คอนโดริมน้ำ ‘Rare Asset’เขย่าตลาด SC ทุ่ม 1.1 หมื่นล้านปักหมุดบางโพ

- SC Asset ทุ่มงบ 1.1 หมื่นล้านเปิดตัวโครงการคอนโดริมแม่น้ำ “Reference BAIE River-Bangpho” ปักหมุดย่านบางโพเป็นทำเลที่อยู่อาศัยริมน้ำแห่งใหม่
- คอนโดริมแม่น้ำเจ้าพระยาถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์หายาก (Rare Asset) เนื่องจากที่ดินมีจำกัด ทำให้ตลาดยังคงเติบโตสวนกระแสตลาดคอนโดโดยรวมที่ชะลอตัว
- โครงการมีกลยุทธ์เจาะตลาดด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น เริ่มต้น 2.69 ล้าน เพื่อขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มผู้มีฐานะไปยังกลุ่มคนทำงานและคนรุ่นใหม่
ที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยากลายเป็นสินทรัพย์หายาก ท่ามกลางตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ ที่เผชิญแรงกดดันด้านกำลังซื้อ “คอนโดริมน้ำ” กลับสวนกระแส ด้วยอุปทานจำกัดและกำลังซื้อกลุ่ม Wealth ที่แข็งแกร่ง ล่าสุด SC Asset ทุ่ม 1.1หมื่นล้านเปิด Reference BAIE River-Bangpho หวังพลิกบางโพสู่จุดหมายใหม่ของการอยู่อาศัยริมน้ำ พร้อมเจาะช่องว่างตลาดด้วยราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น
กนกอร หลิมกำเนิด กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพัฒนาทรัพย์สินแนวสูงและลูกค้าต่างประเทศ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC กล่าวว่า ตลาดคอนโดกรุงเทพฯ เผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่เปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือน และการแข่งขันด้านราคา แต่ตลาดคอนโดริมแม่น้ำเจ้าพระยากลับมีพลวัตแตกต่างออกไป เพราะนี่ไม่ใช่เพียงตลาดที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี แต่กำลังถูกยกระดับเป็นสินทรัพย์หายาก (Rare Asset) ที่มีข้อได้เปรียบจากข้อจำกัดด้านที่ดินอย่างชัดเจน
ข้อมูลสำรวจตลาด ปี2567 พบว่า กรุงเทพฯ มีคอนโด ติดแม่น้ำเจ้าพระยารวม 25 โครงการ 21,253 ยูนิต หรือ 2-3% ของตลาดคอนโดทั้งหมด ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากคอนโดเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ 250 โครงการ มีเพียง 3 โครงการ ที่ติดแม่น้ำจริง!
“ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานชัดเจน เมื่อที่ดินติดแม่น้ำมีจำกัด ไม่สามารถขยายเพิ่มได้ตามการเติบโตของเมือง ขณะที่ผู้ซื้อกำลังซื้อสูงยังมองหาที่อยู่อาศัยที่มีเอกลักษณ์และถือครองเป็นสินทรัพย์ระยะยาว”
กนกอร มองว่า จุดแข็งของตลาดนี้ไม่ได้อยู่เพียงความหรูหราของโครงการ แต่อยู่ที่ความหายากของทำเลและคุณค่าของการอยู่อาศัยที่ไม่สามารถสร้างทดแทนได้ง่าย นอกจากนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคยังเปลี่ยนจากการเลือกซื้อห้องที่มองเห็นวิวแม่น้ำ (Riverview) ไปสู่การให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้ชีวิตติดแม่น้ำจริง (Riverfront Experience) มากขึ้น
” คอนโดริมน้ำไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะครอบครัวขนาดใหญ่หรือกลุ่มผู้มีฐานะอีกต่อไป แต่กำลังขยายสู่คนทำงาน คนรุ่นใหม่ และผู้ซื้อที่ต้องการคุณภาพชีวิตที่แตกต่างจากความหนาแน่นของเมือง”

3 ทำเลริมน้ำเจ้าพระยาน่าจับตา
คอนโดริมแม่น้ำเจ้าพระยา แบ่งเป็น 3 โซนยุทธศาสตร์ ซึ่งมีระดับราคาและกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกัน โซนแรก สามเสน-บางโพ New Riverside Destination ราคาคอนโดริมน้ำเฉลี่ย 130,000-160,000 บาทต่อตารางเมตร มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน โครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้บริเวณรัฐสภา สะพานเกียกกาย การพัฒนาพื้นที่รัฐสภาแห่งใหม่และโครงการทางการแพทย์ขนาดใหญ่
โซนสอง เจริญกรุง-เจริญนคร Luxury Ecosystem มีระบบนิเวศธุรกิจหรูหราสมบูรณ์ ทั้งโรงแรม 5 ดาว ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ที่พักอาศัยระดับอัลตร้าลักชัวรี ราคาขายตั้งแต่ 150,000 บาท ไปจนถึงมากกว่า 390,000 บาทต่อตารางเมตร
“กลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้มีความมั่งคั่งสูง นักลงทุนที่มองหาสินทรัพย์เฉพาะตัว และลูกค้าต่างชาติที่ต้องการทำเลใจกลางเมืองพร้อมบริการระดับพรีเมียม”
โซนสาม ราษฎร์บูรณะ River Curve & Green View โดดเด่นด้วยทัศนียภาพโค้งน้ำและวิวพื้นที่สีเขียวบางกระเจ้า ราคาขายเฉลี่ย 80,000-100,000 บาทต่อตารางเมตร เหมาะกับผู้ซื้อที่ต้องการบรรยากาศสงบ เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยริมน้ำในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า
“ความแตกต่างของทั้ง 3โซนสะท้อนว่า ตลาดริมน้ำไม่ได้แข่งขันกันด้วยความหรูหราเพียงมิติเดียว แต่กำลังพัฒนาไปตามความต้องการของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม”
แรงหนุนเมกะโปรเจกต์การแพทย์
บางโพเป็นทำเลที่น่าจับตาในช่วง 5 ปีข้างหน้า ด้วยมีการเปลี่ยนผ่านจากย่านที่อยู่อาศัยริมน้ำไปสู่ Living & Creative Hub ที่มีทั้งแหล่งงาน การเดินทาง และบริการสาธารณะรองรับ แรงขับเคลื่อนสำคัญคือการลงทุนด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะโครงการ SI NEXT ศิริราช บางโพ มูลค่า 17,000 ล้านบาท บนที่ดิน 13 ไร่ รองรับผู้ป่วยใน 442 เตียง เปิดบริการเต็มรูปแบบปี 2575 รวมถึงการพัฒนาโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี (YMID) มูลค่าก่อสร้าง 9,999 ล้านบาท จะเพิ่มศักยภาพด้านการรักษาพยาบาลและดึงดูดบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย และประชาชนเข้าสู่พื้นที่ในระยะยาว
พื้นที่บางโพยังได้รับการผลักดันเป็น Bangpho Creative District โดยมีแนวคิดพัฒนาย่านสายไม้ให้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงงานคราฟต์ ศิลปะ คาเฟ่ และกิจกรรมสร้างสรรค์
SC ทลายกำแพงราคาคอนโดริมน้ำ
SC Asset ลงทุนครั้งสำคัญเปิดตัวโครงการแฟลกชิปคอนโดริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรก “Reference BAIE River-Bangpho” ในเดือน ก.ย.2569 มูลค่าโครงการ 11,000 ล้านบาท บนที่ดินกว่า 13 ไร่ 1,742 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.69 ล้านบาท ไปจนถึง 50 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 135,000 บาทต่อตารางเมตร ตั้งเป้ายอดขายเบื้องต้น 3,000 ล้านบาท มียอดขายล่วงหน้าแล้วราว 30%
“กลยุทธ์สำคัญคือการสร้างผลิตภัณฑ์ Riverfront ในราคาที่ใกล้เคียงกับคอนโดมองเห็นวิวแม่น้ำ เป็นการเข้าไปเจาะ Market Gap ที่มีอยู่ในตลาด เพราะคอนโดติดแม่น้ำส่วนใหญ่มักเน้นห้องขนาดใหญ่ ส่งผลให้ราคาต่อยูนิตเริ่มต้นค่อนข้างสูง 5-15 ล้านบาทขึ้นไป การนำเสนอห้องขนาดกะทัดรัดราคาเริ่มต้น 2.69 ล้านบาท จึงเป็นความพยายามขยายฐานผู้ซื้อจากกลุ่ม Wealth ไปสู่คนทำงาน คนรุ่นใหม่ และผู้ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง”
ที่ดินหายากโจทย์ใหญ่เติบโตระยะยาว
แม้ตลาดคอนโดริมน้ำจะมีจุดแข็งจากข้อจำกัดด้านซัพพลาย แต่ความหายากของที่ดินก็เป็นความท้าทายสำคัญของดีเวลลอปเปอร์ ที่ดินติดแม่น้ำจำนวนมากยังอยู่ในมือของตระกูลเก่าแก่ที่ถือครองต่อเนื่องมายาวนาน การนำออกมาพัฒนาจึงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านผังเมือง ระยะร่นจากแนวแม่น้ำ ขนาดแปลงที่ดิน และการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
“การพัฒนาโครงการริมน้ำจึงต้องอาศัยทั้งความพร้อมด้านเงินทุน ความเข้าใจข้อกำหนดทางกฎหมาย และความสามารถในการเข้าถึงที่ดินที่เหมาะสม”
สำหรับ SC การลงทุนใน Reference BAIE ยังสะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพตลาดคอนโด โดยบริษัทมีพอร์ตธุรกิจคอนโดรวมมูลค่า 55,000 ล้านบาท ดำเนินการอยู่ 9 โครงการ มูลค่า 35,000 ล้านบาท และเตรียมเปิดตัวอีก 20,000 ล้านบาท ทั้งในกรุงเทพฯ และภูเก็ต
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
แกรนด์ แอสเสทฯ ปรับแผนรุก Branded Residence3ทำเล มุ่งทำกำไร -ลดหนี้ -ชำระหุ้นกู้ใน 3 ปี

- ปรับยุทธศาสตร์มุ่งรุกธุรกิจ Branded Residence ใน 3 ทำเลศักยภาพ ได้แก่ ทองหล่อ, ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และระยอง มูลค่ารวมกว่า 25,000 ล้านบาท
- ปรับโมเดลธุรกิจโรงแรมสู่ Lifestyle Hotel โดยพัฒนาแบรนด์ของตนเอง เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจโรงแรมรูปแบบเดิม
- ตั้งเป้าหมายสร้างผลกำไรเพื่อเสริมสภาพคล่อง และนำไปชำระหนี้หุ้นกู้ทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี
นายสุทธิพงศ์ จิตโนทัย รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีแผนปรับยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจครั้งสำคัญ มุ่งสร้างการเติบโตและฟื้นฟูความสามารถในการสร้างรายได้และผลกำไรให้ดีขึ้น ทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจโรงแรม เพื่อสร้างโครงสร้างรายได้ที่มีความหลากหลาย และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
รุก Branded Residence 3 ทำเลสำคัญ ทั้งกลางใจเมืองและอีอีซี
บริษัทมีแผนปรับน้ำหนักการลงทุนสู่ธุรกิจ Branded Residence ซึ่งเป็นตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีที่มีศักยภาพเติบโตสูง เตรียมพัฒนาโครงการใน 3 ทำเลศักยภาพ ด้วยมูลค่าโครงการรวมกว่า 25,000 ล้านบาท ได้แก่ ทำเลทองหล่อ กำหนดเปิดตัวต้นปี 2570 มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบนที่ต้องการที่อยู่อาศัยใจกลางเมือง พร้อมบริการและมาตรฐานการบริหารจัดการระดับโรงแรม
ทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยา กำหนดเปิดตัวช่วงปลายปี 2570 ชูจุดเด่นด้านทำเลริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของกรุงเทพฯ และมีข้อจำกัดด้านจำนวนที่ดินในการพัฒนาโครงการและ จังหวัดระยอง ในเขต EEC กำหนดเปิดตัวปลายปี 2570 รองรับการเติบโตของพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก ตลอดจนความต้องการที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมจากกลุ่มผู้บริหาร และนักลงทุน ที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจในพื้นที่
ทั้ง 3 โครงการจะพัฒนาภายใต้ความร่วมมือกับเครือโรงแรมชั้นนำ ทั้งเครือโรงแรมไทยและต่างชาติ เพื่อยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยด้วยบริการและระบบบริหารจัดการแบบโรงแรม ซึ่งจะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มผู้ซื้อ วางกลุ่มเป้าหมายลูกค้าชาวไทย 51% และลูกค้าต่างชาติ 49% ขยายฐานลูกค้าไปสู่ตลาดต่างประเทศ ควบคู่กับการรักษาฐานลูกค้ากำลังซื้อสูงในประเทศ

ปรับโมเดลธุรกิจโรงแรม สู่ Lifestyle Hotel สร้างแบรนด์ของตนเอง
ในส่วนธุรกิจโรงแรม บริษัทจะปรับลดสัดส่วนการพึ่งพารายได้จากธุรกิจโรงแรมรูปแบบเดิม และทบทวนรูปแบบการลงทุนให้เหมาะสมมากขึ้น แนวทางใหม่จะมุ่งพัฒนาโรงแรมรูปแบบ Lifestyle Hotel โดยบริษัทเป็นเจ้าของแบรนด์เอง เน้นการผสมผสานระหว่างพูลวิลล่าและโรงแรม เพื่อสร้างประสบการณ์การพักผ่อนที่แตกต่าง พื้นที่เป้าหมายเบื้องต้น ได้แก่ พังงา กระบี่ พัทยา เชียงใหม่ และระยอง ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่มีเอกลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว และมีความหลากหลายของกลุ่มนักเดินทาง ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาและวางแผนรูปแบบการลงทุน การพัฒนาแบรนด์ และแนวทางการบริหารจัดการ โดยคาดว่าจะสามารถนำเสนอแผนธุรกิจโรงแรมรูปแบบใหม่ที่มีรายละเอียดชัดเจนมากขึ้นภายในปี 2570 นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาและพิจารณาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก (Global Trends) เพื่อขยายโอกาสในการสร้างรายได้และเพิ่มความหลากหลายของธุรกิจ ตลอดจนเสริมศักยภาพการแข่งขันและการเติบโตของบริษัท
เร่งลดภาระหนี้ มุ่งชำระหนี้หุ้นกู้ภายใน 3 ปี
การปรับยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างผลกำไรที่ดีขึ้น เพื่อเสริมความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดและรองรับการชำระหนี้ตามแผนที่วางไว้ โดยบริษัทตั้งเป้าหมายชำระหนี้หุ้นกู้ให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปีข้างหน้า ควบคู่กับการบริหารจัดการทางการเงินและสภาพคล่องอย่างรอบคอบ ทั้งการบริหารสินทรัพย์ การจัดหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม และการบริหารกระแสเงินสดจากการดำเนินธุรกิจ เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทในระยะยาว โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มเป็นสำคัญ
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทวันนี้ 3 พ.ย. 69 คาดเคลื่อนไหวในกรอบ 33.60 – 33.85 บาทต่อดอลลาร์

กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.60 – 33.85 บาทต่อดอลลาร์
เงินบาททรงตัวขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับลดลง หลังประธานาธิบดีอิหร่านระบุว่า ผู้นำสูงสุดได้ให้อำนาจรัฐบาลเพิ่มขึ้นในการเดินหน้าเจรจาสันติภาพ ขณะที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าการเจรจามีความคืบหน้า
ดัชนี ISM ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 5 ในเดือนตุลาคม สูงกว่าตลาดคาดการณ์ โดยการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ยังขยายตัวต่อเนื่อง
วันนี้จับตาผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ โดยคาดว่าพรรคเดโมแครตอาจชนะทั้ง 2 สภา ตามตลาดคาดการณ์
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
สกายฯ ชูเทคโนโลยี AI-หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ พลิกโฉมสนามบินไทยสู่ฮับภูมิภาค

- สกาย ไอซีทีเสนอแนวคิด “การบินอัจฉริยะ” โดยใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ, พัฒนาบริการที่ตรงใจผู้โดยสาร, และคาดการณ์การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน
- เตรียมนำร่องใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) และหุ่นยนต์บริการในสนามบิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ข้อมูลแก่ผู้โดยสารและช่วยจัดการงานภาคพื้นดินอัตโนมัติ เช่น การขนย้ายสัมภาระ
- เป้าหมายหลักคือการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ผลักดันสนามบินไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค (Regional Aviation Hub) โดยอาศัยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและทำเลที่ตั้งของประเทศ
นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ สกาย ไอซีทีเปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา บริษัทได้เข้าร่วมงานประชุมด้านการบินระดับนานาชาติทั้งในประเทศสิงคโปร์และกรีซ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองทางธุรกิจกับเครือข่ายอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก ทำให้เห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของธุรกิจการบินและการขนส่งทางอากาศ จากเดิมที่นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ไปสู่การบูรณาการเทคโนโลยีหลากหลายให้ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ ภายใต้แนวคิดการบินอัจฉริยะ (Intelligent Aviation)
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญ ได้แก่
ระยะแรก Analyze & Predict หรือการวิเคราะห์และคาดการณ์ โดยมุ่งเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกระบบภายในสนามบินผ่านศูนย์กลางข้อมูลการบิน (Aviation Data Hub) ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสนามบิน
ระยะที่สอง Personalized Services & Predictive Intelligence เป็นการยกระดับบริการเฉพาะบุคคลและการบริหารจัดการเชิงคาดการณ์ โดยนำปัญญาประดิษฐ์แบบทำงานเป็นตัวแทน (Agentic AI) มาวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการใช้บริการของผู้โดยสาร เพื่อพัฒนาบริการให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น เช่น การนำเสนอสินค้าและโปรโมชันที่สอดคล้องกับความสนใจ รวมถึงแนะนำบริการที่เกี่ยวข้องกับจุดหมายปลายทางและแผนการเดินทาง

ขณะเดียวกัน ยังนำปัญญาประดิษฐ์ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลการปฏิบัติงานและข้อมูลทางเทคนิคของอากาศยาน เพื่อประเมินความเสี่ยงและคาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า ช่วยให้หน่วยงานซ่อมบำรุงสามารถวางแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) ลดโอกาสเกิดข้อขัดข้อง และเพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติการบิน
ส่วนระยะที่สาม Empowered – Autonomous Airport หรือสนามบินอัตโนมัติเต็มรูปแบบ เป็นการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) มาทำงานร่วมกับข้อมูลขนาดใหญ่และปัญญาประดิษฐ์ โดยมีเทคโนโลยีสำคัญอย่างการยืนยันตัวตนด้วยชีวมิติ (Biometrics) หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ (Humanoid) และหุ่นยนต์บริการ (Robotics) เข้ามาช่วยบริหารจัดการสนามบิน ตั้งแต่การให้บริการผู้โดยสารไปจนถึงการปฏิบัติงานภาคพื้นดิน เพื่อสร้างประสบการณ์เดินทางที่ต่อเนื่องและไร้รอยต่อ
แนวโน้มที่เห็นชัดจากเวทีการบินระดับโลก คือการให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายภาคส่วน เพื่อประสานการทำงานได้ควบคู่กับการนำระบบอัตโนมัติมาใช้รองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น เช่น หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ที่สามารถให้ข้อมูลและแนะนำบริการภายในสนามบินได้เสมือนเจ้าหน้าที่ ขณะที่หุ่นยนต์ทั่วไปสามารถช่วยขนย้ายสัมภาระหรือพัสดุบนสายพานได้
อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าจับตาคือ อากาศยานไฟฟ้าขึ้นลงทางดิ่งไร้คนขับ (eVTOL) ซึ่งกำลังพัฒนาเป็นรูปแบบธุรกิจใหม่ ทั้งการให้บริการรับส่งผู้โดยสารในประเทศจีนและสหรัฐฯ ซึ่งสามารถรองรับผู้โดยสารได้เที่ยวละ 1-6 คน รวมถึงการขนส่งสินค้าในพื้นที่เข้าถึงยาก เช่น พื้นที่ภูเขา ตลอดจนภารกิจช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยสามารถเข้าถึงผู้ประสบภัยที่ติดอยู่บนอาคารสูงได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับประเทศไทย นายสิทธิเดช มองว่า ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการบินโลกเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค (Regional Aviation Hub) เนื่องจากสนามบินไทยได้รับความเชื่อมั่นด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและมาตรฐานการกำกับดูแล โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการจัดตั้ง Flight Operations Center of Excellence ภายใต้ Skywise ซึ่งเป็นศูนย์สนับสนุนธุรกิจการบินดิจิทัลระดับภูมิภาคโดย Airbus และ ICAO
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินอย่างต่อเนื่อง ทั้งอาคารผู้โดยสาร SAT-1 และรันเวย์ 3 ของสนามบินสุวรรณภูมิ แผนพัฒนาสนามบินดอนเมืองระยะใหม่ และสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นศูนย์กลางในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวได้ 150-200 ล้านคนต่อปี
นอกจากนี้ ไทยยังมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ ยุโรป และออสเตรเลีย จึงมีศักยภาพพัฒนาเป็นทั้งศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสาร (Transit Hub) และศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Cargo Hub) ของโลก
นายสิทธิเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สกายมุ่งนำเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาสนับสนุนการให้บริการภายในสนามบินไทยอย่างต่อเนื่อง อาทิ ระบบเช็กอินและออกบัตรโดยสาร (CUPPS) ระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (APPS) ระบบโหลดสัมภาระอัตโนมัติ (CUBD) ระบบประตูทางออกขึ้นเครื่องอัตโนมัติ (SBG) รวมถึงเทคโนโลยี Biometrics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและสนับสนุนเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค
สำหรับแผนดำเนินงานช่วงปลายปีนี้ บริษัทเตรียมนำร่องพัฒนาและนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ (Humanoid) เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร พร้อมพัฒนานวัตกรรมศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการและการปฏิบัติงานภาคพื้นดินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ลูกค้าบอกว่าแพง ตอบเป็นภาษาอังกฤษอย่างไร? พร้อมบทสนทนาสำหรับเซลล์

ลูกค้าบอกว่าแพง ตอบเป็นภาษาอังกฤษอย่างไร? เริ่มด้วย “I understand. Could you tell me a little more about your concern?” แล้วฟังว่าติดงบประมาณ ยังไม่เห็นประโยชน์ หรือกำลังเทียบข้อเสนออื่น ก่อนอธิบายข้อมูลที่เกี่ยวข้องและตกลงขั้นตอนถัดไป ไม่จำเป็นต้องรีบลดราคาหรือเถียงว่า “ไม่แพง”
บทความนี้เน้นเซลล์ที่คุยกับลูกค้าองค์กรหลังส่งใบเสนอราคา มีบทสนทนาจำลองพร้อมคำแปลและแบบฝึก ไม่ใช่สูตรรับประกันปิดการขาย และไม่ใช่นโยบายราคาของ Engduo
ถ้าคุณพรีเซนต์จบแล้วแต่ไปต่อไม่ถูกเมื่อได้ยิน “That’s too expensive” สิ่งที่ควรเตรียมไม่ใช่ประโยคโต้กลับประโยคเดียว แต่เป็นคำถามต่อและข้อมูลที่จะใช้ตอบให้ตรงประเด็น หากยังอยู่ช่วงแนะนำสินค้า อ่าน ตัวอย่างพรีเซนต์สินค้าเป็นภาษาอังกฤษ ก่อน แล้วใช้บทความนี้ซ้อมช่วงคุยราคา
แยกให้ออกว่าลูกค้าติดเรื่องไหน ก่อนเลือกคำตอบ
ตารางนี้เป็นแนวทางเลือกคำถาม ไม่ใช่การเดาความคิดลูกค้า ให้ใช้คำตอบจริงของผู้ฟังเป็นตัวกำหนดว่าจะคุยต่อทางไหน
| สิ่งที่ลูกค้าพูด | คำถามหรือคำตอบเริ่มต้น | ข้อมูลที่ควรคุยต่อ |
|---|---|---|
| That’s over our budget. เกินงบของเรา | Which parts are essential for your team? ส่วนไหนจำเป็นกับทีมของคุณบ้าง? | ขอบเขตที่จำเป็น และทางเลือกที่บริษัทเสนอได้จริง |
| I’m not sure it’s worth the price. ยังไม่แน่ใจว่าคุ้มราคา | Which outcome matters most to you? ผลลัพธ์ไหนสำคัญกับคุณที่สุด? | ประโยชน์ที่เกี่ยวข้องและหลักฐานที่มี ไม่แต่งตัวเลขความคุ้มค่า |
| Another supplier quoted less. อีกเจ้าราคาเสนอถูกกว่า | Could we compare what each quote includes? เราลองเทียบสิ่งที่รวมในแต่ละข้อเสนอได้ไหม? | ขอบเขต ระยะเวลา และบริการที่ตรวจสอบได้ |
| Can you give us a discount? ลดราคาให้ได้ไหม? | Let me check what I’m able to offer. ขอตรวจสอบก่อนว่าฉันเสนออะไรให้ได้บ้าง | อำนาจอนุมัติและเวลาที่จะกลับมาแจ้ง ไม่รับปากล่วงหน้า |
โครงตอบ 4 ช่วง: รับฟัง ถามให้ชัด อธิบาย แล้วนัดขั้นถัดไป
- รับฟัง: “I understand your concern.” — เข้าใจข้อกังวลของคุณ
- ถามให้ชัด: “Could you tell me more about that?” — ช่วยอธิบายเพิ่มเติมได้ไหม?
- อธิบายให้ตรง: “The quote includes [confirmed item].” — ข้อเสนอนี้รวม [รายการที่ยืนยันแล้ว]
- ตกลงขั้นถัดไป: “Would you like me to send a breakdown?” — ต้องการให้ส่งรายละเอียดแยกรายการให้ไหม?
การถามและฟังคำตอบต่อเนื่องสอดคล้องกับคำแนะนำเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลในการเจรจาของ Program on Negotiation ของ Harvard Law School ส่วนโครง 4 ช่วงและตัวอย่างในบทความนี้เป็นแบบฝึกที่เรียบเรียงขึ้น ไม่ใช่สูตรหรือสคริปต์จากแหล่งอ้างอิงนั้น

บทสนทนา 1: ลูกค้าบอกว่าเกินงบ
สถานการณ์จำลอง: เซลล์เสนอระบบงานให้บริษัท ลูกค้ารับใบเสนอราคาแล้วแต่มีวงเงินจำกัด
Customer: This is more than we budgeted for.
ราคานี้สูงกว่างบที่เราตั้งไว้
Sales: I understand. Which parts of the proposal are essential for your team?
เข้าใจครับ/ค่ะ ส่วนไหนของข้อเสนอที่จำเป็นกับทีมของคุณบ้าง?
Customer: We need the reporting tools, but training can wait.
เราต้องใช้เครื่องมือทำรายงาน แต่การอบรมรอก่อนได้
Sales: Let me check whether we can separate those items. I’ll confirm the scope and price before sending a revised quote.
ขอตรวจสอบก่อนว่าสามารถแยกรายการเหล่านั้นได้ไหม แล้วจะยืนยันขอบเขตกับราคาก่อนส่งใบเสนอราคาฉบับปรับปรุง
ถ้าปรับขอบเขตไม่ได้: “These items are offered as one package. Would you like me to check whether we have another option that fits your budget?” — รายการเหล่านี้เสนอรวมเป็นแพ็กเกจ ต้องการให้ตรวจสอบทางเลือกอื่นที่อยู่ในงบไหม?
จุดฝึกคือพูดให้ชัดว่าอะไร “กำลังตรวจสอบ” ไม่ใช้ “We can…” หากยังไม่รู้ว่าบริษัททำได้จริงหรือไม่ การแยกบริการอาจไม่เหมาะกับสินค้าหรือสัญญาของคุณ จึงไม่ต้องฝืนเสนอทางเลือกนี้ทุกครั้ง
บทสนทนา 2: ลูกค้าเทียบกับคู่แข่งที่ถูกกว่า
Customer: Another supplier offered a lower price.
ผู้ให้บริการอีกเจ้าราคาเสนอถูกกว่า
Sales: Thank you for letting me know. Could we compare what each quote includes?
ขอบคุณที่แจ้งครับ/ค่ะ เราลองเทียบสิ่งที่รวมอยู่ในแต่ละข้อเสนอได้ไหม?
Customer: I’m not sure whether setup is included in their quote.
ฉันยังไม่แน่ใจว่าราคาของเขารวมการติดตั้งหรือเปล่า
Sales: Our quote includes setup. It may help to confirm that item in the other quote before comparing the totals.
ข้อเสนอของเรารวมการติดตั้ง อาจลองยืนยันรายการนี้ในอีกข้อเสนอก่อนเทียบยอดรวม
Customer: All right. Please send me your itemized quote.
ได้เลย ช่วยส่งใบเสนอราคาแยกรายการมาให้หน่อย
บทสนทนา 3: ลูกค้ายังไม่เห็นว่าคุ้มตรงไหน
Customer: I’m not convinced we need this at that price.
ฉันยังไม่แน่ใจว่าเราจำเป็นต้องใช้สิ่งนี้ในราคานี้
Sales: That’s fair. Which task would you most like to improve?
เข้าใจครับ/ค่ะ งานส่วนไหนที่คุณอยากปรับปรุงมากที่สุด?
Customer: We spend a lot of time preparing weekly reports.
เราใช้เวลาเตรียมรายงานประจำสัปดาห์ค่อนข้างมาก
Sales: Would it help to see how the reporting feature works with a sample workflow?
ถ้าลองดูฟังก์ชันรายงานกับขั้นตอนงานตัวอย่าง จะช่วยให้พิจารณาได้ง่ายขึ้นไหม?
Customer: Yes, then we can see whether it fits our process.
ได้ เราจะได้ดูว่าเข้ากับกระบวนการของเราหรือเปล่า
บทสนทนา 4: ลูกค้าขอส่วนลด แต่คุณยังอนุมัติไม่ได้
Customer: Can you offer a discount if we go ahead this month?
ถ้าเราตกลงภายในเดือนนี้ ให้ส่วนลดได้ไหม?
Sales: I can check with my manager, but I can’t confirm a discount yet.
ฉันสอบถามผู้จัดการให้ได้ แต่ยังยืนยันส่วนลดไม่ได้
Customer: When can you let us know?
จะแจ้งเราได้เมื่อไร?
Sales: I’ll update you by tomorrow afternoon, even if the approval is still pending.
ฉันจะแจ้งความคืบหน้าภายในพรุ่งนี้บ่าย แม้ว่าจะยังรอการอนุมัติอยู่ก็ตาม
คำตอบที่ควรปรับให้สุภาพและชัดขึ้น
- “It’s not expensive.” เปลี่ยนเป็น “Could you tell me what you’re comparing it with?” เมื่อเหมาะกับบริบท เพื่อทำความเข้าใจเกณฑ์ที่ลูกค้าใช้ ไม่ปฏิเสธความรู้สึกทันที
- “Ours is the best.” เปลี่ยนเป็นการระบุสิ่งที่ตรวจสอบได้ เช่น “The quote includes [item].” ไม่อ้างความเหนือกว่าโดยไม่มีหลักฐาน
- “I’ll give you a discount.” หากยังไม่มีอำนาจอนุมัติ ใช้ “Let me check what options are available.”
- “You must decide today.” อย่าสร้างเส้นตายที่ไม่มีจริง ใช้ “What would you need before making a decision?” เพื่อถามว่าต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติม
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
โปรแกรมยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ประจำวันที่ 3 พ.ย. 69 ถ่ายทอดสดช่องทางไหนบ้าง

ศึกฟุตบอลถ้วยสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2026-27 ประจำวันที่ 3 พ.ย. 69 นัดที่ 4 จากทั้งหมด 8 นัดในรอบลีกเฟส มีคู่ไหนน่าสนใจและเวลาแข่งขันเท่าไรบ้าง เช็กโปรแกรมด้านล่างนี้ได้เลย
โปรแกรมการแข่งขันยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (รอบลีกเฟส นัดที่ 4)
รอบ 00:45 น.
- กาลาตาซาราย พบ ชตุทการ์ท
- ชัคตาร์ พบ สปอร์ติ้ง ลิสบอน
รอบ 03:00 น.
- แอต.มาดริด พบ บาเยิร์น มิวนิค
- บาร์ซ่า พบ แอสตัน วิลลา
- ไฟเยอโนร์ด พบ อินเตอร์ มิลาน
- บียาร์เรอัล พบ เปแอสเช
- โบโด กลิมท์ พบ ลีลล์
- แมนยู พบ โรม่า
- แอลเอเอสเค ลินซ์ พบ สโลวาน บราติสลาวา
ไฮไลต์บิ๊กแมตช์
- แอต.มาดริด พบ บาเยิร์น มิวนิค : ศึกหนักของทัพ “ตราหมี” ที่ต้องเปิดรังรับมือ “เสือใต้” ทีมเครื่องจักรสีแดงจากเยอรมนี การันตีความดุเดือดและเข้มข้นทุกวินาที
- บาร์ซ่า vs แอสตัน วิลลา: “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลนา เจอกบทดสอบสำคัญ เมื่อต้องดวลแข้งกับทีมแกร่งจากพรีเมียร์ลีกอย่าง แอสตัน วิลลา ที่พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ในเวทียุโรป
- แมนยู vs โรม่า: ค่ำคืนแห่งศักดิ์ศรีของปีศาจแดง “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ที่ต้องเปิดบ้านปะทะกับ “หมาป่าเหลืองแดง” โรม่า เกมนี้แฟนบอลห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง
แฟนบอลสามารถเตรียมตัวเชียร์ทีมรักและติดตามรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง beIN SPORTS กับ Truevisions Now กันได้ตามเวลาดังกล่าว รับรองว่าค่ำคืนนี้เต็มไปด้วยความมันสะใจแน่นอน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
‘อายุน้อยก็เป็น Stroke ได้’ BEFAST รู้ทัน ปัจจัยเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ

- โรคหลอดเลือดสมองไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนวัยทำงาน การรู้ความเสี่ยง ดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ และไม่ละเลยอาการเตือน อาจช่วยรักษาทั้งชีวิตและอนาคตของเราไว้ได้
- การป้องกันจึงควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการเจ็บป่วยก่อน คนวัยทำงานควรตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดตามความเหมาะสม
- เป้าหมายของการรักษาโรคหลอดเลือดสมองจึงไม่ใช่เพียงการช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิต แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตได้
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย ทั้งด้านการเสียชีวิต ความพิการ และภาระการดูแลระยะยาว ข้อมูล Health Data Center สถิติกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2568 (HDC, 2025) พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสะสม 424,176 คน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่สูงถึง 33,460 คน และมีจำนวนผู้ป่วยในโรคหลอดเลือดสมองที่เสียชีวิตในโรงพยาบาล 16,375 คน
ขณะที่รายงาน World Stroke Organization (WSO): Global Stroke Fact Sheet 2025 อ้างอิงข้อมูลจากการศึกษา Global Burden of Disease (GBD) 2021 ระบุว่า ในปี 2021 ทั่วโลกมีอุบัติการณ์โรคหลอดเลือดสมองรายใหม่ประมาณ 561 ต่อประชากร 100,000 คนต่อปี และมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองประมาณ 92 ต่อประชากร 100,000 คนต่อปี (Feigin et al., 2025).
เนื่องในวันหลอดเลือดสมองโลก (World Stroke Day) พญ.ทัศนีย์ ตันติฤทธิศักดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ และประธานศูนย์ความเป็นเลิศโรคหลอดเลือดสมอง สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” เกี่ยวกับสถานการณ์โรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “From Awareness to Action” มุ่งเปลี่ยนการรับรู้ให้เป็นการลงมือป้องกันและตัดสินใจเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที
เฝ้าระวังผู้สูงอายุ -ผู้ป่วยNCDs
พญ.ทัศนีย์ ระบุว่ากลุ่มประชากรที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ ผู้สูบบุหรี่ และผู้มีโรคหัวใจ โดยเฉพาะภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AF) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองจากลิ่มเลือด กลุ่มคนวัยทำงานโรคนี้อาจส่งผลต่อความสามารถในการทำงาน รายได้ และคุณภาพชีวิตของครอบครัว
ข้อมูลจากรายงาน Stroke Epidemiology in Thailand ของสถาบันประสาทวิทยา พบว่าอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นตามอายุ จาก 249.5 ต่อประชากร 100,000 คน-ปี ในกลุ่มอายุ 45–54 ปี เป็น 1,268.4 ต่อประชากร 100,000 คน-ปี ในกลุ่มอายุ 75–80 ปี สะท้อนความสำคัญของการควบคุมปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วัยกลางคนและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในผู้สูงอายุ
อายุน้อยก็เป็น Stroke ได้
“โรคหลอดเลือดสมองไม่ควรถูกมองว่าเป็นโรคของผู้สูงอายุเท่านั้น คนวัยทำงานและคนอายุน้อยก็สามารถเป็นโรคนี้ได้ แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่คนอายุน้อยก็ไม่ควรมองข้ามการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสะสมโดยไม่รู้ตัว (CDC, 2024; WHO, 2025) เพราะปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างอาจสะสมตั้งแต่วัยทำงาน โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม การให้ความสำคัญกับสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นส่วนสำคัญของการลดความเสี่ยงในระยะยาว”
ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในเอกสารอ้างอิง พบภาวะความดันโลหิตสูงร้อยละ 73.0 เบาหวานร้อยละ 28.2 และภาวะไขมันในเลือดสูงร้อยละ 77.1 จากข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา ไม่ใช่ค่าความชุกของประชากรไทยทั้งหมด แต่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพหลอดเลือด
นอกจากปัจจัยด้านสุขภาพและพฤติกรรมแล้ว ความผิดปกติของหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AF) ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดและโรคหลอดเลือดสมองได้ ขณะเดียวกัน ในผู้ป่วยอายุน้อยบางราย โรคอาจเกิดจากความผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือดหรือความผิดปกติของหลอดเลือดบางชนิด จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมินเพื่อค้นหาสาเหตุอย่างเหมาะสม ไม่ควรสรุปว่าการเกิดโรคมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพียงอย่างเดียว (CDC, 2024; NINDS, n.d.)
ดังนั้น การป้องกันจึงควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการเจ็บป่วยก่อน คนวัยทำงานควรตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดตามความเหมาะสม ควบคุมน้ำหนัก รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ และปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อดูแลปัจจัยเสี่ยงที่ตรวจพบอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ แม้จะอายุน้อยและไม่มีโรคประจำตัว

รู้ทันสัญญาณโรคด้วย BEFAST
โรคหลอดเลือดสมอง หากสามารถรักษาทันท่วงทีคือนาทีช่วยชีวิต ลดความพิการได้ การให้ยาละลายลิ่มเลือดภายในเวลาที่เหมาะสม การรักษาด้วยสายสวนเพื่อนำลิ่มเลือดออก (Mechanical Thrombectomy: MT) ไปจนถึง Stroke Unit การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการป้องกันการเกิดซ้ำ
โดยมีหลักในการสังเกตุอาการสัญญาณเตือน B.E.F.A.S.T. ประกอบด้วย
- B (Balance): เวียนศีรษะเฉียบพลัน เสียการทรงตัว หรือเดินเซ
- E (Eyes): ตามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นอย่างฉับพลัน
- F (Face): หน้าเบี้ยว มุมปากตก หรือใบหน้าสองข้างไม่เท่ากัน
- A (Arms): แขนหรือขาอ่อนแรง โดยเฉพาะข้างใดข้างหนึ่ง หรือมีอาการชาครึ่งซีก
- S (Speech): พูดไม่ชัด พูดลำบาก หรือไม่เข้าใจคำพูด
- T (Time): รีบโทร 1669 และเข้ารับการประเมินฉุกเฉินทันที
หากมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นฉับพลัน ควรโทร 1669 โดยมีโรงพยาบาลเข้าร่วมเครือข่ายโรคหลอดเลือดสมอง 239 แห่ง ครอบคลุม 13 เขตสุขภาพ ไม่ต้องรอให้หายเองเพราะทุกนาทีมีความหมายต่อสมองและชีวิต
Stroke 2026:รักษาที่รวดเร็วเป็นหัวใจสำคัญ
จากการศึกษาในประเทศไทยพบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดที่มีอาการไม่รุนแรงและยังทำงานอยู่ก่อนเกิดโรค ร้อยละ 76.7 สามารถกลับไปทำงานได้ภายใน 3 เดือนหลังออกจากโรงพยาบาล (Wipahut et al., 2023) ขณะที่งานวิจัยจากหลายประเทศพบว่า อัตราการกลับไปทำงานภายใน 1 ปี อยู่ที่ประมาณร้อยละ 55.7 (Duong et al., 2019) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งสามารถกลับไปทำงานได้
“ดังนั้น เป้าหมายของการรักษาโรคหลอดเลือดสมองจึงไม่ใช่เพียงการช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิต แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผ่านการรักษาที่รวดเร็ว การฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนจากครอบครัวและสังคม ตลอดจนระบบบริการสุขภาพที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ระยะฉุกเฉินจนถึงการดูแลหลังออกจากโรงพยาบาล”
เพราะเป้าหมายของการรักษาไม่ได้มีเพียงการช่วยชีวิต แต่ยังรวมถึงการลดความพิการและเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวและสังคมโดยวันที่ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 จะมีการเปิดตัวโครงการ Stroke Hero ซึ่งมีเป้าหมายสร้าง Stroke Hero ให้ได้ 1 ล้านคน สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองในชุมชนและโรงเรียน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ตับชอบเครื่องดื่มชนิดนี้! วิจัยกว่า 350,000 คน พบเชื่อมโยงเสี่ยงตับแข็งลดลง

ตับชอบกาแฟจริงหรือ? งานวิจัยใหญ่พบคนดื่มกาแฟมีความเสี่ยงโรคตับต่ำกว่า
กาแฟดีต่อตับจริงไหม? งานวิจัย UK Biobank กว่า 350,000 คน พบความสัมพันธ์กับความเสี่ยงตับแข็งและมะเร็งตับที่ลดลง พร้อมวิธีดื่มกาแฟให้เหมาะสม
เครื่องดื่มที่หลายคนดื่มเป็นประจำทุกเช้าอย่าง “กาแฟ” อาจมีประโยชน์มากกว่าแค่ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว เพราะงานวิจัยขนาดใหญ่จากสหราชอาณาจักรพบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงโรคตับบางชนิดต่ำกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม โดยเฉพาะโรคตับแข็ง ซึ่งเป็นภาวะที่เนื้อเยื่อตับเกิดพังผืดสะสมจนส่งผลต่อการทำงานของตับ
ที่น่าสนใจคือ นักวิจัยไม่ได้ตรวจสอบเพียงพฤติกรรมการดื่มกาแฟเท่านั้น แต่ยังศึกษาภาพถ่ายทางการแพทย์และโปรตีนในเลือด เพื่อค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างกาแฟกับสุขภาพตับในระดับชีวภาพ โดยผลการศึกษาพบข้อมูลหลายประการที่อาจช่วยอธิบายว่าเหตุใดผู้ดื่มกาแฟจึงมีความเสี่ยงโรคตับต่ำกว่า
อย่างไรก็ตาม แม้ผลการศึกษาจะน่าสนใจ แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการดื่มกาแฟช่วยป้องกันหรือรักษาโรคตับได้โดยตรง เพราะการศึกษาส่วนใหญ่เป็นการสังเกตความสัมพันธ์ ไม่ใช่การทดลองที่พิสูจน์เหตุและผล แล้วควรดื่มกาแฟอย่างไรจึงจะเหมาะสม และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง?
วิจัยกว่า 350,000 คน พบว่าการดื่มกาแฟสัมพันธ์กับสุขภาพตับที่ดีขึ้น
งานวิจัยชื่อ “Coffee Consumption and Improved Liver Outcomes: Clinical, Imaging, and Proteomic Evidence From the UK Biobank” เผยแพร่ในวารสาร Clinical Gastroenterology and Hepatology เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 โดยใช้ข้อมูลจาก UK Biobank ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ของสหราชอาณาจักร
นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลผู้เข้าร่วมทั้งหมด 354,957 คน ซึ่งไม่มีประวัติโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับชนิดเซลล์ตับตั้งแต่เริ่มต้นการศึกษา และติดตามข้อมูลสุขภาพเป็นระยะเวลามัธยฐาน 13 ปี เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณกาแฟที่ดื่มกับการเกิดโรคตับในอนาคต
ผลการศึกษาพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟ กลุ่มที่ดื่มกาแฟตั้งแต่ 5 แก้วต่อวันขึ้นไปมีความเสี่ยงเชิงสัมพัทธ์ของการเกิดโรคตับแข็งต่ำกว่าประมาณ 32% ความเสี่ยงมะเร็งตับชนิดเซลล์ตับต่ำกว่าประมาณ 47% และความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคตับต่ำกว่าประมาณ 42%
นอกจากนี้ ผู้ที่ดื่มกาแฟประมาณ 1-2 แก้วต่อวัน ยังพบความเสี่ยงเชิงสัมพัทธ์ของโรคตับแข็งต่ำกว่าผู้ไม่ดื่มประมาณ 20% ขณะที่กลุ่มดื่ม 3-4 แก้วต่อวันพบความเสี่ยงต่ำกว่าประมาณ 35% หลังปรับปัจจัยร่วมต่าง ๆ ในการวิเคราะห์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นความแตกต่างของความเสี่ยงเชิงสัมพัทธ์ระหว่างกลุ่ม ไม่ได้หมายความว่าการดื่มกาแฟจะลดโอกาสเกิดโรคตับของทุกคนได้ตามเปอร์เซ็นต์ดังกล่าว และไม่ได้เป็นคำแนะนำให้เพิ่มปริมาณกาแฟจนถึง 5 แก้วต่อวัน
นักวิจัยพบโปรตีน 74 ชนิดที่อาจเกี่ยวข้องกับประโยชน์ของกาแฟต่อตับ
นอกจากข้อมูลโรคตับแล้ว คณะนักวิจัยยังตรวจสอบข้อมูลการถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI ของผู้เข้าร่วม 28,961 คน เพื่อประเมินปริมาณไขมัน ธาตุเหล็ก และตัวบ่งชี้การอักเสบและพังผืดในตับ
ผลการวิเคราะห์พบว่า การดื่มกาแฟในปริมาณที่สูงขึ้นภายในช่วงที่ศึกษา มีความสัมพันธ์กับตัวชี้วัดไขมันสะสมในตับและตัวชี้วัดการอักเสบหรือพังผืดในตับที่ต่ำลง ซึ่งเป็นข้อมูลที่สอดคล้องกับผลการติดตามความเสี่ยงโรคตับ
อีกส่วนหนึ่งของการศึกษาใช้ข้อมูลโปรตีนในเลือดของผู้เข้าร่วม 44,633 คน โดยตรวจวิเคราะห์โปรตีนจำนวน 2,941 ชนิด และพบว่ามีโปรตีน 74 ชนิดที่สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับทั้งปริมาณกาแฟที่ดื่มและความเสี่ยงการเกิดโรคตับแข็ง
โปรตีนบางกลุ่มเกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนของเซลล์ตับและระบบภูมิคุ้มกัน ขณะที่บางกลุ่มสัมพันธ์กับการอักเสบ การทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน และการเกิดพังผืดในเนื้อเยื่อตับ
การค้นพบดังกล่าวทำให้นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า กาแฟอาจมีความสัมพันธ์กับกระบวนการทางชีวภาพหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพตับ อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจโปรตีนยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ากาแฟเป็นสาเหตุโดยตรงของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
อีกงานวิจัยพบ ดื่มกาแฟเพิ่มวันละ 2 แก้ว สัมพันธ์กับความเสี่ยงตับแข็งลดลง 44%
ผลการศึกษาจาก UK Biobank ยังสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่รายงานความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มกาแฟกับความเสี่ยงโรคตับแข็ง โดยหนึ่งในงานที่ได้รับความสนใจคือการวิเคราะห์อภิมานที่เผยแพร่ในวารสาร Alimentary Pharmacology & Therapeutics เมื่อปี 2016
งานวิจัยดังกล่าวรวบรวมผลการศึกษา 9 เรื่อง ประกอบด้วยการศึกษาแบบติดตามกลุ่มประชากร 5 เรื่อง และการศึกษาแบบผู้ป่วยและกลุ่มควบคุมอีก 4 เรื่อง รวมผู้เข้าร่วม 432,133 คน และผู้ป่วยตับแข็ง 1,990 ราย
ผลการวิเคราะห์พบว่า การเพิ่มปริมาณกาแฟที่ดื่มในแต่ละวันอีก 2 แก้วมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคตับแข็งที่ต่ำลงประมาณ 44% โดยเป็นการเปรียบเทียบความเสี่ยงเชิงสัมพัทธ์ ไม่ใช่การรับรองว่าทุกคนที่เพิ่มกาแฟ 2 แก้วจะลดความเสี่ยงได้เท่ากัน
แม้ผลการศึกษาหลายชิ้นจะชี้ไปในทิศทางใกล้เคียงกัน แต่ยังมีข้อจำกัดจากความแตกต่างของกลุ่มประชากร พฤติกรรมการใช้ชีวิต โรคประจำตัว และวิธีประเมินปริมาณกาแฟ จึงไม่ควรนำตัวเลขดังกล่าวมาใช้เป็นคำแนะนำให้ทุกคนดื่มกาแฟเพิ่มโดยอัตโนมัติ
ทำไมกาแฟจึงอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพตับ?
กาแฟไม่ได้มีเพียงกาเฟอีนที่ช่วยกระตุ้นความตื่นตัว แต่ยังประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด เช่น กรดคลอโรจีนิกและสารประกอบโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระในระบบทดลอง
นักวิจัยสนใจว่าสารต่าง ๆ ในกาแฟอาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ ความเครียดออกซิเดชัน และการเกิดพังผืดในตับอย่างไร เนื่องจากกระบวนการเหล่านี้มีบทบาทต่อการดำเนินโรคตับเรื้อรัง
น่าสนใจว่า งานวิจัยจาก UK Biobank พบความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพตับทั้งในผู้ที่ดื่มกาแฟทั่วไปและกาแฟดีแคฟ หรือกาแฟที่ผ่านกระบวนการลดกาเฟอีน ซึ่งทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่าส่วนประกอบอื่นนอกเหนือจากกาเฟอีนอาจมีบทบาทด้วย
อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่ออธิบายกลไกเหล่านี้ให้ชัดเจน และตรวจสอบว่าการดื่มกาแฟสามารถป้องกันการเกิดโรคตับได้จริงมากน้อยเพียงใด
ดื่มกาแฟอย่างไรให้เหมาะสม และไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ?
แม้กาแฟอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพตับ แต่ไม่ได้หมายความว่ายิ่งดื่มมากยิ่งดี เพราะปริมาณกาเฟอีนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และความไวต่อกาเฟอีนของแต่ละคน
หากต้องการดื่มกาแฟเป็นประจำ ควรคำนึงถึงวิธีชง ส่วนผสม และพฤติกรรมการดื่มควบคู่กันไป โดยมีข้อแนะนำดังต่อไปนี้
1. เลือกกาแฟไม่หวานหรือหวานน้อย
สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพตับ ควรเลือกกาแฟที่ไม่เติมน้ำตาลหรือเติมให้น้อยที่สุด เช่น กาแฟดำ อเมริกาโน หรือกาแฟชงสดที่ไม่เพิ่มไซรัปและครีมหวานในปริมาณมาก
แม้กาแฟจะสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคตับที่ลดลง แต่การดื่มเครื่องดื่มกาแฟที่มีน้ำตาลสูงเป็นประจำอาจทำให้ได้รับพลังงานมากเกินความต้องการ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักเกินหรือปัญหาทางเมตาบอลิซึม ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคไขมันพอกตับ
สำหรับผู้ที่ชอบกาแฟสำเร็จรูป ควรอ่านฉลากโภชนาการ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์แบบ 3-in-1 ที่อาจมีน้ำตาลและส่วนผสมอื่นในปริมาณสูง ทั้งนี้ กาแฟสำเร็จรูปชนิดไม่เติมน้ำตาลก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งได้
2. ดื่มในปริมาณพอเหมาะ ไม่จำเป็นต้องเพิ่มเป็นหลายแก้ว
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐอเมริกา หรือ FDA ระบุว่า สำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ ปริมาณกาเฟอีนประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวันโดยทั่วไปไม่สัมพันธ์กับผลเสียต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่าปริมาณนี้เหมาะสมหรือปลอดภัยสำหรับทุกคน
ปริมาณกาเฟอีนในกาแฟหนึ่งแก้วแตกต่างกันมากตามชนิดเมล็ด ขนาดแก้ว วิธีชง และความเข้มข้น จึงไม่ควรใช้จำนวนแก้วเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว เพราะกาแฟบางชนิดอาจมีปริมาณกาเฟอีนสูงกว่าที่คาดไว้
สำหรับหญิงตั้งครรภ์ แนวทางของ American College of Obstetricians and Gynecologists หรือ ACOG แนะนำให้จำกัดกาเฟอีนต่ำกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนหญิงให้นมบุตร ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ใช้ยาบางชนิด ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสม
ที่สำคัญ ผู้ที่ไม่เคยดื่มกาแฟไม่จำเป็นต้องเริ่มดื่มเพื่อหวังป้องกันโรคตับ เพราะยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะรับรองประโยชน์เชิงเหตุและผลจากการเริ่มดื่มกาแฟโดยเฉพาะ
3. หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟใกล้เวลาเข้านอน
กาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้รู้สึกตื่นตัวและลดความง่วง แต่หากดื่มในช่วงบ่ายแก่ ๆ หรือช่วงค่ำ อาจทำให้หลับยากและลดคุณภาพการนอน โดยเฉพาะผู้ที่ไวต่อกาเฟอีน
สำหรับผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ ควรหลีกเลี่ยงกาแฟที่มีกาเฟอีนก่อนเข้านอนหลายชั่วโมง และสังเกตว่าร่างกายตอบสนองต่อการดื่มกาแฟในช่วงเวลาใดมากที่สุด
หากปกติเข้านอนเวลาประมาณ 22.00 น. การหลีกเลี่ยงกาแฟตั้งแต่ช่วงบ่ายอาจช่วยลดโอกาสที่กาเฟอีนจะรบกวนการนอน ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องกำหนดเวลาเดียวกันสำหรับทุกคน เพราะความสามารถในการกำจัดกาเฟอีนแตกต่างกัน
4. คนที่มีกรดไหลย้อนหรือกระเพาะอาหารไวต่อกาแฟ ควรระวัง
การดื่มกาแฟขณะท้องว่างไม่ได้เป็นอันตรายต่อทุกคน แต่สำหรับผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อน แสบร้อนกลางอก หรือรู้สึกไม่สบายท้องหลังกินกาแฟ อาจพบว่าอาการรุนแรงขึ้นเมื่อดื่มขณะยังไม่ได้รับประทานอาหาร
หากพบว่ากาแฟกระตุ้นอาการดังกล่าว อาจทดลองเปลี่ยนมาดื่มหลังอาหาร ลดปริมาณ หรือเลือกกาแฟดีแคฟตามความเหมาะสม แต่หากมีอาการเรื้อรังหรือรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุ
สำหรับผู้ที่ไม่มีปัญหาระบบทางเดินอาหาร ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงกาแฟขณะท้องว่างเพียงเพราะความเชื่อว่ากาแฟจะทำให้กระเพาะอาหารเสียหายเสมอไป
5. ไม่ใช้กาแฟแทนน้ำเปล่าสำหรับกินยา หรือดื่มเพื่อแก้เมา
กาแฟและกาเฟอีนอาจมีปฏิกิริยากับยาบางชนิด หรือส่งผลต่อการดูดซึมและการออกฤทธิ์ของยา จึงควรรับประทานยากับน้ำเปล่าตามคำแนะนำบนฉลากหรือคำสั่งของแพทย์ ไม่ควรใช้กาแฟแทนน้ำโดยไม่ตรวจสอบข้อมูลของยานั้นก่อน
นอกจากนี้ การดื่มกาแฟหลังดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายกำจัดแอลกอฮอล์ได้เร็วขึ้น แม้กาเฟอีนอาจทำให้รู้สึกตื่นตัว แต่ความสามารถในการตัดสินใจและการตอบสนองยังอาจได้รับผลกระทบจากแอลกอฮอล์อยู่
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ CDC จึงเตือนว่ากาเฟอีนไม่ได้ลดผลกระทบของแอลกอฮอล์ต่อร่างกาย และอาจทำให้ผู้ดื่มเข้าใจผิดว่าตัวเองมีสติหรือพร้อมทำกิจกรรมต่าง ๆ มากกว่าความเป็นจริง
เป็นโรคตับอยู่แล้ว ดื่มกาแฟช่วยรักษาได้หรือไม่?
แม้งานวิจัยหลายชิ้นจะพบความสัมพันธ์ระหว่างกาแฟกับสุขภาพตับที่ดีขึ้น แต่กาแฟไม่ใช่ยารักษาโรคตับแข็ง มะเร็งตับ โรคตับอักเสบ หรือภาวะไขมันพอกตับ และไม่สามารถใช้ทดแทนการรักษาที่แพทย์แนะนำได้
แนวทางของ American Association for the Study of Liver Diseases หรือ AASLD ระบุว่า การดื่มกาแฟอาจมีประโยชน์ต่อผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังบางประเภท และอาจพิจารณาแนะนำได้หากไม่มีข้อห้ามทางสุขภาพ แต่ข้อมูลยังไม่เพียงพอที่จะกำหนดปริมาณกาแฟที่เหมาะสมสำหรับป้องกันมะเร็งตับในผู้ป่วยทุกราย
สำหรับผู้ป่วยโรคตับ สิ่งสำคัญยังคงเป็นการรักษาตามสาเหตุ เช่น การควบคุมโรคไวรัสตับอักเสบ การหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกาย และการติดตามการรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
สรุป กาแฟดีต่อตับจริงไหม?
งานวิจัยจาก UK Biobank ที่ติดตามผู้เข้าร่วมกว่า 350,000 คน พบว่าการดื่มกาแฟสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคตับแข็ง มะเร็งตับบางชนิด และการเสียชีวิตจากโรคตับที่ลดลง ขณะที่การวิเคราะห์โปรตีนในเลือดและภาพถ่ายทางการแพทย์ยังพบข้อมูลสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างกาแฟกับตัวชี้วัดสุขภาพตับที่ดีขึ้น
ผลการศึกษาเหล่านี้สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้าที่พบว่าผู้ดื่มกาแฟมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงโรคตับแข็งต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ากาแฟเป็นสาเหตุโดยตรงของการลดความเสี่ยง และไม่ได้หมายความว่ายิ่งดื่มมากยิ่งดี
สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟอยู่แล้ว การเลือกกาแฟไม่หวานหรือหวานน้อย ดื่มในปริมาณที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการดื่มจนรบกวนการนอน เป็นแนวทางที่ช่วยให้ได้รับความพึงพอใจจากเครื่องดื่มแก้วโปรดโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น ทั้งนี้ การดูแลตับให้แข็งแรงยังต้องอาศัยอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนัก และการดูแลโรคประจำตัวร่วมด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 3/11/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 62,550.00 | 62,750.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,043.00 | 61,291.88 | 63,550.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,638.70 | 55,162.69 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,234.40 | 49,033.50 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,819.35 | 27,581.35 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,415.05 | 21,452.16 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,189.64 | 63,514.94 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 3/11/2569
| ประเภทน้ำมัน | ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 41.54 | 41.54 | 42.04 | 41.54 | 41.54 | 41.54 | 41.54 | 41.54 | 41.54 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 41.17 | 41.17 | 41.67 | 41.17 | 41.17 | 41.17 | 41.17 | 41.17 | 41.17 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.50 | 33.50 | 33.70 | 33.50 | – | 33.50 | 33.50 | 33.50 | 33.50 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.63 | 31.63 | – | – | – | – | – | – | 31.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.05 | 48.55 | 51.84 | – | – | – | – | – | 47.05 |
| เบนซิน 95 | 51.03 | – | – | 50.61 | – | 51.53 | 51.18 | – | 51.03 |
| ดีเซล | 42.54 | 42.54 | 42.54 | 42.54 | 42.54 | 42.54 | 42.54 | 42.54 | 42.54 |
| ดีเซล B20 | 33.50 | 33.50 | 33.50 | 33.50 | – | 33.50 | 33.50 | 33.50 | 33.50 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 49.05 | 49.05 | 51.84 | 49.05 | – | – | – | – | 49.05 |
| แก๊ส NGV | 20.00 | – | – | – | – | – | – | – | 20.00 |







