สาระน่ารู้ประจำวันที่ 9 ตุลาคม 2569

ถึงเวลาลด ‘ฟลัดเวย์’ โซนตะวันออก คืนเจ้าของที่ดิน หากระบบระบายน้ำกทม.ดีพอ

  • พื้นที่ฟลัดเวย์โซนตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งถูกกำหนดเป็นพื้นที่รับน้ำมานานกว่า 40 ปี กำลังเผชิญแรงกดดันให้ปลดล็อกข้อจำกัดการใช้ที่ดินจากการขยายตัวของเมือง
  • กทม. มีแผนพัฒนาระบบระบายน้ำแนวเหนือ-ใต้ (คลองหกวาสายล่าง-ประเวศบุรีรมย์) ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อลดความจำเป็นในการใช้พื้นที่ฟลัดเวย์ขนาดใหญ่
  • ร่างผังเมืองรวมฉบับใหม่จึงมีแนวคิดลดขนาดพื้นที่ฟลัดเวย์ลงอย่างมีนัยสำคัญ และปรับเปลี่ยนที่ดินส่วนที่เหลือให้สามารถพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยได้ เพื่อคืนสิทธิให้แก่เจ้าของที่ดิน

น้ำท่วมใหญ่เป็นวงกว้าง สร้างความโกลาหล อย่างมากโดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร โซนตะวันออก ด้วยกายภาพพื้นที่ลุ่มต่ำแอ่งกระทะดินเลนปนทราย ส่งผลให้ในอดีตกว่า40ปีก่อนจึงถูกกำหนดเป็น แนวฟลัดเวย์ หรือ พื้นที่ทางน้ำหลาก ตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่9  มีบทบาทสำคัญรับน้ำไหลบ่ามาทางตอนเหนือของกรุงเทพมหานคร  ครอบคลุมพื้นที่ เขต คลองสามวา มีนบุรี หนองจอก และลาดกระบังบางบริเวณก่อนระบายลงสู่อ่าวไทยจังหวัดสมุทรปราการ และนำมาซึ่งการบรรจุแนวฟลัดเวย์ ไว้ในผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครพ.ศ.2535 ผังเมืองฉบับแรกของกรุงเทพมหานคร  ซึ่งจัดทำขึ้นโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง  และประกาศใช้บังคับโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 116 (พ.ศ. 2535)

 เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาและควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินของเมืองอย่างเป็นระบบ  และกำหนดสีของการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นสีเขียวทแยงขาว หรือที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบุทและเกษตรกรรม มีพื้นที่รวม ประมาณ 1.5 แสนถึง 3 แสนไร่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นของประชาชน และภาคเอกชน  

สุวรรณภูมิ สร้างขวางทางระบายน้ำก่อนลงอ่าวไทย  

ในเวลาต่อมา สนามบินสุวรรณภูมิ ก่อสร้างขึ้นพื้นที่กว่า2หมื่นไร่ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวลาย และเป็นฟลัดเวย์ ต่อเนื่องมาจากเขตกรุงเทพมหานคร  ซึ่งตั้งขวางทางน้ำ บริเวณทางลงปากอ่าวไทย ทำให้การใช้ พื้นที่ฟลัดเวย์ตามธรรมชาติเป็นไปด้วยความยากลำบาก นับเป็นตัวแปรทำให้มีการลงทุน ทำระบบคลอง เพิ่ม  คือคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ (หรือโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ) เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(ในหลวงรัชกาลที่ 9)  มีจุด เริ่มต้นบริเวณการรับน้ำจาก คลองสำโรง (เชื่อมต่อพื้นที่รอบสนามบินสุวรรณภูมิ, อำเภอบางพลี, และพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก) มีความยาวรวมประมาณ 10.12 กิโลเมตร ถึง 12.65 กิโลเมตร (ท้องคลองกว้าง 36 เมตร)สิ้นสุดที่บริเวณชายทะเลอ่าวไทย อำเภอเมืองสมุทรปราการ

ประกอบกับ โครงการก่อสร้างถนน ทางด่วนมอเตอร์เวย์ รวมถึงการมาของรถไฟฟ้า และการขยายตัวของเมืองมายังโซนตะวันออก จากพื้นที่ เกษตรถูกเปลี่ยนมือ เป็นพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้รัฐ มีแผนขุดคลองอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่พระนครศรีอยุธยา ยาวลงอ่าวไทย รวมถึงการปรับปรุงคลองแนวเหนือ-ใต้ (คลองหกวาสายล่าง ถึงคลองประเวศ บุรีรมย์) ของกรุงเทพมหานคร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้เกิดความคล่องตัว ไม่รวมฟลัดเวย์ของกรมชลประทานที่ดำเนินการจากพระนครศรีอยุธยา ยาวไปออกฉะเชิงเทรา

โดยเลี่ยงพื้นที่ฟลัดเวย์โซนตะวันออกกรุงเทพมหานคร ที่ผังเมืองรวมกำหนดห้ามพัฒนาอาคารทุกประเภทเว้นแต่บ้านปลูกสร้างเองสำหรับการเกษตร บ้านใต้ถุนสูงเปิดให้น้ำไหลลอดผ่าน และหากจัดสรรที่ดินเชิงพาณิชย์ ต้องทำรูปแบบสวนเกษตร พื้นที่ 2.5ไร่หรือขนาดตั้งแต่1,000 ตารางวาขึ้นไป แต่มีคนหัวหมอเมื่อยื่นขออนุญาตจัดสรร ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดสรรที่ดิน กับกรมที่ดินแล้ว ต่างนำแปลงที่ดินดังกล่าวมาซอยย่อยเป็นแปลงเล็กขาย เช่น 50 ตารางวาหรือเล็กกว่านั้น ทำให้การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ฟลัดเวย์ผิดวัตถุประสงค์  

ร้องปลดล็อกพื้นที่แช่แข็ง(รับน้ำ)สู่พื้นที่เชิงพาณิชย์

จากการเปลี่ยนแปลงของเมืองและการขยายตัวมาทางฝั่งตะวันออกตามโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกัน  มีการเรียกร้อง ของ ภาคประชาชนเจ้าของที่ดิน เอกชน ตลอดจนนักการเมือง มาโดยตลอดโดย ขอปลดลดพื้นที่รับน้ำสู่พื้นที่สีเขียว (ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม) พื้นที่สีเหลือง(ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย)  หรือไปจนถึงพื้นที่สีแดง (ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม) เนื่องจากบริบทของเมืองเปลี่ยนมีโครงข่ายถนนสำคัญ ราคาที่ดินสูงขึ้น แต่ในที่สุดผังเมืองยังคงอนุรักษ์พื้นที่ฟลัดเวย์โซนตะวันออกและตกวันตก ไว้จนถึงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครปี2556 ที่ใช้ในปัจจุบัน

  ยกระดับ ระบบระบายน้ำ  แนวเหนือ-ใต้ (หกวาสายล่าว-ประเวศบุรีรมย์ )  ลดพื้นที่ฟลัดเวย์

ข้อเรียกร้องที่มากขึ้น และการมีรถไฟฟ้าพาดผ่าน ล่าสุด การพิจารณาจัดทำร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร(ฉบับปรับปรุงครั้งที่4) ที่คาดว่าจะบังคับใช้ปลายปี2570  มีแนวคิดลดพื้นที่ฟลัดเวย์ลงโดยมีไว้เท่าที่จำเป็นเพื่อเป็นแนวกันชนและพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ เกาะไปตามแนวคลองซึ่งกรุงเทพมหานครมีแผนยกระดับ พัฒนาคลองแนวเหนือ-ใต้ ตั้งแต่คลองหกวาสายล่างต่อมาจากจังหวัดปทุมธานี  ไปจนถึงคลองประเวศบุรีรมย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำลงอ่าวไทยได้สะดวกขึ้น

ตลอดแนวฟลัดเวย์ จะมีคลองธรรมชาติ ตั้งแต่เขตคลองสามวา อาทิคลองซอยที่8  บึงแยกลำไทร คลองพระราชดำริ   ผ่านถนนราษฎร์อุทิศ เข้าเขตมีนบุรี ผ่านคลองลำไผ่เหลืองหรือบึงทองหลาง คลองสี่ประเวศเข้าเขตลาดกระบังผ่านถนนเจ้าคุณทหาร คลองสามประเวศ ผ่านมอเตอร์เวย์สาย7(กรุงเทพ-ชลบุรีสายใหม่ ) และเข้าสู่คลองสุวรรณภูมิ ลงอ่าวไทย   สมุทรปราการ  จากกว่า 1แสนไร่ลดลงเหลือประมาณ3หมื่นไร่ พื้นที่ที่เหลือถูกกันออกไม่ใช่ฟลัดเวย์อีกต่อไป ผังเมืองกำหนดให้เป็นพื้นที่สีเขียว พัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบซึ่งถือว่า จะเป็นพื้นที่ไม่หนาแน่น ขนาดแปลงลดจาก1,000ตารางวา เหลือ 50 ตารางวา ทำให้เจ้าของที่ดิน ผู้ประกอบการมีความหวังและราคาที่ดินขยับขึ้น  

แน่นอนว่าเมื่อเมืองเจริญขึ้น การพัฒนาระบบระบายน้ำมีมากขึ้น ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่จะคืนที่ดินสู่อ้อมกอดประชาชน เจ้าของพื้นที่ที่ไม่ใช่ฟลัดเวย์อีกต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


เสนาฯชี้ไทยติดหล่มไม่ใช่เพราะเครื่องยนต์แต่เพราะคนขับไม่พร้อม

  • ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่การขาด “เครื่องยนต์” ใหม่ แต่เป็นเพราะ “คนขับ” หรือโครงสร้างประชากรที่ขาดความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศ
  • ความไม่พร้อมของ “คนขับ” มาจาก 2 ปัญหาหลัก คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ทำให้วัยทำงานลดลง และภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงจนฉุดรั้งกำลังซื้อ
  • ข้อเสนอแนะคือการแก้ปัญหาที่ “คนขับ” โดยตรง ผ่านการเพิ่มรายได้ และส่งเสริมการลงทุนสีเขียว (Green Investment) เช่น รถ EV และโซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ

เสนาฯ ชี้โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย ไม่ใช่แค่หาเครื่องยนต์ใหม่ แต่ต้องเร่งสร้าง “คนขับ” รุ่นใหม่ รับมือสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือน และโลกเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่าน พร้อมชู Green Investment-โมเดลที่อยู่อาศัยใหม่ เป็นแรงส่งสู่การ Take off 

รถยนต์ที่ดี ย่อมต้องมีเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง แต่ต่อให้เป็นรถสมรรถนะสูง หากอยู่ในมือคนขับที่ไม่พร้อม รถคันนั้นก็อาจไม่สามารถเร่งความเร็วไปได้ไกลอย่างที่ควรภาพเปรียบเทียบดังกล่าวสะท้อนมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยของ  ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond The Trap ในหัวข้อ “New Driving Force for Thailand’s Second Take off” ปัญหาของเศรษฐกิจไทยในวันนี้จึงไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า “จะหาเครื่องยนต์ใหม่จากไหน” เท่านั้น หากแต่อยู่ที่คำถามใหญ่กว่านั้นว่า ใครจะเป็นคนขับเครื่องยนต์เศรษฐกิจในอนาคต?

รถเศรษฐกิจไทย ยังวิ่งได้ แต่กำลังขาดคันเร่ง

เศรษฐกิจไทยในภาพของผศ.ดร. เกษรา คล้ายรถยนต์ที่ยังเคลื่อนตัวไปข้างหน้า แต่ไม่ได้มีแรงส่งจากการเหยียบคันเร่งอย่างเต็มที่ ขณะที่ข้อจำกัดสำคัญกลับกำลังก่อตัวขึ้นภายในรถ นั่นคือ “คนขับ” ซึ่งหมายถึงโครงสร้างประชากรของประเทศ ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเข้มข้น ปัจจุบันประชากรราว 1 ใน 4 เป็นผู้สูงอายุ และในอีกประมาณ 15 ปีข้างหน้า สัดส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มขยับขึ้นเป็น 1 ใน 3 ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง

สมการดังกล่าวไม่ได้กระทบเพียงตลาดแรงงาน แต่ลากยาวไปถึงฐานภาษี ภาระทางการคลัง ตลอดจนทิศทางของนโยบายสาธารณะ เมื่อฐานประชากรสูงวัยขยายตัว ขณะที่ประชากรวัยทำงานและเด็กเกิดใหม่ลดลง โจทย์จึงไม่ใช่เพียง “มีคนมากพอหรือไม่” แต่คือ ประเทศไทยกำลังมีคนในวัยทำงานน้อยลง ขณะที่ภาระในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลับเพิ่มขึ้น

“ไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับนโยบายประชากรเชิงรุกมากขึ้น โดยเปรียบเทียบกับประเทศอย่างสิงคโปร์ที่เดินหน้ารับมือปัญหาอัตราการเกิดต่ำอย่างจริงจังหากไม่เร่งจัดการตั้งแต่วันนี้ ปัญหาประชากรอาจกลายเป็นแรงเสียดทานที่ทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยเร่งไม่ขึ้น แม้จะมีการเติมเชื้อเพลิงหรือสร้างเครื่องยนต์ใหม่ก็ตาม”

หนี้ครัวเรือน “กับดัก” ที่ซ่อนอยู่ใต้ฝากระโปรง

อีกหนึ่งแรงฉุดสำคัญคือ หนี้ครัวเรือน ซึ่งเกษรามองว่าเป็นปัญหาที่แก้ยากกว่าวิกฤติปี 2540 ในบางมิติ เหตุผลสำคัญอยู่ที่ธรรมชาติของหนี้ ในวิกฤตต้มยำกุ้ง หนี้จำนวนมากอยู่ในภาคธุรกิจ ซึ่งมีงบการเงินและข้อมูลทางบัญชีให้ตรวจสอบได้ แต่หนี้ครัวเรือนกระจายตัวอยู่ในประชาชนหลากหลายกลุ่ม และไม่ได้มี “Balance Sheet” ที่ชัดเจนเหมือนบริษัท นั่นทำให้การจัดการหนี้ทั้งระบบซับซ้อนกว่าการแก้ปัญหาหนี้ภาคธุรกิจในอดีต

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ กลุ่มที่มีสัดส่วนหนี้สินเมื่อเทียบกับรายได้สูงตามข้อมูลที่นำเสนอ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มที่หลายคนคาดคิด แต่กลับเป็น กลุ่มลูกจ้างที่เป็นผู้จัดการ นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติวิชาชีพ หรือกลุ่มพนักงานออฟฟิศสะท้อนว่า “ชนชั้นกลาง” ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นกำลังซื้อสำคัญของเศรษฐกิจ กำลังเผชิญข้อจำกัดจากภาระหนี้เช่นกัน

ลดหนี้อย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้ “รายได้” โตทัน

มาตรการลดภาระหนี้หรือ Haircut อาจช่วยบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า แต่ในมุมของผศ.ดร.เกษรา การแก้หนี้อย่างยั่งยืนจำเป็นต้องเดินไปอีกด้าน นั่นคือ การเพิ่มความสามารถในการหารายได้ของประชาชนเพราะหากรายได้ยังไม่เพียงพอ ต่อให้ลดหนี้ในวันนี้ ปัญหาการก่อหนี้ใหม่ก็อาจกลับมาอีกครั้งโจทย์จึงเปลี่ยนจาก “จะลดหนี้เท่าไร” ไปสู่คำถามว่า “จะทำอย่างไรให้รายได้ของคนไทยโตขึ้นอย่างเพียงพอ”

นี่คือจุดเชื่อมสำคัญระหว่างปัญหาหนี้กับปัญหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจ เพราะเมื่อครัวเรือนมีรายได้ไม่พอ การบริโภคย่อมถูกจำกัด ขณะเดียวกันความสามารถในการลงทุนและสร้างอนาคตของครัวเรือนก็ลดลงตามไปด้วย

 เมื่อ “สีเขียว” ต้องประหยัดเงินได้จริง

ท่ามกลางข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ เกษรามองเห็นอีกด้านหนึ่งของการเปลี่ยนผ่าน นั่นคือ Green Transitional Investment หรือการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ต้อง “คุ้มค่า” ในทางเศรษฐกิจด้วยกรณีรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะการเปลี่ยนจากรถใช้น้ำมันมาเป็นรถไฟฟ้าสามารถลดต้นทุนการเดินทางต่อกิโลเมตรได้ประมาณ 2-3 เท่าดังนั้น EV ไม่ควรถูกมองเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่สามารถเป็น การลงทุนเพื่อลดต้นทุนชีวิตของประชาชน ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะเกิดผลเต็มที่ไม่ได้ หากประเทศไทยไม่สามารถสร้าง Supply Chain ที่เกี่ยวข้องขึ้นภายในประเทศ รัฐจึงมีบทบาทในการออกแบบระบบสนับสนุนให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นจริง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศไปพร้อมกัน

จาก “ต้นทุนสีเขียว” สู่เครื่องมือลดค่าครองชีพ

อีกหนึ่งตัวอย่างคือ Solar Cell ซึ่งเกษรามองว่าเป็นการลงทุนที่สามารถสร้างผลประหยัดได้ตั้งแต่วันแรก ตัวอย่างเช่น ระบบโซลาร์ขนาด 3 กิโลวัตต์ ราคาประมาณ 90,000 บาท หากสามารถจัดรูปแบบการผ่อนชำระราว 1,600 บาทต่อเดือน และค่าไฟที่ประหยัดได้เพียงพอที่จะชดเชยค่างวด ก็เท่ากับว่าการลงทุนดังกล่าวสามารถลดต้นทุนการใช้ชีวิตได้ทันที โจทย์จึงอยู่ที่การทำให้ประชาชนเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น

สำหรับภาคธุรกิจ อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ Direct PPA หรือการซื้อขายไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานโดยตรงระหว่างเอกชนกับเอกชน ซึ่งจะช่วยเปิดทางให้ธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้มากขึ้น โดยเฉพาะอาคารสำนักงานและอาคารสูงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง แต่มีพื้นที่หลังคาจำกัด การปลดล็อกระบบดังกล่าวจึงอาจเป็นอีกชิ้นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

เมื่อกำลังซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่สามารถยืนอยู่บนโมเดลเดิมได้ตลอดไป เสนาฯจึงเสนอการปรับนิยามธุรกิจจาก “ผู้ขายบ้าน” ไปสู่ “ผู้ให้บริการด้านที่อยู่อาศัย” ทำให้คนสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้หลากหลายรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการกู้เงินก้อนใหญ่และผูกพันกับสินเชื่อ 30 ปีทันที

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


‘กูรู’ ชี้หุ้นสหรัฐฯ พุ่งทำนิวไฮต่อเนื่อง กำไรบจ.ยังแกร่ง-กระแส AI หนุน

  • ปัจจัยหลักที่หนุนตลาดคือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตดีกว่าคาดการณ์ และกระแสความนิยมในเทคโนโลยี AI ที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง
  • ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามูลค่า (Valuation) ของตลาดยังไม่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่ง
  • ฤดูกาลประกาศผลประกอบการของบริษัทในดัชนี S&P 500 โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี เป็นปัจจัยสำคัญในระยะสั้น หากออกมาดีกว่าคาด จะเป็นแรงส่งให้ตลาดปรับตัวขึ้นต่อ
  • บริษัทในกลุ่มธุรกิจดั้งเดิมเริ่มนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ซึ่งช่วยสนับสนุนแนวโน้มผลประกอบการในอนาคต
  • ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI มีการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ โดยบางส่วนเติบโตได้ถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่หลายครั้ง ท่ามกลางคำถามว่าหลังราคาหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่อง ตลาดยังมีโอกาสไปต่อหรือไม่ ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังมีแรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตดี และกระแส AI ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง

“วิน พรหมแพทย์” CFA ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังทำ All-Time High จากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตดีกว่าคาด และแรงหนุนจากกระแส AI 

ขณะที่ Valuation ยังไม่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไร โดย บลจ.กสิกรไทยทยอยเพิ่มน้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ และเอเชียมาตั้งแต่ช่วงมี.ค.-เม.ย.

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการกระจุกตัว เนื่องจากพอร์ตหุ้นทั่วโลกมีหุ้นสหรัฐฯ มากกว่าครึ่งอยู่แล้ว จึงควรกระจายลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นเพื่อลดความผันผวนของพอร์ต

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำจัดพอร์ตแบบ Core Portfolio โดยมีหุ้นทั่วโลกเป็นสินทรัพย์หลักเพื่อสร้างการเติบโต ควบคู่กับตราสารหนี้ทั่วโลกเพื่อช่วยลดความผันผวน โดยเฉพาะในช่วงที่ Bond Yield ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูง หากตลาดหุ้นเกิดแรงกังวลและมีการโยกเงินเข้าสู่ตราสารหนี้ จะช่วยสร้างสมดุลให้พอร์ตได้

ขณะเดียวกัน ควรมีสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำและน้ำมันในสัดส่วนเล็กน้อย เพื่อรองรับความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดและช่วยพยุงพอร์ตในช่วงตลาดหุ้นปรับตัวลง

ทั้งนี้ นักลงทุนที่ถือหุ้นและมีกำไรอยู่แล้ว สามารถทยอยขายทำกำไรบางส่วน เพื่อนำเงินมาลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูง ช่วยกระจายความเสี่ยง สร้างสมดุล และลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม

“บดินทร์ พุทธอินทร์” ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง NASDAQ และ S&P 500 จะปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ยังมองว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดแข็งแกร่งและไม่น่ากังวล

ด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ มองว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มมีผลต่อตลาดลดลง หลังนักลงทุนเริ่มชินชากับสถานการณ์ ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวลง จึงประเมินว่าโอกาสที่สถานการณ์จะบานปลายมีไม่มาก ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีสัญญาณประนีประนอมมากขึ้น

สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตาในระยะสั้น คือฤดูกาลประกาศผลประกอบการของบริษัทในดัชนี S&P 500 โดยกลุ่มธนาคารจะทยอยประกาศงบในสัปดาห์นี้ ก่อนเข้าสู่คิวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในสัปดาห์ถัดไป หากผลประกอบการในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าออกมาดีกว่าคาด จะเป็นแรงส่งสำคัญให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ

นอกจากนี้ เริ่มเห็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจดั้งเดิมนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มกำไรสุทธิ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนแนวโน้มผลประกอบการในระยะต่อไป

อย่างไรก็ตาม แนะนำกลยุทธ์ลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง โดยยังมองว่าปัจจัยพื้นฐานและโมเมนตัมของตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มดีกว่าตลาดหุ้นไทย

สำหรับการจัดสรรพอร์ตลงทุนโดยรวม แนะนำให้น้ำหนักหุ้นต่างประเทศประมาณ 80% และหุ้นไทยไม่เกิน 20% เนื่องจากตลาดหุ้นไทยหลังดัชนีขึ้นแตะระดับ 1,600 จุดยังเคลื่อนไหวไม่มากและมี Upside จำกัด ขณะที่ตลาดต่างประเทศยังมีโมเมนตัมที่น่าสนใจกว่า

ในส่วนของหุ้นต่างประเทศ 80% แนะนำกระจายลงทุนในกองทุนหุ้นโลกและสหรัฐฯ ราว 30% หุ้นเอเชีย 20% หุ้นญี่ปุ่น 20% และอีก 10% กระจายไปยังธีมเฉพาะ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือหุ้นยุโรป เพื่อให้พอร์ตครอบคลุมหลายภูมิภาคและลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว

“ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยว่า โดยปัจจัยสำคัญในระยะนี้อยู่ที่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการ ซึ่งกระแสการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงแข็งแกร่ง โดยกำไรเติบโตได้ถึง 3 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะเดียวกันตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนมากขึ้น นอกจากนี้ หุ้นกลุ่ม Memory Chip ที่ปรับฐานลงมาจนมี Valuation น่าสนใจ เริ่มมีเงินทุนไหลกลับเข้ามา ขณะที่ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้เงินลงทุนมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดเงินมากขึ้น

สำหรับกรอบการลงทุน นักลงทุนยังสามารถถือและเข้าลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ต่อเนื่องจนถึงช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังหากผลเลือกตั้งออกมาเป็นลักษณะ “Democrat Sweep” หรือพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากอย่างเบ็ดเสร็จ เพราะอาจนำไปสู่การควบคุมด้านงบประมาณและสร้างความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจ แม้จะเป็นปัจจัยที่อาจทำให้ Bond Yield ลดลงก็ตาม

ด้านกลยุทธ์จัดพอร์ต แนะนำให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ อย่างน้อย 30% ของพอร์ต ขณะที่หุ้นเอเชียเหนือ โดยเฉพาะเกาหลีใต้และไต้หวัน รวมถึงหุ้นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ยังสามารถลงทุนได้จากแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรม

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ภัยไซเบอร์ระบาดหนัก เว็บแอปถูกโจมตีพุ่ง แรดแวร์ตั้ง Cloud Security ในไทย

  • ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ภัยคุกคามทางไซเบอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการโจมตีเว็บแอปพลิเคชันและ API
  • การโจมตีเว็บแอปพลิเคชันและ API เพิ่มขึ้นถึง 104% เมื่อเทียบกับสถิติตลอดทั้งปี 2568 โดยมีธุรกรรมที่เป็นอันตรายเฉลี่ยมากกว่า 14,000 ครั้งต่อวัน
  • ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกลายเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีแบบ Web DDoS ซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็น 18.5% ของการโจมตีทั้งหมดที่เกิดขึ้นทั่วโลก

การเติบโตอย่างรวดเร็วของระบบดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ส่งผลให้ภัยคุกคามทางไซเบอร์เพิ่มความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยองค์กรต่าง ๆ กำลังเผชิญกับการโจมตีทางเว็บแอปพลิเคชันและ API ที่ซับซ้อนและมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ภัยไซเบอร์ในเอเชียแปซิฟิก ครึ่งแรกปี 69 พุ่ง

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) กลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการโจมตีทางไซเบอร์ระดับโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่า ตัวเลขการโจมตีทางปฏิเสธการให้บริการบนเว็บ หรือ Web Distributed Denial of Service (Web DDoS) ในภูมิภาคนี้ มีสัดส่วนสูงถึง 18.5% ของกิจกรรมการโจมตี Web DDoS ทั้งหมดที่เกิดขึ้นทั่วโลก Reflect ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค

การโจมตีในลักษณะ Web DDoS มุ่งเน้นไปที่การส่งปริมาณการเข้าถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลเข้าไปยังเซิร์ฟเวอร์เป้าหมาย เพื่อรบกวนการทำงานและทำให้ระบบไม่สามารถให้บริการแก่ผู้ใช้งานปกติได้ ปริมาณการโจมตีที่คิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของโลกนี้ แสดงให้เห็นถึงเป้าหมายของผู้เกรียงไกรทางไซเบอร์ที่พยายามสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและบริการออนไลน์ในพื้นที่เอเชียแปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง

ภัยคุกคามบนเว็บแอปพลิเคชันและ API เพิ่ม 104%

นอกเหนือจากการโจมตีในระดับเครือข่ายแล้ว ภัยคุกคามที่มุ่งเป้าไปยังชั้นแอปพลิเคชัน (Application Layer) และ Application Programming Interface (API) ยังมีการขยายตัวในอัตราเร่งที่น่ากังวล โดยในครึ่งแรกของปี 2569 จำนวนธุรกรรมที่เป็นอันตราย (Malicious Transactions) ต่อเว็บแอปพลิเคชันและ API เพิ่มขึ้นถึง 104% เมื่อนำไปเทียบกับระดับสถิติที่บันทึกไว้ตลอดปี 2568

ความถี่ของการโจมตีดังกล่าวเฉลี่ยแล้วมีจำนวนมากกว่า 14,000 ธุรกรรมที่เป็นอันตรายต่อแอปพลิเคชันต่อวัน ตัวเลขที่เติบโตขึ้นเกินเท่าตัวนี้สะท้อนว่า ช่องทาง API และเว็บแอปพลิเคชันซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมต่อบริการดิจิทัล สมาร์ตโฟน และระบบการชำระเงินออนไลน์ กำลังตกเป็นช่องโหว่หลักที่ถูกแฮกเกอร์ใช้เป็นเครื่องมือในการเจาะระบบ ดักจับข้อมูล หรือเข้าถึงฐานข้อมูลภายในองค์กร

ยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั้งของการโจมตี Web DDoS และธุรกรรมอันตรายต่อ API แสดงให้เห็นว่า รูปแบบของภัยคุกคามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการโจมตีแบบเดิม ๆ แต่มีการพัฒนาเทคนิคให้เจาะจงและรับมือได้ยากยิ่งขึ้น องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจึงจำเป็นต้องปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เชิงรุก

ปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยง ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบป้องกัน Web Application and API Protection (WAAP) การนำเทคโนโลยีมาช่วยคัดกรองทราฟฟิกอันตรายในระดับเรียลไทม์ ตลอดจนการตรวจสอบและปิดช่องโหว่ของ API อย่างสม่ำเสมอ เพื่อรองรับการรับมือกับธุรกรรมอันตรายที่มีปริมาณมากกว่าหมื่นครั้งต่อวัน และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับความน่าเชื่อถือของการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล

ปักหมุด Cloud Security ในไทย

นายยานิฟ ฮอฟฟ์แมน รองประธานและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น แรดแวร์ (Radware) ผู้ให้บริการโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) Radware กล่าวว่า แรดแวร์เดินหน้าขยายธุรกิจในประเทศไทย เปิดศูนย์บริการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ (Cloud Security Service Center) แห่งใหม่ เพื่อยกระดับการปกป้องแอปพลิเคชันและ API ตลอดจนการรับมือภัยคุกคามที่ใช้ AI สำหรับองค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐ

การลงทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ขยายเครือข่าย Cloud Security ระดับโลกของบริษัท โดยมุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการลูกค้าในประเทศไทย ลดความหน่วงในการรับส่งข้อมูล (Latency) และสนับสนุน การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านข้อมูลและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กร ไทยในระยะยาว

การขยายธุรกิจดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากการเติบโตของ Radware ในกลุ่มลูกค้าภาครัฐและองค์กรธุรกิจในประเทศไทย สะท้อนถึงความสำคัญของตลาดไทยต่อกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ท่ามกลางความต้องการ บริการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดีมานด์ Cybersecurity ไทยเพิ่มสูง

“องค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยกำลังพึ่งพาแอปพลิเคชันและบริการบนคลาวด์เพิ่มมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน ที่มีความสำคัญต่อธุรกิจ ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยี AI มาใช้อย่างรวดเร็วได้สร้างทั้งโอกาสใหม่ ๆ และความท้าทายด้านความปลอดภัยรูปแบบใหม่

ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญและมีศักยภาพในการเติบโต การลงทุนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความ เชื่อมั่นของเราต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจดิจิทัลและการขับเคลื่อนด้วย AI ของประเทศไทย”

นายยานิฟ กล่าวอีกว่า การขยายธุรกิจของ Radware ในประเทศไทยเกิดขึ้นในช่วงที่องค์กรต่าง ๆ กำลังเพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะระบบคลาวด์ แอปพลิเคชัน และ API ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเชื่อมต่อข้อมูลและการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกัน ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


May กับ Might ใช้ต่างกันยังไง? รวมวิธีใช้ โครงสร้าง และเทียบกับ Will, Could 

May กับ Might ต่างกันยังไง? 

จุดเปรียบเทียบMayMight
ความเป็นไปได้ มากกว่า น้อยกว่า 
กาล ปัจจุบัน / อนาคต ปัจจุบัน / อนาคต / อดีต (ถ้าใช้ might have) 
การขออนุญาต ใช้บ่อย ไม่ค่อยใช้ 
ความเป็นทางการ มากกว่า เป็นกันเองมากกว่า 
ใช้กับอดีต ไม่ได้ ได้ (ใช้กับ might have + V3) 

โครงสร้างการใช้ May / Might 

ทั้งสองคำจะตามด้วย infinitive (V1) โดยไม่มี to 

โครงสร้างทั่วไป

Subject + may/might + verb (infinitive) + (object) 

ตัวอย่าง 

  • She may join us later. 
  • He might be at the office now. 

โครงสร้างแบบ Past Possibility

Subject + may/might + verb (infinitive) + (object) 

ตัวอย่าง 

  • They might have forgotten the meeting. 
    (พวกเขาอาจลืมประชุมไปแล้ว) 

May / Might ตัวอย่างประโยค

พูดถึงความเป็นไปได้ 

  • I may visit Japan next year. 
    (ฉันอาจจะไปญี่ปุ่นปีหน้า) 
  • She might be sleeping. 
    (เธออาจกำลังหลับอยู่) 

พูดถึงเหตุการณ์ในอดีต (ใช้ Might) 

  • He might have missed the train. 
    (เขาอาจพลาดรถไฟไปแล้ว) 

ขออนุญาต (ใช้ May) 

  • May I use your phone? 
    (ขอใช้โทรศัพท์ได้ไหม?)

  • เปรียบเทียบกับ Will และ Could 

🔹 Will – ความเป็นไปได้ที่ “แน่นอน” หรือมีความมั่นใจสูง 

ตัวอย่าง ความหมาย 
I will call you tomorrow. ฉันจะโทรหาคุณพรุ่งนี้ (แน่นอน) 
She will be at the meeting. เธอจะเข้าประชุมแน่ 

 May / Might – ความเป็นไปได้ “ยังไม่แน่นอน” 

ตัวอย่าง ความหมาย 
I may call you later. ฉันอาจจะโทรหาคุณ (ยังไม่แน่ใจ) 
He might join the meeting. เขาอาจจะเข้าร่วมประชุม 

Could – ใช้พูดถึง “ความสามารถ” หรือ “ความเป็นไปได้ที่น้อยลง” 

ตัวอย่าง ความหมาย 
I could go if I finish early. ฉันอาจจะไปได้ถ้าทำงานเสร็จเร็ว 
She could have been at the event. เธออาจจะเคยอยู่ที่งานนั้น (พูดถึงอดีต) 

สรุปความแตกต่างสั้น ๆ

Modal Verb ความหมายหลัก ระดับความมั่นใจ 
Will จะ 90-100% 
May อาจจะ60-80% 
Might อาจจะ (แต่น้อยกว่า May) 40-60% 
Could อาจจะ / สามารถ 40-70% (ขึ้นอยู่กับบริบท) 

ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th


เปิดอันดับโลก BWF ล่าสุด! “เมย์ รัชนก” ยังยึดแน่นหลังจบศึกเอเชียนเกมส์ 2026

“เมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันขวัญใจชาวไทย ยังคงยึดอันดับ 5 ของโลกได้อย่างเหนียวแน่นหลังจบการแข่งขัน เอเชียนเกมส์ 2026 ที่ไอจิ-นาโกยา ประเทศญี่ปุ่น

ล่าสุด จากการประกาศอันดับคะแนนใหม่ของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) สัปดาห์ที่ 41 เมื่อวันอังคารที่ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมา ปรากฏว่า นักตบสาวไทยวัย 31 ปี มีคะแนนสะสมโลก 76,166 คะแนน รั้งอันดับ 5 เหมือนเดิม หลังเข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้าย

ขณะที่มือ 1 โลก ยังเป็น อัน เซ ยอง นักกีฬาเกาหลีใต้ เจ้าของเหรียญทอง เอเชียนเกมส์ 2026 ด้าน “หมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ อยู่อันดับ 9 ของโลก และ “น้องพิ้งค์” พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ ดาวรุ่งวัย 19 ปี หล่นไปอยู่อันดับ 20 ของโลก

อันดับโลกของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประเภทหญิงเดี่ยว

1. อัน เซ ยอง (เกาหลีใต้) 122,287 คะแนน
2. หวาง จื้ออี้ (จีน) 103,989 คะแนน
3. อากาเนะ ยามากูชิ (ญี่ปุ่น) 103,576 คะแนน
4. เฉิน ยู่เฟย (จีน) 87,351 คะแนน
5. รัชนก อินทนนท์ (ไทย) 76,166 คะแนน
6. ปุตรี กุสุมา วาร์ดานี (อินโดนีเซีย) 71,603 คะแนน
7. โทโมกะ มิยาซากิ (ญี่ปุ่น) 71,456 คะแนน
8. ฮั่น หยู (จีน) 69,008 คะแนน
9. พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ (ไทย) 66,927 คะแนน
10. ปูซาร์ลา สินธุ (อินเดีย) 65,951 คะแนน
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
20. พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ (ไทย) 50,018 คะแนน
23. บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์ (ไทย) 47,407 คะแนน
27. ศุภนิดา เกตุทอง (ไทย) 44,632 คะแนน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


เจาะค่าฝุ่นวันนี้ สะพรึงทั้งกรุงเทพ PM2.5 ระดับสีส้ม กระทบสุขภาพ

เจาะพิกัดค่าฝุ่นวันนี้ สะพรึงทั้งกรุงเทพ PM2.5 ขึ้นระดับสีส้ม ฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เริ่มมีผลกระทบสุขภาพประชาชน อัปเดต ฝุ่นสะสม เขตยานนาวา พุ่งแตะ 48 มคก./ลบ.ม.

เจาะพิกัดค่าฝุ่นวันนี้ กรุงเทพมหานครเผชิญสัญญาณเตือนมลพิษระลอกใหม่! ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศ กทม. รายงานสถานการณ์ PM2.5 ประจำเช้าวันที่ 9 ตุลาคม 2569 เวลา 07.00 น. พบหลายพื้นที่ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงแตะระดับสีส้ม เริ่มส่งผลกระทบสุขภาพประชาชน

แม้ค่าเฉลี่ยภาพรวมทั้งกรุงเทพฯ จะอยู่ที่ 29.2 มคก./ลบ.ม. (ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.) แต่เมื่อเจาะลึกรายพื้นที่กลับพบวิกฤตฝุ่นสะสม โดยเฉพาะ “เขตยานนาวา” พุ่งทะยานแตะ 48 มคก./ลบ.ม. สูงสุดในเมืองหลวง พร้อมอีก 4 เขตที่ทะลุเกินเกณฑ์มาตรฐาน เตือนผู้คนกลุ่มเสี่ยงและคนทำงานกลางแจ้งการ์ดอย่าตก สวมหน้ากากป้องกันไว้

เจาะลึก 5 เขตวิกฤต PM2.5 สีส้ม พุ่งเกินค่ามาตรฐาน

แม้ภาพรวมคุณภาพอากาศของกรุงเทพมหานครในเวลา 07.00 น. จะถูกจัดอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง แต่เมื่อสแกนลึกตามรายพิกัดกลับพบ “จุดความร้อนมลพิษ” ที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในพื้นที่ย่านเศรษฐกิจ เส้นทางหนาแน่น ซึ่งมี 5 เขตที่ค่า PM2.5 พุ่งเกินค่ามาตรฐาน 37.5 มคก./ลบ.ม. เข้าสู่ “ระดับสีส้ม (เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ)”

5 อันดับแรกที่มีปริมาณฝุ่นละอองหนาแน่นที่สุด

  • เขตยานนาวา – 48.0 มคก./ลบ.ม. (พื้นที่เสี่ยงอันตรายที่สุดในเช้านี้)
  • เขตประเวศ – 40.4 มคก./ลบ.ม.
  • เขตคลองเตย – 40.0 มคก./ลบ.ม.
  • เขตปทุมวัน – 39.5 มคก./ลบ.ม.
  • เขตบางขุนเทียน – 38.5 มคก./ลบ.ม.

การที่เขตใจกลางเมืองและจุดเชื่อมต่อการเดินทางสำคัญอย่างยานนาวา คลองเตย และปทุมวัน ติดอันดับต้นๆ สะท้อนถึงปัจจัยความหนาแน่นของการจราจรช่วงเช้า ประกอบกับสภาพอากาศที่เริ่มนิ่ง ทำให้ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่สามารถระบายออกไปได้ตามปกติ

รายงาน 12 อันดับพิกัดฝุ่นหนาแน่นสูงสุดใน กทม.

ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร ได้สรุปจัดอันดับ 12 พื้นที่ที่มีค่า PM2.5 เข้มข้นที่สุด เพื่อให้คนกรุงใช้วางแผนการเดินทางและการทำกิจกรรมกลางแจ้งในวันนี้

  • เขตยานนาวา 48 มคก./ลบ.ม.
  • เขตประเวศ 40.4 มคก./ลบ.ม.
  • เขตคลองเตย 40 มคก./ลบ.ม.
  • เขตปทุมวัน 39.5 มคก./ลบ.ม.
  • เขตบางขุนเทียน 38.5 มคก./ลบ.ม.
  • เขตบางนา 35.5 มคก./ลบ.ม.
  • เขตสาทร 34.9 มคก./ลบ.ม.
  • เขตราษฎร์บูรณะ 34.5 มคก./ลบ.ม.
  • สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา เขตบางคอแหลม 33.1 มคก./ลบ.ม.
  • เขตหนองแขม 32.7 มคก./ลบ.ม.
  • เขตธนบุรี 32.7 มคก./ลบ.ม.
  • เขตภาษีเจริญ 32.7 มคก./ลบ.ม.

เจาะลึกโซนพื้นที่กทม. ค่าฝุ่น PM2.5 ล่าสุดระวังจุดไหนเป็นพิเศษ?

กรุงเทพเหนือ

  • 21.3 – 31 มคก./ลบ.ม. ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง

กรุงเทพตะวันออก

  • 20.9 – 40.4 มคก./ลบ.ม. ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง

กรุงเทพกลาง

  • 21.7 – 32.6 มคก./ลบ.ม. ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง

กรุงเทพใต้

  • 24.5 – 48 มคก./ลบ.ม. ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง

กรุงธนเหนือ

  • 23 – 32.7 มคก./ลบ.ม. ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง

กรุงธนใต้

  • 25.5 – 38.5 มคก./ลบ.ม. ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง

ฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ภาพรวม : คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง

คู่มือรับมือมลพิษ เช็กอาการเตือนภัย เซฟปอดก่อนสาย

เนื่องจากแนวโน้มฝุ่นละอองกำลังเพิ่มสูงขึ้น ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศ กทม. จึงออกข้อแนะนำทางสุขภาพระดับสีส้ม เพื่อป้องกันผลกระทบระยะยาว

สำหรับประชาชนทั่วไป

  • สวมใส่หน้ากากป้องกัน PM2.5 (เช่น หน้ากาก N95 หรือหน้ากากที่ได้มาตรฐาน) ทุกครั้งที่ต้องออกนอกอาคาร
  • เลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก: เช่น การวิ่งออกกำลังกายกลางแจ้ง ให้เปลี่ยนมาใช้อาคารปิดหรือยิมชั่วคราว
  • เฝ้าระวังอาการผิดปกติ: สังเกตตนเองหากมีอาการไอ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรือระคายเคืองดวงตา

สำหรับกลุ่มเสี่ยง (เด็ก เล็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัวระบบทางเดินหายใจ/หัวใจ)

  • งดเว้นการทำกิจกรรมกลางแจ้งโดยเด็ดขาด
  • หากมีความจำเป็นต้องออกนอกอาคาร ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันเต็มรูปแบบและลดระยะเวลาให้สั้นที่สุด
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หากเริ่มมีอาการผิดปกติ ให้รีบไปพบแพทย์โดยทันที

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


7 ประโยชน์ “กระเจี๊ยบเขียว” ผักบ้านๆ ที่มีดีมากกว่าความเมือก

7 ประโยชน์ “กระเจี๊ยบเขียว” ผักบ้านๆ ที่มีดีมากกว่าความเมือก

กระเจี๊ยบเขียว เป็นผักพื้นบ้านที่หลายคนอาจคุ้นเคยกันดี โดยเฉพาะเมือกใสๆ ที่ออกมาเมื่อหั่นหรือนำไปปรุงอาหาร แต่รู้หรือไม่ว่าเมือกที่หลายคนไม่ชอบ รวมถึงสารอาหารต่างๆ ในกระเจี๊ยบเขียว ล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกายไม่น้อย

กระเจี๊ยบเขียวสามารถนำมารับประทานได้หลากหลาย ทั้งกินสด ลวก ต้ม ย่าง หรือประกอบอาหารเมนูต่างๆ ขณะที่ในประเทศญี่ปุ่นก็นิยมนำกระเจี๊ยบเขียวมารับประทานเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารเช่นกัน

นอกจากรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว กระเจี๊ยบเขียวยังมีใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารหลายชนิดที่น่าสนใจ ใครที่กำลังมองหาผักดีๆ มาเพิ่มในมื้ออาหาร ลองทำความรู้จักกับ 7 ประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียว กัน

1. มีใยอาหาร ช่วยเรื่องการขับถ่าย

กระเจี๊ยบเขียวมีใยอาหาร ซึ่งมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ นอกจากนี้ เมือกจากกระเจี๊ยบเขียวยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับอุจจาระ จึงอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มใยอาหารในมื้ออาหารและดูแลเรื่องการขับถ่าย

2. อาจช่วยดูแลระดับน้ำตาลในเลือด

กระเจี๊ยบเขียวมีใยอาหารที่ช่วยชะลอการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล จึงอาจมีส่วนช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเมื่อรับประทานร่วมกับอาหารที่สมดุล อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เป็นเบาหวานไม่ควรใช้กระเจี๊ยบเขียวแทนยา หรือการรักษาที่แพทย์แนะนำ

3. มีส่วนช่วยดูแลระดับคอเลสเตอรอล

ใยอาหารในกระเจี๊ยบเขียว โดยเฉพาะใยอาหารชนิดละลายน้ำ อาจมีส่วนช่วยในการจัดการระดับไขมันและคอเลสเตอรอลในร่างกาย การรับประทานผักที่หลากหลายร่วมกับการเลือกอาหารไขมันต่ำ จึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญสำหรับการดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

4. ช่วยเพิ่มใยอาหารให้มื้ออาหาร และดูแลสุขภาพลำไส้

นอกจากช่วยเรื่องการขับถ่ายแล้ว ใยอาหารยังเป็นส่วนสำคัญของอาหารที่ดีต่อสุขภาพลำไส้ การรับประทานกระเจี๊ยบเขียวเป็นประจำในปริมาณที่เหมาะสม จึงช่วยเพิ่มความหลากหลายของผักและใยอาหารในแต่ละวันได้

5. เมือกจากกระเจี๊ยบเขียวมีความน่าสนใจต่อระบบทางเดินอาหาร

จุดเด่นของกระเจี๊ยบเขียวคือเมือกเหนียวใสที่ออกมาเมื่อหั่นหรือปรุงสุก เมือกดังกล่าวมีองค์ประกอบของสารกลุ่มโพลีแซ็กคาไรด์และใยอาหาร จึงมีการศึกษาถึงบทบาทต่อระบบทางเดินอาหาร แต่ยังไม่ควรสรุปว่ากระเจี๊ยบเขียวสามารถรักษาโรคกระเพาะหรือแผลในกระเพาะอาหารได้โดยตรง

6. เป็นผักที่นำไปปรุงอาหารได้หลากหลาย

กระเจี๊ยบเขียวไม่ได้จำกัดอยู่แค่เมนูต้มเท่านั้น สามารถนำไปลวก ย่าง ผัด หรือหั่นรับประทานสดได้ตามความชอบ การปรุงด้วยวิธีที่ใช้น้ำมันและโซเดียมไม่มากเกินไป จะช่วยให้กระเจี๊ยบเขียวเป็นอีกหนึ่งเมนูผักที่เหมาะกับการรับประทานในชีวิตประจำวัน

7. มีโฟเลตและสารอาหารที่ร่างกายต้องการ

กระเจี๊ยบเขียวมีโฟเลต รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด โดยโฟเลตมีความสำคัญต่อการสร้างเซลล์และการสร้างเม็ดเลือดแดง และมีความสำคัญอย่างมากในช่วงก่อนตั้งครรภ์และระหว่างตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับโฟเลตในปริมาณที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรพึ่งพาผักชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว

วิธีกินกระเจี๊ยบเขียวให้อร่อย

กระเจี๊ยบเขียวสามารถรับประทานได้ทั้งแบบสดและปรุงสุก หากไม่ชอบความเมือก สามารถนำไปย่างหรือลวกอย่างรวดเร็ว แล้วรับประทานคู่กับน้ำพริก ซอส หรือเครื่องจิ้มที่ชอบ นอกจากนี้ยังนำไปผัดหรือใส่ในเมนูต่างๆ ได้อีกหลายชนิด

สำหรับคนที่ชอบรสชาติสดชื่น อาจนำกระเจี๊ยบเขียวไปประกอบกับเมนูที่มีรสเปรี้ยวหรือวัตถุดิบอื่นๆ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของมื้ออาหาร แต่ควรระวังการเติมน้ำตาล เกลือ หรือซอสปรุงรสมากเกินไป

กระเจี๊ยบเขียวกินดี แต่ไม่ใช่ยารักษาโรค

แม้กระเจี๊ยบเขียวจะมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ แต่ควรมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของอาหารเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่ยารักษาโรค โดยเฉพาะผู้ที่มีเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคกระเพาะ หรือกรดไหลย้อน ไม่ควรหยุดยาแล้วหันมากินกระเจี๊ยบเขียวแทนการรักษา

การกินผักให้หลากหลาย รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย และดูแลพฤติกรรมสุขภาพโดยรวม ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 9/10/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a66,150.0066,350.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,276.0064,824.1667,150.00
ทองรูปพรรณ 90%3,848.4058,341.74n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,420.8051,859.33n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,924.2029,170.87n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,496.6022,688.46n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,431.0967,175.32n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 9/10/2569

ประเภทน้ำมันปตท.
ปตท.
บางจาก
บางจาก
เชลล์
เชลล์
คาลเท็กซ์
คาลเท็กซ์
ไออาร์พีซี
ไออาร์พีซี
พีที
พีที
ซัสโก้
ซัสโก้
เพียว
เพียว
ราคาน้ำมันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9541.4441.4441.9441.4441.4441.4441.4441.4441.44
แก๊สโซฮอล์ 9141.0741.0741.5741.0741.0741.0741.0741.0741.07
แก๊สโซฮอล์ E2035.6935.6935.8935.69–35.6935.6935.6935.69
แก๊สโซฮอล์ E8531.6331.63––––––31.63
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7949.2951.84–––––47.79
เบนซิน 9550.43––50.01–50.9350.58–50.43
ดีเซล42.9442.9442.9442.9442.9442.9442.9442.9442.94
ดีเซล B2037.1937.1937.1937.19–37.1937.1937.1937.19
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0550.0551.8450.05––––50.05
แก๊ส NGV20.00–––––––20.00

About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า