สาระน่ารู้ประจำวันที่ 23 เมษายน 2569

อสังหาฯ ฝ่าโลกป่วน…พายุวิกฤติซ้ำซ้อน! ธุรกิจมุ่ง ‘Liquidity First’

  • ภาคอสังหาริมทรัพย์เผชิญวิกฤติซ้ำซ้อนจากต้นทุนก่อสร้างที่พุ่งสูงและกำลังซื้อที่ถดถอย ส่งผลให้การเปิดตัวโครงการใหม่ชะลอตัวลง
  • ผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์สู่โหมด “Liquidity First” โดยให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพคล่องและเงินสดเพื่อความอยู่รอด แทนการเร่งเติบโต
  • ธุรกิจหันมาเน้นการระบายสต็อกคงค้างที่สร้างเสร็จแล้ว เนื่องจากมีต้นทุนเดิมที่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีกว่าโครงการเปิดใหม่
  • ท่ามกลางความไม่สงบทั่วโลก ประเทศไทยกลายเป็น “Safe Haven” ที่ดึงดูดกำลังซื้อจากชาวต่างชาติซึ่งมองหาคุณภาพชีวิตและความมั่นคง

ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า นับตั้งแต่ปี 2567 ต่อเนื่องถึง 2568 ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แต่สิ่งที่หลายคนไม่คาดคิดคือ ปี 2569 ที่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของ “สมดุลใหม่” กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์เลวร้ายซ้ำเติม! ทั้งสงครามในหลายภูมิภาค และราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น เป็นตัวเร่งให้ต้นทุนก่อสร้างสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน “ฉุดกำลังซื้อ” ผู้บริโภคถดถอย ผลลัพธ์คือ ผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนที่ควบคุมยาก ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะ “ตลาดกลาง-ล่าง” ที่ได้รับผลกระทบทันทีจากค่าครองชีพที่พุ่งขึ้น ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร จนกำลังซื้อแทบหยุดนิ่ง ส่วน “ตลาดบน” แม้ยังมีศักยภาพ แต่เลือก “Wait and See” เพราะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังสูง

ประเสริฐ ระบุว่า ผลกระทบดังกล่าวกำลังกดดันให้การเปิดตัวโครงการใหม่ ต้อง “ชะลอตัว” ลง โดยปริยาย ย้อนกลับไปในปีที่ผ่านมา มูลค่าการเปิดตัวโครงการใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ราว 294,000 ล้านบาท ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี สะท้อนภาวการณ์เติบโตที่ชะลอลงอย่างชัดเจนเช่นเดียวกันปีนี้

และเมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 ภายใต้ความไม่แน่นอน ผู้ประกอบการเลือกโหมด “ตั้งรับ” มากกว่าการรุกเปิดเกมใหม่ การตั้งราคาขายโครงการใหม่ในช่วงที่ต้นทุนผันผวนสูง กลายเป็นความเสี่ยงที่ยากจะประเมิน เพราะไม่มีใครสามารถ “ล็อกต้นทุน” ได้อย่างแท้จริง การตั้งราคาที่เผื่อความเสี่ยงมากเกินไปอาจทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถเข้าถึงได้ ขณะที่การตั้งราคาต่ำเกินไปก็เสี่ยงขาดทุน ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือการ “ชะลอ” และ “รอจังหวะ” จนกว่าสถานการณ์จะมีเสถียรภาพมากกว่านี้
 

สต็อกพร้อมโอน “แต้มต่อ” ในเกมที่เปลี่ยนไป
ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว สินค้าคงเหลือหรือ “Inventory” ที่สร้างเสร็จแล้ว กลับกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากเป็นโครงการที่ใช้ต้นทุนเดิม ทั้งราคาที่ดินและค่าวัสดุก่อสร้าง ทำให้สามารถตั้งราคาขายได้แข่งขันมากกว่าโครงการใหม่ อีกทั้งยังสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ทันที จึงตอบโจทย์ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง

ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงหันมาเน้นการ “ระบายสต็อก” ลดความเสี่ยงจากการลงทุนใหม่ ขณะเดียวกันสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ยิ่งทำให้การเปิดโครงการใหม่เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ไทย = Safe Haven ใหม่ ของโลก?
ประเสริฐ เผยว่า ท่ามกลางความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ กลับเกิดอีกภาพหนึ่งที่น่าสนใจ ประเทศไทยกำลังกลายเป็น “บ้านหลังที่สอง” ของชาวต่างชาติ ดีมานด์ไม่ได้มาจากแค่กลุ่มเดิมอย่าง จีน ไต้หวัน เมียนมา รัสเซีย แต่เริ่มเห็นสัญญาณใหม่จากนักลงทุนและแรงงานต่างชาติในตะวันออกกลาง

กลุ่ม “อินเดีย” ที่มองหาความมั่นคงระยะยาว เหตุผลสำคัญไม่ใช่แค่ราคาอสังหาริมทรัพย์แต่คือ “คุณภาพชีวิต” ที่ไทยยังได้เปรียบทั้งระบบสาธารณสุข โรงเรียนนานาชาติ ค่าเงิน และวัฒนธรรมที่เป็นมิตรในวันที่หลายประเทศเต็มไปด้วยความเสี่ยง ไทยจึงกลายเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” โดยปริยาย

ปรับเกมเน้น“เงินสด”ต้องมาก่อน
เมื่อความไม่แน่นอนสูงขึ้น สิ่งที่ผู้ประกอบการเลือกทำไม่ใช่ “เร่งโต” แต่คือ “อยู่ให้รอด” ภาพที่เกิดขึ้นชัดเจนคือ การเปิดโครงการใหม่ลดลงอาจต่ำสุดในรอบ 10 ปีเท่ากับปีก่อนหน้าและโครงการที่สร้างอยู่ ต้องยอมจ่ายต้นทุนเพิ่มเพื่อให้เสร็จทันโอน กลยุทธ์หลักจึงเป็น เรื่องของ “Liquidity First” หรือ เงินสดต้องมาก่อน!

ทำให้ผู้ประกอบการเร่งระบายสต็อกเก่าซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าโครงการใหม่ และนี่เอง กลายเป็น “จังหวะทอง” ของผู้ซื้อที่อาจได้อสังหาฯในราคาดีกว่าช่วงปกติ

ทางออกเชิงนโยบายสูตรพยุงตลาด
ในฐานะนายกสมาคมอาคารชุดไทย ประเสริฐ มีข้อเสนอรัฐบาลว่า ให้ออกมาตรการเร่งด่วน เช่น ลดดอกเบี้ยสินเชื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการเงิน ขยาย Leasehold เป็น 60 ปี เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติ วางนโยบายอสังหาริมทรัพย์ระยะยาวให้ชัดเจน

ขณะที่มาตรการโครงสร้าง มีตั้งแต่ค้ำประกันสินเชื่อบ้านหลังแรก ลดการปฏิเสธสินเชื่อ ใช้บ้านเป็นเครื่องมือแก้หนี้ครัวเรือน พัฒนาโปรเจกต์รูปแบบใหม่ เช่น เวลเนส หรือแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ “กำลังซื้อ” แต่เป็น “โครงสร้างทั้งระบบ”

กรณีศึกษา “อนันดา” ในการเอาตัวรอด ด้วยการปรับตัวล่วงหน้าตลอด 3 ปีที่ผ่านมาโดยเลือก “ลดความเสี่ยง” มากกว่าขยายโครงการ สามารถคืนหนี้ไปแล้วกว่า 38,000 ล้านบาท ลดสต็อกจากหลักแสนล้าน! เหลือเพียงหลักหมื่นล้านบาท และขายสินทรัพย์บางส่วนเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง เป้าหมายไม่ใช่การเติบโตเร็วแต่คือ “อยู่รอด” ในโลกที่ผันผวน

เกมประคองตัวในโลกไม่แน่นอน
วันนี้ อสังหาริมทรัพย์ไทยไม่ใช่ธุรกิจที่กำลัง “เติบโต” หากแต่เป็นธุรกิจที่กำลัง “ตั้งหลัก” ผู้ประกอบการต้องบริหารเงินสดอย่างเข้มงวด ผู้บริโภคต้องระวังการตัดสินใจ และภาครัฐต้องเร่งออกแบบกติกาใหม่ แม้พายุจะยังไม่จบแต่ในวิกฤติก็ยังมีโอกาส

คำถามคือ ประเทศไทยจะเปลี่ยน “แรงหนีภัยของโลก” ให้กลายเป็น “แรงขับเศรษฐกิจใหม่” ได้หรือไม่?!!

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ต้นทุนสร้างบ้านพุ่ง 20% วิกฤตโลกดันราคาก่อสร้างไตรมาส 2/69

ธุรกิจรับสร้างบ้านสะเทือน วัสดุพุ่ง 15-20% ผลกระทบจากสงครามกดดัน คาดว่าไตรมาส 2 ปี 2569 ราคาพุ่งสูง “ศูนย์รับสร้างบ้านหรู แลนดี้ แกรนด์” โดย แลนดี้ โฮม ทุนจดทะเบียน 200 ล้าน ยืนหยัด – ชี้ยิ่งตลาดปั่นป่วน ยิ่งต้องเลือกบริษัทรับสร้างบ้านที่มั่นคงและแช็งแกร่งจริง

ความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดหุ้นหรือค่าเงิน แต่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงอุตสาหกรรมก่อสร้างโดยตรง ราคาเหล็กโครงสร้าง วัสดุก่อสร้าง ค่าขนส่ง และต้นทุนพลังงาน ปรับตัวรวมสูงขึ้นราว 15–20% จากผลพวงของความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก กดดันห่วงโซ่อุปทานภาคก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง

แลนดี้ แกรนด์ บริษัทรับสร้างบ้านหรูในเครือแลนดี้ โฮม ศูนย์รับสร้างบ้านอันดับ 1 ของประเทศ ประเมินว่าแรงกดดันด้านต้นทุนจะยังไม่คลี่คลาย ในระยะสั้น และได้รวบรวม 3 กลยุทธ์สำคัญ ที่เจ้าของบ้านหรูควรพิจารณาในการบริหารความเสี่ยงและควบคุมต้นทุนก่อสร้างในช่วงนี้

ดีมานด์สร้างบ้าน ของแลนดี้ โฮม กรุ๊ป ยืนหยัดสวนกระแส – ลูกค้าแห่ล็อกราคาตั้งแต่ต้นปี

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะมีความไม่แน่นอนสูง แต่ยอดจองสร้างบ้านของแลนดี้ โฮม กรุ๊ป กลับโตสวนกระแส พฤติกรรมลูกค้าที่เห็นได้ชัดในต้นปี 2569 คือกลุ่มที่มีกำลังซื้อและวางแผนสร้างบ้านอยู่แล้ว เร่งตัดสินใจลงนามสัญญาเร็วขึ้น เพื่อล็อกราคาก่อนที่ต้นทุนวัสดุรอบใหม่จะสะท้อน เข้ามาในงบก่อสร้าง

สะท้อนให้เห็นว่าบ้านยังคงเป็น “ปัจจัยสี่” ที่ผู้บริโภคไม่ละทิ้ง แม้จะคุมงบก่อสร้างรัดกุมขึ้นในสภาวะนี้ก็ตาม ความต้องการที่แท้จริงยังคงมีอยู่ เพียงแต่ผู้บริโภคเลือกจะดำเนินการด้วยความรอบคอบและรวดเร็วขึ้นในเวลาเดียวกัน

3 กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงด้านต้นทุน ที่แนะนำ

จากประสบการณ์บริหารธุรกิจรับสร้างบ้านมาอย่างต่อเนื่อง แลนดี้ แกรนด์ ได้สรุปแนวทางบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุน สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนสร้างบ้านในช่วงนี้ไว้ 3 ประการ ดังนี้

1. ล็อกราคาสัญญาก่อนราคาค่าก่อสร้าง จะพุ่งไปกว่านี้

การทำสัญญากับบริษัทรับสร้างบ้านที่ระบุรายการวัสดุและราคาแบบ Fixed Price ไว้ตั้งแต่ต้น คือวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการควบคุม งบประมาณ ไม่ว่าวัสดุก่อสร้างในตลาดจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างไรในระหว่างก่อสร้าง ลูกค้าก็สามารถวางแผนการเงินได้อย่างมั่นใจ เพราะจะได้ล็อกราคาไว้แล้วกับบริษัทรับสร้างบ้านที่มั่นคง ทำให้มั่นใจได้ว่างบจะไม่บานปลาย และที่สำคัญบ้านจะสร้างเสร็จแน่นอน หมดปัญหาช่างทิ้งงาน

2. เลือกบริษัทที่มีระบบจัดซื้อและสต็อกวัสดุล่วงหน้า

บริษัทที่มีสภาพคล่องและระบบบริหารจัดซื้อเชิงรุก สามารถจัดหาและเก็บสต็อกวัสดุสำคัญในช่วงที่ราคายังเอื้ออำนวย ช่วยให้บริษัท ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาตลาดน้อยกว่า นี่คือปัจจัยที่ควรถามและตรวจสอบเมื่อคัดเลือกผู้รับสร้างบ้าน

3. ประเมินฐานทุนและ Bargaining Power ขององค์กร

บริษัทที่มีปริมาณสั่งซื้อสูงและความสัมพันธ์ระยะยาวกับซัพพลายเออร์ มีอำนาจต่อรองที่ทำให้ต้นทุนวัสดุมีเสถียรภาพกว่า ฐานทุนจดทะเบียนที่แข็งแกร่งยังสะท้อนถึงขีดความสามารถในการบริหารความเสี่ยงทางการเงินระหว่างโครงการ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความต่อเนื่องและคุณภาพของงานก่อสร้าง

“ในต้นปี 2569 ที่ทั้งภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยภายนอกยังมีความไม่แน่นอนสูง สิ่งที่ลูกค้าบ้านหรูต้องการมากที่สุดคือความมั่นใจว่าบ้านของพวกเขาจะสร้างเสร็จตามแผน ด้วยคุณภาพที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้น แลนดี้ แกรนด์ มีโครงสร้างองค์กรและฐานทุนที่รองรับความไม่แน่นอนนั้นได้ และนั่นคือสิ่งที่เราการันตีลูกค้าได้จริง เราวางระบบรองรับความเสี่ยงเหล่านี้ไว้ตั้งแต่ก่อนที่ตลาดจะเริ่มผันผวน”

— พรรัตน์ มณีรัตนะพร | ผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจ บริษัท แลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด

ราคาที่ตกลงกันในสัญญา ไม่ว่าวัสดุก่อสร้างในตลาดจะปรับตัวสูงขึ้น – ลูกค้าก็สามารถวางแผนการเงินได้อย่างมั่นใจ

สิ่งที่ทำให้แลนดี้ แกรนด์ แตกต่าง คือการรวมทุกบริการไว้ในสัญญาเดียวแบบ One Stop Service ราคาที่ตกลงกันไว้ในสัญญา ไม่ว่าวัสดุก่อสร้างในตลาดจะปรับตัวสูงขึ้นในระหว่างก่อสร้างอย่างไร ลูกค้าก็สามารถวางแผนการเงินได้อย่างมั่นใจ เพราะแลนดี้ แกรนด์ ได้ล็อกราคาให้กับลูกค้าตั้งแต่วันทำสัญญา และแน่นอนว่าแลนดี้ แกรนด์ ไม่ลดสเปควัสดุก่อสร้าง ไม่ลดมาตรฐานการให้บริการ หมดกังวลเรื่องการทิ้งงานเพราะเรามั่นคงด้วยทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท

บริการออกแบบบ้านโดยสถาปนิกมืออาชีพ ตั้งแต่ Site Analysis วิเคราะห์ที่ดินก่อนออกแบบจากทีมผู้เชี่ยวชาญระดับ Head Architect ให้คำปรึกษาเรื่องฟังก์ชันออกแบบบ้านที่ตรงตามความต้องการ จัดทำภาพแบบบ้าน Perspective โดยไม่ต้องจ่ายค่าออกแบบเพิ่ม รวมไปจนถึงให้คำปรึกษาด้านการเลือกวัสดุ ช่วยควบคุมงบประมาณการก่อสร้างบ้าน ทั้งหมดนี่รวมอยู่ในสัญญาเดียว งบไม่บานปลาย

ดูแลกระบวนการด้านเอกสาร การขออนุญาตปลูกสร้างกับหน่วยงานราชการให้ทั้งหมด ลูกค้าไม่ต้องปวดหัวกับขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เวลา

บริการที่ปรึกษาส่วนตัว Personal Consult ควบคุมดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญการก่อสร้าง ประสานงานกับอินทีเรีย, แอร์, ลิฟท์ และอื่นๆ ครบจบ แจ้งอัปเดต อย่างสม่ำเสมอ และพร้อมแก้ไขทุกปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างก่อสร้าง

นอกเหนือจากความมั่นคงขององค์กร แลนดี้ แกรนด์ ยังชูความแตกต่างด้วยระบบนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นเพื่อการอยู่อาศัยของคนไทยโดยเฉพาะ ครอบคลุมทั้ง NOVA System ระบบก่อสร้างกึ่งสำเร็จรูปที่ช่วยควบคุมคุณภาพและกรอบเวลาได้แม่นยำ มีความแข็งแรงทนทาน ทำให้กล้ารับประกันโครงสร้างได้ถึง 20 ปี, CAPPLUS ระบบเติมอากาศบริสุทธิ์ป้องกัน PM 2.5, Home Cooling ระบบบ้านเย็นอยู่สบายที่ออกแบบมาสำหรับสภาพอากาศเมืองไทย, CP Design นวัตกรรมบ้านปลอดแมลงสาบ และ Elder Care นวัตกรรมบ้านเพื่อผู้สูงอายุที่รองรับทุกช่วงวัยในครอบครัว

ปี 2569 แลนดี้ แกรนด์ตั้งเป้ายอดขาย Segment Luxury ที่ 1,000 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นที่ว่าในตลาดที่ความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น ลูกค้าบ้านหรูจะยิ่งเลือกอย่างรอบคอบ – และบริษัทที่พิสูจน์ได้ว่ามั่นคงจริงในทุกสภาวะ คือคำตอบที่ลูกค้าจะกลับมาหาเสมอ

เมื่อตลาดก่อสร้างผันผวน สิ่งสำคัญสำหรับเจ้าของบ้านหรูคือการเลือกพันธมิตรที่มีโครงสร้างองค์กรแข็งแกร่งและระบบบริหารต้นทุนที่พิสูจน์ได้

— แลนดี้ แกรนด์ บริษัทรับสร้างบ้านหรูในเครือแลนดี้ โฮม อันดับ 1 ของประเทศ

สนใจปรึกษาสถาปนิก Head Architect หรือนัดสำรวจที่ดิน ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

เว็บไซต์: www.landygrand.co.th

โทร: 02 938 3456

Line: @landygrand

Facebook: landygrandonline | Instagram: landy_grand

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 23 เม.ย.69 ‘อ่อนค่า‘ กังวลสงครามรุนแรงขึ้น

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อ่อนค่าลงที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์ จากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น
  • ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่า
  • การแข็งค่าของเงินดอลลาร์และการปรับตัวลดลงของราคาทองคำเป็นปัจจัยเสริมที่กดดันค่าเงินบาทเพิ่มเติม
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทวันนี้ไว้ที่ 32.10-32.45 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังมีความเสี่ยงผันผวนสูงตามสถานการณ์โลก

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.18 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.10-32.45 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงในลักษณะ Sideways Up ทดสอบโซนแนวต้าน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.16-32.34 บาทต่อดอลลาร์) หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นอีกครั้ง สร้างความเสี่ยงต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะ ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่พุ่งขึ้นทดสอบโซน 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย 

อย่างไรก็ดี แม้ว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ จากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด หนุนให้เงินดอลลาร์สามารถปรับตัวแข็งค่าขึ้นกว่าบรรดาสกุลเงินหลัก ขณะเดียวกัน ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เหลือ โอกาส 26% ในการลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้) ได้กดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวลดลง สู่โซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทด้วยเช่นกัน 

แนวโน้มค่าเงินบาท

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้ 

โดยในช่วงนี้ กระแสข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่างสะท้อนถึงความไม่แน่นอนต่อการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน ดังจะเห็นได้จากการทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ อย่าง ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่กลับมาทรงตัวเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้อีกครั้ง ทำให้ เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าในช่วงนี้ได้ โดยเรายังคงประเมินว่า ในกรณีที่ สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านมากขึ้น (เน้นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและสะพาน เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านเจรจาหยุดยิง) อาจทำให้อิหร่านมีการตอบโต้กลับที่รุนแรง (รวมถึงอาจมีการปิดช่องแคบ Bab El-Mandeb จากฝั่ง Houthi ที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน) ในกรณีนี้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงหนัก โดย เงินบาทอาจอ่อนค่าลงจนไปทดสอบแนวต้านถัดไปในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ซึ่งหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น ในช่วงสัปดาห์การจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนต่างชาติที่จะเริ่มมีนัยสำคัญต่อเงินบาทในช่วงปลายเดือนเมษายน ถึง ต้นพฤษภาคม (โฟลว์ธุรกรรมมจ่ายเงินปันผลอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ราว 1%-4%) เราประเมินว่า มีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่ากลับไปทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านดังกล่าวได้

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มมีแนวโน้มคลี่คลายลงได้บ้าง เช่น ทางฝั่งสหรัฐฯ ไม่ได้ใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมเพื่อกดดันให้อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะการเจรจาหยุดยิง หรือ เริ่มมีสัญญาณของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบ 2 อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง (อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์) แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ทำให้เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways แถวโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ จะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้นำเข้า อาจรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ตามโซนแนวรับดังกล่าวได้ 

อนึ่ง ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า ยังคงต้องติดตามทิศทางฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในฝั่งหุ้นไทย ที่ยังมีทิศทางไม่แน่นอน จนกว่าตลาดจะรับรู้รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน หรือเริ่มมีมุมมองต่อแนวโน้มผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ชัดเจนขึ้น ส่วนฝั่งบอนด์ไทยนั้น เรามองว่า นักลงทุนต่างชาติอาจรอทยอยเข้าซื้อบอนด์ไทยได้ หลังความเสี่ยงที่ไทยจะเผชิญการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลดลงไปบ้าง จากการปรับ Outlook เป็น Stable จากทาง Moody’s ล่าสุด 

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทว่า บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หนุนโดย รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ซึ่งการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor อาทิ AMD +6.7%, Broadcom +5.1% และ Amazon +2.2% เป็นต้น ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.05% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +1.64% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.35% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาผสมผสาน ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นพลังงาน ตามทิศทางการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ และการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นทดสอบโซน 4.34% อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่หนุนให้ ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องอีกครั้ง และยังคงทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาสการลดดอกเบี้ย 1 ครั้งของ FED ในปีนี้ เหลือราว 26% โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สอดคล้องกับมุมมองของเราว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่จะกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่ ทว่าเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% (ที่เป็นระดับ Fair Value ที่เราประเมินจากโมเดล ACM และ Yield Spread) ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้ (ล่าสุด เราปรับมุมมองใหม่ว่า FED ยังมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ 1 ครั้ง ในช่วงปลายปีนี้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Up สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กอปรกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นกว่าบรรดาตลาดหุ้นอื่นๆ สร้างแรงกดดันต่อบรรดาสกุลเงินหลัก ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 98.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.2-98.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ทยอยปรับตัวลดลง ก่อนที่จะรีบาวด์สูงขึ้นบ้างสู่โซน 4,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงาน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนเมษายน ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้งสหรัฐฯ ยูโรโซน และอังกฤษ ที่จะสะท้อนผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภาคธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา

ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) รวมถึงรายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ 

ทางฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 6.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่น ในเดือนมีนาคม ที่อาจมีผลต่อการปรับนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน  

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ผลบอล เบิร์นลี่ย์ 0-1 แมนซิตี้ : ฮาลันด์ซัดชัย! เรือใบแซงอาร์เซน่อลขึ้นนำจ่าฝูง

เออร์ลิง ฮาลันด์ ซัดประตูชัยตั้งแต่ 5 นาทีแรก พา แมนฯ ซิตี้ บุกไปคว้าชัยเหนือ เบิร์นลี่ย์ 1-0 คว้าสามแต้มสำคัญแซง อาร์เซน่อล ขึ้นนำจ่าฝูงด้วยการมี 70 คะแนนเท่ากันแต่ยิงได้มากกว่า พร้อมส่ง เบิร์นลี่ย์ ตกชั้นอย่างเป็นทางการ

ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันพุธที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา เป็นโปรแกรมที่ขยับมาเตะก่อนล่วงหน้า โดยเจ้าบ้าน เบิร์นลี่ย์ รองบ๊วยอันดับ 17 เปิด เทิร์ฟ มัวร์ รับรองจ่าฝูง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เกมนี้หากบุกมาคว้าชัยได้จะแซง อาร์เซน่อล ขึ้นจ่าฝูงทันที พร้อมกับส่ง เบิร์นลี่ย์ ตกชั้นเป็นทีมที่สองอย่างเป็นทางการ

เปิดฉากมา 4 นาทีแรก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เกือบบุกมาชิงขึ้นนำอย่างรวดเร็วหลัง อองตวน เซเมนโย่ หักมาให้ ไรยัน แชร์กี้ ซัดไปติดเซฟ ดูบราฟก้า ก่อนไปชนเสาอย่างน่าเสียดาย

แต่อีกนาทีถัดมา เฌเรมี่ โดกู แทงทะลุช่องให้ เออร์ลิง ฮาลันด์ หลุดเดี่ยวเข้าไปก่อนดวลเดี่ยวล่อเป้าชิพผ่านนายด่านเบิร์นลี่ย์เข้าไปอย่างเยือกเย็นพา แมนฯ ซิตี้ ขึ้นนำ 1-0 และเป็นประตูที่ 24 ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้นำดาวซัลโวต่อไป

เจ้าบ้านยังเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ลูกทีมของ เป๊ป เดินหน้าบุกเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง นาที 25 ได้โอกาสลุ้นอีกหลัง แบร์นาร์โด้ เปิดเตะมุมโค้งมาเสาไกลให้ นิโก้ โอไรลีย์ โขกลงพื้นแต่ยังไม่ผ่าน มาร์ติน ดูบราฟก้า ที่เซฟไว้ได้

ท้ายครึ่งแรกเจ้าถิ่นมีโอกาสลุ้นประตูเหมือนกันหลังได้ฟรีคิกทางด้านขวาเปิดเข้ามา เอ็คดาล และบราเชียร์ ฮัมฟรี่ย์ กั๊กกันเองก่อนโดน คูซานอฟ เคลียร์ออกหลังไป ทำให้จบครึ่งแรก แมนฯ ซิตี้ บุกมานำ 1-0

ครึ่งหลัง นาที 55 แมนฯ ซิตี้ ทิ้งโอกาสทองได้เม็ดที่สองนำห่างหลัง เออร์ลิง ฮาลันด์ ได้แปเน้นๆหน้าประตูแต่บอลพุ่งเลียดไปชนเสาไกลอย่างน่าเสียดาย

นาที 70 แมนฯ ซิตี้ ชวดโอกาสได้ประตูนำห่างอีกครั้งหลังบอลมาเข้าทาง ซาวินโญ่ ตัวสำรองได้โอกาสยิงทางเสาสองแต่เจ้าตัวยิงไม่ดีไปติดบล็อคแข้งเจ้าถิ่น

จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกมาคว้าชัยเหนือ เบิร์นลี่ย์ 1-0 คว้าสามแต้มสำคัญเก็บเพิ่มเป็น 70 คะแนน เท่ากับอาร์เซน่อลแต่แซงนำจ่าฝูงด้วยประตูได้เสียดีเหนือกว่า ส่วนความปราชัยของ เบิร์นลี่ย์ ทำให้พวกเขาต้องตกชั้นอย่างเป็นทางการ

รายชื่อตัวจริงทั้งสองทีม

เบิร์นลี่ย์ (5-4-1) : มาร์ติน ดูบราฟก้า – ไคล์ วอล์คเกอร์, ฮยาลมาร์ เอ็คดาล, บราเชียร์ ฮัมฟรี่ย์, มักซีม เอสแตฟ, ควิลินด์ชี่ ฮาร์ตแมน – ลูม ชาอูนา, เจมส์ วอร์ด-พราวส์, จอช ลอร็องต์, เจดอน แอนโธนี่ – เซียม เฟลมมิ่ง

แมนฯ ซิตี้ (4-2-3-1) : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า – มาเตอุส นูเนส, อับดูโกดีร์ คูซานอฟ, มาร์ค เกอี, ไรยัน ไอต์-นูรี – นิโก้ โอไลรี่, แบร์นาร์โด ซิลวา – อองตวน เซเมนยี่, ไรยัน แชร์กี, เฌเรมี่ โดกู – เออร์ลิง ฮาลันด์

ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th


แพทย์เตือน ‘ไวรัสตับอักเสบเอ’ มากับอาหาร–น้ำดื่ม แพร่เชื้อง่ายกว่าที่คิด

แพทย์ มช. เตือนประชาชนเฝ้าระวัง “ไวรัสตับอักเสบเอ” โรคติดต่อใกล้ตัวที่แพร่เชื้อผ่านอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ ชี้แม้ส่วนใหญ่หายได้เอง แต่บางรายอาจมีอาการรุนแรง โดยเฉพาะในผู้ใหญ่และผู้มีโรคประจำตัว

รศ.พญ.กนกวรรณ ภิญโญพรพาณิชย์ อาจารย์ประจำหน่วยระบบทางเดินอาหาร ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า ไวรัสตับอักเสบเอเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่เข้าสู่ร่างกายและไปทำลายเซลล์ตับ ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ ส่งผลให้การทำงานของตับผิดปกติ

ทั้งนี้ โรคดังกล่าวสามารถติดต่อผ่านการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยอาหารที่พบเป็นสาเหตุได้บ่อยคือ “อาหารทะเลดิบหรือปรุงไม่สุก” นอกจากนี้ยังรวมถึงอาหารที่ไม่สะอาด และการสัมผัสเชื้อจากอุจจาระ เช่น การไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสุขอนามัยในชีวิตประจำวันซึ่งยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการติดเชื้อ

“ไวรัสตับอักเสบเอ” มาพร้อมอาหารและน้ำดื่ม

สำหรับอาการของโรค ผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม และค่าการทำงานของตับผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ในบางรายโดยเฉพาะเด็กอาจไม่แสดงอาการ ทำให้เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัวแม้ไวรัสตับอักเสบเอจะไม่ก่อให้เกิดโรคเรื้อรัง และส่วนใหญ่เป็นแบบเฉียบพลันที่สามารถหายได้เอง แต่แพทย์เตือนว่าไม่ควรชะล่าใจ เนื่องจากบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

รศ.พญ.กนกวรรณ เน้นย้ำว่า การป้องกันสามารถทำได้โดยการรับประทานอาหารปรุงสุก สะอาด ดื่มน้ำที่ได้มาตรฐาน ล้างมือก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ รวมถึงใช้ช้อนกลางหรือภาชนะส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีวัคซีนป้องกันที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรให้ความสำคัญกับสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน โดยยึดหลัก “กินสุก ล้างมือ และฉีดวัคซีน” เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในชุมชน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


แรงงานอาเซียน 53% ห่วงพึ่งพา AI มากกว่าถูกแย่งงาน หวั่นเสียทักษะคิดอิสระ

  • ผลสำรวจแรงงานใน 6 ประเทศอาเซียนพบว่า 53% มีความกังวลเรื่องการพึ่งพา AI มากเกินไป ซึ่งเป็นความกังวลอันดับหนึ่ง มากกว่าความกลัวถูก AI แย่งงาน (34%)
  • ความกังวลหลักของแรงงานคือการสูญเสียทักษะการคิดอย่างอิสระ การตัดสินใจ และการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองจาก “กลัวถูกแทนที่” ไปสู่ “กลัวคิดเองไม่เป็น”
  • สำหรับประเทศไทย 55% ของแรงงานกังวลเรื่องการพึ่งพา AI ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาค ขณะที่ความกังวลเรื่องการถูกแทนที่ด้วย AI อยู่ที่ 33%

ผลการศึกษาล่าสุดจาก Milieu Insight ซึ่งสำรวจพนักงานจำนวน 3,000 คนใน 6 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และ เวียดนาม (ประเทศละ 500 คน) พบว่า พนักงานในภูมิภาคนี้กังวลเรื่อง “การพึ่งพา AI มากเกินไป” มากกว่า ความกังวลเรื่องการสูญเสียงาน

ผลสำรวจระบุว่า 53% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าการพึ่งพา AI มากเกินไปเป็นความกังวลอันดับหนึ่ง ซึ่งสูงกว่าความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว (40%) และความกังวลเรื่องการถูกแทนที่ด้วย AI (34%)

แม้ว่าความกังวลเรื่องการถูก AI แย่งงานยังคงมีอยู่ แต่พนักงานจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า AI จะส่งผลต่อการตัดสินใจ ความคิดเชิงวิพากษ์ และความเป็นอิสระในการทำงานอย่างไร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความกังวลของแรงงานกำลังเปลี่ยนจาก “AI จะมาแทนที่เรา” ไปสู่ “AI จะทำให้เราคิดเองน้อยลงหรือไม่”

กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามมาจากองค์กรหลากหลายประเภท โดยส่วนใหญ่ทำงานในบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 200 คน (24%) รองลงมาคือ SME ท้องถิ่น (20%) และบริษัทข้ามชาติ (19%) ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น วิศวกรรมและการผลิต ค้าปลีก และเทคโนโลยีสารสนเทศ

ความกลัวที่แท้จริง: กลัวเสียทักษะการตัดสินใจ มากกว่ากลัวตกงาน

ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ความกังวลเรื่องการพึ่งพา AI ปรากฏในทุกประเทศ โดยมีสัดส่วนดังนี้:
● อินโดนีเซีย 61%
● ไทย 55%
● ฟิลิปปินส์ 53%
● เวียดนาม 50%
● มาเลเซีย 49%
● สิงคโปร์ 49%

ขณะที่ความกังวลเรื่องการสูญเสียงานซึ่งมักถูกพูดถึงในสื่อ กลับอยู่ในระดับต่ำกว่า:

● ฟิลิปปินส์ 42%
● สิงคโปร์ 39%
● อินโดนีเซีย 34%
● ไทย 33%
● มาเลเซีย 33%
● เวียดนาม 24%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า พนักงานให้ความสำคัญกับการรักษาความสามารถในการทำงานด้วยตนเอง มากกว่าความกลัวว่าจะถูกแทนที่โดย AI

พนักงานคาด AI จะช่วยงาน แต่รูปแบบการทำงานจะเปลี่ยน
เมื่อถามถึงผลกระทบของ AI ต่อการทำงานในอีก 5 ปีข้างหน้า พบว่า 41% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่า AI จะช่วยงาน แต่ไม่แทนที่งานหลัก

พนักงานมองว่า AI จะช่วยลดงานซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่าแทนที่การคิด โดย 51% เชื่อว่า AI จะช่วยประหยัดเวลาจากงานที่ทำซ้ำ ทำให้สามารถโฟกัสกับงานที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น ขณะที่:

● 26% เชื่อว่างานส่วนใหญ่จะถูกทำอัตโนมัติและต้องปรับตัว
● 10% เชื่อว่าอาจถูกแทนที่ทั้งหมด
● 10% มองว่า AI จะสร้างโอกาสใหม่

ในภาพรวม มุมมองต่อ AI ยังคงเป็นบวก โดย:
● 41% มีมุมมองเชิงบวกค่อนข้างมาก
● 13% มองเชิงบวกอย่างมาก

เวียดนาม (66%) และไทย (58%) เป็นประเทศที่มีความมองโลกในแง่ดีสูงสุด ขณะที่สิงคโปร์มีสัดส่วนมุมมองเชิงลบสูงสุดที่ 15%

แนวโน้มเชิงบวกในตลาดเกิดใหม่ของอาเซียนสะท้อนความคาดหวังว่า AI จะช่วยเพิ่ม productivity และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่

ความต้องการใช้ AI สูง แต่ความพร้อมขององค์กรยังตามไม่ทัน
อุปสรรคหลักของการนำ AI มาใช้ในองค์กร ได้แก่:

● ความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว
● ขาดทักษะด้านเทคนิค
● ต้นทุน
● การต่อต้านจากพนักงาน

นอกจากนี้ ช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยังเห็นชัดใน:
● ไทย 26%
● อินโดนีเซีย 23%
● มาเลเซีย 17%
● สิงคโปร์ 14%

ในด้านความพร้อมขององค์กร มีเพียง:

● เวียดนาม 25%
● ฟิลิปปินส์ 14%
● อินโดนีเซีย 13%
● มาเลเซีย 12%

ที่ระบุว่าองค์กร “พร้อมมาก” สำหรับ AI ขณะที่การสนับสนุนจากนายจ้างยังอยู่ในระดับต่ำ โดยมีเพียง 25% ในสิงคโปร์ และสูงสุดที่ 38% ในเวียดนาม

สุนดิพ ชาฮาล (Sundip Chahal) Group CEO ของ Milieu Insight กล่าวว่า “แรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้กังวลแค่เรื่องการถูก AI แทนที่ แต่กังวลว่าพวกเขาอาจพึ่งพา AI มากเกินไปจนสูญเสียทักษะการตัดสินใจ และความสามารถในการคิดอย่างอิสระ แม้ภาพรวมจะยังคงเป็นบวก แต่สิ่งนี้สะท้อนว่าองค์กรต้องให้ความสำคัญกับการฝึกอบรม แนวทางการใช้งาน และระบบกำกับดูแล AI อย่างเหมาะสม”

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


เตือนแล้วนะ! ไม่ใช่ทุกคนกินมะม่วงได้ เช็กด่วนคุณอยู่กลุ่มเสี่ยงหรือไม่

มะม่วงเป็นผลไม้ยอดนิยมที่หลายคนชื่นชอบ ด้วยรสชาติหวานหอม กินง่าย และนำไปทำเมนูได้หลากหลาย แต่รู้หรือไม่ว่า “ไม่ใช่ทุกคน” ที่สามารถกินมะม่วงได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะบางกลุ่มที่หากกินมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะพาไปเช็กให้ชัดว่าใครบ้างที่ควรเลี่ยง หรือควรกินมะม่วงอย่างระมัดระวัง

มะม่วงมีประโยชน์อย่างไร

มะม่วงมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์หลายชนิด เช่น

  • วิตามินซี ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
  • ใยอาหาร ช่วยระบบขับถ่าย
  • สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์

อย่างไรก็ตาม มะม่วงสุกมีปริมาณน้ำตาลสูง จึงต้องกินอย่างเหมาะสม

ใครห้ามกินมะม่วง หรือควรระวังเป็นพิเศษ

1. ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

มะม่วงสุกมีค่าดัชนีน้ำตาลค่อนข้างสูง อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อการควบคุมโรค

แนวทาง: หากจำเป็นควรกินในปริมาณน้อย และเลือกมะม่วงดิบแทน

2. ผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก

แม้มะม่วงจะเป็นผลไม้ แต่มีพลังงานและน้ำตาลไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อกินร่วมกับเมนูอย่างข้าวเหนียวมะม่วง อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มได้ง่าย

3. ผู้ที่มีปัญหาระบบย่อยอาหาร หรือกรดไหลย้อน

มะม่วงดิบมีความเป็นกรด อาจกระตุ้นให้เกิดอาการแสบท้อง จุกแน่น หรือกรดไหลย้อน โดยเฉพาะเมื่อกินตอนท้องว่าง

4. ผู้ที่มีอาการแพ้มะม่วง

บางคนอาจมีอาการแพ้โดยไม่รู้ตัว เช่น คันในปาก ผื่นขึ้น หรือระคายเคือง เนื่องจากมะม่วงมีสารบางชนิดคล้ายกับยางไม้

5. ผู้ป่วยโรคไต

มะม่วงมีโพแทสเซียม ซึ่งหากได้รับมากเกินไป อาจส่งผลต่อสมดุลแร่ธาตุในร่างกาย ผู้ป่วยโรคไตควรควบคุมปริมาณ

6. ผู้ที่มีปัญหาน้ำหนักตัวเกินหรือภาวะอ้วน

การกินมะม่วงสุกในปริมาณมากเป็นประจำ อาจเพิ่มปริมาณน้ำตาลสะสมในร่างกาย ส่งผลให้ควบคุมน้ำหนักได้ยากขึ้น

กินมะม่วงอย่างไรให้ปลอดภัย

  • จำกัดปริมาณไม่เกิน 1 ผลต่อวัน
  • หลีกเลี่ยงการกินร่วมกับอาหารหวานจัด
  • ไม่ควรกินตอนท้องว่าง
  • เลือกมะม่วงดิบแทนมะม่วงสุกในบางกรณี
  • สังเกตอาการผิดปกติหลังการกิน

สรุป

มะม่วงไม่ใช่อาหารต้องห้ามสำหรับทุกคน แต่สำหรับบางกลุ่ม การกินโดยไม่ระวังอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ การรู้ว่า “ใครห้ามกินมะม่วง” จะช่วยให้คุณเลือกรับประทานได้อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


listen hear ต่างกันอย่างไร? สรุปวิธีใช้กริยา “ได้ยิน” และ “ฟัง” ให้เป๊ะแบบมือโปร

ในภาษาไทยเรามีคำว่า “ได้ยิน” กับ “ฟัง” ที่แยกกันชัดเจนตามความตั้งใจครับ แต่พอต้องเปลี่ยนมาเป็นภาษาอังกฤษ หลายคนมักจะเผลอใช้สลับกันจนทำให้ความหมายของประโยคเปลี่ยนไป ความสงสัยที่ว่า listen hear ต่างกันอย่างไร จึงเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะทำให้คุณสื่อสารได้เป็นธรรมชาติเหมือนเจ้าของภาษามากขึ้นครับ

การเลือกใช้ผิดคำอาจจะทำให้คนฟังเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ เช่น การบอกว่า “I’m hearing to music” (ซึ่งผิดไวยากรณ์และบริบท) แทนที่จะเป็น “I’m listening to music” วันนี้ Engduo จะพาคุณมาถอดรหัสความต่างของกริยาทั้ง 2 คำนี้แบบจำง่าย พร้อมตัวอย่างประโยคที่คุณสามารถหยิบไปใช้ในออฟฟิศหรือการท่องเที่ยวได้ทันที รับรองว่าอ่านจบแล้วจะเลิกสับสนแน่นอนครับ!

1. การใช้ Hear: “ได้ยิน” (ไม่ได้ตั้งใจ/เสียงเข้าหูเอง)

กริยา Hear เปรียบเสมือนความสามารถทางประสาทสัมผัสครับ คือการที่เราหูไม่หนวก เมื่อมีเสียงเกิดขึ้นรอบตัว เสียงนั้นก็ลอยมาเข้าหูเราเองโดยที่เราไม่ได้พยายามหรือตั้งใจจะไปโฟกัสกับมันเป็นพิเศษ เหมือนกับคำว่า See (มองเห็น) ที่ภาพมันลอยมาเข้าตาเองครับ

  • บริบท: การได้รับรู้ถึงเสียงโดยบังเอิญ หรือการได้ยินเสียงรบกวน
  • ตัวอย่าง: Did you hear that noise? (คุณได้ยินเสียงนั่นไหม? เสียงมันดังขึ้นมาเอง)
  • ตัวอย่าง: I can hear someone talking in the next room. (ฉันได้ยินคนคุยกันในห้องข้างๆ)

2. การใช้ Listen: “ฟัง” (ตั้งใจ/จดจ่อเพื่อทำความเข้าใจ)

Listen คือการ “ตั้งใจ” และ “ใช้สมาธิ” เพื่อจดจ่อกับสิ่งที่ได้ยินครับ เป็นกระบวนการที่สมองต้องทำงานเพื่อตีความสิ่งที่ได้ยิน กฎเหล็กที่สำคัญที่สุดของ Listen คือหากมีกรรม (สิ่งที่ถูกฟัง) ตามหลังมา ต้องมีคำว่า to คั่นกลางเสมอ ครับ

  • บริบท: การฟังเพลง ฟังบรรยาย หรือตั้งใจฟังคำแนะนำ
  • ตัวอย่าง: I like to listen to music while working. (ฉันชอบฟังเพลงในขณะที่ทำงาน)
  • ตัวอย่าง: Please listen to the teacher. (กรุณาตั้งใจฟังคุณครูด้วยครับ)

ตารางสรุป: การเลือกใช้ Listen และ Hear (Auditory Perception Matrix)

เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกใช้ได้ถูกต้องภายในเสี้ยววินาที ลองใช้ตารางวิเคราะห์ระดับความตั้งใจและลักษณะของเหตุการณ์นี้เป็นตัวช่วยเช็กความแม่นยำครับ

ลักษณะการสื่อสารHear (ได้ยิน)Listen (ฟัง)
ความตั้งใจ (Intention)ไม่ได้ตั้งใจ (Passive)ตั้งใจ / จดจ่อ (Active)
ความพยายาม (Effort)ไม่ต้องใช้ความพยายามต้องใช้สมาธิเพื่อทำความเข้าใจ
โครงสร้างประโยคHear + Noun (ไม่ต้องมี to)Listen + to + Noun
ตัวอย่างการใช้Hear a loud bang (ได้ยินเสียงดังปัง)Listen to a podcast (ฟังพอดแคสต์)

จุดที่คนไทยมักพลาด: “Hear to” และการลืม “to” หลัง Listen

นี่คือจุดที่ผมอยากเตือนไว้ให้ระวังเป็นพิเศษเพื่อภาพลักษณ์ระดับมืออาชีพของคุณครับ:

  • ผิด: I hear to you. (ห้ามมี to หลัง Hear) ถูก: I hear you.
  • ผิด: Listen me! (ขาด to คั่นกลาง) ถูก: Listen to me!
  • ข้อยกเว้น: ถ้าไม่มีกรรมตามหลัง Listen ไม่ต้องใส่ to ก็ได้ครับ เช่น Listen! Did you hear that? (ฟังนะ! คุณได้ยินอะไรไหม?)

สถานการณ์จำลอง การประชุมวางแผนโปรเจกต์ใหม่ (Project Sync-up)

ในสถานการณ์นี้ คุณจะเห็นการทำงานที่ต่างกันของประสาทสัมผัส (Hear) และความตั้งใจ (Listen) ครับ

Manager: Good morning, everyone. Can you all hear me clearly? The internet connection seems a bit unstable today. (อรุณสวัสดิ์ครับทุกคน ทุกคนได้ยินผมชัดไหมครับ? ดูเหมือนอินเทอร์เน็ตวันนี้จะไม่ค่อยเสถียรเท่าไหร่)

You: Yes, we can hear you loud and clear, but there is some background noise from your side. (ครับ พวกเราได้ยินคุณชัดเจนครับ แต่ดูเหมือนจะมีเสียงรบกวนจากฝั่งคุณนิดหน่อยครับ)

Manager: Oh, sorry about that. It’s just some construction work outside. Anyway, please listen to this part carefully because it’s about the budget. (โอ้ ขอโทษทีครับ พอดีมีการก่อสร้างข้างนอกน่ะครับ เอาเป็นว่า รบกวนทุกคนตั้งใจฟังส่วนนี้ให้ดีนะครับ เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณ)

You: We are listening, sir. Please go ahead. (พวกเรากำลังตั้งใจฟังอยู่ครับ เชิญต่อได้เลยครับ)

แบบทดสอบสั้นเช็กความเป๊ะ (3 Questions Quiz)

ลองเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดดูครับว่าประโยคเหล่านี้ควรใช้คำไหน

  1. I can ________ the rain hitting the window, it’s so loud! (a) listen to (b) hear
  2. Stop talking and ________ what I am trying to tell you! (a) listen to (b) hear
  3. Did you ________ that news about the company’s merger? (a) listen to (b) hear

(เฉลยอยู่ด้านล่างบทความนี้นะครับ)

ฉลยแบบทดสอบ: 1. (b) hear (ได้ยินเสียงฝนโดยบังเอิญ) 2. (a) listen to (บอกให้ตั้งใจฟังสิ่งที่พูด) 3. (b) hear (ถามว่าได้ยินข่าวผ่านหูมาบ้างไหม)

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. “Can you hear me?” กับ “Are you listening to me?” ต่างกันไหม?

ต่างกันมากครับ Can you hear me? เป็นการถามว่าสัญญาณโทรศัพท์ชัดไหม หรือเสียงดังพอที่หูจะได้รับไหม ส่วน Are you listening to me? เป็นการถามเชิงตำหนิหรือเช็กว่าคุณ “ตั้งใจฟัง” ในสิ่งที่ฉันพูดอยู่หรือเปล่าครับ

2. ใช้ Hear กับการไปชมคอนเสิร์ตได้ไหม?

ฝรั่งมักจะใช้คำว่า “Go to hear” เมื่อต้องการสื่อว่าไปฟังดนตรีหรือไปฟังสุนทรพจน์ครับ แต่ถ้าเป็นการตั้งใจไปชมการแสดงภาพรวม มักจะใช้คำว่า Go to see a concert หรือ Watch a performance มากกว่าครับ

3. “Hear from someone” แปลว่าอะไร?

เป็นสำนวนครับ แปลว่า “ได้รับการติดต่อจากใครบางคน” เช่น “I haven’t heard from him for a long time.” (ฉันไม่ได้รับการติดต่อจากเขามานานแล้ว) ไม่ได้แปลว่าได้ยินเสียงเขาเฉยๆ ครับ

4. จะบอกว่า “ฟังวิทยุ” ต้องใช้คำไหน?

ต้องใช้ Listen to the radio เสมอครับ เพราะเราเปิดเพื่อตั้งใจฟังเนื้อหาข้างในครับ

5. “Hard of hearing” คืออะไร เห็นในประวัติการแพทย์?

เป็นสำนวนแปลว่า “หูตึง” หรือมีความบกพร่องทางการได้ยินครับ เป็นวิธีพูดที่สุภาพกว่าคำว่า deaf (หูหนวก) ในบางกรณีครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 23/4/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a72,000.0072,200.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,654.0070,554.6473,000.00
ทองรูปพรรณ 90%4,188.6063,499.18n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,723.2056,443.71n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,094.3031,749.59n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,628.9024,694.12n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,822.8073,113.65n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 23/4/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9542.4542.4542.9542.4542.4542.4542.4542.4542.45
แก๊สโซฮอล์ 9142.0842.0842.3342.0842.0842.0842.0842.0842.08
แก๊สโซฮอล์ E2035.4535.4535.9535.4535.4535.4535.4535.45
แก๊สโซฮอล์ E8531.3931.3931.39
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม51.5456.0449.8451.54
เบนซิน 9552.0456.0152.5452.1952.04
ดีเซล41.7041.7041.7041.7041.7041.7041.7041.7041.70
ดีเซลพรีเมี่ยม63.6064.1059.8464.1063.60
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า