สาระน่ารู้ประจำวันที่ 24 มิถุนายน 2569

วิธีสังเกตตึกแถวเก่า โครงสร้างอาคารเสี่ยงอันตรายมีอะไรบ้าง

  • สังเกตสัญญาณเตือนภัยเบื้องต้น เช่น รอยร้าวขนาดใหญ่และผิดปกติบริเวณเสา คาน หรือผนัง รวมถึงการเอียงหรือทรุดตัวของอาคาร
  • ตรวจสอบความเสียหายของโครงสร้างหลัก เช่น คอนกรีตที่เสาหรือคานกะเทาะจนเห็นเหล็กเสริมที่เป็นสนิม หรือพื้นและระเบียงมีลักษณะแอ่นตัวลง
  • ระวังปัญหาจากน้ำรั่วซึมเป็นเวลานานซึ่งทำลายความแข็งแรงของคอนกรีต และหากพบสัญญาณอันตรายควรให้วิศวกรเข้าตรวจสอบทันที

จากกรณีมีเหตุคานตึกแถวเก่าแก่ย่านพระราม4พังถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและทรัพย์สินส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ถึงความไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิต   

อย่างไรก็ตามประเมินว่าตึกแถวเก่าแก่จำนวนไม่น้อยในย่านใจกลางกรุงเทพมหานคร กำลังกลายเป็น ภัยเงียบ ที่ซ่อนความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งผู้อยู่อาศัย ผู้ประกอบการ และผู้สัญจรผ่านไปมา โดยเฉพาะอาคารที่มีอายุการใช้งานยาวนาน ขาดการบำรุงรักษา หรือมีการต่อเติมที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างในระยะยาว

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นที่หน่วยงานภาครัฐต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบอาคารเก่าอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ เพื่อประเมินความปลอดภัยและลดความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง ขณะเดียวกัน เจ้าของอาคารและประชาชนในพื้นที่ควรมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง สังเกตความผิดปกติของโครงสร้าง และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันทีเมื่อพบสัญญาณอันตราย

การสร้างความตระหนักรู้และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จึงเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันไม่ให้ตึกเก่าที่ทรุดโทรมกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ส่งผลกระทบต่อชีวิต เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของสังคมในอนาคต

วิธีสังเกตตึกแถวเก่าโครงสร้างเสี่ยงอันตราย

หากต้องการสังเกตว่าตึกแถวอาจมีความเสี่ยงด้านโครงสร้างหรือไม่ ควรดูจากหลายปัจจัยร่วมกัน เพราะบางความเสียหายเป็นเพียงผิวเผิน แต่บางอย่างอาจบ่งชี้ถึงปัญหาโครงสร้างที่ร้ายแรงได้

สัญญาณที่ควรระวัง

1. รอยร้าวขนาดใหญ่หรือรอยร้าวผิดปกติ

  • รอยร้าวเฉียงพาดจากมุมประตูหรือหน้าต่าง
  • รอยร้าวที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ หรือยาวต่อเนื่องหลายเมตร
  • รอยร้าวที่ทะลุผ่านทั้งผนัง ไม่ใช่แค่รอยแตกร้าวของปูนฉาบ
  • รอยร้าวบริเวณเสา คาน หรือจุดต่อระหว่างเสากับคาน

2. อาคารเอียงหรือทรุดตัว

  • พื้นเอียงจนรู้สึกได้เมื่อเดิน
  • ประตูหรือหน้าต่างเปิดปิดยากกว่าปกติ
  • มีช่องว่างผิดปกติระหว่างผนังกับพื้นหรือเพดาน
  • สังเกตจากภายนอกแล้วแนวอาคารไม่ตั้งฉาก

3. เสาและคานเสียหาย

  • คอนกรีตกะเทาะจนเห็นเหล็กเสริม
  • เหล็กเสริมเป็นสนิม บวม หรือดันคอนกรีตแตก
  • เสาหรือคานมีรอยร้าวลึกหรือโก่งตัว

4. พื้นหรือระเบียงแอ่นตัว

  • พื้นยุบเป็นแอ่ง
  • ระเบียงหรือชายคาเอียงลงอย่างเห็นได้ชัด
  • มีเสียงแตกร้าวผิดปกติเมื่อรับน้ำหนัก

5. ความเสียหายจากน้ำ

  • น้ำรั่วซึมต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • คอนกรีตเปื่อย หลุดร่อน
  • คราบสนิมหรือคราบเกลือขึ้นตามผนังและเสา

6. ความเสียหายหลังเหตุการณ์รุนแรง

หลังแผ่นดินไหว ไฟไหม้ น้ำท่วมใหญ่ หรือการต่อเติมหนัก ๆ ควรตรวจสอบเป็นพิเศษ หากพบ

  • รอยร้าวใหม่จำนวนมาก
  • อาคารเอียงเพิ่มขึ้น
  • เสียงโครงสร้างลั่นหรือแตกร้าว

สัญญาณอันตรายเร่งด่วน

หากพบข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้อาคารและให้วิศวกรเข้าตรวจสอบทันที

  • เสาแตกหรือบี้ตัวอย่างชัดเจน
  • คานร้าวลึกจนเห็นเหล็ก
  • อาคารเอียงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • พื้นทรุดหรือยุบตัวทันที
  • มีเศษคอนกรีตร่วงจากโครงสร้างหลัก

สิ่งที่ควรทำหากพบอาคารมีความผิดปกติ

  • ให้วิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาตเข้าตรวจสอบหากพบความผิดปกติ
  • ถ่ายภาพรอยร้าวและติดตามว่าขยายตัวหรือไม่
  • หลีกเลี่ยงการต่อเติมหรือวางของหนักเพิ่มเติมจนกว่าจะตรวจสอบแล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


เจาะย่าน เจริญกรุง-เจริญนคร บูมทำเลทองริมเจ้าพระยา เชื่อมศูนย์กลางธุรกิจ

  • ย่านเจริญกรุง-เจริญนคร กลายเป็นทำเลทองริมแม่น้ำเจ้าพระยาจากการลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ส่งผลให้ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว
  • ฝั่งเจริญนครเติบโตอย่างรวดเร็วจากเมกะโปรเจกต์อย่างไอคอนสยาม และการเชื่อมต่อคมนาคมด้วยรถไฟฟ้าสายสีทองที่เชื่อมเข้าสู่ศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ได้สะดวก
  • ฝั่งเจริญกรุงมีจุดแข็งด้านคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ถูกผลักดันเป็น “ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ทำให้มูลค่าที่ดินสูงขึ้นจากความหายากและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ที่ดินทำเลทอง มีศักยภาพ มีผู้คนพูดถึงกันมากที่สุด คงหนีไม่พ้น ย่านเจริญนครฝั่งพระนคร กับย่านเจริญกรุง-คลองสาน ฝั่งธนบุรี ของกรุงเทพมหานคร โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านกลางด ซึ่งหลอมรวมทั้งสองฟากฝั่ง เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เป็นเนื้อเดียว โดยวันนี้สะพรั่งไปด้วยโครงการคอนโดมิเนียม โรงแรมหรู ศูนย์การค้าระดับพรีเมียม ส่งผลให้ราคาที่ดินขยับสูง จากราคาตารางวาละไม่ถึง1แสนบาท ขยับสูงต่อเนื่อง ทะลุไม่ต่ำกว่า5แสนบาทไปจนถึง1ล้านบาทต่อตารางวา และมีแนวโน้มขยับต่อเนื่องตามการเข้ามาลงทุนและการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่

เริ่มจากทำเล ย่านเจริญนคร ถือเป็นหนึ่งในย่านที่มีศักยภาพสูงของฝั่งธนบุรี โดยมีจุดเด่นจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา การเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน และการเติบโตของโครงการที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงลักชัวรีอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยหนุนศักยภาพของเจริญนครโตต่อเนื่อง

ที่เห็นเด่นชัด จะเป็นเรื่องของการคมนาคมดีขึ้นอย่างชัดเจน และสามารถเชื่อมโยงเข้ากับฝั่งพระนครเป็นเนื้อเดียว ทั้งจากโครงข่ายของถนนทางพิเศษ(ทางด่วน) และระบบรางรถไฟฟ้าทั้งรถไฟฟ้าสายสีทอง ช่วยเชื่อมพื้นที่เจริญนครเข้าสู่เครือข่าย BTS ผ่านสถานีกรุงธนบุรี ทำให้การเดินทางเข้าสู่ย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) อย่างสาทร สีลม และสุขุมวิทสะดวกขึ้นมาก  

ที่ทำให้ย่านเจริญนคร เป็นที่รู้จักมาขึ้น นับตั้งแต่เปิดตัว ไอคอนสยาม (ICONSIAM) ศูนย์การค้าริมสายน้ำทำให้ย่านนี้กลายเป็นแลนด์มาร์กระดับโลก ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ ร้านค้า โรงแรม และโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม ส่งผลให้มูลค่าที่ดินและความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ติดกันมีคอนโดแมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟรอนท์ เรสซิเดนเซส แอท ไอคอนสยาม ที่ความสูง 317.95 เมตร (70 ชั้น) เป็นหนึ่งในอาคารที่พักอาศัยที่สูงที่สุดในกรุงเทพมหานคร และสูงที่สุดในประเทศไทย ณ ขณะนี้

การเข้ามาลงทุนของนักลงทุนรายใหญ่และอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มหายากและปรับราคาสูงขึ้น  เนื่องจากเจริญนครเป็นหนึ่งในไม่กี่ย่านของกรุงเทพฯ ที่ยังมีที่ดินติดแม่น้ำเจ้าพระยาสำหรับการพัฒนาโครงการใหม่ แต่ปริมาณเริ่มจำกัด ทำให้เกิดแรงหนุนด้านราคาในระยะยาว โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมและมิกซ์ยูสระดับบน

การขยายตัวของศูนย์ธุรกิจใหม่ฝั่งธนบุรี

พื้นที่คลองสาน–เจริญนคร ได้เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากย่านที่อยู่อาศัยดั้งเดิมและบ้านสวนไปสู่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ ศูนย์กลางการค้า การท่องเที่ยว และธุรกิจริมแม่น้ำ ทำให้มีความต้องการทั้งที่อยู่อาศัยและพื้นที่เชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น   

โดยเฉพาะ โครงการพัฒนาล้ง 1919 (Lhong 1919) ของ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน)หรือ AWC  ภายใต้การนำของ นางวัลลภา ไตรโสรัส ทายาทเจ้าสัวเจริญ โครงการขนาดใหญ่ย่าน เจริญนคร คลองสาน ใกล้กับ ไอคอนสยาม ที่ใช้งบลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท  เพื่อชุบชีวิตพื้นที่ประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สู่จุดหมายปลายทางระดับโลก โดยมีแกนหลักโครงการ ซึ่งเป็นโรงแรมระดับอัลตร้าลักชัวรี เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน แบงค็อก เดอะ ริเวอร์ไซด์ พัฒนาพื้นที่เป็น องค์ประกอบพื้นที่ ประกอบด้วยอาคารประวัติศาสตร์อายุศตวรรษที่ 19 ผสมผสานกับอาคารร่วมสมัยสูง 20 ชั้น มีห้องพักรวม 192 ห้อง โดยคงศาลเจ้าแม่หม่าโจ้วไว้เป็นศูนย์รวมจิตใจ

นอกจากนี้ยังมี เดอะ แจม แฟกทอรี่ (The Jam Factory)  คอมมูนิตี้มอลล์สุดชิลในโกดังเก่า บรรยากาศร่มรื่น มีทั้งร้านกาแฟ ร้านหนังสือ และแกลเลอรี อีกทั้งศาลเจ้ากวนอู (คลองสาน) ศาลเจ้าเก่าแก่อายุกว่า 200 ปี เป็นที่เคารพสักการะของคนในชุมชน

ขณะการเดินทางสามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวกสบาย โดยนั่งรถไฟฟ้า BTS สายสีลม มาลงที่สถานีสะพานตากสิน แล้วต่อเรือข้ามฟาก หรือเดินทางด้วย รถไฟฟ้าสายสีทอง ซึ่งเชื่อมต่อโดยตรงจากสถานีรถไฟฟ้า BTS กรุงธนบุรี เข้าสู่ใจกลางย่านเจริญนคร และศูนย์กลางค้าไอคอนสยาม

 หากมองระยะกลางถึงยาว 5–10 ปี เจริญนครยังเป็นหนึ่งในทำเลที่แข็งแกร่งของกรุงเทพฯ จากการผสมผสานระหว่างทำเลริมน้ำ การเข้าถึง CBD และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ต่อเนื่อง ทำให้เหมาะทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุนอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้เปรียบเทียบกับเจริญนครที่มีจุดขายเรื่อง ริมน้ำ เมกะโปรเจ็กต์  คอนโดหรู ฝั่ง เจริญกรุง–พระนคร จะมีจุดแข็งต่างออกไป คือเป็นทำเลที่เติบโตจาก คุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์มากกว่าการพัฒนาแบบขยายเมืองใหม่

เจริญกรุง (ฝั่งพระนคร) เชื่อมศูนย์กลางธุรกิจ

เจริญกรุงเป็นถนนสายแรกของประเทศไทย และเคยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพฯ มาก่อนการเติบโตของสีลม สาทร และสุขุมวิท ปัจจุบันยังเชื่อมต่อพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างสี่พระยา สีลม สาทร เยาวราช และหัวลำโพงได้โดยตรง ไฮไลต์โครงการขนาดใหญ่จะเป็น เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ เดสติเนชั่น ศูนย์การค้าเปิดโล่งขนาดใหญ่ริมแม่น้ำ เจ้าพระยา ตั้งอยู่ระหว่างซอยเจริญกรุง 72-76 ถนนเจริญกรุง ภายใต้การดำเนินโครงการของAWC

ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บูมเจริญกรุง–ตลาดน้อย–ทรงวาด

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พื้นที่เจริญกรุง–ตลาดน้อย–ทรงวาด กลายเป็นศูนย์กลางของแกลเลอรี คาเฟ่  โรงแรมบูทีก ร้านอาหารเชฟรุ่นใหม่ สตูดิโอออกแบบ จนได้รับการผลักดันเป็น “ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ของกรุงเทพฯ  ซึ่งเป็นจุดที่ต่างจากเจริญนครอย่างชัดเจน เพราะการเติบโตของเจริญกรุงมาจาก ไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรม มากกว่าโครงการขนาดใหญ่

 ที่ดินแปลงใหญ่มีจำกัด

พื้นที่ฝั่งพระนครมี อาคารอนุรักษ์จำนวนมาก ที่ดินแปลงใหญ่เหลือน้อย ข้อจำกัดด้านผังเมืองบางส่วน ทำให้โครงการใหม่เกิดได้ยากกว่าฝั่งธนบุรีในมุมการลงทุน นี่เป็นข้อดี เพราะสินทรัพย์ที่ดีในทำเลนี้มีความหายาก (Scarcity Value) สูง และมักรักษามูลค่าได้ดีในระยะยาว

ธุรกิจที่น่าสนใจ Boutique Hotel  Hostel คุณภาพสูง  Co-working Space ร้านอาหารและคาเฟ่ อาคารพาณิชย์รีโนเวต มิกซ์ยูสขนาดเล็ก โดยเฉพาะบริเวณตลาดน้อย ทรงวาด สี่พระยา เจริญกรุงตอนต้น ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวและคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามการเดินทางแม้ใกล้ ศูนย์กลางธุรกิจ(CBD) แต่มีปริมาณรถติดขัดค่อนข้างมากและการเข้าถึงรถไฟฟ้ายังไม่สะดวกเท่าแนวสุขุมวิทหรือสาทรบางช่วง

ที่สำคัญการพัฒนาแบบก้าวกระโดดเกิดยาก หากหวังการเติบโตแบบ พระราม 9 บางนา เจริญนคร  อาจไม่เห็นภาพนั้นในเจริญกรุง เพราะพื้นที่ถูกจำกัดด้วยโครงสร้างเมืองเก่าและการอนุรักษ์ขณะเดียวกันเจริญกรุงเป็นถนนค่อนข้างยาว ตั้งแต่บางรัก สี่พระยา ตลาดน้อย ไปจนถึงพระนครและเยาวราชราคาที่ดินและศักยภาพต่างกันมาก

หากประเมินแล้ว เจริญนคร เติบโตจากโครงการขนาดใหญ่และการพัฒนาเมืองใหม่ ขณะเจริญกรุงฝั่งพระนคร เติบโตจากความหายากของที่ดิน มรดกทางวัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การลงทุนระยะยาว 10–20 ปี เจริญกรุงฝั่งพระนครมีลักษณะคล้ายย่านเมืองเก่าที่ได้รับการฟื้นฟูในเมืองใหญ่ทั่วโลก คือราคาอาจไม่พุ่งเร็วที่สุด แต่มีแนวโน้มรักษาและเพิ่มมูลค่าได้ดีจากความเป็นทำเลที่ สร้างใหม่ไม่ได้ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 22 มิ.ย.69 ‘อ่อนค่าหนัก‘ ดอลลาร์รับแรงหนุน

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้าอ่อนค่าลงที่ระดับ 33.28 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.15 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักมาจากการที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากภาวะตลาดปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด
  • ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI/Semiconductor ซึ่งหนุนให้นักลงทุนหันไปถือครองเงินดอลลาร์
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทวันนี้ว่าจะเคลื่อนไหวในระดับ 33.15-33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าในระยะสั้นต่อไป

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.28 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.15 บาทต่อดอลลาร์มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.15-33.50 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้สำเร็จ (แกว่งตัวในกรอบ 33.12-33.30 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าขึ้น จากทั้งภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) หลังบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ต่างปรับตัวลงแรง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการ (Micron จะรับรู้รายงานผลประกอบการในวันพุธนี้) และระดับ Valuation ของหุ้นกลุ่มดังกล่าวที่อยู่ในระดับสูง

รวมถึง รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ ของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ที่ออกมาดีกว่าคาด สวนทางกับรายงานดัชนี PMI จากฝั่งยูโรโซนและอังกฤษ ที่ส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด นอกจากนี้ แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงยังได้ส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดเลือกจะลดสถานะถือครองทองคำ เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง พร้อมลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน 

ประกอบกับความกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย FED ที่ยังมีอยู่ ยิ่งกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงหลุดโซนแนวรับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

อย่างไรก็ดี พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาสันติภาพและการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่ทยอยฟื้นตัวขึ้น ได้ช่วยลดทอนการปรับเพิ่มความคาดหวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 48% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) พร้อมกดดันให้ ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลง (สอดคล้องกับการปรับเพิ่มสถานะ Short น้ำมันของผู้เล่นในตลาด)

แนวโน้มค่าเงินบาท

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

แม้ในช่วงระยะสั้น เราจะประเมินว่า เงินบาทอาจยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทนั้น ถือว่า เกินความคาดหมายของเราไปพอควร (เดิม เราประเมินว่า กรอบเงินบาททั้งสัปดาห์อาจไม่เกินระดับ 33.20 บาทต่อดอลลาร์) และสะท้อนว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดที่ต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์นั้น อาจขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ไปพอควรแล้ว และบางส่วนอาจขยับออเดอร์ไปรอโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งต้องยอมรับว่า การอ่อนค่าของเงินบาทในรอบนี้นั้น มาจาก AI/Semiconductor Sell-Off ในช่วงก่อนเข้า Earnings Season ที่บริบทจะต่างจากรอบก่อน เนื่องจากในครั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดได้กลับมามั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อีกทั้งเริ่มมีนักวิเคราะห์หลายค่ายปรับคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ย FED เป็นการขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง จากเดิม มองคงดอกเบี้ย หรือ ลดดอกเบี้ย ทำให้ เราประเมินว่า ในช่วงระยะสั้นนี้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจขึ้นกับ บรรยากาศในตลาดการเงินที่จะต้องรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ด้วยเช่นกัน 

โดยหาก รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้น AI/Semiconductor ออกมาดีกว่าคาด หรืออย่างน้อยยังคงทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังเชื่อมั่นในแนวโน้มการเติบโต และพอยอมรับได้กับระดับ Valuation ในปัจจุบัน เรามองว่า ตลาดอาจเริ่มกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น จากการรีบาวด์ของหุ้นกลุ่มดังกล่าว ซึ่งอาจช่วยชะลอหรือลดทอนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้บ้าง ทำให้ การอ่อนค่าของเงินบาทนั้นจะถูกจำกัดลง และพอมีโอกาสลุ้นการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท ในกรณีที่ นักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อหุ้นไทย อย่าง หุ้นในธีม AI/Semiconductor อีกครั้ง (จากที่วันก่อนหน้า หุ้นกลุ่มดังกล่าวเผชิญแรงขายรุนแรง)

ในทางกลับกัน หากรายงานผลประกอบการหุ้น AI/Semiconductor ออกมาน่าผิดหวัง เกิดแรงเทขายหุ้นกลุ่มดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เรามองว่า แม้เงินดอลลาร์จะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าจากภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ เนื่องจาก 1) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจปรับตัวลงหนัก มากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ จากสัดส่วนหุ้น AI/Semiconductor ที่สูงกว่ามาก 2) ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ในช่วงที่ตลาดมีสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่าลง) พอสมควร อาจกระตุ้นให้เกิด Sudden Yen Appreciation หรือการแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ของเงินเยนญี่ปุ่นได้ อย่างไรก็ดี ในภาพดังกล่าว เงินบาทอาจเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าจากทั้งการปรับตัวลงของราคาทองคำ ซึ่งเป็นผลมาจากแรงขายลดความเสี่ยงและเพิ่มสภาพคล่อง มากกว่ากังวลแนวโน้มดอกเบี้ย FED และแรงขายหุ้นไทย เน้นกลุ่ม AI/Semiconductor ซึ่งการเคลื่อนไหวของเงินบาทจะเป็นอย่างไร จะขึ้นกับว่า เกิดการแข็งค่าขึ้น เร็ว แรงของเงินเยนญี่ปุ่น หรือไม่ เพราะหากเกิดขึ้นจริง เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากไม่เกิด เงินบาทอาจยังคงเคลื่อนไหวแถวระดับปัจจุบัน หรืออ่อนค่าไม่เกินโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ 

นอกจากนี้ เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ไม่ยาก)

เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง(Risk-Off) ท่ามกลางแรงขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor นำโดย Micron -13.2% ก่อนที่ตลาดจะรับรู้รายงานผลประกอบการของ Micron ในช่วงวันพุธนี้ ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะลดความเสี่ยงการถือครองหุ้นกลุ่มดังกล่าวลง โดยเฉพาะในจังหวะที่ตลาดยังมีความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.44% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -2.21%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงอีกครั้ง -0.73% กดดันโดยแรงขายหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ทั่วโลก ซึ่งส่งให้หุ้นกลุ่มดังกล่าวฝั่งยุโรปปรับตัวลงแรง อาทิ ASML -5.7% ขณะเดียวกัน การปรับตัวลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะแร่โลหะต่างๆ (รวมถึงทองคำ) ยังได้กดดันให้ หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ปรับตัวลงพอควร เช่น Rio Tinto -3.3% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive โดยเฉพาะกลุ่ม Healthcare เช่น Novo Nordisk +2.6% และกลุ่มสินค้าอุปโภค บริโภค อย่าง Nestle +1.5% 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4.50% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากบรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ นอกจากนี้ การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ ยังได้ช่วยจำกัดและชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว ตามแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ที่ทยอยปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เราประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Riskของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตามเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50%เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ อย่าง Bank of America ที่ล่าสุดมีการปรับคาดการณ์ว่า FED อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง ในปีนี้ จากเดิมมองคงดอกเบี้ย ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ตามอานิสงส์ของภาวะปิดรับความเสี่ยงจากแรงขายหุ้น AI/Semiconductor ทั่วโลก และรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของสหรัฐฯ ที่ออกมาสดใสดีกว่าคาดและยัง ดีกว่าภาพในฝั่งยุโรป ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ส่งผลให้การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นยังคงถูกจำกัดอยู่ ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 101.4 จุด(ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.1-101.5จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะมีแนวโน้มดีขึ้น สะท้อนผ่านการทยอยปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ ทว่า แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้สร้างความต้องการลดสัดส่วนการถือครองทองคำลง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและปรับลดความเสี่ยงโดยรวม กอปรกับการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ได้สร้างแรงกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเข้าใกล้โซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญในฝั่งไทย จะอยู่ที่ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเราประเมินว่า คณะกรรมการฯ จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% เพื่อหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังไม่มีสัญญาณเร่งขึ้นต่อเนื่อง จากการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง รวมถึง second round effect

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่าน ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และรายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) ในเดือนมิถุนายน 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่และยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น อีกไฮไลท์สำคัญที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้ คือ รายงานผลประกอบการของ Micron ที่จะรับรู้ในช่วง After Market ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ได้เพิ่มอีก 1 ชาติ! สรุปรายชื่อทีมผ่านเข้ารอบ ฟุตบอลโลก 2026 รอบน็อกเอาต์

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) ที่ถือเป็นครั้งแรกที่รอบสุดท้ายมีทีมเข้าแข่งขันมากถึง 48 ทีม รวมถึงมีชาติเจ้าภาพร่วมมากถึง 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ เม็กซิโก

โดยจากการที่มี 48 ทีม เข้าร่วมทำให้ การแข่งขันฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2026 มีการแบ่งกลุ่มออกเป็น 12 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม รูปแบบการแข่งขันจะคัดเอา ทีมอันดับ 1 และ 2 ของแต่ละกลุ่ม รวม 24 ทีม บวกกับอีก 8 ทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด ผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ 32 ทีมต่อไป

ซึ่งหลังการแข่งขันดำเนินมาถึงนัดที่สองในหลายกลุ่มทำให้ตอนนี้ได้ทีมที่คว้าสิทธิ์ผ่านเข้ารอบแน่นอนแล้วจำนวนทั้งหมด 7 ทีม ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา และ เม็กซิโก ชาติ 2 เจ้าภาพ บวกกับ เยอรมนี, ฝรั่งเศส, นอร์เวย์, อาร์เจนตินา และ โคลอมเบีย ที่คว้าตั๋วได้เป็นชาติล่าสุด

สรุปทีมชาติการันตี ฟุตบอลโลก 2026 รอบน็อกเอาต์ (รอบ 32 ทีม)

กลุ่มเอ : เม็กซิโก
กลุ่มดี : สหรัฐอเมริกา
กลุ่มอี : เยอรมนี
กลุ่มไอ : ฝรั่งเศส, นอร์เวย์
กลุ่มเจ : อาร์เจนตินา
กลุ่มเค : โคลอมเบีย

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


แพทย์ไทยประกาศ “วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล” เริ่มทดลองในมนุษย์แล้ว

  • ประเทศไทยเริ่มทดลอง “วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล” ในมนุษย์แล้ว โดยเป็นความร่วมมือระหว่างองค์การเภสัชกรรม (อภ.) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และบริษัทจากสหรัฐอเมริกา
  • วัคซีนนี้ใช้ข้อมูลพันธุกรรมจากเซลล์มะเร็งของผู้ป่วยแต่ละรายมาออกแบบ เพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถจดจำและทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะเจาะจง
  • การทดลองในประเทศไทยมุ่งเน้นไปที่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การแพทย์แม่นยำ

ประเทศไทยเริ่มก้าวไปสู่เส้นทางการแพทย์แม่นยำ หลังองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ร่วมกับบริษัท Seqker Biosciences Inc. จากสหรัฐอเมริกา และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าพัฒนา “วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล” ซึ่งองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และบริษัท Seqker Biosciences Inc. ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา เพื่อผลักดันการแพทย์แม่นยำและนวัตกรรมการรักษามะเร็งในประเทศไทย

โดยขณะนี้ได้เริ่มทดลองในมนุษย์แล้ว ผ่านการนำข้อมูลพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งจากผู้ป่วยแต่ละรายมาออกแบบวัคซีนเฉพาะบุคคล เพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สามารถจดจำและโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะมากยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีดังกล่าวอาศัยการวิเคราะห์พันธุกรรมของเซลล์มะเร็งจากผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อนำมาออกแบบวัคซีนเฉพาะบุคคล ซึ่งมีเป้าหมายในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สามารถจดจำและโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะมากยิ่งขึ้น

แนวทางนี้ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีใหม่ด้านการรักษามะเร็งที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนา โดยเฉพาะการใช้ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา

ปัจจุบัน ในต่างประเทศมีการศึกษาและทดลองใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในมะเร็งหลายชนิด อาทิ มะเร็งผิวหนัง มะเร็งไต มะเร็งปอด และมะเร็งตับอ่อน ขณะที่ในประเทศไทย ได้มีการทดลองในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

โครงการนี้สะท้อนถึงศักยภาพและความก้าวหน้าของประเทศไทยด้านเทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์ ตั้งแต่การถอดรหัสพันธุกรรม การวิเคราะห์ชีวสารสนเทศ ไปจนถึงการพัฒนาวัคซีนภายในประเทศ ซึ่งอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้ถึง 4–5 เท่า เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา

แม้ว่าวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและประเมินผลทางคลินิก แต่ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์แม่นยำในอนาคต

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการ จำเป็นต้องผ่านการประเมินตามเกณฑ์ของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งจากโรงพยาบาลเครือข่ายของโครงการ โดยสามารถติดต่อผ่าน Google Form ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) หรือบัญชี LINE ID อย่างเป็นทางการขององค์การเภสัชกรรม (อภ.)

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


เทคนิคเริ่มเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน: หลีกเลี่ยง 7 ข้อผิดพลาดที่ทำให้คุณเรียนไม่ไปไหนสักที

1. ติดกับดัก “ไวยากรณ์” จนลืมการสื่อสาร

ข้อผิดพลาดที่คลาสสิกที่สุดของคนไทยคือการพยายาม “เป๊ะ Grammar” ตั้งแต่วันแรก เราถูกสอนมาให้ท่องจำ Tense ทั้ง 12 Tense ตั้งแต่ประถม แต่พอถึงเวลาใช้งานจริง เรากลับมัวแต่พะวงว่า “ประโยคนี้ต้องใช้ Present Perfect หรือ Simple?” จนสุดท้ายไม่ได้พูดออกมาสักคำ

จากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ: การเรียนภาษาอังกฤษเปรียบเสมือนการขี่จักรยานครับ คุณไม่จำเป็นต้องรู้ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงหรือกลศาสตร์ของโซ่จักรยานเพื่อที่จะขี่มันให้เป็น คุณแค่ต้องขึ้นไปนั่งแล้วลองถีบดู

ตามข้อมูลจาก British Council การเรียนรู้ภาษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดในช่วงเริ่มต้นคือการเน้นไปที่ “Communication” หรือการสื่อสารให้เข้าใจก่อน แล้วค่อยปรับปรุงเรื่องความถูกต้อง (Accuracy) ในภายหลัง

เทคนิคเริ่มเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน: * เลิกกังวลเรื่อง Tense ที่ซับซ้อน เริ่มจาก Present Simple และ Past Simple ง่ายๆ

  • เน้นการใช้ Keyword ที่สื่อความหมายได้
  • หากคุณอยากฝึกอย่างจริงจัง การเลือก เรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน กับสถาบันที่เน้นการใช้งานจริงจะช่วยให้คุณกล้าพูดมากขึ้น

2. ความกลัว “ผิด” คือศัตรูตัวฉกาจ

หลายคนไม่ยอมอ้าปากพูดภาษาอังกฤษเพราะกลัว “หน้าแตก” กลัวคนอื่นจะมองว่าสำเนียงไม่ดี หรือกลัวจะใช้คำศัพท์ผิด ความจริงที่น่าสนใจคือ “ชาวต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจว่าคุณจะพูดผิด แต่เขาสนใจว่าคุณพยายามจะสื่อสารอะไร”

ที่ Engduo เรามักจะบอกนักเรียนเสมอว่า “Mistakes are proof that you are trying” (ความผิดพลาดคือหลักฐานว่าคุณกำลังพยายาม) การที่คุณพูดผิดในวันนี้ คือก้าวแรกของการพูดถูกในวันหน้า

3. การ “แปลจากไทยเป็นอังกฤษ” ในหัว

นี่คืออุปสรรคที่ทำให้การสนทนาของคุณดูติดขัดและไม่เป็นธรรมชาติ เมื่อคุณพยายามนึกประโยคภาษาไทยในหัว แล้วค่อยๆ แปลทีละคำเป็นภาษาอังกฤษ ผลที่ได้คือประโยคที่โครงสร้างแปลกๆ และใช้เวลานานเกินไปในการโต้ตอบ

วิธีแก้ที่เห็นผล: แทนที่จะจำคำศัพท์แยกเป็นคำๆ ให้จำแบบเป็น “Collocations” หรือกลุ่มคำที่ใช้คู่กันบ่อยๆ เช่น แทนที่จะจำคำว่า “Take” กับ “Shower” แยกกัน ให้จำไปเลยว่า “Take a shower” (อาบน้ำ) วิธีนี้จะช่วยให้สมองดึงข้อมูลออกมาใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแปล

4. ขาดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการฝึกฝน

การเรียนภาษาอังกฤษเพียงสัปดาห์ละ 1-2 ชั่วโมงในห้องเรียน แล้วกลับมาใช้ชีวิตด้วยภาษาไทย 100% ในเวลาที่เหลือ เป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้เก่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

เทคนิคเริ่มเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐานที่ได้ผลที่สุด: คือการสร้าง “English Environment” รอบตัวคุณ เช่น:

  • เปลี่ยนเมนูโทรศัพท์เป็นภาษาอังกฤษ
  • ฟัง Podcast ภาษาอังกฤษระหว่างขับรถ
  • และที่สำคัญที่สุด คือการหาพาร์ทเนอร์ในการพูดคุย การ เรียนภาษาอังกฤษกับครูต่างชาติ เป็นประจำจะช่วยบังคับให้สมองของคุณต้องปรับตัวเข้ากับภาษาอังกฤษโดยอัตโนมัติ

เปรียบเทียบวิธีการเรียนภาษาอังกฤษแบบต่างๆ

เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการเลือกเรียนแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด ผมได้ทำตารางเปรียบเทียบไว้ให้แล้วครับ

รูปแบบการเรียนข้อดีข้อเสียเหมาะสำหรับใคร
เรียนด้วยตัวเอง (YouTube/แอป)ประหยัดค่าใช้จ่าย เลือกเวลาเองได้ไม่มีคนแก้จุดผิด ขาดวินัยได้ง่ายคนที่มีพื้นฐานบ้างแล้วและวินัยสูง
เรียนในคลาสกลุ่มใหญ่ได้เจอเพื่อนใหม่ ค่าเรียนไม่สูงมากมีโอกาสพูดน้อย ครูดูแลไม่ทั่วถึงคนที่ชอบทำกิจกรรมกลุ่ม ไม่รีบเร่ง
เรียนตัวต่อตัว (1-on-1)ได้พูดเต็มที่ แก้จุดผิดได้ทันที พัฒนาไวราคาสูงกว่าแบบกลุ่มเล็กน้อยคนที่ต้องการใช้ด่วน หรืออยากแม่นพื้นฐาน
เรียนออนไลน์ (Live Class)สะดวก เรียนได้ทุกที่ ปรับเนื้อหาได้ต้องมีอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ตที่เสถียรคนทำงานที่มีเวลาน้อย หรือไม่สะดวกเดินทาง

5. เน้นการอ่านมากกว่าการฟังและการพูด

ระบบการศึกษาไทยเน้นการอ่านและการเขียนมานาน ทำให้เรา “อ่านออกแต่บอกไม่ถูก” การเริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษที่ถูกต้องควรเลียนแบบการเรียนรู้ของเด็กทารก นั่นคือ ฟัง -> พูด -> อ่าน -> เขียน

หากคุณต้องการ ฝึกพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ให้ได้จริง คุณต้องเพิ่มสัดส่วนการฟังให้มากกว่าการอ่าน ลองฟังสำเนียงที่หลากหลายจากเจ้าของภาษาจะช่วยให้หูของคุณชินกับจังหวะ (Rhythm) และการลงเสียงหนักเบา (Intonation)

6. ตั้งเป้าหมายที่ใหญ่เกินไปจนกดดันตัวเอง

“ฉันต้องเก่งเหมือนเจ้าของภาษาภายใน 3 เดือน” นี่เป็นเป้าหมายที่แทบจะเป็นไปไม่ได้และจะทำให้คุณล้มเลิกไปในที่สุด การเรียนภาษาคือการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: ให้แบ่งเป้าหมายออกเป็นส่วนย่อยๆ (Small Wins) เช่น:

  • สัปดาห์นี้ฉันจะสั่งอาหารเป็นภาษาอังกฤษให้คล่อง
  • เดือนนี้ฉันจะพรีเซนต์งานสั้นๆ 5 นาทีได้โดยไม่ต้องดูสคริปต์
  • การเลือก คอร์สเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ที่มีการวาง Roadmap ชัดเจนจะช่วยให้คุณเห็นความก้าวหน้าของตัวเองได้ดีขึ้น

7. ขาดความสม่ำเสมอ (Consistency)

การเรียนภาษาอังกฤษวันละ 15 นาทีทุกวัน ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการเรียนรวดเดียว 5 ชั่วโมงในวันเสาร์วันเดียว สมองของเราต้องการการกระตุ้นซ้ำๆ เพื่อเปลี่ยนความจำระยะสั้นให้กลายเป็นความจำระยะยาว

ที่ Engduo เราเข้าใจ Pain Point ข้อนี้ดี เราจึงออกแบบการเรียนที่ยืดหยุ่น โดยเฉพาะสิทธิพิเศษสำหรับนักเรียนที่ลงเรียนแบบตัวต่อตัว จะได้รับสิทธิ์เข้าเรียน Live Class ฟรี! เพื่อให้คุณได้ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องแม้ในวันที่ไม่มีคลาสหลัก เพิ่มโอกาสในการ ฝึกพูดภาษาอังกฤษพื้นฐาน ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ

1. ไม่มีพื้นฐานเลย เริ่มเรียนตอนนี้จะทันไหม?

ตอบ: ทันแน่นอนครับ! อายุหรือพื้นฐานไม่ใช่ตัวตัดสินความสำเร็จ ความตั้งใจและวิธีการเรียนที่ถูกต้องต่างหากคือคำตอบ ที่ Engduo เรามีคอร์สสำหรับผู้เริ่มต้นโดยเฉพาะที่เริ่มตั้งแต่ 0 จนสื่อสารได้จริง

2. ควรเน้น Grammar หรือ Speaking ก่อน?

ตอบ: แนะนำให้เน้น Speaking ควบคู่ไปกับการเรียน Grammar ที่จำเป็น (Functional Grammar) ครับ การเรียนแต่ทฤษฎีโดยไม่ได้ใช้จะทำให้ลืมง่าย แต่การพูดจะช่วยให้คุณจำ Grammar ได้โดยอัตโนมัติ

3. เรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ได้ผลจริงไหม?

ตอบ: ได้ผลแน่นอนครับ หากเป็นการเรียนแบบ Interactive ที่มีการโต้ตอบกันจริง ไม่ใช่การนั่งดูวิดีโอเพียงอย่างเดียว การเรียนออนไลน์ช่วยให้คุณประหยัดเวลาเดินทางและสามารถเรียนในสภาพแวดล้อมที่คุณรู้สึกผ่อนคลายที่สุด

4. ต้องเรียนนานแค่ไหนถึงจะพูดคล่อง?

ตอบ: ขึ้นอยู่กับความถี่ในการฝึกฝนครับ โดยเฉลี่ยหากเรียนและฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ คุณจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนภายใน 3-6 เดือน

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


ดาวอส ฟอรัม เผย 10 เทคโนโลยีเกิดใหม่ ชี้อนาคตพลังงาน การแพทย์ และ AI

  • ดาวอส ฟอรัม เผยรายงาน 10 เทคโนโลยีเกิดใหม่แห่งปี 2026 ที่จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโลก โดยชี้ว่านวัตกรรมกำลังเปลี่ยนจากโลกดิจิทัลสู่การใช้งานจริง
  • เทคโนโลยีด้านพลังงานที่น่าจับตาคือการเปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้าและอาคารเป็นแหล่งกักเก็บพลังงาน (Everything-to-Grid) และการสกัดลิเธียมโดยตรงเพื่อเร่งการผลิตแบตเตอรี่
  • ความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่สำคัญ ได้แก่ วัคซีนมะเร็ง mRNA ที่ออกแบบเฉพาะบุคคล และระบบนำส่งยาที่ตรงเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดผลข้างเคียง
  • ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกพัฒนาให้สามารถจำลองและคาดการณ์สถานการณ์โลกจริง (World Models) ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบเข้ารหัสข้อมูลเพื่อป้องกันการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม

การประชุมดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน ประจำปี 2026 ซึ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน เปิดเผยรายงาน “10 เทคโนโลยีเกิดใหม่แห่งปี 2026″ ซึ่งจัดทำร่วมกันโดยสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) และ Frontiers โดยคัดเลือกเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และสังคมโลกในช่วง 5 ปีข้างหน้า

รายงานระบุว่า หลังจากหลายปีที่โลกเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) นวัตกรรมรุ่นใหม่กำลังก้าวออกจากโลกดิจิทัลสู่การใช้งานจริงในภาคพลังงาน การแพทย์ อาหาร วัสดุศาสตร์ และความมั่นคงทางไซเบอร์

10 เทคโนโลยีเกิดใหม่แห่งปี 2026

  • Everything-to-Grid Energy – เปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอาคารให้เป็นแหล่งกักเก็บพลังงาน สามารถส่งไฟฟ้าคืนเข้าสู่โครงข่ายเมื่อมีความต้องการสูง ช่วยเพิ่มเสถียรภาพระบบไฟฟ้าและรองรับพลังงานหมุนเวียน
  • Direct Lithium Extraction – เทคโนโลยีสกัดลิเธียมจากแหล่งน้ำเกลือโดยตรง ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงแทนการระเหยนานหลายเดือน ช่วยเพิ่มกำลังผลิตวัตถุดิบสำคัญสำหรับแบตเตอรี่ EV
  • Precision Fermentation – การใช้จุลินทรีย์ผลิตโปรตีน ส่วนผสมอาหาร และสารทางเภสัชกรรม ช่วยพัฒนาอาหารแห่งอนาคตและลดการใช้ทรัพยากรทางการเกษตร
  • Exosome Drug Delivery – ระบบนำส่งยารุ่นใหม่ที่ใช้อนุภาคธรรมชาติของร่างกายพายาไปยังเซลล์เป้าหมายโดยตรง เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดผลข้างเคียง
  • Personalized mRNA Cancer Vaccines – วัคซีนมะเร็งที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ใช้ข้อมูลทางพันธุกรรมเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำลายเซลล์มะเร็งอย่างแม่นยำ
  • Quantum Simulation for Drug Discovery – การใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมจำลองโครงสร้างโมเลกุลที่ซับซ้อน ช่วยเร่งการค้นคว้าและพัฒนายาใหม่ให้รวดเร็วขึ้น
  • World Models – AI ที่สามารถจำลองสถานการณ์โลกจริงและคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้า ตั้งแต่การจราจร ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการรับมือภัยพิบัติ
  • Lattice-based Cryptography – เทคโนโลยีเข้ารหัสข้อมูลยุคใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งคาดว่าจะมีศักยภาพถอดรหัสระบบปัจจุบันได้ในอนาคต

เทคโนโลยีแห่งอนาคตกำลังสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่

รายงานของ WEF สะท้อนให้เห็นว่า คลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะ AI หรือโลกดิจิทัลอีกต่อไป แต่กำลังเข้ามาแก้ปัญหาสำคัญของโลกจริง ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การพัฒนายาและการรักษาโรคเฉพาะบุคคล การผลิตอาหารอย่างยั่งยืน ไปจนถึงการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ในยุคคอมพิวเตอร์ควอนตัม

หากเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถพัฒนาและนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างแพร่หลาย จะก่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ มูลค่าการลงทุนมหาศาล และโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ทั่วโลก ขณะเดียวกัน ประเทศที่สามารถปรับตัวและลงทุนในเทคโนโลยีเหล่านี้ได้เร็ว อาจเป็นผู้ได้เปรียบในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในทศวรรษหน้า

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


นักกำหนดอาหารยกให้ “ชาชนิดนี้” ดีที่สุดในการช่วยลดการอักเสบในร่างกาย

น้ำชาขิง ได้รับการยกให้เป็นหนึ่งในชาที่ช่วยลดการอักเสบได้ดีที่สุด เพราะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสารสำคัญอย่างจินเจอรอล (Gingerol) ซึ่งมีส่วนช่วยลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย อันเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และมะเร็งบางประเภท

นอกจากรสชาติเผ็ดร้อนเป็นเอกลักษณ์แล้ว น้ำชาขิง ยังได้รับความนิยมในฐานะเครื่องดื่มที่ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก ช่วยเรื่องการย่อยอาหาร และดูแลสุขภาพโดยรวมได้ในแก้วเดียว เราจะพาไปดูว่าทำไมชาขิงจึงโดดเด่นกว่าชาชนิดอื่นในเรื่องการลดการอักเสบ และมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

น้ำขิง เครื่องดื่มลดการอักเสบที่นักกำหนดอาหารแนะนำ

ชาเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอันดับ 2 ของโลก รองจากน้ำเปล่า และมีการดื่มกันมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะทำจากใบชา รากพืช ดอกไม้ หรือผลไม้แห้ง ล้วนมีประโยชน์ต่อสุขภาพแตกต่างกันไป

ในบรรดาชาหลากหลายชนิด “น้ำชาขิง” ได้รับการยกย่องเป็นพิเศษในด้านการช่วยลดการอักเสบ ด้วยรสชาติเผ็ดร้อนเป็นเอกลักษณ์ และมีสารสำคัญที่ส่งผลดีต่อสุขภาพหลายด้าน

น้ำขิงช่วยลดการอักเสบได้อย่างไร?

ขิงมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพสำคัญ เช่น จินเจอรอล (Gingerol) และโชกาออล (Shogaol) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดการอักเสบในร่างกาย

งานวิจัยพบว่าสารเหล่านี้ช่วยเสริมระบบป้องกันอนุมูลอิสระตามธรรมชาติของร่างกาย ช่วยลดความเสียหายของเซลล์และลดกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย

ขิงช่วยบรรเทาอาการจากโรคอักเสบบางชนิด

ขิงไม่ได้มีดีแค่ช่วยลดอาการคลื่นไส้เท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลที่ชี้ว่าอาจช่วยบรรเทาอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคข้ออักเสบ โรคสะเก็ดเงิน โรคลูปัส รวมถึงโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังบางชนิดได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยบางส่วนที่พบว่าขิงอาจช่วยบรรเทาอาการปวดได้ในระดับใกล้เคียงกับยาแก้ปวดบางชนิด และอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด คอเลสเตอรอล และไขมันสะสมในร่างกาย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของภาวะอักเสบเรื้อรัง

การอักเสบเรื้อรัง คืออะไร?

การอักเสบเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกาย เช่น อาการบวม แดง หรือเจ็บหลังเกิดบาดแผลเล็ก ๆ ซึ่งเรียกว่า “การอักเสบเฉียบพลัน” และมักหายไปเมื่อร่างกายฟื้นตัว

แต่การอักเสบเรื้อรังเป็นภาวะที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน และมีความเกี่ยวข้องกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และมะเร็ง

ดื่มน้ำขิงอย่างไรให้ได้ประโยชน์

หากใช้ขิงสด สามารถหั่นขิงขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มือเป็นแว่นบาง ๆ แล้วต้มกับน้ำประมาณ 4 ถ้วย นาน 15 นาที จากนั้นกรองกากออกก่อนดื่ม

สำหรับน้ำขิงแบบซองหรือแบบใบชา สามารถชงกับน้ำร้อนและแช่ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที ก่อนดื่มได้ทันที

ไอเดียเพิ่มน้ำขิงในเมนูประจำวัน

  • ดื่มเป็นชาร้อนช่วงเช้า
  • ทำเป็นน้ำขิงเย็นเพิ่มความสดชื่น
  • นำไปปั่นรวมกับสมูทตี
  • ดื่มระหว่างวันแทนเครื่องดื่มหวาน

ข้อดีอีกอย่างคือน้ำขิงไม่มีคาเฟอีน จึงสามารถดื่มได้ตลอดวัน และยังช่วยเพิ่มปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับในแต่ละวันอีกด้วย

สรุป

น้ำขิง เป็นเครื่องดื่มที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านการอักเสบตามธรรมชาติ ซึ่งอาจช่วยลดการอักเสบในร่างกายและสนับสนุนสุขภาพโดยรวมได้ แม้จะยังไม่มีข้อสรุปเรื่องปริมาณที่เหมาะสมที่สุด แต่การดื่มน้ำขิงเป็นประจำร่วมกับการนอนหลับเพียงพอ ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่สมดุล ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ ในการดูแลสุขภาพและลดความเสี่ยงจากการอักเสบเรื้อรัง

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 24/6/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a64,100.0064,300.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,144.0062,823.0465,100.00
ทองรูปพรรณ 90%3,729.6056,540.74n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,315.2050,258.43n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,864.8028,270.37n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,450.4021,988.06n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,294.3065,101.59n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 24/6/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9538.8538.8539.3538.8538.8538.8538.8538.8538.85
แก๊สโซฮอล์ 9138.4838.4838.9838.4838.4838.4838.4838.4838.48
แก๊สโซฮอล์ E2033.8533.8534.3533.8533.8533.8533.8533.85
แก๊สโซฮอล์ E8529.7929.7929.79
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7953.4449.8447.79
เบนซิน 9548.4453.4148.9448.5948.44
ดีเซล49.7949.79
ดีเซลพรีเมี่ยม32.5032.5032.5032.5032.5032.5032.5032.50
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า