‘แอตต้า’ ชี้ค่าเงินบาทผันผวน-ตั๋วบินแพง กระทบ 2 เด้ง ‘ต่างชาติเที่ยวไทย’ คาดปิดที่ 30-32 ล้านคนปี 69

‘แอตต้า’ ประเมินสถานการณ์ ‘ค่าเงินบาทผันผวน’ และสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง ดันค่าตั๋วเครื่องบินแพงหูฉี่ กระทบ 2 เด้งต่อตลาด ‘นักท่องเที่ยวต่างชาติ’ คาดยอดปี 2569 ปิดที่ตัวเลข 30-32 ล้านคน
นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกกิตติมศักดิ์และประธานที่ปรึกษาอาวุโส สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ ATTA (แอตต้า) กล่าวว่า ภาวะเงินบาทผันผวนกระทบต่อการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่พอเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อมานานครบ 2 เดือน ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้น ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินแพง แนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในไตรมาส 2 น่าจะน้อยลงกว่าเดิม และลามไปถึงครึ่งหลังของปี 2569 ด้วย
โดยภาพรวมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในปัจจุบัน พบว่าชอปปิงในไทยลดลง ต่างจากยุคก่อนโควิด-19 ที่เห็นอะไรก็อยากซื้อไปหมด ทั้งสินค้าแบรนด์เนมและสินค้าแบรนด์ท้องถิ่นที่ซื้อเป็นของฝากหรือของที่ระลึก แต่ตอนนี้ไม่ได้หวือหวาเหมือนเดิมแล้ว อย่างนักท่องเที่ยวจีนที่เคยขึ้นชื่อว่าชอปปิงเก่ง ตอนนี้เลือกซื้อแต่สินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่มีขายในบ้านเขา ขณะที่นักท่องเที่ยวอาเซียนยังชอปปิงอยู่บ้าง เพราะสนใจสินค้าของเมืองไทย ส่วนนักท่องเที่ยวยุโรปเขาเที่ยวอย่างเดียว ไม่ค่อยชอปปิงอยู่แล้ว
“สถานการณ์ตอนนี้เรียกได้ว่าภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ 2 เด้ง จากทั้งภาวะเงินบาทผันผวนและเหตุสู้รบในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น ทำให้ภาพรวมต้นทุนการใช้จ่ายต่อทริปสูงขึ้น ขณะเดียวกันสายการบินต่างๆ ประกาศยกเลิกเส้นทางบินชั่วคราวหรือลดเที่ยวบินในช่วงตารางบินฤดูร้อนนี้ ส่วนเที่ยวบินที่ยังทำการบินได้ก็ต้องอัปราคาตั๋วเครื่องบินจากต้นทุนน้ำมันพุ่ง จึงทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะเลือกชะลอการเดินทางออกไปก่อน”
นายศิษฎิวัชร กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยตอนนี้ประเมินเป็นรายไตรมาสยากมาก เพราะสงครามยังยืดเยื้อ ไม่มีความชัดเจน หากทุกอย่างกลับมาเข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม ก็จะฟื้นตัวกลับมาเร็ว แต่ถ้าสถานการณ์โลกที่ไม่มีความชัดเจนกลายเป็นความปกติใหม่ (New Normal) แบบนี้ อาจทำให้นักท่องเที่ยวไม่เดินทาง อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการท่องเที่ยวหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องเพื่อพยุงธุรกิจและเศรษฐกิจไทยเอาไว้
“ต้องติดตามว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะลามไปถึงไฮซีซันในไตรมาส 4 หรือไม่ เพราะการเมืองระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องที่จะเคลียร์กันได้ง่ายๆ และมีหลายประเทศเกี่ยวข้อง ทั้งสหรัฐ อิหร่าน และอิสราเอล ถ้าจบลงเร็ว ก็หวังว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลง และทำให้การท่องเที่ยวกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไฮซีซันไตรมาส 4 ปีนี้ โดยแอตต้าประเมินแนวโน้มล่าสุดว่าตลอดปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในระดับ 30-32 ล้านคน”
ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 30-34 ล้านคน ลดลง 18% จากเป้าหมายเดิม 36.7 ล้านคน ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1-3 เดือน
ขอบคุรข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
คอนโดQ1/69 เบรกแรง เปิดตัวใหม่หด ราคาดิ่ง56.8% ผู้ประกอบการสู่โหมดระวัง

- การเปิดตัวคอนโดใหม่ในไตรมาส 1/2569 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเหลือเพียง 7,000 ยูนิต สะท้อนถึงการที่ผู้ประกอบการเข้าสู่โหมดระมัดระวังและชะลอการลงทุน
- ราคาขายเฉลี่ยของโครงการเปิดใหม่ปรับตัวลดลงถึง 56.8% เนื่องจากผู้พัฒนายอมลดกำไรเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ
- ผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ โดยหันไปพัฒนาโครงการในทำเลรอบนอกเมือง (Outer-city) เพื่อทำราคาให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าหมู่มาก (Mass Market) แทนกลุ่มลูกค้าระดับบน
จากวันที่ตลาดคอนโดเคยแข่งกันเปิดโครงการหลักหมื่นยูนิตต่อไตรมาส วันนี้ภาพนั้นหายไป เหลือเพียงเกมใหม่ที่ผู้ประกอบการต้อง “คิดก่อนเปิด” มากกว่าที่เคย เพราะความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ขายได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ “จะอยู่รอดหรือเปล่า”
สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย สะท้อนภาพชัดไตรมาส 1 ปี 2569 เปิดตัวเพียงประมาณ 7,000 ยูนิตตัวเลขนี้อาจดู “ไม่ต่ำผิดปกติ”แต่เมื่อเทียบกับอดีตที่เคยพุ่งเกิน 20,000 ยูนิตต่อไตรมาสนี่คือการ “เบรกแบบตั้งใจ”ไม่ใช่เพราะตลาดไม่มีโอกาสแต่เพราะผู้เล่น “ไม่กล้าเสี่ยงเหมือนเดิม”
ราคาดิ่ง 56% สัญญาณของการ “ยอมเจ็บ”
อีกจุดที่น่าสนใจคือราคาขายเฉลี่ยโครงการใหม่ลดลงถึง 56.8%ลงมาอยู่ราว 84,000 – 85,000 บาท/ตร.ม.คำถามคือทำไมต้นทุนเพิ่ม แต่ราคากลับลด?คำตอบคือผู้ประกอบการเลือก “ยอมกำไรหาย”ราว 2.5 – 6%เพื่อแลกกับสภาพคล่อง ความสามารถในการขาย และการระบายสต็อก นี่คือสัญญาณของตลาดที่เข้าสู่โหมด“เอาตัวรอด มากกว่าทำกำไร”
พลิกกลยุทธ์เน้นขายคนหมู่มากแทนคนส่วนน้อย
ดีเวลลอปเปอร์กำลังปรับเกมครั้งใหญ่จากเดิมที่เน้น
- ทำเลใจกลางเมือง
- ราคาสูง
- กลุ่มลูกค้าพรีเมียม
สู่การโฟกัสกลุ่ม Mass ที่ซื้อได้จริงทำให้เห็นการขยับทำเล
ออกไปยัง “Outer-city”เพื่อกดราคาให้ต่ำกว่า80,000 บาท/ตร.ม.นี่ไม่ใช่แค่เรื่องราคาแต่คือการ “รีเซ็ต Positioning” ของทั้งตลาด
วัฏจักรตลาดจากพีค สู่ยุค “Precision-driven”
หากย้อนกลับไปปี 2561ตลาดคอนโดอยู่ในจุดพีคเปิดตัวถล่มทลาย
โดยเฉพาะบางไตรมาสแตะ 20,000 ยูนิตแต่หลังจากนั้นทั้งเศรษฐกิจชะลอโควิด-19และกำลังซื้อที่อ่อนแรงทำให้ตลาดเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิมที่ขับเคลื่อนด้วย “ปริมาณ ”สู่การขับเคลื่อนด้วย “ความแม่นยำ ”เปิดเท่าที่มั่นใจว่าขายได้ไม่ใช่เปิดเพื่อ “ลองตลาด”

ปี 2569 ตั้งลิมิตตัวเอง เพื่ออยู่รอด
ภาพทั้งปี 2569 ถูกประเมินว่าจะมีการเปิดตัวเพียง 15,000 – 18,000 ยูนิตซึ่งถือว่า “ต่ำ” เมื่อเทียบกับอดีตแต่นี่คือการ “ตั้งเพดานความเสี่ยง”พูดง่าย ๆ คือผู้ประกอบการยอมโตช้าดีกว่าโตแล้วสะดุด
ดีมานด์ต่างชาติเข้ามาพยุงตลาด
แม้กำลังซื้อในประเทศยังเปราะบางแต่ “ดีมานด์ต่างชาติ” เริ่มกลับมาโดยเฉพาะกลุ่ม
- ผู้เกษียณ
- นักลงทุน
- Digital Nomad
ที่มองไทยเป็นฐานระยะยาวเงื่อนไขสำคัญคือการซื้อคอนโดระดับ 3 ล้านบาทขึ้นไปเพื่อผูกกับ Longstay Visaเมืองที่ได้อานิสงส์ชัดคือ
กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา
ความเสี่ยงคือสต็อกของเก่า
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในตลาดตอนนี้ไม่ใช่โครงการที่กำลังจะเปิดแต่คือ
“สต็อกสร้างเสร็จพร้อมโอน”เพราะต้องเผชิญกับ สินเชื่อตึงตัว กำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ทำให้หลายโครงการต้องเร่งขายแม้จะต้องลดราคา
ตลาดไม่ได้แย่ แต่คนซื้อ“ฉลาดขึ้น”
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่ภาวะขาลงแบบวิกฤติแต่คือการ “ปรับสมดุล”จากตลาดที่เคยขับเคลื่อนด้วยความมั่นใจสู่ตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย “ความระมัดระวัง”และในเกมใหม่นี้คนที่จะชนะไม่ใช่คนที่เปิดโครงการได้มากที่สุดแต่คือคนที่“เข้าใจว่าลูกค้าซื้ออะไร…และซื้อไหวแค่ไหน”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 27 เม.ย.69 ‘ทรงตัว‘ สงครามอิหร่านไม่แน่นอน

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ทรงตัวที่ระดับ 32.42 บาทต่อดอลลาร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า
- ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยหลักที่หนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าและกดดันค่าเงินบาท
- แนวโน้มเงินบาทยังคงผันผวนและมีความเสี่ยงที่จะอ่อนค่าลง โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตาคือสถานการณ์ตะวันออกกลางและการประชุมของธนาคารกลางต่างๆ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.42 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.00-33.00 บาทต่อ ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.55 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.32-32.45 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบที่ 2 ซึ่งประเด็นดังกล่าว ได้หนุนให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ
และกดดันทั้ง ราคาทองคำ (XAUUSD) รวมถึงเงินบาท ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญ จนกว่าจะรับรู้ ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก และรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ สหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้
แนวโน้มเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) ได้มีกำลังมากขึ้น ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ ยังออกมาดีกว่าคาด หนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทำให้ เรามองว่า เงินบาทมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงได้ในลักษณะ Sideways Up หรืออย่างน้อยผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้าง โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่จะเริ่มมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติที่อาจสูงราว 4-5 หมื่นล้านบาท (ราว 39% ของยอดจ่ายเงินปันผลในไตรมาสที่ 2) อย่างไรก็ดี เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญความผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเงินบาทมีโซนแนวรับแรกในช่วง 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และ 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์)
ในช่วงระหว่างสัปดาห์ นอกเหนือจากพัฒนาของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เรามองว่า ควรจับตา ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงทิศทางเงินดอลลาร์และราคาทองคำได้ ส่วน บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อนึ่ง เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ได้พลิกกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ สหรัฐฯ และผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก ว่าจะแตกต่างจากความคาดหวังของตลาดเพียงใด
สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ทั้งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตา สถานการณ์ตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก และ กนง. ของไทย พร้อมติดตาม รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ หุ้นเทคฯ ใหญ่
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ FED (FOMC) โดยเรามองว่า FED อาจเลือก “คงดอกเบี้ย” ที่ระดับ 3.50%-3.75% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจหนุนให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ เร่งตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานสหรัฐฯ แม้จะชะลอตัวลงบ้าง แต่ยังไม่ได้ชะลอตัวลงหนัก ทำให้ บรรดาเจ้าหน้าที่ FED ส่วนใหญ่ เลือกคงดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อเปิดกว้างแนวทางในการดำเนินนโยบายตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ใอนาตให้เหมาะสม อนึ่ง บรรดาผู้เล่นในตลาดมองว่า FED มีโอกาสเพียง 38% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ แต่มีโอกาสราว 97% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปี 2027 สะท้อนมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อยู่ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง
▪ ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจมีมติ “คงดอกเบี้ย” ที่ระดับ 3.75% และ 2.00% (Deposit Facility Rate) ตามลำดับ แม้เงินเฟ้อฝั่งยุโรปมีแนวโน้มเร่งสูงขึ้น จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่าเศรษฐกิจฝั่งยุโรปจะเผชิญแรงกดดันเช่นกัน ซึ่งจะต่างจะช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน 2022 โดยเฉพาะในส่วนแรงหนุนเงินเฟ้อที่มาจากทั้งปัจจัยด้านอุปทาและอุปสงค์ ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเร่งเงินเฟ้อฝั่งยุโรปผ่านปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB ช่วงหลังการประชุมอย่างใกล้ชิด
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยเรามองว่า BOJ อาจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.75% เพื่อรอประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางให้รอบด้าน อย่างไรก็ดี เราคงมุมมองเดิมว่า BOJ ยังมีแนวโน้มทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.50% ที่เรามองเป็น Neutral Rate ของ BOJ ได้ภายในปี 2027 ขณะที่บรรดาผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาส 79% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสราว 42% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง ในปี 2027 พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมีนาคม รวมถึง รอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Non-Manufacturing PMIs) ของจีน ในเดือนเมษายน เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน
▪ ฝั่งไทย – เราประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจมีมติเป็นเอกฉันท์ “คงดอกเบี้ย” นโยบายที่ระดับ 1.00% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งภาพดังกล่าวอาจสะท้อนผ่าน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ที่อาจปรับตัวลดลงในช่วงเดือนมีนาคม อนึ่ง สัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน จนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคมจะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติเกือบ 1 แสนล้านบาท สูงจากช่วงปีก่อนหน้าราว 90% และอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้พอควรราว 1%-4% ตามงานวิจัยผลกระทบของโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลต่อค่าเงิน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ขนไก่หนุ่มไทย พ่าย อินโด ลุ้นเข้ารอบแมตช์สุดท้าย – ทีมหญิงฟอร์มดุอัดสเปน การันตีเข้ารอบ

แบดมินตันชิงแชมป์โลกประเภททีม “โธมัส-อูเบอร์ คัพ 2026” (BWF Thomas & Uber Cup Finals 2026) ที่เมืองฮอร์เซนส์ ประเทศเดนมาร์ก
เมื่อ 26 เม.ย. ประเภททีมชาย (Thomas Cup) รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มดี นัดที่สอง ทีมชาติไทยลงสนามพบกับ อินโดนีเซีย…
ชายเดี่ยวมือ 1 “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ เอาชนะ โจนาธาน คริสตี 2-1 เกม 21-16, 20-22 และ 22-20 ทีมชาติไทยนำ 1-0 คู่
ชายคู่ “โอ๊ต “เฉลิมพล เจริญกิจอมร – “ทีม” วรพล ทองสง่า แพ้ ซาบาร์ กูทามา – โมห์ อิสฟาฮานี 2 เกมรวด 17-21, 18-21 อินโดนีเซีย ตีเสมอเป็น 1-1 คู่
ชายเดี่ยวมือ 2 “อิคคิว” พณิชพล ธีระรัตน์สกุล เอาชนะ อัลวี ฟาร์ฮาน 2-1 เกม 14-21, 21-17, 21-16 ทำให้ทีมแบดไทยขึ้นนำ 2-1 คู่…
ชายคู่มือ 2 “พี” พีรัชชัย สุขพันธุ์ – “โอโม่” พรรคพล ธีระรัตน์สกุล แพ้ให้กับ ฟาจาร์ อัลเฟียน – นิโคลัส โจอาควิน 1-2 เกม 21-19, 17-21, 23-25 อินโดนีเซียไล่ตีเสมอ 2-2 คู่
และชายเดี่ยวมือ 3 “คิมหันต์” ธนวัฒน์ ยิ้มจิตต์ แพ้ให้กับ โมห์ อุไบดิลลาห์ 2 เกมรวด 11-21 และ 12-21 ทำให้อินโดนีเซีย เฉือนเอาชนะทีมไทยไป 3-2 คู่
แบดมินตันทีมชายทีมชาติไทย ชนะ 1 แพ้ 1 แมตช์ โดยจะต้องเข้าไปดวลกับ แอลจีเรีย ในแมตช์สุดท้ายเพื่อเข้ารอบต่อไป
ด้านประเภททีมหญิง (Uber Cup) ทีมชาติไทย ลงสนามแมตช์ที่ 2 ของกลุ่ม พบกับ ทีมชาติสเปน ผลปรากฎว่าทีมตบลูกขนไก่สาวไทยเอาชนะไปได้ขาดลอย 5-0 คู่
หญิงเดี่ยวมือ 1 “หมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ เอาชนะ คลาร่า อาซูร์เมนดี้ 2-1 เกม 21-19 12-21 และ 21-8 ทีมไทย ขึ้นนำก่อน 1-0 คู่
หญิงคู่ มือ 1 “แพท” หทัยทิพย์ มิจาด – “กัสจัง” ณปภากร ตุงคะสถาน ชนะ นิโคล คารูลลา – คาร์เมน จิมิเนซ 2เกมรวด 21-7, 21-14
หญิงเดี่ยวมือ 2 “เม” ศุภนิดา เกตุทอง เอาชนะ คริสติน่า เทรูเอล 2 เกมรวด 21-18, 21-6
หญิงคู่มือ 2 “มุก” อรณิชา จงสถาพรพันธุ์ – “เจน” เฌอย์ณิชา สุดใจประภารัตน์ เอาชนะ พอลล่า โลเปซ – ลูเซีย โรดิเกวซ 2-0 เกม 21-19, 21-15
ปิดท้าย หญิงเดี่ยวมือ 3 “ครีม” บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์ เอาชนะ อิเนส คอสเตโร 2-0 เกม 21-15 และ 21-10
ทีมแบดมินตันสาวไทย โชว์ฟอร์มดุเอาชนะ ทีมชาติสเปน ไป 5-0 เก็ยชัยชนะ 2 แมตช์รวดพร้อมเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายต่อไป โดยจะเข้าไปเพื่อชิงแชมป์กลุ่มดี กับทีมชาติเกาหลีใต้ต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก khaosod.co.th
80 ประเทศทั่วโลกยังเผชิญมาลาเรียระบาด แอฟริกาแบกภาระตาย 95%

- ปัจจุบันทั่วโลกยังคงมี 80 ประเทศที่เป็นเขตระบาดของโรคมาลาเรีย ลดลงจาก 108 ประเทศเมื่อ 2 ทศวรรษก่อน
- ทวีปแอฟริกาเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยแบกรับภาระผู้เสียชีวิตจากมาลาเรียสูงถึง 95% ของยอดรวมทั่วโลก
- แม้จำนวนประเทศที่เป็นเขตระบาดจะลดลง แต่ยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตทั่วโลกกลับมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปีล่าสุด
จากการประมวลผลข้อมูลของ Statista และองค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โลกมีความคืบหน้าในการจำกัดพื้นที่การระบาดของโรคมาลาเรียอย่างมีนัยสำคัญ โดยจำนวนประเทศที่เป็นเขตระบาดหลัก (Endemic countries) ลดลงจาก 108 ประเทศในปี 2000 เหลือ 80 ประเทศในปี 2024 (รวมดินแดนเฟรนช์เกียนา)
โดยมีกลุ่มประเทศต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการกำจัดโรคจนได้รับใบรับรอง “Certified malaria-free” ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ อียิปต์, เคปเวิร์ด (ปี 2024) และติมอร์-เลสเต, ซูรินาม, จอร์เจีย (ปี 2025)
สัญญาณอันตรายยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสวนทางความสำเร็จ
แม้สถิติในระดับประเทศจะดูดีขึ้น แต่ในเชิงจำนวนผู้ป่วยกลับพบตัวเลขที่น่ากังวล โดยในปี 2024 ยอดผู้เสียชีวิตจากมาลาเรียทั่วโลกขยับขึ้นมาอยู่ที่ 610,000 ราย (เพิ่มขึ้นราว 12,000 รายจากปีก่อนหน้า) ขณะที่ประมาณการผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจาก 273 ล้านราย เป็น 282 ล้านราย
โดยมี 3 ประเทศหลักที่มียอดเคสติดเชื้อมาลาเรีย พุ่งสูงจนส่งผลกระทบต่อสถิติโลก ได้แก่:
- เอธิโอเปีย: เพิ่มขึ้น 2.9 ล้านราย
- มาดากัสการ์: เพิ่มขึ้น 1.9 ล้านราย
- เยเมน: เพิ่มขึ้น 3.7 แสนราย (ทั้ง 3 ประเทศนี้มีสัดส่วนผู้ป่วยใหม่รวมกันถึง 58% ของยอดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก)
แอฟริกาจุดเปราะบางที่สุด-มาเลเซียลุ้นใบรับรอง
รายงานย้ำว่า ภูมิภาคแอฟริกา ยังคงเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากมาลาเรีย รุนแรงที่สุด โดยแบกรับภาระการเสียชีวิตสูงถึง 95% ของยอดรวมทั่วโลก สาเหตุหลักมาจาก “ช่องว่างทางการเงิน” ในการสนับสนุนด้านสาธารณสุข และการดื้อยาของเชื้อปรสิตและยาฆ่าแมลง

ขณะเดียวกัน มีกลุ่มประเทศที่ผลงานดีเด่นแต่ยังไม่ได้ยื่นคำขอรับรองอย่างเป็นทางการ เช่น ซาอุดีอาระเบีย (ปลอดเชื้อภายในประเทศ 4 ปี) และ ภูฏาน (3 ปี) ส่วน มาเลเซีย มีสถิติปลอดเชื้อในคนยาวนานถึง 7 ปี แต่ยังคงติดเงื่อนไขการรายงานเชื้อ P. knowlesi (มาลาเรียลิง) ซึ่งเป็นเชื้อสัตว์สู่คนที่ยังมีการระบาดอยู่
ข้อมูลจาก Statista ชี้ให้เห็นว่า หากประชาคมโลกไม่เร่งอุดช่องว่างทางการเงินและเพิ่มการวิจัยด้านยาใหม่ๆ เป้าหมายในการขจัดมาลาเรียให้หมดไปภายในปี 2030 อาจเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกในปัจจุบัน
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลก มั่นใจใช้เครื่องมือ AI ช่วยลงทุน

- ไทยติดอันดับ 6 ของโลกในดัชนีความเชื่อมั่นต่อ AI เพื่อการสร้างความมั่งคั่ง (Global Wealth AI Optimism Index)
- นักลงทุนไทยมีความเชื่อมั่นสูง ครองอันดับ 3 ของโลกในด้านการมองว่า AI ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน (AI Edge)
- ไทยถูกจัดเป็นตลาดเด่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยครองอันดับ 1 ในด้านความเชื่อว่า AI สร้างความได้เปรียบ และอันดับ 2 ด้านคะแนนรวมความเชื่อมั่น
- ไทยติดอันดับ 4 ของโลกด้านการใช้ AI เป็นช่องทางหลักในการสืบค้นข้อมูลการลงทุน ซึ่งสะท้อนความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เทคโนโลยี
บริดจ์ไวส์ (BridgeWise) ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลการลงทุนด้วย AI ประเมินว่าไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดศักยภาพสูงของโลกสำหรับการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วย AI ท่ามกลางแนวโน้มที่เทคโนโลยี AI ในภาคการเงินทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงทดลอง สู่การใช้งานจริงอย่างจริงจัง
รายงาน “State of AI for Wealth in 2026” ของ BridgeWise ซึ่งสำรวจผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 2,100 คนใน 19 ประเทศ พบว่า 78.3% ของผู้ตอบใช้ AI เพื่อค้นหาข้อมูลการลงทุนแล้ว และ 45.7% ใช้งานเป็นประจำหรือบ่อยครั้ง สะท้อนว่า AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจด้านการเงินมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย รายงานระบุว่าไทยติดอันดับ 6 ของโลกในดัชนีความเชื่อมั่นต่อ AI เพื่อการสร้างความมั่งคั่ง (Global Wealth AI Optimism Index) พร้อมขึ้นอันดับ 3 ของโลกด้านการมองว่า AI ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และอันดับ 4 ของโลกด้านการใช้ AI เป็นช่องทางหลักในการสืบค้นข้อมูลการลงทุน
ขณะเดียวกัน 65.1% ของผู้ตอบทั่วโลกมีแผนนำ AI เข้ามาแทนที่กระบวนการสืบค้นข้อมูลการลงทุนแบบดั้งเดิมบางส่วนภายใน 1 ปี สะท้อนแรงเร่งสำคัญของอุตสาหกรรม Wealth Management ยุคใหม่
ดัชนี Global Wealth AI Optimism Index ของ BridgeWise ประเมินผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่ การใช้งาน (Adoption) ความเชื่อมั่น (Confidence) ความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Edge) และแรงขับเคลื่อนในการเปลี่ยนผ่าน (Momentum)
ไทยถูกจัดเป็นตลาดเด่นของภูมิภาค โดยครองอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 3 ของโลกในด้าน AI Edge สะท้อนว่านักลงทุนไทยจำนวนมากเชื่อว่า AI สามารถสร้างข้อได้เปรียบเชิงแข่งขันได้จริงในภาวะตลาดที่ซับซ้อนขึ้น
นอกจากนี้ ไทยยังอยู่อันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านคะแนนรวมความเชื่อมั่นต่อ AI เพื่อการสร้างความมั่งคั่ง (อันดับ 6 ของโลก) และอันดับ 4 ของโลกด้าน Momentum สะท้อนความพร้อมของนักลงทุนไทยในการเปลี่ยนผ่านจากแนวทางวิเคราะห์แบบดั้งเดิม สู่การใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการลงทุน
ภาพรวมดังกล่าวชี้ว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดที่เปิดรับ AI สูง แต่กำลังก้าวสู่บทบาท “Wealth Innovation Hub” หรือศูนย์กลางนวัตกรรมการลงทุนแห่งใหม่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ดอร์ เอลิกูลา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจและผู้ร่วมก่อตั้ง BridgeWise กล่าวว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมบริหารความมั่งคั่งจากนี้ ไม่ได้อยู่ที่ “มนุษย์ปะทะเครื่องจักร” แต่คือการแข่งขันระหว่างผู้ลงทุนที่ใช้ AI เฉพาะทางเพื่อค้นหาโอกาสเชิงลึก กับผู้ที่ยังพึ่งพา AI ทั่วไปที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อโลกการลงทุนโดยตรง
เขามองว่าโจทย์สำคัญของภาคการเงินต่อจากนี้ คือการพัฒนา AI ที่มีความแม่นยำ โปร่งใส อธิบายได้ และออกแบบเฉพาะสำหรับบริบทการเงิน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก.
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
borrow lend ต่างกันอย่างไร? สรุปวิธีใช้ “ขอยืม” และ “ให้ยืม” ให้เป๊ะ ไม่สับสนเรื่องทิศทาง

“Can you borrow me 100 baht?” ถ้าคุณพูดประโยคนี้กับฝรั่ง เขาอาจจะทำหน้างงใส่คุณนิดหน่อยครับ เพราะในภาษาไทยเราใช้คำว่า “ยืม” คำเดียวครอบจักรวาล ทั้งขอยืมเขาและให้เขายืม แต่ในภาษาอังกฤษ ทิศทางของการกระทำสำคัญมาก! ความสงสัยที่ว่า borrow lend ต่างกันอย่างไร จึงเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นที่จะช่วยให้คุณสื่อสารเรื่อง “ทรัพยากร” ได้อย่างมืออาชีพครับ
การเลือกใช้ผิดคำอาจทำให้ความหมายสลับกันโดยสิ้นเชิง วันนี้ Engduo จะพาคุณมาถอดรหัสกริยาคู่แฝดคู่นี้แบบจำง่าย พร้อมทริค “รับเข้า-ส่งออก” ที่จะทำให้คุณไม่ต้องหยุดนึกทุกครั้งที่จะยืมของใคร รับรองว่าอ่านจบแล้วจะเลิกสับสนแน่นอนครับ!
1. การใช้ Borrow: “ขอยืม” (ทิศทาง: รับเข้าหาตัวเรา)
กริยา Borrow หมายถึงการที่เราไปเอาบางอย่างมาจากคนอื่น โดยมีแผนที่จะคืนให้ในภายหลังครับ ให้จำว่าประธานของประโยคคือ “คนที่เป็นคนขอยืม” (คนอยากได้ของมาใช้)
- ทิศทาง: จากคนอื่น ➔ มาหาเรา
- คำบุพบทที่ใช้คู่กัน: from
- ตัวอย่าง: Can I borrow your pen? (ฉันขอยืมปากกาของคุณหน่อยได้ไหม?)
- ตัวอย่าง: She borrowed some money from the bank. (เธอขอยืมเงินจำนวนหนึ่งจากธนาคาร)
2. การใช้ Lend: “ให้ยืม” (ทิศทาง: ส่งออกจากตัวเรา)
Lend จะสลับกันครับ คือการที่เราเป็นเจ้าของของสิ่งนั้นแล้ว “ส่งมอบ” ให้คนอื่นใช้ชั่วคราว ประธานของประโยคคือ “เจ้าของของ” (คนใจดีที่ให้เขายืม)
- ทิศทาง: จากเรา ➔ ไปหาคนอื่น
- คำบุพบทที่ใช้คู่กัน: to
- ตัวอย่าง: Can you lend me your car? (คุณช่วยให้ฉันยืมรถหน่อยได้ไหม?)
- ตัวอย่าง: I lent my umbrella to Sarah. (ฉันให้ซาร่ายืมร่มไป)
ตารางสรุป: การเปรียบเทียบ Borrow vs Lend (Transaction Matrix)
เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกใช้ได้ถูกต้องภายในเสี้ยววินาที ลองใช้ตารางวิเคราะห์ความสัมพันธ์และตำแหน่งของคนในประโยคนี้เป็นตัวช่วยครับ
| ประเด็นเปรียบเทียบ | Borrow (ขอยืม) | Lend (ให้ยืม) |
| บทบาทของประธาน | ผู้รับ / คนอยากได้ของ | ผู้ให้ / เจ้าของของ |
| ทิศทางของสิ่งของ | รับเข้า (Take) | ส่งออก (Give) |
| คำบุพบท (Preposition) | from (borrow from someone) | to (lend to someone) |
| ประโยคที่พบบ่อย | Can I borrow…? | Can you lend…? |
จุดที่คนไทยมักพลาด: “Borrow me your pen”
นี่คือความผิดพลาดระดับ Classic ที่ผมอยากให้คุณระวังครับ:
- ❌ ผิด: Can you borrow me your pen? (คุณช่วยยืมฉันปากกาหน่อยได้ไหม? – ฟังแล้วงงมากครับ)
- ✅ ถูก: Can you lend me your pen? (คุณช่วยให้ฉันยืมปากกาหน่อยได้ไหม?)
- ✅ ถูก: Can I borrow your pen? (ฉันขอยืมปากกาคุณหน่อยได้ไหม?)
สถานการณ์จำลอง: การขอยืมอุปกรณ์ในห้องประชุม (Borrowing Office Equipment)
ในบทสนทนานี้ คุณจะได้เห็นความต่างของทิศทางระหว่างการขอยืม (Borrow) และการให้ยืม (Lend) อย่างชัดเจนครับ
Colleague: “Excuse me, our projector is broken. Can I borrow yours for the afternoon meeting?”
(ขอโทษนะครับ พอดีเครื่องโปรเจกเตอร์ของพวกเราเสีย ผมขอยืมของคุณไปใช้สำหรับประชุมช่วงบ่ายหน่อยได้ไหมครับ?)
You: “I’m using it right now, but I can lend it to you at 2 PM. Is that okay?”
(ตอนนี้ฉันกำลังใช้อยู่ค่ะ แต่ฉันสามารถให้คุณยืมได้ตอนบ่ายสอง สะดวกไหมคะ?)
Colleague: “That would be great! I will borrow it from your desk then. Thanks for lending it to me.”
(เยี่ยมเลยครับ! งั้นเดี๋ยวผมจะมาขอยืมจากที่โต๊ะคุณนะครับ ขอบคุณมากที่ให้ผมยืมครับ)
แบบทดสอบวัดระดับความเป๊ะ (Borrow vs Lend Quiz)
ลองทดสอบความเข้าใจดูหน่อยครับว่าคุณเลือกทิศทางถูกหรือยัง? (เลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด)
- “I forgot my umbrella. Can I ________ yours for a while?”
- (a) borrow
- (b) lend
- “I am happy to ________ my tools to you, but please return them tomorrow.”
- (a) borrow
- (b) lend
- “He ________ a lot of money from his parents to start his business.”
- (a) borrowed
- (b) lent
- “Could you ________ me your notes? I missed the class yesterday.”
- (a) borrow
- (b) lend
(เฉลย: 1. a / 2. b / 3. a / 4. b)
ตารางสรุปโครงสร้างประโยค (Syntax Quick Check)
เพื่อให้คุณแต่งประโยคได้ถูกหลักไวยากรณ์ 100% ลองเช็กตามตารางนี้ครับ
| คำกริยา | โครงสร้างที่ถูกต้อง | ข้อควรระวัง |
| Borrow | Subject + borrow + something + from someone | ห้ามใช้ “borrow someone something” |
| Lend | Subject + lend + someone + something | ใช้ได้เลย (เช่น Lend me a pen) |
| Lend | Subject + lend + something + to someone | ใช้เมื่อต้องการเน้นสิ่งของ (เช่น Lend a pen to me) |
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
1. “Loan” กับ “Lend” ต่างกันอย่างไร?
ความหมายเหมือนกันคือ “ให้ยืม” ครับ แต่ Loan มักใช้เป็น “คำนาม” (เช่น bank loan – เงินกู้) หรือใช้เป็นกริยาในบริบทที่เป็นทางการมากๆ อย่างเรื่องการเงินในอเมริกาครับ ส่วน Lend เป็นกริยาทั่วไปที่ใช้ได้ทุกสถานการณ์ครับ
2. ถ้าจะคืนของที่ยืมมา ต้องใช้คำว่าอะไร?
เรานิยมใช้คำว่า Return หรือ Give back ครับ เช่น “I will return your book tomorrow.”
3. “Can you lend a hand?” หมายความว่าให้ยืมมือหรือเปล่า?
เป็นสำนวนครับ! แปลว่า “ช่วยหน่อยได้ไหม” (Help me) ไม่ได้แปลว่าตัดมือให้ยืมนะครับ เป็นวิธีขอร้องที่ดูเป็นกันเองและสุภาพครับ
4. Borrow กับ Hire (เช่า) ต่างกันอย่างไร?
Borrow คือการยืมมาฟรีๆ ครับ แต่ถ้า Hire (หรือ Rent) คือการยืมแบบที่เราต้อง “เสียเงิน” จ่ายค่าเช่าครับ
5. “Lend an ear” แปลว่าอะไร?
แปลว่า “รับฟัง” ครับ เช่น “Could you lend an ear to my problem?” (ช่วยรับฟังปัญหาของฉันหน่อยได้ไหม?)
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
แตงกวา กินทุกวันดีจริงไหม? ผักใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม แต่มีดีกว่าที่คิด

ในบรรดาผักที่อยู่ในจานอาหารแทบทุกบ้าน “แตงกวา” อาจเป็นตัวที่หลายคนมองว่าไม่มีอะไรพิเศษ เป็นแค่ผักแนมกินคู่จานหลักเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ผักสีเขียวเรียบง่ายชนิดนี้ กลับมีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพมากกว่าที่คิด
ด้วยความที่แตงกวามีน้ำเป็นส่วนประกอบสูง จึงไม่ใช่แค่ช่วยเพิ่มความสดชื่น แต่ยังมีบทบาทต่อการดูแลร่างกายในหลายด้าน โดยเฉพาะในยุคที่คนเริ่มใส่ใจเรื่องอาหารใกล้ตัวมากขึ้น
แตงกวา มีอะไรดีมากกว่าที่เห็น
สิ่งที่ทำให้แตงกวาน่าสนใจ ไม่ใช่แค่ความกรอบหรือกินง่าย แต่คือองค์ประกอบทางโภชนาการที่ซ่อนอยู่
- มีน้ำสูง ช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ
- มีไฟเบอร์เล็กน้อย ช่วยสนับสนุนระบบขับถ่าย
- มีสารต้านอนุมูลอิสระบางชนิด
- ให้พลังงานต่ำ เหมาะกับคนคุมน้ำหนัก
แม้จะไม่ได้โดดเด่นด้านสารอาหารเข้มข้นเหมือนผักบางชนิด แต่แตงกวาเป็น “ผักที่กินง่ายและกินได้บ่อย” ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ
กินแตงกวาทุกวัน ดีจริงไหม
คำตอบคือ “ดีได้” ถ้ากินในปริมาณเหมาะสม และอยู่ในอาหารที่หลากหลาย
แตงกวาช่วยเพิ่มความสดชื่น ลดความรู้สึกอยากกินของจุกจิก และเหมาะกับการเสริมในมื้ออาหาร โดยเฉพาะคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรืออยากเพิ่มปริมาณผักในแต่ละวัน
อย่างไรก็ตาม การกินซ้ำๆ เพียงอย่างเดียวโดยไม่หลากหลาย อาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบ
วิธีกินแตงกวาให้ได้ประโยชน์มากขึ้น
แม้จะเป็นผักที่กินง่าย แต่ถ้าปรับวิธีเล็กน้อย จะช่วยให้ได้ประโยชน์มากขึ้น
- ล้างให้สะอาด หรือเลือกแบบปลอดสาร
- กินทั้งเปลือก (ถ้ามั่นใจความสะอาด) เพราะมีใยอาหารมากกว่า
- กินสด จะช่วยคงคุณค่าทางอาหารได้ดีที่สุด
- จับคู่กับอาหารอื่น เช่น โปรตีน หรือไขมันดี เพื่อเพิ่มความสมดุล
- แตงกวา กับการดูแลผิว
หนึ่งในเหตุผลที่แตงกวาถูกพูดถึงบ่อย คือเรื่อง “ผิวพรรณ” เพราะมีน้ำสูง จึงช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้นจากภายใน และมีสารบางชนิดที่ช่วยลดการอักเสบ แม้จะไม่ใช่ตัวช่วยเปลี่ยนผิวทันที แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพผิวในระยะยาว
สรุป
แตงกวาอาจเป็นเพียงผักธรรมดาในสายตาหลายคน แต่ในความเรียบง่ายนั้น กลับมีประโยชน์ที่เหมาะกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องความสดชื่น การควบคุมน้ำหนัก และการเพิ่มปริมาณผักในมื้ออาหาร
บางครั้ง การดูแลสุขภาพก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ซับซ้อน แค่เริ่มจากผักใกล้ตัวอย่าง “แตงกวา” ก็เพียงพอแล้วในหลายๆ วัน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 27/4/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 72,000.00 | 72,200.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,654.00 | 70,554.64 | 73,000.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,188.60 | 63,499.18 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,723.20 | 56,443.71 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,094.30 | 31,749.59 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,628.90 | 24,694.12 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,822.80 | 73,113.65 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 27/4/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 72,000.00 | 72,200.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,654.00 | 70,554.64 | 73,000.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,188.60 | 63,499.18 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,723.20 | 56,443.71 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,094.30 | 31,749.59 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,628.90 | 24,694.12 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,822.80 | 73,113.65 | n/a |







