ซีจี แคปปิตอลเฟ้นโอกาสธุรกิจนอกกรอบรับดีมานด์ความมั่งคั่งข้ามพรมแดน

- ซีจี แคปปิตอล มองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากเทรนด์ “Global Wealth Migration” หรือการเคลื่อนย้ายความมั่งคั่งข้ามพรมแดน ที่ชาวต่างชาติผู้มั่งคั่งเลือกไทยเป็นบ้านหลังที่สอง
- ใช้กลยุทธ์สร้าง “Branded Residences” โดยร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง InterContinental เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ซึ่งพิสูจน์ความสำเร็จจากยอดขายโครงการในกรุงเทพฯ และภูเก็ต
- ดำเนินธุรกิจในฐานะหน่วยลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัลที่มองหาโอกาสการลงทุนนอกกรอบ โดยมุ่งเน้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และ Hospitality เพื่อรองรับการเติบโตของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก
- ยึดหลักการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดมูลค่าสูงสุด (Highest and Best Use) โดยเลือกพันธมิตรและแบรนด์ที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละทำเล เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับลูกค้าและเศรษฐกิจ
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และแรงสั่นสะเทือนทางภูมิรัฐศาสตร์ อสังหาริมทรัพย์ไทยเดินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากตลาดที่เคยแข่งขันกันด้วยราคา สู่การสร้างสินทรัพย์ระดับโกลบอลที่ตอบโจทย์คนทั่วโลก
ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วมและหัวหน้าฝ่ายบริหาร บริษัท ซีจี แคปปิตอล แอดไวซอรี่ จำกัด หรือ CG Capital ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล ฉายภาพว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกธุรกิจต้องเผชิญความผันผวนรอบด้าน ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยสูง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไปจนถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในหลายภูมิภาค
บรรยากาศเช่นนี้ หลายคนตั้งคำถามว่า ประเทศไทยยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่?
สำหรับ “ภูมิ” คำตอบยังคงชัดเจน “ไทย” เป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค หากมองผ่านเลนส์การลงทุนระยะยาว! เพราะขณะที่หลายประเทศแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยี หรือ ขนาดเศรษฐกิจ ไทยกลับมีสิ่งที่เลียนแบบได้ยาก นั่นคือ เสน่ห์ทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นมิตร อาหาร การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก
นี่คือเหตุผลที่แม้โลกจะเผชิญแรงสั่นสะเทือนมากเพียงใด แต่ชาวต่างชาติยังคงเลือกเดินทางมาเยือนไทย และจำนวนไม่น้อยมองการอยู่อาศัยระยะยาว หรือ “บ้านหลังที่สอง” ในประเทศนี้
ตลาดอสังหาฯ ลักชัวรีไทย กำลังเกิดปรากฏการณ์ Global Wealth Migration หรือการเคลื่อนย้ายความมั่งคั่งข้ามพรมแดนที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูล Henley & Partners ระบุว่า เศรษฐีระดับ High-Net-Worth Individuals (HNWI) ในประเทศไทย เพิ่มขึ้นจาก 51,000 คนในปี 2556 เป็นกว่า 142,000 คนในปี 2568 หรือเติบโตถึง 178% ภายในระยะเวลา 12 ปี
ขณะที่ นโยบายภาครัฐ ทั้งการส่งเสริมการลงทุนของ BOI และวีซ่าระยะยาว (LTR Visa) เป็นแรงหนุนสำคัญช่วยดึงดูดนักลงทุนและพลเมืองโลกผู้มั่งคั่ง เข้ามาพำนักและลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

สำหรับ CG Capital นี่ไม่ใช่เพียงโอกาสทางธุรกิจ แต่คือสัญญาณว่ากรุงเทพฯ กำลังก้าวขึ้นเป็น “World Destination” เต็มรูปแบบและนั่นคือโอกาสใหม่ของดีเวลลอปเปอร์
บทพิสูจน์ตลาดลักชัวรียังไปต่อ
สะท้อนภาพได้ชัดเจน จาก Inter Continental Residences Bangkok Asoke มูลค่า 5,500 ล้านบาท หนึ่งในโครงการอาคารสูงที่เปิดตัวในช่วงที่ตลาดเต็มไปด้วยความกังวลและความผันผวน! แต่ผลลัพธ์สวนทาง ภายใน 6 เดือนสร้างยอดขายกว่า 60% จาก 88 ยูนิต คาดสิ้นปีนี้จะปิดการขายทยอยโอนใน 3 ปีข้างหน้า ราวปี 2572
ความสำเร็จเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ภูมิ อธิบายว่า มี 3 องค์ประกอบหลัก เริ่มจาก “ทำเล” โครงการตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์เชื่อมต่อได้ทั้งถนนสุขุมวิทและรัชดาภิเษก สอง “พลังของแบรนด์” Intercontinental เป็นแบรนด์โรงแรมระดับโลกได้การยอมรับในมาตรฐานบริการและคุณภาพสินค้า ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นตั้งแต่วันแรก สุดท้าย “ความคุ้มค่า” โครงการลักชัวรีใหม่หลายแห่งเปิดขาย 500,000-600,000 บาทต่อตารางเมตร แต่โครงการนี้อยู่ในระดับ 300,000 บาทต้นๆ แต่ได้พื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่กว่า จึงตอบโจทย์ทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและนักลงทุนในเวลาเดียวกัน
เมื่อคอนโดหรูขายประสบการณ์ระดับโลก
เบื้องหลังแนวคิดพัฒนาโครงการ ไม่ได้มุ่งสร้างเพียงอาคารสวยงาม แต่ต้องการยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยของกรุงเทพฯ เทียบเท่าเมืองชั้นนำของโลก แนวคิด “World Class Product for Global Citizen” ถูกนำมาใช้เป็นแกนหลักในการดีไซน์ ควบคู่การศึกษาโครงการระดับพรีเมียมในมหานครสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์ก โตเกียว หรือ เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอื่นๆ
ในอดีต การตัดสินใจซื้ออสังหาฯ ระดับบนอาจพิจารณาจากทำเล คุณภาพโครงการเป็นหลัก แต่วันนี้ “แบรนด์” เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่าง Branded Residences จึงเป็นเซกเมนต์ที่เติบโตเร็วสุดกลุ่มหนึ่งของตลาดอสังหาฯ ลักชัวรีโลก
อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจ คือ โครงสร้างลูกค้า ปัจจุบันสัดส่วนผู้ซื้อเป็นชาวไทย 50% ต่างชาติ 50% ตัวเลขสะท้อนว่าไทยได้รับความสนใจจากผู้ซื้อทั่วโลกมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มองหาที่อยู่อาศัยระยะยาวในประเทศที่มีความมั่นคง ปลอดภัย ค่าครองชีพสมเหตุสมผล และมีคุณภาพชีวิตที่ดี หลายคนมองไทยในฐานะ “บ้านหลังที่สอง” หรือ “บ้านหลังที่สาม” ปรากฏการณ์นี้กำลังเปลี่ยนสถานะของไทยจากเมืองท่องเที่ยว สู่จุดหมายปลายทางของการใช้ชีวิตระดับโลก
CG กับภารกิจค้นหาโอกาสนอกกรอบ
บทบาทของ CG Capital ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาอสังหาฯ แต่ทำหน้าที่ค้นหาโอกาสการลงทุนใหม่ให้ “กลุ่มเซ็นทรัล” ด้วยแนวคิด Opportunistic Investment หรือมองโอกาสที่ตลาดยังมองไม่เห็น กองทุนแรกของบริษัทมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท มุ่งลงทุนในอสังหาฯ และ Hospitality เครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้น CG Capital เลือกเดินเกมด้วยแนวคิด “Right Brand, Right Partners, Right Product” อาทิ การจับมือกับ InterContinental แบรนด์โรงแรมลักชัวรีระดับโลกเครือ IHG ซึ่งมีฐานลูกค้ากลุ่ม Global Citizen กระจายอยู่ทั่วโลก
CG Capital ยังเตรียมเปิดโครงการใหม่ในภูเก็ตเพิ่มภายในสิ้นปีนี้ที่หาดลายัน เป็น Branded Residences ในรูปแบบของคอนโดและวิลล่า ควบคู่โรงแรมระดับลักชัวรี เน้นความเงียบสงบ ขณะที่โครงการแรกในภูเก็ต เดอะ สแตนดารด์ เรสซิเดนซ์ ภูเก็ต บางเทา มูลค่า 3,000 ล้านบาท ปัจจุบันขายได้แล้วกว่า 85% กำหนดโอนกรรมสิทธิ์ภายในสิ้นปีนี้
Highest and Best Use ปลดล็อกมูลค่าที่ดินไทย
หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งของ CG Capital คือแนวคิด “Highest and Best Use” หรือการเลือกใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดมูลค่าสูงสุด ไม่ยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่เลือกพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุดกับศักยภาพของที่ดินแต่ละแปลง ด้วยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการพัฒนาโครงการ แต่คือการสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับลูกค้า นักลงทุน และชุมชนโดยรอบ
สำหรับ “ภูมิ จิราธิวัฒน์” ความสำเร็จของธุรกิจไม่ได้วัดจากจำนวนยูนิตที่ขายได้ แต่คือความสามารถในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งการสร้างงานในภาคโรงแรมและบริการ การดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และการพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงสำหรับการถือครองในระยะยาว
ในวันที่โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อสังหาริมทรัพย์ไทยอาจไม่ได้แข่งขันด้วยราคาถูกที่สุด หรืออาคารสูงที่สุดอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันด้วยคุณภาพชีวิต มาตรฐานระดับโลก และเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ไม่มีใครลอกเลียนได้ และนั่นอาจเป็นก้าวต่อไปของอสังหาริมทรัพย์ไทยบนเวทีโลก ที่กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลัง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ปรับผังกทม.-รถไฟฟ้าบางหว้า-ตลิ่งชัน -สายสีแดงอานิสงส์2เด้งดันราคาที่ดินพุ่ง

- การปรับผังเมืองรวมกรุงเทพฯ และการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ เป็น 2 ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาที่ดินในแนวเส้นทางพุ่งสูงขึ้น
- ทำเลย่านบางหว้า-ตลิ่งชัน ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการปรับผังเมืองให้พัฒนาที่ดินได้หนาแน่นขึ้น และแผนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว ทำให้ราคาที่ดินขยับจากไม่ถึง 1 แสนบาท เป็น 2-3 แสนบาทต่อตารางวา
- โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงส่วนต่อขยาย ช่วงรังสิต-ม.ธรรมศาสตร์ และช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นราคาที่ดินในพื้นที่ชานเมืองให้ปรับตัวสูงขึ้น
การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้หลายพื้นที่กลายเป็นทำเลศักยภาพ ทั้งส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงบางหว้า–ตลิ่งชัน และโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยายช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต รวมถึงช่วงตลิ่งชัน–ศิริราช ซึ่งจะช่วยยกระดับการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ ชั้นในกับพื้นที่ชานเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกัน การปรับปรุงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) และผังเมืองรวมจังหวัดปทุมธานี ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เปิดทางให้เกิดการพัฒนาและใช้ประโยชน์ที่ดินในรูปแบบที่สอดรับกับการเติบโตของเมืองและระบบขนส่งมวลชน และผลักดันให้เกิดการพัฒนา ราคาที่ดินขยับสูงขึ้น
รถไฟฟ้าบางหว้า-ตลิ่งชัน -ปรับผังเมืองอานิสงส์2เด้งดันราคาที่ดินพุ่ง
เริ่มจากการลงทุนก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายช่วงบางหว้า-ตลิ่งชัน ของกรุงเทพมหานครมีระยะทางรวมประมาณ 7.5 กิโลเมตร แนวเส้นทางจะเริ่มต้นต่อจากสถานีบางหว้า วิ่งไปตามเกาะกลางถนนราชพฤกษ์ ประกอบด้วย 6 สถานี ได้แก่
- สถานีบางแวก
- สถานีบางเชือกหนัง
- สถานีบางพรม
- สถานีอินทราวาส
- สถานีบรมราชชนนี
- สถานีตลิ่งชัน
นาย วสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการบริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด ฐานะนายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ (RESAM) เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่าราคาที่ดินทำเลย่านฝั่งธนบุรีขยับขึ้นต่อเนื่องจากการมาของรถไฟฟ้า ที่เห็นเด่นชัดที่สุด จะเป็นทำเล ย่านบางหว้า ราชพฤกษ์ ตลิ่งชัน แนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายใหม่ ที่มีแผนก่อสร้างภายในปี2577 โดยเฉพาะบริเวณฟู้ด วิลล่า ราชพฤกษ์ และเดอะเซอร์เคิล ราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ขนาดใหญ่ รวมถึง ถนนพระเทพตัดใหม่ ซึ่งตัดกับถนนพรานนกบริเวณสามแยกไฟฉาย และวิ่งไปเชื่อมต่อกับถนนราชพฤกษ์
ที่ดินบริเวณนี้ราคาขณะนี้ขยับไปที่2-3แสนบาทต่อตารางวา จากเดิม ราคาไม่ถึง1แสนบาทต่อตารางวา ทั้งนี้จากอานิสงส์ 1.ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร(ฉบับปรับปรุ่งครั้งที่4) เพิ่มการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ย่านดังกล่าว จากพื้นที่สีเขียวลาย(ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม) พัฒนาบ้านเดี่ยวขนาดตั้งแต่100ตารางวาขึ้นไปเป็นพื้นที่สีส้ม (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปลานกลาง) ย.6-7-8 พัฒนาได้ 3.5-4.5เท่าของแปลงที่ดิน ซึ่งขยับอย่างก้าวกระโดดพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม และหากที่ดินติดสถานีรถไฟฟ้าสามารถสร้างตึกสูงเกิน23เมตรได้และอาคารขนาดใหญ่พิเศษได้
2.โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงบางหว้า-ตลิ่งชัน มีแผนก่อสร้างที่แน่ชัด เอกชนขยับเข้าไปลงทุน ตลอดแนว มีผลต่อราคาที่ดินขยับ และประเมินว่าหากก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จและเปิดให้บริการราคาที่ดินจะขยับไปที่ 5-7แสนบาทต่อตารางวา
มองว่าการปรับการใช้ประโยชน์ของผังเมืองรวมกรุงเทพฯฉบับใหม่ มองว่าเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาที่ดินเนื่องจากเพิ่มการพัฒนาได้มากขึ้น
สร้าง2สายสีแดงบูมกรุงเทพตอนเหนือ-ฝั่งธนบุรี
ขณะที่ รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีระยะทาง 8.84กิโลเมตร เป็นส่วนต่อขยายระดับดิน ประกอบด้วย 4 สถานี ได้แก่ สถานีคลองหนึ่ง สถานีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สถานีเชียงราก และสถานีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยโครงการได้ดำเนินการเซ็นสัญญาและเตรียมเริ่มก่อสร้างภายในเดือนกรกฎาคม2569 ราคาที่ดินอยู่ที่ไร่ละ30ล้านบาท หรือ 7.5หมื่นบาทต่อตารางวา บริเวณหมู่บ้านเมืองเอกไร่ละ20ล้านบาทหรือราคาตารางละ5หมื่นบาทต่อตารางวา ขณะที่บริเวณสถานีธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ราคาไร่ละ10ล้านบาท นอกเขตสถานีราคาไร่ละ5ล้านบาทขณะเดียวกัน ขณะเดียวกันผังเมืองรวมจังหวัดปทุมธานี ปรับการใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่สีแดง(ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม) เป็นบริเวณกว้าง มีผลต่อการพัฒนาและราคาที่ดินขยับต่อเนื่อง
ส่วนฝั่งพหลโยธิน บริเวณศูนย์การค้าฟิวเจอร์ปาร์ค ราคาตารางวาละ1แสนบาทต่อตารางวา ขณะที่บริเวณที่ดิน750ไร่ เมืองมิกซ์ยูส รังสิต ของ บริษัทเซ็นทรัลพัฒนาจำกัด(มหาชน) หรือCPN ซื้อมาในราคา 2หมื่นล้านบาท ส่งผลให้พื้นที่โดยรอบขยับไปที่ตารางวาละ5หมื่นบาทและแนวโน้มไปที่1แสนบาทต่อตารางวา
ส่วนโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ส่วนต่อขยาย ช่วง ศิริราช–ตลิ่งชัน เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเชื่อมต่อ ศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา มีระยะทางเฉพาะช่วง ศิริราช-ตลิ่งชัน ประมาณ 5.7กิโลเมตร (เมื่อรวมระยะทางทั้งหมดจนถึงศาลายาจะอยู่ที่ 20.5 กิโลเมตร) ราคาที่ดินบิริเวณโรงพยาบาลศิริราช ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ราคา1.5 –2แสนบาทต่อตารางวา ซึ่งเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีส้ม โดยเท่ากับย่านจรัญสนิทวงศ์ ในทำเลติดแม่น้ำเจ้าพระยา ราคา 2-2.5แสนบาทต่อตารางวา
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 25 มิ.ย.69 ‘ทรงตัว‘ ยังแกว่งตัวไร้ทิศทาง

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ทรงตัวที่ระดับ 33.43 บาทต่อดอลลาร์ และยังคงเคลื่อนไหวอย่างไร้ทิศทางที่ชัดเจน
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้จะอยู่ที่ระหว่าง 33.20-33.60 บาทต่อดอลลาร์
- ทิศทางเงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยงทั้งสองด้าน (Two-way risk) โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ และผลประกอบการหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.43 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.20-33.60 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.38-33.48 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าเข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลุดโซนแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง สอดคล้องกับการพลิกกลับมาย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ตามการปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบ จากสัญญาณการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่ทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้โดยรวมผู้เล่นในตลาดได้ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง เหลือ โอกาสราว 44% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนอยู่ จากความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor โดยเฉพาะ Micron ที่จะประกาศผลประกอบการในช่วง After Market สะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ
แนวโน้มค่าเงินบาท
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
รายงานผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาดีกว่าคาด และช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นแรงของหุ้น Micron ในช่วง After Market นั้น อาจพอช่วยหนุนบรรยากาศของตลาดการเงินเอเชียได้บ้าง โดยเฉพาะฝั่งตลาดหุ้นที่มีหุ้นในธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย อย่าง KRW TWD ได้บ้าง (ทว่า แต่ละตลาดอาจมีปัจจัยเฉพาะตัว และผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบเปิดรับความเสี่ยงชัดเจนได้ จนกว่าจะเห็นรายงานผลประกอบการของหุ้นธีม AI ที่ออกมาแข็งแกร่ง โดยเฉพาะหุ้นหลักในตลาดหุ้นนั้นๆ) นอกจากนี้ เรามองว่า เงินบาทอาจพอได้อานิสงส์บ้าง หากบรรดานักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อหุ้นธีม AI/Semiconductor ของไทยอีกครั้ง หรืออย่างน้อยไม่ได้เทขายหนัก เหมือนในจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ชัดเจน กอปรกับ เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหว Sideways ไปก่อนได้ เพื่อรอรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในช่วง 19.30 น. คืนนี้ ทำให้ เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways และแม้จะอ่อนค่าลงบ้าง เช่น ในช่วงรับรู้ รายงานยอดการส่งออกและนำเข้าของไทย ที่คาดว่าจะยังคงเห็นการขาดดุลการค้าต่อเนื่อง แต่เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจไม่เกินโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปมากนัก
ทั้งนี้ ควรระวังความผันผวนในช่วง ตลาดทยอยรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ โดยหาก อัตราเงินเฟ้อออกมาตามคาด และรายละเอียดของรายงานอัตราเงินเฟ้อ ไม่ได้สะท้อนถึง การแพร่กระจายของการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการ เป็นวงกว้าง อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งอาจกดดันเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลงบ้าง (แต่ยังไม่มากนัก) ทำให้เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบโซน 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (จะแข็งค่าขึ้นมากน้อย เพียงใด ต้องรอจับตาการเคลื่อนไหวของราคาทองคำประกอบ)
แต่หาก รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ออกมาสูงกว่าคาด สะท้อนภาพการเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการ ที่อาจเป็นวงกว้างมากขึ้น เรากังวลว่า ผู้เล่นในตลาดจะยิ่งกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED (และเราอาจเริ่มให้โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED มากขึ้นได้) สะท้อนผ่านการปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED 2 ครั้ง ในปีนี้ ที่ควรจะสูงขึ้น สร้างแรงหนุนต่อเงินดอลลาร์ พร้อมกดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาท โดยเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก และอาจทดสอบโซนถัดไปในช่วง 33.70-33.80 บาทต่อดอลลาร์
เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ไม่ยาก)
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง เพื่อรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง Micron -0.3% สะท้อนผ่านแรงขายหุ้นกลุ่มดังกล่าวที่ยังมีอยู่บ้าง แม้จะรุนแรงน้อยกว่าในช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil -2.0% ตามการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.09% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ย่อตัวลง -0.43% ทั้งนี้ รายงานผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาแข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก ได้หนุนให้ ราคาหุ้น Micron +15% ช่วง After Market ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดต่างมีความหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นธีม AI และช่วยให้ สัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น +0.53% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป รีบาวด์ขึ้นเล็กน้อย +0.08% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภค บริโภค รวมถึงกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม รวมถึงกลุ่ม Healthcare ซึ่งช่วยลดทอนแรงกดดันจากการปรับตัวลงต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่าง Shell -1.8% หลังราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงนี้
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 4.40% ตามการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ หลังการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งภาพดังกล่าวยังได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ทั้งนี้ เราประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงตามบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ทว่า ความกังวลต่อรายงานผลประกอบการของหุ้น AI/Semiconductor ซึ่งยังคงกดดันบรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ช่วยพยุงเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) เคลื่อนไหวแถวโซน 101.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.5-101.8 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ตามการทยอยปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทว่า ความกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้สร้างความต้องการลดสัดส่วนการถือครองทองคำลง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและปรับลดความเสี่ยงโดยรวม และจำกัดการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ ทำให้ ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวแถวโซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) เดือนพฤษภาคม และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ส่วนในฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 10.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ของไทย ในเดือนพฤษภาคม ที่อาจยังคงได้รับอานิสงส์จากธีมการลงทุนใน AI ที่ยังช่วยหนุนยอดการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor ของไทย ทว่า ยอดการนำเข้าอาจยังคงพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการลงทุนใน Data Center ทำให้โดยรวม ดุลการค้ายังคงขาดดุลต่อเนื่อง ส่วนในช่วงราว 6.30 น. ของเช้าวันพฤหัสบดี นี้ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว ในเดือนมิถุนายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น อีกไฮไลท์สำคัญที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้ คือ รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ปลูกถ่าย ‘สเต็มเซลล์เม็ดเลือด’ รักษา ‘โรคมะเร็งระบบเลือดในเด็ก’

สถาบันสุขภาพเด็กฯ เผยปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เม็ดเลือด รักษาโรคมะเร็งระบบเลือดในเด็กปีละราว 1,500 คน ทั้งจากสเต็มเซลล์ผู้ป่วย-ผู้บริจาค จัดตั้งศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดและเซลล์บำบัดขั้นสูง จะช่วยดูแลรักษาผู้ป่วยเด็ก ยกระดับคุณภาพชีวิต
นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้ขยายบทบาทสู่การรักษาขั้นสูง โดยในผู้ป่วยเด็กได้มีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ซึ่งเป็นความหวังสำคัญในการรักษาโรคเลือด โรคมะเร็ง และโรคทางพันธุกรรมหลายชนิดให้หายขาด โดยมีหอผู้ป่วยที่สามารถปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดได้อย่างมีมาตรฐาน
ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ โดยดูแลรักษาผู้ป่วยในโรคยุ่งยากซับซ้อน ปัจจุบันมีผู้ป่วยมาเข้ารับการรักษาที่หน่วยโรคเลือดและมะเร็งเด็กประมาณ 1,500 ราย /ปี ซึ่งถือว่าการจัดตั้งศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด และเซลล์บำบัดขั้นสูง จะช่วยดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กโรคเลือดและมะเร็งให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถใช้ชีวิตวัยเด็กให้มีความสุข ครอบครัวมีความสุข
ด้านนพ.อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในเด็ก เป็นวิธีการรักษาอีกวิธีหนึ่งที่รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งระบบเลือด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลูคีเมีย) และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยใช้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง จากนั้นจะให้สเต็มเซลล์ที่แข็งแรงเข้าไปทดแทน เพื่อสร้างระบบเลือดและภูมิคุ้มกันใหม่ให้กลับมาทำงานได้ปกติ
ปัจจุบันหน่วยโรคเลือดและโรคมะเร็งเด็ก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีได้พัฒนาเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญพิเศษด้านการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดและเซลล์บำบัดขั้นสูง รวมถึงดูแลรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมียให้แก่เด็กในประเทศไทย โดยทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์รักษา
ศูนย์การเรียนรู้ และศูนย์วิจัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กไทยให้มีโอกาสเติบโตอย่างแข็งแรงและมีอนาคตที่สดใส
นพ.อิสนันท์ หุ่นนวล นายแพทย์ชำนาญการ โรคเลือดและมะเร็ง กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการรักษาและการปลูกถ่ายสเตมเซลล์ในเด็ก โดยประเภทของการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์
- การใช้สเต็มเซลล์ของตัวเอง แพทย์จะเก็บสเต็มเซลล์ของผู้ป่วยไว้ก่อนให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงแล้วนำกลับมาฉีดคืนเข้าร่างกายผู้ป่วย
- การใช้สเต็มเซลล์จากผู้บริจาค เป็นการรับสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อเข้ากันได้ดี ซึ่งอาจมาจากพี่น้องร่วมสายเลือด หรือผู้บริจาคที่ไม่ใช่ญาติ
“ในการปลูกถ่ายชนิดนี้มีขั้นตอนการรักษา คือ การเตรียมร่างกายโดยผู้ป่วยเด็กจะได้รับยาเคมีบำบัดขนาดสูง หรือการฉายรังสี เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งทั้งหมด และเคลียร์พื้นที่ในไขกระดูกสำหรับให้สเต็มเซลล์ใหม่ที่สมบูรณ์แข็งแรงเคลื่อนที่ไปฝังตัวในไขกระดูก และเริ่มผลิตเม็ดเลือดใหม่ การพักฟื้นและเฝ้าระวังระหว่างการรักษาผู้ป่วยจำเป็นต้องพักรักษาตัวในห้องปลอดเชื้อ
(Positive Pressure Room) เป็นเวลา 20 – 30 วัน เพื่อป้องกันการติดเชื้ออย่างรุนแรงระหว่างที่ไขกระดูกกำลังฟื้นตัว”นพ.อิสนันท์กล่าว
ศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด และเซลล์บำบัดขั้นสูง เปิดมาประมาณ 1 เดือน แต่มีการเตรียมความพร้อมก่อนหน้าประมาณ 6 เดือน – 1 ปี ซึ่งการดำเนินการเบื้องต้น ได้ปลูกถ่ายคนไข้ไปแล้ว 2 คน โดยคนแรกสำเร็จไปแล้วจากการใช้เซลล์ของคนไข้เอง เป็นคนไข้มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ที่รักษามาแล้ว 4 ปี ส่วนรายที่ 2 เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเช่นกัน โดยปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากพี่ชาย ซึ่งอนาคตคาดว่าจะรองรับได้เรื่อยๆ ปัจจุบันมีห้อง 3 ห้อง ใช้เวลาปลูกถ่ายรายหนึ่งใช้เวลา 1 เดือนต่อ 1 เคส วนเคสได้ 36 เคสต่อปี ซึ่งจำนวนนี้ยังน้อยอยู่ เพราะกลุ่มโรคเลือดอื่นๆ ที่ไม่ใช่มะเร็ง อย่างธาลัสซีเมีย ก็มีความยากลำบากในการรักษา และต้องรับเลือดทุกๆเดือน การปลูกถ่ายจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกการรักษา
สำหรับข้อแตกต่างของการรักษาปกติ กับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดฯ นพ.อิสนันท์ กล่าวว่า การรักษาปกติ เด็กอาจได้รับผลแทรกซ้อนจากการรักษาได้ และหากรักษาด้วยวิธีมาตรฐานไม่หาย เช่น ให้ยาเคมีบำบัดไปแล้ว แต่โรคกลับเป็นซ้ำ แสดงว่าอาจดื้อยา แต่การปลูกถ่ายสเตมเซลล์ จะเป็นกำหนดเซลล์ใหม่ไปทดแทนเซลล์ผิดปกติของคนไข้ ซึ่งมีโอกาสหายขาดได้มากกว่าการรักษามาตรฐาน ส่วนจะหาย 100% หรือไม่ก็ขึ้นกับโรค อย่างโรคที่ปลูกถ่ายฯแล้วหายมากกว่า 95% คือ โรคธาลัสซีเมีย ส่วนโรคมะเร็ง การปลูกถ่ายไขกระดูกหรือสเตมเซลล์ก็ดีกว่า โดยหายได้ประมาณ 60% เมื่อเทียบกับผู้รักษายาเคมีบำบัดตามสูตรปกติ เพราะหากเกี่ยวข้องกับยีนผิดปกติ ก็จะส่งผลต่อการพยากรณ์ของโรค มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้สูงถึง 80-90% ในบางราย
“เงื่อนไขของการรับรักษาการปลูกถ่ายสเตมเซลล์ ขึ้นกับโรค เช่น โรคธาลัสซีเมียรุนแรง โรคพันธุกรรมบางอย่างที่รุนแรง และมะเร็งที่กลับเป็นซ้ำ เป็นไปตามระเบียบการเบิกจ่ายของสปสช. แต่ก็มีเคสอื่นๆ ซึ่งก็ต้องพิจารณาเป็นรายๆไป ส่วนการปลูกถ่ายฯ ก็ขึ้นกับโรคว่า จะใช้เซลล์ตัวเอง หรือพี่น้อง อย่างมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ใช้เซลล์ตัวเองได้ แต่บางโรค เช่น ธาลัสซีเมีย หรือมะเร็งบางชนิดที่มีการแพร่กระจายในไขกระดูกก็อาจต้องใช้เซลล์จากคนอื่น อย่างพี่น้อง หรือพ่อแม่” นพ.อิสนันท์ กล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
จองโรงแรมยังไงเป็นภาษาอังกฤษ? พร้อมตัวอย่างการพูดจริง

ทำไมควรรู้วิธีจองโรงแรมเป็นภาษาอังกฤษ?
หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปต่างประเทศ หรือจองโรงแรมผ่านแอปต่างชาติ การใช้ภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณ สื่อสารกับพนักงานได้ง่ายขึ้น, ลดความเข้าใจผิด และเพิ่มโอกาสได้ห้องพักที่ถูกใจ
บทความนี้จะรวม:
- 🔹 คำศัพท์ที่ใช้บ่อยเวลา “จองโรงแรม”
- 🔹 ประโยคพื้นฐานที่ต้องรู้
- 🔹 ตัวอย่างบทสนทนา (โทรจอง / หน้าเคาน์เตอร์ / อีเมล)
- 🔹 เทคนิคพูดให้ดูมือโปร
คำศัพท์เบื้องต้นที่เกี่ยวกับการจองโรงแรม (Hotel Booking Vocabulary)
| คำศัพท์ | ความหมาย |
|---|---|
| reservation / booking | การจอง |
| single / double room | ห้องเดี่ยว / ห้องคู่ |
| twin bed / king bed | เตียงคู่เล็ก / เตียงเดี่ยวใหญ่ |
| check-in / check-out | เข้าพัก / ออก |
| front desk | เคาน์เตอร์ต้อนรับ |
| availability | ความพร้อมของห้องพัก |
| amenities | สิ่งอำนวยความสะดวก |
| confirmation | การยืนยันการจอง |
| cancel / cancellation | การยกเลิก |
หมวด 1: ประโยคภาษาอังกฤษตอน “สอบถามห้องว่าง”
หากคุณอยากสอบถามห้องว่างทางโทรศัพท์หรือที่หน้าเคาน์เตอร์ ใช้ประโยคเหล่านี้:
💬 ประโยคพื้นฐาน
- “Do you have any rooms available?”
คุณมีห้องว่างไหม - “I’d like to make a reservation.”
ผม/ฉันต้องการจองห้อง - “What types of rooms do you have?”
คุณมีห้องพักแบบไหนบ้าง - “How much is a room per night?”
ห้องพักหนึ่งคืนราคาเท่าไหร่
หมวด 2: ตัวอย่างบทสนทนา “โทรจองโรงแรม”
🧍 คุณ:
Hello, I’d like to make a reservation for two people on July 20th.
🧑💼 พนักงาน:
Certainly. What type of room would you like — single, double, or suite?
🧍 คุณ:
A double room with a king-size bed, please.
🧑💼 พนักงาน:
We have one available. Will you be staying for one night?
🧍 คุณ:
Yes, just one night.
🧑💼 พนักงาน:
Okay. May I have your name and contact information?
🧍 คุณ:
Sure. My name is Supachai Phanrak and my number is +66 812345678.
🧑💼 พนักงาน:
Thank you. Your booking is confirmed for July 20th. Check-in time is from 2 PM.
หมวด 3: ประโยคเวลา “ขอรายละเอียดห้องพัก”
บางครั้งคุณอาจต้องการถามข้อมูลเพิ่มเติม เช่น:
- “Is breakfast included?”
มีอาหารเช้ารวมไหม - “Does the room have a private bathroom?”
ห้องมีห้องน้ำในตัวไหม - “Is there Wi-Fi in the room?”
มี Wi-Fi ในห้องไหม - “Can I get a room with a view?”
ขอห้องที่มีวิวได้ไหม - “Are there any additional charges?”
มีค่าบริการอื่นเพิ่มเติมไหม
หมวด 4: ตัวอย่างอีเมล “จองโรงแรมเป็นภาษาอังกฤษ”
หากคุณอยากจองผ่านอีเมล นี่คือตัวอย่างที่ใช้ได้จริง:
Subject: Room Reservation Request – July 15 to 17
Dear Sir/Madam,
I would like to reserve a double room for two people from July 15 to July 17. Please let me know if a room is available and the total cost including taxes.
We would prefer a non-smoking room with a queen-size bed, if possible.
Looking forward to your confirmation.
Thank you very much.
Best regards,
Chutima Wongdee
+66 812345678
Email: chutima@email.com
หมวด 5: ประโยคตอน “เช็กอินที่โรงแรม”
มาถึงหน้าเคาน์เตอร์แล้ว อย่าตื่นเต้น ใช้ประโยคเหล่านี้ได้เลย:
- “Hi, I have a reservation under the name Supachai.”
สวัสดีครับ/ค่ะ ผมจองไว้ในชื่อสุภชัย - “Can I check in now?”
สามารถเช็กอินได้ตอนนี้ไหม - “Is breakfast included in the room rate?”
มีอาหารเช้ารวมในราคาห้องไหม - “Can I get a late check-out?”
ขอเช็กเอาต์ช้าได้ไหม
หมวด 6: ประโยคเวลา “ขอเปลี่ยนห้อง / ขอของใช้เพิ่ม”
อยู่ในโรงแรมแล้ว เจอปัญหา ใช้คำเหล่านี้ติดต่อได้เลย:
- “The air conditioner isn’t working.”
แอร์ไม่ทำงานครับ/ค่ะ - “Can I change to another room?”
ขอเปลี่ยนห้องได้ไหม - “Could I have an extra towel, please?”
ขอผ้าเช็ดตัวเพิ่มได้ไหมครับ/ค่ะ - “There is a problem with the hot water.”
น้ำอุ่นไม่ออกครับ/ค่ะ - “Can I borrow a hairdryer?”
ขอยืมไดร์เป่าผมได้ไหมครับ
หมวด 7: ประโยคตอน “เช็กเอาต์ / จ่ายเงิน”
เตรียมตัวออกจากโรงแรม อย่าลืมสอบถามรายละเอียดให้ครบ
- “I’d like to check out.”
ผม/ฉันต้องการเช็กเอาต์ - “Can I pay by credit card?”
จ่ายด้วยบัตรเครดิตได้ไหม - “Can I get a receipt?”
ขอใบเสร็จด้วยครับ/ค่ะ - “Can you call a taxi for me?”
ช่วยเรียกแท็กซี่ให้หน่อยได้ไหม
เทคนิคจองโรงแรมแบบมือโปร
- ฝึกพูดก่อนออกเดินทาง – พูดประโยคสำคัญไว้ล่วงหน้า เช่น “I have a reservation” จนคล่อง
- เตรียมข้อมูลจองไว้ให้พร้อม – เช่น ชื่อโรงแรม, วันที่เข้าพัก, หมายเลขยืนยัน (confirmation number)
- อ่านรีวิวโรงแรมภาษาอังกฤษล่วงหน้า – จะช่วยให้คุณเข้าใจสภาพแวดล้อมจริง
- เก็บอีเมลหรือแคปหน้าจอการจองไว้เสมอ – เผื่อเจ้าหน้าที่หาไม่เจอ
ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th
ศึกอีคอมเมิร์ซโลกเดือด ยักษ์จีนไล่บี้ Amazon หนัก Pinduoduo-Douyin จ่อยึดบัลลังก์

- Amazon ยังคงเป็นผู้นำตลาดอีคอมเมิร์ซโลก แต่แพลตฟอร์มจีนอย่าง Pinduoduo และ Douyin กำลังไล่ตามมาติดๆ ในอันดับที่ 2 และ 3 ตามลำดับ
- แพลตฟอร์มจากจีนครอง 6 ใน 8 อันดับแรกของโลก และมีมูลค่าสินค้ารวม (GMV) สูงกว่าแพลตฟอร์มจากสหรัฐฯ ใน 8 อันดับแรกรวมกันมากกว่า 3 เท่า
- ความสำเร็จของยักษ์ใหญ่จีนส่วนหนึ่งมาจากโมเดล Social Commerce ที่ผสมผสานคอนเทนต์วิดีโอสั้นและไลฟ์สตรีมเข้ากับการซื้อขายสินค้า
ข้อมูลล่าสุดจาก Statista ซึ่งอ้างอิงฐานข้อมูลของ ECDB (E-Commerce Database) ระบุว่า Amazon ยังคงครองตำแหน่งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีมูลค่าสินค้ารวม (Gross Merchandise Volume: GMV) สูงที่สุดของโลกในปี 2025 ที่ 846,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 27.50 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่าง Amazon กับคู่แข่งจากจีนเริ่มแคบลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย Pinduoduo ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ด้วย GMV มูลค่า 780,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 25.37 ล้านล้านบาท) ขณะที่ Douyin หรือ TikTok เวอร์ชันจีน ครองอันดับ 3 ด้วยมูลค่า 656,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 21.33 ล้านล้านบาท)
Top 8 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโลก (ตาม GMV)
- Amazon (สหรัฐฯ) – 846,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (27.50 ล้านล้านบาท)
- Pinduoduo (จีน) – 780,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (25.37 ล้านล้านบาท)
- Douyin (จีน) – 656,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (21.33 ล้านล้านบาท)
- Taobao (จีน) – 584,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (19.01 ล้านล้านบาท)
- Tmall (จีน) – 568,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (18.48 ล้านล้านบาท)
- JD.com (จีน) – 547,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (17.80 ล้านล้านบาท)
- Kuaishou (จีน) – 225,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (7.34 ล้านล้านบาท)
- Walmart (สหรัฐฯ) – 197,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (6.42 ล้านล้านบาท)

จีนกวาดมูลค่าธุรกรรมรวมแซงสหรัฐฯ กว่า 3 เท่า
ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงการที่แพลตฟอร์มจีนครองพื้นที่ 6 จาก 8 อันดับแรกของโลกเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของศูนย์กลางอีคอมเมิร์ซโลกอย่างชัดเจน เมื่อรวมมูลค่าสินค้ารวม (GMV) ของแพลตฟอร์มจีนทั้ง 6 ราย ได้แก่ Pinduoduo, Douyin, Taobao, Tmall, JD.com และ Kuaishou พบว่ามีมูลค่าสูงถึง 3.36 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 109.20 ล้านล้านบาท)
ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งมี Amazon และ Walmart ติดอยู่ใน Top 8 มี GMV รวมกัน 1.04 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33.92 ล้านล้านบาท) เท่านั้น ส่งผลให้กลุ่มแพลตฟอร์มจีนมีมูลค่าธุรกรรมรวมสูงกว่าสหรัฐฯ มากกว่า 3 เท่า สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของจีนในฐานะแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซโลก
Social Commerce อาวุธลับยักษ์ใหญ่จีน
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแพลตฟอร์มจากจีนสามารถครองพื้นที่ถึง 6 จาก 8 อันดับแรกของโลก โดยเฉพาะกลุ่ม Social Commerce ที่ผสานคอนเทนต์ วิดีโอสั้น ไลฟ์สตรีม และการซื้อขายสินค้าเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ
Douyin และ Kuaishou ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของโมเดล “Content-to-Commerce” ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจากการค้นหาสินค้าแบบเดิม ไปสู่การซื้อสินค้าจากการรับชมคอนเทนต์และไลฟ์สด ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซจีน
Amazon ยังนำ แต่การแข่งขันรุนแรงขึ้น
แม้ Amazon จะยังครองผู้นำตลาดโลก แต่การเติบโตของผู้เล่นจีนสะท้อนว่าศูนย์กลางนวัตกรรมอีคอมเมิร์ซกำลังเคลื่อนตัวไปยังเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก และเป็นต้นแบบของเทรนด์ Social Commerce, Live Commerce และ Gamification ที่แพลตฟอร์มทั่วโลกกำลังนำไปปรับใช้
ทั้งนี้ Statista ระบุว่า ตัวเลข GMV ที่นำมาเปรียบเทียบครอบคลุมทั้งยอดขายสินค้าของแพลตฟอร์มเอง (First-Party Sales) และยอดขายจากร้านค้าภายนอกบน Marketplace (Third-Party Sales) ทำให้สะท้อนขนาดธุรกิจที่แท้จริงของแต่ละแพลตฟอร์มได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
6 อาหารโปรตีน และ ไฟเบอร์สูง กินอิ่มนาน แถมดีต่อสุขภาพ

ถ้าอยากเพิ่มโปรตีนและไฟเบอร์ในมื้อเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องแยกกินระหว่างเนื้อสัตว์กับผักเสมอไป เพราะมีอาหารหลายชนิดที่ให้ทั้งสองสารอาหารพร้อมกัน ช่วยให้อิ่มนาน ดูแลกล้ามเนื้อ และส่งเสริมสุขภาพลำไส้ได้ในคราวเดียว
เราจะพาไปดูอาหารที่มีทั้งโปรตีนและไฟเบอร์ในหนึ่งเดียว ซึ่งนักโภชนาการแนะนำว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการควบคุมความหิวและดูแลสุขภาพไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
6 อาหารโปรตีนสูง ไฟเบอร์สูง ที่นักโภชนาการแนะนำ
โปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยซ่อมแซมร่างกายและรักษามวลกล้ามเนื้อ ขณะที่ไฟเบอร์ช่วยให้อิ่มนาน ช่วยสนับสนุนระบบขับถ่าย และส่งเสริมสุขภาพลำไส้ การเลือกรับประทานอาหารที่มีทั้งโปรตีนและไฟเบอร์จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ในการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับทุกมื้อ
1. เทมเป้ (Tempeh)
เทมเป้เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองหมักที่โดดเด่นทั้งด้านโปรตีนและไฟเบอร์ โดย 1 ถ้วยให้โปรตีนประมาณ 17 กรัม และไฟเบอร์ 5-7 กรัม
นอกจากนี้ยังมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหารจากกระบวนการหมัก และมีพรีไบโอติกที่ช่วยส่งเสริมสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้
- ใช้แทนเนื้อสัตว์บดในเมนูต่าง ๆ
- นำไปย่างหรือจี่กระทะ
- หมักเครื่องเทศเพิ่มรสชาติ
- ใส่ในสลัด พาสต้า หรือผัดผัก

2. ถั่วต่างๆ (Beans)
ไม่ว่าจะเป็นถั่วดำ ถั่วแดง หรือถั่วลูกไก่ ล้วนเป็นแหล่งโปรตีนและไฟเบอร์ชั้นดี โดยครึ่งถ้วยให้โปรตีนประมาณ 10-15 กรัม และไฟเบอร์ 8-10 กรัม
ถั่วยังอุดมด้วยธาตุเหล็กและโฟเลต ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดและการเจริญเติบโตของเซลล์
- เติมลงในซุปและสลัด
- เพิ่มในทาโก้หรือเบอร์ริโต
- ทำดิปถั่วกินกับผักสด
- ทำเมนูอบถั่วสำหรับมื้อหลัก

3. ถั่วเลนทิล (Lentils)
ถั่วเลนทิล ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอาหารจากพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยครึ่งถ้วยให้โปรตีนประมาณ 9 กรัม และไฟเบอร์ประมาณ 8 กรัม :contentReference[oaicite:0]{index=0}
ยังเป็นแหล่งของธาตุเหล็ก โฟเลต และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ช่วยให้อิ่มนาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
- ทำซุปเลนทิล
- ใช้แทนเนื้อบดในซอสพาสต้า
- ใส่ในสลัดธัญพืช
- ทำเป็นเบอร์เกอร์จากพืช

4. เอดามาเมะ ถั่วแระญี่ปุ่น (Edamame)
เอดามาเมะหรือถั่วแระญี่ปุ่นเป็นถั่วเหลืองอ่อนที่ให้โปรตีนสูง โดยครึ่งถ้วยมีโปรตีนประมาณ 7-9 กรัม พร้อมไฟเบอร์ในปริมาณที่ดี :contentReference[oaicite:1]{index=1}
ยังมีวิตามินเค โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวม
- กินเป็นของว่าง
- โรยบนสลัด
- ใส่ในข้าวหน้าโปรตีน
- ผัดรวมกับผักต่าง ๆ

5. เมล็ดเจีย (Chia Seeds)
แม้จะมีขนาดเล็ก แต่เมล็ดเจียอัดแน่นไปด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ และกรดไขมันโอเมก้า 3 โดย 2 ช้อนโต๊ะให้โปรตีนประมาณ 4-5 กรัม และไฟเบอร์สูงถึงประมาณ 10 กรัม :contentReference[oaicite:2]{index=2}
เมล็ดเจียสามารถพองตัวเมื่อแช่น้ำ จึงช่วยเพิ่มความอิ่มและเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ
- ทำพุดดิ้งเมล็ดเจีย
- ใส่ในสมูทตี
- โรยบนโยเกิร์ต
- ผสมในข้าวโอ๊ต

6. ควินัว (Quinoa)
ควินัวเป็นธัญพืชที่ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นโปรตีนสมบูรณ์จากพืช เพราะมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน โดย 1 ถ้วยให้โปรตีนประมาณ 8 กรัม พร้อมไฟเบอร์ในปริมาณที่น่าสนใจ :contentReference[oaicite:3]{index=3}
นอกจากนี้ยังมีแมกนีเซียม เหล็ก และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยสนับสนุนสุขภาพหัวใจและระบบเผาผลาญ
- ใช้แทนข้าวขาว
- ทำสลัดควินัว
- ใส่ในซุป
- ใช้เป็นฐานของอาหารประเภทโบวล์

เปรียบเทียบอาหารโปรตีนสูง ไฟเบอร์สูง
| อาหาร | โปรตีน | ไฟเบอร์ |
|---|---|---|
| เทมเป้ 1 ถ้วย | 17 กรัม | 5-7 กรัม |
| ถั่วต่าง ๆ 1/2 ถ้วย | 10-15 กรัม | 8-10 กรัม |
| ถั่วเลนทิล 1/2 ถ้วย | 9 กรัม | 8 กรัม |
| เอดามาเมะ 1/2 ถ้วย | 7-9 กรัม | สูง |
| เมล็ดเจีย 2 ช้อนโต๊ะ | 4-5 กรัม | 10 กรัม |
| ควินัว 1 ถ้วย | 8 กรัม | ประมาณ 5 กรัม |
อาหารโปรตีนสูง ไฟเบอร์สูง กินอะไรดีที่สุด?
หากต้องการเพิ่มโปรตีนและไฟเบอร์ในแต่ละวัน เทมเป้ ถั่วต่าง ๆ ถั่วเลนทิล เอดามาเมะ เมล็ดเจีย และควินัว ล้วนเป็นอาหารโปรตีนสูง ไฟเบอร์สูงที่ได้รับการแนะนำจากนักโภชนาการ เพราะช่วยให้อิ่มนาน ดูแลสุขภาพลำไส้ และสนับสนุนการรักษามวลกล้ามเนื้อได้พร้อมกัน การสลับรับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลายมากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 25/6/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 63,000.00 | 63,200.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,073.00 | 61,746.68 | 64,000.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,665.70 | 55,572.01 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,258.40 | 49,397.34 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,832.85 | 27,786.01 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,425.55 | 21,611.34 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,220.73 | 63,986.27 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 25/6/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 38.85 | 38.85 | 39.35 | 38.85 | 38.85 | 38.85 | 38.85 | 38.85 | 38.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 38.48 | 38.48 | 38.98 | 38.48 | 38.48 | 38.48 | 38.48 | 38.48 | 38.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.85 | 33.85 | 34.35 | 33.85 | – | 33.85 | 33.85 | 33.85 | 33.85 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 29.79 | 29.79 | – | – | – | – | – | – | 29.79 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.44 | – | – | 53.41 | – | 48.94 | 48.59 | – | 48.44 |
| ดีเซล | 49.79 | – | – | – | – | – | – | – | 49.79 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 32.50 | 32.50 | 32.50 | 32.50 | – | 32.50 | 32.50 | 32.50 | 32.50 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







