สาระน่ารู้ประจำวันที่ 28 เมษายน 2569

รถไฟฟ้าสายสีส้มพลิกโฉมประตูน้ำศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่เชื่อมราชประสงค์

  • การมาของรถไฟฟ้าสายสีส้มจะเชื่อมย่านประตูน้ำเข้ากับย่านราชประสงค์-เพลินจิต ผลักดันให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและแหล่งช้อปปิ้งระดับโลกแห่งใหม่
  • ภาคเอกชนรายใหญ่ลงทุนในโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง เช่น The Neighbourhood of Platinum, Phenix (พันธุ์ทิพย์เดิม) และการปรับโฉมโรงแรมอินทรา
  • การพัฒนาดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลให้ราคาที่ดินในย่านประตูน้ำปรับตัวสูงขึ้นจาก 1.5 ล้านบาท เป็น 2 ล้านบาทต่อตารางวาในอนาคต

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ปิดสะพานข้ามแยกประตูน้ำ เพื่อก่อสร้างโครงสร้างใต้ดิน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 – 11 กุมภาพันธ์ 2570 ตลอด 24 ชม.ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี2573 และหากไม่จำเป็นโปรดหลีกเลี่ยงพื้นที่ก่อสร้างดังกล่าวเสียงประชาสัมพันธ์ดังก้องออกไป

แม้วันนี้จะมีความยากลำบากในการสัญจร  ทว่าในวันข้างหน้า ที่นี่จะถูกพลิกโฉม การเดินทางครั้งสำคัญกลายเป็นย่านความเจริญ ที่น่าจับตา ที่ประเมินว่าประตูน้ำจะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ แลนด์มาร์กช้อปปิ้งระดับโลก เชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกับย่านศูนย์กลางธุรกิจสำคัญ แนวรถไฟฟ้าอย่างแยกราชประสงค์-เพลินจิต และเซ็นทรัลเวิลด์ อย่างไม่ยากเย็นนัก

อย่างไรก็ตามโดยปกติแล้วย่านประตูน้ำมีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักอยู่อย่างตลาดเวลา จากการเป็นศูนย์รวมของห้างค้าปลีกค้าส่งของไทยเสน่ห์ที่ต่างชาติให้ความสนใจและช้อปปิ้งกันอย่างหนาตา

ความน่าสนใจอยู่ที่ โครงการขนาดใหญ่ของภาคเอกชนต่างปักหมุดพัฒนากันอย่างคึกคักรับการมาของรถไฟฟ้าสายสีส้ม  

นอกจาก แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ แม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวและขาช้อปจากทั่วทุกมุมโลก   การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส “The Neighbourhood of Platinum”: กลุ่มแพลทินัมลงทุนครั้งใหญ่ ประมาณ 7,800 ล้านบาท  (เดิมคือ แพลทินัม สแควร์) ให้เป็นอาณาจักร Fashion Ecosystem ระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของตลาดเฉลิมลาภ ให้เป็นโครงการมิกซ์ยูสที่ผสมผสานศูนย์การค้า โรงแรม และพื้นที่จอดรถ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก และเชื่อมโยงย่านราชประสงค์  ดังกล่าว

ยังไม่รวมพื้นที่โดยรอบปรับโฉมพื้นที่และอาคารใหม่ไปก่อนหน้านี้ อย่าง ห้างค้าอาหารทะเลและศูนย์กลางอาหารย่านประตูน้ำที่บริหารโดยทายาทของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี คือโครงการ “Phenix” (ฟีนิกซ์) หรือชื่อเดิมคือ พันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ภายใต้การนำของ นางวัลลภา ไตรโสรัส

รวมถึง ห้างกรุงทองปิดกิจการและเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนา ในขณะโรงแรมอินทรา มีการปรับโฉมใหม่ที่น่าจับตา รองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักที่จะเคลื่อนย้ายมาที่ประตูน้ำของกลุ่มบริษัท DTGO ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ MQDC ได้เข้ามาลงทุนเช่าสิทธิบริหาร “โรงแรมอินทรา รีเจนท์” (Indra Regent Hotel) และศูนย์การค้าอินทรา สแควร์ ย่านประตูน้ำ เป็นระยะเวลา 20 ปี โดยเริ่มบริหารอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อพลิกโฉมแลนด์มาร์กแห่งนี้ใหม่ ที่จะเป็นแม่เหล็กนักท่องเที่ยวมารวมตัวกันที่นี่

ขณะราคาที่ดินขยับสูงมาอย่างต่อเนื่อง มีการประเมินจากที่ปรึกษาด้านราคาประเมินที่ดินของรัฐว่า หากรถไฟฟ้าสายสีส้มเปิดให้บริการ ย่านประตูน้ำราคาที่ดิน จะขยับไปที่2ล้านบาทต่อตารางวา จากปัจจุบันอยู่ในราว1.5ล้านบาทต่อตารางวา

เรียกว่าการพัฒนาเหล่านี้ทำให้อนาคตของประตูน้ำไม่ได้เป็นเพียงแหล่งค้าส่ง แต่จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ผสมผสานไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยวที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯที่น่าจับตายิ่ง  

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


‘ปลดล็อกผังเมือง-เมกะโปรเจกต์’หนุน‘ที่ดินรังสิต’จ่อทะยาน2เท่า

  • การเปลี่ยนแปลงผังเมือง โดยปรับที่ดินโซนอุตสาหกรรม (สีม่วง) เป็นโซนพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่นสูง (สีแดง) ในปี 2568 จะปลดล็อกศักยภาพการพัฒนา
  • กลุ่มเซ็นทรัลเตรียมพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่บนที่ดิน 761 ไร่ ซึ่งจะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนเข้าสู่พื้นที่
  • ปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะผลักดันให้ราคาที่ดินติดถนนพหลโยธินมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นเป็น 2 เท่า จากตารางวาละประมาณ 100,000 บาท เป็น 200,000 บาท

สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า หากย้อนกลับไป 20 ปี “รังสิต” เติบโตจากแรงขับของมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยรังสิตนักศึกษาหลายหมื่นคน

กลายเป็นดีมานด์สำคัญ ผลลัพธ์คือ คอนโดมิเนียม หอพัก อพาร์ตเมนต์ ผุดขึ้นจำนวนมาก เฉพาะคอนโดมิเนียม มีมากกว่า 40,000 ยูนิต ขณะที่แนวราบกระจายตัวตามถนนรังสิต-นครนายก รวมกันกว่า 400-500 โครงการ

“ภาพของรังสิตวันนี้จึงไม่ใช่แค่เมืองการศึกษา แต่คือเมืองที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ ที่ขยายตัวจากกรุงเทพฯ อย่างชัดเจน”

จุดเปลี่ยนจริง อยู่ที่ “ผังเมือง”

อีกด้านหนึ่งของรังสิต คือ “โซนอุตสาหกรรม” อย่างนวนคร หลังเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ความเชื่อมั่นหายไป โรงงานลดลง! แต่เมื่อมีการลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วมความเชื่อมั่นก็เริ่มกลับมา แม้จะยังไม่ร้อนแรงเท่าภาคตะวันออก แต่ “นวนคร” ก็ยังเป็นฐานงานสำคัญที่ช่วยพยุงดีมานด์ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ 

สิ่งที่กำลังเปลี่ยนเกม ไม่ใช่แค่ดีมานด์ แต่คือ “กติกา” ของที่ดิน ปี 2565 มีการเปลี่ยนผังเมืองจาก “สีม่วง” (อุตสาหกรรม)เป็น “สีส้ม” ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายขึ้นแต่จุดเปลี่ยนที่แท้จริงเกิดในปี 2568 ที่ดินกว่า 761 ไร่ถูกปรับเป็น “สีแดง” รองรับพาณิชยกรรม และที่อยู่อาศัยหนาแน่นสูง พูดง่ายๆ คือจากที่ดินโรงงาน กลายเป็น “เมือง”

เมกะโปรเจกต์เซ็นทรัล 761 ไร่ กระตุ้นดีมานด์

เจ้าของที่ดินแปลงนี้ คือ “เซ็นทรัล” และแผนลงทุนที่ประกาศออกมา คือการพัฒนาโครงการ “มิกซ์ยูส” ขนาดมหึมา ด้วยหน้ากว้างติดถนนพหลโยธินยาวกว่า 1 กม. และลึกเข้าไปอีกเกือบ 1 กม. นี่คือ “เมืองขนาดย่อม!” ที่รวมศูนย์การค้า สำนักงาน ที่อยู่อาศัย ไลฟ์สไตล์ ไว้ในที่เดียว แรงกระเพื่อมใหญ่ที่ตามมา คือ “แรงดึงดูด” ทั้งคน และ การลงทุน จะหลั่งไหลเข้าสู่ฝั่งพหลโยธินมากขึ้น

ปัจจุบันที่ดินติดถนนพหลโยธิน อยู่ที่ประมาณ 100,000 บาท/ตารางวาในซอย ต่ำกว่า 80,000 บาท/ตารางวา แต่เมื่อเมกะโปรเจกต์เดินหน้าเต็มตัว ราคามีโอกาสขยับไปถึง 200,000 บาท/ตารางวา หรือ เพิ่มขึ้น เท่าตัว! 

แม้รังสิตจะมีรถไฟฟ้าสายสีแดง ดอนเมืองโทลล์เวย์ ใกล้สนามบินดอนเมืองแต่โครงข่ายยังไม่ครอบคลุมทุกจุด โดยเฉพาะแนวพหลโยธินบางช่วงรวมถึงมอเตอร์เวย์ M6 ที่ช่วยเชื่อมภูมิภาค แต่ไม่ได้ส่งผลโดยตรงกับรังสิตมากนักทำให้ “ตัวแปรหลัก” ยังคงเป็นการพัฒนาของเอกชนขนาดใหญ่

สุรเชษฐ ระบุว่า 4 แรงหนุน ดันรังสิตสู่ฮับใหม่ ประกอบด้วย 1.เมกะโปรเจกต์ เปลี่ยนโฉมพื้นที่ 2.คมนาคม เชื่อมเมือง-ภูมิภาค 3. แหล่งงาน + มหาวิทยาลัยสร้างดีมานด์ต่อเนื่อง และ 4.สิ่งอำนวยความสะดวกครบ รองรับการใช้ชีวิตทั้งหมดนี้ กำลังผลักดันทำเล “รังสิต”ให้กลายเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจ”ตอนเหนือของกรุงเทพฯ อย่างเต็มตัว

 ผู้ประกอบการเร่งเกมปักหมุด

เมื่อดีมานด์เริ่มชัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็ขยับทันที “พฤกษา” คือหนึ่งในนั้น ด้วยพอร์ตมากกว่า 15 โครงการ ในรังสิต ตั้งแต่บ้านล้านต้นๆ ไปจนถึงบ้านเดี่ยวระดับราคา 5 ล้านบาท สะท้อนว่าตลาดนี้ไม่ได้มีแค่ “นักลงทุน” แต่คือ “ดีมานด์จริง” ของคนอยู่อาศัย 

เช่นเดียวกับ “ศุภาลัย” ที่พัฒนา Community Living Hub บนพื้นที่กว่า 287 ไร่ นับเป็นการซื้อที่ดินขนาดใหญ่ที่ซื้อเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ประมาณ 1,000 ล้านบาท เดิมจะทำ Shopping Arcade แหล่งรวมร้านค้าปลีก ร้านอาหาร หรือบริการต่างๆ แต่เมื่อสำรวจพบมีประชากรจำนวนมากจึงดึงโรงเรียนนานาชาติ SISB เข้ามาแทนเพื่อเชื่อมต่อให้คอมมูนิตี้สมบูรณ์มากขึ้นพร้อมลงทุนทำถนนและสะพานใหม่ เป็นต้น

อนาคต รังสิต กำลังเปลี่ยนบทบาทจากเมืองรองรับการขยายตัวเป็น“ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่” ด้วยตัวเอง และจุดตัดสำคัญอยู่ที่ “ผังเมือง + เมกะโปรเจกต์” คำถามคือใครจะเข้าเกมทันก่อนราคาที่ดินวิ่งไปไกลกว่านี้

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 28 เม.ย.69 ‘อ่อนค่า‘ ไม่แน่นอนเจรจาหยุดยิง

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 32.36 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทคือความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
  • แนวโน้มค่าเงินบาทยังคงมีความผันผวนสูงและเผชิญความเสี่ยงทั้งสองทิศทาง (Two-way risk) ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทวันนี้ว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 32.25-32.55 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.36 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.31 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.25-32.55 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท เคลื่อนไหวอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 32.28-32.40 บาทต่อดอลลาร์) ตามจังหวะการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ยังคงได้อานิสงส์จากความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านรอบที่ 2 รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากฝั่งยุโรปและสร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินหลัก อย่าง เงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) 

อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เล่นในตลาดยังคงไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองมากนัก เพื่อรอลุ้น ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก (BOJ, FED, BOE และ ECB ตามลำดับ) และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ นอกเหนือจากรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง 

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้

โดยในช่วงนี้ เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน ซึ่งมักจะมาพร้อมกับการปรับตัวสูงขึ้นของเงินดอลลาร์ (และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ) ขณะที่ราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลง เพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาท โดยเรายังคงประเมินว่า ในกรณีที่ สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น (เราประเมินว่า โอกาสเกิดกรณีเลวร้ายยังคงอยู่ในระดับต่ำ และเชื่อว่า ทางการสหรัฐฯ ยังคงต้องการเดินหน้าเจรจาเป็นหลัก) เช่น สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านมากขึ้น (เน้นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและสะพาน เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านเจรจาหยุดยิง) อาจทำให้อิหร่านมีการตอบโต้กลับที่รุนแรง (รวมถึงอาจมีการปิดช่องแคบ Bab El-Mandeb จากฝั่ง Houthi ที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน) ในกรณีนี้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงหนัก โดย เงินบาทอาจอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก 

ซึ่งหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น ในช่วงสัปดาห์การจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนต่างชาติ อย่างช่วงปลายเดือนเมษายน) ถึง ต้นพฤษภาคม (โฟลว์ธุรกรรมมจ่ายเงินปันผลอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ราว 1%-4%) เราประเมินว่า มีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่ากลับไปทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้

อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงได้บ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้ส่งออก รวมถึงการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) โดยเราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นกลุ่มดังกล่าว อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้านตั้งแต่ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ 

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มมีแนวโน้มคลี่คลายลงได้บ้าง โดยเรามองว่า การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ อาจสร้างแรงกดดันต่อทางการอิหร่านให้กลับมาเดินหน้าการเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง เนื่องจากการปิดล้อมดังกล่าว อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ต่ออุตสาหกรรมพลังงานของอิหร่าน ในกรณีที่ อิหร่านไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้เพิ่มเติมและไม่มีพื้นที่เพียงพอต่อการจัดเก็บน้ำมัน (เนื่องจากความต้องการในประเทศจะไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำมันส่วนเกินได้) ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการรักษากำลังการผลิตจากแหล่งขุดเจาะ และหากเกิดปัญหาขึ้น ทางการอิหร่านอาจขาดรายได้จากอุตสาหกรรมพลังงานอย่างมีนัยสำคัญได้ ซึ่งอาจได้เวลานานกว่าที่จะฟื้นกำลังการผลิตให้กลับมาได้ตามปกติ

ในกรณีที่ เริ่มมีสัญญาณของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบ 2 อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง (อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์) แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ทำให้เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways แถวโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ จะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้นำเข้า อาจรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ตามโซนแนวรับดังกล่าวได้

และที่สำคัญ เรามองว่า ฝั่งผู้เล่นที่มีสถานะ Short THB ได้ทยอยลดสถานะลงมาบ้างแล้ว อย่างน้อย 50% จากช่วงเงินบาทอ่อนค่าแถวโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง รับความคาดหวังการเจรจาหยุดยิงในช่วงต้นเดือนเมษายน ทำให้ หากตลาดกลับมามีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง เงินบาทอาจไม่สามารถแข็งค่าขึ้นระดับ 70 สตางค์ต่อดอลลาร์ ภายในวันเดียว เหมือนที่เคยเกิดขึ้นได้ 

อนึ่ง ควรระวังความผันผวนในตลาดช่วงที่ผู้เล่นในตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก อย่าง BOJ ในวันนี้ ที่อาจสร้างความผันผวนต่อค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้เช่นกัน 

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทว่า รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ ออกมาดีกว่าคาด ยังพอช่วยหนุนบรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ นอกจากนี้ ความหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ธีม AI/Semiconductor ได้ช่วยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ บ้าง ผ่านการปรับตัวขึ้นของ Nvidia +4.0%, Alphabet +1.7% อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เพื่อรอลุ้น รายงานผลประกอบการและผลการประชุม FED ที่จะถึงนี้ ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.12% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.20% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงอีกครั้ง -0.30% กดดันโดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งยุโรปในช่วงนี้ที่ส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด กอปรกับ สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ออกมาผสมผสาน ไม่ได้ออกมาดีกว่าคาด เช่นฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างยังไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองเพื่อรอลุ้น ผลการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดหุ้นยุโรปได้ เนื่องจากล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างคงประเมินว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4.34% โดยมีจังหวะปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ สอดคล้องกับข้อมูลโฟลว์ธุรกรรมซื้อบอนด์ส่วนใหญ่จากบรรดานักลงทุนสถานบันจากบทวิเคราะห์ต่างๆ เรายังคงมุมมองเดิมว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผลการประชุมของ FED รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่ ทว่าเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% (ที่เป็นระดับ Fair Value ที่เราประเมินจากโมเดล ACM และ Yield Spread) ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้ (ล่าสุด เราปรับมุมมองใหม่ว่า FED ยังมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ 1 ครั้ง ในช่วงปลายปีนี้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งสหรัฐฯ และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาดและโดดเด่นกว่าบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยังคงช่วยหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวขึ้นสู่โซน 98.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.2-98.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับ จังหวะการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ย่อตัวลงบ้าง ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน หนุนให้ ราคาทองคำสามารถทรงตัวแถวโซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยเรามองว่า BOJ อาจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.75% เพื่อรอประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางให้รอบด้าน ทว่า BOJ จะยังคงส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทำให้ผลการประชุม BOJ ครั้งนี้ ยังคงมีลักษณะ Hawkish Hold สอดคล้องกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่มองว่า BOJ อาจคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่ BOJ มีโอกาส 79% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้ง ในปีนี้

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ เพิ่มเติม ในช่วงการแถลงต่อสื่อ (Press Conference) ของผู้ว่าฯ BOJ ในช่วงบ่าย ราว 13.30 น. ตามเวลาประเทศไทย

ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจ อย่าง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดย Conference Board (CB Consumer Confidence) ในเดือนเมษายน ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP รวมถึง รายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ   

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน  

สำหรับ แนวโน้มของ ค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้ 

โดยในช่วงนี้ เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน ซึ่งมักจะมาพร้อมกับการปรับตัวสูงขึ้นของเงินดอลลาร์ (และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ) ขณะที่ราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลง เพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาท โดยเรายังคงประเมินว่า ในกรณีที่ สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น (เราประเมินว่า โอกาสเกิดกรณีเลวร้ายยังคงอยู่ในระดับต่ำ และเชื่อว่า ทางการสหรัฐฯ ยังคงต้องการเดินหน้าเจรจาเป็นหลัก) เช่น สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านมากขึ้น (เน้นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและสะพาน เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านเจรจาหยุดยิง) อาจทำให้อิหร่านมีการตอบโต้กลับที่รุนแรง (รวมถึงอาจมีการปิดช่องแคบ Bab El-Mandeb จากฝั่ง Houthi ที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน) ในกรณีนี้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงหนัก โดย เงินบาทอาจอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ซึ่งหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น ในช่วงสัปดาห์การจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนต่างชาติ อย่างช่วงปลายเดือนเมษายน) ถึง ต้นพฤษภาคม (โฟลว์ธุรกรรมมจ่ายเงินปันผลอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ราว 1%-4%) เราประเมินว่า มีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่ากลับไปทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้

อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงได้บ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้ส่งออก รวมถึงการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) โดยเราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นกลุ่มดังกล่าว อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้านตั้งแต่ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ 

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มมีแนวโน้มคลี่คลายลงได้บ้าง โดยเรามองว่า การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ อาจสร้างแรงกดดันต่อทางการอิหร่านให้กลับมาเดินหน้าการเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง เนื่องจากการปิดล้อมดังกล่าว อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ต่ออุตสาหกรรมพลังงานของอิหร่าน ในกรณีที่ อิหร่านไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้เพิ่มเติมและไม่มีพื้นที่เพียงพอต่อการจัดเก็บน้ำมัน (เนื่องจากความต้องการในประเทศจะไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำมันส่วนเกินได้) ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการรักษากำลังการผลิตจากแหล่งขุดเจาะ และหากเกิดปัญหาขึ้น ทางการอิหร่านอาจขาดรายได้จากอุตสาหกรรมพลังงานอย่างมีนัยสำคัญได้ ซึ่งอาจได้เวลานานกว่าที่จะฟื้นกำลังการผลิตให้กลับมาได้ตามปกติ

ในกรณีที่ เริ่มมีสัญญาณของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบ 2 อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง (อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์) แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ทำให้เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways แถวโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ จะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้นำเข้า อาจรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ตามโซนแนวรับดังกล่าวได้ และที่สำคัญ เรามองว่า ฝั่งผู้เล่นที่มีสถานะ Short THB ได้ทยอยลดสถานะลงมาบ้างแล้ว อย่างน้อย 50% จากช่วงเงินบาทอ่อนค่าแถวโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง รับความคาดหวังการเจรจาหยุดยิงในช่วงต้นเดือนเมษายน ทำให้ หากตลาดกลับมามีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง เงินบาทอาจไม่สามารถแข็งค่าขึ้นระดับ 70 สตางค์ต่อดอลลาร์ ภายในวันเดียว เหมือนที่เคยเกิดขึ้นได้ 

อนึ่ง ควรระวังความผันผวนในตลาดช่วงที่ผู้เล่นในตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก อย่าง BOJ ในวันนี้ ที่อาจสร้างความผันผวนต่อค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้เช่นกัน 

เราคงมองว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เอเชียนเกมส์ ปรับระบบเลื่อนปีจัดแข่ง – เป็นทัวร์นาเมนต์เตรียมตัวสู่ โอลิมปิก

สื่อเผยการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์อาจถูกเลื่อนไปจัดจากปีเลขคู่เป็นปีเลขคี่โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2031 เพื่อให้เป็นทัวร์นาเมนต์เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับศึกโอลิมปิกเกมส์

เดิมทีการแข่งขันเอเชียนเกมส์ จะมีขึ้นในทุกๆ 4 ปีซึ่งในปีนี้ทัวร์นาเมนต์ก็จะชิงชัยกันที่ ไอจิ-นาโกยา ประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 19 ก.ย. – 4 ต.ค

อย่างไรก็ตามล่าสุด “อินไซด์ เดอะ เกมส์” ระบุว่า สภาโอลิมปิกแห่งเอเชียกำลังหารืออย่างจริงจังเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างตารางการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ให้จัดขึ้นในปีเลขคี่

เริ่มจากที่กาตาร์ ซึ่งเดิมทีจะจัดในปี 2030 ก็จะเปลี่ยนมาจัดในปี 2031 หรือ 5 ปีจากหนล่าสุด เช่นเดียวกับที่ซาอุดีอาระเบียในปี 2035 ก็จะเลื่อนไปอีก 1 ปีด้วย

การเปลี่ยนแปลงที่เสนอมานี้มีจุดประสงค์เพื่อวางตำแหน่งกีฬาเอเชียนเกมส์ให้เป็นเวทีเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้ายก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน เพื่อให้นักกีฬาได้ปรับผลงานในสภาพแวดล้อมการแข่งขันระดับสูง โดยตามธรรมเนียมแล้ว

นั่นหมาหมายความว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงจริง เอเชียนเกมส์ จะมีขึ้นในปี 2031 และโอลิมปิก ฤดูร้อน อีกจะมีขึ้นในปี 2032 โดยออสเตรเลียจะเป็นเจ้าภาพ

รูปแบบที่คล้ายกันนี้ได้ถูกนำมาใช้แล้วในงานกีฬาระดับทวีปอื่นๆ เช่น กีฬาแพนอเมริกันเกมส์, กีฬายูโรเปียนเกมส์ และกีฬาแอฟริกันเกมส์ ซึ่งทั้งหมดจัดขึ้นในปีที่ก่อนการแข่งขันโอลิมปิก

ทั้งนี้ข้อเสนอดังกล่าวยังสะท้อนถึงความกังวลในวงกว้างเกี่ยวกับความแออัดของปฏิทินกีฬา เนื่องจากปีที่เป็นเลขคู่มีงานระดับโลกที่สำคัญมากมายอยู่แล้วเช่น โอลิมปิกฤดูหนาว, ฟุตบอลโลก และการแข่งขันชิงแชมป์โลกในกีฬาประเภทต่างๆ อีกมากมาย

ขอบคุณข้อมูลจาก khaosod.co.th


เช็กเงื่อนไข ประกันสังคม เพิ่มสิทธิทำฟัน ม.33-39 สูงสุด 6 พันบาท เริ่ม 1 พ.ค.นี้

ข่าวดี ผู้ประกันตน ม.33 – ม.39 ‘แรงงาน’ ยกระดับสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรม สูงสุด 6,000 บาท ครอบคลุม รพ.รัฐ-เอกชน เช็กเงื่อนไขสำคัญพร้อมวิธีใช้สิทธิแบบไม่ต้องสำรองจ่าย สรุปครบที่นี่

ข่าวดี สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 (ม.33) และผู้ประกันตนมาตรา 39 (ม.39) ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมเพิ่มมากขึ้น เริ่มวันที่ 1 พฤษภาคม นี้ โดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) พัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมสุขภาพช่องปากให้กับผู้ประกันตน มาตรา 33 และมาตรา 39 ได้ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมเพื่อบริการทางการแพทย์ได้อย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพสูงสุด นับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.นี้เป็นต้นไป

เงื่อนไขรายละเอียดการรับบริการด้านทันตกรรม

สำหรับสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมที่มีการปรับปรุงใหม่นี้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ประกันตนส่งเงินสมทบครบ 3 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันที่เข้ารับบริการ และรวมถึงหลังจากที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนไม่เกิน 6 เดือน โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้ 

1. กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลของรัฐที่ทำความตกลง

  • ครอบคลุมบริการอุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน และการผ่าฟันคุดทุกกรณี รวมถึงเพิ่มสิทธิ ได้แก่ เกลารากฟัน ขลิบแต่งกระดูกเพื่อเตรียมช่องปากก่อนใส่ฟันเทียม โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งตามมาตรฐานและความจำเป็นทางการแพทย์ ผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

กรณีเข้าคลินิกพิเศษ : ผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมแพทย์เอง โดยอ้างอิงอัตราตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขสำหรับคนไทย พ.ศ.2568

  • ปรับเพิ่มวงเงินการทำฟันปลอม เป็น อัตรา 1,500-6,000 บาท และค่าซ่อมฟันปลอมในอัตรา 900 บาท/ครั้ง
  • เพิ่มสิทธิการฝังรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปากสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากที่ไม่สามารถใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ โดยมีสิทธิสำหรับค่าผ่าตัด 17,500 บาท และค่าชุดรากฟันเทียม 3,300 บาท รวมถึงค่าติดตามผลอย่างต่อเนื่องหลังการรักษา

กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลของเอกชนที่ทำความตกลง

  • ครอบคลุมบริการ อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน วงเงิน 900 บาท/ปี กรณีมีค่าใช้จ่ายเกิน 900 บาท ผู้ประกันตนต้องชำระส่วนต่างเอง
  • เพิ่มเติมอัตราค่าผ่าฟันคุดในอัตรา 1,500-2,500 บาท/ซี่ ผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • ปรับเพิ่มวงเงินการทำฟันปลอมเป็นอัตรา 1,500-6,000 บาท และค่าซ่อมฟันปลอมในอัตรา 900 บาท/ครั้ง
  • เพิ่มสิทธิการฝังรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปาก สำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากที่ไม่สามารถใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ โดยมีสิทธิสำหรับค่าผ่าตัด 17,500 บาท และค่าชุดรากฟันเทียม 3,300 บาท รวมถึงค่าติดตามผลอย่างต่อเนื่องหลังการรักษา

ทั้งนี้ กรณีใช้บริการกับสถานพยาบาลที่ไม่ได้ทำความตกลงกับ สปส. ไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาลของรัฐหรือเอกชน จะต้องสำรองจ่ายไปก่อนโดยสามารถยื่นขอรับเงินคืนได้ตามหลักเกณฑ์ ผ่านระบบ e-Self Service หรือยื่นที่ สปส.ทั่วประเทศ

อย่างไรก็ดี สปส.อยู่ระหว่างการทำความตกลงร่วมกับสถานพยาบาล หรือ คลินิกที่ประสงค์ให้บริการทันตกรรมแก่ผู้ประกันตนโดยสามารถสอบถามข้อมูลหรือตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาล/คลินิกที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคมเพื่อเข้าร่วมโครงการฯได้ตามช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

  • เว็บไซต์ของ สปส. www.sso.go.th
  • สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ
  • สายด่วน 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


idk ย่อมาจาก อะไร? ไขความลับศัพท์แชทฝรั่งที่สายโซเชียลต้องรู้

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบไถฟีดโซเชียลมีเดีย หรือแชทคุยกับเพื่อนชาวต่างชาติอยู่บ่อยๆ ผมเชื่อว่าคุณต้องเคยเจอตัวย่อสั้นๆ อย่าง idk ผ่านตามาบ้างแน่นอนครับ บางคนอาจจะงงว่ามันคือรหัสลับอะไรหรือเปล่า หรือเป็นคำด่าที่เราไม่เข้าใจ? จริงๆ แล้วมันเป็นหนึ่งใน internet slang ที่เรียบง่ายและใช้บ่อยที่สุดในโลกออนไลน์เลยครับ

วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณไปเจาะลึกว่าเจ้า idk ย่อมาจาก อะไรกันแน่ พร้อมวิธีการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันให้ดูเนียนเหมือนเจ้าของภาษา และที่สำคัญคือการรู้กาลเทศะว่าเมื่อไหร่ควรพิมพ์ และเมื่อไหร่ที่ควรเลี่ยง เพื่อให้การสื่อสารของคุณมีประสิทธิภาพที่สุดในยุคดิจิทัล 2026 นี้ครับ

ความหมายของ idk ย่อมาจาก อะไรกันแน่?

คำว่า idk นั้นย่อมาจากประโยคภาษาอังกฤษว่า I Don’t Know ครับ ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า ฉันไม่รู้ หรือ ผมไม่ทราบ นั่นเอง เป็นการลดรูปเพื่อให้การพิมพ์ข้อความผ่านมือถือหรือคอมพิวเตอร์ทำได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของ digital language ที่เน้นความฉับไว

การใช้คำย่อประเภทนี้เริ่มต้นมาจากกลุ่มวัยรุ่นในยุคที่การพิมพ์ SMS ยังถูกจำกัดจำนวนตัวอักษร แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ internet culture ที่คนทุกวัยใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อประหยัดเวลาในการพิมพ์คำยาวๆ ในบทสนทนาที่ไม่เป็นทางการ

ทำไมคำว่า idk ถึงกลายเป็นศัพท์ยอดฮิตทั่วโลก?

สาเหตุที่ idk ย่อมาจาก อะไรที่ดูเรียบง่ายแต่กลับทรงพลัง เพราะมันสามารถใช้แทนความรู้สึกได้หลากหลายครับ ไม่ใช่แค่การบอกว่าไม่มีข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่บางครั้งยังใช้เพื่อแสดงความไม่แน่ใจ ความเบื่อหน่าย หรือแม้แต่การตัดบทสนทนาแบบเนียนๆ

นอกจากนี้ อิทธิพลจากสื่อบันเทิงและโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่างๆ ยังทำให้ acronyms ตัวนี้กระจายไปทั่วโลก จนกลายเป็นภาษากลางที่คนใช้กันตั้งแต่นักเรียนไปจนถึงคนทำงานสายครีเอทีฟที่ต้องการความคล่องตัวในการสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันรับส่งข้อความ

วิธีการนำ idk ไปใช้ในประโยคแบบคนท้องถิ่น

การนำไปใช้จริงๆ นั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ตำแหน่งของคำในประโยค ซึ่งจะช่วยให้คุณดูเป็น native-like มากขึ้น ลองดูตัวอย่างสถานการณ์ที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวันเหล่านี้ครับ

การใช้ idk ในแชทกับเพื่อนสนิท

เวลาเพื่อนถามอะไรที่คุณไม่มีคำตอบ หรือขี้เกียจอธิบายยาวๆ การพิมพ์สั้นๆ ว่า idk คือทางออกที่สะดวกที่สุดครับ เช่น เพื่อนถามว่า Where should we go for dinner? (เย็นนี้ไปกินข้าวไหนดี?) คุณสามารถตอบกลับไปได้ว่า idk, you choose! (ไม่รู้อ่ะ แล้วแต่แกเลย!)

การใช้ idk ในโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok และ Instagram

บนแพลตฟอร์มเหล่านี้ idk มักจะปรากฏอยู่ในแคปชั่นหรือคอมเมนต์เพื่อสื่อถึงความงุนงงต่อสิ่งที่เห็น เช่น idk how she does that! (ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอทำแบบนั้นได้ยังไง!) เป็นการแสดงความรู้สึกร่วมกับวิดีโอหรือรูปภาพนั้นๆ แบบสั้นๆ แต่ได้ใจความ

กฎเหล็กของการใช้ idk ที่มือใหม่ควรรู้

ถึงแม้จะเป็นคำที่ใช้ง่าย แต่การรู้กาลเทศะก็สำคัญไม่แพ้ความหมายครับ กฎเหล็กข้อแรกคือ idk เป็นคำที่ไม่เป็นทางการอย่างยิ่ง (informal English) ดังนั้นคุณไม่ควรใช้คำนี้ในการสื่อสารที่ต้องการความจริงจังหรือการแสดงความเคารพ

อีกอย่างที่ต้องระวังคือการใช้ idk มากเกินไปในบทสนทนา อาจทำให้คุณดูเป็นคนที่ไม่ใส่ใจ หรือดูเหมือนไม่อยากคุยด้วย ดังนั้นควรใช้ในจังหวะที่เหมาะสม และสลับกับการใช้ประโยคเต็มบ้างเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีในการสื่อสาร

ความแตกต่างระหว่าง idk และ I don’t know ในแง่ของความรู้สึก

ถึงแม้ความหมายจะเหมือนกันเป๊ะ แต่ vibe หรือความรู้สึกที่ส่งออกไปนั้นต่างกันครับ การพิมพ์ I don’t know แบบเต็มๆ จะให้ความรู้สึกที่ชัดเจน จริงจัง และดูมีความพยายามในการตอบมากกว่า ในขณะที่ idk จะให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลาย เป็นกันเอง และดูมีความเป็นวัยรุ่นสูงกว่า

นอกจากนี้ การใช้ตัวย่อยังสื่อถึงความสนิทสนมระหว่างคู่สนทนาด้วยครับ ถ้าคุณเพิ่งรู้จักใครสักคน การพิมพ์ตัวย่อเยอะๆ อาจจะดูข้ามขั้นตอนความสัมพันธ์ไปนิด ดังนั้นในช่วงแรกของการทำความรู้จัก การใช้คำเต็มจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าเสมอ

ศัพท์แชทอื่น ๆ ที่มักจะมาคู่กับ idk

ในโลกของ internet slang คำว่า idk มักจะไม่มาตัวเดียวครับ แต่มักจะมาพร้อมกับพรรคพวกตัวย่ออื่นๆ ที่ช่วยเสริมให้ประโยคของคุณดูสมบูรณ์และเป็นธรรมชาติมากขึ้นในแบบออนไลน์

รู้จักกับ tbh (To Be Honest)

คำนี้แปลว่า พูดตามตรงนะ มักใช้คู่กับ idk เพื่อบอกความรู้สึกที่แท้จริง เช่น tbh idk what to do. (พูดตามตรงนะ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องทำยังไง) เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับความไม่รู้ของคุณครับ

รู้จักกับ ikr (I Know Right)

แปลว่า ใช่ไหมล่ะ หรือ ฉันก็คิดแบบนั้น มักใช้ตอบรับเมื่อมีคนบ่นเรื่องที่เรารู้สึกเหมือนกัน เช่น เพื่อนพิมพ์มาว่า This exam was so hard! คุณก็ตอบไปว่า ikr, idk if I passed. (นั่นดิ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะผ่านไหม)

รู้จักกับ nvm (Never Mind)

แปลว่า ช่างมันเถอะ หรือ ไม่เป็นไร มักใช้คู่กันเวลาที่คุณถามอะไรไปแล้วนึกขึ้นได้เอง หรือไม่อยากรอคำตอบแล้ว เช่น nvm, idk why I asked. (ช่างเถอะ ไม่รู้เหมือนกันว่าถามไปทำไม)

เมื่อไหร่ที่ห้ามใช้ idk ย่อมาจาก อะไรแบบนี้เด็ดขาด?

โลกของการทำงานและสถานการณ์ทางการมีกฎเกณฑ์ที่ต่างออกไปครับ ถึงแม้คุณจะเห็นฝรั่งใช้ตัวย่อกันบ่อยแค่ไหน แต่ก็มีพื้นที่ต้องห้ามที่คุณควรระวังเพื่อรักษาความเป็นมืออาชีพของคุณเอาไว้

บริบทการทำงานและการคุยกับหัวหน้า

การใช้ตัวย่ออย่าง idk กับหัวหน้าอาจถูกตีความได้ว่าคุณไม่เป็นมืออาชีพ หรือไม่ให้เกียรติสถานที่ทำงาน หากคุณไม่ทราบข้อมูลจริงๆ ควรใช้ประโยคที่ดูดีกว่า เช่น I am not sure about that, let me check and get back to you. จะดูเป็นผู้ใหญ่กว่ามากครับ

การเขียนอีเมลที่เป็นทางการ

ในอีเมลธุรกิจหรือการติดต่อหน่วยงาน การใช้ slang ถือเป็นข้อห้ามอย่างยิ่ง เพราะอีเมลเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร การใช้ภาษาที่ถูกต้องจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวคุณและองค์กรได้อย่างมหาศาล

วิธีการตอบกลับเมื่อมีคนพิมพ์ idk มาหาเรา

เมื่อเพื่อนหรือคู่สนทนาพิมพ์ idk มา มักจะเป็นสัญญาณว่าบทสนทนาในหัวข้อนั้นอาจจะไปต่อไม่ได้ หรือเขาต้องการให้คุณเป็นคนตัดสินใจแทน วิธีตอบกลับที่ดีคือการให้ทางเลือกเพิ่ม หรือการเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อลดความกดดัน เช่น No worries, how about we try this? หรือ That’s fine, we can talk about it later. วิธีนี้จะช่วยให้ conversational flow ยังคงดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุดครับ

รวมตารางตัวย่อภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อยที่สุด

เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกการสื่อสารออนไลน์ ผมได้รวบรวมตัวย่อที่สำคัญและควรรู้ไว้ในตารางด้านล่างนี้แล้วครับ สามารถนำไปปรับใช้ในการ texting ได้เลย

ตัวย่อ (Abbreviation)คำเต็ม (Full Phrase)ความหมายภาษาไทยบริบทการใช้งาน
idkI Don’t Knowฉันไม่รู้ / ไม่ทราบใช้บอกว่าไม่มีข้อมูลหรือไม่แน่ใจ
tbhTo Be Honestพูดตามตรงนะใช้บอกความจริงใจหรือความเห็นส่วนตัว
ikrI Know Rightใช่ไหมล่ะ / เห็นด้วยสุดๆใช้ตอบรับความเห็นที่ตรงกัน
nvmNever Mindช่างมันเถอะ / ไม่เป็นไรใช้ยกเลิกคำถามหรือสิ่งทึ่พูดไป
asapAs Soon As Possibleเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ใช้เร่งด่วนในเรื่องเวลา
fyiFor Your Informationแจ้งเพื่อทราบใช้ส่งข้อมูลให้ดูเฉยๆ
brbBe Right Backเดี๋ยวมานะใช้บอกว่าจะไม่อยู่หน้าจอแป๊บนึง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ idk ย่อมาจาก อะไร

idk ใช้ในสถานการณ์ที่เป็นทางการได้ไหม?

ไม่ได้ครับ idk เป็นภาษาพูดและภาษาแชทที่ไม่เป็นทางการอย่างยิ่ง ควรเลี่ยงใช้ในการติดต่อธุรกิจหรือการเขียนงานส่งอาจารย์

idk แตกต่างจาก ide อย่างไร?

ide ย่อมาจาก I Don’t Even… มักใช้เวลาที่รู้สึกงุนงงจนพูดไม่ออก หรือเอือมระอามากๆ ซึ่งจะมีความรู้สึกรุนแรงกว่า idk ทั่วไปครับ

ถ้าต้องการบอกว่า “ไม่รู้จริงๆ” ให้ดูเนียนกว่า idk มีคำอื่นไหม?

สามารถใช้สำนวนอย่าง I have no idea หรือ I haven’t got a clue จะดูมีความเป็นมืออาชีพและสื่อสารได้ชัดเจนกว่าในระดับการสนทนาทั่วไปครับ

idk เป็นคำหยาบคายหรือไม่?

ไม่ใช่คำหยาบครับ เป็นเพียงคำย่อบอกความไม่รู้เฉยๆ แต่ต้องระวังเรื่องกาลเทศะในการใช้กับผู้ใหญ่เท่านั้นเอง

ตัวย่อ idk อ่านออกเสียงว่าอย่างไร?

ส่วนใหญ่เวลาพูดจะอ่านแยกตัวอักษรว่า ไอ-ดี-เค ครับ แต่ส่วนใหญ่ศัพท์นี้จะนิยมใช้ในการ “เขียนแชท” มากกว่าการพูดออกมาจริงๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


รับมืออย่างไรเมื่อ GenAI ทลายเกม ‘ไซเบอร์ซีเคียวริตี้’

การใช้ Generative AI (GenAI) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว กำลังเปิดเผยข้อจำกัดของแนวทางสร้างความตระหนักรู้ด้าน “ไซเบอร์ซีเคียวริตี้” แบบเดิม

เมื่อพนักงานจำนวนมากเริ่มนำเครื่องมือ GenAI ที่องค์กรไม่ได้อนุญาตมาใช้ในการทำงาน เสี่ยงทำให้ข้อมูลสำคัญรั่วไหลออกไปโดยไม่รู้ตัว

ริชาร์ด แอดดิสคอตต์ รองประธานฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์ เผยว่า การนำเครื่องมือ GenAI ต่าง ๆ มาใช้ในกระบวนการทำงานประจำวันนั้นก้าวนำหน้าระบบควบคุมความปลอดภัยที่มีอยู่

ขณะที่ผู้คุกคามก็กำลังใช้เทคโนโลยีเดียวกันนี้ยกระดับการโจมตีให้เฉียบคมยิ่งขึ้น สร้างความเสี่ยงไปยังโปรแกรมไซเบอร์ซีเคียวริตี้ อีกจำนวนมากที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้

ผลสำรวจล่าสุดจากการ์ทเนอร์พบว่า พนักงานกว่า 57% ใช้บัญชี GenAI ส่วนตัวเพื่อทำงานและ 33% ยอมรับว่ามีการป้อนข้อมูลสำคัญของเนื้องานลงในเครื่องมือ GenAI ที่เป็นสาธารณะหรือไม่ได้รับอนุญาตจากองค์กร 

ความท้าทายนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ 36% มีการดาวน์โหลดหรือใช้เครื่องมือ GenAI ที่ไม่ได้รับอนุญาตบนอุปกรณ์สำหรับทำงาน พฤติกรรมเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์และการทำผิดกฎระเบียบข้อบังคับอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกันผู้คุกคามกำลังใช้ประโยชน์จาก GenAI เปิดการโจมตีในรูปแบบ Deepfake, Phishing และการหลอกลวงทางวิศวกรรมสังคม หรือ Social Engineering ที่มีความซับซ้อนสูง

วางกรอบใช้ GenAI อย่างรับผิดชอบ

งานวิจัยของการ์ทเนอร์ชี้ว่า 35% ขององค์กรเคยเผชิญกับเหตุการณ์ Deepfake และ 84% ของผู้นำไซเบอร์ซีเคียวริตี้พบว่าการโจมตีแบบ Phishing มีความล้ำสมัยมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกทั้งในช่วงสองปีที่ผ่านมายังพบว่ามีจำนวนอีเมลอันตรายที่สร้างโดย AI เพิ่มขึ้นเท่าตัว ทำให้พนักงานตรวจพบได้ยากยิ่งขึ้น

แนวโน้มเหล่านี้หากไม่ได้รับการแก้ไขจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ทั้งความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวและทรัพย์สินทางปัญญา ที่อาจลุกลามเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาล กระทบต่อชื่อเสียงระยะยาว และอาจสั่นคลอนผลประกอบการทางธุรกิจในภาพรวมได้

องค์กรจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเสริมกำลังให้กับโปรแกรมหรือกลยุทธ์ที่มุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความเชื่อของบุคลากรภายในองค์กร หรือ Security Behaviour and Culture Programs (SBCPs) เพื่อปลูกฝังความตื่นรู้และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของพนักงาน

การสรรหาแนวทางปฏิบัติจึงต้องมุ่งเน้นไปที่วิธีการจัดการข้อมูลละเอียดอ่อน ข้อมูลที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาและข้อมูลที่เป็นส่วนตัวควรเน้นย้ำถึงหลักการ “การใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น หรือ Data Minimization” เพื่อให้พนักงานเข้าใจว่าข้อมูลใดสามารถหรือไม่สามารถป้อนเข้าสู่สภาพแวดล้อมการทำงานของ GenAI ได้

สร้างการมีร่วม ‘ผู้บริหารระดับสูง’

เพื่อช่วยทีมงานร่วมกันบริหารจัดการความเสี่ยงไปพร้อมกับขยายการใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างคล่องตัว จะต้องมีการกำหนด “ความเป็นเจ้าของ” ให้ชัดเจนตลอดวงจรของการนำ GenAI มาใช้ ตั้งแต่ต้องรู้ว่าใครคือผู้รับผิดชอบ, ใครเป็นผู้ตัดสินใจ, ใครให้คำปรึกษา และใครจะเป็นผู้รับทราบข้อมูลในแต่ละกิจกรรม

นอกจากนี้ หลีกเลี่ยงการออกนโยบายใหม่ ๆ จนกว่านโยบายธรรมาภิบาลข้อมูลและนโยบายการใช้งานที่ยอมรับได้ที่มีอยู่เดิมจะได้รับการปรับใช้และปรับปรุงจนครอบคลุม GenAI ทั้งหมด

ที่สำคัญผู้บริหารระดับสูงต้องมีส่วนร่วมเชิงรุกในการตัดสินใจด้านความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อรับมือกับผลกระทบต่อการดำเนินงานจากการโจมตีที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการละเมิดนโยบาย 

เมื่อผู้นำมีวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน องค์กรก็จะสามารถสร้างแนวทางการรับมือความเสี่ยงจาก AI ที่สอดประสานกันได้ดียิ่งขึ้น สิ่งนี้รวมถึงการสร้างกรอบการธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับนโยบายการใช้งานที่ชัดเจน จัดการการพัฒนา AI อย่างปลอดภัยและรับประกันการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

เสริมแนวป้องกัน AI Literacy

สำหรับโปรแกรมพฤติกรรมและวัฒนธรรมความปลอดภัยต้องรวมถึงการศึกษาความเสี่ยงเฉพาะด้าน AI, สถานการณ์จำลอง Deepfake และการจำลองการโจมตีขั้นสูง

ที่ขาดไม่ได้ควรกระตุ้นให้พนักงานรู้จักตรวจสอบคำขอที่ผิดปกติ และทำความเข้าใจว่าการปฏิบัติงานล่าช้าเล็กน้อยอาจจำเป็น เพื่อทบทวนสอบความปลอดภัยเพิ่มเติม อีกทางหนึ่งกระบวนการรายงานที่คล่องตัวและการให้รางวัลตอบแทนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้พนักงานสามารถแจ้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำงานของ AI ที่น่าสงสัยได้อย่างรวดเร็ว

ด้านเนื้อหาการฝึกอบรมจะต้องได้รับการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรับมือกับกลวิธี Social Engineering ที่ใช้ GenAI และสถานการณ์ Deepfake ที่เกิดขึ้นใหม่

พร้อมกันนี้ ส่งเสริมทักษะและการเรียนรู้ด้าน AI หรือ AI Literacy และความโปร่งใส เพื่อการใช้งานอย่างปลอดภัยและรู้จักรายงานผลลัพธ์ของ AI ที่ผิดปกติ สิ่งสำคัญคือต้องย้ำเตือนถึงบทบาทของมนุษย์ในการตรวจสอบ หรือ Human Oversight สำหรับผลลัพธ์ที่สร้างขึ้นทั้งหมด เพื่อคัดกรองเนื้อหาที่ไม่ถูกต้อง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


กาแฟแก้วแรกของวัน ควรดื่มตอนไหนถึงจะเวิร์กสุด? หลายคนพลาดตั้งแต่เช้า

สำหรับหลายคน “กาแฟแก้วแรก” คือสวิตช์เปิดโหมดของวันใหม่ แต่รู้หรือไม่ว่า การดื่มกาแฟทันทีหลังตื่น อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะร่างกายของเรามีกลไกธรรมชาติที่ส่งผลต่อความตื่นตัวอยู่แล้ว หากดื่มผิดจังหวะ นอกจากจะไม่ได้ผลเต็มที่ ยังอาจทำให้ร่างกายยิ่งพึ่งคาเฟอีนมากขึ้นโดยไม่จำเป็น

บทความนี้จะพาไปดูว่า “เวลาไหน” คือช่วงที่เหมาะที่สุดในการดื่มกาแฟแก้วแรก เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดทั้งเรื่องพลังงาน สมาธิ และสุขภาพ

ทำไมไม่ควรดื่มกาแฟทันทีหลังตื่น?

หลังจากเราตื่นนอน ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า Cortisol ซึ่งมีหน้าที่ช่วยให้เรารู้สึกตื่นตัวโดยธรรมชาติ โดยระดับของฮอร์โมนนี้จะพุ่งสูงในช่วง 30–60 นาทีแรกหลังตื่น

ถ้าดื่มกาแฟในช่วงนี้ทันที คาเฟอีนจะไป “ทับซ้อน” กับการทำงานของร่างกาย ทำให้:

  • รู้สึกว่ากาแฟไม่ค่อยช่วยอะไร
  • ต้องเพิ่มปริมาณกาแฟในระยะยาว
  • เสี่ยงต่อการติดคาเฟอีนมากขึ้น

แล้วควรดื่มกาแฟตอนไหนดีที่สุด?

ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดคือ หลังตื่นประมาณ 60–90 นาที

เพราะเป็นช่วงที่ระดับ Cortisol เริ่มลดลง ร่างกายต้องการตัวช่วยเพิ่มความตื่นตัวพอดี ทำให้กาแฟทำงานได้ “เต็มประสิทธิภาพ” มากกว่าเดิม

ตัวอย่าง:

ตื่น 07:00 น. → ควรดื่มกาแฟช่วง 08:00–08:30 น.

ดื่มถูกเวลา ได้อะไรบ้าง?

  • โฟกัสดีขึ้นแบบไม่ต้องเติมหลายแก้ว
  • ลดอาการ “ง่วงซ้ำ” ระหว่างวัน
  • ลดการพึ่งคาเฟอีนในระยะยาว
  • ระบบฮอร์โมนทำงานสมดุลมากขึ้น

ช่วงไหนที่ควรเลี่ยงกาแฟ?

  • ทันทีหลังตื่น (0–30 นาทีแรก)
  • ตอนท้องว่างจัด ๆ สำหรับบางคน อาจทำให้ใจสั่นหรือระคายเคืองกระเพาะ

ทริคเล็ก ๆ สำหรับคอกาแฟ

  • ดื่มน้ำ 1 แก้วหลังตื่น ก่อนเริ่มกาแฟ
  • เริ่มจากกาแฟแก้วเดียว แล้วสังเกตร่างกาย
  • เลี่ยงการเติมน้ำตาลเยอะเกินไป
  • ถ้ารู้สึกต้องเพิ่มกาแฟเรื่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณว่าดื่มผิดเวลา

สรุป

กาแฟไม่ได้ผิด แต่ “เวลา” ต่างหากที่สำคัญ หากเลือกดื่มในช่วงที่ร่างกายต้องการจริง ๆ กาแฟแก้วเดิมจะให้พลังงานได้มากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งปริมาณที่มากขึ้น

เพราะบางครั้ง…แค่เลื่อนเวลาดื่มออกไปนิดเดียว ก็เปลี่ยนทั้งวันของคุณได้

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 28/4/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a71,550.0071,750.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,625.0070,115.0072,550.00
ทองรูปพรรณ 90%4,162.5063,103.50n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,700.0056,092.00n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,081.2531,551.75n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,618.7524,540.25n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,792.7572,658.09n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 28/4/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9542.4542.4542.9542.4542.4542.4542.4542.4542.45
แก๊สโซฮอล์ 9142.0842.0842.3342.0842.0842.0842.0842.0842.08
แก๊สโซฮอล์ E2035.4535.4535.9535.4535.4535.4535.4535.45
แก๊สโซฮอล์ E8531.3931.3931.39
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม51.5456.0449.8451.54
เบนซิน 9552.0456.0152.5452.1952.04
ดีเซล40.2040.2040.2040.2040.2040.2040.2040.2040.20
ดีเซลพรีเมี่ยม62.1062.1049.8462.1062.10
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า