Slow Motion Tsunami คลื่นเศรษฐกิจลูกใหม่ซัดอสังหาฯไทย

- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญวิกฤต “Slow Motion Tsunami” ซึ่งเกิดจากเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลง และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัย ทำให้กลุ่มลูกค้าหลักซึ่งเป็นคนวัยทำงานและกำลังซื้อลดลง
- ผู้ประกอบการต้องปรับตัวจากการเน้นขายเชิงปริมาณ (Volume) ไปสู่การสร้างคุณค่า (Value) และเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่ยังมีความต้องการ เช่น กลุ่มสุขภาพ ตลาดพรีเมียม หรือโรงเรียนนานาชาติ
- ทางรอดของธุรกิจคือการเปลี่ยนโมเดลจากการขายขาดเป็นการสร้างรายได้ระยะยาว (Recurring Income) เช่น การบริหารสินทรัพย์หรือปล่อยเช่า ควบคู่กับการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศเพื่อหาโอกาสการเติบโตใหม่
พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยวันนี้ อาจไม่ได้กำลังเจอ “วิกฤติ” แบบฉับพลันเหมือนปี 2540 แต่กำลังเผชิญสิ่งที่อันตรายกว่า..นั่นคือ วิกฤติแบบค่อย ๆ จมน้ำ โดยที่หลายคนยังไม่รู้ตัวเรียกสิ่งนี้ว่า “Slow Motion Tsunami”คลื่นยักษ์ทางเศรษฐกิจ ที่ไม่ได้ซัดเข้ามาในวันเดียวแต่กำลังกัดเซาะอนาคตของไทยอย่างช้า ๆ
คำถามสำคัญคือ ท่ามกลางเศรษฐกิจโตต่ำ คนเกิดน้อย และกำลังซื้อหดตัวธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย จะอยู่รอดอย่างไร ?
ประเทศไทย กำลังโตช้าลง เพราะ “เครื่องยนต์ตัวเดิม” เริ่มหมดแรง ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตจาก “สูตรเดิม” ผลิตสินค้า ส่งออก ใช้แรงงานจำนวนมากและ โตจากตลาด Mass
แต่วันนี้ สูตรนั้นเริ่มใช้ไม่ได้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและส่งออก ที่เคยเป็นพระเอกหลักของเศรษฐกิจไทย กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ในขณะที่โลกกำลังแข่งขันกันด้วย AI เทคโนโลยี และนวัตกรรมประเทศไทยกลับยังติดอยู่กับปัญหาเดิมจนถูกเรียกว่า “คนป่วยคนใหม่แห่งเอเชีย”และการทำให้ GDP โตแตะ 3% กลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกปีแต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าเศรษฐกิจ คือ โครงสร้างประชากร
วันที่ “ลูก” กลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่“คนเกิดน้อยกว่าคนตาย” ต้นทุนการเลี้ยงลูกสูงขึ้น ค่าครองชีพแพงขึ้น คนรุ่นใหม่แต่งงานช้าลง สุดท้าย การมีลูกจึงไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไป ผลลัพธ์คืออีก 30 ปีข้างหน้า ประชากรไทยแทบทุกช่วงวัยจะลดลง ยกเว้นเพียงกลุ่มเดียวคือ“ผู้สูงอายุ”และนี่คือแรงกระแทกโดยตรงต่อธุรกิจอสังหาฯเพราะลูกค้าหลักของตลาดบ้านและคอนโดคือคนวัยทำงานเมื่อจำนวนคนวัยทำงานลดลงตลาดก็ไม่สามารถเติบโตแบบเดิมได้อีก
ยุคที่เปิดโครงการใหม่แล้วขายหมดเร็ว อาจกลายเป็นอดีต ยิ่งไปกว่านั้น ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ยังมีข้อจำกัดเรื่องรายได้และกำลังซื้อ หรือ Affordabilityแปลว่า ต่อให้มีดีมานด์ก็อาจไม่มี “กำลังซื้อ” มากพอรองรับตลาด
บทเรียนจากญี่ปุ่น เมื่ออสังหาฯ ต้องเลิกโตด้วย “ปริมาณ”
ญี่ปุ่น คือประเทศที่เจอปัญหานี้ก่อนประเทศไทยราว 20 ปีเศรษฐกิจโตต่ำ สังคมสูงวัย คนเกิดน้อย ตลาดอสังหาฯ อิ่มตัว คำถามคือ แล้วญี่ปุ่นอยู่รอดอย่างไร ?คำตอบคือพวกเขา “เปลี่ยนเกม”จากเดิมที่แข่งกันสร้างเยอะ ขายเยอะกลายเป็นแข่งกันสร้าง “คุณค่า”
พิพัฒน์อธิบายว่า ธุรกิจอสังหาฯ ไทย จำเป็นต้องเปลี่ยน Mindset สำคัญ 4 เรื่อง
1. จาก Volume สู่ Value
ในอดีต ธุรกิจอสังหาฯ เติบโตจากการขายจำนวนมากแต่ในวันที่ตลาดหดตัว
เกมนี้ใช้ไม่ได้อีกแล้วผู้ประกอบการต้องเลิกคิดว่า“จะขายให้คนจำนวนมากอย่างไร”แล้วเปลี่ยนเป็น“จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ลูกค้าอย่างไร”ต่อจากนี้ ผู้ชนะจะไม่ใช่คนที่มีโครงการมากที่สุดแต่คือคนที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ลูกค้าได้ดีที่สุด
2. หา “ตลาดเล็ก” ที่ยังโต
แม้เศรษฐกิจภาพใหญ่จะชะลอตัวแต่ยังมีบางธุรกิจที่เติบโตสวนกระแสเช่น โรงเรียนนานาชาติ Healthcare Wellness ตลาดพรีเมียมสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่ายุคต่อไปจะไม่ใช่ยุคของ Mass Marketแต่เป็นยุคของ “Underserved Segment”หรือการหาตลาดเฉพาะที่ยังมีความต้องการจริงเพราะในโลกที่คนลดลงการจับทุกคน อาจไม่สำคัญเท่าการจับ “คนที่ใช่”
3. จากขายขาด สู่รายได้ระยะยาว
อีกโมเดลที่เริ่มสำคัญมากขึ้น คือการเปลี่ยนจาก “Build to Sale”ไปสู่ “Build to Manage”เพราะการหาลูกค้าใหม่เพื่อขายขาดยากและเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆหลายธุรกิจจึงเริ่มหันมาสร้าง Recurring Income เช่น
- บริหารอสังหาริมทรัพย์
- ปล่อยเช่า
- Service Residence
- Renovation
- Property Management
พูดง่าย ๆ คือจากเดิมที่เน้น “ขายครั้งเดียวจบ”กำลังเปลี่ยนเป็น“สร้างรายได้ระยะยาวจากสินทรัพย์เดิม”
4. เมื่อประเทศไทยโตช้า ต้องออกไปหาโอกาสใหม่
หากตลาดในประเทศเริ่มอิ่มตัวอีกทางเลือกสำคัญ คือ Regional Expansionหรือการขยายธุรกิจไปต่างประเทศเพราะในขณะที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำหลายประเทศในภูมิภาคยังมีการเติบโตสูงกว่านั่นหมายความว่าผู้ประกอบการไทยอาจต้องหยุดมองแค่ตลาดในประเทศแล้วเริ่มคิดแบบ “Regional Player”
โลกเปลี่ยนแล้ว !แต่หลายธุรกิจยังใช้สูตรเดิม
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในมุมมองของพิพัฒน์ ไม่ใช่แค่เรื่องอสังหาฯแต่คือการยอมรับความจริงว่า“โลกเปลี่ยนไปแล้ว”วิธีคิดแบบเดิมที่เคยทำให้ธุรกิจเติบโตในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาอาจไม่ใช่คำตอบของอนาคตอีกต่อไปเพราะโลกใหม่ ไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่ใหญ่ที่สุดเสมอไปแต่ให้รางวัลกับคนที่“ปรับตัวได้เร็วที่สุด”และในเศรษฐกิจที่โตช้าลงเรื่อย ๆคนที่ยังเล่นเกมเดิมอาจไม่ได้แพ้เพราะทำไม่เก่งแต่แพ้เพราะโลก ไม่ได้เล่นเกมเดิมอีกแล้ว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
วิกฤติใหม่ของธุรกิจรับสร้างบ้าน ไม่ใช่ยอดขาย แต่ไม่มีคนทำ

- ธุรกิจรับสร้างบ้านกำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและระยะเวลาการก่อสร้างที่ยาวนานขึ้น
- ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่ผู้รับเหมา แต่ส่งผลเป็นวงกว้างทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตวัสดุไปจนถึงผู้บริโภคที่ต้องรับภาระราคาบ้านที่สูงขึ้น
- สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านได้ยื่นข้อเสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหา เช่น การนำแรงงานผิดกฎหมายเข้าระบบ, ลดขั้นตอนการนำเข้าแรงงาน (MOU) และพัฒนาระบบต่อใบอนุญาตทำงานออนไลน์
- นอกจากการขาดแคลนแรงงานทั่วไปแล้ว ภาคธุรกิจยังต้องการ “ช่างฝีมือ” ที่มีทักษะสูง จึงเสนอให้ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันสร้างระบบพัฒนาทักษะ (Upskill) อย่างจริงจัง
ในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังต้องเดินต่อผู้ประกอบการกลับเริ่มกังวลกับปัญหาที่ใหญ่กว่า “กำลังซื้อ”นั่นคือ “แรงงานกำลังหายไป”
อนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) สะท้อนว่า วันนี้แทบทุกอุตสาหกรรมกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ตั้งแต่ภาคเกษตร บริการ ไปจนถึงภาคก่อสร้างแต่สำหรับธุรกิจรับสร้างบ้าน ปัญหานี้ยิ่งรุนแรงกว่าอุตสาหกรรมอื่น เพราะเป็นธุรกิจที่ใช้ “แรงงานเข้มข้น”เมื่อแรงงานหายไปต้นทุนเพิ่มขึ้นระยะเวลาก่อสร้างยืดออกและสุดท้าย ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยก็ถูกกระทบโดยตรง
ปัญหาแรงงาน ความเสี่ยงเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
สิ่งที่น่ากังวล คือ วิกฤตนี้ไม่ได้กระทบแค่ผู้รับเหมาแต่กำลังลามไปทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ ช่างฝีมือไปจนถึงผู้บริโภคที่อาจต้องรับต้นทุนบ้านที่แพงขึ้นสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน จึงร่วมผลักดันข้อเสนอผ่านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อเร่งปลดล็อกปัญหาก่อนเศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะชะลอตัวหนักกว่าเดิม
5 มาตรการ “ปลดล็อกแรงงาน”
ข้อเสนอแรก คือ การ “ดึงแรงงานผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบ”เพราะในความเป็นจริง แรงงานจำนวนมากยังอยู่ในไทย เพียงแต่ไม่มีสถานะถูกต้องตามกฎหมายHBA จึงเสนอให้รัฐเปิดขึ้นทะเบียนแบบผ่อนผันพิเศษ โดยไม่ต้องส่งแรงงานกลับประเทศต้นทางเหตุผล คือ นี่เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการเติมแรงงานเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีแรงงาน แต่อยู่ที่ระบบ “ช้าและแพง”
อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ คือ ขั้นตอนนำเข้าแรงงานผ่าน MOU ที่ซับซ้อนเกินไปทั้งเอกสารหลายชั้น หลายหน่วยงานและค่าใช้จ่ายแฝงที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับสุดท้าย ต้นทุนเหล่านี้จะย้อนกลับไปที่ราคาบ้านภาคธุรกิจจึงเสนอให้รัฐเปลี่ยนระบบเป็น One-Stop Service เพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุน และทำให้แรงงานเข้าสู่ระบบได้ง่ายขึ้น
ใบอนุญาตแรงงานยังใช้เวลานับเดือน
HBA ยังเสนอให้ยกระดับระบบต่ออายุใบอนุญาตทำงานเป็นแบบ Real-Time ผ่าน E-Work Permitเพราะปัจจุบัน หลายบริษัทต้องรออนุมัติเป็นสัปดาห์ หรือบางครั้งนานเป็นเดือนสำหรับธุรกิจก่อสร้าง “เวลาที่หายไป” หมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทันทีในวันที่เทคโนโลยีพร้อมแล้วคำถามจึงไม่ใช่ว่า “ทำได้ไหม”แต่คือ “รัฐจะเร่งทำหรือไม่”
อีกข้อเสนอที่น่าสนใจ คือ การเปิด MOU กับประเทศใหม่ ๆที่ผ่านมา ธุรกิจก่อสร้างไทยพึ่งพาแรงงานจากบางประเทศเป็นหลักซึ่งอาจกลายเป็น “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” หากเกิดปัญหาทางการเมือง หรือข้อจำกัดระหว่างประเทศการกระจายแหล่งแรงงาน จึงไม่ใช่แค่เรื่องแรงงานแต่เป็นเรื่อง “ความมั่นคงของเศรษฐกิจ”
สุดท้าย ธุรกิจสร้างบ้าน ไม่ได้ขาดแค่แรงงาน แต่ขาด “ช่างฝีมือ”แม้จะมีแรงงานเพิ่มขึ้นแต่สิ่งที่ตลาดต้องการจริง ๆ คือ “แรงงานทักษะ”เพราะงานสร้างบ้าน ไม่ใช่งานที่ใช้แรงเพียงอย่างเดียวแต่ต้องการช่างที่มีมาตรฐาน
HBA จึงเสนอให้ภาครัฐร่วมกับเอกชน วางระบบ Upskill อย่างจริงจังเพื่อให้แรงงานมีทักษะสูงขึ้นได้ค่าจ้างที่เหมาะสมและช่วยยกระดับคุณภาพทั้งอุตสาหกรรม
เมื่อ “คนสร้างบ้าน” เริ่มหายไป อาจไม่ใช่แค่ธุรกิจก่อสร้างที่สะเทือน
วันนี้ มูลค่าตลาด “บ้านสร้างเอง” ในไทย อยู่ที่ประมาณ 9,800-12,000 ล้านบาทตัวเลขนี้สะท้อนว่า ธุรกิจรับสร้างบ้าน ไม่ใช่แค่ธุรกิจเฉพาะทางแต่เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทยและหากปัญหาแรงงานยังไม่ได้รับการแก้ไขสิ่งที่อาจหายไปในอนาคตอาจไม่ใช่แค่ “แรงงานต่างด้าว”แต่อาจรวมถึง “ศักยภาพการแข่งขัน” ของธุรกิจไทยทั้งระบบด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 29 พ.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ เจรจาหยุดยิงไม่แน่นอน

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 29 พ.ค. อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 32.62 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าคือความไม่แน่นอนของข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในตะวันออกกลาง
- แนวโน้มค่าเงินบาทมีความผันผวนสูงและเผชิญความเสี่ยงทั้งสองทิศทาง (Two-way risk) ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของสถานการณ์ดังกล่าว
- นักวิเคราะห์มองกรอบค่าเงินบาทวันนี้ที่ระดับ 32.50-32.75 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.62 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”
จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.56 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม) มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.20-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.50-32.75 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ได้เคลื่อนไหวผันผวนพอสมควร ตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (แกว่งตัวในกรอบ 32.44-32.71 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงทดสอบเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.75 บาทต่อดอลลาร์ ตามกระแสข่าวว่า ทางการอิหร่านจะหยุดเดินหน้าการเจรจาหยุดยิง หลังอิสราเอลยังคงโจมตีกลุ่ม Hezbollah ในเลบานอน ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง
หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ยังคงย้ำว่า การเจรจาหยุดยิงยังคงดำเนินต่อไป โดยภาพดังกล่าวได้สะท้อนตอกย้ำถึงภาวะ Two-way risk ของตลาดการเงิน ที่จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางในช่วงนี้
แนวโน้มเงินบาท
เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ยังคงมีกำลังอยู่บ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ดังจะเห็นได้จากการที่เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าเร็ว แรง ในช่วงวันหยุดของตลาดการเงินไทย เพียงแค่มีกระแสข่าวว่า อิหร่านหยุดเดินหน้าเจรจากับฝั่งสหรัฐฯ จากประเด็นอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่ม Hezbollah ในเลบานอน ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ยังคงย้ำว่า การเจรจาหยุดยิงกับอิหร่านจะยังคงดำเนินต่อไปและทางอิสราเอลนั้นเห็นด้วยกับท่าทีของสหรัฐฯ ซึ่งภาพดังกล่าว ยังได้สะท้อนถึง ความเสี่ยง Two-way Risk ที่เงินบาทพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เพื่อรอรับรู้พัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้น ทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ จนอาจทดสอบโซนแนวรับถัดไปแถว 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ หากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิงและมีแนวทางในการฟื้นฟูการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมามีความไม่แน่นอนสูงและการเจรจาหยุดยิงยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่ชัดเจนได้ เรามองว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลง โดยมีโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวต้านสำคัญแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ ตัดสินใจใช้กำลังทางทหารโจมตีอิหร่านอีกครั้ง พร้อมกับมีการตอบโต้ที่รุนแรงจากฝั่งอิหร่าน
อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง และการใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดีภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองเงินดอลลาร์ที่ชัดเจน ส่งผลให้ เงินดอลลาร์อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ที่กว้าง ทั้งนี้ ควรจับตา รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่อาจกระทบเงินดอลลาร์ได้เช่นกัน
สัปดาห์ที่ผ่านมา ความหวังต่อแนวโน้มการเจราหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรเตรียมรับมือความผันผวน จากพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงสะท้อนถึงความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์โดยรวม ซึ่งสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินในช่วงระยะสั้นที่ผ่านมา ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินภาพรวมตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (เรามองว่า FED อาจให้ความสำคัญกับอัตราการว่างงานมากขึ้น หลังงานวิจัยของ FED สะท้อนว่า ยอดการจ้างงานฯ อาจอยู่ในระดับต่ำ หรือติดลบ ได้ในบางเดือน โดยไม่ทำให้อัตราการว่างงานเร่งสูงขึ้น) และยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (Job Openings) เป็นต้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงงดให้ความเห็น (Blackout period) ในช่วงใกล้การประชุม FOMC เดือนมิถุนายน โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ให้โอกาสราว 69% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ (และมีโอกาสราว 26% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย อีก 1 ครั้ง ในปีหน้า) หรืออาจมองได้ว่า ผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ภายในปี 2027
▪ ฝั่งยุโรป – ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของBOE และ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOE มีโอกาสราว 82% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน ECB มีโอกาสราว 52% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งยูโรโซน อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (RatingDog Services PMI) เดือนพฤษภาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ของญี่ปุ่น เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาสราว 72%) ในส่วนนโยบายการเงินนั้น นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25% ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า RBI จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยได้ในช่วงปี 2027 สู่ระดับ 5.75% เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ผ่านการยึดเหนี่ยวให้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบเป้าหมายของ RBI
▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนพฤษภาคม ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับ 3.10% (+0.4%m/m) ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน อาจสูงขึ้นสู่ระดับ 0.90% ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ทำให้บรรดาผู้ประกอบการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมการผลิต ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม ในเดือนพฤษภาคม
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ต้องเจอใครบ้าง? ย้อนดูผลงาน “ลูกยางสาวไทย” เจอคู่แข่งสัปดาห์แรก ศึกเนชันส์ลีก 2026

เตรียมเปิดฉากสำหรับ การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 (VNL 2026) สัปดาห์แรก ที่เมืองหนานจิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 3-7 มิถุนายน 2569
โดย “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” สัปดาห์แรก จะต้องพบกับทีมแกร่งจากทั่วโลกประกอบด้วย “เจ้าภาพ” จีน, เซอร์เบีย, เบลเยียม และ สาธารณรัฐเช็ก อีก 3 ทีมจากทวีปยุโรป
ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เราลองไปดูอันดับโลกของทีมที่จะต้องเจอ และย้อนดูผลงานการเจอกันล่าสุดของคู่แข่งที่ “ทัพลูกยางสาวไทย” ต้องเจอกันก่อน
เซอร์เบีย : อันดับ 9 โลก
เจอกันล่าสุดในการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2024 โดย “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” แพ้ไปแบบขาดลอย 0-3 เซต (13-25, 27-29 และ 19-25)
จีน : อันดับ 6 โลก
เจอกันล่าสุดในการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2024 ซึ่ง “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” แพ้ไป 0-3 เซต (23-25, 17-25 และ 18-25)
เบลเยียม : อันดับ 14 โลก
เจอกันล่าสุดในการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2025 เป็นทางด้าน “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” แพ้ไป 1-3 เซต (22-25, 23-25, 26-24 และ 22-25)
สาธารณรัฐเช็ก : อันดับ 15 โลก
เจอกันล่าสุดในการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2025 ผลการแข่งขัน “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” เป็นฝ่ายแพ้ไป 0-3 เซต (18-25, 16-25 และ 30-32)
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
มหิดล ศึกษาวิจัย ‘T-cell’ พยากรณ์ ‘CMV’ ภัยเงียบผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง

- “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส” หรือ CMV (Cytomegalovirus) ในไทย มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการ “ปลูกถ่ายตับ” มากถึงร้อยละ 50
- ม.มหิดล ศึกษา T cell ที่จำเพาะต่อไวรัส เพื่อพยากรณ์การติดเชื้อ “CMV” ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ที่อวัยวะหลายแห่งภายในร่างกาย
- เชื้อ CMV สามารถติดเชื้อได้กับทุกคน แต่คนส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ เชื้อ CMV เป็นอันตรายที่สุดในหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
หลายคนอาจจะพึ่งเคยได้ยิน “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส” หรือ ไวรัสไซโตเมกาโล (ซีเอ็มวี)(Cytomegalovirus, CMV) ทั้งที่ในการใช้ชีวิตหลายคนสามารถติดเชื้อดังกล่าวได้ แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการเลย CMV สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง
“โรคติดเชื้อฉวยโอกาส หรือ ไวรัสไซโตเมกาโล” รู้จักกันในชื่อไวรัสเริมชนิดที่ 5 เป็นไวรัสที่พบได้ทั่วไปใน วงศ์ Herpesviridae ซึ่ง เป็นกลุ่มไวรัสดีเอ็นเอขนาดใหญ่ ไวรัสไซโตเมกาโลมีจีโนมขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาไวรัสเริมทั้งหมด และมีอัตราการติดเชื้อทั่วโลกอยู่ที่ 24% ถึง 100% เช่นเดียวกับไวรัสเริมชนิดอื่นๆ ไวรัสนี้จะอยู่ในภาวะแฝงตลอดชีวิต
การติดเชื้อไวรัสไซโตเมกาโลครั้งแรกอาจแสดงอาการได้หลายรูปแบบ เช่น ไม่มีอาการ มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ โรคโมโนนิวคลีโอซิส หรือในบางกรณีที่พบได้ยาก อาจเกิดอาการรุนแรงเฉพาะอวัยวะได้ หลังจากการสัมผัสกับไวรัสไซโตเมกาโล ภาวะแฝงจะทำให้ไวรัสคงอยู่ในเซลล์ของโฮสต์ได้ ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด หรือผู้ที่กำลังรับเคมีบำบัด ไวรัสไซโตเมกาโลอาจกลับมาทำงานอีกครั้ง ทำให้เกิดภาวะดีเอ็นเอของไวรัสไซโตเมกาโลในเลือด ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะอย่างรุนแรง รวมถึงหลอดอาหารอักเสบและลำไส้ใหญ่อักเสบจากไวรัสไซโตเมกาโล
ทำความรู้จัก “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส”
“โรคติดเชื้อฉวยโอกาส” มักเกิดขึ้นพร้อมกับภูมิคุ้มกันร่างกายที่บกพร่อง ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เริ่มต้นด้วยการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน จะนำไปสู่ “หนทางแห่งการรักษา” เพื่ออนาคตที่มุ่งหวัง
รศ.นพ.ทรงพล เกษสุวรรณ อาจารย์แพทย์ประจำสาขาโรคทางเดินอาหาร ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงแนวทางสู่ความสำเร็จ ต่อยอดงานวิจัยทางด้านการปลูกถ่ายตับจากผู้ป่วยที่ให้ความไว้วางใจ ศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะรามาธิบดี ได้ดูแลจนมีผลการรักษาที่ก้าวหน้าเป็นจำนวนกว่า 200 รายที่ผ่านมา
จากงานวิจัยที่สร้างผลกระทบในระดับ “Global Landscape” ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ “Viruses” โดย รศ.นพ.ทรงพล เกษสุวรรณ ร่วมกับ รศ.ดร. นพ.นพพร อภิวัฒนากุล ศ.พญ.สุพร ตรีพงษ์กรุณา และทีมสหสาขาวิชากุมารเวชศาสตร์เพื่อความเป็นเลิศในการวิจัยทางด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ
ศึกษา T cell พยากรณ์ติดเชื้อ “CMV”
รศ.นพ.ทรงพล อธิบายต่อว่าเมื่อเร็วๆ นี้ที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นถึงหนึ่งในกลไกการเกิด “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส CMV (Cytomegalovirus)” ที่มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการ “ปลูกถ่ายตับ” มากถึงร้อยละ 50 โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการที่ผู้ป่วยต้องรับประทาน “ยากดภูมิคุ้มกัน” หลังการปลูกถ่ายตับ เพื่อให้ร่างกายยอมรับตับที่ปลูกถ่ายใหม่ ซึ่งส่งผลให้โอกาสในการติดเชื้อไวรัส “CMV” เกิดมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย
“ร่างกายของคนปกติทั่วไป จะไม่พบการติดเชื้อไวรัส “CMV” เนื่องจากมีการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด T lymphocytes หรือ “T cell” ที่คอยยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส จึงนำไปสู่แนวทางในการศึกษา T cell ที่จำเพาะต่อไวรัส เพื่อพยากรณ์การติดเชื้อ “CMV” ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ที่อวัยวะหลายแห่งภายในร่างกาย ไม่เพียงที่ “ตับ” อาจเกิดได้เช่นเดียวกันที่ “ตา” “กระเพาะอาหาร” “ลำไส้” “ปอด” ได้ต่อไปเป็นต้น ซึ่งหากมีโอกาสทำนายและวางแผนการต้านไวรัส CMV ได้ดีเท่าใด หมายถึงโอกาสลดภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยจะมีมากขึ้นเท่านั้น”
ไวรัสไซโตเมกาโลส่งผลกระทบต่อใคร
แม้ว่าเชื้อ CMV สามารถติดเชื้อได้กับทุกคน แต่คนส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ เชื้อ CMV เป็นอันตรายที่สุดในหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ที่ติดเชื้อHIVหรือผู้ที่ได้รับ การปลูกถ่าย อวัยวะหรือเซลล์ต้นกำเนิด
- เชื้อ CMV ในระหว่างตั้งครรภ์
หากคุณติดเชื้อไวรัสไซโตเมกาโล (CMV) ในระหว่างตั้งครรภ์หรือก่อนตั้งครรภ์ไม่นาน คุณสามารถถ่ายทอดไวรัสผ่านรกไปยังทารกในครรภ์ได้ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรและทำให้บุตรของคุณเกิดมาพร้อมปัญหาสุขภาพ ภาวะแทรกซ้อนของการเกิดมาพร้อมกับเชื้อ CMV ได้แก่ การสูญเสียการมองเห็นหรือการได้ยิน และพัฒนาการล่าช้า
- ติดเชื้อ CMV เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของคุณอ่อนแอ
หากคุณติดเชื้อ HIV หรือกำลังรับประทานยาที่กดภูมิคุ้มกันเพื่อการปลูกถ่ายอวัยวะหรือสเต็มเซลล์ ระบบภูมิคุ้มกันของคุณจะไม่สามารถต่อสู้กับการติดเชื้อต่างๆ เช่น ไซโตเมกาไวรัส ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งหมายความว่าคุณมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ (ภูมิคุ้มกันบกพร่อง)
หากคุณเคยติดเชื้อ CMV มาก่อน ไวรัสอาจยังคงอยู่ในร่างกายของคุณในสภาพที่ไม่แสดงอาการ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของคุณอ่อนแอลง ไวรัสก็อาจกลับมาแสดงอาการและทำให้คุณป่วยได้ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะสามารถต่อสู้กับ CMV ได้โดยไม่มีอาการ แต่การติดเชื้อใหม่หรือการติดเชื้อที่กลับมาแสดงอาการอีกครั้งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ CMV
คุณมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อไวรัสไซโตเมกาโลหากคุณ:
- มีอายุต่ำกว่า 5 ปีโดยประมาณ 33% ของเด็กเคยติดเชื้อไวรัส CMV มาแล้วก่อนอายุ 5 ปี
- ทำงานหรืออาศัยอยู่กับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
- มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งรวมถึงผู้ที่ติดเชื้อ HIV/AIDS และผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์หรืออวัยวะ
- อาศัยอยู่ใกล้ชิดกับผู้คนจำนวนมาก (สภาพแออัด)
เชื้อ CMV พบได้บ่อยแค่ไหน
- ไวรัส CMV เป็นการติดเชื้อที่พบได้ทั่วไป แต่คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อจะไม่มีอาการใดๆ ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า:
- ครึ่งหนึ่งของประชากรโลกจะเคยติดเชื้อไวรัสไซโตเมกาโล (Cytomegalovirus) ก่อนอายุ 40 ปี
- มากถึง 90% ของประชากรทั้งหมดจะติดเชื้อเมื่ออายุ 80 ปี
- ประมาณ 1 ใน 200 ของทารกเกิดมาพร้อมกับเชื้อไวรัส CMV ในแต่ละปี แต่มีเพียง 10% (1 ใน 10) เท่านั้นที่จะแสดงอาการตั้งแต่แรกเกิด
อาการของ CMV ในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง
คนส่วนใหญ่ที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงมักไม่มีอาการของเชื้อ CMV ส่วนผู้ที่มีอาการสังเกตได้มักจะเป็นโรคโมโนนิวคลีโอซิสจากเชื้อ CMV ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้:
- ความเหนื่อยล้าอย่างรุนแรง (อ่อนเพลีย)
- อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- เหงื่อออก
- ปวดศีรษะ
- เจ็บคอ
- ต่อมน้ำเหลืองบวม
- ผื่น
อาการของ CMV ในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง
หากคุณมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ (ภูมิคุ้มกันบกพร่อง) คุณอาจติดเชื้อ CMV ใหม่ หรือเคยติดเชื้อมาก่อนแล้วและเชื้อกลับมาทำงานอีกครั้งเมื่อร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อได้ง่ายอีกต่อไป อาการจะแตกต่างกันไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ไวรัสติดเชื้อ และอาจรวมถึง:
- ไข้
- ความเหนื่อยล้า
- โรคปอดอักเสบจากเชื้อ CMV ( หายใจถี่ ไอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย)
- โรคจอประสาทตาอักเสบจากเชื้อไวรัส CMV (มองเห็นไม่ชัดหรือสูญเสียการมองเห็น)
- โรคกระเพาะหรือลำไส้อักเสบจากเชื้อ CMV (ปวดท้อง มีเลือดปนในอุจจาระ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย)
- โรคไข้สมองอักเสบจากไวรัส CMV (อาการชัก ปวดศีรษะ สับสน)
อาการของ CMV แต่กำเนิด
การติดเชื้อ CMV แต่กำเนิด (มีมาตั้งแต่แรกเกิด) เกิดขึ้นเมื่อไวรัสส่งผ่านรกไปยังทารกในครรภ์ ทารกบางรายอาจไม่มีอาการใดๆ ในตอนแรกเกิด แต่จะค่อยๆ พัฒนาอาการต่างๆ ในภายหลัง อาการที่พบตั้งแต่แรกเกิด ได้แก่:
- น้ำหนักแรกเกิดต่ำ หรือน้ำหนักเพิ่มขึ้นน้อย
- โรคโลหิตจาง
- ผิวหนังและดวงตาเหลือง ( ดีซ่าน )
- จุดเลือดสีแดงใต้ผิวหนังที่ดูคล้ายผื่น ( purpuraหรือpetechiae )
- ตับโต ( hepatomegaly )
- ม้ามโต ( splenomegaly )
- ขนาดศีรษะเล็ก ( ภาวะศีรษะ เล็ก )
- อาการชัก
- การสูญเสียการได้ยิน
- ความล่าช้าหรือความแตกต่างในการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว
สาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อไซโตเมกาโลไวรัส
การติดเชื้อ CMV เกิดจากเชื้อไวรัสเริมในมนุษย์ชนิดที่ 5 (HHV-5) เชื้อนี้สามารถทำให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายผิดปกติ หรือทำให้ทารกในครรภ์พัฒนาอย่างไม่สมบูรณ์ได้ เนื่องจากไวรัสชนิดนี้ซ่อนตัวอยู่ในร่างกาย คุณจึงอาจมีอาการเมื่อติดเชื้อครั้งแรก (การติดเชื้อระยะแรก) หรือในภายหลัง (การกำเริบของเชื้อ)
เราจะมีโอกาสได้รับเชื้อ CMV ได้
คุณจะได้รับเชื้อ CMV จากสารคัดหลั่งในร่างกายของผู้อื่นที่ติดเชื้อ ซึ่งรวมถึงน้ำลาย ปัสสาวะ เลือด น้ำนมแม่ และน้ำอสุจิ ช่องทางการแพร่เชื้อ CMV จากคนสู่คนโดยทั่วไป ได้แก่:
- ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับปัสสาวะและน้ำลาย ผู้เชี่ยวชาญคิดว่านี่เป็นวิธีที่เด็กเล็กและหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อได้บ่อยที่สุด
- ผ่านทางเพศสัมพันธ์
- จากผู้ที่มีการติดเชื้อ CMV ที่กำลังกำเริบ ไปสู่ทารกผ่านการให้นมบุตร
- จากการถ่ายเลือดหรือการปลูกถ่ายอวัยวะ
วินิจฉัยโรคจากไวรัสไซโตเมกาโล
บุคลากรทางการแพทย์ใช้การตรวจเลือด ปัสสาวะ หรือน้ำลายเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อ CMV เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วมักมีอาการไม่รุนแรง คนส่วนใหญ่จึงไม่จำเป็นต้องได้รับการตรวจ
แพทย์อาจทำการตรวจหาเชื้อ CMV ให้คุณหากคุณมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ส่วนบุตรหลานของคุณอาจได้รับการตรวจในช่วงสองสามสัปดาห์แรกของชีวิตหากมีอาการของ CMV แต่กำเนิด
ตรวจอะไรบ้างเพื่อวินิจฉัยโรค CMV
ในการวินิจฉัยโรค CMV แพทย์อาจสั่งตรวจบางส่วนหรือทั้งหมดดังต่อไปนี้:
- ตรวจเลือด
โดยปกติแล้ว แพทย์จะใช้การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยโรค CMV ในผู้ใหญ่ แพทย์จะใช้เข็มเจาะเลือดจากเส้นเลือดของคุณ แล้วส่งตัวอย่างเลือดไปที่ห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาสัญญาณของการติดเชื้อ
- ตรวจปัสสาวะแพทย์
อาจใช้การตรวจปัสสาวะเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อ CMV ในทารกแรกเกิด แพทย์จะเก็บตัวอย่างปัสสาวะเอง หรือให้คำแนะนำวิธีการเก็บตัวอย่างแก่คุณ จากนั้นจะส่งตัวอย่างไปที่ห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาการติดเชื้อ CMV
- ตรวจน้ำลาย
แพทย์อาจใช้การตรวจน้ำลายเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อ CMV ในทารกแรกเกิด แพทย์จะใช้ไม้สำลีปลายอ่อนเก็บน้ำลายเล็กน้อยจากภายในปากของทารกอย่างเบามือ จากนั้นจะส่งตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาสัญญาณของการติดเชื้อ CMV
CMV รักษาด้วยวิธีการใดบ้าง?
แพทย์สามารถรักษาโรค CMV ด้วยยาต้านไวรัส เช่น แกนซิโคลเวียร์ (GCV) หรือ วาลแกนซิโคลเวียร์ (VGC) ยาเหล่านี้จะให้โดยการฉีดเข้าเส้นเลือดดำ (IV infusion) หรือรับประทานเป็นเม็ด แพทย์มักจะรักษา CMV เฉพาะในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือทารกที่เกิดมาพร้อมกับอาการของ CMV เท่านั้น ในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง CMV มักจะหายไปเองโดยไม่ต้องรักษา
ยาต้านไวรัสไม่สามารถแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วได้ ยาเหล่านี้สามารถลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพในทารกที่เกิดมาพร้อมกับเชื้อ CMV แต่ก็อาจไม่สามารถป้องกันได้อย่างสมบูรณ์ เด็กที่มีภาวะติดเชื้อ CMV แต่กำเนิดยังสามารถรักษาได้ด้วยการบำบัดด้านการพูดและการบำบัดทางกายภาพเพื่อจัดการกับผลกระทบจากการสูญเสียการได้ยินและปัญหาด้านพัฒนาการ
CMV จะหายไปเองภายในกี่วัน
แม้ว่าคุณจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง อาการของ CMV ก็อาจคงอยู่นาน คุณอาจรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า หรืออ่อนแรงเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
แนวโน้ม/การพยากรณ์ CMV
ผลการรักษาการติดเชื้อ CMV จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าคุณหรือบุตรหลานของคุณเกิดมาพร้อมกับเชื้อ CMV หรือไม่ และคุณมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือไม่ แพทย์ของคุณสามารถช่วยให้คุณทราบถึงสิ่งที่คาดหวังได้ในสถานการณ์เฉพาะของคุณ
- โอกาสการติดเชื้อ CMV เมื่อคุณมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง
ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงแต่เกิดอาการติดเชื้อ CMV อาจป่วยได้นานตั้งแต่หนึ่งสัปดาห์ถึงหลายเดือน ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงจาก CMV นั้นพบได้น้อย
- แนวโน้มของโรค CMV แต่กำเนิด
ประมาณ 50% ของเด็กที่มีอาการติดเชื้อไวรัส CMV ตั้งแต่แรกเกิด จะมีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งมักรวมถึงการสูญเสียการได้ยินหรือการมองเห็น และความแตกต่างในการพัฒนาการ การสูญเสียการได้ยินอาจเกิดขึ้นในภายหลัง แม้ว่าเด็กจะไม่มีอาการของไวรัส CMV ตั้งแต่แรกเกิดก็ตาม ทารกที่มีอาการรุนแรงอาจมีภาวะแทรกซ้อนจากไวรัส CMV ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
- ติดเชื้อ CMV เมื่อระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
หากคุณมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผลกระทบของการติดเชื้อ CMV จะขึ้นอยู่กับว่าได้รับการรักษาเร็วแค่ไหนและเชื้ออยู่ที่ส่วนใดของร่างกาย คุณอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การรักษาการติดเชื้อ CMV ในระยะเริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการหายเป็นปกติได้ดีที่สุด
ภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อไวรัส CMV
ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ มีโอกาสสูงที่จะประสบกับภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงหรือเป็นอันตรายถึงชีวิตจากไวรัสไซโตเมกาโล ภาวะแทรกซ้อนเหล่านั้นได้แก่:
- ปัญหาด้านการรับรู้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาในการจดจ่อ การจดจำ และการแก้ปัญหา
- การสูญเสียการมองเห็นบางส่วนหรือทั้งหมด
- รอยฉีกขาด (รูทะลุ) ในหลอดอาหารหรือลำไส้ของคุณ
- โรคปอดบวมซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหายใจล้มเหลว
- การปฏิเสธอวัยวะที่ได้รับบริจาค
วิธีป้องกันไวรัสไซโตเมกาโล
หากคุณกำลังตั้งครรภ์หรือมีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง คุณสามารถลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ CMV ได้โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารคัดหลั่งจากร่างกายของผู้อื่น วิธีการเฉพาะในการลดความเสี่ยง ได้แก่:
- อย่าแบ่งปันอาหาร ช้อนส้อม ถ้วย หรืออุปกรณ์รับประทานอาหารอื่นๆ กับเด็ก
- อย่านำจุกนมหลอกของเด็กเข้าปาก
- ล้างมือให้สะอาดหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือช่วยเด็กเข้าห้องน้ำ ใช้น้ำอุ่นและสบู่
- ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ทางปาก ทางทวารหนัก หรือทางช่องคลอด แม้ว่าคุณจะมีเพศสัมพันธ์กับคู่เดิมเสมอ
- หากคุณได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ แพทย์อาจให้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อ CMV นอกจากนี้ แพทย์อาจตรวจเลือดเพื่อหาการติดเชื้อ เพื่อให้สามารถรักษาคุณได้โดยเร็วที่สุดหากคุณติดเชื้อใช้ชีวิตอยู่กับ
ดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรค CMV
หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคติดเชื้อไวรัสไซโตเมกาโล อาการของคุณอาจหมายความว่าคุณจำเป็นต้องพักผ่อนและหยุดพักบ่อยกว่าปกติ ปรึกษาแพทย์ของคุณเกี่ยวกับวิธีการจัดการอาการของคุณอย่างเหมาะสมที่สุด
หากระบบภูมิคุ้มกันของคุณอ่อนแอ แพทย์จะติดตามอาการของคุณอย่างใกล้ชิด หากคุณสามารถอยู่บ้านได้ แพทย์จะแจ้งให้คุณทราบถึงวิธีการสังเกตอาการและเมื่อใดควรโทรหาแพทย์
หากลูกได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคติดเชื้อ CMV แต่กำเนิด
หากลูกของคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค CMV ตั้งแต่แรกเกิด โปรดทำงานร่วมกับกุมารแพทย์และผู้ให้บริการด้านสุขภาพอื่นๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าลูกได้รับการรักษาที่เหมาะสม การเริ่มบำบัดด้านการพูดและการบำบัดทางกายภาพบำบัดโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จะช่วยลดผลกระทบของการสูญเสียการได้ยินหรือพัฒนาการล่าช้าในอนาคตได้
ไวรัส CMV อยู่ในร่างกายได้นาน
เมื่อติดเชื้อแล้ว เชื้อ CMV สามารถอยู่ในร่างกายโดยไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ ได้ตลอดชีวิต แต่หากระบบภูมิคุ้มกันของคุณอ่อนแอ เชื้ออาจกลับมาทำงานอีกครั้งและทำให้เกิดอาการรุนแรงหรือทำลายอวัยวะได้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
แอพฝึกภาษาอังกฤษ เปลี่ยนมือถือในมือให้เป็นห้องเรียนระดับโลก เก่งขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา

เคยลองนับดูไหมครับว่าในหนึ่งวันเราหยิบมือถือขึ้นมาไถหน้าฟีดโซเชียลมีเดียกันบ่อยแค่ไหน? เชื่อว่าหลายคนหมดเวลาไปกับการดูคลิปสั้น แชทคุยกับเพื่อน หรือดูรูปภาพเพลินๆ เป็นชั่วโมงๆ แต่พอตั้งใจจะเปิดหนังสือไวยากรณ์หนาๆ ขึ้นมาอ่านเพื่อพัฒนาตัวเอง กลับรู้สึกเหนื่อยและยอมแพ้ไปตั้งแต่ 10 นาทีแรก ปัญหานี้ไม่ได้แปลว่าคุณไม่มีความพยายามหรอกครับ แต่อาจเป็นเพราะวิธีการเรียนรู้แบบเดิมๆ มันไม่ตอบโจทย์วิถีชีวิตอันเร่งรีบในปัจจุบัน
ถ้าการนั่งโต๊ะอ่านหนังสือมันฝืนใจ ทำไมเราไม่เปลี่ยนสมาร์ทโฟนที่อยู่ติดตัวตลอดเวลาให้กลายเป็นอาวุธลับล่ะครับ? การดาวน์โหลด แอพฝึกภาษาอังกฤษ มาใช้งาน ถือเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดและทรงประสิทธิภาพที่สุดแห่งปี 2026 นี้ เพราะมันช่วยให้คุณเปลี่ยนช่วงเวลาว่างที่เสียไปเฉยๆ เช่น ตอนนั่งรถไฟฟ้า ตอนรออาหาร หรือก่อนนอน ให้กลายเป็นช่วงเวลาอัปเกรดสกิลภาษาได้อย่างลื่นไหล วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณไปเจาะลึกเทคนิคการใช้โมบายแอพพลิเคชันให้เห็นผลจริง พร้อมรีวิวแอพเด็ดที่จะเปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจครับ!
ทำไมเทคโนโลยีโมบายแอพพลิเคชันถึงเป็นตัวช่วยฝึกภาษาที่ทรงพลัง
เหตุผลที่ แอพฝึกภาษาอังกฤษ กลายเป็นเครื่องมือยอดนิยมระดับโลก เป็นเพราะระบบการเรียนรู้ยุคใหม่ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Micro-learning ครับ คือการแบ่งเนื้อหาออกเป็นบทเรียนย่อยๆ ที่ใช้เวลาเพียง 5-10 นาทีต่อวัน ทำให้สมองของผู้เรียนไม่รู้สึกล้าจนเกินไป และสามารถทำซ้ำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ
นอกจากนี้ แอพพลิเคชันในยุค 2026 ยังมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในการวิเคราะห์จุดเด่นและจุดด้อยของผู้เรียนแบบเรียลไทม์ เช่น การตรวจจับสำเนียงการออกเสียงที่แม่นยำ หรือการจัดชุดข้อสอบไวยากรณ์ที่สอดคล้องกับระดับความรู้ปัจจุบันของคุณ ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลานั่งเรียนเนื้อหาที่คุณเข้าใจอยู่แล้ว และได้โฟกัสกับจุดที่ต้องปรับปรุงอย่างตรงจุดที่สุดครับ
เทคนิคการใช้แอพพลิเคชันขัดเกลาภาษาให้เห็นผลจริง (Consistency Over Intensity)
หลายคนมักจะดาวน์โหลดแอพพลิเคชันมาเต็มเครื่อง แต่เล่นไปได้แค่ 2-3 วันก็เลิกเปิดใช้งาน หากคุณต้องการเปลี่ยนแอพพลิเคชันให้เป็นเครื่องมือพัฒนาทักษะอย่างจริงจัง ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ดูครับ
- ตั้งเป้าหมายเล็กๆ แต่สม่ำเสมอ: การสละเวลาเล่นแอพวันละ 10 นาทีทุกวัน เห็นผลลัพธ์ในระยะยาวดีกว่าการฝืนเล่นรวดเดียว 2 ชั่วโมงในวันหยุดแล้วหายไปทั้งสัปดาห์ครับ
- เปิดการแจ้งเตือน (Notifications): อนุญาตให้แอพส่งข้อความเตือนความจำในเวลาที่คุณสะดวก เช่น ช่วงพักเที่ยง เพื่อช่วยสร้างวินัยให้สมองเกิดความคุ้นเคย
- ใช้เทคนิคการพูดออกเสียงตาม (Shadowing): เมื่อแอพพลิเคชันออกเสียงคำศัพท์หรือประโยคตัวอย่าง อย่าเพียงแค่กดผ่านในใจ ให้ลองเปล่งเสียงตามออกมาดังๆ เพื่อฝึกกล้ามเนื้อปากและลิ้นให้ชินกับสําเนียงสากลครับ
รีวิว แอพฝึกภาษาอังกฤษ ยอดนิยมแยกตามทักษะที่ต้องการเน้นย้ำ
การเลือกแอพพลิเคชันให้ตรงกับทักษะที่คุณต้องการพัฒนาเป็นเรื่องสำคัญมากครับ เพราะแต่ละแอพถูกออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน
1. เน้นการจำลองสถานการณ์และคลังคำศัพท์สำหรับผู้เริ่มต้น
เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานเลย หรืออยากรื้อฟื้นไวยากรณ์และคำศัพท์ในชีวิตประจำวันผ่านเกมสนุกๆ
- Duolingo / Memrise: แอพพลิเคชันยอดนิยมที่เปลี่ยนการจำคำศัพท์ให้กลายเป็นการสะสมแต้มผ่านด่าน เหมาะสำหรับการปูพื้นฐานคลังคำศัพท์รอบตัวแบบไม่เครียด หากคุณต้องการเริ่มต้นวางรากฐานการเรียนรู้ที่มีสีสันและเป็นระบบ สามารถเข้าไปศึกษาแนวคิดการจำลองบทเรียนที่สนุกสนานเพิ่มเติมได้ที่ Duolingo เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ผ่าน Gamification ได้ทันทีครับ
2. เน้นทักษะการออกเสียง (Pronunciation) และสำเนียงที่เป๊ะปัง
เหมาะสำหรับผู้ที่พอสื่อสารได้บ้าง แต่ยังขาดความมั่นใจในเรื่องของสำเนียงและการออกเสียงท้ายคำ (Ending Sounds)
- ELSA Speak: แอพพลิเคชันที่ใช้ AI ขั้นสูงในการรับฟังเสียงพูดของคุณแล้ววิเคราะห์คำต่อคำว่าคุณออกเสียงผิดที่จุดไหน พร้อมคำแนะนำในการปรับรูปปากที่ละเอียดมาก ช่วยเพิ่มความมั่นใจเวลา Speaking ในที่สาธารณะได้ดีเยี่ยมครับ
3. เน้นการฟังและการเข้าสังคมระดับสากล
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกประสาทสัมผัสการฟังจากภาพรวมและการพูดคุยกับเจ้าของภาษาตัวจริง
- BBC Learning English / HelloTalk: แหล่งรวมคลิปเสียงข่าวสั้นภาษาอังกฤษที่ฟังสบาย และแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงคุณเข้ากับเพื่อนต่างชาติทั่วโลกเพื่อฝึกการพิมพ์โต้ตอบและการพูดคุยแบบเป็นกันเองครับ
ตารางเปรียบเทียบ แอพฝึกภาษาอังกฤษ ยอดนิยมประจำปี 2026
เพื่อให้คุณเลือกดาวน์โหลดแอพที่ตรงกับสไตล์การเรียนรู้ของตัวเองได้ในทันที ลองดูตารางวิเคราะห์จุดเด่นของแต่ละแอพพลิเคชันด้านล่างนี้ครับ
| ชื่อแอพพลิเคชัน (App Name) | ทักษะเด่นที่เน้น (Core Skill) | รูปแบบการเรียนรู้ (Format) | เหมาะสำหรับกลุ่มผู้ใช้งาน (Best For) |
| Duolingo | คำศัพท์ / ไวยากรณ์พื้นฐาน | เกมตอบคำถามสั้นๆ มีระบบสะสมแต้ม | ผู้เริ่มต้น (Beginner) ที่อยากสร้างวินัยสม่ำเสมอ |
| ELSA Speak | การออกเสียง (Pronunciation) | AI ตรวจจับและขัดเกลาสำเนียงคำต่อคำ | ผู้ที่ต้องการเพิ่มความมั่นใจในการพูดและพรีเซนต์ |
| Memrise | คลังคำศัพท์ / วลีในชีวิตจริง | วิดีโอสั้นจากเจ้าของภาษาในสถานการณ์จริง | ผู้ที่ต้องการจำศัพท์ได้ไวผ่านภาพและเสียงจริง |
| HelloTalk | การสนทนา / แลกเปลี่ยนภาษา | แชทออนไลน์ / โทรคุยกับเพื่อนต่างชาติ | ระดับกลาง-สูงที่อยากฝึกโต้ตอบจริงในชีวิตประจำวัน |
| BBC Learning English | การฟัง (Listening) / ข้อมูลข่าวสาร | ฟังพอดแคสต์และอ่านบทความสั้นประจำวัน | คนทำงานที่ต้องการพัฒนาทักษะการฟังเชิงวิชาการ |
ข้อควรระวังและการจัดการเวลาเมื่อเรียนรู้ผ่านแอพพลิเคชัน
สิ่งที่ผู้เรียนต้องพึงระวังคือ “ความสมจริงในการสื่อสาร” ครับ แอพพลิเคชันหลายตัวเป็นการโต้ตอบกับระบบอัตโนมัติหรือ AI ซึ่งมีความแม่นยำในแง่ของกฎเกณฑ์ แต่ในโลกของความเป็นจริง การสนทนากับมนุษย์มีความยืดหยุ่น มีอารมณ์ ความรู้สึก และสถานการณ์เฉพาะหน้าเข้ามาเกี่ยวข้อง การใช้แอพพลิเคชันจึงควรทำควบคู่ไปกับการหาโอกาสพูดคุยกับคนจริงๆ เพื่อไม่ให้ทักษะของคุณจำกัดอยู่แค่ในหน้าจอโทรศัพท์ครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ แอพฝึกภาษาอังกฤษ (FAQs)
1. ใช้แอพฝึกภาษาอังกฤษอย่างเดียวโดยไม่เรียนเพิ่ม จะสามารถพูดคล่องได้จริงไหม?
แอพพลิเคชันช่วยเพิ่มพลังในเรื่องของคลังคำศัพท์และโครงสร้างแกรมม่าพื้นฐานได้ดีมากครับ แต่การจะพูดได้คล่องแคล่ว (Fluency) จำเป็นต้องมีการฝึกฝนการโต้ตอบแบบเรียลไทม์กับมนุษย์ร่วมด้วย เพื่อฝึกความเร็วในการคิดประโยคและการโต้ตอบที่เป็นธรรมชาติครับ
2. มีแอพพลิเคชันไหนที่สามารถโหลดมาใช้งานได้ฟรีแบบไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงไหม?
แอพพลิเคชันส่วนใหญ่ เช่น Duolingo หรือ BBC Learning English มีเวอร์ชันฟรีให้ใช้งานได้อย่างครอบคลุมครับ แต่อาจจะมีโฆษณาคั่นหรือจำกัดฟีเจอร์ระดับสูงบางประเภท ซึ่งเพียงพอสำหรับการฝึกฝนพื้นฐานประจำวันแล้วครับ
3. แอพแนวตรวจจับเสียงพูด (AI Voice Recognition) มีความแม่นยำแค่ไหน?
ในปัจจุบันปี 2026 เทคโนโลยี AI มีความแม่นยำสูงมากครับ สามารถจำแนกความผิดเพี้ยนของเสียงสระ พยัญชนะ และการลงน้ำหนักพยางค์ (Stress) ได้ใกล้เคียงกับหูของเจ้าของภาษา จึงเป็นตัวช่วยที่ดีมากในการฝึกออกเสียงคนเดียวที่บ้านครับ
4. คนทำงานออฟฟิศที่ต้องการระบุคำศัพท์ธุรกิจ ควรเลือกใช้แอพสไตล์ไหนดี?
แนะนำให้เลือกแอพพลิเคชันเน้นข่าวสารหรือบทความเชิงวิเคราะห์ เช่น BBC Learning English หรือแอพพลิเคชันแนวฝึกพูดที่มีการจัดหมวดหมู่ Business English โดยเฉพาะ เพื่อให้คุณได้รับวลีและโครงสร้างประโยคที่สุภาพและเป็นทางการครับ
5. ควรใช้เวลาเล่นแอพฝึกภาษาอังกฤษวันละกี่นาทีถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง?
เน้นความสม่ำเสมอเป็นหลักครับ การฝึกฝนอย่างตั้งใจวันละ 10-15 นาทีทุกวันอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้สมองจดจำและพัฒนาทักษะการฟังและการจำศัพท์ได้ดีกว่าการเล่นรวดเดียวหลายๆ ชั่วโมงในวันหยุดครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
โตโยต้า ร่วง ซอฟต์แบงก์ แซงบริษัทมูลค่าสูงสุดของญี่ปุ่น หลัง AI ดันหุ้นพุ่ง

- ซอฟต์แบงก์ กรุ๊ป กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในญี่ปุ่น แซงหน้าโตโยต้า มอเตอร์ เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี
- ราคาหุ้นของซอฟต์แบงก์ พุ่งสูงขึ้นอย่างมากจากกระแสความเชื่อมั่นของนักลงทุนในยุทธศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
- ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการถือหุ้นในบริษัทชิป Arm Holdings และการประกาศแผนลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่
ซอฟต์แบงก์ (SoftBank) กลุ่มธุรกิจการลงทุนและเทคโนโลยีรายใหญ่ของญี่ปุ่น กลายเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าตลาด (Market Capitalization) สูงที่สุดของญี่ปุ่น แซงหน้า โตโยต้า มอเตอร์ เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี หลังราคาหุ้นพุ่ง จากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก
Nikkei รายงานว่า มูลค่าตลาดของซอฟต์แบงก์ เพิ่มขึ้นแตะประมาณ 48.8 ล้านล้านเยน (ประมาณ 9.96 ล้านล้านบาท) ขณะที่ โตโยต้า มอเตอร์ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของโลก มีมูลค่าตลาดลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 45.9 ล้านล้านเยน (ประมาณ 9.38 ล้านล้านบาท)
โดยแรงหนุนสำคัญมาจากการที่นักลงทุนให้ความเชื่อมั่นต่อยุทธศาสตร์ AI ของซอฟต์แบงค์ โดยเฉพาะการถือหุ้นในบริษัทชิปออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ Arm Holdings และการลงทุนใน OpenAI รวมถึงการประกาศแผนลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่า 75,000 ล้านยูโรในฝรั่งเศส (2.84 ล้านล้านบาท) ซึ่งช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของตลาดอย่างมาก

ในวันเดียวกันหุ้นซอฟต์แบงก์ พุ่งขึ้น 14% ขณะที่ดัชนีหุ้นญี่ปุ่น Nikkei 225 ทะลุระดับ 67,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยแรงซื้อส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และเซมิคอนดักเตอร์
การที่ซอฟต์แบงก์ แซง โตโยต้า มีนัยสำคัญเชิงสัญลักษณ์ต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น เพราะสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหัวใจสำคัญของตลาดทุน สู่ยุคที่เทคโนโลยี AI และเซมิคอนดักเตอร์กลายเป็นตัวขับเคลื่อนมูลค่าของบริษัทขนาดใหญ่แทน
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของหุ้นกลุ่ม AI ในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปอย่างรวดเร็ว และยังต้องติดตามว่าการเติบโตของกำไรจากธุรกิจ AI จะสามารถรองรับระดับมูลค่าหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงได้หรือไม่ในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
หนูขึ้นบ้านบ่อย ต้องปลูก! 4 ต้นไม้ “หนูเกลียด” มีไว้ไล่หนูไกล ไม่มากวนใจ

วิธีไล่หนูไหนก็ไม่ได้ผล ลองวิธีนี้! 4 ต้นไม้กลิ่นแรงที่ “หนูเกลียด” ปลูกไว้ช่วยไล่หนูออกจากบ้านและสวน ไม่มาเพ่นพ่าน
หนูเป็นหนึ่งในสัตว์รบกวนที่สร้างปัญหาให้บ้านและสวนได้ไม่น้อย ทั้งกัดกินพืชผล ทำลายข้าวของ โครงสร้างบางส่วนของบ้าน รวมถึงอาจเป็นพาหะของเชื้อโรคหรือพาปรสิตอย่างเห็บ หมัด และไรเข้ามาใกล้คนได้ ข้อมูลจาก Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC ระบุว่า วิธีลดความเสี่ยงจากหนูที่ดีที่สุดคือการตัดแหล่งอาหาร น้ำ และที่หลบซ่อนของหนูออกจากบริเวณบ้าน
นอกจากการดูแลความสะอาดและอุดช่องทางเข้าบ้านแล้ว หลายคนยังนิยมใช้วิธีธรรมชาติ เช่น ปลูกพืชกลิ่นแรงไว้รอบสวนหรือใกล้จุดที่หนูมักผ่าน เพราะกลิ่นของพืชบางชนิดอาจช่วยรบกวนประสาทรับกลิ่นของหนู และทำให้พวกมันหลีกเลี่ยงพื้นที่นั้นได้ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ควรใช้เป็นตัวช่วยเสริม ไม่ใช่วิธีหลักในการกำจัดหนูทั้งหมด
ทำไมพืชกลิ่นแรงจึงอาจช่วยกันหนูได้?
หนูใช้ประสาทรับกลิ่นในการหาอาหาร หาที่หลบซ่อน และสำรวจเส้นทางรอบตัว พืชบางชนิดที่มีกลิ่นหอมแรงสำหรับคน อาจเป็นกลิ่นที่รบกวนหนูจนไม่อยากเข้าใกล้ โดยเฉพาะกลุ่มสมุนไพรหรือไม้ดอกที่มีน้ำมันหอมระเหยเด่นชัด
เว็บไซต์ด้านกำจัดสัตว์รบกวนหลายแห่ง เช่น Green Pest Solutions และ Flower Shop Network ระบุว่า พืชอย่างมิ้นต์ ลาเวนเดอร์ ดาวเรือง และการบูร มักถูกแนะนำในกลุ่มพืชที่อาจช่วยไล่หนูหรือหนูบ้านได้จากกลิ่นเฉพาะตัว แต่หากบ้านมีหนูจำนวนมาก ควรแก้ที่ต้นเหตุร่วมด้วย เช่น เก็บอาหารให้มิดชิด ปิดถังขยะ และลดที่หลบซ่อนในสวน
1. ลาเวนเดอร์ กลิ่นหอมที่คนชอบ แต่หนูอาจไม่ชอบ

ลาเวนเดอร์เป็นไม้ดอกที่หลายคนชอบเพราะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ และช่วยให้สวนดูสวยขึ้น แต่สำหรับหนู กลิ่นของลาเวนเดอร์อาจรุนแรงเกินไป เนื่องจากพืชชนิดนี้มีน้ำมันหอมระเหยที่ให้กลิ่นเฉพาะตัว
การปลูกลาเวนเดอร์บริเวณขอบแปลงสวน ระเบียง หรือพื้นที่ใกล้ประตูทางเข้า อาจช่วยเพิ่มชั้นป้องกันกลิ่นตามธรรมชาติได้ อีกข้อดีคือดอกลาเวนเดอร์ยังดึงดูดผึ้งและผีเสื้อ ซึ่งมีบทบาทต่อการผสมเกสรของพืชในสวน
2. มิ้นต์ กลิ่นเย็นสดชื่นที่หนูมักหลีกเลี่ยง

มิ้นต์เป็นสมุนไพรที่คนคุ้นเคยดี ทั้งในอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ให้ความสดชื่น จุดเด่นของมิ้นต์คือกลิ่นแรงจากสารกลุ่มเมนทอล ซึ่งเป็นกลิ่นที่หนูมักไม่ชอบ
การปลูกมิ้นต์ใกล้ทางเดินของหนู ขอบรั้ว หรือบริเวณใกล้ครัวกลางแจ้ง อาจช่วยลดการเข้ามารบกวนได้บางส่วน แต่ควรปลูกในกระถางหรือพื้นที่ควบคุมได้ เพราะมิ้นต์เป็นพืชที่แพร่กระจายเร็ว หากปล่อยลงแปลงโดยไม่ดูแล อาจลามไปทั่วสวนได้ง่าย
3. ดอกดาวเรือง สีสด กลิ่นชัด ช่วยเสริมแนวกันหนู

ดอกดาวเรืองโดดเด่นทั้งสีเหลืองส้มสดใสและกลิ่นเฉพาะตัวที่ค่อนข้างแรง หลายแหล่งด้านการทำสวนและกำจัดสัตว์รบกวนระบุว่า กลิ่นของดาวเรืองอาจช่วยรบกวนหนูและสัตว์รบกวนบางชนิดได้
แม้ยังไม่ควรมองว่าดาวเรืองเป็นวิธีไล่หนูที่ได้ผลเด็ดขาด แต่การปลูกไว้ตามขอบสวนหรือใกล้แปลงผักถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากช่วยเพิ่มสีสันให้สวนแล้ว ยังเป็นไม้ดอกที่ดูแลง่ายและเหมาะกับอากาศร้อน
4. ต้นการบูร กลิ่นฉุนที่หนูไม่ค่อยเข้าใกล้

ต้นการบูรเป็นพืชที่มีกลิ่นฉุนเย็นคล้ายกลิ่นสมุนไพรหรือยาหม่อง กลิ่นลักษณะนี้มักถูกใช้เป็นเหตุผลว่าทำไมการบูรจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มพืชที่อาจช่วยไล่หนูได้
การปลูกต้นการบูรใกล้มุมสวนหรือพื้นที่ที่มักพบร่องรอยหนู อาจช่วยให้บริเวณนั้นมีกลิ่นที่หนูไม่อยากเข้าใกล้ อย่างไรก็ตาม ควรเลือกตำแหน่งปลูกให้เหมาะสมกับขนาดของต้น และดูแลไม่ให้พื้นที่รอบบ้านรกจนกลายเป็นที่ซ่อนของหนูแทน
ปลูกต้นไม้ไล่หนูแล้ว ต้องทำอะไรควบคู่กัน?
การปลูกพืชกลิ่นแรงอาจช่วยลดโอกาสที่หนูจะเข้ามาในบางจุด แต่ยังไม่เพียงพอหากบ้านหรือสวนยังมีอาหาร น้ำ และที่หลบซ่อนอยู่ครบ ข้อมูลจาก CDC และ King County Public Health แนะนำแนวทางป้องกันหนูที่ควรทำควบคู่กัน ดังนี้
- เก็บอาหารคน อาหารสัตว์ และเมล็ดพืชในภาชนะที่ปิดสนิท
- ปิดฝาถังขยะให้แน่น และไม่ปล่อยเศษอาหารค้างคืน
- ตัดแต่งพุ่มไม้ หญ้ารก และกองวัสดุที่อาจเป็นที่ซ่อนของหนู
- อุดรูหรือช่องว่างตามผนัง ประตู รั้ว และรอบท่อที่หนูอาจใช้เป็นทางเข้า
- ดูแลกองปุ๋ยหมักให้เหมาะสม ไม่ทิ้งเศษอาหารที่ดึงดูดหนูมากเกินไป
- หากพบหนูจำนวนมากหรือมีร่องรอยชัดเจน ควรติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านกำจัดสัตว์รบกวน
สรุป ปลูกพืชกลิ่นแรงช่วยได้ แต่ต้องจัดการต้นเหตุด้วย
ลาเวนเดอร์ มิ้นต์ ดอกดาวเรือง และต้นการบูร เป็นพืชที่มีกลิ่นชัดและมักถูกแนะนำว่าอาจช่วยไล่หนูได้ตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับปลูกเป็นแนวเสริมรอบบ้านหรือในสวน โดยเฉพาะคนที่อยากลดการใช้สารเคมี
อย่างไรก็ตาม การป้องกันหนูให้ได้ผลจริงต้องเริ่มจากการทำให้บ้านไม่น่าอยู่สำหรับหนู นั่นคือไม่มีอาหารให้กิน ไม่มีน้ำให้เข้าถึงง่าย และไม่มีที่หลบซ่อน การใช้พืชกลิ่นแรงจึงควรเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลบ้านและสวนอย่างครบวงจร
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 02/6/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 69,100.00 | 69,300.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,467.00 | 67,719.72 | 70,100.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,020.30 | 60,947.75 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,573.60 | 54,175.78 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,010.15 | 30,473.87 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,563.45 | 23,701.90 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,629.02 | 70,175.94 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 02/6/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 42.90 | 42.90 | 43.40 | 42.90 | 42.90 | 42.90 | 42.90 | 42.90 | 42.90 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 42.53 | 42.53 | 43.03 | 42.53 | 42.53 | 42.53 | 42.53 | 42.53 | 42.53 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 37.90 | 37.90 | 38.40 | 37.90 | – | 37.90 | 37.90 | 37.90 | 37.90 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 33.84 | 33.84 | – | – | – | – | – | – | 33.84 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 50.99 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 50.99 |
| เบนซิน 95 | 52.49 | – | – | 53.41 | – | 52.99 | 52.64 | – | 52.49 |
| ดีเซล | 40.70 | 40.70 | 40.70 | 40.70 | 40.70 | 40.70 | 40.70 | 40.70 | 40.70 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 58.25 | 58.25 | 49.84 | 58.25 | – | – | – | – | 58.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







