SC ปั้นคอนโดริมน้ำบางโพ ชู Wellness Living เจาะตลาดคนเมือง จองทะลุ 2 พันล้าน

- SC Asset เปิดตัวคอนโดใหม่ริมแม่น้ำย่านบางโพ “Reference BAIE River Bangpho” สร้างยอดจองรอบพรีวิวทะลุ 2,000 ล้านบาท
- ชูแนวคิด Wellness Living เจาะกลุ่มคนเมืองที่ใส่ใจสุขภาพ โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพื่อรองรับการอยู่อาศัยระยะยาว
- โดดเด่นด้วยทำเลติดแม่น้ำเจ้าพระยาจริงซึ่งเป็นซัพพลายหายากในตลาด ราคาเริ่มต้น 2.89 ล้านบาท
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC Asset เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม “Reference BAIE River Bangpho” บนทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านบางโพ หลังเปิดพรีวิวให้ลูกค้าจองเมื่อวันที่ 26-27 กันยายนที่ผ่านมา และมียอดจองอย่างไม่เป็นทางการทะลุ 2,000 ล้านบาท จากเป้าหมายยอดจองของโครงการที่ 2,500 ล้านบาท โดยบริษัทเตรียมเปิดขายอย่างเป็นทางการ (Presale) วันที่ 17-18 ตุลาคม 2569 ราคาเริ่มต้น 2.89 ล้านบาท
นางกนกอร หลิมกำเนิด ผู้บริหารระดับสูงในสายงานพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวสูงของ SC Asset กล่าวว่า โครงการ Reference BAIE River Bangpho ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Cruise Collection” ซึ่งนำเอกลักษณ์ของแม่น้ำเจ้าพระยามาเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและบริบทของย่านบางโพ เพื่อสร้างความแตกต่างจากโครงการอื่นในตลาด
จุดเด่นด้านการออกแบบอยู่ที่การนำเอกลักษณ์ของย่านบางโพ ซึ่งมีชื่อเสียงด้านงานไม้และงานคราฟต์ มาเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ผสานแรงบันดาลใจจากเรือสำราญเข้ากับแนวคิด Wellness Living ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและสุขภาพจิต รองรับการอยู่อาศัยของคนหลากหลายช่วงวัย
พื้นที่ส่วนกลางของโครงการประกอบด้วยสระว่ายน้ำ ซาวน่า อ่างแช่น้ำแข็ง ฟิตเนสขนาดใหญ่ สตูดิโอพิลาทิส และพื้นที่พักผ่อน เพื่อรองรับรูปแบบการใช้ชีวิตที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการอยู่อาศัยในระยะยาว นอกจากนี้ บริษัทยังเลือกวิน เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร และตู ต้นตะวัน ตันติเวชกุล เป็นพรีเซนเตอร์เพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์การใช้ชีวิตของโครงการ
นางกนกอรกล่าวว่า เสียงตอบรับจากลูกค้าสะท้อนว่า การตัดสินใจซื้อไม่ได้มาจากวิวแม่น้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการมองเห็นรูปแบบการใช้ชีวิตของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะการพิจารณาว่าบุตรหลานจะใช้ชีวิตภายในโครงการได้อย่างไร
ชูจุดขายคอนโดริมน้ำ ซัพพลายจำกัด
SC มองว่าโครงการ Reference BAIE River Bangpho มีจุดขายจากการเป็นที่อยู่อาศัยริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยที่ดินของโครงการมีแนวติดแม่น้ำยาวกว่า 120 เมตร ขณะที่ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีที่บริษัทระบุ พบว่าจากโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวในกรุงเทพฯ ราว 250 โครงการ มีเพียง 3 โครงการที่ตั้งอยู่ติดแม่น้ำจริง สะท้อนข้อจำกัดด้านอุปทานของที่อยู่อาศัยประเภทนี้
สำหรับการพัฒนาโครงการ Reference ในแต่ละทำเล บริษัทวางแนวคิดให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ โดยโครงการบริเวณวงเวียนใหญ่ใช้แนวคิด Modern Minimalist ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระจันทร์ ส่วนโครงการเอกมัยเน้น Lifestyle Living และ Reference Kaset District ซึ่งอยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วางแนวคิด Campus Community
ส่วน Reference BAIE River Bangpho ถูกกำหนดให้เป็น Riverfront Living Destination โดยมองว่าทำเลบางโพมีองค์ประกอบที่แตกต่างจากย่านอื่น ทั้งการติดแม่น้ำเจ้าพระยา เอกลักษณ์ด้านงานไม้ และการเชื่อมต่อกับระบบคมนาคม รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างโรงพยาบาลและสถานศึกษา
นอกจากนี้ บริษัทยังมองถึงศักยภาพจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ทั้งรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ สะพานเกียกกายที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และบทบาทของย่านเตาปูนในฐานะศูนย์กลางการคมนาคม ตลอดจนการเข้าถึงพื้นที่เมืองชั้นในทางตอนเหนือ เช่น อารีย์ จตุจักร และสะพานควาย
มองบางโพ 5-10 ปี รับโครงสร้างพื้นฐาน-แผนพัฒนาย่านสร้างสรรค์
ในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า SC ประเมินว่าบางโพมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการส่งเสริมเศรษฐกิจระดับพื้นที่ โดยเฉพาะแนวคิดการผลักดันย่านบางโพให้เป็นย่านสร้างสรรค์ (Creative District) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของพื้นที่ในมิติที่มากกว่าการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย
บริษัทมองว่าการมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นองค์ประกอบหลัก ผสานกับการเชื่อมต่อระบบขนส่งและสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นปัจจัยที่ทำให้บางโพมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นย่านอยู่อาศัยใกล้เมืองชั้นใน ขณะที่การผลักดันกิจกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาจเป็นอีกแรงสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ในอนาคต
สำหรับภาพรวมยอดจอง นางกนกอรระบุว่า บริษัทเคยตั้งเป้ายอดจองโครงการไว้ที่ 2,500 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดจองทั้งปีของโครงการไว้ที่ 5,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ล่าสุด บริษัทคาดว่ายอดจองในปีนี้อาจอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ นางกนกอรเปิดเผยว่า SC ยังมีแผนพัฒนาโครงการใหม่ในทำเลพระราม 4 ซึ่งจะต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติมในอนาคตต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เครือ แสนสิริ กางโรดแมป 3 ปี รุกตลาดภูเก็ต

- พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในเครือแสนสิริ ประกาศแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (2570-2572) เพื่อขยายธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต
- ตั้งเป้าขยายพอร์ตบริหารโครงการจาก 30 โครงการ เป็น 65 โครงการ โดยจะรุกทำเลใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น ราไวย์ กะตะ และกะรน
- มุ่งเจาะกลุ่มโครงการคอนโดมิเนียมและพูลวิลล่า พร้อมตั้งเป้าเพิ่มรายได้จาก 95 ล้านบาท เป็น 150 ล้านบาทภายใน 3 ปี
- ชูแนวคิด “Local Touch with Global Standard” ผสานความเข้าใจตลาดท้องถิ่นเข้ากับมาตรฐานการบริหารจัดการระดับสากลเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าไทยและต่างชาติ
พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในเครือแสนสิริ ประกาศแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (2570–2572) ขยายธุรกิจ Property Management ในจังหวัดภูเก็ต ปักหมุดทำเลศักยภาพใหม่ เจาะกลุ่มโครงการคอนโดมิเนียมและพูลวิลล่า ชูแนวคิด “Local Touch with Global Standard” ต่อยอดประสบการณ์ Property Management กว่า 30 ปี และการบริหารโครงการในภูเก็ตกว่า 18 ปี
ภูเก็ตศักยภาพมากกว่าเมืองท่องเที่ยว
นางสาวสมสกุล หลิมศุทธพรรณ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและบริหารสินทรัพย์ – ภาคใต้ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันภูเก็ตมีศักยภาพมากกว่าการเป็นเมืองท่องเที่ยว โดยมีการเติบโตทั้งด้านการลงทุน ธุรกิจบริการ เมดิคัลฮับ และโรงเรียนนานาชาติ
ส่งผลให้เกิดความต้องการเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากผู้พักอาศัยระยะยาว ผู้ซื้อบ้านหลังที่สองและผู้ซื้อเพื่อการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ
วางโรดแมปขยายบริการไปยังทำเลใหม่
พลัสฯ มองว่าการเติบโตของภูเก็ตไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงบางพื้นที่ แต่ยังมีอีกหลายทำเลที่มีศักยภาพในระยะยาวเราจึงวางโรดแมปขยายบริการไปยังทำเลใหม่ จากปัจจุบัน พลัสฯ บริหารโครงการที่อยู่อาศัยในภูเก็ต 30 โครงการ กว่า 10,000 ยูนิต พื้นที่รวมกว่า 725,000 ตารางเมตร ครอบคลุมหาดไม้ขาว ป่าคลอก โซนสนามบิน เชิงทะเลเกาะแก้ว กะทู้ ป่าตอง และเมืองภูเก็ต
เป้าขยายพอร์ตบริหารเป็น 65 โครงการ
ในระยะ 3 ปี พลัสฯ ตั้งเป้าขยายพอร์ตบริหารเป็น 65 โครงการ พร้อมรุกทำเลใหม่ ได้แก่ สาคู หาดสุรินทร์ ในยาง ราไวย์ กะตะ และกะรน โดยเน้นกลุ่มโครงการคอนโดมิเนียมและพูลวิลล่า พร้อมขยายฐานรายได้จาก 95 ล้านบาทในปี 2569 สู่ 150 ล้านบาทภายใน 3 ปี หรือเติบโตเฉลี่ยประมาณ 16.5% ต่อปี มุ่งสู่การเป็นผู้นำบริหารอสังหาฯ ภูเก็ตทั้งในกลุ่มลูกค้าชาวไทยและต่างชาติชูแนวคิด Local Touch with Global Standard เข้าใจตลาดภูเก็ต ด้วยมาตรฐานระดับสากล
“เราไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในตลาดภูเก็ต แต่มีประสบการณ์ดูแลโครงการร่วมกับแสนสิริมากว่าทศวรรษรวมถึงการบริหารโครงการอื่น ๆ และโครงการ Branded Residence ในภูเก็ตสั่งสมทั้งประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในตลาด และมีจุดแข็งด้านการออกแบบ Service Modelให้เหมาะกับแต่ละโครงการ โดยพิจารณาจากทำเล ประเภทโครงการและพฤติกรรมของผู้พักอาศัยที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่”
ชูแนวคิด “Local Touch with Global Standard”
สำหรับตลาดภูเก็ต ผู้พักอาศัยมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความคาดหวังด้านบริการที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในตลาดลักซ์ชัวรีที่มีทั้งผู้ซื้อชาวไทยและต่างชาติ พลัสฯ จึงชูแนวคิด “Local Touch with Global Standard” ผสานความเข้าใจตลาดและบริบทท้องถิ่นจากประสบการณ์ในภูเก็ตกว่า 18 ปี เข้ากับมาตรฐานการบริหารจัดการระดับสากลและองค์ความรู้ด้าน Hospitality
เพื่อยกระดับการดูแลโครงการและประสบการณ์การอยู่อาศัยของลูกบ้านโดยมีสถาบัน PLUS EDUPLEX ในการฝึกอบรมทีมงานให้สามารถส่งมอบงานอย่างมีมาตรฐาน ตอบโจทย์ความคาดหวังด้านการบริการของตลาดพรีเมียม และยังมีเทคโนโลยีความปลอดภัยจาก LIV-24
พร้อมบริการเสริมอย่าง Plus Concierge มาช่วยตอบโจทย์การอยู่อาศัยและการดูแลทรัพย์สินอุ่นใจได้แม้เจ้าของไม่อยู่บ้าน รองรับรูปแบบการเป็นเจ้าของบ้านหลังที่สองและการลงทุนของลูกค้าต่างชาติให้สามารถอยู่อาศัยได้อย่าง Worry-free
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ดาวโจนส์ ปิดบวกกว่า 500 จุด หลังนักลงทุนโยกเงินออกจากหุ้นกลุ่ม AI

ดาวโจนส์ พุ่งขึ้นกว่า 500 จุดเมื่อคืน นักลงทุนโยกเงินออกจากหุ้นกลุ่ม AI เพื่อลงทุนในหมวดอื่น ตลาดยังกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีก หลังเงินเฟ้อสหรัฐยังสูง
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ปรับตัวขึ้นในวันพฤหัสบดี (15 ต.ค. 69) เนื่องจากความกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีกำลังใช้จ่ายกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากเกินไป ทำให้นักลงทุนลดการลงทุนในกลุ่มดังกล่าวและหันไปหาหุ้นที่มีมูลค่าน่าสนใจในกลุ่มอื่น ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังประเมินข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่สะท้อนว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
ดัชนีหุ้นบลูชิปเพิ่มขึ้น 556.21 จุด หรือ 1.08% ปิดที่ 52,177.69 จุด ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.33% ปิดที่ 7,744.06 จุด ส่วนดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite ซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีเป็นสัดส่วนสูง ปิดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.08% ที่ 26,713.03 จุด หลังฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดระหว่างวัน โดยก่อนหน้านี้ Nasdaq ลดลงมากถึง 1.4%
หุ้น Seagate Technology และ Western Digital ปรับตัวลงต่อในสัปดาห์นี้ เช่นเดียวกับหุ้น SK Hynix ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ร่วงลงอย่างหนักในช่วงข้ามคืน นักลงทุนเริ่มกังวลว่าอาจเกิดภาวะชิปหน่วยความจำล้นตลาด เนื่องจากเกาหลีใต้กำลังเผชิญการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากจีน
อีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Tesla กล่าวถึงประเด็นนี้ในโพสต์บน X ว่า “จีนจะผลิต RAM ได้เป็นจำนวนมากในปี 2028”
ความกังวลในภาค AI เพิ่มขึ้นอีก หลังแหล่งข่าวแจ้ง ซีเอ็นบีซี ว่า รายได้ของ Anthropic เพิ่มขึ้นเป็น 16,800 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 3 โดยนักลงทุนบางรายกังวลว่า รายได้ของยักษ์ใหญ่ด้าน AI แห่งนี้อาจเติบโตไม่เร็วพอที่จะรองรับการปรับขึ้นอย่างมากของหุ้นบริษัทผู้ผลิตชิป
หุ้นเอไอ บางตัวสวนกระแส
อย่างไรก็ตาม หุ้นบางตัวในกลุ่ม AI ฟื้นตัวขึ้น โดยหุ้น CoreWeave เพิ่มขึ้นเกือบ 6% พลิกกลับจากการลดลงในวันก่อนหน้า ซึ่งหุ้นดังกล่าวร่วงลงมากกว่า 15% ในการซื้อขายครั้งก่อน เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าบริษัทกู้ยืมเงินมากเกินไปเพื่อใช้ขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรบริษัทของ CoreWeave ก็พุ่งขึ้นเช่นกัน
นอกจากนี้ หุ้น Micron Technology ยังฟื้นตัวจากการลดลงก่อนหน้า และปิดเพิ่มขึ้นเกือบ 2%
อเล็กซ์ ชาฮิดี ผู้ร่วมประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Evoke ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทผู้บริหารความมั่งคั่ง MAI Capital Management กล่าวว่า “เมื่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐให้ผลตอบแทน 5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 นักลงทุนก็จะเริ่มเปรียบเทียบผลตอบแทนดังกล่าวกับการทุ่มเดิมพันครั้งใหญ่ใน AI ประเด็นไม่ใช่ว่าจะลงทุนใน AI หรือไม่ แต่คือจะให้น้ำหนักกับ AI มากเพียงใด”
ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มอื่นนอกภาคเทคโนโลยี โดยหุ้น Walmart ปรับขึ้น 1.5% ขณะที่หุ้น Nike พุ่งขึ้นมากกว่า 5%
หวั่นเฟดขึ้นดอกเบี้ยแรง เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
นักลงทุนยังตอบรับข้อมูลเงินเฟ้อเพิ่มเติม โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 1.3% จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 6.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นทั้งรายเดือนและรายปีมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022
ความกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นอย่างเชิงรุกก่อนสิ้นปี ยังคงกดดันตลาดหุ้นในวันพุธ หลังจากข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกันยายนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบเป็นรายปีในอัตราที่สูงกว่าที่คาดไว้
เดวิด รัสเซลล์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดโลกของ TradeStation กล่าวว่า “รายงาน PPI ในวันนี้ เมื่อพิจารณาร่วมกับ CPI เมื่อวันพุธ ยืนยันว่าเงินเฟ้อกำลังแย่ลงในขณะที่ราคาพลังงานยังทรงตัวในระดับสูง ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม ราคาก็กำลังปรับสูงขึ้น และเฟดอาจถูกบังคับให้ต้องเข้าแทรกแซง”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ETIX ลุยขยาย BKK#2 ดันดาต้าเซนเตอร์ 25 MW รับดีมานด์คลาวด์-AI

- ETIX ขยายศูนย์ข้อมูล ETIX Bangkok 2 (BKK#2) เพิ่มกำลังการรองรับเป็น 25 เมกะวัตต์ ตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของบริการคลาวด์และ AI
- การขยายครั้งนี้มุ่งรองรับผู้ให้บริการคลาวด์และแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI Inference
- ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อโครงข่าย (Interconnection) ที่สำคัญ เพื่อลดความหน่วงและต้นทุนการเชื่อมต่อข้อมูลในประเทศ
- ETIX ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ใช้ระบบระบายความร้อนแบบไม่ใช้น้ำ และมีแผนเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนผ่านโซลาร์เซลล์และ Direct PPA
การเติบโตของ Cloud และ AI ทำให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลต้องรองรับทั้งกำลังประมวลผลและการเชื่อมต่อเครือข่าย ขณะเดียวกัน การใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพกลายเป็นอีกโจทย์สำคัญของธุรกิจดาต้าเซนเตอร์ในไทย
ETIX ขยายศูนย์ข้อมูล ETIX Bangkok 2 (BKK#2) เพิ่มกำลังรองรับของ Bangkok Campus จาก 6 เมกะวัตต์เป็น 25 เมกะวัตต์ หรือมากกว่า 4 เท่า เพื่อรองรับความต้องการ Cloud และ AI โดยมีผู้ให้บริการคลาวด์และแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่ 3 รายติดตั้งระบบภายในศูนย์ข้อมูล พร้อมเชื่อมต่อเครือข่ายโทรคมนาคมทั่วไทย และเดินหน้าพัฒนาระบบพลังงานหมุนเวียนควบคู่กับการลดการใช้น้ำ
หลุยส์ บลองโช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ETIX กล่าวว่า บริษัทมุ่งพัฒนาดาต้าเซนเตอร์ที่รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
ภายใต้แนวคิด Ethical Internet Exchange ซึ่งครอบคลุมทั้งการออกแบบศูนย์ข้อมูลอย่างยั่งยืนและการเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อเครือข่ายโทรคมนาคม คลาวด์ และผู้ให้บริการคอนเทนต์ เพื่อรองรับการใช้งานของธุรกิจและบริการดิจิทัลที่หลากหลาย
ขยายกำลังรองรับ 4 เท่า รับตลาด Cloud–AI
ปิแอร์ ปาทริส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ETIX ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า การพัฒนา BKK#2 ทำให้ Bangkok Campus มีกำลังรองรับเพิ่มจาก 6 เมกะวัตต์เป็น 25 เมกะวัตต์ หลังจากบริษัทเริ่มเปิดให้บริการดาต้าเซนเตอร์แห่งแรกในประเทศไทย ขนาด 0.6 เมกะวัตต์ เมื่อปี 2565
โครงการ ETIX Bangkok 2 เป็นส่วนขยายต่อเนื่องจาก ETIX Bangkok 1 โดยออกแบบโครงสร้างอาคารให้รองรับกำลังจ่ายไฟฟ้ารวมของทั้งแคมปัสในระดับ 20–25 เมกะวัตต์ และมีเป้าหมายขยายกำลังรองรับในระยะยาวสู่ 100 เมกะวัตต์
ปัจจุบัน Bangkok Campus ให้บริการลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ผู้ให้บริการคอนเทนต์และคลาวด์ระดับโลก บริษัทด้าน AI ที่ใช้ระบบประมวลผลเพื่อให้บริการผู้ใช้งาน สถาบันการเงิน ธุรกิจโรงแรม ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐ โดยมีผู้ให้บริการคลาวด์และแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่ 3 รายติดตั้งระบบให้บริการภายในศูนย์ข้อมูล
ลูกค้าของเรามีตั้งแต่หน่วยงานภาครัฐ ธนาคาร ไปจนถึงบริษัทด้าน AI ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความต้องการและแผนการเติบโตแตกต่างกัน บริษัทจึงต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับลูกค้าหลายประเภท พร้อมรักษามาตรฐานการรับรองและส่งมอบโครงการตามกำหนด เพื่อไม่ให้โครงสร้างพื้นฐานเป็นข้อจำกัดต่อการขยายธุรกิจของลูกค้า
สำหรับแผนลงทุน ภายใต้งบประมาณ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะดำเนินการลงทุนเต็มรูปแบบภายใน 3 ปี ขณะที่ความต้องการใช้งานในปัจจุบันทำให้บริษัทคาดว่าพื้นที่ครึ่งหนึ่งของ Bangkok 2 จะถูกจับจองเต็มภายใน 2 ปี

ชู Interconnection ลดข้อจำกัดการเชื่อมต่อข้อมูล
นอกจากกำลังรองรับแล้ว จุดเด่นของ Bangkok Campus คือการเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อโครงข่าย (Interconnection) โดยภายในพื้นที่มีจุดแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตสำคัญ 2 แห่ง ได้แก่ BKNIX และ THNIX พร้อมผู้ให้บริการโทรคมนาคมทุกรายในประเทศไทยที่เข้ามาเชื่อมต่อระบบ
แนวทางดังกล่าวเปิดให้ผู้ให้บริการเครือข่าย คลาวด์ และคอนเทนต์เชื่อมต่อกันภายในพื้นที่เดียว ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเชื่อมต่อและรองรับการเติบโตของบริการ Cloud และ AI
ในอดีต การเชื่อมต่อข้อมูลจากผู้ให้บริการคอนเทนต์ต่างประเทศบางส่วนต้องผ่านศูนย์เชื่อมต่อในสิงคโปร์ ซึ่งอาจเพิ่มความล่าช้าในการรับส่งข้อมูล (Latency) และต้นทุนการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ (International Transit) ของผู้ให้บริการโทรคมนาคมไทย
การดึงผู้ให้บริการคลาวด์และคอนเทนต์เข้ามาติดตั้งระบบในประเทศไทยจึงช่วยลดข้อจำกัดดังกล่าว โดยผู้ให้บริการโทรคมนาคมสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายและแพลตฟอร์มดิจิทัลได้สะดวกขึ้น และมีโอกาสลดต้นทุนการรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อทางเลือกและต้นทุนบริการอินเทอร์เน็ตสำหรับผู้ใช้งานปลายทาง
หลุยส์กล่าวว่า แนวคิด Ethical หมายถึงการพัฒนาดาต้าเซนเตอร์โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งระบบระบายความร้อนที่ไม่ใช้น้ำ การใช้พลังงานสีเขียว และการออกแบบตามมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับสูง ส่วน Internet Exchange หมายถึงการสร้างจุดเชื่อมต่อที่เครือข่าย คลาวด์ และคอนเทนต์มารวมกัน
สำหรับ ETIX แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา Edge Data Center ซึ่งทำให้ธุรกิจค้าปลีก บริการภาครัฐ และ AI สามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ใกล้ผู้ใช้งาน พร้อมเชื่อมต่อกับเครือข่ายต่างๆ ได้

ใช้ระบบไม่ใช้น้ำ เร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน
ETIX นำแนวทางด้านความยั่งยืนมาใช้ตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเมื่อปี 2565 โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบดาต้าเซนเตอร์ 4 ด้าน ได้แก่ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การไม่ใช้น้ำในระบบระบายความร้อน การใช้พลังงานหมุนเวียน และการเลือกพื้นที่ตั้งให้สอดคล้องกับผังเมืองและชุมชนโดยรอบ
สำหรับ BKK#2 บริษัททำงานร่วมกับ Schneider Electric พันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาดาต้าเซนเตอร์ให้สอดคล้องกับกรอบกำกับดูแลของไทยที่ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงาน น้ำ และที่ดินอย่างเหมาะสม
ด้านระบบระบายความร้อน ETIX เลือกใช้ระบบหมุนเวียนแบบปิด (Closed-loop System) แทนระบบ Cooling Tower ที่ใช้น้ำและสูญเสียน้ำจากการระเหย โดยระบบที่เลือกใช้มีต้นทุนเทคโนโลยีสูงกว่า แต่ช่วยลดการใช้น้ำจากกระบวนการระบายความร้อน ทั้งนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือ PUE (Power Usage Effectiveness) ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้
ด้านพลังงานหมุนเวียน บริษัทติดตั้งระบบโซลาร์บนหลังคาอาคาร Bangkok 1 กำลังผลิตสูงสุด 1 เมกะวัตต์พีก (MWp) และมีแผนขยายกำลังผลิตรวมกับหลังคา Bangkok 2 และอาคารข้างเคียงเป็น 10 MWp
นอกจากนี้ อยู่ระหว่างเจรจาซื้อไฟฟ้าสะอาดโดยตรงผ่านสัญญา Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) กับพันธมิตรผู้ผลิตพลังงาน ได้แก่ Gulf, B.Grimm และ GPSC ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ในพื้นที่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 100–200 กิโลเมตร เพื่อส่งไฟฟ้าสะอาดเข้าสู่ระบบ
อีกแนวทางคือการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ภายในพื้นที่ดาต้าเซนเตอร์ เพื่อกักเก็บไฟฟ้าในช่วงความต้องการใช้ไฟต่ำ (Off-peak) และนำมาใช้ในช่วงความต้องการสูง (Peak Period) ช่วยบริหารการใช้พลังงานและลดแรงกดดันต่อระบบสายส่งไฟฟ้าในพื้นที่
เน้น AI Inference ไม่รับงานฝึกโมเดลขนาดใหญ่
สำหรับตลาด AI ETIX เลือกเน้นการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI Inference หรือการประมวลผลคำสั่ง AI เพื่อนำไปใช้งานจริง แทนการรองรับ AI Training หรือการฝึกโมเดลขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานสูง
โครงสร้างตู้แร็ก (Rack) ของ Bangkok 2 รองรับการติดตั้งระบบประมวลผลจาก GPU ที่มีความหนาแน่นสูง เพื่อให้บริการ AI ที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองและการเชื่อมต่อเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ รองรับผู้ใช้งานในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง เช่น กัมพูชา
บริษัทไม่ได้มุ่งรองรับโครงการ AI Training ขนาดใหญ่ระดับกิกะวัตต์ ซึ่งต้องใช้พลังงานมหาศาลและไม่ได้มีความต้องการเชื่อมต่อโครงข่ายในรูปแบบเดียวกับโมเดลธุรกิจของ ETIX
ขณะเดียวกัน บริษัทยังรักษาสมดุลฐานลูกค้าออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ สถาบันการเงินและองค์กรธุรกิจ ผู้ให้บริการคลาวด์ และธุรกิจ AI Inference เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาด AI เพียงกลุ่มเดียว
มองไทยตลาดสำคัญ Tier 1 ภูมิภาคเอเชีย
ผู้บริหาร ETIX มองว่า ประเทศไทยเป็นตลาดดาต้าเซนเตอร์ที่มีความน่าสนใจ และกำลังก้าวขึ้นเป็นตลาดระดับ Tier 1 ของเอเชีย
ขั้นตอนต่อไปไม่ใช่เพียงการดึงดูดนักลงทุนเพิ่มเติม แต่เป็นการคัดเลือกโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยพิจารณาทั้งความจำเป็นของบริการที่เข้ามา มาตรฐานการดำเนินงาน และประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
พร้อมสนับสนุนแนวทางของรัฐบาลไทยที่เริ่มให้ความสำคัญกับกระบวนการคัดเลือกและอนุมัติการจัดสรรไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซนเตอร์ โดยใช้มูลค่าที่สร้างให้แก่เศรษฐกิจท้องถิ่น (Value to Local Economy) เป็นหนึ่งในเกณฑ์พิจารณา พร้อมเสนอให้ให้ความสำคัญกับโครงการที่ช่วยลดต้นทุนอินเทอร์เน็ต เพิ่มประสิทธิภาพบริการในประเทศ และมีค่า PUE และ WUE (Water Usage Effectiveness) ต่ำ
ในด้านพื้นที่ตั้ง ETIX ยึดข้อกำหนดผังเมือง โดยอาคาร Bangkok 1 และ Bangkok 2 ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
เดินหน้าพลังงานหมุนเวียน รับโจทย์ไฟฟ้าดาต้าเซนเตอร์
สำหรับแนวโน้มพลังงานของดาต้าเซนเตอร์ขนาดใหญ่ระดับโลก ความต้องการไฟฟ้าจากโครงการ AI Training ทำให้ผู้ประกอบการบางรายพิจารณาพลังงานนิวเคลียร์และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหาร ETIX มองว่า SMR ยังไม่ใช่ทางเลือกที่ประเทศไทยจะนำมาใช้ได้ในระยะสั้น เนื่องจากต้องพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมนิวเคลียร์และบุคลากรเฉพาะทาง ซึ่งอาจใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี
ทางเลือกในปัจจุบันจึงยังเป็นการเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และการซื้อไฟฟ้าสะอาดผ่าน Direct PPA เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
ด้านแผนขยายธุรกิจในภูมิภาค ETIX วางเป้าหมายเข้าสู่ตลาดเวียดนามและฟิลิปปินส์ เพื่อพัฒนาศูนย์กลางเชื่อมต่อโครงข่ายในรูปแบบเดียวกับประเทศไทย โดยมองว่าการเติบโตของตลาดดาต้าเซนเตอร์ในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างเหมาะสม
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
29 ประโยคขึ้นต้นอีเมลภาษาอังกฤษ (Email Greeting) สื่อสารยังไงให้ดูโปรและถูกกาลเทศะ

Email Greeting กลุ่มคำทักทายยอดฮิต ใช้ได้เกือบทุกสถานการณ์
หากคุณไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร นี่คือกลุ่มคำทักทายพื้นฐานที่คุณสามารถหยิบไปประยุกต์ใช้ได้เสมอ ขึ้นอยู่กับระดับความทางการ:
- Hi [ชื่อผู้รับ], : เป็นมิตร เข้าถึงง่าย เหมาะสำหรับเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าที่ติดต่อกันเป็นประจำ
- Hello [ชื่อผู้รับ], : มีความสุภาพและเป็นทางการมากกว่า “Hi” เล็กน้อย เหมาะสำหรับการติดต่องานทั่วไป หรืออีเมลธุรกิจ
- Dear [ชื่อผู้รับ], : เป็นทางการระดับสูง มักใช้เมื่อติดต่อผู้บริหาร ลูกค้ารายใหญ่ หรือใช้ในการส่ง Resume สมัครงาน (หากทราบเพศและนามสกุล ให้ใช้ Dear Mr./Ms. [นามสกุล])
- Good morning / Good afternoon / Good evening, : สุภาพและปลอดภัย มักใช้เมื่อส่งหาคนกลุ่มใหญ่ หรือมั่นใจว่าผู้รับอยู่ใน Time Zone เดียวกัน
Email Greeting เมื่อต้องอีเมลหาคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
การส่งข้อความหาคนแปลกหน้า หรือการติดต่อธุรกิจครั้งแรก จำเป็นต้องใช้ภาษาที่ให้เกียรติและรักษาความสุภาพขั้นสุด:
- “I hope this email finds you well.” (ประโยคคลาสสิก: หวังว่าคุณจะสบายดี)
- “Allow me to introduce myself.” (ขออนุญาตแนะนำตัว)
- “I’m reaching out because…” (ที่ฉันติดต่อมาเพราะว่า…)
- “Dear Sir or Madam,” (เรียน ท่านที่เคารพ – ใช้เมื่อไม่ทราบชื่อจริงๆ)
- “Greetings,” (ทักทายแบบเป็นทางการและปลอดภัย)
- “How are you?” / “I hope you’re doing well.”
- “I hope you’re having a great week.”
- “To [ระบุตำแหน่งงาน เช่น To Marketing Director],”
Email Greeting เมื่อต้องการอีเมลเพื่อ “ติดตามงาน”
การทวงงานหรือตามเรื่องที่ค้างไว้ อาจทำให้หลายคนรู้สึกลำบากใจ การใช้คำทักทายที่เชื่อมโยงถึงบริบทเดิม จะช่วยให้อีเมลดูเป็นธรรมชาติและไม่จู้จี้จนเกินไป:
- “I’m checking in on…” (ฉันมาขออัปเดตความคืบหน้าเรื่อง…)
- “Following up on my last email,” (ขอติดตามเรื่องต่อเนื่องจากอีเมลฉบับที่แล้ว)
- “As we discussed on our phone call,” (ตามที่เราได้หารือกันทางโทรศัพท์)
- “As promised, here’s…” (ตามที่สัญญาไว้ นี่คือ…)
- “Can you provide me with an update on…” (รบกวนอัปเดตเรื่อง… ให้หน่อยได้ไหม)
- “To follow up on our meeting,” (สืบเนื่องจากการประชุมของเรา)
Email Greeting เมื่อต้อง “ตอบกลับ” อีเมล
ในการตอบกลับอีเมล คุณสามารถลดความความทางการของคำขึ้นต้นลงได้ และโฟกัสไปที่การแสดงความขอบคุณหรือเข้าประเด็นได้ทันที:
- “Great to hear from you!” (ดีใจที่ได้ยินข่าวจากคุณ)
- “Thanks for getting back to me.” (ขอบคุณที่ติดต่อกลับมา)
- “I appreciate your quick response.” (ขอบคุณมากๆ ที่ตอบกลับอย่างรวดเร็ว)
- “Thanks for the update!” (ขอบคุณสำหรับข้อมูลอัปเดต)
- “Thank you for your help.” (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือของคุณ)
Email Greeting เมื่อต้องส่งอีเมลหาคนจำนวนมาก
เวลาที่ต้องส่งประกาศ แจ้งเตือน หรือบรีฟงานให้กับคนทั้งทีม การระบุชื่อทุกคนอาจเป็นเรื่องยาก ให้ใช้คำทักทายแบบรวมกลุ่มแทน:
- “Hello everyone,” หรือ “Hi everyone,” (สุภาพ เป็นทางการปานกลาง)
- “Hi all,” (เป็นกันเอง เหมาะกับทีมที่สนิทสนม)
- “Hello [ชื่อแผนก เช่น Hello Marketing Team],”
- “Hi [ชื่อ 1], [ชื่อ 2], and [ชื่อ 3],” (กรณีส่งหาคนกลุ่มเล็ก 3-4 คน)
คำทักทายที่ “ควรระวัง” ในการใช้งาน
- To Whom It May Concern, (เรียน ผู้ที่เกี่ยวข้อง) : แม้จะถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และดูเป็นทางการ แต่ในยุคปัจจุบันถือเป็นคำที่ดูห่างเหิน ขาดความใส่ใจ ควรพยายามสืบค้นชื่อผู้รับให้เจอแล้วใช้ Dear [Name], แทนจะดีกว่า
- To [Name], : ให้ความรู้สึกแข็งกระด้าง คล้ายการสั่งการหรือออกคำสั่ง ควรหลีกเลี่ยงหากไม่จำเป็น
กฎเหล็ก 3 ข้อ ในการเลือก Email Greeting
- ระดับความสัมพันธ์: ประเมินเสมอว่าคุณสนิทกับผู้รับระดับไหน หากเป็นลูกค้าใหม่ให้ใช้ความทางการนำหน้าเสมอ แต่หากเป็นเพื่อนร่วมทีมที่โต๊ะติดกัน การใช้ “Hi” ก็เพียงพอแล้ว
- เครื่องหมายวรรคตอน: ตามมาตรฐานสากล เรามักใส่เครื่องหมายจุลภาค (,) หลังคำทักทาย (เช่น Hello Sarah,) แต่หากเป็นอีเมลทางการขั้นสุด สามารถใช้เครื่องหมายทวิภาค (:) แทนได้ (เช่น Dear Board of Directors:)
- ความสม่ำเสมอขององค์กร: สังเกตวัฒนธรรมการส่งอีเมลในบริษัทของคุณหรือบริษัทของลูกค้าว่าพวกเขาใช้โทนเสียงแบบไหน แล้วปรับให้สอดคล้องกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th
สรุปผลบอลเมื่อคืน ยูฟ่า ยูโรปา ลีก 2026-27 ประจำวันที่ 16 ต.ค. 69

ผลการแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า ยูโรปา ลีก 2026-27 ประจำวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 ผลบอลยูฟ่า ยูโรปา ลีก
ผลบอล ยูฟ่า ยูโรปา ลีก
- อาแซด อัลค์มาร์ 2-1 ฮาโปเอล เบียร์ เชวา
- ซัลซ์บวร์ก 0-4 เอซี มิลาน
- เลช พอซนัน 0-4 เลเวอร์คูเซน
- ลียง 3-2 คริสตัล พาเลซ
- เซลเย 0-3 โอโมเนีย นิโกเซีย
- สปาร์ตา ปราก 1-1 ลีลล์สตรอม
- ตอร์เรนเซ 1-2 ซันเดอร์แลนด์
- แซงต์ กัลลัวส์ 1-1 เรอัล โซเซียดาด
- บอร์นมัธ 3-0 สตรวม กราซ
- เบนฟิกา 4-1 เซลติก
- เซลตา บิโก้ 1-2 ยูเวนตุส
- ไดนาโม ซาเกร็บ 1-0 อันเดอร์เลชท์
- เฟเรนซ์วารอส 2-1 วิคตอเรีย พัลเซน
- ฮอฟเฟนไฮม์ 2-3 เบซิกตัส
- จากิลโลเนีย 3-1 อารารัต
- มาร์กเซย 0-1 โอลิมเปียกอส
- เอ็นอีซี ไนจ์เมเกน 1-1 เลฟสกี โซเฟีย
- แรนส์ 2-1 โอเอฟไอ เกรเต
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
เครียดมาก เครียดเกินไป เสี่ยง ‘โรคหัวใจสลาย’ ร้ายแรงถึงชีวิต

- ภาวะ “กล้ามเนื้อหัวใจสลาย” หรือชื่อทางการแพทย์ว่า Takotsubo Cardiomyopathy ที่หลายคนเรียกกันว่า Broken Heart Syndrome – โรคหัวใจสลาย สัมพันธ์กับความเครียดทั้งทางกายและจิตใจ
- พบผู้ป่วยส่วนใหญ่ ประมาณ 90% เป็นผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเสี่ยงมากที่สุด และมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชายถึง 7 เท่า
- ภาวะ Broken Heart Syndrome ส่วนใหญ่ต้องรับไว้รักษาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล มีอาการตั้งแต่น้อยจนถึงมากและรุนแรงได้
หลายครั้งที่เผชิญภาวะอกหัก รักคุด มักจะพูดว่า “หัวใจสลาย” ซึ่งในทางการแพทย์นั้น โรคหัวใจสลาย มีจริงๆ โดยเป็นภาวะกล้ามเนื้อหัวใจสลายจากความเครียด ซึ่งโรคนี้ ยังไม่สามารถระบุสาเหตุการเกิดได้ชัดเจน แต่สันนิษฐานว่าเกิดจากการที่จิตใจหรือร่างกายมีความเครียดอย่างรุนแรง (emotional and physical stress) เช่น สูญเสียคนรัก มีสถานการณ์ที่สะเทือนอารมณ์อย่างรุนแรง การผ่าตัดใหญ่ การติดเชื้อในร่างกายอย่างรุนแรง เป็นต้น
ภาวะเครียดรุนแรงเหล่านั้น ทำให้ร่างกายหลั่งสารกลุ่ม catecholamine เช่น อะดรีนาลินออกมามาก ส่งผลให้มีการสะสมของประจุแคลเซียมในกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หลอดเลือดฝอยของหัวใจเกิดการหดตัวเฉียบพลันทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ซึ่งภาวะนี้สามารถหายได้เองเมื่อภาวะเครียดนั้นหายไป แต่หากเป็นมากอาจร้ายแรงจนเสียชีวิตได้
“ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจสลาย” เมื่อหัวใจอ่อนแรง
ภาวะ “กล้ามเนื้อหัวใจสลาย” หรือชื่อทางการแพทย์ว่า Takotsubo Cardiomyopathy ที่หลายคนเรียกกันว่า Broken Heart Syndrome – โรคหัวใจสลาย เกิดจากความเครียดมาก เครียดเกินไป
นพ.เกรียงไกร เฮงรัศมี อายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลกรุงเทพ Broken Heart Syndrome หรือ Stress Cardiomyopathy เป็นภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงจากความเครียด ซึ่งค้นพบครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นในชื่อเรียกว่า Takotsubo Cardiomyopathy พบมากในหญิงวัยกลางคน มีความสัมพันธ์กับความเครียดจากโรคทางกาย (Physical Stress) หรือความเครียดด้านจิตใจ (Mental Stress) ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจไม่บีบตัวและอ่อนกำลังลงชั่วคราว หัวใจด้านล่างซ้ายผิดปกติโป่งออกรูปร่างคล้ายไหจับปลาหมึกของญี่ปุ่น อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันและเสียชีวิตได้
ตัวการ Broken Heart Syndrome
ไม่ทราบสาเหตุชัดเจน แต่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่
- ความเครียดจากปัญหาต่าง ๆ อาทิ
- ความเจ็บป่วยทางการแพทย์
- การสูญเสียคนรัก การหย่าร้าง
- ปัญหาการงาน การเงิน
- ความผิดหวังอย่างรุนแรง
- บาดเจ็บสาหัส
- ยาเสพติด และอื่นๆ
ความเครียดทั้งในระยะสั้นและระยะยาวสะสม ทำให้หลอดเลือดหดตัว หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดและล้มเหลวได้
ฮอร์โมน กลุ่มอาการนี้หรือโรคนี้ส่วนใหญ่พบในผู้หญิงที่หมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะหมดไป ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทนต่อฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียด (Stress Hormone) ในร่างกายได้น้อย อาจทำให้ Broken Heart Syndrome ได้
อาการ Broken Heart Syndrome
- แน่นหน้าอก
- เจ็บหน้าอก
- หอบเหนื่อย
- หายใจลำบาก
- หน้ามืด
- ความดันเลือดต่ำ
ใครบ้างเสี่ยงต่อภาวะหัวใจสลาย
พบใน ผู้หญิงประมาณ 90% ของผู้ป่วยทั้งหมด โดยเฉพาะผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเสี่ยงมากที่สุด อายุเฉลี่ย 60-75 ปี คนในอายุน้อยกว่า 50 ปีพบได้ไม่บ่อย เนื่องจากช่วงวัยนี้มีอารมณ์และความเครียดสะสมจากสถานการณ์ต่าง ๆ สามารถกระตุ้นให้เกิดโรคได้ง่าย โดยผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชายถึง 7 เท่า
ข้อมูลจากโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ระบุว่า สถิติชี้ว่าโรคหัวใจ-หลอดเลือดคร่าชีวิตทั่วโลก 20.5 ล้านคน/ปี ไทยป่วยสะสมกว่า 2.6 แสนคน พร้อมแนะกินดี ลดเครียด งดบุหรี่ พักผ่อนให้พอ และหากเจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น เหงื่อแตก เจ็บร้าวแขน/กราม เป็นลม รีบพบแพทย์
การตรวจวินิจฉัย
การตรวจวินิจฉัย Broken Heart Syndrome อายุรแพทย์หัวใจจะพิจารณาจากอาการ ประวัติความเครียด และการตรวจทางห้องปฏิบัติการเป็นสำคัญ ประกอบไปด้วย
- ซักประวัติ
- ตรวจเลือด
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ Electrocardiogram (ECG/EKG) ในผู้ป่วย Broken Heart Syndrome ลักษณะคลื่นหัวใจไฟฟ้าผิดปกติเหมือนกราฟไฟฟ้าหัวใจของผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน
- ตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูง (Echocardiogram) ในผู้ป่วย Broken Heart Syndrome ลักษณะการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายผิดปกติ ความแรงในการบีบตัวของหัวใจจะลดลง หัวใจห้องล่างซ้ายอ่อนกำลัง
- การฉีดสีตรวจหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography : CAG)
การรักษา Broken Heart Syndrome
ภาวะ Broken Heart Syndrome ส่วนใหญ่ต้องรับไว้รักษาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล มีอาการตั้งแต่น้อยจนถึงมากและรุนแรงได้เช่นกัน วิธีการรักษาหากไม่รุนแรงอายุรแพทย์โรคหัวใจจะให้การรักษาด้วยยา สำหรับกรณีที่รุนแรงและมีภาวะหัวใจล้มเหลวร่วมด้วยอาจต้องมีการใส่ท่อและเครื่องช่วยหายใจ และต้องรักษาภาวะเครียดที่เป็นปัจจัยกระตุ้นร่วมด้วย จากรายงานวารสารต่างประเทศส่วนใหญ่หัวใจจะกลับมาปกติ มีโอกาสเสียชีวิตน้อยประมาณ 1% โอกาสเป็นซ้ำได้ 2 – 5%
ป้องกัน Broken Heart Syndrome
- ทำใจให้สบาย ไม่เครียด ปรับมุมมอง เปลี่ยนความคิด นั่งสมาธิ
- พูดคุยกับคนในครอบครัวและเพื่อน เพื่อแบ่งปันเรื่องราวและปัญหา อย่าแบกความเครียดไว้คนเดียว
- ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- สนุกกับชีวิต ด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการท่องเที่ยว ทำอาหาร เดินป่า ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ
- ตรวจเช็กสุขภาพหัวใจ นอกจากตรวจเช็กสุขภาพทุกปี ควรต้องตรวจเช็กสุขภาพหัวใจตามคำแนะนำของแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ
Broken Heart Syndrome สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้จากความเครียด ทางที่ดีที่สุดคือดูแลหัวใจให้เข้มแข็ง ตั้งรับกับทุกปัญหาด้วยความเข้าใจ จัดการความเครียดอย่างถูกวิธี หากมีอาการผิดปกติแนะนำให้รีบพบแพทย์ทันที
อาการที่ควรระวัง
- ผู้ป่วยมักมีอาการคล้ายโรคหัวใจขาดเลือด เช่น เจ็บแน่นหน้าอก หายใจเหนื่อย เหงื่อออกมาก ใจสั่น
- ในรายรุนแรงอาจถึงขั้นหัวใจล้มเหลว หรือช็อก แต่เมื่อแพทย์ตรวจหลอดเลือดหัวใจกลับพบว่า ไม่มีการอุดตัน เหมือนในโรคหัวใจทั่วไป เพียงแต่ กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงลงจากความเครียด
วิธีการรักษาและการฟื้นตัว
ภาวะนี้ มักฟื้นตัวได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงเดือน เมื่อได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
แพทย์จะให้ยาประคับประคองหัวใจ และติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด สิ่งสำคัญไม่แพ้ยา คือ การดูแลใจตนเอง ให้หัวใจได้พัก ได้ฟื้นจากความเศร้า พักผ่อนให้เพียงพอ พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ และหากความเศร้าหนักหนาเกินรับไหว อย่าลังเลที่จะปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา
เพราะ “หัวใจ” ของเรานั้น ไม่ได้แค่เต้นจากเลือดและออกซิเจน แต่ยังเต้นจาก ความรัก ความหวัง และความอบอุ่นของชีวิต อย่าลืมดูแลทั้ง “กาย” และ “ใจ” ของคุณนะคะ เพราะบางครั้ง…การเยียวยา “หัวใจสลาย” เริ่มต้นได้จากการ ให้ใจตัวเองอ่อนโยนอีกครั้ง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
กินผลไม้หลังอาหารทันทีได้ไหม? ความจริงที่หลายคนเข้าใจผิด

หลายคนอาจเคยได้ยินว่า ไม่ควรกินผลไม้ทันทีหลังอาหาร เพราะเชื่อว่าจะทำให้อาหารไม่ย่อย ผลไม้หมักในกระเพาะ หรือทำให้ท้องอืด แต่ความจริงแล้ว ร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมอาหารหลายชนิดที่รับประทานเข้าไปพร้อมกันได้ตามปกติ
ดังนั้น สำหรับคนทั่วไป การกินผลไม้หลังมื้ออาหารไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพียงแต่ชนิดของผลไม้ ปริมาณที่กิน และสภาพร่างกายของแต่ละคนอาจทำให้เกิดอาการแตกต่างกันได้
กินผลไม้หลังอาหารทันที ร่างกายย่อยได้หรือไม่?
ระบบย่อยอาหารของมนุษย์ไม่ได้ทำงานแบบว่าอาหารที่กินเข้าไปก่อนจะต้องถูกย่อยจนหมดเสียก่อน จึงจะสามารถรับอาหารชนิดใหม่ได้ กระเพาะอาหารจะค่อย ๆ คลุกเคล้าอาหารและส่งต่อไปยังลำไส้เล็กเพื่อย่อยและดูดซึมสารอาหาร
ผลไม้ที่รับประทานหลังอาหารจึงไม่ได้ไป “ขวาง” การย่อยอาหาร และไม่ได้เกิดการหมักจนทำให้อาหารเน่าอยู่ในกระเพาะตามความเชื่อที่มักพูดต่อ ๆ กัน
แล้วทำไมบางคนกินผลไม้หลังอาหารแล้วท้องอืด?
แม้การกินผลไม้หลังอาหารจะไม่ใช่เรื่องผิด แต่บางคนอาจรู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด หรือเรอหลังรับประทาน โดยเฉพาะเมื่อกินอาหารมื้อหลักในปริมาณมากแล้วตามด้วยผลไม้จำนวนมาก
สาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับปริมาณอาหารทั้งหมดที่รับประทานเข้าไป รวมถึงชนิดของผลไม้และปริมาณใยอาหาร น้ำตาลบางชนิด หรือสารที่ร่างกายย่อยได้ไม่หมดในบางคน จึงไม่จำเป็นต้องหมายความว่าผลไม้ไปหมักอยู่ในกระเพาะ
ผลไม้หลังอาหาร มีข้อดีหรือไม่?
การกินผลไม้หลังอาหารสามารถเป็นวิธีเพิ่มผักผลไม้ในแต่ละวันได้ โดยผลไม้หลายชนิดมีใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และสารพฤกษเคมีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
นอกจากนี้ การกินผลไม้เป็นของหวานแทนขนมที่มีน้ำตาลและไขมันสูง อาจช่วยให้ควบคุมคุณภาพของอาหารโดยรวมได้ง่ายขึ้น แต่ควรคำนึงถึงปริมาณ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ผลไม้บางชนิดที่กินหลังอาหารแล้วอาจรู้สึกไม่สบายท้อง
ผลไม้ที่มีใยอาหารสูง
ผลไม้ที่มีใยอาหารค่อนข้างมากอาจทำให้บางคนรู้สึกอิ่ม แน่น หรือท้องอืดได้ โดยเฉพาะเมื่อรับประทานทันทีหลังมื้อใหญ่ที่มีอาหารอยู่ในกระเพาะเป็นจำนวนมาก
ผลไม้ที่มีน้ำตาลบางชนิดในปริมาณมาก
ผลไม้บางชนิดมีน้ำตาลฟรุกโตสหรือคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายของบางคนดูดซึมได้ไม่ดี หากรับประทานในปริมาณมากอาจทำให้เกิดแก๊ส ท้องอืด หรือถ่ายเหลวได้
ผลไม้รสเปรี้ยว
สำหรับคนที่มีอาการกรดไหลย้อนหรือไวต่ออาหารที่มีความเป็นกรด ผลไม้รสเปรี้ยวบางชนิดอาจกระตุ้นอาการแสบร้อนกลางอกหรือไม่สบายท้องได้ จึงควรสังเกตอาการของตัวเองเป็นหลัก
กินผลไม้หลังอาหารทันที หรือรอสักพัก แบบไหนดีกว่า?
สำหรับคนทั่วไป ไม่ได้มีข้อกำหนด
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 16/10/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 66,000.00 | 66,200.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,266.00 | 64,672.56 | 67,000.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,839.40 | 58,205.30 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,412.80 | 51,738.05 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,919.70 | 29,102.65 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,493.10 | 22,635.40 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,420.73 | 67,018.27 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 16/10/2569
| ประเภทน้ำมัน | ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 41.44 | 41.44 | 41.94 | 41.44 | 41.44 | 41.44 | 41.44 | 41.44 | 41.44 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 41.07 | 41.07 | 41.57 | 41.07 | 41.07 | 41.07 | 41.07 | 41.07 | 41.07 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 35.69 | 35.69 | 35.89 | 35.69 | – | 35.69 | 35.69 | 35.69 | 35.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.63 | 31.63 | – | – | – | – | – | – | 31.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 51.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 50.43 | – | – | 50.01 | – | 50.93 | 50.58 | – | 50.43 |
| ดีเซล | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 | 42.94 |
| ดีเซล B20 | 37.19 | 37.19 | 37.19 | 37.19 | – | 37.19 | 37.19 | 37.19 | 37.19 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 50.05 | 51.84 | 50.05 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 20.00 | – | – | – | – | – | – | – | 20.00 |







