินส์ต่างโชว์ฟอร์มแรง ทะลุเข้ารอบรองชนะเลิศได้ทุกคู่ เริ่มตั้งแต่ James Aranas เอาขนะ Stuart Pettman 11-3 แร็ค, Alexis Ferrer เฉือน Robbie Capito แร็คสุดท้าย 11-10, Johann Chua ชนะ Michael Boaonan 11-2 แร็ค และ Dennis Orcollo เอาชนะ Ronel Nalaunan 11-9 เท่ากับบทสรุปของรายการนี้จะลงเอยด้วยการได้แขมป์เป็นชาวฟิลิปปินส์แน่นอน

การแข่งขัน Pattaya Open 2026 จะเริ่มแข่งขันรอบรองชนะเลิศและชิงชนะเลิศ ในวันที่ 6 มีนาคม ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป และรอบชิงชนะเลิศเวลา 17.00 น.

สำหรับ “Pattaya Open 2026” จะแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะเลิศคว้ารางวัล 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ(ประมาณ 1.5 ล้านบาท) จนถึงวันที่ 6 มีนาคม 2569 ณ S1 Pool Hall & Sport Bar พัทยา สามารถชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันครั้งนี้ได้ทาง Facebook Fanpage: Thairath Sport และ YouTube: Thairath Sport

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


9 กับดัก “อาหารเสริม” ที่สาวๆมักตกหลุมพราง หลายคนชอบเผลอ เช็กด่วนก่อนกดสั่ง!

9 เรื่องควรระวัง เมื่อเลือกอาหารเสริมสำหรับผู้หญิงวัยทำงาน

ในยุคที่ชีวิตพนักงานออฟฟิศหมุนไวพอ ๆ กับความเร็วเน็ต การดูแลตัวเองผ่านมื้ออาหารอย่างเดียวอาจไม่ทันใจ ทำให้คุณผู้หญิงหลายคนหันไปพึ่งพาอาหารเสริม เพื่อเติมเต็มความสดใสและช่วยให้ร่างกายทนทานต่องานหนัก แต่รู้ไหมคะว่าท่ามกลางตัวเลือกที่ละลานตา มีกับดักเล็ก ๆ ที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพระยะยาวได้ วันนี้เราจึงมี 9 ข้อควรระวังมาฝากสาว ๆ เพื่อให้การอัปเกรดความสวยครั้งนี้ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและปลอดภัยที่สุด มากฝากกันค่ะ

1.ระวังคำโฆษณาที่ เกินจริง ทันใจเกินไป

สาว ๆ ยุคใหม่มักใจร้อนอยากเห็นผลไว แต่ต้องระวังผลิตภัณฑ์ที่เคลมว่าขาวใน 3 วัน หรื ผอมทันใจใน 1 สัปดาห์ เพราะร่างกายมนุษย์มีกลไกการซ่อมแซมที่ต้องใช้เวลา อาหารเสริมที่มีความปลอดภัยมักต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-3 เดือน จึงจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน หากผลลัพธ์มาไวเกินไป อาจมีส่วนผสมของสารอันตรายแอบแฝงอยู่ได้

2.อย่าลืมเช็กเลข อย. และมาตรฐานการผลิต

ก่อนจะกดสั่งซื้อจากตะกร้าในโซเชียล คุณผู้หญิงต้องเช็กเลขจดแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทุกครั้ง และที่สำคัญกว่านั้นคือการตรวจสอบความถูกต้องของเลขในเว็บไซต์ อย. โดยตรง เพราะปัจจุบันมีการสวมเลขปลอมกันบ่อยมาก นอกจากนี้ ควรมองหามาตรฐาน GMP หรือ ISO เพื่อการันตีว่ากระบวนการผลิตสะอาดและได้มาตรฐานระดับสากล

3.ปริมาณสารสกัดที่ มากเกินไป ไม่ใช่เรื่องดี

บางครั้งเราอาจเผลอคิดว่ายิ่งใส่เยอะยิ่งดี แต่ความจริงแล้วร่างกายมีขีดจำกัดในการดูดซึม เช่น วิตามินซี หากทานเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน อาจทำให้ท้องเสียหรือเพิ่มความเสี่ยงโรคนิ่วในไตได้ การเลือกอาหารเสริมที่ให้ปริมาณพอเหมาะตามที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน (Thai RDI) จะช่วยให้ตับและไตของสาว ๆ ไม่ต้องทำงานหนักเกินความจำเป็น

4.ระวังการทานซ้ำซ้อนจนเกิดพิษ

คุณผู้หญิงหลายคนทานอาหารเสริมหลายประเภทพร้อมกัน เช่น ทานวิตามินรวมคู่กับวิตามินแยก ซึ่งอาจทำให้ได้รับสารบางอย่างซ้ำซ้อนกันจนเกินขนาด เช่น วิตามินเอ ดี อี และเค ที่สะสมในไขมันได้ หากสะสมมากไปอาจกลายเป็นพิษต่อร่างกาย แทนที่จะสวยสดใสอาจกลายเป็นหน้ามืด เวียนหัว หรือตับอักเสบได้ จึงต้องอ่านฉลากให้ละเอียดนะคะ

5.อาหารเสริมบางตัวอาจ ตี กับยาประจำตัว

ข้อนี้สำคัญมากสำหรับสาว ๆ ที่มีโรคประจำตัวหรือต้องทานยาเป็นประจำ เช่น สารสกัดจากแปะก๊วยหรือน้ำมันปลา หากทานคู่กับยาละลายลิ่มเลือด อาจทำให้เลือดหยุดไหลยาก หรือสมุนไพรบางชนิดอาจไปลดประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดได้ ทางที่ดีที่สุดจึงควรปรึกษาเภสัชกรหรือคุณหมอก่อนเริ่มทานอาหารเสริมตัวใหม่เสมอ

6.อย่ามองข้ามผลข้างเคียงและอาการแพ้

ร่างกายแต่ละคนตอบสนองต่อสารสกัดไม่เหมือนกันค่ะ แม้จะเป็นสารจากธรรมชาติ 100% ก็อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ เช่น ผื่นคัน คลื่นไส้ หรือนอนไม่หลับ หากคุณผู้หญิงเริ่มทานแล้วรู้สึกผิดปกติ ให้หยุดทานทันทีและสังเกตอาการ อย่าฝืนทานต่อเพียงเพราะเสียดายเงินนะคะ เพราะสุขภาพของเรามีค่ามากกว่าราคาอาหารเสริมหลายเท่า

7.ระวังส่วนผสมแฝงอย่าง น้ำตาลและแป้ง

อาหารเสริมบางชนิดโดยเฉพาะแบบเยลลี่ (Gummy) หรือแบบชงดื่มที่มีรสชาติอร่อย มักแฝงมาด้วยน้ำตาลและสารปรุงแต่งรสชาติปริมาณสูง หากสาว ๆ ทานต่อเนื่องนาน ๆ แทนที่จะได้ผิวสวยอาจได้พุงและระดับน้ำตาลในเลือดที่พุ่งสูงขึ้นมาแทน แนะนำให้เลือกสูตร Sugar-Free หรือใช้สารให้ความหวานทดแทนที่ปลอดภัยจะดีกว่า

8.ราคาถูกผิดปกติอาจหมายถึงคุณภาพที่ด้อยลง

เราเข้าใจว่าสาว ๆ ชอบความคุ้มค่า แต่ของถูกและดีมากเกินไปในโลกอาหารเสริมมักไม่มีจริง วัตถุดิบเกรดพรีเมียมมีต้นทุนที่สูง หากราคาขายถูกจนน่าเหลือเชื่อ อาจเป็นไปได้ว่าใส่สารสกัดจริงในปริมาณที่น้อยมากจนไม่มีผลต่อร่างกาย หรือใช้สารสกัดเกรดต่ำที่มีสารปนเปื้อนโลหะหนัก ซึ่งน่ากลัวมากต่อสุขภาพในระยะยาว

9.อาหารเสริมไม่ใช่ อาหารหลัก

ต้องย้ำเตือนใจเสมอว่าอาหารเสริม คือ ส่วนเสริม คุณผู้หญิงยังจำเป็นต้องทานอาหารหลักให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากเรายังนอนดึกและกินฟาสต์ฟู้ดทุกวัน ต่อให้ทานอาหารเสริมราคาแพงแค่ไหน ร่างกายก็ไม่สามารถฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่ เพราะอาหารเสริมไม่ใช่ยาวิเศษที่จะเสกความสวยให้เราได้ โดยไม่ดูแลตัวเอง

การเลือกอาหารเสริมอย่างชาญฉลาด คือ การแสดงความรักต่อตัวเองที่ยอดเยี่ยมที่สุดวิธีหนึ่ง เมื่อคุณผู้หญิงรู้จักสังเกตและระมัดระวังตามทั้ง 9 ข้อนี้ การมีสุขภาพที่ดีและผิวพรรณสดใสในวัยทำงานก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป จำไว้นะคะว่าความสวยที่ยั่งยืน ต้องมาพร้อมกับความปลอดภัยและพื้นฐานร่างกายที่แข็งแรงจากภายในอย่างแท้จริงค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


บอกวันที่ภาษาอังกฤษ เขียนและอ่านยังไงให้เป๊ะ? สรุปความต่าง US vs UK

“วันเกิดคุณวันที่เท่าไหร่?” ถ้าต้องตอบคำถามนี้เป็นภาษาอังกฤษ คุณจะตอบว่าอย่างไรครับ? หลายคนอาจจะนึกถึงตัวเลข 1, 2, 3 ธรรมดา แต่ความจริงแล้วการ บอกวันที่ภาษาอังกฤษ มีกฎเกณฑ์ที่ต่างจากการนับเลขปกติอย่างสิ้นเชิงครับ เพราะเราต้องใช้ “เลขลำดับที่” (Ordinal Numbers) เช่น 1st, 2nd, 3rd เข้ามาช่วย

แถมความปวดหัวยังไม่จบแค่นั้น! เพราะฝั่งอเมริกันกับฝั่งอังกฤษ เขาก็มีสไตล์การเรียง วัน-เดือน-ปี ที่ไม่เหมือนกันอีกต่างหาก (เขียนผิดชีวิตเปลี่ยน นัดผิดวันได้เลยนะครับ) วันนี้ Engduo Thailand จะพาคุณมาเคลียร์ทุกความสับสน สรุปวิธีอ่านและเขียนวันที่ให้ถูกต้องเป๊ะๆ เพื่อให้คุณนำไปใช้เขียนอีเมล กรอกเอกสาร หรือนัดหมายได้อย่างเป็นมืออาชีพครับ!

หัวใจสำคัญ: ต้องใช้ “เลขลำดับที่” (Ordinal Numbers) เสมอ

ข้อผิดพลาดอันดับ 1 ของคนไทยคือการใช้เลขจำนวนนับ (Cardinal Numbers เช่น One, Two, Three) มาบอกวันที่ครับ จำกฎเหล็กข้อนี้ไว้เลยว่า วันที่ = ลำดับที่ของเดือนนั้นๆ ดังนั้นเราต้องห้อยท้ายตัวเลขด้วย st, nd, rd, th เสมอครับ

กลุ่มตัวเลขที่ต้องจำพิเศษ (แก๊ง 1, 2, 3):

  • วันที่ 1 => 1st (First)
  • วันที่ 2 => 2nd (Second)
  • วันที่ 3 => 3rd (Third)
  • หมายเหตุ: กฎนี้ใช้กับวันที่ 21st, 22nd, 23rd และ 31st ด้วยนะครับ

กลุ่มตัวเลขที่เหลือ (เติม th):

  • วันที่ 4 => 4th (Fourth)
  • วันที่ 5 => 5th (Fifth) สังเกตการเปลี่ยนตัวสะกด
  • วันที่ 11, 12, 13 => 11th (Eleventh), 12th (Twelfth), 13th (Thirteenth) ระวัง! แก๊งนี้ลงท้ายด้วย th ทั้งหมด ไม่ใช่ st, nd, rd นะครับ

2 สไตล์การ บอกวันที่ภาษาอังกฤษ (American vs British)

นี่คือจุดที่ทำให้ทั่วโลกสับสนมากที่สุดครับ! เวลาเราเห็นตัวเลข 05/10/2026 สรุปว่ามันคือวันที่ 5 ตุลาคม หรือ วันที่ 10 พฤษภาคม กันแน่? คำตอบคือ “ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้ระบบไหน” ครับ

1. สไตล์อเมริกัน (American English)

  • การเรียงลำดับ: เดือน – วัน – ปี (Month – Day – Year)
  • วิธีจำง่ายๆ: อเมริกันชอบเอา “เดือน” ขึ้นก่อนเสมอ!

2. สไตล์บริติช (British English)

  • การเรียงลำดับ: วัน – เดือน – ปี (Day – Month – Year)
  • วิธีจำง่ายๆ: เรียงจาก เล็ก => กลาง => ใหญ่ (เหมือนระบบที่ประเทศไทยใช้เป๊ะเลยครับ)

ตาราง: เปรียบเทียบการเขียนและการอ่าน (Writing vs Reading Matrix)

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด เรามาดูตารางเปรียบเทียบวิธีการเขียน (เวลาพิมพ์อีเมล) และวิธีการอ่านออกเสียง (เวลาพูด) กันครับ

สไตล์ (Style)รูปแบบการจัดเรียง (Format)ตัวอย่างการเขียน (Written Example)วิธีการอ่านออกเสียง (Spoken Form)
อเมริกัน (US)เดือน-วัน-ปี (MM/DD/YYYY)October 5, 2026 (นิยมใส่ลูกน้ำคั่น)“October fifth, twenty twenty-six”
บริติช (UK)วัน-เดือน-ปี (DD/MM/YYYY)5 October 2026 (ไม่ค่อยใส่ลูกน้ำ)The fifth of October, twenty twenty-six”

Trick การอ่าน: สังเกตไหมครับว่า แบบบริติชเวลาอ่านออกเสียง ฝรั่งจะเติมคำว่า The และ of เข้าไปด้วยเสมอ (The 5th of October) แม้ว่าเวลาเขียนจะไม่ได้ใส่ลงไปก็ตามครับ!

วิธีอ่าน ปี ค.ศ. (Reading the Year) แบบไม่งง

การอ่านปี ค.ศ. ก็มีทริคเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เราดูเหมือนเจ้าของภาษามากขึ้นครับ

  1. ปีก่อนปี 2000 (ให้แบ่งอ่านทีละ 2 หลัก):
    • 1999 => Nineteen ninety-nine
    • 1850 => Eighteen fifty
  2. ปี 2000 ถึง 2009 (ให้อ่านรวบยอด):
    • 2000 => Two thousand
    • 2005 => Two thousand and five (หรือ Two thousand five)
  3. ปี 2010 เป็นต้นไป (อ่านแบบแบ่งครึ่ง หรือ อ่านรวบก็ได้):
    • 2026 => Twenty twenty-six (นิยมที่สุด เพราะพูดสั้นกว่า)
    • หรือจะอ่านว่า Two thousand and twenty-six ก็ไม่ผิดครับ

อย่าลืม! Preposition ที่ใช้กับ วัน เดือน ปี

ข้อสอบชอบออก และคนก็ชอบใช้ผิดเวลาเขียนอีเมลครับ ท่องคาถานี้ไว้เลย: “วันใช้ On, เดือน/ปีใช้ In”

  • On ใช้กับ “วันที่เจาะจง” หรือ “วันในสัปดาห์”
    • Ex: The meeting is on Monday.
    • Ex: My birthday is on October 5th. (ถึงจะมีเดือน แต่ถ้ามีวันที่กำกับ ต้องใช้ On)
  • In ใช้กับ “เดือนเดี่ยวๆ” หรือ “ปีเดี่ยวๆ”
    • Ex: I was born in October.
    • Ex: We will launch the product in 2026.

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


แซม อัลท์แมน ชี้แจงพนักงาน OpenAI ไม่มีอำนาจตัดสินใจต่อการใช้ AI ของกองทัพ

  • แซม อัลท์แมน ซีอีโอ OpenAI ชี้แจงกับพนักงานว่า บริษัทไม่มีอำนาจควบคุมหรือตัดสินใจว่ากองทัพสหรัฐจะนำเอไอไปใช้ในปฏิบัติการทางทหารอย่างไร
  • อัลท์แมนย้ำว่า เมื่อส่งมอบเทคโนโลยีให้หน่วยงานรัฐแล้ว การตัดสินใจใช้งานในภารกิจทางทหารเป็นอำนาจของกองทัพ ไม่ใช่สิ่งที่พนักงานบริษัทเทคโนโลยีจะเข้าไปกำหนดได้
  • คำชี้แจงเกิดขึ้นหลัง OpenAI ทำข้อตกลงใหม่กับเพนตากอน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าบริษัทอาจยอมรับเงื่อนไขที่ Anthropic ปฏิเสธไปก่อนหน้า

แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ประธานกรรมการบริหารของโอเพนเอไอ (OpenAI) บอกกับพนักงานของบริษัทว่า โอเพนเอไอไม่สามารถกำหนดหรือควบคุมได้ว่า กระทรวงกลาโหมของสหรัฐ หรือเพนตากอน (Pentagon) จะนำปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทไปใช้ในปฏิบัติการทางทหารในลักษณะใด

อัลท์แมน พูดคุยกับพนักงานระหว่างการประชุมของบริษัทเมื่อวันอังคาร (3 มี.ค.) โดยรายงานจากบลูมเบิร์ก ระบุคำพูดของซีอีโอว่า เมื่อบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีและส่งมอบให้กับหน่วยงานของรัฐแล้ว การตัดสินใจว่าจะนำเครื่องมือเหล่านั้นไปใช้ในภารกิจทางทหารแบบใด เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของกองทัพ ไม่ใช่สิ่งที่บริษัทเทคโนโลยีหรือพนักงานของบริษัทสามารถเข้าไปกำหนดได้

“พวกคุณไม่ได้เป็นคนตัดสินใจในระดับปฏิบัติการ” อัลท์แมนกล่าว

โดยได้ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า พนักงานของบริษัทอาจมีความคิดเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ เช่น บางคนอาจมองว่าการโจมตีทางทหารของสหรัฐต่ออิหร่านเป็นเรื่องที่เหมาะสม ขณะที่บางคนอาจคิดว่าการบุกโจมตีเวเนซุเอลาเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่ความคิดเห็นเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่บริษัทเทคโนโลยีสามารถใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารของรัฐบาลได้

คำกล่าวของอัลท์แมนเกิดขึ้นในช่วงที่การใช้เอไอในงานด้านการทหารกำลังถูกตรวจสอบและมีการถกเถียงมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นด้านจริยธรรมเกี่ยวกับบทบาทของบริษัทเทคโนโลยีที่พัฒนาเครื่องมือซึ่งอาจถูกนำไปใช้ในสงคราม

ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้กดดันบริษัทเอไอหลายแห่งให้ปรับเปลี่ยนข้อจำกัดด้านความปลอดภัยของโมเดลเอไอ ซึ่งข้อจำกัดดังกล่าวมักถูกเรียกว่า “การตั้งราวป้องกันความเสี่ยง” หรือ guardrails ซึ่งเป็นกลไกที่บริษัทใส่ไว้ในระบบเอไอเพื่อป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น การพัฒนาอาวุธ หรือการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน

อย่างไรก็ตาม กองทัพสหรัฐต้องการให้บริษัทผ่อนคลายข้อจำกัดบางส่วน เพื่อให้เอไอสามารถถูกนำไปใช้ในภารกิจทางทหารได้มากขึ้น

เดอะการ์เดียน รายงานว่า เอไอได้ถูกนำไปใช้ในปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐแล้วในบางกรณี หนึ่งในนั้นคือ ปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการจับกุม นิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ผู้นำเวเนซุเอลา 

นอกจากนี้ เอไอยังถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก เพื่อช่วยให้กองทัพตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกเป้าหมายในการทำสงครามของสหรัฐกับอิหร่าน 

ในอีกด้านหนึ่ง แอนโทรปิก (Anthropic) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาแชตบอต Claude ได้ปฏิเสธข้อเสนอทำข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เนื่องจากบริษัทกังวลว่าเทคโนโลยีของตนอาจถูกนำไปใช้ในโครงการเฝ้าระวังประชาชนจำนวนมากภายในประเทศ หรือถูกนำไปใช้ในระบบอาวุธที่ทำงานอัตโนมัติเต็มรูปแบบโดยไม่มีมนุษย์ควบคุม โดยหลังจากบริษัทปฏิเสธข้อเสนอ พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าวว่า แอนโทรปิกอาจถูกจัดให้เป็น “ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน” ของกองทัพ

คำจำกัดความดังกล่าวไม่เคยถูกใช้กับบริษัทสัญชาติอเมริกันมาก่อน และหากมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ อาจส่งผลกระทบทางการเงินต่อบริษัท เนื่องจากอาจทำให้บริษัทถูกจำกัดการทำธุรกิจกับรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งในวันเดียวกันกับที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐประกาศท่าทีต่อแอนโทรปิก เพนตากอนยังประกาศข้อตกลงใหม่กับโอเพนเอไอด้วย

ช่วงเวลาที่เหตุการณ์ทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกันทำให้เกิดคำถามว่าข้อตกลงกับโอเพนเอไออาจเป็นความพยายามของกองทัพในการหาบริษัทอื่นเข้ามาแทนที่เทคโนโลยีของแอนโทรปิกในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการทหาร

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากสาธารณะและจากพนักงานภายในโอเพนเอไอ โดยมีพนักงานบางส่วนตั้งคำถามว่าบริษัทอาจยอมรับเงื่อนไขบางอย่างที่บริษัทอื่นปฏิเสธ หลังจากเกิดกระแสวิจารณ์ อัลท์แมนและโอเพนเอไอ ได้ออกมาชี้แจงว่า การใช้เทคโนโลยีของบริษัทจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย และบริษัทไม่ได้มีบทบาทในการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้เอไอในปฏิบัติการทางทหาร

อัลท์แมนยังกล่าวด้วยว่า การประกาศข้อตกลงกับเพนตากอนเกิดขึ้นอย่างเร่งรีบ และทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทดู “ฉวยโอกาสและทำงานอย่างไม่เป็นระบบ”

ในอีกด้านหนึ่ง ดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei ) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอนโทรปิกได้ส่งข้อความภายในถึงพนักงานของบริษัทเพื่อวิจารณ์อัลท์แมน

รายงานจากเดอะอินฟอร์เมชัน ระบุว่า อาโมเดอีเรียกอัลท์แมนว่าเป็นคนที่ “ไม่ซื่อสัตย์” และกล่าวว่าอัลท์แมนแสดงท่าทีสนับสนุนประธานาธิปดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในลักษณะที่เขาเปรียบว่าเป็นการยกย่องผู้นำแบบเผด็จการ

อาโมเดอียังเขียนในข้อความถึงพนักงานว่า บริษัทของเขาเลือกที่จะรักษาหลักการด้านจริยธรรมของบริษัท แม้ว่าจะต้องปฏิเสธความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงก็ตาม

“แอนโทรปิกรักษาเส้นแดงด้านจริยธรรมอย่างจริงจัง” อาโมเดอี กล่าว พร้อมอธิบายว่า แทนที่จะร่วมมือเพื่อสร้างสิ่งที่เขาเรียกว่า “ภาพลวงตาด้านความปลอดภัย” ให้กับพนักงาน

ในข้อความเดียวกัน อาโมเดอียังกล่าวถึง เกร็ก บร็อกแมน (Greg Brockman) ประธานของโอเพนเอไอ โดยระบุว่า บร็อกแมนและภรรยาได้บริจาคเงินจำนวน 25 ล้านดอลลาร์ให้กับคณะกรรมการดำเนินการทางการเมืองที่สนับสนุนทรัมป์

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ทำความรู้จัก “มะขวิด” ผลไม้โบราณ รสชาติเป็นยังไง? พร้อมประโยชน์ดีๆ

ชวนรู้จัก มะขวิด ผลไม้โบราณที่มีกลิ่นและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเจาะลึกสรรพคุณทางยา ทั้งช่วยบำรุงธาตุ ขับลม และช่วยย่อยอาหาร เรียนรู้วิธีการเลือกมะขวิดสุกให้ทานอร่อย และประโยชน์ที่คนรักสุขภาพไม่ควรพลาด!

ท่ามกลางกระแสสมูทตี้ เบอร์รีนำเข้า และผลไม้ซูเปอร์ฟู้ดจากต่างประเทศ มีผลไม้ไทยชนิดหนึ่งที่กำลังถูกพูดถึงอีกครั้งในกลุ่มคนรักสุขภาพ “มะขวิด”

ผลไม้เปลือกแข็งสีน้ำตาลหม่นที่หลายคนคุ้นตาตั้งแต่วัยเด็ก อาจดูเรียบง่ายภายนอก แต่เมื่อได้ลองชิม จะพบว่ารสชาติและคุณค่าของมันไม่ธรรมดาเลย

มะขวิด คืออะไร

มะขวิด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Limonia acidissima หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Wood apple เป็นผลไม้ในวงศ์เดียวกับส้ม พบมากในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย

ลักษณะเด่นคือเปลือกแข็งมาก ต้องใช้แรงทุบจึงเปิดออก ภายในเป็นเนื้อสีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เนื้อสัมผัสร่วนละเอียด

มะขวิด รสชาติ เป็นยังไง?

รสชาติของมะขวิดสุกจะเปรี้ยวนำ ตามด้วยความหวานละมุน บางสายพันธุ์มีความหวานชัดเจน นิยมรับประทานสด โรยพริกเกลือ หรือแปรรูปเป็นน้ำมะขวิดหวานน้อยดื่มสดชื่น

ประโยชน์ ของ มะขวิด

แม้จะไม่ใช่ผลไม้เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ แต่มะขวิดมีคุณค่าทางโภชนาการที่ควรจับตามอง

  • ใยอาหารสูง

ช่วยส่งเสริมระบบขับถ่าย และทำให้รู้สึกอิ่มนาน เหมาะกับคนที่ใส่ใจสุขภาพลำไส้

  • วิตามินซี

มีบทบาทในการเสริมภูมิคุ้มกัน และช่วยในการสร้างคอลลาเจน

  • แร่ธาตุบางชนิด

เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก แม้ไม่ใช่แหล่งหลัก แต่ช่วยเพิ่มความหลากหลายทางโภชนาการในมื้ออาหาร

สรรพคุณ ของ มะขวิด

ในตำรายาไทย มะขวิดถูกใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านมานาน โดยเฉพาะผลสุกและผลอ่อน ซึ่งมีการใช้แตกต่างกัน เช่น

  • ผลสุกช่วยระบายอ่อน ๆ
  • ใช้บรรเทาอาการแน่นท้องและช่วยขับลม
  • รสเปรี้ยวช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร
  • ใช้บรรเทาอาการไอหรือระคายคอในรูปแบบพื้นบ้าน

อย่างไรก็ตาม สรรพคุณเหล่านี้เป็นข้อมูลตามภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย การใช้เพื่อการรักษาโรคควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนเสมอ

วิธีการกินมะขวิด สไตล์คนยุคใหม่

  • ทำน้ำมะขวิดแบบหวานน้อย แช่เย็นดื่มแทนน้ำอัดลม
  • ผสมในโยเกิร์ตหรือโอ๊ตมีลเพิ่มรสเปรี้ยวหวานธรรมชาติ
  • ทำซอสผลไม้เสิร์ฟคู่ของว่าง
  • ดัดแปลงใส่ในเมนูขนมไทยหรือฟิวชัน

การเลือกบริโภคแบบไม่เติมน้ำตาลมากเกินไป จะช่วยคงคุณค่าทางโภชนาการได้ดียิ่งขึ้น

บทสรุป

มะขวิดอาจไม่ใช่ผลไม้ที่ดูทันสมัยในสายตาคนรุ่นใหม่ แต่เสน่ห์ของมันอยู่ที่รสชาติซับซ้อน กลิ่นหอมเฉพาะตัว และคุณค่าทางโภชนาการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรักสุขภาพ

บางครั้ง เทรนด์ที่ยั่งยืนที่สุด อาจไม่ใช่ของใหม่จากแดนไกล แต่คือการหันกลับมามองของดีใกล้ตัว ที่อยู่กับเรามานานแล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 6/3/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a76,850.0077,050.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,968.0075,314.8877,850.00
ทองรูปพรรณ 90%4,471.2067,783.39n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,974.4060,251.90n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,235.6033,891.70n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,738.8026,360.21n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%5,148.1978,046.56n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 6/3/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9530.5530.5531.8530.5530.5530.5530.5530.5530.55
แก๊สโซฮอล์ 9130.1830.1831.2830.1830.1830.1830.1830.1830.18
แก๊สโซฮอล์ E2028.3428.3429.4428.3428.3428.3428.3428.34
แก๊สโซฮอล์ E8526.2926.2926.29
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม40.0449.5449.8440.04
เบนซิน 9539.1449.5139.6439.2939.14
ดีเซล29.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม43.4445.6449.8445.6443.44
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า