จีนหาย ฉุดยอดโอนคอนโดต่างชาติวูบไตรมาสแรก69ร่วงเกือบ18%

- ยอดโอนกรรมสิทธิ์คอนโดของชาวต่างชาติในไตรมาสแรกปี 2569 ลดลงเกือบ 18% ทั้งในแง่จำนวนหน่วยและมูลค่า
- สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของกำลังซื้อจากลูกค้าชาวจีน ซึ่งเป็นตลาดอันดับหนึ่ง โดยมียอดโอนลดลงอย่างรุนแรงถึง 38.8%
- สวนทางกับผู้ซื้อชาวรัสเซียที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนขึ้นมาเป็นอันดับสอง โดยเน้นลงทุนในคอนโดระดับบนตามเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและพัทยา
ตลาดคอนโดไทยในสายตาต่างชาติ กำลังส่งสัญญาณ “เปลี่ยนเกม” หลังยอดโอนกรรมสิทธิ์ไตรมาสแรกปี 2569 หดตัวแรงเกือบ 18% สวนทางกับภาพรวมตลาดอสังหาฯ ไทยที่เริ่มฟื้นตัวสิ่งที่น่าสนใจคือ การชะลอตัวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกชาติ เพราะในวันที่นักลงทุนจีนเริ่มถอยออกจากตลาด กลับมีกลุ่มผู้ซื้อรัสเซียที่เร่งเข้ามาแทน พร้อมดันตลาดลักชัวรีในเมืองท่องเที่ยวให้ยังเดินต่อได้
ต่างชาติซื้อคอนโดลดลงครั้งใหญ่
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เผยว่าไตรมาส 1 ปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติรวม 3,241 หน่วย ลดลง 17.3% จากปีก่อน ขณะที่มูลค่าการโอนอยู่ที่ 13,464 ล้านบาท ลดลง 17.9%แม้ตัวเลขจะหดตัว แต่ต่างชาติยังถือเป็นกำลังสำคัญของตลาดคอนโดไทย เพราะคิดเป็น 13.6% ของจำนวนหน่วยโอนทั้งหมด และครองสัดส่วนมูลค่าสูงถึง 23.9% ของตลาดรวมนั่นหมายความว่า ผู้ซื้อชาวต่างชาติยังคงเน้นลงทุนในคอนโดระดับราคาสูง มากกว่าตลาดแมสทั่วไป
“จีน” รั้งเบอร์หนึ่ง แต่กำลังซื้อหาย
จีนยังคงเป็นสัญชาติที่ซื้อคอนโดไทยมากที่สุด แต่ภาพที่เกิดขึ้นในปีนี้เริ่มเปลี่ยนไปชัดเจนไตรมาสแรกปี 2569 ชาวจีนโอนกรรมสิทธิ์คอนโด 906 หน่วย ลดลงถึง 38.8% ส่วนมูลค่าลดลงแรงกว่า 42.9% เหลือ 3,493 ล้านบาทตัวเลขนี้สะท้อนว่า กำลังซื้อจากจีนที่เคยเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ของตลาดคอนโดไทย กำลังชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญสาเหตุสำคัญมาจากเศรษฐกิจจีนที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ รวมถึงความเข้มงวดในการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกนอกประเทศ
รัสเซีย กลายเป็นผู้เล่นใหม่ของตลาด
ในวันที่จีนชะลอ กลับมีกลุ่มผู้ซื้อรัสเซียที่เติบโตสวนกระแสอย่างชัดเจนชาวรัสเซียขึ้นมาเป็นผู้ซื้ออันดับ 2 ด้วยยอดโอน 383 หน่วย เพิ่มขึ้น 33% ขณะที่มูลค่าพุ่งแรงถึง 68.7% แตะ 1,665 ล้านบาทตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้ซื้อรัสเซียไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อซื้อคอนโดทั่วไป แต่กำลังขยับเข้าสู่ตลาดระดับบน โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและพัทยาหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครน
นักลงทุนและผู้มีฐานะจากรัสเซียจำนวนมากเริ่มมองหา “บ้านหลังที่สอง” ในต่างประเทศ และไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญ ทั้งจากค่าครองชีพ สภาพอากาศ และการใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์ชาวต่างชาติระยะยาว
ภูเก็ต โตแรงจากตลาดลักชัวรี
หากมองตามพื้นที่ลงทุน กรุงเทพฯ ยังครองมูลค่าการโอนสูงสุดที่ 6,138 ล้านบาท คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของตลาดต่างชาติทั้งหมดแต่จังหวัดที่โดดเด่นที่สุดกลับเป็น “ภูเก็ต” ซึ่งมูลค่าการโอนเติบโตถึง 34.9% สูงสุดในประเทศ แรงหนุนสำคัญมาจากตลาดคอนโดและวิลลาระดับลักชัวรี ที่ยังได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปและรัสเซีย ขณะที่จังหวัดชลบุรี ยังครองอันดับ 1 ด้านจำนวนหน่วยโอน ด้วยสัดส่วน 36% ของตลาดต่างชาติทั้งหมด จากแรงซื้อในพื้นที่พัทยาเป็นหลัก
ตลาดต่างชาติ กำลังเข้าสู่ยุค “เปลี่ยนสมดุล”
ที่ผ่านมา ตลาดคอนโดไทยพึ่งพากำลังซื้อจากจีนอย่างมาก แต่ตัวเลขล่าสุดกำลังบอกว่า โครงสร้างผู้ซื้อเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อจีนเริ่มชะลอ นักลงทุนจากรัสเซีย ยุโรป และกลุ่มตลาดใหม่ กำลังเข้ามาเติมช่องว่างแทนคำถามสำคัญต่อจากนี้ คือ ตลาดอสังหาฯ ไทยจะสามารถกระจายฐานผู้ซื้อได้เร็วแค่ไหน ในวันที่ “ลูกค้าจีน” ไม่ได้โตเหมือนเดิมอีกต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ผังเมืองใหม่ปี 70 พลิกโฉมกรุงเทพฯ ขยาย CBD‘พระราม4-คลองเตย’ ที่ดินบิ๊กทุน-รัฐได้อานิสงส์

- ร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ (ปรับปรุงครั้งที่ 4) คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ปลายปี 2570 โดยมุ่งส่งเสริมการพัฒนาเมืองให้สอดรับกับโครงข่ายรถไฟฟ้า
- มีการขยายศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) แห่งใหม่ไปยังแนวถนนพระราม 4 และคลองเตย โดยปรับโซนสีที่ดินเป็นสีแดงเพื่อรองรับการพัฒนาอาคารสูงและโครงการขนาดใหญ่
- การปรับเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินเอื้อประโยชน์ให้ที่ดินของกลุ่มทุนขนาดใหญ่และหน่วยงานรัฐในทำเลสำคัญ เช่น โครงการวัน แบงค็อก, ที่ดินการท่าเรือฯ และที่ดินของการรถไฟฯ
การวางและจัดทำ ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ของกรุงเทพมหานครมีความก้าวหน้าไปมากล่าสุดเข้าสู่กระบวนการปิดประกาศแผนผังพร้อมข้อกำหนดเป็น 90 วัน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย หลังจากคณะกรรมการผังเมืองจังหวัดกรุงเทพมหานครมีมติเห็นชอบร่างฯ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา และประเมินว่าจะมีผลบังคับใช้ปลายปี2570 หรือประมาณเดือนกันยายนปีหน้า
โดยร่างผังเมืองรวมใหม่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากจากที่เคย “จำกัด และควบคุม” เป็นการสนับสนุนปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินในวงกว้างเพื่อให้สอดรับกับความคุ้มค่าการลงทุนโครงข่ายรถไฟฟ้าของภาครัฐในหลายเส้นทาง หรือที่เปลี่ยนจากระบบถนน สู่ระบบราง รับส่งผู้โดยสารจำนวนมาก จึงก่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการอยู่อาศัย การใช้ชีวิต และการพัฒนา จากแนวราบสู่แนวดิ่งไปทั่วทั้งเมือง อย่างไรก็ตามแม้ หลายฝ่ายมองว่าราคาที่ดินจะขยับสูง จากการปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินและการมาของรถไฟฟ้า แต่มองว่าเป็นการเพิ่มโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้า
โดยพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงปรับเพิ่มมากที่สุด คือ พื้นที่สีส้ม (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) รองรับรถไฟฟ้าสายใหม่ ทั้งลาดพร้าว รามอินทรา ฯลฯ สามารถพัฒนาคอนโดมิเนียมมากขึ้น และหากที่ดินติดสถานีรถไฟฟ้าสามารถพัฒนาอาคารขนาดใหญ่พิเศษ และอาคารสูงไม่จำกัดได้ โดย พื้นที่สีส้ม (ย.6-ย.10) มีประมาณ 349.95 ตารางกิโลเมตร เพิ่มขึ้น กว่า23%(เพิ่มขึ้น 100 ตารางกิโลเมตร) หรือ กว่า41% ของพื้นที่กรุงเทพมหานคร พื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุด ได้แก่บริเวณโซนเหนือและตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า
อย่างไรก็ตามจากการรายงานข่าวของกรุงเทพมหานครระบุว่า พื้นที่สีส้มมีการปรับเพิ่ม และลดลงในร่างผังเมืองรวมกทม.ใหม่อัปเดตล่าสุด หลังจากผ่าน การพิจารณาจากคณะกรรมการ ทั้งจากกรมโยธาธิการและผังเมืองและจากคณะกรรมการ กรุงเทพมหานคร คือ เพิ่มพื้นที่สีส้ม บริเวณ ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ศรีนครินทร์ จากพื้นที่สีเหลือง(ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย) เป็นพื้นที่สีส้ม และลดพื้นที่สีส้มปรับเพิ่มเป็นพื้นที่สีแดง (ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม) บริเวณ ทุ่งสองห้อง
ขยาย CBD ยึด’พระราม4 คลองเตย’แกนใหม่
ที่เป็นไฮไลต์ ของร่างผังเมืองรวมกทม.ใหม่ ได้ปรับการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยขยาย ศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ออกไปทางตะวันออกของCBDในปัจจุบัน (สี่พระยา สีลม สาทร สุรวงศ์) เนื่องจากพื้นที่ค่อนข้างเต็มและแออัด โดย CBDส่วนต่อขยาย จะยึดแนวของถนนพระราม4 ซึ่งเป็นเส้นทางคอร์ลิดอร์ และมีการพัฒนาของกลุ่มอาคารสูงอาคารขนาดใหญ่พิเศษตลอดแนว ตั้งแต่หัวลำโพง สามย่านมิตรทาวน์ ไปจนถึง คลองเตย โดยตลอดแนวของถนนพระราม4 จะเป็นพื้นที่สีแดง ระหว่าง พ.5 -พ.8 FAR (Floor Area Ratio) อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน7-12 หรือ สร้างได้ 7เท่าของแปลงที่ดินสำหรับ พ.5 และ สูงสุด สร้างได้ 12เท่าของแปลงที่ดินสำหรับพ.8 (รวมโบนัส)
โดย บริเวณ ที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากจะเป็นพื้นที่บริเวณโครงการวัน แบงค็อก ของตระกูลสิริวัฒนภักดี อภิโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส และมีแผนพัฒนาเป็นระยะ โดยร่างผังเมืองรวมกทม.ใหม่ ปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่สีน้ำตาล (ที่ดินประเภทหนาแน่นมาก) เป็นพื้นที่สีแดง พ.8 นอกจากนี้ยังปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินพื้นที่รอบศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นพื้นที่สีแดงระดับเดียวกัน เนื่องจากมีการพัฒนาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง
ที่น่าจับตาบริเวณคลองเตย ตลอดเส้นทางมีการรื้อทิ้งโครงสร้างอาคารเดิมเพื่อรอนักลงทุนประมูลและพัฒนาใหม่ โดยบริเวณนี้ปรับการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เพิ่มมากขึ้น รวมถึง ที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่ปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เป็นพื้นที่สีน้ำตาล ย.13 และ พื้นที่สีแดงพ.5 รองรับการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสมูลค่าแสนล้านบาท แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจะใช้ถนนนราธิวาสราชนครินทร์และมีแผนก่อสร้างถนนสายใหม่เชื่อมเข้าถึงพื้นที่ทั้งนี้ถนนพระราม4 จะเป็นถนนสายCBDส่วนต่อขยายที่ขยานไปกับถนนนราธิวาสราชนครินทร์ถนนสายเศรษฐกิจสำคัญ ที่รองรับการขยายตัวของการพัฒนาในอนาคต
ส่วนที่ดินที่ตั้งโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค หัวมุมถนนสีลม-พระราม4 ซึ่งปัจจุบันเป็นย่านCBDอยู่ก่อนแล้ว ร่างผังเมืองรวมกทม.ใหม่ ปรับการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพิ่มเป็น พ. 8 พัฒนาได้ 12 เท่าของแปลงที่ดิน จากการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสเต็มศักยภาพของพื้นที่
อัปโซน ดันที่ดินบิ๊กทุนรัฐได้อานิสงส์
“ฐานเศรษฐกิจ”สำรวจการปรับปรุงร่างผังเมืองรวมกทม.ใหม่ พบว่าหลายพื้นที่ไฮไลต์เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าจับตา ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐต่างได้อานิสงส์จากการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เพิ่มขึ้น นอกจากถนนพระราม4 อย่าง ที่ดินหัวลำโพง วัน แบกค็อก ที่ดินท่าเรือคลองเตยแล้ว ยังมีอีกหลายโซน ที่น่าจับตา
ไล่ตั้งแต่ พื้นที่โดยรอบสถานีมักกะสัน ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นศูนย์มักกะสัน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเชื่อมต่อมาจากย่านประตูน้ำ และราชปรารภ ฯลฯ ที่อยู่ในแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้ม (บางขุนนนท์-มีนบุรี ) กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็น พ.8 ซึ่งพัฒนาได้ 12 เท่าของแปลงที่ดิน เนื่องจากอยู่ย่านกลางเมือง ต้องการรองการพัฒนาในอนาคต ซึ่งบริเวณนี้จะอยู่นอกเขตที่ดิน “เมืองไฮสปีดอีอีซี” ของกลุ่มซีพีเนื่องจากใช้กฎหมายของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี ที่พัฒนาได้ 10 เท่าของแปลงที่ดิน หรือพัฒนาได้น้อยกว่าตามร่างผังเมืองกทม.ใหม่ เช่นเดียวกับพระราม9 (แยกมักกะสัน) ที่เพิ่มการพัฒนาได้ 1 2 เท่า เช่นเดียวกัน
ที่เป็นไฮไลต์ ที่ดินรอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และเตาปูนซึ่งย่านนี้ กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน พ.8 โดยกรุงเทพมหานครมองว่า มีจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทางหรือจุดตัดรถไฟฟ้าซึ่งศักยภาพไม่ต่างจากสยามสแควร์ และอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกมากจากการลงทุนของภาคเอกชนที่น่าจับตา
มาที่โซนพระราม9 -รัชดาภิเษก กำหนดให้เป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจรองหรือ CBD รอง มีรถไฟฟ้าตัดกันสองสาย ทั้ง MRT ใต้ดินสายสีน้ำเงินและสายสีส้ม โดยบริเวณนี้มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยเพิ่มการใช้ประโยชน์ที่ดินสีน้ำตาล และพื้นที่สีแดง พ.7 โดยเฉพาะบริเวณที่ดินโครงการมิกซ์ยูสของบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด(มหาชน) หรือ CPN สามารถพัฒนาได้มากถึง 10 เท่าของแปลงที่ดิน เช่นเดียวกับโซนห้าแยกลาดพร้าว มีการเปลี่ยนแปลงสูงเช่นกัน ซึ่งมีทั้งพื้นที่สีแดงและพื้นที่สีน้ำตาล พัฒนาอาคารสูงอาคารขนาดใหญ่พิเศษและมิกซ์ยูสได้ค่อนข้างมาก หากที่ดินติดสถานีรถไฟฟ้า
ขณะที่พื้นที่เขตสัมพันธวงศ์ ย่านเยาวราช ศูนย์กลางธุรกิจการค้าเก่าแก่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สีแดง จากเดิมพ.3 ปรับการใช้ประโยชน์เป็น พ.5 โดยเฉพาะเวิ้งนครเกษม ที่ดินทำเลศักยภาพ ของบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ที่กำลังพัฒนา โครงการมิกซ์ยูส ขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับ เอเชียทีค ของ AWC ที่ดินประวัติศาสตร์แห่งสายน้ำ ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สีแดง เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ที่ดินย่านนอร์ธปาร์ค และบริเวณสถานีรถไฟฟ้าทุ่งสองห้อง เพิ่มการใช้ประโยชน์ที่ดินจาก พื้นที่สีส้มเป็นพื้นที่สีแดง พ.5 พัฒนาได้ 7เท่าของแปลงที่ดิน ซึ่งสามารถพัฒนาอาคารสำนักงานรองรับนักลงทุนเดินทางมาจากสนามบินดอนเมือง ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากอีกแห่งคือโซนดอนเมือง จากพื้นที่สีเหลือง ปรับเป็นพื้นที่สีส้ม รองรับโครงการรถไฟความเร็วสูงอีอีซีและรถไฟไทย-จีน รวมถึง สนามบินดอนเมือง ซึ่งจะพัฒนาได้มากขึ้น จากแนวราบเป็นแนวดิ่งเป็นต้น
ดาวน์โซนที่ดินชาวบ้านร้องขออนุรักษ์พื้นที่
นอกจากพื้นที่ที่มีการปรับเพิ่มแล้ว ยังมีพื้นที่ปรับลดการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น บริเวณแยกอโศก-รัชดาฯ ถนนสุขุมวิท เขตวัฒนา เดิมผังเมืองรวมกทม.ใหม่ปรับจากพื้นที่สีน้ำตาลเป็นพื้นที่สีแดงแต่คนในพื้นที่คัดค้านเพราะไม่ต้องการให้นักลงทุนและคนต่างถิ่นเข้ามาขยับขยายศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน โรงแรมฯลฯ โดยต้องการให้เป็นที่อยู่อาศัยเช่นเดิม เช่นเดียวกับย่านชายทะเลบางขุนเทียน ปรับลดจาก พื้นที่ ก.2 (ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม สีขาวมีกรอบและเส้นทแยงสีเขียว) เป็น ก.1 เพื่อเป็นพื้นที่อนุรักษ์ชายทะเล
รับเมืองขยาย 20-30ปี เพิ่มขีดแข่งขัน สิงคโปร์-ฮ่องกง
อย่างไรก็ตามการปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินครั้งใหญ่ของร่างผังเมืองรวมกทม.ใหม่ ทางกรุงเทพมหานคร ต้องการ รองรับการขยายตัวของเมือง ในอนาคต และตอบโจทย์การลงทุนในอีก20-30ปีข้างหน้า รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มวัยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในกรุงเทพมหานครแนวเส้นทางรถไฟฟ้า
ที่สำคัญยัง เพิ่มขีดการแข่งขัน กับประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง จากการขยายการพัฒนาเมือง การลงทุนในหลากหลายรูปแบบของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ในอนาคต โดยเฉพาะเมืองอัจฉริยะ เมืองสีเขียว หรือ Green City เมืองที่ออกแบบและบริหารจัดการโดยผสมผสานธรรมชาติเข้ากับสิ่งปลูกสร้างอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นการลดมลพิษ ใช้พลังงานสะอาด และเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในเมือง

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 29 พ.ค.69 ‘แข็งค่า‘ ตอบรับข่าวเจรจาหยุดยิง

- เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 29 พ.ค. แข็งค่าขึ้นที่ระดับ 32.55 บาทต่อดอลลาร์ จากวันก่อนหน้าที่ปิดที่ 32.69 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังมีข่าวความคืบหน้าการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งบรรลุข้อตกลงขยายเวลาหยุดยิง 60 วัน
- การแข็งค่ายังสอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และข้อมูลเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ทำให้นักลงทุนลดความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.55 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45 -32.70 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น เข้าใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.52-32.73 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวลดลงของ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการทยอยรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่สามารถกลับมาแถวโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ท่ามกลางกระแสข่าวว่า สหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้บรรลุข้อตกลง MOU ในการขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน เพื่อเดินหน้าการเจรจาหยุดยิงให้มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น
โดยสาระสำคัญของ MOU ล่าสุด นั้น จะมีประเด็น การรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือ และการเปิดเส้นทางการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ซึ่งภาพดังกล่าวทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมากขึ้น นอกจากนี้ ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ได้ออกมาผสมผสาน โดยทั้ง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 (+1.6%q/q, annualized) และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ต่างออกมาแย่กว่าคาด ส่วนอัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนเมษายน ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 3.8% ตามคาด แต่โมเมนตัมอัตราเงินเฟ้อ PCE (%m/m) กลับชะลอลงสู่ระดับ 0.4% น้อยกว่าที่ตลาดคาด เช่นเดียวกันกับ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน แม้จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.3% ตามคาด แต่โมเมนตัม (%m/m) ได้ชะลอลงเล็กน้อยสู่ระดับ 0.2% น้อยกว่าที่ตลาดคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดไม่ได้กังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ มากนัก ซึ่งทั้งแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีพัฒนาการดีขึ้น และรายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่สอดคล้องกับคาดการณ์ของตลาด ส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ เหลือโอกาสราว 59% จากราว 70%-75% ในช่วงก่อนตลาดทยอยรับรู้ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways แถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากที่ผู้เล่นในตลาดได้รับรู้พัฒนาการล่าสุดของสถานการณ์ในตะวันออกกลางไปพอสมควรแล้ว แต่เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงสงวนท่าทีระมัดระวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางอยู่ แม้จะยังมีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝ่าย (Cautiously Optimistic) ทำให้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด สะท้อนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ และยังคงให้โอกาสราว 59%
โดยเรามองว่า เงินบาทจะสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ (และอาจแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากโซนดังกล่าว) เมื่อทั้งสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิงและนำไปสู่การทยอยเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง
ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ เรามองว่า หากสถานการณ์กลับมาร้อนแรงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเจรจาหยุดยิง เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้าง กลับไปทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทยอยกลับมาเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ตอบรับรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด และพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีความคืบหน้ามากขึ้น ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor เป็นหลัก นำโดย Microsoft +3.5%, AMD +4.6% ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.58% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.91%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลง -0.49% โดยตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันในช่วงแรกตามความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ก่อนที่ตลาดหุ้นยุโรปจะทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง จากอานิสงส์การปรับตัวขึ้นของหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +1.1% ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งสหรัฐฯ และกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน ใกล้บรรลุข้อตกลง เพื่อขยายเวลาหยุดยิงไปอีก 60 วัน
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาทยอยปรับตัวลงสู่ระดับ 4.45% สอดคล้องกับการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ของบรรดาผู้เล่นในตลาด ตอบรับทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน และพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความคืบหน้ามากขึ้น ทั้งนี้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับสูงกว่า 4.50% มีความน่าสนใจชัดเจนและสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงสอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จากทั้งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสานและพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความคืบหน้ามากขึ้น อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่สูงอยู่นั้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะการถือครองอย่างมีนัยสำคัญ จนกว่าจะเห็นการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่เป็นรูปธรรม ซึ่งช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.0 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9 -99.4 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ได้กดดันให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลง พร้อมหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) พลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น เข้าใกล้โซน 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะเผชิญแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังสูงอยู่ ซึ่งช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นต่อของราคาทองคำ
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ตามกระแสข่าวที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลง MOU ขยายเวลาหยุดยิงไปอีก 60 วัน เพื่อเดินหน้าการเจรจาต่อเนื่อง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ขอยอมแพ้! “วิว กุลวุฒิ” ถอนตัวจากการแข่งขันแบดมินตัน สิงคโปร์ โอเพ่น 2026

“วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันขวัญใจชาวไทย ตัดสินใจขอยอมแพ้ในการแข่งขันรายการ สิงคโปร์ โอเพ่น 2026 รายการระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 750 ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569
โดยในประเภทชายเดี่ยว รอบสอง นักตบลูกขนไก่ชาวไทยวัย 25 ปี มืออันดับ 2 ของโลก ผ่านเข้ารอบมาพบกับ ลักษยา เซน นักแบดมินตันชาวอินเดีย มืออันดับ 10 ของโลก
อย่างไรก็ตามหลังแข่งขันไปเพียงไม่นาน ขณะที่ นักแบดมินตันชาวอินเดีย นำอยู่ 2-0 คะแนน ทางด้าน “วิว กุลวุฒิ” มีอาการเจ็บบริเวณหลัง ทำให้ปรึกษากับทีมก่อนตัดสินใจขอยอมแพ้
สำหรับทีมงานของ “วิว กุลวุฒิ” จะทำการตรวจเช็กอาการบาดเจ็บอีกครั้ง เพื่อประเมินสภาพร่างกายว่าจะหายทันพร้อมลงแข่งขันในรายการใหญ่อย่าง อินโดนีเซีย โอเพ่น 2026 ทัวร์นาเมนต์ระดับ เวิลด์ ทัวร์ ซูเปอร์ 1000 ในช่วงสัปดาห์หน้าทันหรือไม่
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ตาขาวไม่ใส เกิดจากอะไร? เผยเคล็ดลับง่ายๆ ทำให้กลับมาสดใสเหมือนเดิม

ตาขาวไม่ใส เหลือง หมอง หรือแดง เกิดจากอะไร? พร้อมวิธีดูแลให้ดวงตากลับมาสดใส
ตาขาวไม่ใส เกิดจากอะไร? เคยสังเกตไหมว่า บางคนดวงตาดูใส สดชื่น มองแล้วสะดุดตา แต่พอมองกลับมาที่ตัวเอง กลับรู้สึกว่าตาขาวดูหมอง เหลือง หรือมีเส้นเลือดแดงจนดูไม่สดใสเหมือนคนอื่น
จริงๆ แล้ว “ตาขาวไม่ใส” สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งเรื่องพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน อาการภูมิแพ้ ไปจนถึงสัญญาณสุขภาพบางอย่างที่ไม่ควรมองข้าม วันนี้เราจะพาไปดูกันว่า ต้นเหตุของตาขาวไม่ใสมีอะไรบ้าง และควรดูแลอย่างไรให้ดวงตากลับมาดูสดใสอีกครั้ง
1. ตาขาวระคายเคืองจากฝุ่น แสงแดด หรือใช้สายตาหนัก
สาเหตุ
ตาขาวที่ดูหมองหรือไม่ใส อาจเกิดจากอาการระคายเคืองของดวงตา ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง ควัน แสงแดด ลม หรือการใช้สายตาหนักเกินไป เช่น จ้องหน้าจอเป็นเวลานาน จนทำให้เยื่อบุตาอักเสบและดูไม่สดใส
วิธีดูแล
- หลีกเลี่ยงการขยี้ตาบ่อยๆ
- ล้างหน้าและทำความสะอาดรอบดวงตาให้สะอาด
- พักสายตาระหว่างวัน
- หากมีอาการตาแห้งหรือระคายเคือง สามารถใช้น้ำตาเทียมหรือยาหยอดตาได้ แต่ไม่ควรใช้ต่อเนื่องนานๆ โดยไม่ปรึกษาจักษุแพทย์
2. ภูมิแพ้ ทำให้ตาคัน ตาแดง ตาขาวไม่ใส
สาเหตุ
คนที่เป็นภูมิแพ้มักมีอาการคันตา ระคายเคือง และเผลอขยี้ตาบ่อยๆ ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยในตาขยายตัว จนตาดูแดงหรือหมองคล้ำกว่าปกติ
วิธีดูแล
- ใช้น้ำตาเทียมแบบไม่มีสารกันเสีย เพื่อช่วยชะล้างสารก่อภูมิแพ้
- ประคบเย็นบริเวณดวงตาเมื่อมีอาการคัน
- หลีกเลี่ยงการขยี้ตา เพราะอาจทำให้เส้นเลือดฝอยแตกและอักเสบมากขึ้น
- หากอาการเป็นบ่อย ควรพบแพทย์เพื่อรับยารักษาภูมิแพ้โดยตรง
3. ตาขาวอักเสบจากคอนแทคเลนส์หรือเครื่องสำอาง
สาเหตุ
การใส่คอนแทคเลนส์ไม่สะอาด หรือมีเศษเครื่องสำอาง ฝุ่น และสิ่งสกปรกเข้าสู่ดวงตา อาจทำให้เกิดการอักเสบได้ บางคนอาจมีอาการปวดตา ตาแดงเข้ม หรือมีตุ่มเล็กๆ ร่วมด้วย
วิธีดูแล
- หยุดใส่คอนแทคเลนส์ชั่วคราว
- หลีกเลี่ยงการแต่งตาหากมีอาการอักเสบ
- หากตาแดงมาก เจ็บตา หรือมีอาการบวม ควรรีบพบจักษุแพทย์
- ไม่ควรซื้อยาหยอดตามาใช้เอง เพราะอาจรักษาไม่ตรงจุด
4. พักผ่อนน้อย เล่นมือถือหนักเกินไป
สาเหตุ
การนอนดึก เล่นมือถือ หรือจ้องคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ดวงตาทำงานหนัก เกิดอาการตาแห้งและเยื่อบุตาอักเสบได้ง่าย จนตาดูแดง มีเส้นเลือดขึ้น หรือดูไม่สดใส
วิธีดูแล
- พักสายตาทุก 1-2 ชั่วโมง
- ใช้กฎ 20-20-20 คือ ทุก 20 นาที ให้มองไกล 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- ใช้น้ำตาเทียมเพิ่มความชุ่มชื้น
- ไม่เล่นมือถือในที่มืด
- หลีกเลี่ยงการนอนตะแคงเล่นมือถือ เพราะทำให้ดวงตาทำงานหนักเกินไป
หากลองลดการใช้หน้าจอและพักผ่อนให้เพียงพอประมาณ 1 สัปดาห์ หลายคนจะเริ่มสังเกตได้ว่าตาขาวดูใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
5. ตาขาวเหลือง อาจเป็นสัญญาณโรคตับหรือโรคไต
สาเหตุ
หากตาขาวมีสีเหลืองชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณใต้เปลือกตาก็ยังเหลือง อาจไม่ใช่แค่อาการระคายเคืองทั่วไป แต่อาจเกี่ยวข้องกับโรคตับ ไวรัสตับอักเสบ ดีซ่าน หรือปัญหาเกี่ยวกับไตได้
วิธีดูแล
- ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
- หากมีอาการร่วม เช่น ตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อ่อนเพลีย หรือเปลือกตาบวม ควรเข้ารับการตรวจทันที
- หลีกเลี่ยงการซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
วิธีดูแลดวงตาให้ตาขาวใส สุขภาพดี
- นอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง
- ดื่มน้ำมากๆ
- กินผักและผลไม้ที่มีวิตามินเอและวิตามินซี
- สวมแว่นกันแดดเมื่อออกกลางแจ้ง
- ลดการใช้หน้าจอเป็นเวลานาน
- หลีกเลี่ยงควันบุหรี่และมลภาวะ
- ไม่ขยี้ตาบ่อยๆ
ดวงตาที่สดใสไม่ใช่แค่ช่วยให้ใบหน้าดูสดชื่นขึ้นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสุขภาพโดยรวมของร่างกายอีกด้วย หากดูแลสายตาอย่างเหมาะสม และพักผ่อนให้เพียงพอ ก็จะช่วยให้ตาขาวกลับมาดูใส สุขภาพดี และลดปัญหาตาแดงตาหมองได้มากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
เพลงภาษาอังกฤษง่ายๆ ตัวช่วยปลดล็อกทักษะภาษาสำหรับผู้เริ่มต้น

การเรียนภาษาอังกฤษในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนหรือการนั่งท่องตำราไวยากรณ์หนาๆ อีกต่อไปแล้วครับ หลายคนมักจะเจอปัญหาว่าเรียนแกรมม่ามาหลายปีแต่ก็ยังไม่กล้าอ้าปากพูด หรือฟังชาวต่างชาติไม่ทัน วิธีแก้ปัญหาที่ผ่อนคลายและได้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่งคือการเริ่มต้นฝึกฝนผ่านการฟัง เพลงภาษาอังกฤษง่ายๆ ในชีวิตประจำวันครับ เพราะเสียงเพลงและทำนองจะช่วยให้สมองของเราซึมซับภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่รู้ตัว
ในยุคปี 2026 ที่สื่อออนไลน์เข้าถึงได้ง่ายในทุกแพลตฟอร์ม การเปลี่ยนเวลาว่างระหว่างเดินทางหรือการทำงานบ้านให้เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ผ่านบทเพลงสากล ถือเป็นไลฟ์สไตล์ที่คนรุ่นใหม่นิยมกันมาก วันนี้ EngDuo Thailand จะมาเผยเทคนิคการเลือกเพลงและการฝึกฝนที่จะช่วยเปลี่ยนเสียงดนตรีให้กลายเป็นบทเรียนภาษาอังกฤษสุดสนุกและนำไปใช้งานได้จริงครับ
ทำไมการเริ่มต้นด้วย เพลงภาษาอังกฤษง่ายๆ ถึงได้ผลดีที่สุดสำหรับผู้เรียน
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ การข้ามไปฟังข่าวภาษาอังกฤษหรือดูภาพยนตร์แบบไม่มีซับไตเติลอาจจะทำให้รู้สึกท้อแท้และล้มเลิกได้ง่ายครับ การเลือกฟัง เพลงภาษาอังกฤษง่ายๆ จึงเป็นบันไดขั้นแรกที่เหมาะสมที่สุด เพราะเพลงกลุ่มนี้มักจะใช้โครงสร้างประโยคที่ไม่ซับซ้อนและเลือกใช้คำศัพท์ในชีวิตประจำวันที่เราคุ้นเคยกันดี
นอกจากนี้ บทเพลงสากลที่ฟังสบายมักจะมีการร้องที่ชัดเจน ไม่รวดเร็วเกินไป ทำให้นักเรียนสามารถฝึกจับใจความและสังเกตวิธีการออกเสียงของเจ้าของภาษาได้อย่างละเอียด การฟังซ้ำๆ ยังช่วยกระตุ้นความจำระยะยาว ทำให้เราจดจำวลีและสำนวนต่างๆ นำไปปรับใช้ในบทสนทนาจริงได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแปลในใจครับ
เทคนิคการเลือกเพลงสากลสำหรับการฝึกภาษาสำหรับมือใหม่
การเลือกเพลงเพื่อฝึกฝนก็เหมือนกับการเลือกอาหารสมองครับ หากเลือกเพลงที่ยากเกินไปก็อาจจะเคี้ยวลำบาก ลองมาดูเทคนิคการคัดสรรบทเพลงที่จะช่วยให้การเรียนรู้ของคุณลื่นไหลและประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้นครับ
เลือกเพลงที่มีจังหวะช้าและทำนองฟังสบาย
เพลงแนวอะคูสติกหรือป๊อปคลาสสิกมักจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดครับ เพราะนักร้องจะไม่ออกเสียงเร็วเกินไป ช่วยให้เราได้ยินเสียงท้ายคำอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง
เนื้อเพลงที่มีการซ้ำท่อนฮุกบ่อยๆ
เพลงที่มีโครงสร้างประโยคซ้ำๆ จะช่วยให้สมองของเราเกิดความคุ้นเคยได้เร็วขึ้น ทุกครั้งที่ท่อนฮุกดังขึ้น เราจะสามารถร้องตามได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นการฝึกความมั่นใจในการใช้ภาษาไปในตัวครับ
หลีกเลี่ยงเพลงที่มีคำสแลงหรือภาษาเฉพาะกลุ่มมากเกินไป
ในช่วงเริ่มต้น แนะนำให้เลี่ยงเพลงแนวฮิปฮอปหรือแร็ปก่อนครับ เพราะเพลงเหล่านั้นมักจะมีการรวบเสียงค่อนข้างมากและใช้ภาษาพูดเฉพาะกลุ่ม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความสับสนและนำไปใช้ในงานที่เป็นทางการผิดบริบทได้ครับ
แนะนำรายชื่อเพลงสากลยอดนิยมที่ฟังง่ายและได้คลังศัพท์เพียบ
หากคุณยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นกดเพลย์ลิสต์ไหนดี วันนี้เรามีเพลงสากลอมตะฟังสบายที่เหมาะแก่การฝึกฝนมาแนะนำครับ เช่น เพลง You Are My Sunshine ซึ่งเป็นเพลงที่เด็กและผู้ใหญ่ทั่วโลกคุ้นเคย เนื้อร้องสั้นกระชับและใช้ไวยากรณ์ที่ตรงไปตรงมา หรือเพลง Count on Me ของ Bruno Mars ที่บอกเล่าเรื่องราวมิตรภาพด้วยคำศัพท์พื้นฐานที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง
การฝึกถอดคำศัพท์จากเพลงเหล่านี้จะช่วยให้คุณเห็นการเชื่อมเสียงที่น่าสนใจ ซึ่งคุณสามารถเข้าไปสืบค้นเนื้อเพลงที่ถูกต้องเพื่อเปิดดูควบคู่ไปกับการฟังได้ที่เว็บไซต์คลังเนื้อเพลงสากลระดับโลกอย่าง AZLyrics เพื่อเช็คความถูกต้องของตัวอักษรและคำแปลได้ทันทีครับ
ตารางสรุป: เพลงภาษาอังกฤษง่ายๆ และจุดเด่นในการพัฒนาทักษะ
ลองดูตารางวิเคราะห์บทเพลงที่แนะนำด้านล่างนี้ เพื่อให้คุณสามารถเลือกเพลงที่ตรงกับระดับทักษะและความต้องการในการฝึกฝนของตนเองได้เลยครับ
| ชื่อบทเพลงสากล | ชื่อศิลปินเจ้าของเพลง | ระดับความยากง่าย | จุดเด่นในการเรียนรู้และฝึกภาษา |
|---|---|---|---|
| You Are My Sunshine | Jimmie Davis / Various | ง่ายมาก | ฝึกคำศัพท์พื้นฐานและการแต่งประโยคบอกเล่าสั้นๆ |
| Count on Me | Bruno Mars | ง่าย | เรียนรู้เรื่องการนับตัวเลขและสำนวนเกี่ยวกับมิตรภาพ |
| Wonderful Tonight | Eric Clapton | ง่าย | ฝึกการใช้คำคุณศัพท์บรรยายลักษณะและอารมณ์ |
| Perfect | Ed Sheeran | ปานกลาง | เรียนรู้การใช้ประโยคบอกความรู้สึกและไวยากรณ์ขั้นกว่า |
| Love Yourself | Justin Bieber | ปานกลาง | ฝึกการฟังภาษาพูดและการตัดรูปประโยคในชีวิตประจำวัน |
วิธีการฝึกร้องตามด้วยเทคนิค Shadowing เพื่อสำเนียงที่เป๊ะขึ้น
เมื่อเลือกเพลงได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการฝึกออกเสียงครับ เทคนิคที่ผู้เชี่ยวชาญภาษาแนะนำคือการทำ Shadowing หรือการร้องเพลงออกเสียงไปพร้อมๆ กับนักร้องโดยพยายามเลียนแบบน้ำเสียง การเว้นจังหวะ และการเน้นเสียงหนักเบาให้ใกล้เคียงที่สุด
การฝึกแบบนี้วันละ 15-20 นาที จะช่วยปรับรูปปากและลิ้นของคุณให้คุ้นเคยกับธรรมชาติของภาษาอังกฤษ ช่วยลดความประหม่าเวลาที่ต้องไปพูดคุยจริงกับชาวต่างชาติ และทำให้คุณกลายเป็นนักสื่อสารที่มีบุคลิกภาพและความมั่นใจที่โดดเด่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ
ข้อควรระวังในการเรียนไวยากรณ์จากเนื้อเพลงสากล
แม้ว่าเสียงเพลงจะเป็นครูที่ดี แต่ก็มีสิ่งที่คุณต้องคัดกรองเช่นกันครับ เนื่องจากเนื้อเพลงจัดเป็นงานศิลปะ บางครั้งศิลปินอาจมีการละเมิดกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์บางประการเพื่อให้คำลงสัมผัสทำนองได้อย่างสวยงาม เช่น การใช้ประโยคปฏิเสธซ้อนกัน หรือการตัดทอนคำนามประธาน ดังนั้นการมีที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญคอยชี้แนะจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณไม่นำภาษาเพลงไปใช้ผิดกาลเทศะในจดหมายธุรกิจหรืองานเขียนที่เป็นทางการครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ เพลงภาษาอังกฤษง่ายๆ
เราควรเปิดซับไตเติลภาษาไทยควบคู่ไปด้วยไหมเวลาฝึกฟังเพลงสากล? ในช่วงแรกสามารถเปิดดูคำแปลภาษาไทยเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาโดยรวมได้ครับ แต่เมื่อเริ่มคุ้นเคยแล้ว แนะนำให้เปลี่ยนมาดูเนื้อเพลงภาษาอังกฤษล้วน เพื่อให้สมองได้โฟกัสกับการเชื่อมโยงเสียงร้องกับตัวอักษรโดยตรงครับ
การฝึกภาษาจากเพลงสากลใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเริ่มพูดคล่องขึ้น? หากฝึกฟังและร้องตามอย่างสม่ำเสมอวันละ 1-2 เพลง คุณจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงเรื่องคลังคำศัพท์และความกล้าในการออกเสียงภายใน 1-2 เดือนแรกแน่นอนครับ ทั้งนี้ควรควบคู่ไปกับการฝึกสนทนาจริงด้วยครับ
ทำไมเพลงภาษาอังกฤษบางเพลงถึงใช้แกรมม่าไม่ตรงตามตำราเรียน? เนื่องจากเนื้อเพลงคืองานศิลปะ ศิลปินมักจะได้รับอนุญาตพิเศษทางภาษาที่เรียกว่า Poetic License เพื่อปรับเปลี่ยนรูปประโยคให้ลงจังหวะดนตรีได้สวยงาม จึงควรเน้นจำคำศัพท์และสำนวนมากกว่าการจำโครงสร้างแกรมม่าทั้งหมดจากเพลงครับ
เด็กๆ หรือผู้ใหญ่ที่ไม่มีพื้นฐานเลยสามารถเริ่มต้นฝึกจากเพลงแนวไหนดีที่สุด? แนะนำให้เริ่มต้นจากเพลงกล่อมเด็ก (Nursery Rhymes) หรือเพลงป๊อปคลาสสิกยุคเก่าครับ เพราะคำศัพท์จะง่ายและมีจังหวะการร้องที่ช้า ชัดเจน ไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับการปูพื้นฐานครับ
เราสามารถนำประโยคเด็ดจากเนื้อเพลงสากลไปใช้เขียนอีเมลสมัครงานได้ไหม? ต้องระวังครับ ประโยคในเนื้อเพลงส่วนใหญ่มักเป็นภาษาพูดและเน้นการแสดงอารมณ์ส่วนบุคคล หากต้องการใช้ในบริบทธุรกิจหรือการสมัครงาน ควรเลือกใช้ประโยคที่เป็นทางการและตรงตามหลักโครงสร้างแกรมม่าของสถาบันภาษาระดับสากลจะปลอดภัยที่สุดครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
ไทยรั้งอันดับ 89 โลก ใช้ AI แค่ 10.7% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก

- ประเทศไทยมีอัตราการใช้ AI เพียง 10.7% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก (16.3%) ส่งผลให้ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 89 ของโลก
- เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน อัตราการใช้ AI ของไทยยังตามหลังหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ (60.9%) เวียดนาม (23.5%) และมาเลเซีย (19.7%)
- อันดับที่ต่ำสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล การขาดทักษะ AI ของประชาชน และการนำไปประยุกต์ใช้ในภาคเศรษฐกิจที่ยังจำกัด
ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล หลังข้อมูลจากรายงาน “Global AI Adoption in 2025 : A Widening Digital Divide” ระบุว่า ไทยมีอัตราการใช้งาน AI เพียง 10.7% ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้ไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 89 ของโลก ในช่วงครึ่งหลังปี 2025 ซึ่งถือเป็นอันดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน
ตัวเลขดังกล่าวยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ 16.3% และสะท้อนว่า แม้ประเทศไทยจะเริ่มมีการพูดถึง AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การใช้งานจริงในระดับประชาชนยังอยู่ในวงจำกัด
สิงคโปร์นำโด่ง เวียดนามแซงไทยชัดเจน
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค พบว่าช่องว่างด้านเทคโนโลยีของไทยยิ่งชัดเจนมากขึ้น โดยสิงคโปร์มีอัตราการใช้งาน AI สูงถึง 60.9% หรือมากกว่าไทยเกือบ 6 เท่า พร้อมก้าวขึ้นสู่อันดับ 2 ของโลก
ขณะที่เวียดนามมีสัดส่วนผู้ใช้งาน AI อยู่ที่ 23.5% ครองอันดับ 38 ของโลก ส่วนมาเลเซียอยู่ที่ 19.7% ฟิลิปปินส์ 18.3% และอินโดนีเซีย 12.7% ซึ่งทั้งหมดมีอัตราการใช้งานสูงกว่าไทย
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า หลายประเทศในอาเซียนกำลังเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ AI อย่างจริงจัง ทั้งในด้านการศึกษา การเงิน อุตสาหกรรม การค้าดิจิทัล และบริการภาครัฐ

ไทยติดกลุ่มท้าย สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง
รายงานยังระบุว่า ไทยถูกจัดอันดับร่วมกับประเทศที่ยังมีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างนิการากัวและอิหร่าน สะท้อนว่าประเทศไทยยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ทักษะด้าน AI ของประชาชน รวมถึงการนำ AI ไปประยุกต์ใช้งานในภาคเศรษฐกิจจริง
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ “Digital Divide” หรือความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เนื่องจากประชากรไทยเกือบ 90% ยังไม่ได้ใช้งาน AI หรือเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีดังกล่าว
โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยในยุค AI Economy
สถานการณ์นี้อาจส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI Economy ซึ่ง AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบเศรษฐกิจโลก
ที่ผ่านมา ไทยเริ่มเห็นการลงทุนด้าน Data Center, Cloud และโครงสร้างพื้นฐาน AI เพิ่มขึ้น ทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงการเข้ามาของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ต้องการใช้ไทยเป็นฐานลงทุนดิจิทัลในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการใช้งานจริงของประชาชนยังสะท้อนว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไทยไม่สามารถเร่งสร้างทักษะ AI ให้ประชาชนเข้าถึงและใช้งานได้จริง
ท่ามกลางการแข่งขันด้าน AI ที่กำลังรุนแรงขึ้นทั่วโลก อันดับ 89 ของไทยจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขเชิงสถิติ แต่สะท้อนถึงโจทย์ใหญ่ของประเทศในการเร่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อไม่ให้ไทยตกขบวนการแข่งขันโลกในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ราชินีสมุนไพร “กะเพรา” ผักสวนครัวที่คุ้นเคย เจาะลึกประโยชน์และโทษที่หลายคนไม่รู้

เจาะลึก “กะเพรา” ผักสวนครัวฉายา “ราชินีสมุนไพร” แพทย์โบราณใช้เป็นยากว่า 5,000 ปี เปิดประโยชน์และโทษที่หลายคนไม่รู้
สำหรับคนไทย “กะเพรา” อาจเป็นแค่ผักสวนครัวในเมนูสิ้นคิดอย่างผัดกะเพรา แต่รู้หรือไม่ว่าในศาสตร์การแพทย์อายุรเวทของอินเดียที่มีมานานกว่า 5,000 ปี กะเพราได้รับการยกย่องให้เป็นถึง “ราชินีแห่งสมุนไพร” (Queen of Herbs) ที่มีสรรพคุณดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ใช่แค่ผักแต่งกลิ่นธรรมดาๆ เลย
ทำความรู้จัก “กะเพรา” ในมุมวิทยาศาสตร์
กะเพรา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum tenuiflorum (ชื่อสามัญ: Holy basil หรือ Sacred basil) เป็นไม้ล้มลุกในวงศ์ Lamiaceae ที่มีรสชาติเผ็ดร้อนเป็นเอกลักษณ์ ตำราสมุนไพรไทยระบุว่า กะเพรามีฤทธิ์ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่นท้อง บำรุงธาตุ และช่วยย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี
ในท้องตลาดและวิถีชาวบ้านจะแบ่งกะเพราออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก (และมีสายพันธุ์ลูกผสม) ซึ่งมีความโดดเด่นต่างกัน ดังนี้:
- กะเพราขาว: ใบใหญ่ สีเขียวสด กลิ่นหอมละมุน มีกลิ่นเขียวเล็กน้อย นิยมใช้ปรุงอาหารทั่วไป
- กะเพราแดง: กิ่งก้านและใบมีสีอมแดงอมม่วง ใบเล็กกว่า แต่กลิ่นหอมฉุนและรสชาติเผ็ดร้อนกว่ามาก นิยมใช้ทำอาหารรสจัดเพื่อดับกลิ่นคาว เช่น ผัดเผ็ด ต้มโคล้ง แกงป่า
เคล็ดลับความแซ่บ: ถ้าอยากทำ “ผัดกะเพรา” ให้หอมฉุนเตะจมูก รสชาติถึงใจ แนะนำให้เลือก “กะเพราแดง” และถ้าเลือกกำที่มี “ดอกกะเพรา” ติดมาด้วย จะยิ่งเพิ่มความหอมเข้มข้นขึ้นอีกเป็นเท่าตัว!นอกจากนี้ยังเหมาะกับเมนูต้มยำ ผัดฉ่า หรือทอดมันอีกด้วย
ประโยชน์ทางการแพทย์ (ตามศาสตร์อายุรเวท)
- ใช้ปรับสมดุลธาตุในร่างกาย
- ช่วยรับมือความเครียด
- ใช้รักษาหวัด ปวดหัว ระบบย่อยอาหาร อักเสบ โรคหัวใจ
- เสริมภูมิคุ้มกัน
- ขับสารพิษ
- เชื่อว่าช่วยให้อายุยืน
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่น่าทึ่ง
1. ต้านอนุมูลอิสระ ลดความผิดปกติของเซลล์
2. ลดความดันโลหิต
3. ลดไขมันในเลือด
4. ปกป้องหัวใจ
5. รักษาแผลในกระเพาะอาหาร
6. ลดการบีบตัวของลำไส้
7. ขับลมในเด็กทารก
8. ต้านอักเสบ
9. แก้ปวด
10. ปกป้องตับ
11. ควบคุมน้ำตาลในเลือด (เบาหวาน)
12. ต้านแบคทีเรียในลำไส้
13. รักษาสิว
วิธีการบริโภคกะเพราเพื่อสุขภาพ
ปัจจุบันเราสามารถรับประโยชน์จากกะเพราได้หลายรูปแบบตามความสะดวก:
- ใช้ปรุงอาหาร: กินใบสดกึ่งดิบ หรือผัดในเมนูต่างๆ ได้คุณค่าจากธรรมชาติ
- ชากะเพรา: ใช้ใบหรือผงแห้ง 2-3 ช้อนชา ชงในน้ำเดือด ทิ้งไว้ 5-6 นาที จิบอุ่นๆ ช่วยผ่อนคลายระบบย่อยอาหาร
- อาหารเสริมแบบแคปซูล: สะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการทานเพื่อบำรุงร่างกายระยะยาว
- น้ำมันหอมระเหย: สกัดจากใบและดอก ใช้สูดดมเพื่อลดความเครียด
ข้อควรระวัง: ประโยชน์เยอะ แต่ใช่ว่าจะกินเท่าไหร่ก็ได้!
ในกะเพรามีสารสำคัญชื่อว่า “ยูจินอล” (Eugenol) ซึ่งหากร่างกายได้รับในปริมาณที่มากเกินไป (เช่น จากสารสกัดหรืออาหารเสริม) อาจก่อให้เกิดผลเสียได้ จึงมีข้อควรระวังสำหรับคนเฉพาะกลุ่มดังนี้:
- ผลข้างเคียงทั่วไป: หากทานมากเกินไปอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือหัวใจเต้นเร็ว
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร: ควรหลีกเลี่ยงสารสกัดหรืออาหารเสริมจากกะเพรา เพราะอาจส่งผลต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์
- คุณผู้ชาย: การทานสารสกัดกะเพราปริมาณสูงต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์และทำให้มีบุตรยาก
- ผู้ที่ทานยาละลายลิ่มเลือด: กะเพรามีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด หากทานร่วมกับยาละลายลิ่มเลือด อาจทำให้เสี่ยงต่อภาวะเลือดออกง่ายขึ้น
หมายเหตุ: หากต้องการใช้กะเพราในรูปแบบอาหารเสริมหรือสารสกัดเพื่อรักษาโรค ควรกำกับดูแลและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 29/5/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 69,200.00 | 69,400.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,473.00 | 67,810.68 | 70,200.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,025.70 | 61,029.61 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,578.40 | 54,248.54 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,012.85 | 30,514.81 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,565.55 | 23,733.74 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,635.23 | 70,270.09 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 29/5/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 43.60 | 43.60 | 44.10 | 43.60 | 43.60 | 43.60 | 43.60 | 43.60 | 43.60 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 43.23 | 43.23 | 43.73 | 43.23 | 43.23 | 43.23 | 43.23 | 43.23 | 43.23 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 37.90 | 37.90 | 38.40 | 37.90 | – | 37.90 | 37.90 | 37.90 | 37.90 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 33.84 | 33.84 | – | – | – | – | – | – | 33.84 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 51.69 | 54.14 | 49.84 | – | – | – | – | – | 51.69 |
| เบนซิน 95 | 53.19 | – | – | 54.11 | – | 53.69 | 53.34 | – | 53.19 |
| ดีเซล | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 59.25 | 59.25 | 49.84 | 59.25 | – | – | – | – | 59.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







