เอพี ไทยแลนด์ ทุ่ม 2 พันล้าน ลุยพันธมิตร SME เสริมธุรกิจใหม่

เอพี ไทยแลนด์ เปิดตัว “AP Rising Blueprint” พร้อมงบลงทุน 2,000 ล้านบาท เพื่อสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจใหม่ มุ่งยกระดับ Living Quality ให้กว้างกว่าการอยู่อาศัย พร้อมสร้าง New Growth Engine ในอนาคต
บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์ขยายธุรกิจครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดตัวโครงการ “AP Rising Blueprint” พร้อมงบลงทุน 2,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการสรรหาและสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์สำหรับพัฒนาธุรกิจใหม่ โดยมีเป้าหมายสร้าง New Growth Engine และยกระดับแนวคิด Living Quality ให้ครอบคลุมมากกว่าการอยู่อาศัย
การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING – Leading with Empathy, Growing with Discipline ซึ่งมุ่งสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจผ่านการทำความเข้าใจผู้คนอย่างลึกซึ้ง ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างมีวินัย
นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ President บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายใต้วิสัยทัศน์ “EMPOWER LIVING หรือชีวิตดี ๆ ที่เลือกเองได้” บริษัทมองว่าการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย แต่ยังรวมถึงบริการ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในหลากหลายมิติ
เอพีจึงได้เปิดตัว AP Rising Blueprint เพื่อขยายบทบาทจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่การเป็นองค์กรที่ร่วมสร้าง “Living Quality Blueprint” หรือพิมพ์เขียวของคุณภาพชีวิตในมิติที่กว้างขึ้น ผ่านการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรม เทคโนโลยี แพลตฟอร์มบริการ และโมเดลธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
บริษัทเปิดกว้างสำหรับ สตาร์ทอัพ องค์กร หรือบริษัทจากหลากหลายอุตสาหกรรม ที่มีแนวคิดและโมเดลธุรกิจที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี สุขภาพ พลังงาน ดิจิทัลแพลตฟอร์ม หรือโซลูชันด้านชุมชน โดยสามารถใช้ศักยภาพของเอพี ทั้งฐานลูกบ้านกว่า 260,000 ครอบครัว เครือข่ายพันธมิตร และเงินลงทุน เพื่อร่วมกันพัฒนาธุรกิจใหม่ในอนาคต
สำหรับการพัฒนาธุรกิจภายใต้ AP Rising Blueprint จะขับเคลื่อนผ่าน Strategic Acceleration Model ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่
- Trial ทดลองและทดสอบโมเดลธุรกิจในตลาดจริง ผ่านระบบนิเวศของลูกบ้านเอพีกว่า 260,000 ครอบครัว เพื่อพิสูจน์ศักยภาพและความต้องการของตลาด
- Scale Up ขยายธุรกิจที่ผ่านการทดสอบแล้ว โดยสนับสนุนด้านเงินทุน โครงสร้างธุรกิจ และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
- Rising ต่อยอดสู่ธุรกิจใหม่ที่มีความแข็งแกร่งและยั่งยืน สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมพัฒนาเป็นเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ขององค์กร
ทั้งสามขั้นตอนจะดำเนินงานภายใต้กรอบ AP CODE ซึ่งเป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง และการบริหารจัดการอย่างมีวินัย เพื่อให้การเติบโตของธุรกิจสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “ชีวิตดี ๆ ที่เลือกเองได้”
เอพี ไทยแลนด์ ระบุว่า การลงทุนภายใต้ AP Rising Blueprint จะช่วยต่อยอดบทบาทของบริษัทจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่การเป็นองค์กรที่สร้างคุณค่าในระบบนิเวศของคุณภาพชีวิตในมิติที่กว้างขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้พันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้ามาร่วมพัฒนาแนวคิดและโมเดลธุรกิจใหม่เพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
เปิดผลประกอบการ ‘โนเบิล’ กำไรโต 37% ตุน Backlog 2.2 หมื่นล้าน

เปิดผลประกอบการ ‘โนเบิล’ กำไรโต 37% ตุน Backlog 2.2 หมื่นล้าน
- โนเบิล (NOBLE) ประกาศผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 593.1 ล้านบาท เติบโตขึ้น 37.4% จากปีก่อนหน้า
- บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ณ สิ้นปี 2568 สูงถึง 21,993 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในอนาคต
- ปัจจัยหนุนการเติบโตมาจากการใช้กลยุทธ์ Asset Light Model การร่วมทุนกับพันธมิตร และการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุน
- ฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้น โดยสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Net Gearing Ratio) ลงเหลือ 1.71 เท่า จาก 2.15 เท่าในปีก่อน
บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑล รายงานผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 593.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.4% จากปีก่อนหน้า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญความท้าทาย โดย ณ สิ้นปีบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) จำนวน 21,993 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป
นายธงชัย บุศราพันธ์ รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม กล่าวว่า ผลประกอบการที่เติบโตเป็นผลจากการดำเนินกลยุทธ์ Asset Light Model และการร่วมทุนกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบันทึกกำไรพิเศษจากการจำหน่ายเงินลงทุนในโครงการ นิว เอปิค อโศก–พระราม 9 ให้กับพันธมิตร STECX ในช่วงไตรมาส 3
ในปีที่ผ่านมา บริษัทมีโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 4 โครงการ ได้แก่ นิว อีโว อารีย์, โนเบิล ฟอร์ม ทองหล่อ, โนเบิล ครีเอท และนิว ริเวอร์เรสต์ ราษฎร์บูรณะ โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์รวมกว่า 3,370 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดโอนรวมทั้งปีอยู่ที่ 7,820 ล้านบาท
โครงการทั้ง 4 แห่งสะท้อนศักยภาพของบริษัทในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยบนทำเลศักยภาพในกรุงเทพฯ โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมี Backlog จากโครงการดังกล่าวประมาณ 5,200 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องในอนาคต นอกจากนี้ยังมีสินค้าพร้อมขายและพร้อมโอน (Inventory) มูลค่าประมาณ 9,100 ล้านบาท เพื่อรองรับการสร้างรายได้ในระยะถัดไป
ด้านฐานะการเงิน บริษัทสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Gearing Ratio) ลงเหลือ 1.71 เท่า จาก 2.15 เท่าในปีก่อนหน้า สะท้อนการบริหารสภาพคล่องและโครงสร้างเงินทุนอย่างรอบคอบ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการจำหน่ายเงินลงทุนในโครงการนิว เอปิค อโศก-พระราม 9 ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องและลดภาระหนี้สินของบริษัท
สำหรับแผนธุรกิจปี 2569 บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 4 โครงการ ทั้งคอนโดมิเนียมและบ้านแนวราบในทำเลศักยภาพ โดยจะเน้นการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง พร้อมบริหารจังหวะการลงทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาด
ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนนำที่อยู่อาศัยที่ก่อสร้างแล้วเสร็จบางส่วนมาพัฒนาเป็นรูปแบบ Rent to Own หรือการเช่าพร้อมสิทธิซื้อในอนาคต เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคและช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อในภาวะที่กำลังซื้อยังมีข้อจำกัด
นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าขยายฐานลูกค้าต่างชาติผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญ พร้อมยกระดับประสิทธิภาพด้านการขายและการตลาด โดยบริษัทได้รับการประเมิน SET ESG Ratings ระดับ AAA จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG
บริษัทระบุว่า ด้วยฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน และพอร์ตโฟลิโอที่สมดุล จะช่วยให้บริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 9 มี.ค.69 อ่อนค่าหนัก ตะวันออกกลางยืดเยื้อ

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าอ่อนค่าลงที่ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
- ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทมาจากความกังวลต่อสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและเสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้น
- สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น เนื่องจากตลาดลดความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย
- แนวโน้มเงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดที่ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์“อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.92 บาทต่อดอลลาร์
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.75- 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.95- 32.30 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up โดยสามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 31.76-31.15 บาทต่อดอลลาร์)
สอดคล้องกับ การเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ที่แม้จะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง หลังรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ล่าสุด ออกมาแย่กว่าคาด (ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม หรือ Nonfarm Payrolls ลดลงกว่า 9.2 หมื่นราย ส่วนอัตราการว่างงานสูงขึ้นสู่ระดับ 4.4%) ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดยังคงประเมิน เฟดมีโอกาสราว 76% ลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้

ภาพดังกล่าวได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดมุมมองต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED (โอกาสลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ เหลือ 54%) หลังราคาพลังงานยังพุ่งสูงขึ้น จากความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ ส่งผลให้ เงินดอลลาร์พุ่งสูงขึ้นในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย พร้อมกดดันให้ ราคาทองคำปรับตัวลง ส่วนเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน
สัปดาห์ที่ผ่านมา ความกังวลต่อสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED และหนุนการแข็งค่าของเงินดอลลาร์
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) เสี่ยงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง อาจทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นตามที่เราได้ประเมินไว้ในกรณีสถานการณ์เสี่ยงยืดเยื้อได้ ซึ่งตราบใดที่การขนส่งผ่านช่องแคบ Hormuz ยังคงหยุดชะงักลง ราคาสินค้าหลายรายการเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น
นอกเหนือจากพลังงาน อาทิ Fertilizers, แก๊ส Helium และ Sulfur ทำให้ผู้เล่นในตลาดยิ่งกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ และปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ได้ ซึ่งภาพดังกล่าวอาจหนุนเงินดอลลาร์เพิ่มเติม
พร้อมกับกดดันราคาทองคำ ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจถูกชะลอลงบ้าง หากรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดจะยังคงคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ FED ราว 1-2 ครั้ง ในปีนี้ ได้
และหากเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงหนัก อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดกังวลความเสี่ยงที่ทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ อาจเข้าแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งจะช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ได้
อนึ่ง เรามองว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ ซึ่งอาจพอช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้บ้าง แต่ยังคงต้องติดตามแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้พลิกกลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง หลังเงินบาทได้อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยเราจะประเมินว่า เงินบาทจะยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง ตราบใดที่เงินบาทยังสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 31.75-31.80 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ หากประเมินจากรูปแบบของกราฟเงินบาทใน Time Frame Daily จะพบว่า เงินบาทได้อ่อนค่าลงทะลุกรอบ Falling Wedge สะท้อนความเสี่ยงการอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยอาจมีเป้าราคาแถวโซน 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ซึ่งเป้าราคาดังกล่าว ยังสอดคล้องกับกรอบการเคลื่อนไหวที่เป็นไปได้ จากความผันผวนสูงในระยะ 3 เดือน
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk โดยการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์จะขึ้นกับการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ที่มีตัวแปรสำคัญ คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลางและรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเด็นดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาพลังงานโลก และส่งผลต่อเนื่องมายังมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดประเมินโอกาสราว 76% ที่ FED จะสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ มุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อาจปรับเปลี่ยนได้อย่างมีนัยสำคัญ หลังรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ PCE ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) รวมถึงยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) ในเดือนมกราคม รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกุมภาพันธ์ และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) เดือนมีนาคม ซึ่งในรายงานเดียวกันนั้น จะมีรายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะยาว (Inflation Expectations) ที่จะเป็นอีกข้อมูลสำคัญในการประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงาน ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) ในเดือนมีนาคม ที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มและผลกระทบของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง รวมถึง รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนมกราคม เช่นเดียวกับในฝั่งอังกฤษ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรมในเดือนมกราคม นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า ECB มีโอกาสราว 56% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน BOE มีโอกาสราว 34% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปี 2026 โดยบรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับมุมมองใหม่ว่า ทั้ง ECB และ BOE อาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่าที่เคยประเมินไว้ จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจหนุนให้ราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับสูงได้นานและหนุนให้เงินเฟ้อสูงขึ้น
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่อาจได้รับผลกระทบบ้างจากปัจจัยเทศกาลตรุษจีน ส่วนทางฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ในเดือนมกราคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดประเมิน BOJ มีโอกาสราว 82% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดไม่ได้ปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ มากเท่ากับการปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ท่ามกลางผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เนื่องจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นเสี่ยงได้รับผลกระทบพอสมควร หากราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น (จากงานวิจัยผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดย Nippon Research Institute พบว่า อัตราการเติบโตเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจได้รับผลกระทบ ราว -0.1pct ถึง -0.7pct ส่วนอัตราเงินเฟ้อ CPI อาจสูงขึ้น +0.2pct ถึง +1.1pct) เนื่องจากเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิและพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางสูง
▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนกุมภาพันธ์ ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า รับผลการเลือกตั้งและการปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งของตลาดหุ้นไทยในช่วงหลังการเลือกตั้ง ทว่า ในเดือนมีนาคมและระยะข้างหน้า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเสี่ยงปรับตัวลดลงบ้าง หากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น คล้ายกับภาพที่ได้เกิดขึ้นในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปี 2022
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
คะแนนเพียงพอ! สื่อนอกยืนยัน “วิว กุลวุฒิ” นักตบลูกขนไก่ไทยผงาดทวงมือ 1 โลก

ไทยแลนด์นัมเบอร์วัน! สื่อต่างประเทศยืนยัน วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ยอดนักแบดมินตันไทย มีคะแนนสะสมเพียงพอที่จะทวงตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลก สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) อีกครั้ง คืนได้สำเร็จในการประกาศอันดับโลกสัปดาห์นี้
โดย นักแบดมินตันชาวไทยวัย 24 ปี ที่ต้องยุติเส้นทางในรอบรองชนะเลิศ รายการ ออล อิงแลนด์ โอเพ่น แชมเปี้ยนชิพ 2026 หลังเป็นฝ่ายแพ้ให้กับ หลิน ชุนยี่ มืออันดับ 11 โลกจากไต้หวัน 1-2 เกม (14-21, 21-18 และ 16-21)
อย่างไรก็ตามด้วยการที่ทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวเป็นรายการเก็บคะแนนสะสมโลก ในระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 1000 ทำให้ กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ที่สามารถผ่านเข้าถึงรอบรองฯ จะโกยแต้มได้มากทีเดียว ขณะที่ ฉี ยู่ฉี นักแบดมินตันชาวจีน ที่ครองมือ 1 โลก มีผลงานสวนทางหลังตกรอบแรก
จากสถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้ “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักตบลูกขนไก่ขวัญใจชาวไทย จะโกยแต้มแซงหน้า ฉี ยู่ฉี นักตบลูกขนไก่แดนมังกร ที่มี 108,247 คะแนน ได้สำเร็จ
ซึ่ง สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) จะมีการประกาศอันดับโลกใหม่อย่างเป็นทางการภายหลังจบรายการ แบดมินตัน โยเน็กซ์ ออล อิงแลนด์ โอเพ่น แชมเปี้ยนชิพ 2026 ที่เมืองเบอร์มิงแฮม ในวันอังคารที่ 10 มีนาคม 2569
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
กินผักต้ม-เลี่ยงเนื้อสัตว์ทุกมื้อ แต่ไขมันพุ่ง เผยตัวการจริงที่หลายคนมองข้าม

อุทาหรณ์วัย 55! กินผักต้ม-เลี่ยงเนื้อสัตว์ทุกมื้อ แต่ไขมันในเลือดพุ่งปรี๊ด “ระดับสีแดง” เผยสาเหตุที่หลายคนมองข้าม
หญิงวัย 55 ปีรายหนึ่งต้องตกใจสุดขีด เมื่อผลตรวจสุขภาพประจำปีระบุว่าระดับไขมันในเลือดของเธออยู่ใน “ระดับอันตราย” ทั้งที่เธอมั่นใจว่าตัวเองดูแลเรื่องอาหารการกินอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด
กินคลีนแต่ทำไมไขมันยังสูง? รายงานจากสื่อต่างประเทศเปิดเผยกรณีสุดแปลกของหญิงรายนี้ ซึ่งเธอระบุว่าในแต่ละวันเธอแทบไม่แตะเนื้อสัตว์ติดมันหรือของทอดเลย อาหารหลักทั้ง 3 มื้อเน้นไปที่ “ผักต้ม” เป็นหลัก จนเชื่อมั่นว่าสุขภาพของเธอน่าจะแข็งแรงดี แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามเมื่อค่าไตรกลีเซอไรด์ในเลือดพุ่งสูงผิดปกติ
เปิด 3 ตัวการร้ายที่แฝงมาในคราบ “อาหารไม่อันตราย” ชิว ซือซิน ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ได้วิเคราะห์พฤติกรรมการกินของเธออย่างละเอียดจนพบ “ความลับ” ที่ซ่อนอยู่ แม้เธอจะเลี่ยงไขมัน แต่เธอกลับเติมสิ่งเหล่านี้เข้าร่างกายทุกวัน:
- แป้งขัดขาว: เธอชอบทาน “ขนมปังหัวหอม” (ขนมปังหวาน) เป็นอาหารเช้า
- เครื่องดื่มน้ำตาล: เธอดื่มชานม (แม้จะสั่งหวานน้อย) ในช่วงบ่ายเป็นประจำ
- ผลไม้ปริมาณมาก: เธอกินผลไม้จานใหญ่ทุกวันเพราะคิดว่ามีประโยชน์
กลไกที่ทำให้ “น้ำตาล” กลายเป็น “ไขมัน” ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าไขมันในเลือดสูงเกิดจากการกินมันหมูหรือของทอดเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง “น้ำตาลและแป้งขัดขาว” คือสาเหตุหลัก เมื่อร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตส่วนเกินจากขนมปัง เครื่องดื่มหวาน หรือผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ตับจะเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินเหล่านี้ให้กลายเป็น “ไขมันไตรกลีเซอไรด์” เก็บสะสมไว้ในกระแสเลือดนั่นเอง
3 เคล็ดลับ คุมไขมันให้พ้นขีดอันตราย เพื่อให้ระดับไขมันกลับมาปกติ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังนี้:
- จำกัดปริมาณผลไม้: ไม่ควรกินเกิน 2 กำมือต่อวัน และห้ามกินผลไม้แทนมื้ออาหารหลัก
- เลือกคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสี: เปลี่ยนจากขนมปังขาวเป็นข้าวกล้อง หรือมันเทศ เพื่อให้อิ่มนานและรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่
- กินโปรตีนให้เพียงพอ: ในทุกมื้อควรมีเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา หรือเต้าหู้ ขนาดประมาณ 1 ฝ่ามือ เพื่อช่วยรักษาสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
เขียนวันที่ภาษาอังกฤษ แบบมือโปร! สรุปชัดๆ สไตล์ US และ UK เลิกสับสนทันที

“กรุณาส่งงานภายในวันที่ 05/04/2026” ถ้าคุณเจอประโยคนี้ในอีเมลจากเจ้านายต่างชาติ คุณจะส่งงานวันไหนครับ? วันที่ 5 เมษายน หรือ วันที่ 4 พฤษภาคม?
เห็นไหมครับว่าแค่การ เขียนวันที่ภาษาอังกฤษ ก็สามารถสร้างความสับสนระดับคอขาดบาดตายในการทำงานได้แล้ว! สาเหตุหลักมาจากชาวอเมริกันและชาวอังกฤษมีระบบการเรียงลำดับ วัน เดือน ปี ที่สลับตำแหน่งกันครับ ถ้าเราไม่รู้หลักการที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดการนัดหมายผิดพลาด ส่งงานสาย หรือจองตั๋วเครื่องบินผิดเดือนได้เลยทีเดียว
วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมาเจาะลึกวิธีการเขียนวันที่ให้ถูกต้องตามหลักสากล สรุปความแตกต่างระหว่างสไตล์ US และ UK แบบจำง่าย พร้อมตารางระดับความทางการ เพื่อให้คุณนำไปเขียนอีเมลหรือกรอกเอกสารได้อย่างมั่นใจเต็มร้อยครับ!
องค์ประกอบสำคัญ: ต้องใช้ “เลขลำดับที่” (Ordinal Numbers)
เวลาเราพูดถึงวันที่ในภาษาอังกฤษ เราไม่ได้ใช้เลขจำนวนนับปกติ (1, 2, 3) แต่เราจะใช้เลขลำดับที่ (1st, 2nd, 3rd) เสมอครับ เวลาเขียนแบบเต็มๆ เราจึงมักเห็นตัวอักษรห้อยท้ายตัวเลขดังนี้:
- ลงท้ายด้วย 1 ใช้ st: 1st (First), 21st (Twenty-first), 31st (Thirty-first)
- ลงท้ายด้วย 2 ใช้ nd: 2nd (Second), 22nd (Twenty-second)
- ลงท้ายด้วย 3 ใช้ rd: 3rd (Third), 23rd (Twenty-third)
- ตัวเลขอื่นๆ ใช้ th: 4th, 5th, 11th, 12th, 20th, 30th
ข้อสังเกต: เลข 11, 12, 13 จะลงท้ายด้วย th ทั้งหมดนะครับ ถือเป็นข้อยกเว้นที่ต้องจำให้แม่น!
2 สไตล์หลักในการ เขียนวันที่ภาษาอังกฤษ (US vs UK Format)
นี่คือแก่นสำคัญที่คนทั่วโลกสับสนกันมากที่สุดครับ การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทหรือคนที่คุณคุยด้วยนั้นใช้ภาษาอังกฤษโซนไหน
1. สไตล์อเมริกัน (US Format)
ชาวอเมริกันชอบเอา “เดือน” ขึ้นต้นประโยคครับ
- สูตรการเรียง: เดือน – วัน – ปี (Month-Day-Year หรือ MM/DD/YYYY)
- การใส่เครื่องหมาย: ต้องใส่ลูกน้ำ (Comma) คั่นระหว่าง “วัน” กับ “ปี” เสมอ เพื่อไม่ให้ตัวเลขติดกันเกินไป
- ตัวอย่าง: February 28, 2026
2. สไตล์บริติช (UK Format)
ชาวอังกฤษ (และคนส่วนใหญ่ในยุโรป รวมถึงไทย) จะเรียงจากหน่วย เล็ก ไป กลาง ไป ใหญ่ ครับ
- สูตรการเรียง: วัน – เดือน – ปี (Day-Month-Year หรือ DD/MM/YYYY)
- การใส่เครื่องหมาย: ไม่จำเป็นต้องใส่ลูกน้ำคั่นเลยครับ สามารถเขียนเรียงติดกันได้เลย
- ตัวอย่าง: 28 February 2026 (หรือ 28th February 2026)
ตาราง: เลือกระดับความทางการให้เหมาะกับสถานการณ์ (Formality Guide)
การเขียนวันที่ไม่ได้มีแค่แบบเดียวครับ ตารางนี้จะช่วยให้คุณเลือกรูปแบบการเขียนให้เหมาะสมกับบริบท ไม่ว่าจะเป็นการเขียนอีเมลหาลูกค้า หรือการจดโน้ตย่อส่วนตัว
| ระดับความทางการ (Formality) | สไตล์อเมริกัน (US: MM/DD/YYYY) | สไตล์บริติช (UK: DD/MM/YYYY) | สถานการณ์ที่เหมาะสม (Usage) |
| ทางการมาก (Very Formal) | February 28, 2026 | 28 February 2026 | เอกสารสัญญา, จดหมายราชการ, พิมพ์ในการ์ดเชิญ |
| มาตรฐาน (Standard) | Feb 28, 2026 | 28 Feb 2026 | อีเมลธุรกิจทั่วไป, รายงาน, เรซูเม่ (Resume) |
| เพิ่มเลขห้อยท้าย (With Suffix) | February 28th, 2026 | 28th February 2026 | ใช้บ่อยในสไตล์อังกฤษ ทำให้ดูสละสลวยขึ้น |
| แบบตัวเลขล้วน (Numeric) | 02/28/2026 | 28/02/2026 | การกรอกฟอร์มออนไลน์, จดโน้ตย่อ, แชทคุยกับเพื่อน |
ข้อควรระวัง: หากคุณต้องทำงานข้ามชาติ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการเขียนแบบ “ตัวเลขล้วน” (Numeric) ครับ เพราะ 02/05/2026 อเมริกันจะอ่านว่า 5 กุมภาพันธ์ แต่อังกฤษจะอ่านว่า 2 พฤษภาคม การเขียน “ชื่อเดือนเป็นตัวอักษร” คือทางออกที่ปลอดภัยที่สุดครับ!
ทริคการจำ: Preposition ที่ใช้กับวันที่และเดือน
นอกจากจะเขียนถูกแล้ว การเลือกใช้คำบุพบท (Preposition) นำหน้าก็สำคัญไม่แพ้กันครับ ท่องง่ายๆ 2 ข้อ:
- ใช้ On นำหน้า “วันที่เจาะจง” หรือ “วันในสัปดาห์”
- The deadline is on February 28. (ถึงจะมีเดือน แต่ถ้ามีวันที่กำกับ ถือเป็นวันเจาะจง ต้องใช้ On)
- I will see you on Monday.
- ใช้ In นำหน้า “เดือนเดี่ยวๆ” หรือ “ปีเดี่ยวๆ”
- My vacation is in February.
- The project will finish in 2026.
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
ส่องทัพนวัตกรรม AI เปลี่ยนโลกงาน MWC 2026 ยกระดับระบบนิเวศอัจฉริยะ

- งาน MWC 2026 ชูแนวคิด “The IQ Era” ที่มุ่งเน้น “Agentic AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถคิด วิเคราะห์ และปฏิบัติงานแทนมนุษย์ในระบบนิเวศอัจฉริยะต่างๆ
- บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น Xiaomi, Samsung, HONOR และ Lenovo ได้เปิดตัวนวัตกรรม AI หลากหลาย ตั้งแต่สมาร์ทโฟน, รถยนต์ไฟฟ้า, หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ไปจนถึงคอนเซ็ปต์พีซีแบบโมดูลาร์
- เทรนด์สำคัญคือนวัตกรรมได้ก้าวสู่ “Embodied AI” หรือ AI ที่มีตัวตนทางกายภาพ สามารถเคลื่อนไหวและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ได้ใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น
มหกรรม Mobile World Congress 2026 (MWC 2026) ณ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ในปีนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมภายใต้ธีม “The IQ Era” ที่มุ่งเน้นการนำเสนอ “Agentic AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถคิด วิเคราะห์ และปฏิบัติงานแทนมนุษย์ได้จริงในทุกมิติ ตั้งแต่อุปกรณ์พกพา ยานยนต์ ไปจนถึงที่พักอาศัยและโครงสร้างพื้นฐานระดับโครงข่าย
เสียวหมี่ (Xiaomi) สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ด้วยการชูวิสัยทัศน์ “Human × Car × Home” ที่เป็นรูปธรรมที่สุด โดยมีไฮไลท์คือ เสียวหมี่ วิชัน แกรน ตูริสโม (Xiaomi Vision Gran Turismo) ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าต้นแบบขนาดเท่าจริง ชูดีไซน์ “Sculpted by the Wind” พร้อมห้องโดยสารแบบ “Sofa Racer” ที่เชื่อมต่อกับระบบ AI อัจฉริยะ เสียวหมี่ พัลส์ (Xiaomi Pulse) และระบบปฏิบัติการ เสียวหมี่ ไฮเปอร์โอเอส (Xiaomi Hyper OS) อย่างสมบูรณ์
ขณะที่สมาร์ทโฟนเรือธง เสียวหมี่ 17 อัลตรา (Xiaomi 17 Ultra) และ Leica Leitzphone ได้ยกระดับการถ่ายภาพด้วยเซนเซอร์ 1 นิ้ว ควบคู่ไปกับการเปิดตัว เสียวหมี่ มิโลโก (Xiaomi Miloco) ระบบบ้านอัจฉริยะรุ่นแรกที่ใช้โมเดล MiMo สามารถรับรู้บริบทในบ้านผ่านสายตา AI เพื่อจัดการงานบ้านอัตโนมัติ
ในขณะเดียวกัน ซัมซุง (Samsung) ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการขยายระบบนิเวศ Galaxy AI ผ่านสมาร์ทโฟน Galaxy S26 Series ที่มาพร้อมชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5 for Galaxy และฟีเจอร์ Privacy Display พร้อมทั้งเผยวิสัยทัศน์ผ่านอุปกรณ์ฟอร์มแฟคเตอร์ใหม่ๆ อย่าง Galaxy TriFold หน้าจอพับ 3 ทบ และอุปกรณ์ XR ที่ทำงานร่วมกับ Galaxy Buds4
สอดคล้องกับ ออเนอร์ (HONOR) ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วย Robot Phone สมาร์ทโฟนที่มีกลไก Gimbal ในตัวสามารถติดตามวัตถุและโต้ตอบได้ราวกับมีชีวิต รวมถึง Magic V6 สมาร์ทโฟนจอพับที่บางเพียง 8.75 มม. และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ออกแบบมาเพื่อผู้บริโภคทั่วไป

ทางด้านค่าย วีโว่ (vivo) ได้เผยโฉม vivo X300 Ultra รุ่น Global ที่เน้นพลังการซูมด้วยเลนส์ Zeiss 400mm
ขณะที่ หัวเว่ย (Huawei) ประกาศหวนคืนสู่สนามด้วย HUAWEI WATCH GT Runner 2 ที่ร่วมพัฒนากับ เอลิอุด คิปโชเก (Eliud Kipchoge) ตำนานนักวิ่งมาราธอน พร้อมโชว์ HUAWEI Mate 80 Pro และแท็บเล็ต MatePad Mini ขนาด 8.8 นิ้ว
นอกจากนี้ เลอโนโว (Lenovo) ยังนำเสนอแนวคิดพีซีแห่งอนาคต ThinkBook Modular AI PC Concept ภายใต้แนวคิด “Carry Small, Use Big” ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้หลากหลายตามสถานการณ์

ThinkBook Modular AI PC Concept โดดเด่นด้วยการใช้หน้าจอขนาด 14 นิ้วถึง 2 จอ โดยจอที่สองติดตั้งอยู่ที่ฝาหลังของเครื่องและสามารถถอดออกเพื่อนำไปใช้งานแบบแยกส่วน (Portable Monitor) หรือนำมาติดตั้งแทนที่คีย์บอร์ดเพื่อเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ให้เป็นระบบสองหน้าจอแนวตั้งขนาดใหญ่ถึง 19 นิ้ว นอกจากนี้ยังมาพร้อมคีย์บอร์ดบลูทูธที่ถอดแยกได้ และระบบพอร์ตเชื่อมต่อ (Modular I/O) แบบ Hot-swappable ที่ผู้ใช้สามารถเลือกถอดเปลี่ยนโมดูลพอร์ต USB-A, USB-C หรือ HDMI ได้เองตามต้องการ โดยพอร์ตสำรองจะถูกเก็บไว้ในตลับขนาดเล็กคล้ายเคสหูฟังไร้สาย ซึ่งนวัตกรรมนี้ตอบโจทย์ความยืดหยุ่นในการทำงานและช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ในยุค AI
สำหรับการตอบโจทย์ธีม “The IQ Era” ในปีนี้ นวัตกรรมได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงซอฟต์แวร์ไปสู่ “Embodied AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่มีร่างเนื้อในโลกจริง เห็นได้ชัดจากความพยายามของ HONOR ในการลดขนาดมอเตอร์เพื่อบรรจุระบบ Gimbal 4 แกนลงในสมาร์ทโฟน ทำให้ตัวเครื่องสามารถขยับเขยื้อนแสดงอารมณ์และติดตามผู้ใช้ได้อัตโนมัติ

รวมถึงการรุกคืบของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากหลายค่ายที่มุ่งเน้นการเป็นเพื่อนคู่คิด (Companion) และผู้ช่วยในออฟฟิศ ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าอุปกรณ์ในยุค IQ Era จะไม่ได้รอรับคำสั่งเพียงอย่างเดียว แต่จะมีความสามารถในการรับรู้เชิงพื้นที่ (Spatial Awareness) และตอบสนองต่อผู้ใช้งานด้วยท่าทางและอารมณ์ที่ใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้น
นอกจากนี้ ในระดับโครงสร้างพื้นฐาน ยักษ์ใหญ่อย่างโนเกีย (Nokia) และหัวเว่ย (Huawei) ยังได้เปิดตัวโซลูชัน AI-Native Network ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการรับส่งข้อมูลมหาศาลจากอุปกรณ์อัจฉริยะเหล่านี้ โดยเครือข่ายยุคใหม่จะเปลี่ยนสถานะจากท่อส่งข้อมูลธรรมดาไปสู่ “สิ่งมีชีวิตอัจฉริยะ” ที่สามารถเรียนรู้และปรับปรุงประสิทธิภาพได้เอง (Self-optimizing) เพื่อรองรับการมาถึงของยุค 6G ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ระบบนิเวศอัจฉริยะทั้งหมดสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อและมีความหน่วงต่ำในระดับเสี้ยววินาที
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
เปิดความลับ 6 ผลไม้สวรรค์ กินมื้อเย็นได้แบบไม่ต้องรู้สึกผิด ร่างกายตอบรับดี

“ใครบอกว่ากินมื้อดึกแล้วต้องพุงป่องเสมอไป? เปิดความลับ 6 ผลไม้สวรรค์ที่กินมื้อเย็นได้แบบไม่ต้องรู้สึกผิด! ไม่เพียงแต่แคลอรีต่ำ แต่ยังซ่อนทีเด็ดช่วยดักไขมัน ลดคอเลสเตอรอล และทำให้นอนหลับลึกขึ้น มีอะไรบ้าง มาดูกัน!
6 ผลไม้กินตอนเย็นได้ ช่วยดักไขมัน นอนหลับลึกขึ้น
1. แก้วมังกร : ฮีโร่ปราบหิว ลำไส้โล่ง
แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยน้ำและใยอาหารสูงมาก ทำให้กินแล้วรู้สึก “อิ่มนาน” แคลอรีต่ำสุดๆ นอกจากนี้ไฟเบอร์ในแก้วมังกรยังทำหน้าที่เหมือนไม้กวาดที่ช่วยทำความสะอาดลำไส้ และมีส่วนช่วยในการควบคุมระดับไขมันในเลือดได้ดีเยี่ยม กินดึกแค่ไหน ตื่นเช้ามาก็ขับถ่ายคล่องตัวค่ะ
2. ฝรั่ง : เสกผิวสวย คุมน้ำตาลให้อยู่หมัด
รู้หรือไม่คะว่าตอนเรารอหลับ ร่างกายจะซ่อมแซมตัวเอง การกินฝรั่งที่มี “วิตามินซีสูงปรี๊ด” จะเข้าไปช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขณะที่เรานอนหลับ ทำให้ผิวพรรณได้รับการฟื้นฟู ยิ่งไปกว่านั้น กากใยที่หนาแน่นของฝรั่งยังช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด ใครที่กลัวอ้วน กลัวเบาหวาน หรือกำลังคุมน้ำหนัก ฝรั่งคือตัวเลือกอันดับหนึ่งเลยค่ะ
3. แอปเปิลเขียว : ดักไขมัน ดับความอยากของหวาน
แอปเปิลเขียวไม่ได้มีดีแค่ความกรอบ แต่มีใยอาหารชนิดละลายน้ำที่เรียกว่า “เพกติน” (Pectin) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยดักจับคอเลสเตอรอลในทางเดินอาหารก่อนถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย แถมยังมี “กรดมาลิก” (Malic Acid) ที่ให้รสเปรี้ยวอมหวาน ช่วยลดความอยากกินขนมจุกจิกยามดึก ทำให้รู้สึกสดชื่น และส่งผลดีต่อระบบทางเดินหายใจด้วย
4. กีวี : ยานอนหลับจากธรรมชาติ บอกลาอาการท้องอืด
ใครหลับยากต้องจัดกีวีก่อนนอนค่ะ! เพราะกีวีมีสารเซโรโทนิน (Serotonin) ที่ช่วยลดความตึงเครียด ทำให้เราง่วงและ “หลับลึกขึ้น” นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์แอกทินิดิน (Actinidin) ที่ช่วยย่อยโปรตีนจากอาหารมื้อเย็นที่เรากินเข้าไป ทำให้หมดปัญหาอาการท้องอืด จุกเสียด ช่วยให้นอนหลับสบายตลอดคืน
5. ส้มโอ : รีเฟรชร่างกาย ป้องกันตะคริว
กลิ่นหอมอโรมาอ่อนๆ ของส้มโอ (Citrus scent) มีฤทธิ์ช่วยให้ระบบประสาทผ่อนคลาย ในเนื้อส้มโอยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำคัญอย่างโพแทสเซียม ที่ช่วย “ป้องกันอาการตะคริว” ตอนกลางคืนได้ดีเยี่ยม นอกจากนี้ สารต้านอนุมูลอิสระในส้มโอยังช่วยสนับสนุนการทำงานของตับ ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้นแม้ในยามพักผ่อน
6. มะละกอสุก : ดีท็อกซ์ธรรมชาติ ฟื้นฟูดวงตา
ตบท้ายด้วยผลไม้สีสวยอย่างมะละกอสุก ที่มีเอนไซม์ “ปาเปน” (Papain) ฮีโร่ตัวเก่งที่ช่วยย่อยสลายเศษอาหารหรือโปรตีนที่ตกค้างในลำไส้ ทำให้ตื่นเช้ามาขับถ่ายได้หมดจด แถมสีส้มในมะละกอยังอุดมไปด้วย “แคโรทีนอยด์” (Carotenoids) ช่วยลดการอักเสบสะสมในร่างกาย และมีวิตามินเอสูงปรี๊ดที่ช่วยฟื้นฟูความเหนื่อยล้าของดวงตาจากการจ้องจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือมาทั้งวัน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 9/3/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 77,200.00 | 77,400.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,991.00 | 75,663.56 | 78,200.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,491.90 | 68,097.20 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,992.80 | 60,530.85 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,245.95 | 34,048.60 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,746.85 | 26,482.25 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 5,172.02 | 78,407.82 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 9/3/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.55 | 30.55 | 31.85 | 30.55 | 30.55 | 30.55 | 30.55 | 30.55 | 30.55 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.18 | 30.18 | 31.28 | 30.18 | 30.18 | 30.18 | 30.18 | 30.18 | 30.18 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.34 | 28.34 | 29.44 | 28.34 | – | 28.34 | 28.34 | 28.34 | 28.34 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.29 | 26.29 | – | – | – | – | – | – | 26.29 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







