อสังหาฯส่อวิกฤติ‘ทิ้งจอง’ยอดโอนวูบ80% คนไม่มั่นใจรายได้บ้านต่ำ3ล้านอ่วมสุด

- ยอดโอนกรรมสิทธิ์อสังหาฯ ลดลงกว่า 80% จากปัญหาการปฏิเสธสินเชื่อ และปรากฏการณ์ใหม่ที่ผู้ซื้อยอม “ทิ้งเงินจอง” เนื่องจากไม่มั่นใจในรายได้และเศรษฐกิจในอนาคต
- กลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 60-70%
- คนรุ่นใหม่ (Gen Z) และผู้ประกอบอาชีพอิสระจำนวนมากประสบปัญหากู้ซื้อบ้านได้ยาก แม้มีรายได้สูง แต่ขาดเอกสารทางการเงินที่ธนาคารยอมรับ เช่น สลิปเงินเดือน
ดีเวลลอปเปอร์ส่งสัญญาณอสังหาฯ น่าห่วง หลัง “ยอดโอน” วูบกว่า 80% ปัจจัยหลัก รีเจกต์เรตสูง ผู้ซื้อทิ้งเงินจอง สะท้อนพฤติกรรมใหม่ “Self-Rejection” ตัดสินใจถอนตัวจากการซื้อด้วยตนเอง เหตุไม่มั่นใจอนาคต เศรษฐกิจติดหล่ม
เสนาฯ แนะใช้เวที “IMF-World Bank” โอกาสประเทศไทยสร้างภาพลักษณ์ ปลุกเชื่อมั่น “นายกสมาคมบ้านจัดสรร” ชี้ บ้านต่ำ 3 ล้านอ่วมสุด กู้ไม่ผ่านแตะ 70% ขณะ “เจนซี” มีรายได้ แต่ติดโจทย์ “ไม่มีสลิป” จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญความท้าทายรอบใหม่จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่ “ความเชื่อมั่นผู้บริโภค” ลดลงอย่างมาก โดยพบปรากฏการณ์ผู้ซื้อ “ชะลอการตัดสินใจโอนกรรมสิทธิ์” แม้จะจองที่อยู่อาศัยไว้แล้วก็ตาม
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เผชิญเพียงปัญหากำลังซื้อที่อ่อนแอ หรือเศรษฐกิจชะลอตัวเท่านั้น แต่ขณะนี้กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ “ความไม่มั่นใจในอนาคต” ของผู้บริโภค ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย
“เมื่อประชาชนไม่มั่นใจในรายได้และอนาคตทางเศรษฐกิจ การตัดสินใจซื้อบ้านซึ่งเป็นภาระหนี้ระยะยาวจึงถูกเลื่อนออกไป ความกังวลนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะเมื่อคนไม่กล้าลงทุนหรือใช้จ่าย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็ยิ่งทำได้ยากขึ้น”
โดยสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา อยู่ในภาวะที่น่ากังวลอย่างมาก แม้โครงการต่างๆ ยังสามารถทำยอดจองได้ แต่ยอดโอนกรรมสิทธิ์กลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หายไปประมาณ 80% ปัจจัยหลักมาจาก 2 ส่วน ได้แก่ ประมาณ “หนึ่งในสาม” เกิดจากการขอสินเชื่อไม่ผ่าน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคที่เรียกว่า “Self-Rejection” หรือการตัดสินใจถอนตัวจากการซื้อด้วยตนเอง
“ลูกค้าบางรายยอมทิ้งเงินจอง แม้จะกู้ผ่าน เพราะไม่มั่นใจว่ารายได้ในอนาคตจะเพียงพอหรือไม่ และไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะฟื้นตัวมากน้อยแค่ไหน”
ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าว “น่ากังวล” กว่าการกู้ไม่ผ่าน เนื่องจากเป็นเรื่องของสภาพจิตใจและความเชื่อมั่น ซึ่งแก้ไขได้ยากกว่าปัจจัยด้านสินเชื่อ ขณะเดียวกันยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง เพราะมีต้นทุนการตลาดและค่าใช้จ่ายในการขายเกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้จากการโอนได้ตามเป้าหมาย ส่งผลต่อสภาพคล่องของธุรกิจ

เรียกร้องรัฐเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ผศ.ดร.เกษรา มองว่า สามารถช่วยบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอต่อการฟื้นความเชื่อมั่นในระยะยาว โดยภาคเอกชนต้องการเห็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างมากกว่ามาตรการชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ การลดขั้นตอนราชการ การสร้างความโปร่งใส และการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ยังต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง และยกระดับคุณภาพการศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
“สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความหวังและความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากคนยังไม่เชื่อมั่นในอนาคต มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆ ก็อาจเห็นผลได้จำกัด”
ชะลอลงทุน รักษาสภาพคล่อง
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางภาวะตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง เสนา ดีเวลลอปเมนท์ ได้ปรับแผนธุรกิจโดยชะลอการลงทุนโครงการใหม่ และมุ่งพัฒนาโครงการที่มีอยู่ให้แล้วเสร็จ บริหารจัดการกระแสเงินสด และมุ่งลดภาระหนี้สิน โดยใช้รายได้จากการขายและโอนกรรมสิทธิ์ทยอยลดหนี้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินในช่วงที่ตลาดยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ขณะเดียวกัน บริษัทเร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจผ่านการขยายการลงทุนด้านพลังงานสะอาดภายใต้ “Sena Green Energy” เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่รองรับอนาคตธุรกิจดังกล่าวครอบคลุมทั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตสูงในระยะยาวการขยายสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดจะช่วยลดการพึ่งพารายได้จากภาคอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว และเป็น New S-Curve สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรในอนาคต
นอกจากการปรับโครงสร้างธุรกิจแล้ว เสนาฯ ยังเลือกใช้แนวทาง Reskilling และ Upskilling บุคลากร แทนการปรับลดจำนวนพนักงานพนักงานที่เคยอยู่ในสายงานอสังหาริมทรัพย์บางส่วนจะได้รับการพัฒนาทักษะเพิ่มเติม เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจพลังงานสะอาด
“การรักษาและพัฒนาบุคลากรที่มีอยู่จะช่วยสร้างความพร้อมให้กับองค์กรในระยะยาว และลดผลกระทบทางสังคมจากการเลิกจ้างงานในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว”
“IMF-World Bank” คือโอกาสประเทศ
ผศ.ดร.เกษรา ยังกล่าวถึงโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกของ IMF และ World Bank ภายใต้แนวคิด “New Horizon” ว่า เป็นเวทีสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศ
“ถือเป็นโอลิมปิกทางเศรษฐกิจที่ไทยควรใช้เป็นโอกาสดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนและภาคธุรกิจทั่วโลก รวมถึงเร่งผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ”
สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทางรอดสำคัญในภาวะปัจจุบันคือการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการ เนื่องจากข้อจำกัดด้านเงินทุนและขนาดธุรกิจทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ได้โดยตรง ดังนั้น หากไม่มีจุดเด่นที่แตกต่างท่ามกลางการแข่งขันในตลาดที่มีความท้าทายสูงเช่นปัจจุบันจะเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้นเรื่อยๆ
บ้านต่ำ 3 ล้านอ่วมสุด กู้ไม่ผ่านแตะ 70%
นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า จากการสำรวจข้อมูลตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568 พบว่า อัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 40% ถือเป็นระดับสูง ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อแยกตามระดับราคา กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ บ้านระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อสูง 60-70%
รองลงมาคือกลุ่มราคา 3-7 ล้านบาท ที่มีอัตราปฏิเสธประมาณ 40% ขณะที่กลุ่มบ้านราคาเกิน 7 ล้านบาทขึ้นไปยังคงมีอัตราปฏิเสธต่ำเพียง 15% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ากลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อย ซึ่งเป็นฐานกำลังซื้อหลักของตลาด กำลังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อมากกว่ากลุ่มกำลังซื้อระดับบนอย่างชัดเจน
40% ที่หายไป ไม่ใช่ธนาคารปฏิเสธทั้งหมด
นายสุนทร กล่าวว่า ตัวเลขการปฏิเสธสินเชื่อ 40% ที่เกิดขึ้นในตลาด ไม่ได้มาจากการที่ธนาคารปฏิเสธเพียงฝ่ายเดียว ข้อมูลของสมาคมฯ พบว่า ประมาณ 30% เป็นกรณีที่สถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อ เนื่องจากผู้กู้มีภาระหนี้สูง เครดิตไม่ผ่านเกณฑ์ หรือมีความสามารถในการผ่อนชำระไม่เพียงพอ
ส่วนอีกประมาณ 10% เป็นกรณีที่ลูกค้าตัดสินใจถอนตัวเอง หรือปฏิเสธโครงการภายหลังการจอง ซึ่งกลายเป็นพฤติกรรมที่พบมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
“ปัจจุบันผู้ประกอบการใช้เงินจองในอัตราที่ต่ำลง ทำให้ผู้บริโภคสามารถจองโครงการพร้อมกันหลายแห่ง บางคนจอง 2-3 โครงการเพื่อรอดูว่าธนาคารจะอนุมัติที่ใด หรือโครงการใดให้ข้อเสนอดีที่สุด เมื่อเลือกแล้วก็ปล่อยอีกโครงการหนึ่งไป ทำให้เกิดตัวเลขการปฏิเสธในระบบ”
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มลูกค้าที่เลือก “ทิ้งเงินจอง” เพราะขาดความมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจและรายได้ในอนาคต แม้จะมีศักยภาพในการซื้อก็ตาม
“Gen Zไ มีรายได้ แต่ติดโจทย์ “ไม่มีสลิป”
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มคนวัยเริ่มทำงาน หรือ First Jobber รวมถึงคนรุ่น Gen Z ที่กำลังเข้าสู่ช่วงสร้างครอบครัวและต้องการมีบ้านหลังแรก
“รูปแบบการทำงานของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากอดีต หลายคนไม่ได้เลือกทำงานประจำ แต่หันไปประกอบธุรกิจส่วนตัว ทำงานออนไลน์ เป็นครีเอเตอร์ หรือสร้างธุรกิจสตาร์ตอัป แม้บางรายจะมีรายได้สูงกว่าพนักงานประจำ แต่กลับประสบปัญหาในการขอสินเชื่อ เนื่องจากไม่สามารถแสดงหลักฐานรายได้ในรูปแบบที่สถาบันการเงินคุ้นเคย”
นายสุนทร มองว่า ระบบการประเมินสินเชื่อในปัจจุบันอาจยังไม่สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ที่อาชีพอิสระและธุรกิจออนไลน์มีบทบาทมากขึ้น
“วันนี้แม่ค้าออนไลน์หรือเจ้าของธุรกิจดิจิทัลจำนวนมากมีรายได้เป็นหลักแสนบาทต่อเดือน แต่ไม่มีสลิปเงินเดือน ทำให้ธนาคารยังมองว่ามีความเสี่ยง ทั้งที่ในความเป็นจริงบางรายมีศักยภาพทางการเงินสูงกว่ามนุษย์เงินเดือนด้วยซ้ำ”
จับตาปี 2569 ปฏิเสธสินเชื่อยังไม่ลด
สำหรับแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2569 สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรมองว่า อัตราการปฏิเสธสินเชื่ออาจยังทรงตัวอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 40% หากไม่มีปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุนอย่างชัดเจน
ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่ภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยอย่างไรก็ตาม หากภาครัฐสามารถออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นได้ตรงจุด จะช่วยให้ประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอยและตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาวมากขึ้น
“สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การลดดอกเบี้ยหรือมาตรการระยะสั้น แต่ต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ารายได้และเศรษฐกิจในอนาคตจะดีขึ้น เพราะเมื่อคนมีความมั่นใจ การตัดสินใจซื้อบ้านก็จะกลับมาเอง” นายสุนทรกล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ทุนยักษ์ ปักหมุด‘บางใหญ่-รังสิต’ พลิกโฉม ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่

- ย่านบางใหญ่และรังสิตกำลังกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ โดยมีปัจจัยหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ เช่น รถไฟฟ้าและมอเตอร์เวย์
- กลุ่มทุนขนาดใหญ่ เช่น เซ็นทรัลพัฒนา, กลุ่มทีซีซี, และศุภาลัย เข้าลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์จำนวนมาก ทั้งในรูปแบบมิกซ์ยูส, ศูนย์การค้า, และโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่
- การลงทุนที่สำคัญประกอบด้วยโครงการมิกซ์ยูสของกลุ่มทีซีซีและสปอร์ตคอมเพล็กซ์ในย่านบางใหญ่ รวมถึงแผนพัฒนา “เมืองแห่งอนาคต” บนที่ดิน 750 ไร่ของเซ็นทรัลพัฒนาในย่านรังสิต
จังหวัดนนทบุรีและปทุมธานีก้าวขึ้นเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยสำคัญของปริมณฑล จากการขยายตัวของเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในย่านบางใหญ่และรังสิต ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากทั้งผู้ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงและกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาจับจองโอกาสทางธุรกิจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของทั้งสองพื้นที่ มาจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่ทยอยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการทาพิเศษ (ทางด่วน)สายใหม่ การขยายโครงข่ายถนนสายหลักและสายรอง ตลอดจนการเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าหลายเส้นทาง ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพการเดินทางระหว่างกรุงเทพมหานครและพื้นที่ปริมณฑลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน การปรับปรุงและจัดทำผังเมืองรวมของทั้งสองจังหวัดซึ่งสอดคล้องกับกรุงเทพฯเพื่อพัฒนาแบบไร้รอยต่อและเปิดโอกาสให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินได้หลากหลายมากขึ้น ทั้งเพื่อรองรับการพัฒนาที่อยู่อาศัย โครงการมิกซ์ยูส และศูนย์การค้าเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้มูลค่าที่ดินในหลายทำเลมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามศักยภาพของพื้นที่
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านนทบุรีและปทุมธานีไม่ได้เป็นเพียงเมืองรองรับการขยายตัวของกรุงเทพฯอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ของโซนเหนือและตะวันตกของกรุงเทพฯน่าจับตาในอนาคต
ผังเมือง-โครงสร้างพื้นฐานหนุนบางใหญ่
“ฐานเศรษฐกิจ” สำรวจพื้นที่ย่านบางใหญ่พบว่า มีการขยายตัวของการลงทุนอย่างรวดเร็วขึ้นแท่นเป็นศูนย์กลางความเจริญ (Hub) แห่งใหม่ของโซนตะวันตกกรุงเทพฯ เริ่มจุดประกายมาจากโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีม่วงเชื่อมโยงจากกรุงเทพฯพาดผ่านมาถึงใจกลางบางใหญ่ สร้างปรากฎการณ์คอนโดมิเนียมขยายตัวตามแนวรถไฟฟ้าในจังหวัดปริมณฑลเป็นครั้งแรกมากถึงกว่าหมื่นหน่วย ที่มีทั้งซื้อเพื่ออยู่อาศัยและเพื่อการลงทุน
ส่งผลให้ราคาที่ดินขยับสูง นอกจากนี้ยังมีโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์ M81) สายบางใหญ่- กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กิโลเมตรเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกรุงเทพฯและปริมณฑลสู่ภาคตะวันตกรับส่งการเดินทางเข้ามาอยู่อาศัย ใช้ชีวิต ช้อปปิ้ง ในย่านบางใหญ่มากขึ้น หลายทำเลเริ่มมีการขยับการพัฒนา
ขณะที่ผังเมืองรวมจังหวัดนนทบุรี ปี 2566 กำหนดให้ บางใหญ่ เป็นย่านพาณิชยกรรม (พื้นที่สีแดง) และที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (พื้นที่สีส้ม) ส่งผลให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้าพื้นที่พัฒนารองรับกำลังซื้อ โดยสามารถพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส ศูนย์การค้า โรงแรม รวมถึงที่อยู่อาศัยแนวสูงได้มากขึ้น


เซ็นทรัล เวสต์เกต จุดพลุศูนย์การค้าระดับภูมิภาค
ย้อนไปก่อนหน้านี้ที่ทำให้บางใหญ่คึกคักมาจนถึงปัจจุบัน เกิดจากการมาของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต ของบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ระดับภูมิภาครองรับกลุ่มกำลังซื้อในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนคน ขณะราคาที่ดินอยู่ที่ตารางวาละ 1 แสนบาท และแนวโน้มขยับไปที่ 2-3 แสนบาทต่อตารางวาจากความเคลื่อไหวของโครงการที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นโดยรอบรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆมีผลต่อการปรับขึ้นของราคาที่ดินแทบทั้งสิ้นและนำมาซึ่ง การเข้ามาลงทุน แหล่งช้อปปิ้งบริเวณใกล้เคียงจำนวนมาก
กลุ่มทีซีซี-พราว พลิกโฉมมิกซ์ยูส-สปอร์ตคอมเพล็กซ์
บริเวณใกล้ กันกับเซ็นทรัลเวสต์เกต ได้เรียกเสียงฮือฮาอย่างมากจากการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสของตระกูลสิริวัฒภักดี หรือกลุ่มทีซีซี เตรียมพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสมูลค่าไม่ต่ำกว่า1หมื่นล้านบาท เนื้อที่ 23 ไร่ติดสถานีบางใหญ่ รถไฟฟ้าสายสีม่วง บนที่ดินเดิมของห้างบิ๊กคิงบางใหญ่ ห้างสรรพสินค้าในตำนานของชาวบางใหญ่ ซึ่งปิดตัวไปตั้งแต่ปี 2554 ประเมินว่าจะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ทำให้พื้นที่มีความหลากหลายครบวงจรมากขึ้นโดยไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ
การเปลี่ยนแปลงในย่านบางใหญ่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ตระกูลลิปตพัลลภ โดยบริษัท พราว เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) นำที่ดินกว่า 10 ไร่ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมบิ๊กซีและโฮมโปรข้างเซ็นทรัล เวสต์เกต หลังจากบิ๊กซีไม่ต่อสัญญา โดยนำมาพัฒนาเป็นโครงการ ฮารีนา-สปอร์ตคอมเพล็กซ์ รองรับกำลังซื้อในย่านบางใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงมองว่าจะสร้างความเจริญไม่น้อยหากพัฒนาแล้วเสร็จและเปิดให้บริการ
เปิด‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’มิกซ์ยูสใหม่
พื้นที่ห่างกันไม่มากนัก บริเวณMRT สายสีม่วง สถานีแยกนนทบุรี 1 เซ็นพัฒนา ยังพลิกโฉมเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ เป็นมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ บนที่ดินเดิม สร้างกิจกรรมหลากหลายในการใช้ชีวิตแบบครบวงจร พร้อมเปิดให้บริการ วันที่3กรกฎาคม 2569 โดยมีความโดดเด่นด้วยแนวคิด Biophilic Design ที่ผสานธรรมชาติเข้ากับสถาปัตยกรรมอย่างลงตัว เชื่อมโยงศูนย์การค้าและคอนโด PHYLL เพื่อเติมเต็มทุกมิติของการใช้ชีวิตเมืองในที่เดียว

ปั้นเมืองแห่งอนาคต750 ไร่ รังสิต
นอกจากโซนบางใหญ่นนทบุรี เซ็นทรัลพัฒนา ยังเดินหน้าปักหมุดโครงการมิกซ์ยูส ย่านรังสิต จังหวัดปทุมธานี หรือกรุงเทพฯตอนเหนือซึ่งเป็นแลนด์แบงก์ที่ซื้อสะสมมานาน จากบริษัท ไทยเมล่อนโพลีเอสเตอร์ จำกัด (โรงงานทอผ้าขนาดใหญ่ในอดีต) เมื่อปี 2554 โดยซื้อต่อมาจากนักการเมืองชื่อดัง ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพหรือ บสก.อีกทอด เพื่อนำมาพัฒนาเป็นอภิมหาโปรเจ็กต์ โดยในระหว่างรอการพัฒนา เซ็นทรัลพัฒนาได้ขอปรับสีการใช้ประโยชน์ของผังเมือง จากพื้นที่สีม่วง (ที่ดินประเภทอุตสาหกรรมเดิม) เป็นพื้นที่สีแดงและได้รับอนุมัติในผังเมืองในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเป็น หนึ่งในแผนลงทุน 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2569 โดยถือเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเซ็นทรัลพัฒนา เพื่อพลิกโฉมกรุงเทพฯ ตอนเหนือให้เป็นเมืองแห่งอนาคต
จิณณ์-ศุภาลัยลุยเมืองแห่งการอยู่อาศัย
พื้นที่ไม่ห่างกัน ที่ดิน มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ โครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เป็นโครงการมิกซ์ยูส Wellness Residencesบนเนื้อที่ 142 ไร่ ย่านรังสิต พัฒนาโดยบริษัทในเครือ THG โดดเด่นด้วยคอนเซปต์เมืองแห่งการอยู่อาศัยที่รวมคอนโดมิเนียม ศูนย์การแพทย์ (รพ.ธนบุรีบูรณา) และศูนย์ดูแลสุขภาพเข้าไว้ด้วยกันเช่นเดียวกับ บมจ. ศุภาลัย ผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยชั้นนำ สร้างปรากฏการณ์ปักหมุดบิ๊กโปรเจกต์ “Community Living Hub” บนที่ดินกว่า 287 ไร่ ย่านรังสิต คลอง 3 โดยดึง โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ (SISB) เข้ามาตั้งแคมปัสภายในโครงการ เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ผสานการศึกษาและที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
เปิดโครงข่ายคมนาคมบูม นนทบุรี-ปทุมธานี
ทางด้านความคืบหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรัฐสายใหม่ ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมเร่งรัดโครงการในพื้นที่โซนปทุมธานี-นนทบุรี เพื่อให้โครงข่ายทางถนนและระบบราง ทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อข้ามจังหวัดได้สะดวกมากขึ้น โดยมีโครงการลงทุนครอบคลุมในพื้นที่ 2 จังหวัด ดังกล่าว จำนวน 7 โครงการ วงเงินรวม 158,789 ล้านบาท
สำหรับโครงการแรกที่อยู่ในความรับผิดชอบของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) คือ โครงการทางพิเศษ (ทางด่วน) ฉลองรัช ส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ-ถนนลำลูกการะยะทาง 16.2 กม.วงเงิน 24,060ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ตามแผนคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในกลางปี 2571
ขณะที่กรมทางหลวง ลงทุนโครงการมอเตอร์เวย์ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ด้านตะวันออก ตอน แยกจุดตัดทางหลวงหมายเลข 305 (ถนนรังสิต – นครนายก ประมาณ กม.25+850) – บรรจบทางหลวงหมายเลข 3312 (ถนนลำลูกกา ประมาณ กม.25+000)ระยะทางรวม 13.6 กม. เชื่อมต่อกับโครงการทางพิเศษ (ด่วน) ช่วงจตุโชติ – ลำลูกกา ของกทพ. เช่นเดียวกับโครงการมอเตอร์เวย์ ส่วนต่อขยายทาง ยกระดับอุตราภิมุข (M5) ช่วงรังสิต – บางปะอิน ระยะทาง 22 กม. วงเงินลงทุน 42,055 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีโครงการมอเตอร์เวย์ หมายเลข 9 (M9) ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก (หรือถนนกาญจนาภิเษก) ช่วงบางบัวทอง-บางปะอิน ระยะทาง 31 กม.วงเงิน 15,862 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมต่อกับโครงการ M9 ช่วงบางขุนเทียน – บางบัวทอง ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้วช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 ตามแผนจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2573 ส่วนช่วงลาดหลุมแก้ว – บางปะอิน ระยะทาง 20 กม. วงเงิน 8,930 ล้านบาท
รวมถึงโครงการมอเตอร์เวย์หมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอน ทางยกระดับบางขุนเทียน – บางบัวทอง เชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี ส่วนรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาฯ คาดว่าจะเห็นชอบลงนามสัญญาภายในวันที่ 9 ก.ค.2569 คาดว่าแล้วเสร็จในปี 2572
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 5 มิ.ย.69 ‘อ่อนค่า‘ กังวลในตะวันออกกลาง

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากวันก่อนหน้า
- ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทคือความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงไม่แน่นอน แม้จะมีการเจรจาหยุดยิง แต่ยังคงมีการสู้รบอยู่
- ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทวันนี้ไว้ที่ 32.55-32.80 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.67 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.55-32.80 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.58-32.69 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ จากอานิสงส์แนวโน้มความตึงเครียดของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยลดลง หลังทางการอิสราเอลกับทางการเลบานอน ได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง จากการเจรจาที่กรุง Washington ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่ความคืบหน้าของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (เนื่องจากทางการอิหร่านยังคงจุดยืน ให้อิสราเอลยุติการโจมตีในเลบานอน ถึงจะกลับเข้าสู่การเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง)

ทว่า ท่าทีของทางกลุ่ม Hezbollah (หนึ่งในพันธมิตร Axis of Resistance ที่สำคัญกับอิหร่าน) ในเลบานอน ยังคงไม่ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน และยังคงมีการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่ม Hezbollah ในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างมีความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ และกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ย่อตัวลงจากโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งสร้างแรงกดดันให้เงินบาทพลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซน 32.70 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงต้องระวังความผันผวนสูงในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยผู้เล่นในตลาดอาจไม่ได้กังวลใจมากนัก แม้ยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ จะออกมาต่ำกว่าคาด หรืออยู่ในระดับต่ำ ตราบใดที่อัตราการว่างงานไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้น เนื่องจาก งานวิจัยล่าสุดของ FED ได้สะท้อนว่า ยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ อาจอยู่ในระดับต่ำ ใกล้ “0” (Near-Zero Break-even Job Growth) โดยไม่ได้ทำให้อัตราการว่างงานเร่งตัวสูงขึ้น จากผลของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงาน (Aging Society และนโยบายผู้อพยพของรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นต้น) ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจไม่ได้ปรับลดความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED มากนัก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น หรือยังไม่เห็นความคืบหน้ามากขึ้นของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งเราประเมินว่า จะทำให้ เงินดอลลาร์อาจไม่ได้อ่อนค่าลงมากนัก เมื่อเทียบกับในอดีต ที่หากยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด จะสร้างแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์ได้พอควร โดยในกรณีนี้ เรามองว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ก็อาจติดแถวโซน 32.50-32.60 บาทต่อดอลลาร์ หลังรับรู้ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ
ในทางกลับกัน หากยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ และรายงานข้อมูลตลาดแรงงานอื่นๆ ออกมาดีกว่าคาดชัดเจน อาจเป็นปัจจัยที่สร้างแรงหนุนต่อเงินดอลลาร์เพิ่มเติม สะท้อนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่อาจปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยเฉพาะในกรณีที่ หากการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ไม่มีความคืบหน้ามากขึ้นจากปัจจุบัน ทำให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก แต่หากการเจรจาหยุดยิงมีความคืบหน้ามากขึ้น เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด และมีความเป็นไปได้ว่า ตลาดอาจให้น้ำหนักกับปัจจัยสงครามในตะวันออกกลางมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ตอบรับข่าวดีของการเจรจาหยุดยิง แม้ยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ จะออกมาดีกว่าคาดก็ตาม
ทั้งนี้ เราประเมินว่า ไม่ว่าเงินดอลลาร์จะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าจากปัจจัยสงคราม หรือข้อมูลตลาดแรงงาน แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเป็นไปอย่างจำกัด หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้อ่อนค่าลงทดสอบโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจยังคงกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งอาจช่วยจำกัดหรือชะลอการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน อาจช่วยชะลอหรือจำกัดการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ได้บ้าง
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
แม้ว่าบรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้แรงหนุนจากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังอิสราเอลกับเลบานอนได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงสูงอยู่ กอปรกับ รายงานคาดการณ์ผลประกอบการของ Broadcom -12.6% ที่ออกมาน่าผิดหวัง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อหุ้นในธีม AI/Semiconductor อาทิ Micron -7.7%, AMD -3.6% ส่งผลให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.41% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.09%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมารีบาวด์ขึ้น +0.52% แม้จะพอได้แรงหนุนจากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ในช่วงแรก ทว่าความไม่แน่นอนของพัฒนาการสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรป อีกทั้ง รายงานคาดการณ์ผลประกอบการของ Broadcom ที่ออกมาน่าผิดหวัง ได้สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ฝั่งยุโรป อาทิ Infineon Tech. -3.4% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนเพิ่มเติม จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม Healthcare อาทิ Novo Nordisk +4.4% ที่อาจสะท้อนถึงความต้องการถือครองหุ้นสไตล์ Defensive ของผู้เล่นในตลาดท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับ 4.48% อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ขาดความคืบหน้า ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาผสมผสาน ทั้งนี้ เราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า หาก บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น เหนือระดับ 4.50% จะทำให้บอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความน่าสนใจชัดเจนและบอนด์ยีลด์ที่ระดับดังกล่าวจะสามารถรองรับในกรณีที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน
เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แม้อิสราเอลกับเลบานอนจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ทว่ากลุ่ม Hezbollah ยังคงไม่ยอมรับข้อตกลงดังกล่าวและยังคงมีการสู้รบเกิดขึ้นในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มระมัดระวังต่อการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เนื่องจากเงินเยนญี่ปุ่นได้ทยอยอ่อนค่าลงทดสอบโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.1 -99.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งหนุนการรีบาวด์ขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้สร้างแรงกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) พลิกกลับมาปรับตัวลดลง สู่โซน 4,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings)
ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงาน อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 ของยูโรโซน พร้อมรอจับตา ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB และ BOE
ทางฝั่งไทย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับ 3.10% (+0.4%m/m) ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน อาจสูงขึ้นสู่ระดับ 0.90% ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ทำให้บรรดาผู้ประกอบการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมุมมอง “Cautiously Optimistic” ต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
สรุปผลวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 ประจำวันที่ 5 มิ.ย. 69

ผลการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 สัปดาห์แรก เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569
“น้องใหม่” ยูเครน ที่ได้สิทธิ์เข้าร่วมในการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สามารถคว้าชัยชนะได้สำเร็จ หลังเป็นฝ่ายเอาชนะ เยอรมนี 3-2 เซต (25-21, 30-28, 14-25, 19-25 และ 15-13)
สรุปผลการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026
วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569
- บราซิล ชนะ เนเธอร์แลนด์ 3-1 เซต (25-17, 25-15, 25-27 และ 25-23)
- แคนาดา แพ้ เยอรมนี 1-3 เซต (26-28, 25-22, 18-25 และ 18-25)
- โปแลนด์ ชนะ สาธารณรัฐเช็ก 3-0 เซต (25-22, 25-22 และ 25-20)
- จีน ชนะ ไทย 3-2 เซต (25-14, 24-26, 25-19, 23-25 และ 15-7)
วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569
- ตุรกี แพ้ เนเธอร์แลนด์ 0-3 เซต (23-25, 17-25 และ 18-25)
- ยูเครน ชนะ เยอรมนี 3-2 เซต (25-21, 30-28, 14-25, 19-25 และ 15-13)
- บราซิล ชนะ สาธารณรัฐโดมินิกัน 3-1 เซต (23-25, 25-18, 25-11 และ 25-15)
- แคนาดา ชนะ สหรัฐอเมริกา 3-0 เซต (25-22, 25-22 และ 30-28)
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
‘Here to Heal’ แชตบำบัดปฐมภูมิ แก้ปัญหาสุขภาพจิต-ลดเหลื่อมล้ำ

- แพลตฟอร์ม“Here to Heal” คือ การสร้างระบบที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้ง่ายและกว้างขวางที่สุดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และการสร้างกลไกป้องกัน (Prevention)
- ใช้โมเดลการบำบัดแบบ “Single Session Therapy” หรือการให้คำปรึกษาจบในครั้งเดียว รอบละประมาณ 1 ชั่วโมง
- “กลุ่มวัยทำงาน” อายุ 26-39 ปี เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการเข้าใช้บริการสูงที่สุดครองสัดส่วนกว่า 52.7% เนื่องจากรูปแบบการแชตสามารถตอบโจทย์ข้อจำกัดในชีวิตประจำวันของคนทำงาน
Here to Heal แพลต์ฟอร์มสุขภาพจิตปฐมภูมิ ให้คำปรึกษาปัญหาชีวิตผ่านระบบแชต เชื่อมต่อเครือข่ายบริการ ตั้งระบบฐานข้อมูลเครือข่ายส่งต่อและแนะนำหน่วยบริการสุขภาพจิตในแต่ละจังหวัด การให้คำปรึกษาโดดเด่นด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy) ป้องกันการถูกตีตราจากสังคม ให้บริการแบบ Single Session รอบละประมาณ 1 ชั่วโมง
แผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตปฐมภูมิผ่านนวัตกรรมดิจิทัล กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤติสุขภาพจิตของคนไทย โดยล่าสุดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะจิตวิทยาได้ร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พัฒนาแพลตฟอร์ม “Here to Heal” บริการให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิตผ่านระบบแชตแบบ “Single Session” มุ่งเน้นการป้องกันเชิงรุกก่อนปัญหาลุกลาม
ปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชนไทย
สถิติด้านสุขภาพจิตในประเทศไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มประชากร จากรายงานสุขภาพคนไทยปี 2568 ที่จัดทำโดย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พบว่าคนไทยกว่า 13.4 ล้านคนเคยเผชิญปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะประชากรอายุ 18-24 ปี ซึ่งมีสัดส่วนผู้ประสบปัญหาสุขภาพจิตสูงที่สุดที่ 13.7% อันเนื่องมาจากความเครียดด้านการเรียน การรับสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และความรุนแรงในครอบครัว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สวนทางกันอย่างชัดเจนคือข้อจำกัดของหน่วยบริการและการเข้าถึงการเยียวยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชน นิสิต และนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย
จากการสำรวจพบว่ามีช่องว่างขนาดใหญ่ในการเข้าถึงบริการช่วยเหลือทางจิตวิทยา ระหว่างสถาบันการศึกษาที่มีศูนย์ดูแลสุขภาวะทางจิต เช่น ศูนย์สุขภาวะนิสิต ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับมหาวิทยาลัยอีกจำนวนมากในประเทศไทยที่ยังขาดแคลนทรัพยากรบุคลากรนักจิตวิทยา หรือไม่มีระบบสนับสนุนในส่วนนี้ ส่งผลให้เด็กและเยาวชนที่มีความเครียดสะสมไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทางวิชาชีพได้ทันท่วงที จนนำไปสู่สถิติปัญหาทางสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้นในระดับประเทศ

‘Here to Heal’ ปฐมภูมิลดเหลื่อมล้ำ
ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษา พร้อมด้วย ผศ.ดร.พนิตา เสือวรรณศรี ผู้อำนวยการหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันสะท้อนถึงที่มาและแนวคิดการพัฒนาแพลตฟอร์ม“Here to Heal” นี้ว่า โครงการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยตั้งต้นจากโจทย์สำคัญ 2 ประการ คือการสร้างระบบที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้ง่ายและกว้างขวางที่สุดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และการสร้างกลไกป้องกัน (Prevention) เพื่อไม่ให้ปัญหาทางสุขภาพจิตในระดับปฐมภูมิยกระดับไปสู่ภาวะที่รุนแรง
ด้วยเหตุนี้คณะผู้พัฒนาจึงตัดสินใจเลือกออกแบบระบบให้บริการในรูปแบบ “การแชต” (Chat) เนื่องจากสอดคล้องกับธรรมชาติและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มักจะ สะดวกใจ และพึงพอใจที่จะสื่อสารระบายความในใจผ่านการพิมพ์ข้อความตัวอักษรมากกว่าการโทรศัพท์พูดคุยโดยตรง เพราะแนวคิดที่มองว่าการโทรศัพท์คือ “เรื่องใหญ่” หรือต้องมีปัญหาที่รุนแรงแล้วเท่านั้น ทำให้วิธีนี้สอดคล้องไปกับค่านิยมของคนรุ่นใหม่ และทำให้การขอความช่วยเหลือเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Here to Heal รักษาความเป็นส่วนตัวสูงสุด
สำหรับเส้นทางการพัฒนาแพลตฟอร์ม Here to Heal นั้น มีการยกระดับอย่างเป็นระบบผ่าน 3 ระยะสำคัญ โดยในระยะเริ่มต้นทีมงานได้ทดลองให้บริการผ่านทางแอปพลิเคชัน LINE เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้บริการ ควบคู่ไปกับการทดลองระบบนิเวศการทำงานจริง ก่อนจะต่อยอดเข้าสู่ระยะที่สองด้วยการพัฒนาหน้าเว็บไซต์สำเร็จรูป ผ่านการสนับสนุนเงินทุนจาก สสส. เพื่อปรับปรุงระบบการทำงานให้มีมาตรฐานและเป็นระบบระเบียบยิ่งขึ้น จนกระทั่งเข้าสู่ระยะปัจจุบันซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเว็บไซต์ที่ออกแบบโครงสร้างขึ้นเฉพาะตัว
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเข้ามาช่วยแก้ปัญหาข้อผิดพลาดในขั้นตอนการส่งต่อผู้รับบริการ จากเดิมที่ผู้ดูแลไม่สามารถรับรู้ได้ว่าผู้รับบริการเป็นใครและถูกส่งต่อไปเข้ารับการดูแลที่ไหน ทำให้ผู้รับบริการมักหลุดออกจากระบบคำปรึกษา โดยระบบใหม่ได้เพิ่มฟังก์ชัน ‘Case Manager’ หรือผู้จัดการรายกรณี เข้ามาทำหน้าที่ช่วยคัดกรองข้อมูลและส่งต่อเคสไปยังนักจิตวิทยาได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งสามารถติดตามสถานะการดูแลรักษา และเก็บข้อมูลเชิงสถิติเพื่อนำไปใช้ต่อยอดพัฒนานโยบายของประเทศผ่านทาง สสส. ได้อีกด้วย
จุดเด่นของ Here to Heal คือการรักษาความเป็นส่วนตัวสูงสุด ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องระบุชื่อจริงหรือตัวตนในการลงทะเบียน ซึ่งช่วยลดอคติและการตีตราทางสังคมลงได้ นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังใช้โมเดลการบำบัดแบบ “Single Session Therapy” หรือการให้คำปรึกษาจบในครั้งเดียว รอบละประมาณ 1 ชั่วโมง โดยทีมสตาฟฟ์นักจิตวิทยาที่สลับสับเปลี่ยนเวรปฏิบัติงาน 3 กะ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 22.00 โดยประมาณ และนอกเหนือจากการแชตพูดคุยแล้ว แพลตฟอร์มยังทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลเครือข่ายส่งต่อและแนะนำหน่วยบริการสุขภาพจิตในแต่ละจังหวัด เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถค้นหาแหล่งช่วยเหลือใกล้บ้านได้ด้วยตัวเอง
แชตบำบัดตอบโจทย์วัยทำงานแชมป์ใช้บริการ
แม้ว่าในตอนแรกคณะผู้พัฒนาจะตั้งเป้าหมายให้บริการแก่กลุ่มนักเรียนและนักศึกษาเป็นหลัก แต่เมื่อเปิดให้บริการจริง กลับพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า “กลุ่มวัยทำงาน” อายุ 26-39 ปี เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการเข้าใช้บริการสูงที่สุดครองสัดส่วนกว่า 52.7% เนื่องจากรูปแบบการแชตสามารถตอบโจทย์ข้อจำกัดในชีวิตประจำวันของคนทำงานผ่าน 2 มิติสำคัญ คือ :
ความสะดวกและคล่องตัว: พนักงานออฟฟิศหรือวัยทำงานสามารถเข้าถึงบริการได้ง่าย แม้ในขณะปฏิบัติงานหรือพึ่งเผชิญหน้ากับความเครียดในที่ทำงาน โดยไม่ต้องลาหยุดงานเพื่อเดินทางไปพบนักจิตวิทยา
ข้อจำกัดด้านพื้นที่ส่วนตัว: บริบทที่อยู่อาศัยของคนเมืองหรือวัยทำงานหลายคนไม่มีห้องส่วนตัว เช่น อาศัยร่วมกับครอบครัว หรือรูมเมท ทำให้ไม่สามารถใช้เสียงผ่านโทรศัพท์หรือระบบ Zoom เพื่อคุยประเด็นเปราะบางได้ การพิมพ์แชตจึงเป็นช่องทางเดียวที่ปลอดภัยและรักษาความลับได้ดีที่สุด
นอกจากกลุ่มวัยทำงานแล้ว สถิติยังชี้ให้เห็นว่า “กลุ่มผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป)” เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีสัดส่วนการใช้งานระบบแชตเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการทำลายความเชื่อเดิมที่ว่าผู้สูงอายุไม่คุ้นชินกับการแชต โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติหรือวิกฤตการณ์ระดับประเทศ เช่น เหตุการณ์น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว แพลตฟอร์มจะมียอดผู้เข้าใช้งานสะสมในทุกกลุ่มอายุพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน
บทบาทนักสุขภาพจิตที่ AI มาแทนไม่ได้
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทและทำหน้าที่เป็นผู้ฟังให้กับมนุษย์ คณะผู้พัฒนา “Here to Heal” สะท้อนมุมมองว่า AI อาจตอบโจทย์ในแง่ของความรวดเร็วและการให้ข้อมูลเชิงรับ แต่ในแง่ของกระบวนการบำบัดทางจิตวิทยาเชิงลึกที่ต้องการความเข้าใจในบริบททางสังคม วัฒนธรรม ตลอดจนการชวนคิดเพื่อดึงผู้รับบริการออกจากกรอบความเชื่อเดิม ความเป็นมนุษย์และความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) ของนักจิตวิทยาจริง ๆ ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทดแทนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แพลตฟอร์ม “Here to Heal” จึงถือเป็นข้อต่อสำคัญในการคัดกรอง ป้องกัน และดูแลสุขภาวะทางจิตระดับปฐมภูมิของคนไทยให้สามารถประคับประคองชีวิตและก้าวผ่านช่วงเวลาวิกฤติไปได้ด้วยความปลอดภัย
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ฝึกอ่านข่าวภาษาอังกฤษ ทางลัดสู่นักอ่านระดับโปรและคลังศัพท์ที่เฉียบคม

คุณเคยเปิดแอปพลิเคชันข่าวต่างประเทศขึ้นมาตั้งใจจะอัปเดตสถานการณ์โลก แต่พอเจอพาดหัวข่าวสั้นๆ หรือเจอเนื้อหาข่าวที่ยาวเป็นพืด สมองของคุณกลับปิดโหมดการรับรู้ไปดื้อๆ เพราะเต็มไปด้วยคำศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยและรูปประโยคที่ซับซ้อนใช่ไหมครับ? สุดท้ายเราก็ต้องกดย้อนกลับแล้วไปพึ่งพาเพจแปลข่าวภาษาไทยเหมือนเดิม วงจรการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของเราจึงวนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหนเสียที
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณไม่เก่งครับ แต่อยู่ที่ว่าข่าวทั่วไปมักจะใช้ภาษาเขียนในระดับที่เป็นทางการสูง (Formal English) ซึ่งต่างจากภาษาพูดที่เราคุ้นเคยในภาพยนตร์หรือซีรีส์ วันนี้ EngDuo Thailand จะมาเผยสูตรลับการ ฝึกอ่านข่าวภาษาอังกฤษ ที่จะช่วยให้คุณทลายกำแพงความกลัว เปลี่ยนข่าวเช้าที่เคยดูยากให้กลายเป็นเครื่องมือปั๊มคลังคำศัพท์ชั้นยอด พร้อมเทคนิคที่จะช่วยยกระดับทักษะ Reading และ Critical Thinking ของคุณให้เป๊ะปังและก้าวทันโลกยุค 2026 นี้อย่างมั่นใจครับ!
ทำไมการอ่านข่าวถึงเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกโฉมภาษาอังกฤษของคุณ
การแบ่งเวลามา ฝึกอ่านข่าวภาษาอังกฤษ เป็นประจำทุกวัน ให้ประโยชน์ที่มากกว่าแค่การทำข้อสอบผ่านอย่างแน่นอนครับ เพราะข่าวสารคือเครื่องสะท้อนความเป็นไปของโลกในปัจจุบัน ภาษาที่ใช้ในสำนักข่าวคือ “ภาษาอังกฤษในชีวิตจริง” (Authentic English) ที่อัปเดตตลอดเวลา คุณจะได้เห็นวิธีการเรียบเรียงประโยคที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ การใช้คำเชื่อมที่สละสลวย และการเลือกใช้ระดับของภาษาที่สุภาพและทรงพลัง
สำหรับคนทำงาน การอ่านข่าวยังช่วยเพิ่มพูน ภาษาอังกฤษธุรกิจ (Business English) และคลังศัพท์เฉพาะทาง (Technical Jargon) ในอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเงิน เทคโนโลยี หรือการตลาด ช่วยให้คุณมีชุดข้อมูลและคำศัพท์ที่เฉียบคมไปใช้ในการเขียนอีเมลติดต่อพาร์ทเนอร์ต่างชาติ หรือใช้ชวนคุย (Small Talk) ในการประชุมระดับอินเตอร์ได้อย่างน่าเชื่อถือและดูเป็นมืออาชีพครับ
เทคนิค 4 ขั้นตอน ฝึกอ่านข่าวภาษาอังกฤษ ให้เห็นผลจริงโดยไม่ถอดใจกลางคัน
การฝึกอ่านข่าวให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด ไม่ใช่การฝืนอ่านข่าวการเมืองรสเคร่งเครียดทีละ 5 หน้าครับ แต่คือการฝึกฝนอย่างมีชั้นเชิงภายใต้แนวคิด Active Reading ที่สมองได้คิดและประมวลผลตาม ยิ่งฝึกตามสูตรนี้บ่อยๆ สัญชาตญาณภาษาของคุณจะยิ่งพัฒนาอย่างรวดเร็วครับ
- 1. สแกนพาดหัวและภาพประกอบ (Previewing): ก่อนจะเริ่มอ่านเนื้อหาทั้งหมด ให้ดูพาดหัวข่าว (Headline) และรูปภาพเพื่อเดาบริบทภาพรวมว่าข่าวนี้น่าจะเกี่ยวกับอะไร วิธีนี้จะช่วยตั้งค่าให้สมองพร้อมรับข้อมูลเฉพาะกลุ่มได้ดีขึ้น
- 2. อ่านรอบแรกแบบไม่เปิดดิกชันนารี (Skimming): ปล่อยใจให้อ่านไหลลื่นตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อจับใจความสำคัญ (Main Idea) แม้จะเจอคำศัพท์ที่ไม่รู้ความหมาย ให้ลองเดาคำแปลจากคำรอบข้างไปก่อน ห้ามหยุดอ่านกลางคันเด็ดขาดครับ
- 3. เจาะลึกคำศัพท์เด็ด (Intensive Reading): ในการอ่านรอบที่สอง ให้ลองไฮไลท์คำศัพท์หรือวลีที่ปรากฏซ้ำบ่อยๆ แล้วค่อยเปิดหาความหมาย การจดศัพท์พร้อมบริบทจากข่าวจะช่วยให้สมองจดจำได้แม่นยำกว่าการท่องจำจากสมุดศัพท์แยกคำ
- 4. สรุปใจความด้วยตัวเอง (Summarizing): หลังจากอ่านจบ ลองพูดหรือเขียนสรุปข่าวสั้นๆ 3-4 ประโยคเป็นภาษาอังกฤษด้วยความเข้าใจของตัวเอง วิธีนี้คือการเปลี่ยนจากผู้รับสาร (Passive) มาเป็นผู้ใช้สาร (Active) ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดครับ
ปักหมุดแหล่งข่าวฟรีระดับสากลแยกตามระดับทักษะของผู้เรียน
เพื่อไม่ให้เนื้อหาข่าวยากจนเกินไปจนสร้างความเหนื่อยล้าให้กับสมอง การเลือกสำนักข่าวให้สอดคล้องกับพื้นฐานทักษะในปัจจุบันคือสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ครับ
1. ระดับเริ่มต้น (Beginner): เน้นข่าวสั้น ประโยคกระชับ และมีเครื่องมือช่วย
เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นสะสมคลังคำศัพท์และยังกลัวประโยคยาวๆ ข่าวในกลุ่มนี้จะถูกตัดทอนให้เข้าใจง่าย มีการเน้นย้ำไวยากรณ์พื้นฐาน และอ่านออกเสียงช้ากว่าปกติ
- VOA Learning English: แพลตฟอร์มระดับสากลที่มีการนำข่าวเด่นรอบโลกมาเรียบเรียงใหม่โดยใช้คำศัพท์พื้นฐาน มีการจำกัดความยาวของประโยค และมีไฟล์เสียงอ่านช้าๆ ให้เราได้ฝึกฟังและออกเสียงตาม หากคุณอยากเริ่มต้นเปิดใจให้กับข่าวสารพร้อมเครื่องมือช่วยเรียนรู้ฟรี สามารถเข้าไปทดลองใช้งานได้ที่คลังข่าวของ VOA Learning English เพื่อปูพื้นฐานการอ่านที่มั่นคงได้ทันทีครับ
2. ระดับกลาง (Intermediate): ข่าวไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยี และสังคมรอบตัว
เหมาะสำหรับผู้ที่พอมีพื้นฐานแกรมม่าอยู่บ้าง และต้องการสะสมวลี แสลงออนไลน์ และเรียนรู้วิธีการเขียนเชิงวิเคราะห์ที่สนุกสนาน
- BBC Learning English / Google News: มีหมวดหมู่ข่าวที่หลากหลายและปรับแต่งเข้ากับความสนใจของคุณได้ง่าย แนะนำให้เริ่มจากข่าวหมวดบันเทิง กีฬา หรือไลฟ์สไตล์ เพราะคำศัพท์จะไม่ซับซ้อนจนเกินไปและเข้าถึงได้ง่ายในชีวิตประจำวันครับ
3. ระดับสูง (Advanced): ข่าวเศรษฐกิจ การเมืองโลก และบทวิเคราะห์เชิงลึก
เหมาะสำหรับผู้ที่เตรียมตัวสอบวัดระดับ (IELTS / TOEFL) หรือต้องติดต่อประสานงานในองค์กรข้ามชาติที่ต้องการความแม่นยำทางตรรกะและภาษาระดับสูง
- The Guardian / Reuters: สำนักข่าวระดับโลกที่ใช้โครงสร้างประโยคที่ซับซ้อน (Complex Structures) อุดมไปด้วยศัพท์วิชาการและการใช้ศิลปะทางภาษาเชิงวรรณกรรม ช่วยขยายขีดจำกัดทักษะการอ่านของคุณให้เทียบเท่าเจ้าของภาษาแท้ๆ ครับ
ตารางสรุป: แพลตฟอร์ม ฝึกอ่านข่าวภาษาอังกฤษ และจุดเด่นด้านทักษะ
เพื่อให้คุณเลือกปักหมุดสำนักข่าวที่ตรงใจและเหมาะสมกับระดับความรู้ในปัจจุบัน ลองดูตารางวิเคราะห์เปรียบเทียบแพลตฟอร์มที่ผมสรุปมาให้ด้านล่างนี้ครับ
| แหล่งข่าวสำหรับฝึกฝน | ระดับทักษะ (Level) | หมวดหมู่เด่น (Top Category) | สิ่งที่คุณจะได้รับจากการฝึกอ่านเว็บนี้ |
| VOA Learning English | เริ่มต้น (Beginner) | ข่าวโลก / บทเรียนพื้นฐาน | ได้ศัพท์พื้นฐาน มีระบบเสียงอ่านช้า (Slow-paced audio) ช่วยฝึกทักษะการฟังคู่ขนาน |
| Bangkok Post (Learning) | เริ่มต้น – กลาง | ข่าวในประเทศไทย / สังคม | เข้าใจง่ายเพราะบริบทใกล้ตัว มีตารางสรุปคำศัพท์และคำแปลไทยพร้อมใช้งานท้ายข่าว |
| BBC Learning English | ระดับกลาง (Intermediate) | ข่าววิทยาศาตร์ / วัฒนธรรม | ได้เรียนรู้โครงสร้างไวยากรณ์ที่สละสลวย สำเนียงบริติช (UK) และควิซตอบคำถามท้ายบท |
| Onestopenglish (News) | ระดับกลาง – สูง | บทวิเคราะห์ / ไลฟ์สไตล์ | มีการแบ่งข่าวเดียวกันออกเป็น 3 ระดับความยาก ช่วยให้ฝึกไล่ระดับทักษะได้อย่างเป็นระบบ |
| The Reuters / The Guardian | ระดับสูง (Advanced) | การเงิน / การเมืองโลก | อุดมไปด้วยคำศัพท์ระดับสูง (Advanced Vocab) เหมาะสำหรับผู้เตรียมสอบ IELTS และคนทำงาน |
ข้อควรระวังในการเลือกประเภทข่าวมาฝึกภาษา
สิ่งที่คุณต้องพึงระวังคือ “การเลือกหมวดหมู่ข่าว” ครับ สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้หลีกเลี่ยงข่าวเกี่ยวกับการเมืองส่วนภูมิภาค ศัพท์กฎหมายเฉพาะทาง หรือข่าวสงครามที่มีความตึงเครียดสูง เนื่องจากข่าวประเภทนี้จะใช้คำศัพท์โบราณหรือศัพท์เทคนิคที่ซับซ้อนมากเกินไป จนอาจทำให้คุณรู้สึกถอดใจและมองว่าภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยาก การหันมาโฟกัสกับข่าวสารทั่วไป เทรนด์เทคโนโลยี หรือเรื่องราวในแวดวงบันเทิงที่น่าสนใจ จะช่วยรักษาแรงจูงใจ (Motivation) ในการเรียนรู้ของคุณให้ยั่งยืนกว่าครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการ ฝึกอ่านข่าวภาษาอังกฤษ (FAQs)
1. ควรใช้เวลาฝึกอ่านข่าวภาษาอังกฤษวันละกี่ข่าวถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง?
เน้นความสม่ำเสมอดีกว่าปริมาณครับ การอ่านและทำความเข้าใจข่าวสั้นๆ เพียงวันละ 1 ข่าวอย่างตั้งใจและต่อเนื่องทุกวัน จะช่วยให้สมองจดจำคำศัพท์และรูปแบบประโยคได้ดีกว่าการโหมอ่านรวดเดียว 10 ข่าวในวันหยุด ภายใน 1-2 เดือนคุณจะรู้สึกว่าเริ่มอ่านได้เร็วขึ้นและเปิดดิกชันนารีน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดครับ
2. การอ่านข่าวภาษาอังกฤษของไทย (เช่น Bangkok Post) ได้ผลดีเท่าข่าวต่างประเทศไหม?
ได้ผลดีมากสำหรับผู้เริ่มต้นครับ เพราะข่าวในประเทศไทยจะมีบริบท สถานที่ และชื่อบุคคลที่คุณคุ้นเคยอยู่แล้ว ทำให้คุณสามารถเดาความหมายของประโยคได้ง่ายขึ้นและลดความกดดันในการอ่านลงได้เยอะครับ เมื่อเริ่มเก่งแล้วค่อยขยับไปอ่านข่าวต่างประเทศเพื่อเรียนรู้ศัพท์สากลเพิ่มขึ้นครับ
3. ควรจดคำศัพท์ใหม่ทุกคำที่ไม่รู้ความหมายระหว่างอ่านข่าวเลยไหม?
ไม่แนะนำครับ เพราะการหยุดอ่านเพื่อเปิดดิกชันนารีทุกครั้งจะทำให้คุณเสียอรรถรสและรู้สึกเบื่อหน่ายได้ง่าย แนะนำให้ลองเดาความหมายภาพรวมก่อน หากคำนั้นปรากฏซ้ำในข่าวบ่อยๆ และเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เข้าใจเนื้อหา ค่อยจดและค้นหาความหมายหลังอ่านจบในแต่ละย่อหน้าครับ
4. การเปิดฟีเจอร์แปลภาษาอัตโนมัติ (Google Translate) ระหว่างอ่าน ช่วยให้เก่งขึ้นไหม?
หากใช้เพื่อตรวจเช็คความถูกต้องหลังอ่านจบถือว่ามีประโยชน์ครับ แต่หากเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา สายตาและสมองของคุณจะโฟกัสที่ภาษาไทยทันทีและละเลยการเรียนรู้โครงสร้างภาษาอังกฤษ แนะนำให้ฝืนใจอ่านเวอร์ชันภาษาอังกฤษก่อนเพื่อฝึกกระบวนการคิดและวิเคราะห์ของสมองครับ
5. นำประโยคหรือสำนวนที่เจอจากบทความข่าวไปใช้เขียนอีเมลธุรกิจได้ทันทีเลยไหม?
โครงสร้างภาษาในข่าวส่วนใหญ่เป็นภาษาเขียนที่เป็นทางการ (Formal Written English) ซึ่งมีความสุภาพและถูกต้องสูงมาก จึงเหมาะอย่างยิ่งในการนำไปปรับใช้ในงานเขียนเชิงวิชาการ รายงาน หรือการเขียนอีเมลธุรกิจที่เป็นทางการครับ แต่ควรตรวจสอบความหมายให้ตรงกับบริบทที่คุณต้องการสื่อสารด้วยทุกครั้งครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
Solar พลังงานแห่งอนาคต จากทางเลือกสู่ความจำเป็น ในโลกที่ต้นทุนพลังงานผันผวน

- พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) กำลังเปลี่ยนสถานะจากพลังงานทางเลือกสู่พลังงานหลักที่จำเป็น เนื่องจากต้นทุนลดลงต่อเนื่องจนสามารถแข่งขันได้มากที่สุด
- ประเทศไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ากว่า 60% ทำให้ค่าไฟฟ้าอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก การใช้โซลาร์จึงเป็นทางออกเพื่อลดต้นทุนและสร้างความมั่นคง
- พลังงานสะอาดต้นทุนต่ำกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ใช้ไฟฟ้าสูง
- การส่งเสริม Solar Rooftop เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับภาคครัวเรือนและธุรกิจในการควบคุมต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว ท่ามกลางราคาพลังงานที่ไม่แน่นอน
พลังงานแสงอาทิตย์กำลังก้าวขึ้นเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก หลังต้นทุนลดลงต่อเนื่องและกลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่แข่งขันได้มากที่สุด ขณะที่ไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติกว่า 60% ของการผลิตไฟฟ้า ทำให้ Solar ไม่ใช่แค่พลังงานสะอาด แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดต้นทุน สร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
พลังงานไม่ใช่แค่เรื่องค่าไฟ แต่คือรากฐานเศรษฐกิจ
หากวันหนึ่งไฟฟ้าดับ ระบบสื่อสารหยุดทำงาน อินเทอร์เน็ตใช้งานไม่ได้ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้ เศรษฐกิจแทบทุกภาคส่วนจะหยุดชะงักทันที
นี่คือเหตุผลที่ “พลังงาน” ไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของครัวเรือนหรือธุรกิจ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลก และในวันนี้ พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ Solar กำลังกลายเป็นพระเอกของการเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
Solar โตเร็วที่สุดในโลก ทุบสถิติใหม่ต่อเนื่อง
รายงาน Renewable Capacity Highlights 2026 ของ IRENA ระบุว่า กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกในปี 2568 เพิ่มขึ้นแตะ 5,149 กิกะวัตต์ (GW) เพิ่มขึ้น 692 GW หรือขยายตัว 15.5% จากปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นการเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ในจำนวนนี้ พลังงานแสงอาทิตย์เติบโตโดดเด่นที่สุด โดยเพิ่มขึ้นถึง 511 GW สู่ระดับ 2,392 GW หรือขยายตัว 27.2% จากปีก่อน ขณะที่พลังงานลมเพิ่มขึ้น 159 GW ส่วนพลังน้ำยังคงเติบโตในอัตราที่ช้ากว่า
การเติบโตดังกล่าวสะท้อนว่า Solar และ Wind กำลังเป็นกำลังหลักของการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก และเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าใหม่ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ต้นทุนที่ลดลง เปลี่ยน Solar เป็นพลังงานแข่งขันได้
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Solar เติบโตอย่างรวดเร็ว คือการลดลงของต้นทุนการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา
การผลิตในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การแข่งขันของผู้ผลิตทั่วโลก การพัฒนาเทคโนโลยีแผงที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมถึงการขยายตัวของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะจากจีน ทำให้ต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงอย่างต่อเนื่อง
จากเดิมที่เคยเป็นพลังงานทางเลือกที่มีต้นทุนสูง ปัจจุบัน Solar กลายเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนแข่งขันได้มากที่สุดในหลายประเทศทั่วโลก
พลังงานสะอาดกำลังกลายเป็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
ในอดีต การลงทุนด้านพลังงานสะอาดมักถูกเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
แต่ในปัจจุบัน ต้นทุนพลังงานกำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น Data Center อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล
ประเทศที่สามารถจัดหาพลังงานสะอาดในต้นทุนต่ำได้ จะมีความได้เปรียบทั้งด้านต้นทุนการผลิต การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการรักษาฐานอุตสาหกรรมในระยะยาว

เวียดนามเร่งเครื่อง Solar ขณะที่ไทยยังเผชิญข้อจำกัด
ในภูมิภาคอาเซียน เวียดนามถือเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการผลักดันพลังงานแสงอาทิตย์ ผ่านมาตรการสนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้า การอนุมัติโครงการที่รวดเร็ว และการเปิดให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น
ผลลัพธ์คือ เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในตลาด Solar ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค
ขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีศักยภาพด้านแสงอาทิตย์สูงและมีฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่การเติบโตยังช้ากว่าศักยภาพ เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ความล่าช้าในการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า และความไม่ต่อเนื่องของนโยบายในบางช่วงเวลา
Solar Rooftop ทางเลือกลดต้นทุนในยุคค่าไฟผันผวน
ปัจจุบันไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและ LNG มากกว่า 60% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ ส่งผลให้ค่าไฟฟ้ามีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก
ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงเริ่มสนับสนุนการติดตั้ง Solar Rooftop มากขึ้น ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การเปิดให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบ การลดหย่อนภาษีค่าติดตั้งสูงสุด 200,000 บาท และสิทธิประโยชน์จาก BOI สำหรับภาคธุรกิจ
ข้อดีของ Solar ไม่ได้จำกัดเพียงการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังช่วยลดค่าไฟฟ้า ควบคุมต้นทุนระยะยาว เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และตอบโจทย์มาตรฐาน ESG และ Net Zero ที่คู่ค้าระดับโลกให้ความสำคัญมากขึ้น
Solar จากเทคโนโลยีอวกาศสู่โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต
น่าสนใจว่า จุดเริ่มต้นของ Solar Cell เกิดขึ้นจากการค้นพบโดยบังเอิญของนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส อเล็กซองด์ เอ็ดมงด์ เบ็กเคอเรล เมื่อปี 1839 ก่อนที่ทีมนักวิจัยของ Bell Labs จะพัฒนาโซลาร์เซลล์ซิลิคอนที่ใช้งานได้จริงเป็นครั้งแรกในปี 1954
จากเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในดาวเทียมและยานอวกาศ ปัจจุบัน Solar กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดต้นทุนพลังงานของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจทั่วโลก
Solar ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นเรื่องของวันนี้
โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครั้งสำคัญ และพลังงานแสงอาทิตย์กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “พลังงานทางเลือก” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานหลัก” ของเศรษฐกิจยุคใหม่
สำหรับประเทศไทย การเร่งพัฒนา Solar ไม่ได้เป็นเพียงการเดินหน้าสู่พลังงานสะอาด แต่คือการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดต้นทุนการผลิต และรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในโลกที่ต้นทุนพลังงานกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญทางเศรษฐกิจ
เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน “พลังงานราคาถูก มั่นคง และยั่งยืน” อาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยชี้ขาดอนาคตของประเทศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ประโยชน์ “ใบย่านาง” สมุนไพรพันปีบ่เฒ่า ขับสารพิษในเลือด ตับ ไตได้ดี

เปิดความลับ ย่านาง สมุนไพรบ้านๆ ที่ได้ฉายา หมื่นปีบ่เฒ่า เผยคุณค่าโภชนาการสุดทรงพลัง และเคล็ดลับเด็ดช่วยตัดกรดยูริกในหน่อไม้ที่สายกินต้องรู้
รู้จัก ย่านาง สมุนไพรพันปีบ่เฒ่า สารอาหารแน่น ล้างสารพิษ ดีต่อร่างกาย
หากพูดถึงเมนูเด็ดอย่างแกงหน่อไม้หรือแกงขี้เหล็ก สิ่งหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ น้ำใบย่านาง สีเขียวเข้มข้นที่ช่วยชูรสชาติให้อร่อยนัวนึกถึงบ้าน แต่รู้หรือไม่ว่า สมุนไพรไม้เลื้อยธรรมดาๆ ที่ขึ้นอยู่ตามริมรั้วชนิดนี้ มีคุณประโยชน์และสรรพคุณทางยาที่มหัศจรรย์จนได้รับฉายาในบางท้องถิ่นว่าเป็นยาอายุวัฒนะเลยทีเดียว
ย่านาง ไม้เลื้อยสารพัดชื่อเรียก
ย่านาง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels. จัดอยู่ในวงศ์ Menispermaceae เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันตามต้นไม้อื่น ซึ่งแต่ละภาคก็มีชื่อเรียกท้องถิ่นที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์น่าสนใจ ดังนี้
- ภาคอีสาน: เรียกว่า หญ้านาง หรือ หมื่นปีบ่เฒ่า ซึ่งมีความหมายสุดลึกซึ้งว่า ใครที่กินเป็นประจำจะช่วยชะลอความแก่ชรา
- ภาคเหนือ: เรียกว่า จอยนาง หรือ ผักจอยนาง
- ภาคกลาง: เรียกว่า ย่านาง, หญ้าภคินี หรือ เถาวัลย์เขียว
- ภาคใต้: เรียกว่า ย่านาง, ยานนาง, ขันยอ หรือ หยาดนาง
เปิดคุณค่าทางโภชนาการในใบย่านาง
ใบย่านางไม่ได้มีดีแค่สีเขียว แต่เป็นคลังสารอาหารชั้นยอด โดยอ้างอิงข้อมูลความน่าเชื่อถือจาก สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล (Thai Food Composition, Institute of Nutrition) พบว่าใบย่านางสดปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานเพียง 95 กิโลแคลอรี และอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญมากมาย
ในส่วนของสารอาหารหลักประกอบไปด้วย โปรตีน 15.5 เปอร์เซ็นต์ เส้นใยอาหาร 7.9 กรัม และแทนนิน 0.21 เปอร์เซ็นต์ ด้านแร่ธาตุสำคัญพบว่ามี แคลเซียมสูงถึง 155 มิลลิกรัม (หรือคิดเป็น 1.42 เปอร์เซ็นต์) เหล็ก 70 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 1.29 เปอร์เซ็นต์ และฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม (หรือ 0.24 เปอร์เซ็นต์)
นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามินบำรุงร่างกาย ได้แก่ วิตามินซี 141 มิลลิกรัม วิตามินเอ 306.25 ไอยู ไนอะซิน 1.4 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.36 มิลลิกรัม และวิตามินบีหนึ่ง 0.03 มิลลิกรัม
ประโยชน์ดีๆ ในมื้ออาหาร: เคล็ดลับสยบกรดยูริก
ในอดีตภูมิปัญญาไทยนิยมนำย่านางมาปรุงอาหารหลายชนิด เช่น น้ำคั้นใบย่านางสำหรับใส่ใน แกงหน่อไม้, ซุบหน่อไม้ หรือแกงขี้เหล็ก ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความกลมกล่อมแล้ว น้ำใบย่านางยังมีฤทธิ์ช่วยลดผลกระทบจากกรดยูริกที่มีอยู่มากในหน่อไม้ ทำให้ผู้บริโภคโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ทานแล้วไม่ปวดข้อหรือปวดเข่า ส่วนยอดและใบอ่อนก็นิยมนำมาลวกจิ้มกินคู่กับน้ำพริกได้อย่างเอร็ดอร่อย
ย่านางกับการดีท็อกซ์และเสริมภูมิคุ้มกัน
ไฮไลต์สำคัญของใบย่านางคือการเป็นเครื่องดื่มล้างสารพิษยอดฮิต เนื่องจากในใบย่านางมีสารคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) เข้มข้น ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายคลึงกับเม็ดเลือดแดงของมนุษย์ ส่งผลดีต่อร่างกายในหลายด้านดังนี้
- กระตุ้นการไหลเวียนเลือด: ช่วยให้ระบบไหลเวียนและการผลัดเม็ดเลือดแดงทำงานได้ดียิ่งขึ้น
- ขับล้างสารพิษ (Detox): ช่วยขจัดสารพิษตกค้างออกจากระบบเลือด ตับ และไต
- เสริมภูมิต้านทาน: ยกระดับให้ร่างกายแข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: หนังสือ Thai Food Composition โดยสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
จะเห็นได้ว่า ย่านาง ไม่ใช่แค่ผักพื้นบ้านธรรมดาๆ แต่เป็นสมุนไพรไทยที่อัดแน่นไปด้วยคุณค่าทางยาและโภชนาการอย่างแท้จริง วันไหนมีเมนูหน่อไม้ อย่าลืมมองหาน้ำใบย่านางมาใส่คู่กัน หรือจะคั้นดื่มสดๆ เพื่อรีเฟรชร่างกายและล้างสารพิษก็ดีต่อสุขภาพไม่น้อยเลยค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 05/6/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 68,600.00 | 68,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,435.00 | 67,234.60 | 69,600.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,991.50 | 60,511.14 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,548.00 | 53,787.68 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,995.75 | 30,255.57 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,552.25 | 23,532.11 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,595.85 | 69,673.09 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 05/6/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 43.30 | 43.30 | 43.80 | 43.30 | 43.30 | 43.30 | 43.30 | 43.30 | 43.30 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 42.93 | 42.93 | 43.43 | 42.93 | 42.93 | 42.93 | 42.93 | 42.93 | 42.93 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 38.30 | 38.30 | 38.80 | 38.30 | – | 38.30 | 38.30 | 38.30 | 38.30 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 34.24 | 34.24 | – | – | – | – | – | – | 34.24 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 50.99 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 50.99 |
| เบนซิน 95 | 52.89 | – | – | 53.41 | – | 53.39 | 53.04 | – | 52.89 |
| ดีเซล | 41.50 | 41.50 | 41.50 | 41.50 | 41.50 | 41.50 | 41.50 | 41.50 | 41.50 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 58.25 | 58.25 | 49.84 | 58.25 | – | – | – | – | 58.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







