อสังหาฯ แห่ขายที่ดิน-โครงการผ่าน EIA ‘เบรกลงทุน’ ใบอนุญาตก่อสร้างวูบ 50.2%

- ผู้ประกอบการอสังหาฯ โดยเฉพาะรายกลาง และเล็กเผชิญปัญหาสภาพคล่อง ทำให้ต้องขายที่ดิน และโครงการที่ผ่าน EIA แล้วให้แก่ผู้ประกอบการรายใหญ่
- ภาพรวมการลงทุนใหม่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน สะท้อนจากตัวเลขใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยในไตรมาส 1 ที่ลดลงถึง 50.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน
- ผู้พัฒนารายใหญ่ใช้จังหวะนี้เข้าซื้อสินทรัพย์ และโครงการที่พร้อมพัฒนาต่อ เพื่อเป็นทางลัดในการขยายธุรกิจ และสะสมโอกาสรอตลาดฟื้นตัว
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 ไม่ได้เห็นเพียงภาพของการชะลอเปิดโครงการใหม่ แต่กำลังเกิดปรากฏการณ์ เปลี่ยนมือ “สินทรัพย์” ครั้งสำคัญ เมื่อผู้ประกอบใน และนอก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บางส่วนยอมตัดใจ “ขายที่ดิน” และ โครงการที่ผ่านรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment) ให้ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแรง เพื่อเปลี่ยน “ต้นทุนจม” ให้เป็น “เงินสด” ขณะที่รายใหญ่ใช้จังหวะนี้เร่งสะสม “โอกาส” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวัฏจักรฟื้นตัวรอบใหม่
นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก จากกำลังซื้อที่เปราะบาง ต้นทุนทางการเงินสูง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ภาพที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงการชะลอเปิดโครงการใหม่เท่านั้น หากยังเริ่มเห็นการ “เปลี่ยนมือสินทรัพย์” อย่างมีนัยสำคัญในอุตสาหกรรม ส่วนหนึ่งเกิดจากธนาคารคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อโครงการ (Pre-financing) วิกฤติหุ้นกู้ ทำให้ความเชื่อมั่นลดลง การระดมทุนของดีเวลลอปเปอร์ทั้งในตลาด และนอก ตลาดหลักทรัพย์ยากขึ้น
“ดีเวลลอปเปอร์จำนวนหนึ่งที่เคยเร่งสะสมแลนด์แบงก์ในช่วงตลาดขาขึ้น กำลังเผชิญโจทย์หนักจากภาวะขายชะลอ ต้นทุนการถือครองที่เพิ่มขึ้น ที่สำคัญต้องการสภาพคล่อง ส่งผลให้หลายรายตัดสินใจขายที่ดิน รวมถึงโครงการที่ผ่านการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว ให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีสภาพคล่อง และศักยภาพในการพัฒนาต่อ”
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพ การปรับตัวตัวตามธรรมชาติของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงตลาดขาลง ซึ่งดีเวลลอปเปอร์ที่มีความพร้อมด้านการเงิน และความสามารถในการบริหารความเสี่ยง จะกลายเป็นผู้ที่ได้เปรียบในการเลือกซื้อที่ดินหรือโครงการมาพัฒนาที่ผ่านการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาพัฒนาต่อได้เร็วขึ้น
ผู้ประกอบการแตะเบรกลงทุน
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ตอกย้ำภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการทั่วประเทศเลือก “แตะเบรก” การลงทุนใหม่ชัดเจน สังเกตได้จากจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินเหลือเพียง 5,783 หน่วย ลดลง 45.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่จำนวนหน่วยที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างลดลงถึง 50.2% เหลือ 27,870 หน่วย

โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมได้รับผลกระทบหนักที่สุด จำนวนหน่วยที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างลดลงถึง 71.3% สะท้อนว่าผู้ประกอบการจำนวนมากเลือก “ชะลอ” การเปิดโครงการแนวสูง และหันไปบริหารสต๊อกแทนการลงทุนใหม่ แม้ตัวเลข REIC จะสะท้อนการหดตัวของฝั่งซัปพลายอย่างชัดเจน แต่ฝั่งดีมานด์ยังไม่ถึงกับหยุดนิ่ง โดยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศยังเติบโต 11.2% และสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่เพิ่มขึ้น 11.1%
อย่างไรก็ตาม การเติบโตส่วนใหญ่เกิดขึ้นในตลาดระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่ม “เรียลดีมานด์” ขณะที่ตลาดระดับบนตั้งแต่ 7.51 ล้านบาทขึ้นไป เริ่มส่งสัญญาณ “ชะลอตัว” จำนวนหน่วยโอนลดลง 14.9% และมูลค่าการโอนลดลง 16.4% ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงเลือกใช้ยุทธศาสตร์ “รอจังหวะ” มากกว่า “เร่งลงทุน”
ตัดใจขายที่ดิน-โครงการผ่าน EIA
นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เปิดเผยว่า หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของบริษัทคือ การขยายธุรกิจผ่านการเข้าซื้อโครงการจากผู้ประกอบการรายอื่น โดยเฉพาะโครงการที่ผ่านกระบวนการออกแบบ และได้รับอนุมัติ การจัดทำ และประเมินรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เรียบร้อยแล้ว
แนวทางดังกล่าวเปรียบเสมือนใช้ “ทางลัด” ในการพัฒนาโครงการ เพราะสามารถลดระยะเวลาเตรียมงานได้มากกว่า 1 ปี เมื่อเทียบกับการเริ่มต้นพัฒนาโครงการใหม่ตั้งแต่การจัดหาที่ดิน การออกแบบ และการขออนุมัติต่างๆ
“ในกรุงเทพฯ ขณะนี้เริ่มมีผู้พัฒนาโครงการรายอื่นที่ดำเนินการเรื่องที่ดิน และการขออนุญาตต่างๆ ไว้แล้ว ต้องการส่งต่อโครงการให้เราพัฒนา ซึ่งถือเป็นทางลัดที่ช่วยลดระยะเวลา และความเสี่ยงจากการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด คาดว่าในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีนี้ น่าจะเปิดเผยรายละเอียดได้เริ่มอยู่ระหว่างดีล 2-3ราย ซึ่งอาจเป็นแนวทางการเติบโตที่น่าสนใจ”
โอกาสทองภาพรวม “ราคาที่ดิน” เริ่มนิ่ง
นายกรมเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพูดคุยโครงการในลักษณะนี้หลายรายการ โดยจะเลือกเฉพาะโครงการที่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของบริษัทเท่านั้น ไม่ใช่รับทุกโครงการที่เข้ามา แม้ในตลาดจะมีโอกาสจำนวนมาก ทั้งโครงการคุณภาพดี และโครงการที่มีความท้าทาย
“เราให้ความสำคัญกับการคัดเลือกอย่างรอบคอบจึงมองได้ว่า ตลาดกรุงเทพฯ ในปัจจุบันกำลังเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ ผ่านการเข้าซื้อหรือรับช่วงพัฒนาโครงการที่มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว”
ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือ ภาพสะท้อนของการเปลี่ยนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ จากเดิมที่การแข่งขันอยู่บนการแย่งซื้อที่ดิน กลายเป็นการแข่งขันบนความพร้อมด้านเงินทุนและความสามารถในการเข้าถึงสินทรัพย์คุณภาพ สถานการณ์ดังกล่าวยังเห็นได้จากตลาดภูเก็ต ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในพื้นที่ ที่ราคาที่ดินปรับตัวร้อนแรงที่สุดหลังโควิด-19
ทั้งนี้ ราคาที่ดินในภูเก็ตเมื่อ 3 ปีก่อน อยู่ที่ประมาณ 15 ล้านบาทต่อไร่ ปรับขึ้นเป็น 40-45 ล้านบาทต่อไร่ในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มเข้าสู่ภาวะ “ทรงตัว” หลังจากผู้ประกอบการรายใหญ่มีที่ดินสะสมเพียงพอ และไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อในราคาสูงอีกต่อไป
“หากไม่มีผู้ซื้อรายใหม่เข้ามาเพิ่มมากนัก ราคาที่ดินก็มีแนวโน้มที่จะไม่ปรับขึ้นต่อ อีกทั้งผู้ที่เคยซื้อที่ดินในราคาสูงบางส่วนอาจมีความจำเป็นต้องขายออก ทำให้ที่ดินกลับเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอีกระลอก”
ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งคือ การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน โครงการหนึ่งใช้เวลาพัฒนาประมาณ 2 ปี กว่าจะสามารถเริ่มลงทุนในโครงการใหม่ได้ ดังนั้นผู้ซื้อที่ดินรายใหญ่จึงเป็นกลุ่มที่มีเงินทุนพร้อม และมองเห็นโอกาสในการพัฒนา แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายต่างก็มีที่ดิน(Land Bank) อยู่ในมือจำนวนมากแล้ว จึงไม่ได้มีความจำเป็นต้องเร่งซื้อที่ดินเพิ่มเติมเหมือนในอดีต
“ราคาที่ดินน่าจะอยู่ในช่วงทรงตัวมากกว่าการปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน แต่เวลานี้ราคาน่าจะเริ่มนิ่งมากขึ้น ขณะเดียวกัน เริ่มมีที่ดินไหลกลับเข้าสู่ตลาดจากผู้ที่เคยซื้อในราคาสูงเกินจริง หรือไม่สามารถพัฒนาโครงการต่อได้ตามแผน ส่งผลให้เกิดแรงขายเพิ่มขึ้นในบางทำเล”
ภาพนี้สะท้อนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ เมื่อผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลางเลือกเปลี่ยนสินทรัพย์เป็น“สภาพคล่อง” ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ใช้จังหวะตลาดชะลอตัวเข้าซื้อสินทรัพย์ที่พร้อมพัฒนาในราคาที่สมเหตุสมผลกว่าเดิม
ชะลอลงทุน รักษาสภาพคล่อง
นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ท่ามกลางภาวะตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ ได้ปรับแผนธุรกิจโดยชะลอการลงทุนโครงการใหม่ และมุ่งพัฒนาโครงการที่มีอยู่ให้แล้วเสร็จ บริหารจัดการกระแสเงินสด และมุ่งลดภาระหนี้สิน โดยใช้รายได้จากการขาย และโอนกรรมสิทธิ์ทยอยลดหนี้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินในช่วงที่ตลาดยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ขณะเดียวกัน เร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจผ่านการขยายการลงทุนด้านพลังงานสะอาดภายใต้ “Sena Green Energy” เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่รองรับอนาคตธุรกิจดังกล่าวครอบคลุมทั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตสูงในระยะยาวการขยายสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดจะช่วยลดการพึ่งพารายได้จากภาคอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว และเป็น New S-Curve สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรในอนาคต
ปี 2569 จึงอาจไม่ใช่ปีแห่งการเปิดเกมรุกของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นปีแห่งการปรับตัว ผู้ประกอบการที่มีฐานะการเงินแข็งแรงสามารถสะสมสินทรัพย์คุณภาพในต้นทุนที่เหมาะสม แต่หาก “สายป่านสั้น” จำเป็นต้องลดภาระและรักษาสภาพคล่อง และบริหารความเสี่ยงเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
โรงแรมหรูไทยเนื้อหอมเม็ดเงินลงทุนทะลัก รับคลื่นเศรษฐีโลก

- การลงทุนในธุรกิจโรงแรมหรูของไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
- อุปทานโรงแรมหรูคุณภาพสูงในไทยมีจำกัดสวนทางกับความต้องการของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น
- การเข้ามาของแบรนด์โรงแรมหรูระดับโลก และเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ กำลังยกระดับให้กรุงเทพฯ กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านลักชัวรีที่สำคัญของเอเชีย
- ราคาห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมระดับอัลตราลักชัวรีพุ่งสูงขึ้นเกือบ 15,000 บาทต่อคืน สะท้อนถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับบน
ในวันที่หลายภาคธุรกิจยังเผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก โรงแรมระดับลักชัวรีกลับกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุด
ข้อมูลจากเจแอลแอล (JLL) ระบุว่า มูลค่าการซื้อขายโรงแรมระดับลักชัวรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี 2568 พุ่งแตะ 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 77% จากปี 2560 และเข้าใกล้สถิติสูงสุดก่อนโควิดในปี 2562 ที่ 2,400 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนปรากฏการณ์สำคัญว่า โรงแรมหรูไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงธุรกิจบริการอีกต่อไป แต่กำลังถูกยกระดับเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” ที่สามารถรักษามูลค่า และสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก
ซัปพลายจำกัด ยิ่งหายากยิ่งมีมูลค่า
แม้กระแสลงทุนในโรงแรมหรูจะร้อนแรงทั่วเอเชีย แต่ประเทศไทยกลับมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างออกไป ปัจจัยสำคัญคือ “สินทรัพย์” ออกสู่ตลาดน้อยเจ้าของโรงแรมระดับลักชัวรีส่วนใหญ่เลือกถือครองระยะยาว ส่งผลให้จำนวนโรงแรมคุณภาพสูงที่เปิดขายมีจำกัด
ขณะที่ความต้องการจากนักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2560 โรงแรมลักชัวรีมีสัดส่วนเกือบ 20% ของมูลค่าการซื้อขายโรงแรมทั้งหมดในไทย ล่าสุดมีจำนวนธุรกรรมเพียง 7.9% ของตลาด
สะท้อนภาวะ “ของดีมีน้อย” ที่กำลังผลักดันมูลค่าทรัพย์สินให้สูงขึ้น การซื้อหุ้นคืนของโรงแรมหรูย่านใจกลางกรุงเทพฯ และดีลขายหุ้น 51% ของโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ กลายเป็นสัญญาณชัดเจนว่า นักลงทุนยังพร้อมจ่ายเพื่อครอบครองสินทรัพย์ระดับพรีเมียม
โรงแรมหรู เน้นขายประสบการณ์
ความเปลี่ยนแปลงสำคัญของอุตสาหกรรมโรงแรมหรูในปัจจุบันคือ การเปลี่ยนจากการขาย “ห้องพัก” ไปสู่การขาย “ประสบการณ์” นักเดินทางยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มกำลังซื้อสูง ไม่ได้มองหาที่พักเพียงเพื่อพักผ่อน แต่ต้องการประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตน ไลฟ์สไตล์ และคุณภาพชีวิต
รีสอร์ตเพื่อสุขภาพ (Wellness Retreat) การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หรือบริการเฉพาะบุคคลระดับสูง จึงกลายเป็นหัวใจของการแข่งขันรอบใหม่ แนวคิด “Lifestyle Luxury” กำลังเข้ามาแทนที่ภาพจำของโรงแรมห้าดาวแบบดั้งเดิม โดยผสานการพักผ่อนเข้ากับสังคม สุขภาวะ ศิลปะ และวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างไร้รอยต่อ
จุดเปลี่ยนเกมธุรกิจโรงแรมลักชัวรี
อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญคือ การเกิดขึ้นของเมกะโปรเจกต์มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ทั้ง One Bangkok, Dusit Central Park และ Hatai ของกลุ่มนารายณ์ กำลังเปลี่ยนบทบาทของโรงแรมจาก “ปลายทางการเข้าพัก” สู่ “ศูนย์กลางการใช้ชีวิต”
โรงแรมในโครงการเหล่านี้ไม่ได้แข่งขันกันแค่จำนวนห้องพัก แต่แข่งขันกันที่การสร้างระบบนิเวศการใช้ชีวิตครบวงจร ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร พื้นที่ทำงาน และที่อยู่อาศัยระดับบนผลลัพธ์คือ โรงแรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์เมือง และสามารถดึงดูดลูกค้ากำลังซื้อสูงได้ตลอดทั้งปี
กรุงเทพฯ ก้าวสู่มหานครลักชัวรีแห่งเอเชีย
ช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ตลาดโรงแรมหรูไทยกำลังเข้าสู่การแข่งขันครั้งใหญ่การเปิดตัวของ Aman Nai Lert Bangkok, Andaz One Bangkok และ The Ritz-Carlton One Bangkok
รวมถึงการกลับมาของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ กำลังยกระดับมาตรฐานการแข่งขันสู่ระดับใหม่ขณะที่ Six Senses Bangkok และ The Langham – Custom House Bangkok เตรียมทยอยเปิดให้บริการในอนาคตอันใกล้
การหลั่งไหลของแบรนด์ระดับโลกเหล่านี้ ไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นต่อตลาดไทย แต่ยังผลักดันให้กรุงเทพฯ กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางลักชัวรีที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในภูมิภาค
ค่าห้องพุ่งเฉียด 15,000 บาทต่อคืน
สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของความร้อนแรงในตลาดคือ การปรับขึ้นของราคาห้องพักนับจากปี 2562 เป็นต้นมา โรงแรมกลุ่มลักชัวรี และอัลตราลักชัวรีในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และสมุย สามารถปรับอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยรายวันเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ปัจจุบันโรงแรมระดับอัลตราลักชัวรีสามารถทำราคาได้เกือบ 15,000 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 10,000 บาทก่อนเกิดโควิดตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ราคาจะสูงขึ้นมาก แต่กำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าระดับบนยังไม่ได้ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก
โรงแรมหรู ดาวเด่นของตลาดลงทุนไทย
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โรงแรมลักชัวรีกำลังพิสูจน์ตัวเองในฐานะสินทรัพย์ที่มีทั้งความมั่นคง และศักยภาพการเติบโตอุปทานที่จำกัด ดีมานด์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่เพิ่มขึ้น การเข้ามาของแบรนด์ระดับโลก และการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดล Lifestyle Luxury กำลังสร้าง “วัฏจักรการเติบโตรอบใหม่” ให้กับอุตสาหกรรมโรงแรมไทย
เมื่อสินทรัพย์คุณภาพสูงยังคงหายาก ขณะที่เม็ดเงินลงทุนยังหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด โรงแรมหรูจึงไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจบริการอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งใน “สินทรัพย์ดาวรุ่ง” ที่นักลงทุนทั่วโลกต้องการครอบครองมากที่สุดในเวลานี้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ 23 มิ.ย.69 ‘อ่อนค่า‘ ดอลลาร์รับแรงหนุน

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อ่อนค่าลงที่ระดับ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.91 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทคือเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น จากการที่ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
- ราคาทองคำที่ปรับตัวลดลงเป็นอีกปัจจัยที่สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อค่าเงินบาท
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 32.80-33.05 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้ 23 มิ.ย.69 เปิดที่ระดับ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.91 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.05 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวทยอยอ่อนค่าลง เข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.88-32.99 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าขึ้น (ส่วนบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4.50% อีกครั้ง) จากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงเชื่อมั่นเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้
นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากการทยอยปรับตัวลดลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ตามการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กดดันให้ ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเหนือโซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังพัฒนาการของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีแนวโน้มที่ดีขึ้นบ้าง แต่ความไม่แน่นอนของการเจรจาฯ ยังคงอยู่ ทำให้ผู้เล่นในตลาดคงมุมมอง “Cautiously Optimistic” ต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นและชะลอโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์

แนวโน้มค่าเงินบาท
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ในช่วงระยะสั้น เงินบาทอาจยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ไม่ยาก) ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด แถวโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากความเสี่ยงการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยทางการญี่ปุ่นนั้นยังคงอยู่ ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจสงวนท่าทีระมัดระวังตัว ซึ่งจะจำกัดการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น ไปพร้อมกับจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และที่สำคัญ เรามองว่า ต้องระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ได้ หากทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงินได้จริง โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา การเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น อาจหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ไม่น้อยกว่า 40 สตางค์ หรือ เกิน 1% ในวัน
ส่วนในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจเสี่ยงผันผวนอ่อนค่าลงบ้างและมีโอกาสทดสอบหรือทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ หากดุลการค้าของไทยล่าสุดยังคงขาดดุลต่อเนื่องและอาจออกมาแย่กว่าที่ตลาดประเมินไว้พอควร ในทางกลับกัน หากดุลการค้าของไทยขาดดุล น้อยกว่าที่ตลาดประเมินไว้ อาจช่วยชะลอโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้บ้าง นอกจากนี้ เราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ ทำให้การอ่อนค่าของเงินบาทอาจค่อยเป็นค่อยไป ยกเว้นจะมีการรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของตลาดการเงิน อย่าง เงินดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ
อนึ่ง หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น การแข็งค่าในกรณีที่ไม่เผชิญปัจจัยการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น อาจถูกชะลอไว้แถวช่วง 32.60-32.70 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากมีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นจริง เงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และอาจทะลุโซนดังกล่าวได้ โดยจะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ท่ามกลางแรงขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Alphabet -5.0%, Amazon -4.8% จากความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare นำโดย AbbVie +6.3% ส่วนหุ้นกลุ่ม Semiconductor ยังคงทยอยปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะ Micron +6.8% หลังผู้เล่นในตลาดคาดหวังว่า รายงานผลประกอบการที่จะออกมาในช่วงสัปดาห์นี้จะสะท้อนภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.37% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -1.32%
ตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.58% ตอบรับความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นอีกครั้ง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นอังกฤษได้ทยอยปรับตัวสูงขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดได้ทยอยคลายกังวลต่อปัญหาความวุ่นวายของการเมืองอังกฤษ หลังนายกฯ อังกฤษ Sir Keir Starmer ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และหัวหน้าพรรค Labour เปิดทางให้ Andy Burnham สมาชิกสภาผู้แทนล่าสุดจากพรรค Labour อาจขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคและนายกฯ คนใหม่ได้ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันบ้างจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม อาทิ Hermes -5.9%
ตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นทะลุโซน 4.50% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากบรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีพัฒนาการดีขึ้นจากช่วงก่อนหน้าบ้าง ทั้งนี้ เราประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ อย่าง Bank of America ที่ล่าสุดมีการปรับคาดการณ์ว่า FED อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง ในปีนี้ จากเดิมมองคงดอกเบี้ย ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Up หนุนโดย มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ส่งผลให้การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นยังคงถูกจำกัดอยู่ ขณะเดียวกัน เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ได้ทยอยรีบาวด์ขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลประเด็นความวุ่นวายทางการเมืองอังกฤษ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 101 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.8-101.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงเป็นปัจจัยกดดัน ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ส่งผลให้ ราคาทองคำทยอยปรับตัวลง สู่โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ทว่า ความหวังของผู้เล่นในตลาดต่อการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังพอช่วยพยุงราคาทองคำและช่วยหนุนจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ ตามแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาด จะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) เดือนมิถุนายน ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้ง สหรัฐฯ ยูโรโซน อังกฤษ และญี่ปุ่น
ตลาดหุ้นเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินทิศทางการค้าระหว่างประเทศของไทย ผ่านรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ที่บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า แม้ยอดการส่งออกจะขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง ทว่ายอดการนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นจากผลของสงครามและกระแสการลงทุนใน AI อาจทำให้ ดุลการค้ายังคงขาดดุลต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก อาทิ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของทั้งสองธนาคาร ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ช่วงราว 6.50 น. ของเช้าวันพุธนี้ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตชาดจะรอประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานสรุปความเห็นคณะกรรมการนโยบายการเงินของ BOJ (Summary of Opinions) ในการประชุมล่าสุด
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่และยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
แย่งอันดับกันเดือด! ตารางคะแนนครบทั้ง 18 ทีม วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026

วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 สัปดาห์สอง ที่กระจายจัดการแข่งขันใน 3 ประเทศทั้ง ตุรกี, ฟิลิปปินส์ และ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน 2569 จบลงไปเป็นที่เรียบร้อย
โดย ทั้ง 18 ชาติ ลงแข่งขันไปครบทั้ง 4 นัด รวมถึง “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” ที่ก็ลงสนามไป 4 นัด ก่อนทำผลงานได้ยอดเยี่ยมคว้าชัยได้ 2 นัด และแพ้ 2 นัด
จากผลงานดังกล่าวทำให้ “ทีมลูกยางสาวไทย” มีแต้มรวม 9 คะแนน จากการลงเล่น 8 นัด พลิกสถานการณ์ขยับหนีจากโซนท้ายตาราง ขึ้นมารั้งอันดับ 14 ห่างจากโซนตกชั้นอยู่ 5 คะแนน
ขณะที่กลุ่มหัวตาราง สหรัฐอเมริกา ขึ้นมายึดอันดับ 1 ของตารางด้วยการมี 20 คะแนน หลัง บราซิล ที่ทำสถิติชนะรวดมา 7 นัด สะดุดแพ้ในนัดสุดท้ายของสัปดาห์ที่สอง ทำให้หล่นมาอยู่อันดับ 2 ด้วยการมีคะแนนเท่ากัน ส่วน “แชมป์เก่า” อิตาลี อยู่อันดับ 3 ของตาราง

ตารางคะแนน วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 โซนหัวตาราง
อันดับ 1 : สหรัฐอเมริกา แข่ง 8 ชนะ 7 แพ้ 1 นัด 20 คะแนน (ได้ 21 เสีย 6 เซต)
อันดับ 2 : บราซิล แข่ง 8 ชนะ 7 แพ้ 1 นัด 20 คะแนน (ได้ 23 เสีย 10 เซต)
อันดับ 3 : อิตาลี แข่ง 8 ชนะ 6 แพ้ 2 นัด 18 คะแนน (ได้ 20 เสีย 9 เซต)
อันดับ 4 : โปแลนด์ แข่ง 8 ชนะ 6 แพ้ 2 นัด 17 คะแนน (ได้ 21 เสีย 12 เซต)
อันดับ 5 : ญี่ปุ่น แข่ง 8 ชนะ 6 แพ้ 2 นัด 16 คะแนน (ได้ 19 เสีย 12 เซต)
อันดับ 6 : ตุรกี แข่ง 8 ชนะ 6 แพ้ 2 นัด 15 คะแนน (ได้ 19 เสีย 13 เซต)
อันดับ 7 : แคนาดา แข่ง 8 ชนะ 5 แพ้ 3 นัด 15 คะแนน (ได้ 19 เสีย 14 เซต)
อันดับ 8 : จีน แข่ง 8 ชนะ 5 แพ้ 3 นัด 14 คะแนน (ได้ 18 เสีย 14 เซต)
อันดับ 9 : เนเธอร์แลนด์ แข่ง 8 ชนะ 4 แพ้ 4 นัด 12 คะแนน (ได้ 15 เสีย 12 เซต)

ตารางคะแนน วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 โซนท้ายตาราง
อันดับ 10 : สาธารณรัฐเช็ก แข่ง 8 ชนะ 4 แพ้ 4 นัด 11 คะแนน (ได้ 12 เสีย 14 เซต)
อันดับ 11 : เยอรมนี แข่ง 8 ชนะ 3 แพ้ 5 นัด 11 คะแนน (ได้ 15 เสีย 18 เซต)
อันดับ 12 : เบลเยียม แข่ง 8 ชนะ 3 แพ้ 5 นัด 8 คะแนน (ได้ 13 เสีย 21 เซต)
อันดับ 13 : เซอร์เบีย แข่ง 8 ชนะ 2 แพ้ 6 นัด 10 คะแนน (ได้ 15 เสีย 18 เซต)
อันดับ 14 : ไทย แข่ง 8 ชนะ 2 แพ้ 6 นัด 9 คะแนน (ได้ 12 เสีย 19 เซต)
อันดับ 15 : ยูเครน แข่ง 8 ชนะ 2 แพ้ 6 นัด 6 คะแนน (ได้ 12 เสีย 22 เซต)
อันดับ 16 : บัลแกเรีย แข่ง 8 ชนะ 2 แพ้ 6 นัด 5 คะแนน (ได้ 8 เสีย 20 เซต)
อันดับ 17 : โดมินิกัน แข่ง 8 ชนะ 1 แพ้ 7 นัด 5 คะแนน (ได้ 8 เสีย 22 เซต)
อันดับ 18 : ฝรั่งเศส แข่ง 8 ชนะ 1 แพ้ 7 นัด 4 คะแนน (ได้ 9 เสีย 23 เซต)
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
หมอเตือน น้ำตาลสะสมปกติ ก็เสี่ยงเบาหวานได้ เผย 8 สัญญาณ ต้องระวัง

หมอเตือน น้ำตาลสะสมปกติ ยังเสี่ยงเบาหวานได้ เปิด 8 สัญญาณ เช็กเลย คุณเสี่ยงเบาหวานอยู่ไหม?
หลายคนเห็นผลตรวจ น้ำตาลสะสม หรือ HbA1c อยู่ในเกณฑ์ปกติแล้วสบายใจ คิดว่าร่างกายยังจัดการน้ำตาลได้ดี แต่ “หมอเจด” นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เตือนว่า ตัวเลข HbA1c ปกติอาจยังไม่ใช่ใบรับประกันว่าไม่มีความเสี่ยงเบาหวานเสมอไป
ข้อมูลจาก NIDDK ระบุว่า HbA1c เป็นค่าที่สะท้อนระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยย้อนหลังประมาณ 3 เดือน ขณะที่ CDC ระบุว่า HbA1c ต่ำกว่า 5.7% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ในบางคน น้ำตาลหลังอาหารอาจพุ่งสูงแล้วลดลง จนค่าเฉลี่ยยังดูดี ทั้งที่ร่างกายอาจเริ่มมีภาวะดื้ออินซูลินแล้ว
ทำไม HbA1c ปกติ แต่ยังต้องระวัง
หมอเจดอธิบายว่า บางคนไม่ได้มีน้ำตาลสูงตลอดทั้งวัน แต่มีลักษณะน้ำตาลแกว่ง โดยเฉพาะหลังมื้ออาหารที่มีแป้ง น้ำหวาน หรือของหวานมาก ทำให้ค่าเฉลี่ยย้อนหลังยังไม่สูงพอจะฟ้องความผิดปกติชัดเจน
อีกประเด็นสำคัญคือ ภาวะดื้ออินซูลินมักไม่ได้สะท้อนผ่านค่าน้ำตาลเพียงตัวเดียว แต่เกี่ยวข้องกับรอบเอว ไขมันในเลือด ความดันโลหิต การนอน และประวัติครอบครัวด้วย หากมีหลายสัญญาณร่วมกัน แม้ HbA1c ยังปกติ ก็ควรเริ่มดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง
8 สัญญาณเสี่ยงเบาหวาน แม้น้ำตาลสะสมยังปกติ
- มีพุงหรือรอบเอวเกินเกณฑ์ โดยเฉพาะไขมันสะสมรอบเอวที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อาจเกี่ยวข้องกับภาวะดื้ออินซูลิน หมอเจดแนะนำให้คนไทยระวังเมื่อผู้ชายรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร และผู้หญิงเกิน 80 เซนติเมตร ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากกรมอนามัยที่ระบุว่า รอบเอวเกินเกณฑ์สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด
- กินข้าวหรือของหวานแล้วง่วงมากผิดปกติ หากหลังมื้ออาหารที่มีข้าว เส้น ขนมปัง น้ำหวาน หรือขนมแล้วรู้สึกง่วงหนัก หัวตื้อ อยากนอนทันที อาจเป็นสัญญาณว่าน้ำตาลหลังอาหารขึ้นลงแรง แม้ค่าเฉลี่ย HbA1c ยังดูปกติ
- หิวบ่อย อยากหวาน ทั้งที่เพิ่งกินไปไม่นาน อาการอยากชานม กาแฟหวาน ขนม หรือของจุกจิกช่วงบ่ายบ่อย ๆ อาจเกิดจากน้ำตาลขึ้นเร็วแล้วตกเร็ว ทำให้ร่างกายส่งสัญญาณอยากกินเพิ่ม และกระตุ้นอินซูลินซ้ำ ๆ
- คอดำ รักแร้ดำ หรือมีติ่งเนื้อเพิ่มขึ้น ผิวคล้ำหนาบริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ หรือมีติ่งเนื้อเล็ก ๆ เพิ่มขึ้น ไม่ได้แปลว่าเป็นเบาหวานทันที แต่เป็นสัญญาณที่พบร่วมกับภาวะดื้ออินซูลินได้ โดยเฉพาะเมื่อมีพุง น้ำหนักขึ้น หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน
- ไตรกลีเซอไรด์สูง หรือ HDL ต่ำ แม้ HbA1c ยังปกติ แต่หากผลตรวจไขมันพบว่าไตรกลีเซอไรด์สูง หรือไขมันดี HDL ต่ำ อาจเป็นเบาะแสว่าระบบเผาผลาญเริ่มผิดปกติ เพราะภาวะดื้ออินซูลินมักเกี่ยวข้องกับไขมัน พุง ความดัน และตับไปพร้อมกัน
- ความดันเริ่มสูงหรือวัดเกินบ่อย หากความดันโลหิตเริ่มเกิน 130/80 mmHg บ่อย ๆ ร่วมกับรอบเอวเกินหรือไขมันในเลือดสูง ควรเริ่มปรับพฤติกรรม เพราะอาจเป็นภาพรวมของความเสี่ยงกลุ่มเมตาบอลิกที่ยังไม่กลายเป็นเบาหวานเต็มตัว
- น้ำตาลตอนเช้าสูงกว่าปกติ ข้อมูลจาก American Diabetes Association ระบุว่า น้ำตาลหลังอดอาหาร 100-125 mg/dL อยู่ในช่วงก่อนเบาหวาน ดังนั้น หากตรวจซ้ำแล้วค่าน้ำตาลตอนเช้าอยู่ระดับนี้บ่อย ๆ แม้ HbA1c ยังไม่สูงมาก ก็ควรปรึกษาแพทย์
- มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน หากพ่อ แม่ หรือพี่น้องเป็นเบาหวาน ความเสี่ยงของตัวเองจะสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีสัญญาณอื่นร่วม เช่น รอบเอวเพิ่ม ง่วงหลังอาหาร หิวหวานบ่อย ไขมันสูง หรือความดันเริ่มสูง
เริ่มดูแลตั้งแต่ยังไม่เป็นเบาหวาน ควรทำอย่างไร
หมอเจดแนะนำว่า ช่วงที่ยังไม่เป็นเบาหวานเป็นช่วงที่ปรับกลับได้ง่ายกว่ารอให้ตัวเลขหลุดเกณฑ์ไปแล้ว โดยควรเริ่มจากพฤติกรรมพื้นฐานในชีวิตประจำวัน
- ลดน้ำหวาน น้ำผลไม้ ชานม และกาแฟหวาน
- จัดมื้ออาหารให้มีโปรตีน เช่น ไข่ ปลา ไก่ เต้าหู้ หรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติ
- ลดแป้งขัดขาว โดยเฉพาะมื้อเย็น และเลือกคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหารมากขึ้น
- เพิ่มผักและไฟเบอร์ในมื้ออาหาร เพื่อช่วยให้อิ่มนานและลดการแกว่งของน้ำตาล
- เดินเบา ๆ หลังอาหารประมาณ 10-15 นาที หากไม่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพ
- ฝึกแรงต้าน 2-3 วันต่อสัปดาห์ เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อที่ช่วยใช้และเก็บน้ำตาล
- นอนให้เพียงพอ เพราะการนอนน้อยอาจทำให้การควบคุมน้ำตาลและอินซูลินแย่ลง
- หากมีหลายสัญญาณร่วมกัน ควรตรวจเลือดและปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด
ตรวจอะไรได้บ้าง หากสงสัยเสี่ยงเบาหวาน
นอกจาก HbA1c แล้ว แพทย์อาจพิจารณาการตรวจน้ำตาลหลังอดอาหาร หรือการทดสอบความทนทานต่อน้ำตาลตามความเหมาะสม ข้อมูลจาก CDC และ American Diabetes Association ระบุว่า การประเมินเบาหวานและภาวะก่อนเบาหวานสามารถใช้ได้ทั้งค่า HbA1c ค่าน้ำตาลหลังอดอาหาร และการตรวจน้ำตาลหลังดื่มกลูโคส
คนที่มีรอบเอวเกิน ไขมันผิดปกติ ความดันสูง มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน หรือมีอาการน้ำตาลแกว่งหลังอาหาร ควรนำข้อมูลเหล่านี้ไปคุยกับแพทย์ ไม่ควรรอดูแค่ HbA1c เพียงตัวเดียว
สรุป น้ำตาลสะสมปกติเป็นเรื่องดี แต่ยังต้องฟังสัญญาณร่างกาย
HbA1c ปกติถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ไม่ได้แปลว่าร่างกายไม่มีปัญหาเรื่องน้ำตาลเสมอไป โดยเฉพาะหากมีรอบเอวเกิน ง่วงหลังอาหาร หิวหวานบ่อย คอดำ ไตรกลีเซอไรด์สูง HDL ต่ำ ความดันเริ่มสูง น้ำตาลตอนเช้าอยู่ในช่วงเสี่ยง หรือมีคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน
สิ่งสำคัญคืออย่ารอให้ตัวเลขผิดปกติชัดเจนแล้วค่อยเริ่มดูแล เพราะการปรับพฤติกรรมตั้งแต่ระยะเสี่ยง ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การนอน และการตรวจติดตามกับแพทย์ อาจช่วยลดโอกาสพัฒนาไปสู่เบาหวานในอนาคตได้
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
สอบสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ (Job Interview): ตอบอย่างไรให้ได้งาน? รวมคำถาม-คำตอบยอดฮิต

ความรู้สึกตื่นเต้น มือเย็น และใจเต้นแรง เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับทุกคนเมื่อรู้ว่าต้อง สอบสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ (Job Interview) ใช่ไหมครับ? ยิ่งถ้าเป็นบริษัทในฝันหรือบริษัทข้ามชาติ (MNCs) ความกดดันยิ่งทวีคูณ
ข่าวดีคือ การสัมภาษณ์งานไม่ใช่การสอบวัดระดับ Grammar แต่เป็นการวัด “ความสามารถในการสื่อสาร” และ “ทัศนคติ” ของคุณ กุญแจสำคัญจึงไม่ใช่การท่องจำศัพท์ยากๆ แต่คือการเตรียมตัว (Preparation) และการเล่าเรื่องราวของคุณให้น่าสนใจ
Wall Street English ได้รวบรวม คำถามสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ ยอดฮิต พร้อมแนวทางการตอบ (Guideline) ที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนความประหม่า เป็นความมั่นใจ และคว้างานในฝันมาครองได้สำเร็จครับ
1. “Tell me about yourself.” (ช่วยแนะนำตัวหน่อยครับ/ค่ะ)
นี่คือคำถามเปิดฉากคลาสสิกที่ 99% ของการสัมภาษณ์ต้องเจอ เป้าหมายของคำถามนี้ไม่ใช่การเล่าประวัติส่วนตัวตั้งแต่เกิด แต่คือการสรุป “ตัวตนในเชิงอาชีพ” ของคุณ
สูตรลับการตอบ: Present -> Past -> Future
- Present (ปัจจุบัน): ตอนนี้คุณทำอะไร ตำแหน่งอะไร
- Past (อดีต): ประสบการณ์หรือความสำเร็จที่ผ่านมาที่เกี่ยวข้องกับงานนี้
- Future (อนาคต): ทำไมคุณถึงสนใจตำแหน่งนี้
ตัวอย่างประโยค: “I am currently a Digital Marketing Specialist with 3 years of experience in content strategy. In my previous role, I successfully increased website traffic by 40% within a year. I am now looking to leverage my skills in a more challenging environment like your company.”
2. “What are your strengths?” (จุดแข็งของคุณคืออะไร?)
อย่าตอบแค่คำศัพท์ลอยๆ เช่น “I am hardworking.” แต่ควรตอบพร้อม หลักฐาน (Evidence) หรือสถานการณ์จริง
ตัวอย่างประโยค:
- “My greatest strength is my problem-solving skill. For example, in my last project, we faced a budget cut, but I managed to reorganize the plan and still delivered the project on time.” (จุดแข็งของฉันคือทักษะการแก้ปัญหา ตัวอย่างเช่น ในโปรเจกต์ล่าสุด…)
- “I am highly adaptable. I enjoy learning new tools and technologies quickly to keep up with industry trends.” (ฉันเป็นคนปรับตัวเก่ง ฉันชอบเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ…)
3. “What are your weaknesses?” (จุดอ่อนของคุณคืออะไร?)
นี่คือคำถามปราบเซียน! ห้ามตอบว่า “I have no weaknesses” (ฉันไม่มีจุดอ่อน) เด็ดขาด เพราะจะดูไม่จริงใจ เทคนิคคือ: บอกจุดอ่อนจริง + วิธีที่คุณกำลังแก้ไข (Solution)
ตัวอย่างประโยค: “Sometimes I can be a bit too critical of my own work (perfectionist). However, I have learned to set realistic deadlines and trust my team more to ensure we move forward efficiently.” (บางครั้งฉันอาจจะเข้มงวดกับงานตัวเองเกินไป แต่ฉันก็ได้เรียนรู้ที่จะกำหนดเดดไลน์ตามจริงและไว้ใจทีมให้มากขึ้น…)
4. “Why do you want to work here?” (ทำไมถึงอยากทำงานที่นี่?)
คำถามนี้วัดว่าคุณทำการบ้าน (Research) มาดีแค่ไหน อย่าตอบแค่ว่า “บริษัทมั่นคง” หรือ “เงินเดือนดี” แต่ให้เชื่อมโยงเป้าหมายของคุณกับวิสัยทัศน์ของบริษัท
ตัวอย่างประโยค: “I have always admired your company’s reputation for innovation, especially your recent project on [Product Name]. I believe my background in [Your Skill] would allow me to contribute effectively to your team.” (ฉันชื่นชมชื่อเสียงด้านนวัตกรรมของบริษัทคุณมาตลอด โดยเฉพาะโปรเจกต์ล่าสุดเรื่อง… ฉันเชื่อว่าทักษะด้าน… ของฉันจะช่วยทีมได้เป็นอย่างดี)
5. “Do you have any questions for us?” (มีคำถามอะไรจะถามไหม?)
อย่าตอบว่า “No” เพราะจะทำให้ดูเหมือนคุณไม่มีความกระตือรือร้น ให้เตรียมคำถามที่แสดงถึงความใส่ใจในงาน
ตัวอย่างคำถามที่ควรถาม:
- “What does a typical day look like in this role?” (ชีวิตการทำงานปกติในตำแหน่งนี้เป็นอย่างไรครับ?)
- “What are the biggest challenges the team is currently facing?” (ความท้าทายใหญ่ที่สุดที่ทีมกำลังเจอคืออะไรครับ?)
เคล็ดลับเพิ่มเติม: ภาษากาย (Body Language) สำคัญพอๆ กับภาษาพูด
- Eye Contact: สบตาผู้สัมภาษณ์เสมอ แสดงถึงความมั่นใจและความจริงใจ
- Smile: ยิ้มแย้มแจ่มใส ช่วยลดความตึงเครียดของทั้งสองฝ่าย
- Active Listening: ตั้งใจฟังคำถาม พยักหน้าตอบรับเมื่อเหมาะสม
เตรียมพร้อมก่อนลงสนามจริง กับ Wall Street English
การอ่านบทความช่วยให้คุณรู้แนวทาง แต่การ “ฝึกพูดจริง” คือสิ่งที่จะทำให้คุณได้งาน
ที่ Wall Street English เรามีคอร์สเรียนที่ออกแบบมาเพื่อคนวัยทำงานโดยเฉพาะ คุณจะได้ฝึกจำลองสถานการณ์การสัมภาษณ์งาน การเจรจาธุรกิจ และการนำเสนองานกับครูเจ้าของภาษา (Native Speakers) เพื่อให้คุณมั่นใจว่า เมื่อถึงวันสัมภาษณ์จริง คุณจะตอบคำถามได้อย่างลื่นไหล เป็นธรรมชาติ และคว้าโอกาสความก้าวหน้ามาครอง
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ
Q: ถ้าฟังคำถามไม่ออก ควรทำอย่างไร? A: อย่าแกล้งทำเป็นเข้าใจแล้วตอบมั่วครับ ให้ถามย้ำอย่างสุภาพ เช่น “Could you please repeat the question?” (รบกวนทวนคำถามอีกครั้งได้ไหมครับ?) หรือ “Do you mean…?” (คุณหมายความว่า… ใช่ไหมครับ?) ผู้สัมภาษณ์ยินดีที่จะทวนคำถามให้ครับ
Q: ต้องใช้ศัพท์หรูๆ (Advanced Vocabulary) ไหมถึงจะดูเก่ง? A: ไม่จำเป็นเสมอไปครับ ความชัดเจน (Clarity) สำคัญที่สุด การใช้ศัพท์ยากที่ตัวเองไม่คุ้นอาจทำให้พูดติดขัดหรือใช้ผิดบริบทได้ ใช้ภาษาที่สุภาพ เป็นธรรมชาติ และสื่อสารรู้เรื่อง จะได้คะแนนดีกว่าครับ
Q: ควรแต่งตัวอย่างไรไปสัมภาษณ์งานกับบริษัทต่างชาติ? A: แม้บริษัท Tech หรือ Startup สมัยใหม่จะดูชิลล์ (Casual) แต่สำหรับการสัมภาษณ์งาน แนะนำให้แต่งตัว Business Casual หรือ Formal ไว้ก่อนครับ “Overdressed is better than underdressed” (แต่งตัวดีเกินไว้ก่อน ดีกว่าแต่งตัวไม่เรียบร้อย) เสมอครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th
รู้จัก Photonic Computing เมื่อเอไอกินไฟไม่อั้น โลกเริ่มมอง ‘แสง’ แทนไฟฟ้า

- เอไอทำให้ความต้องการพลังประมวลผลและพลังงานไฟฟ้ามหาศาล จนชิปซิลิคอนแบบดั้งเดิมเริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านความร้อน
- Photonic Computing คือเทคโนโลยีทางเลือกที่ใช้แสง (โฟตอน) แทนไฟฟ้า (อิเล็กตรอน) ประมวลผล มีศักยภาพสูงกว่าทั้งในด้านความเร็ว ประสิทธิภาพพลังงาน สร้างความร้อนน้อยกว่า
- หลายประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะจีน กำลังเร่งลงทุนในเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง เพื่อเป็นทางออกของปัญหาด้านพลังงาน
การแข่งขันด้านเอไอถูกขับเคลื่อนด้วยโมเดลที่ใหญ่ขึ้น ฉลาดขึ้น และต้องการพลังประมวลผลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เบื้องหลังความก้าวหน้าเหล่านั้นกลับมีปัญหาอีกด้านที่เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ พลังงาน
ทุกครั้งที่ผู้ใช้งานใช้เอไอ ไม่ว่าจะเป็นสร้างภาพด้วยเอไอ ให้เอไอตอบคำถาม หรือใช้บริการเอไอในองค์กร ล้วนต้องอาศัยศูนย์ข้อมูลขนาดมหาศาลที่เต็มไปด้วยชิปประมวลผลหลายหมื่นตัว ยิ่งโมเดลมีขนาดใหญ่ ความต้องการไฟฟ้าก็ยิ่งเพิ่ม จนทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า โลกจะสามารถสร้างกำลังประมวลผลให้เพียงพอต่อยุคเอไอได้อีกนานแค่ไหน
นักวิจัยทั่วโลกหันมองเทคโนโลยีทางเลือกที่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์แบบเดิม หนึ่งในนั้นคือ “Photonic Computing” หรือคอมพิวเตอร์ที่ใช้แสงแทนไฟฟ้าในการประมวลผล
เอไอกำลังผลักให้คอมพิวเตอร์ถึงขีดจำกัด
รายงานของสำนักข่าว Interesting Engineering อธิบายว่า ความก้าวหน้าของคอมพิวเตอร์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากการย่อขนาดทรานซิสเตอร์บนชิปซิลิคอนให้เล็กลงเรื่อยๆ แนวทางนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลได้อย่างมหาศาล จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของสมาร์ตโฟน อินเทอร์เน็ต คลาวด์คอมพิวติ้ง และเอไอในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยจำนวนมากมองว่า การพัฒนาชิปแบบเดิมกำลังเผชิญข้อจำกัดทางกายภาพมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวงจรมีขนาดเล็กลงจนใกล้ระดับอะตอม ปัญหาที่ตามมาคือ ความร้อนที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนในวงจร
ในอดีต ปัญหานี้อาจยังไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคเอไอ สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การฝึกโมเดลขนาดใหญ่และการให้บริการเอไอแก่ผู้ใช้งานหลายร้อยล้านคนพร้อมกัน ทำให้ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกต้องใช้ชิปประมวลผลจำนวนมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง
ศูนย์ข้อมูลสมัยใหม่จึงไม่ได้ใช้พลังงานเพียงเพื่อคำนวณข้อมูลเท่านั้น แต่ยังต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากเพื่อระบายความร้อนให้กับอุปกรณ์เหล่านั้นด้วย ยิ่งโมเดลเอไอมีขนาดใหญ่และซับซ้อนขึ้นเท่าใด ต้นทุนด้านพลังงานก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ช่องว่างระหว่างความต้องการพลังประมวลผลที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด กับข้อจำกัดของชิปซิลิคอนแบบดั้งเดิมนี้เอง ที่ Photonic Computing หรือคอมพิวเตอร์แสง เริ่มถูกจับตามองในฐานะผู้ท้าชิงรายใหม่
การใช้แสงแทนไฟฟ้า
หัวใจสำคัญของ Photonic Computing คือ การเปลี่ยนตัวกลางในการประมวลผลข้อมูลจาก “อิเล็กตรอน” มาเป็น “โฟตอน” หรืออนุภาคของแสง
คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันทำงานโดยให้อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ผ่านวงจรซิลิคอนเพื่อส่งและประมวลผลข้อมูล แต่ทุกครั้งที่อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ จะเกิดความต้านทานในวัสดุและสร้างความร้อนขึ้นมา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ศูนย์ข้อมูลต้องใช้ระบบระบายความร้อนขนาดใหญ่ ทางตรงกันข้าม โฟตอนสามารถเดินทางผ่านระบบออปติกได้ด้วยการสูญเสียพลังงานที่น้อยกว่า และสร้างความร้อนน้อยกว่า
นอกจากนี้ แสงยังสามารถส่งข้อมูลจำนวนมากพร้อมกันได้ในช่องทางเดียวกันผ่านคุณสมบัติของความยาวคลื่นที่แตกต่างกัน คล้ายกับการเปิดช่องจราจรหลายเลนบนถนนเส้นเดียว ทำให้สามารถเพิ่มปริมาณข้อมูลที่รับส่งได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานในสัดส่วนเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงมองว่าคอมพิวเตอร์แสงมีศักยภาพในการเพิ่มทั้งความเร็ว ความสามารถในการรับ-ส่งข้อมูล และประสิทธิภาพด้านพลังงานไปพร้อมกัน โดยเฉพาะงานที่ต้องประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล เช่น การฝึกโมเดลเอไอ การคำนวณทางวิทยาศาสตร์ หรือการจำลองสภาพภูมิอากาศ
อย่างไรก็ตาม คอมพิวเตอร์แสงในปัจจุบันยังไม่ได้หมายถึงการสร้างคอมพิวเตอร์ที่ใช้แสงทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปแบบไฮบริดที่ผสมผสานการทำงานระหว่างวงจรอิเล็กทรอนิกส์และวงจรออปติกเข้าด้วยกัน
จีนเปิดแล็บที่เซี่ยงไฮ้ พร้อมเหตุผลด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์
ประเทศที่ผลักดันเทคโนโลยีนี้อย่างชัดเจนคือ จีน โดยได้เปิดตัว Shanghai Key Laboratory of Integrated Photonic Computing Chips and Systems ที่มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง มีเป้าหมายในการพัฒนาชิปโฟโตนิก อุปกรณ์ออปติก สถาปัตยกรรมการประมวลผล ตลอดจนซอฟต์แวร์และอัลกอริทึมที่จำเป็นต่อการใช้งานจริง
ห้องปฏิบัติการแห่งนี้จะทำงานร่วมกับ ไลท์เทลลิเจนซ์ (Lightelligence) สตาร์ตอัปจากเซี่ยงไฮ้ที่เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์แสง และเป็นหนึ่งในบริษัทที่ผลักดันการพัฒนาระบบประมวลผลแบบผสมระหว่างแสงและอิเล็กทรอนิกส์ในจีน
สื่อท้องถิ่นที่ Interesting Engineering อ้างถึง ระบุว่า นี่เป็นเวทีความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาควิชาการแห่งแรกของจีนที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนา Photonic Computing โดยเฉพาะ
ศาสตราจารย์โจว เว่ยเหวิน (Zou Weiwen) ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการแห่งใหม่และศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง ระบุว่า คอมพิวเตอร์แสงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการยกระดับพลังประมวลผลของอนาคต เพราะสามารถส่งข้อมูลได้ปริมาณมาก รวดเร็ว และใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าระบบคอมพิวเตอร์แบบเดิม
การเปิดห้องปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศกำลังแข่งขันกันเพื่อแสวงหากำลังประมวลผลที่เพียงพอสำหรับการฝึกและใช้งานโมเดลเอไอรุ่นใหม่ ขณะที่ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เบื้องหลังการลงทุนดังกล่าวไม่ได้มีเพียงเหตุผลด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการแข่งขันทางเทคโนโลยีระดับโลกด้วย
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงจากมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐและพันธมิตร ทำให้รัฐบาลจีนเริ่มมองหาเส้นทางเทคโนโลยีทางเลือกที่อาจช่วยลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานชิปแบบเดิมในระยะยาว
บริบทนี้ Photonic Computing จึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสร้างความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศด้วย
ยุโรปและออสเตรเลียก็ขยับตัวในทางเดียวกัน
แม้จีนจะเป็นประเทศที่เคลื่อนไหวชัดเจนที่สุดในแง่ของการลงทุนระดับชาติ แต่ความพยายามพัฒนา Photonic Computing กำลังเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก
ในยุโรป บริษัท ควิกซ์ ควอนตัม (QuiX Quantum) จากเนเธอร์แลนด์กำลังพัฒนาองค์ประกอบสำคัญของคอมพิวเตอร์ควอนตัมแบบโฟโตนิก นั่นคือ ระบบควบคุมที่สามารถตอบสนองต่อข้อมูลจากโฟตอนได้แบบเรียลไทม์
ระบบ Feed-Forward Control Unit หรือ FFCU ที่บริษัทเปิดตัวล่าสุด ทำหน้าที่เสมือนระบบประสาทของคอมพิวเตอร์ควอนตัม โดยรับข้อมูลจากการตรวจวัดโฟตอนแล้วตัดสินใจปรับเส้นทางการประมวลผลในทันที
บริษัทระบุว่า ระบบดังกล่าวสามารถตอบสนองได้ภายในเวลาเพียง 150 นาโนวินาที ซึ่งเร็วพอที่จะสั่งเปลี่ยนการทำงานของวงจรได้ก่อนที่โฟตอนจะเดินทางผ่านใยแก้วนำแสงไปไกลหลายสิบเมตร
ขณะที่ในออสเตรเลีย ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์กำลังแก้ปัญหาในอีกระดับหนึ่ง นั่นคือระดับวัสดุพื้นฐาน
งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Science Advances วันที่ 19 มิถุนายน 2569 แสดงให้เห็นว่านักวิทยาศาสตร์สามารถปรับคุณสมบัติของแหล่งกำเนิดแสงควอนตัมภายในวัสดุโบรอนไนไตรด์แบบหกเหลี่ยมได้ด้วยการบิดมุมของชั้นวัสดุ
ความก้าวหน้านี้อาจช่วยแก้ปัญหาสำคัญของวงการควอนตัมโฟโตนิก นั่นคือ การทำให้แหล่งกำเนิดโฟตอนหลายตัวสามารถปล่อยแสงที่มีคุณสมบัติเหมือนกันได้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการสร้างวงจรควอนตัมขนาดใหญ่ในอนาคต
ศักยภาพสูง แต่เส้นทางสู่การใช้งานจริงยังอีกไกล
ความเคลื่อนไหวในจีน ยุโรป และออสเตรเลียสะท้อนให้เห็นว่า Photonic Computing กำลังได้รับความสนใจจากทั้งภาคอุตสาหกรรม บริษัทเทคโนโลยี และสถาบันวิจัยทั่วโลก ในช่วงเวลาที่ความต้องการพลังประมวลผลสำหรับเอไอเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายฝ่ายเริ่มมองว่าเทคโนโลยีนี้อาจเป็นหนึ่งในเส้นทางสำคัญของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังอยู่ในหลายระดับ ตั้งแต่งานวิจัยด้านวัสดุพื้นฐาน การพัฒนาชิปต้นแบบ ไปจนถึงการสร้างระบบควบคุมและสถาปัตยกรรมการประมวลผลรูปแบบใหม่ ทำให้ Photonic Computing ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา เมื่อเทียบกับระบบคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการพัฒนาต่อเนื่องมานานหลายทศวรรษ
หนึ่งในความท้าทายคือ การสร้างซอฟต์แวร์และอัลกอริทึมที่สามารถใช้ประโยชน์จากฮาร์ดแวร์โฟโตนิกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันถูกออกแบบขึ้นบนพื้นฐานของสถาปัตยกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก
อีกปัญหาหนึ่งคือ เรื่องของหน่วยความจำ ปัจจุบันข้อมูลจำนวนมากยังต้องสลับไปมาระหว่างโลกของแสงและโลกของอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้สูญเสียข้อได้เปรียบด้านประสิทธิภาพบางส่วนไป
นอกจากนี้ ระบบแสงยังต้องเผชิญความท้าทายด้านความแม่นยำ การควบคุมสัญญาณรบกวน ความเสถียรของอุปกรณ์ และการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนเป็นโจทย์สำคัญก่อนที่เทคโนโลยีนี้จะสามารถนำไปใช้งานในวงกว้างได้
ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจำนวนมากจึงมองว่าในระยะใกล้ โลกอาจยังไม่ได้เห็นคอมพิวเตอร์แสงเข้ามาแทนที่คอมพิวเตอร์แบบเดิมทั้งหมด แต่มีแนวโน้มที่จะถูกนำมาใช้ในลักษณะระบบไฮบริดที่ผสมผสานการทำงานระหว่างชิปอิเล็กทรอนิกส์และชิปแสงเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในงานที่ต้องใช้การคำนวณปริมาณมหาศาลและมีข้อจำกัดด้านพลังงาน เช่น การฝึกโมเดลเอไอ การประมวลผลข้อมูลในศูนย์ข้อมูล และการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
กูรูญี่ปุ่นบอก 3 เคล็ดลับเลือก “แอปเปิล” เนื้อหวานกรอบฉ่ำ สดใหม่ วิธีสังเกตง่ายๆ

กูรูญี่ปุ่นบอก 3 เคล็ดลับเลือก “แอปเปิล” ให้ได้ผลที่เนื้อหวานกรอบ ฉ่ำน้ำ สดใหม่ มีวิธีสังเกตง่ายๆ อย่าดูแค่สีภายนอก
เวลาเลือกซื้อแอปเปิล หลายคนมักจะเลือกผลที่ผิวสีแดงสดและดูสวยไว้ก่อน เพราะเชื่อว่ายิ่งแดงจะยิ่งหวาน แต่คุณเคยเจอไหม? ซื้อแอปเปิลลูกสีแดงน่ากินกลับมาบ้าน พอผ่าออกมากลับไม่หวานอย่างที่คิด แถมเนื้อยังฝาด ร่วนซุย และขาดความกรอบไปซะอย่างนั้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านผักและผลไม้ชาวญี่ปุ่นชื่อว่า 青髪のテツ ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี ได้แชร์เคล็ดลับผ่านเว็บไซต์ Yahoo! JAPAN ว่า การจะเลือกแอปเปิลให้หวานฉ่ำและอร่อยนั้น ไม่สามารถดูแค่สีผิวภายนอกได้ แต่ต้องสังเกตจาก 3 รายละเอียดสำคัญ ได้แก่ สีของก้นผล สภาพของขั้ว และน้ำหนัก
1. ดูสีที่ “ก้นแอปเปิล” (จุดสำคัญที่สุด)
หลายคนโฟกัสแค่ความแดงด้านบน แต่จริงๆ แล้ว “ก้นแอปเปิล” เป็นจุดที่สะท้อนความสุกงอมได้ดีที่สุด ในกระบวนการสุกของแอปเปิล คลอโรฟิลล์ (สีเขียว) จะค่อยๆ สลายไป ดังนั้น แอปเปิลที่สุกเต็มที่และมีความงอมได้ที่ บริเวณก้นผลจะมีสีเหลืองอ่อน สีครีม หรือสีขาวอมเหลือง
แอปเปิลที่มีลักษณะนี้มักจะเป็นผลที่สุกคาต้น ซึ่งไม่เพียงแต่มีความหวานสูงเท่านั้น แต่เนื้อสัมผัสยังมีความละเอียด และส่งกลิ่นหอมชัดเจนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม กูรูท่านนี้ได้เตือนว่าแอปเปิลแต่ละสายพันธุ์อาจมีความแตกต่างกัน เช่น พันธุ์ซึงารุ (Tsugaru) หรือพันธุ์โจนาโกลด์ (Jonagold) ต่อให้สุกแล้ว ก้นผลก็อาจจะยังคงมีสีเขียวหลงเหลืออยู่บ้าง จึงไม่ควรใช้เกณฑ์นี้ตัดสินเพียงอย่างเดียว
2. สังเกตสภาพของ “ขั้วแอปเปิล”
ขั้วของแอปเปิลคือเบาะแสสำคัญในการวัด “ความสดใหม่”
- แอปเปิลที่สดใหม่: ขั้วจะมีความหนา สมบูรณ์ และเนื้อแอปเปิลรอบๆ ขั้วจะอวบอิ่ม เต่งตึง แสดงว่าเพิ่งเก็บเกี่ยวมาได้ไม่นานและยังกักเก็บน้ำภายในผลไว้ได้อย่างครบถ้วน
- แอปเปิลที่เก็บไว้นาน: ขั้วจะเรียวเล็ก แห้งเหี่ยว หรือหดตัว และเนื้อรอบๆ ขั้วอาจจะเริ่มบุ๋มหรือเหี่ยวย่น ซึ่งแสดงว่าแอปเปิลเริ่มสูญเสียความชุ่มชื้นแล้ว แอปเปิลลักษณะนี้เมื่อกินเข้าไปเนื้อจะร่วนซุย ไม่กรอบ และค่อนข้างแห้ง
3. เปรียบเทียบ “น้ำหนัก”
วิธีที่ง่ายและทำได้จริงที่สุดคือการลองหยิบขึ้นมาเพื่อเทียบน้ำหนัก หากเจอแอปเปิลสองลูกที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน ลูกที่มีน้ำหนักมากกว่ามักจะมีเนื้อที่แน่นกว่าและมีปริมาณน้ำข้างในสูงกว่า ทำให้เวลากินจะรู้สึกฉ่ำน้ำและกรอบอร่อยกว่า
ข้อควรระวังคือ ต้องเปรียบเทียบภายใต้แอปเปิลสายพันธุ์เดียวกันเท่านั้น เพราะแอปเปิลแต่ละสายพันธุ์มีน้ำหนักตามธรรมชาติที่ไม่เท่ากัน เช่น แอปเปิลพันธุ์ฟูจิ (Fuji) ที่สุกช้า โดยทั่วไปจะมีน้ำหนักมากกว่าสายพันธุ์ที่สุกไว ดังนั้น เวลาเลือกซื้อควรเปรียบเทียบลูกที่มีขนาดใกล้เคียงกันและเป็นสายพันธุ์เดียวกัน ถึงจะแม่นยำที่สุดครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 22/6/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 64,600.00 | 64,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,176.00 | 63,308.16 | 65,600.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,758.40 | 56,977.34 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,340.80 | 50,646.53 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,879.20 | 28,488.67 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,461.60 | 22,157.86 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,327.46 | 65,604.29 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 22/6/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.85 | 38.85 | 39.35 | 38.85 | 38.85 | 38.85 | 38.85 | 38.85 | 38.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 38.48 | 38.48 | 38.98 | 38.48 | 38.48 | 38.48 | 38.48 | 38.48 | 38.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.85 | 33.85 | 34.35 | 33.85 | – | 33.85 | 33.85 | 33.85 | 33.85 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 29.79 | 29.79 | – | – | – | – | – | – | 29.79 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 50.99 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 50.99 |
| เบนซิน 95 | 48.44 | – | – | 53.41 | – | 48.94 | 48.59 | – | 48.44 |
| ดีเซล | 50.99 | – | – | – | – | – | – | – | 50.99 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 32.50 | 32.50 | 32.50 | 32.50 | – | 32.50 | 32.50 | 32.50 | 32.50 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







